Monday, 19 October 2026
อนุทิน

‘อาจารย์อุ๋ย’ สวนนายกฯ ปมโจรขึ้นบ้าน!! เตือนอย่าสื่อสารให้ประชาชนกลัวคุก จนยอมจำนนต่ออาชญากร บ้านคือพื้นที่ปลอดภัยที่ต้องปกป้องได้ ชี้สุจริตชนไม่ควรถูกตัดสิทธิเอาชีวิตรอด

อาจารย์อุ๋ย สวนนายก! ลั่น! มีชีวิตรอดไปขึ้นศาล ดีกว่านอนเป็นศพเฝ้าบ้านเพราะกลัวติดคุก! ไขข้อสงสัย เมื่อโจรขึ้นบ้าน สุจริตชนมีสิทธิ์ “กดหมดแม็ก” หรือไม่?

โดย อาจารย์อุ๋ย-ประพฤติ ฉัตรประภาชัย
นักวิชาการด้านกฎหมาย/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

ผมห็นข่าวที่ท่านนายกรัฐมนตรี ออกมาให้สัมภาษณ์ทำนองว่า “ยิงโจรในบ้านก็ผิดอยู่ดี เพราะกฎหมายไม่ได้คุ้มครองตรงนั้น” ในฐานะนักกฎหมาย ผมฟังแล้วรู้สึกเป็นห่วงพี่น้องประชาชนอย่างยิ่ง เพราะการสื่อสารเช่นนี้อาจทำให้สุจริตชนเกิดความเข้าใจผิด จนยอมจำนนต่ออาชญากรเพียงเพราะกลัวว่าจะต้องติดคุก

ผมขอพูดตรงๆ ในฐานะนักวิชาการเลยว่า “ถ้าภัยถึงตัวในยามวิกาล เจ้าบ้านกดหมดแม็กเพื่อเอาชีวิตรอดได้! มีชีวิตรอดไปสู้คดีในศาล ยังไงก็ดีกว่ากลายเป็นศพนอนเฝ้าบ้านตัวเอง”

ในระบบคอมมอนลอว์ (Common Law) ของสหรัฐอเมริกา มีหลักการสำคัญที่เรียกว่า Castle Doctrine (บ้านคือ “ปราสาท”ของเรา) และ Stand Your Ground หรือหลัก “ปักหลักสู้” ซึ่งรับรองสิทธิ์ว่า บ้านคือสถานที่ปลอดภัยที่สุด บุคคลไม่จำเป็นต้องถอยหนีเมื่อมีผู้บุกรุก และมีสิทธิ์ใช้กำลังป้องกันตนเองได้ทันที

สำหรับประเทศไทย แม้จะไม่ได้เขียนคำว่า Castle Doctrine ไว้ในตำราตรงๆ แต่ในทางปฏิบัติ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 เรื่องการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย และแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาไทย ได้วางบรรทัดฐานที่สอดรับกับหลักสากลนี้ไว้อย่างชัดเจนมานานแล้ว

ลองนึกภาพตาม... หากคุณเป็นผู้หญิง เป็นผู้สูงอายุ หรือต้องอยู่บ้านคนเดียวในยามวิกาล แล้วมีโจรบุกรุกเข้ามาในความมืด คุณไม่รู้หรอกว่าโจรมากันกี่คน มีอาวุธร้ายแรงแค่ไหน จะให้ร้องตะโกนเชิญชวนให้โจรมาแสดงตัวหรือให้ยิงขู่ฟ้าร้องเตือน โจรที่มีอาวุธย่อมสวนกลับจนคุณตายก่อนแน่นอน

ภาวะหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ถือเป็น “ภยันตรายอันเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงแล้ว” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 68 แล้ว การที่เจ้าบ้านตัดสินใจลั่นไกยิงใส่โจรต่อเนื่องจนหมดแม็กกาซีน เพื่อให้แน่ใจว่าภัยคุกคามนั้นระงับลง ย่อมเป็นการป้องกันสิทธิ์โดยชอบด้วยกฎหมาย

ศาลฎีกาไทยเคยตัดสินรับรองบรรทัดฐานในสถานการณ์ทำนองนี้ไว้ เช่น ในห้องที่มืดสนิท มีคนร้ายปีนเข้ามาทางช่องลมอย่างกะทันหัน ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยไม่อาจรู้ได้ว่าคนร้ายมีอาวุธหรือไม่ หากจะให้รอจนคนร้ายแสดงกิริยาทำร้าย จำเลยก็อาจได้รับอันตรายก่อนการที่จำเลยยิงสวนไปทันที จึงเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย

หรือคดีที่คนร้ายถือสิ่งของคล้ายอาวุธจู่โจมเข้ามาในเขตบ้านยามวิกาล ศาลก็มองว่าเป็นเหตุให้เจ้าบ้านเข้าใจว่าจะเข้ามาทำร้าย ย่อมเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง การใช้อาวุธปืนยิงสวนไปจึงเป็นการป้องกันที่พอสมควรแก่เหตุ
เพราะศาลจะพิจารณาถึง “สภาวะจิตใจ” ของมนุษย์ สุจริตชนที่ไม่ได้ใช้อาวุธเป็นอาชีพ เมื่อตื่นมาในเวลากลางคืน เจอผู้บุกรุกเข้ามาในบ้าน ย่อมตกใจกลัวและหยิบอาวุธขึ้นมาป้องกันตัว ดังนั้น การรัวยิงในภาวะตกใจจึงไม่ใช่เจตนาฆ่าโดยตระเตรียมการ ดังนั้น คำกล่าวที่ว่ายิงโจรในบ้านยังไงก็ผิด จึงเป็นการตัดรอนสิทธิ์ในการเอาชีวิตรอดของประชาชนจนเกินไป

นอกจากนี้ในมุมมองด้านยุทธวิธีและการเอาชีวิตรอดจริง เมื่ออะดรีนาลีนหลั่ง สายตาพร่ามัว เพราะความมืดปกคลุม ประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ผู้ฝึกอาวุธเป็นอาชีพ ย่อมไม่สามารถประคองสติให้เล็งเป้าหมายขนาดเล็กที่เคลื่อนไหวเร็วอย่าง “ขา” ได้ทัน การยิงเข้าที่ “กึ่งกลางลำตัว” ซึ่งเป็นเป้าใหญ่ที่สุด จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้และมีโอกาสสูงสุดในการหยุดยั้งภัยคุกคาม

และเพื่อให้สุจริตชนใช้ปืนปกป้องตนเองได้อย่างปลอดภัย ผมขอให้เทคนิคกฎหมายดังนี้ครับ:

1. ยิงเพื่อระงับภัย ไม่ใช่ยิงล้างแค้น: คุณสามารถยิงรัวต่อเนื่องจนหมดแม็กได้ตราบใดที่โจรยังคงมุ่งหน้าเข้าหาหรือแสดงท่าทีคุกคาม รวมถึงกรณีโจรถือมีดวิ่งชาร์จเข้าใส่ในระยะประชิด ซึ่งมีดก็อันตรายถึงชีวิตไม่ต่างจากปืน การรัวไกในเสี้ยววินาทีเดียวขณะภัยยังไม่ระงับ ศาลมักมองว่าเป็นกระบวนการต่อเนื่องตามสัญชาตญาณในภาวะกระชั้นชิดที่ยังไม่ทันฟังผลนัดแรก จึงไม่เกินกว่าเหตุ แต่ต้องหยุดทันทีเมื่อโจรแน่นิ่ง สลบ หรือหันหลังหนีไปโดยทิ้งอาวุธแล้ว

2. หากโจรล้มลงแต่ยังถืออาวุธ...ยิงซ้ำเพื่อความปลอดภัยได้: หากโจรโดนยิงจนล้มลงไปแล้ว แต่ในมือยังคงกำปืนหรือมีดแน่น และมีท่าทีพยายามจะลุกขึ้นมาสู้ต่อ หรือเราประเมินว่าโจรอาจแกล้งล้ม แกล้งตาย เพื่อรอจังหวะสวนกลับในพริบตา ตราบใดที่อาวุธยังอยู่ในมือโจร ภัยคุกคามนั้นย่อมยังไม่หมดไปอย่างแท้จริง เจ้าบ้านมีสิทธิ์ยิงซ้ำเพื่อระงับภัยได้โดยไม่เกินกว่าเหตุ

3. เล็งที่ลำตัวเป็นหลักในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน แม้โจรมามือเปล่า: หากเราเตือนแล้วโจรยังวิ่งเข้าใส่ แม้จะเป็นเวลากลางวันและโจรมามือเปล่า แต่หากเจ้าบ้านเป็นผู้หญิง หรือผู้สูงอายุ ที่เสียเปรียบทางกายภาพ แรงปะทะของโจรก็อาจแย่งปืนไปฆ่าเราได้ การเล็งยิงที่ลำตัวเพื่อหยุดยั้งจึงทำได้และไม่เกินกว่าเหตุตามแนวทางที่ศาลเคยรับรองสิทธิ์ของหญิงที่อยู่บ้านคนเดียวในยามวิกาล แต่สำหรับชายฉกรรจ์ที่ไม่ได้เสียเปรียบมาก การกดหมดแม็กใส่คนมือเปล่าอาจต้องพิสูจน์เรื่องน้ำหนักภัยคุกคามหนักหน่อยในชั้นศาล

4. เตรียมพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม: ต้องยอมรับความจริงในเนื้อผ้าของกฎหมายไทยว่า เมื่อมีคนตายในบ้าน พนักงานสอบสวนมักส่งฟ้องเพื่อให้ไปพิสูจน์เหตุยกเว้นโทษกันในชั้นศาล ซึ่งสถิติส่วนใหญ่หากเราทำเพื่อป้องกันตัวจริง ศาลมักจะ “ยกฟ้อง” หรืออย่างร้ายแรงที่สุดหากมองว่าเกินกว่าเหตุเนื่องจากยิงเยอะเกินไป ศาลก็มักจะ “รอการลงโทษ” หรือที่เรียกติดปากว่ารอลงอาญา ซึ่งยังไงก็ดีกว่าตายเป็นผีเฝ้าบ้าน

5. รักษาสถานที่เกิดเหตุและตั้งสติให้การ: หลังเหตุระงับ รีบโทรแจ้งตำรวจและกู้ชีพทันที ห้ามแตะต้องศพหรืออาวุธของโจร และเมื่อตำรวจมาถึง ให้ตั้งสติและให้การว่า “ตนเองตกใจกลัวเนื่องจากมีผู้บุกรุกและมีภัยคุกคามใกล้จะถึงตัว จึงจำเป็นต้องยิงเพื่อปกป้องชีวิต”

จำไว้ว่า... กฎหมายมีไว้คุ้มครองคนดี ไม่ได้มีไว้คุ้มครองโจร และสุจริตชนมีสิทธิ์เต็มชอบธรรมในการปกป้อง “ปราสาท” และชีวิตของตนเอง!

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/19HxB8mBbx/?mibextid=wwXIfr

‘อนุทิน’ ยันยังไม่มีรายงานสหรัฐฯ!! ปฏิเสธข่าวสหรัฐฯ ตั้งฐานผลิตโดรนในไทย ย้ำความมั่นคงไม่เกี่ยวดีลภาษีการค้า คุยด้านความมั่นคงล้วน ไม่แตะประเด็นการค้า ยืนยันเจรจาการค้าเดินตามกรอบเดิม

นายกฯ ปฏิเสธสหรัฐฯ ตั้งฐานผลิตโดรนในไทย ย้ำแยกความมั่นคงออกจากการค้า

วันนี้ (14 ส.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงข่าวสหรัฐอเมริกาเตรียมตั้งฐานผลิตโดรนในไทย ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าว

นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าไม่มีการนำประเด็นความมั่นคงมาเป็นเครื่องต่อรองการเจรจาภาษีกับสหรัฐเมื่อวานนี้ นายเอลบริดจ์ โคลบี ปลัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา ฝ่ายนโยบาย เข้าพบ แต่ไม่ได้พูดคุยเรื่องนี้ เนื่องจากการเจรจาภาษีเป็นประเด็นด้านการค้า ขณะที่ความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหารเป็นอีกส่วนหนึ่ง รัฐบาลจะไม่นำมาเกี่ยวข้องกัน

สำหรับข้อสงสัยว่าต้องแยกประเด็นความมั่นคงกับการเจรจาทางการค้าออกจากกันหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า สหรัฐอเมริกามีแนวทางดังกล่าวมาตลอด สังเกตได้จากการพูดคุยกับปลัดกระทรวงกลาโหมที่ไม่มีประเด็นเรื่องการค้าเข้ามาเกี่ยวข้อง

ส่วนการฝึกซ้อมรบร่วมและผสมคอบร้าโกลด์ (Cobra Gold) นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าจะดำเนินไปตามห้วงเวลาปกติ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ปฏิบัติมาหลายสิบปี และไม่ทราบถึงที่มาของกระแสข่าวดังกล่าว
การรายงานความคืบหน้าเรื่องเจรจาต่อรองภาษีการค้านั้น นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ประชุมร่วมกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันจันทร์เพื่ออัปเดตข้อมูล ทุกขั้นตอนยังดำเนินไปตามกรอบเวลาที่คณะเจรจากำหนดไว้

ที่มา : https://www.facebook.com/100093665827832/posts/943957748736411/?rdid=7LIREfSUlXohPmTM#

ไทย–สิงคโปร์ ยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์!! งานเลี้ยงต้อนรับผู้นำสิงคโปร์สุดอบอุ่น นายกฯ สองประเทศร่วมดนตรี Let It Be–Blowin’ in the Wind ‘อนุทิน’ ร้อง ‘ลอว์เรนซ์ หว่อง’ เล่นกีตาร์ สร้างช็อตอบอุ่นงานเลี้ยงผู้นำไทย–สิงคโปร์

“อนุทิน” จับไมค์ร้อง “ลอว์เรนซ์ หว่อง” เล่นกีตาร์ เพลง “Let It Be” และ “Blowin’ in the Wind” ช็อตประทับใจงานเลี้ยงต้อนรับผู้นำสิงคโปร์สุดอบอุ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการ ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และภริยา เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์ และภริยา ในการเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล เพื่อเข้าร่วมการประชุม Thailand - Singapore Leaders' Retreat ครั้งที่ 5 ในวันพุธที่ 2 กันยายน 2569 นายอนุทินได้ร้องเพลง 2 เพลง คือ “Let it be” ของ The Beatles และ “Blowin’ in the Wind” ผลงานของ Bob Dylan โดยนายลอว์เรนซ์ หว่อง ได้เล่นกีตาร์ในระหว่างที่นายอนุทินขับร้อง ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง

ขณะที่ Facebook ของนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์คลิประหว่างที่นายกรัฐมนตรีทั้ง 2 ประเทศ เล่นดนตรีและร้องเพลง พร้อมข้อความระบุว่า โดยเมื่อนักดนตรีเจอกับนักดนตรี…ในงานเลี้ยงต้อนรับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ลอว์เรนซ์ หว่อง รัฐบาลเป็นเจ้าภาพ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พวกเราก็ได้ฟังเพลง “Let it be”

ช่วงบ่ายได้แถลงการณ์ความร่วมมือยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ สิ่งแวดล้อม ความมั่นคงพลังงาน อาหาร เศรษฐกิจ การลงทุน AI อาเซียน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1590001376487245&id=100064321946557&rdid=puqN6jt9a8gukKu8#

‘นิพนธ์’ ยืนยันปลดล็อกนกกรงหัวจุก!! ขอบคุณนายกฯ-รมว.ปลดล็อกนกกรงหัวจุก คืนวิถีชีวิตภาคใต้ต่อยอดเศรษฐกิจชุมชน เปิดทางเลี้ยงซื้อขายนกอย่างถูกกฎหมาย เตรียมจัดประกวดใหญ่ตุลาคม 69 ต่อยอดรายได้

“นิพนธ์” ขอบคุณ “นายกฯ อนุทิน-สุชาติ” ปลดล็อกนกกรงหัวจุก คืนวิถีคนใต้ ต่อยอดเศรษฐกิจชุมชน สร้างรายได้อย่างถูกกฎหมาย

วันนี้ (3 กันยายน 2569) นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา กล่าวขอบคุณ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่รับฟังเสียงเรียกร้องของประชาชน และผลักดันการปลดล็อก “นกกรงหัวจุก” จนสามารถดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

นายนิพนธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นข้อเรียกร้องของประชาชนมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งนกกรงหัวจุกเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และกิจกรรมของชุมชนมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่สมัยที่ตนดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ก็เคยมีการจัดกิจกรรมและการแข่งขันนกกรงหัวจุกอย่างคึกคัก

แต่ในระยะหลัง ผู้จัดกิจกรรมและประชาชนจำนวนมากไม่กล้าจัดการแข่งขันหรือดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านกฎหมายเกี่ยวกับการครอบครองและการเพาะเลี้ยง ทำให้วิถีที่เคยมีอยู่ในชุมชนต้องซบเซาลง

“วันนี้ต้องขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และท่านสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนคณะรัฐมนตรีทุกท่าน ที่เห็นความสำคัญของเสียงจากประชาชนและช่วยกันผลักดันเรื่องนี้จนเกิดผล เพราะสำหรับพี่น้องในภาคใต้ นกกรงหัวจุกไม่ได้เป็นเพียงสัตว์เลี้ยง แต่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต อาชีพ และเศรษฐกิจของชุมชนโดยตรง” นายนิพนธ์ กล่าว

นายนิพนธ์ กล่าวว่า การปลดล็อกครั้งนี้จะเกิดประโยชน์กับประชาชนในหลายด้าน ทั้งการเพาะพันธุ์และจำหน่ายนก การผลิตอาหารนก การทำกรงและอุปกรณ์ ซึ่งเป็นงานฝีมือและภูมิปัญญาของชาวบ้าน ตลอดจนการจัดการแข่งขันที่สามารถสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เชื่อมโยงไปถึงร้านค้า ร้านอาหาร ที่พัก และการท่องเที่ยวในพื้นที่

การแข่งขันนกกรงหัวจุกยังมีความสำคัญต่อการคัดเลือกสายพันธ์ นกที่มีคุณภาพ เพื่อนำไปเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์และขยายพันธุ์ต่อไป โดยนกที่มีคุณภาพมีน้ำเสียงดีจะมีมูลค่าตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนบาท เมื่อสามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องและเปิดเผย ก็จะช่วยเพิ่มมูลค่า สร้างอาชีพ และสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชนมากขึ้น

“จากนี้ประชาชนไม่ต้องหวาดระแวงว่าจะมีเจ้าหน้าที่มาจับกุม สามารถเลี้ยง เพาะพันธุ์ ซื้อขาย และจัดกิจกรรมได้อย่างเปิดเผยภายใต้กฎหมาย สิ่งเหล่านี้จะทำให้ภูมิปัญญาของชาวบ้านกลับมาสร้างรายได้ และสามารถพัฒนานกกรงหัวจุกให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจของพื้นที่ได้อย่างจริงจัง” นายนิพนธ์ กล่าว

นายนิพนธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงประมาณเดือนตุลาคม 2569 หรืออย่างช้าช่วงต้นปี 2570 มีแนวคิดที่จะจัดการแข่งขันและประกวดนกกรงหัวจุกครั้งใหญ่ เพื่อเป็นการประเดิมหลังการปลดล็อก พร้อมขอถ้วยรางวัลจากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความคึกคัก ฟื้นฟูกิจกรรมของชุมชน และต่อยอดให้เกิดรายได้กับประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

‘อนุทิน’ เซ็นเนรเทศชาวฝรั่งเศส รายที่ 2!! นายกฯ ลงนามคำสั่งเนรเทศ ผู้ต้องหา คดีข่มขู่-ทำร้ายร่างกาย ศาลเกาะสมุยพิพากษาผิดชัดเจน มีสิทธิอุทธรณ์ภายใน 7 วัน

อนุทิน เซ็นคำสั่งเนรเทศ รายที่ 2 ไล่ชาวฝรั่งเศส หลังศาลเกาะสมุยพิพากษาผิดจริง คดีข่มขู่ทำร้ายร่างกาย ชี้พฤติการณ์เป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อย มีสิทธิอุทธรณ์ภายใน 7 วัน

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามในคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 2354/2569 เรื่อง เนรเทศ นายเควิน ดิมิโน (MR. KEVIN DIMINO) ออกไปนอกราชอาณาจักร

ด้วยปรากฏว่า นายเควิน ดิมิโน สัญชาติฝรั่งเศส มีพฤติกรรมข่มขู่ คุกคาม ทำร้ายร่างกาย ก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่น สร้างความแตกแยกทางเชื้อชาติและศาสนา รวมถึงในหมู่นักท่องเที่ยวอย่างรุนแรง ทั้งยังมีพฤติกรรมคึกคะนองอันอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่นอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย

ประกอบกับศาลจังหวัดเกาะสมุยมีคำพิพากษาว่า นายเควิน ดิมิโน มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), ( และมาตรา 158/1 วรรคสอง พิพากษาปรับ 10,000 บาท

จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 5,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 พร้อมริบของกลาง

พฤติกรรมดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี และความผาสุกของประชาชน จึงมีความจำเป็นต้องเนรเทศออกนอกราชอาณาจักร ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการเนรเทศ พ.ศ. 2499
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการเนรเทศ พ.ศ. 2499 ประกอบกับข้อ 4 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจึงมีคำสั่งเนรเทศ นายเควิน ดิมิโน สัญชาติฝรั่งเศส ออกไปนอกราชอาณาจักร

อนึ่ง หาก นายเควิน ดิมิโน ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนี้ มีสิทธิอุทธรณ์ต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งเนรเทศ หรือขอมิให้ส่งตัวออกไปนอกราชอาณาจักร ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติการเนรเทศ พ.ศ. 2499 ภายใน 7 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งนี้

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2157360075159734&set=gm.1393840436237646&idorvanity=849053944049634

‘อนุทิน’ ถึงนอร์เวย์ เดินทางถึงกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ ร่วมพระราชพิธีพระศพ กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 พบปะคนไทยในต่างแดนอย่างอบอุ่น แลกเปลี่ยนพรด้วยความปิติยินดี

นายกฯอนุทินเดินทางถึงนอร์เวย์แล้ว เตรียมร่วมพระราชพิธีพระศพ ‘กษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5’ เผยความประทับใจ เจอคนไทยในต่างแดนทักทายอย่างเป็นกันเอง ทั้งสองฝ่ายต่างตื่นเต้นดีใจ ผลัดกันให้พรซึ่งกันและกัน

วันนี้ (8 ก.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก ระบุว่า

เดินทางถึงกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์เพื่อเข้าร่วมงานพระราชพิธีพระศพของกษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ ในวันที่ 9 ก.ย. ในระหว่างที่เดินสำรวจเส้นทางของงานพระราชพิธี ได้มีคนไทยที่มาจากอเมริกา และคนไทยที่พำนักอยู่ในนอร์เวย์เข้ามาทักทายอย่างเป็นกันเอง ทั้งสองฝ่ายต่างตื่นเต้นดีใจ ผลัดกันให้พรซึ่งกันและกันด้วยความปิติยินดี ขอบพระคุณมากๆ ครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1561610199334645&id=100064570394286&rdid=2im4HCwRDbY4goUt#

‘อนุทิน’ นำคณะเยือน ญี่ปุ่น–สหรัฐฯ–อังกฤษ เยือน 3 ประเทศต่อเนื่อง ร่วม UNGA81 ดันโอกาสการค้า–ลงทุนไทย เปิดภารกิจโรดโชว์เศรษฐกิจไทย พร้อมดันเศรษฐกิจไทยสู่เวทีโลก เสริมสร้างความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัล

“อนุทิน” นำคณะเยือน 3 ประเทศร่วม UNGA81–ขยายโอกาสการค้า การลงทุนไทย

วันนี้ (วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2569) เวลา 08.40 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะ ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 โดยเครื่องบินเที่ยวบินพิเศษ ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียว (ฮาเนดะ) กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

การเดินทางครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดปฏิบัติภารกิจ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 20–21 กันยายน 2569 และเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (The 81st Session of the United Nations General Assembly: UNGA81) ระหว่างวันที่ 21–24 กันยายน 2569 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา จากนั้นจะเดินทางเยือนกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 25–26 กันยายน 2569 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ และขยายโอกาสด้านการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีและคณะมีกำหนดเดินทางถึงกรุงโตเกียว เวลา 16.40 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 2 ชั่วโมง โดยมีนายทาคาฮิโระ สุกิคิ (Mr. SUGIKI Takahiro) ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 1 กรมกิจการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น ในฐานะเจ้าหน้าที่ประสานงานประจำตัวนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ให้การต้อนรับ

สำหรับภารกิจ ณ กรุงโตเกียว ในวันพรุ่งนี้ (21 กันยายน 2569) นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานการประชุมทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐไทยเพื่อการขับเคลื่อนงานอย่างมีประสิทธิภาพ ณ โรงแรม Imperial Tokyo จากนั้นในช่วงบ่ายจะเดินทางออกจากท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียว (ฮาเนดะ) ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี (JFK) นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เพื่อเริ่มภารกิจเข้าร่วมการประชุม UNGA81 ณ นครนิวยอร์ก

ที่มา : https://www.facebook.com/100064791483810/posts/1693396752830025/?rdid=yA60uYNDFcFjIvD8#

นายกฯ ชูไทยพร้อมเชื่อมภูมิภาค!! ชูศักยภาพไทยดึงลงทุน พบผู้นำสิงคโปร์เสริมความร่วมมือ ประชุมนาย Steve Forbes สื่อสารโอกาส เวที Forbes รวมผู้นำธุรกิจโลก

นายกฯ พบผู้นำสิงคโปร์ สานสัมพันธ์ใกล้ชิด ก่อนขึ้นเวที Forbes ชูศักยภาพไทยต่อนักลงทุนโลก

วันนี้ (7 ต.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เดินทางถึงสิงคโปร์ เพื่อเข้าร่วมการประชุม Forbes Global CEO Conference ครั้งที่ 24 ซึ่งเป็นเวทีที่รวบรวมผู้นำภาคธุรกิจ นักลงทุน และผู้บริหารระดับสูงจากทั่วโลก โดยนายกฯ จะนำเสนอศักยภาพและทิศทางเศรษฐกิจของไทย สร้างความเชื่อมั่น และเปิดโอกาสด้านการค้าและการลงทุน เพื่อนำไปสู่การสร้างงานและรายได้ให้แก่ประชาชน

ภายหลังเดินทางถึงสิงคโปร์ นายกฯ เข้าร่วมงานเลี้ยงน้ำชาที่นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ จัดขึ้นเพื่อต้อนรับ ณ โรงแรม Shangri-La Singapore โดยผู้นำทั้งสองได้พูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการสานต่อความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน เศรษฐกิจดิจิทัล และการเชื่อมโยง เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของทั้งสองประเทศ

จากนั้น นายกฯ มีกำหนดพบหารือกับผู้บริหาร Forbes Media ก่อนเข้าร่วมการประชุม Forbes Global CEO Conference ครั้งที่ 24 ในช่วงค่ำ และร่วมการเสวนาแบบตัวต่อตัวกับนาย Steve Forbes เพื่อสื่อสารศักยภาพและโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยตรงต่อผู้นำธุรกิจและนักลงทุนระดับโลก

ที่มา :https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1549261467236579&id=100064582216937&rdid=SQBaF6OmudB8RnXC#

‘อาจารย์อุ๋ย’ จี้ ‘อนุทิน’ ตรวจสอบผู้ว่าฯ กทม.!! ปมผังเมือง–น้ำท่วมซ้ำซาก ถึงเวลารัฐบาลตรวจสอบผู้ว่าฯ เน้นผังเมืองและพื้นที่รับน้ำ 'อนุทิน'ต้องใช้กฎหมายจริงจัง

อาจารย์อุ๋ย ลั่น! ผังเมืองพัง น้ำท่วมซ้ำซาก! ถึงเวลา “อนุทิน” ใช้ดาบปลดผู้ว่าฯ กทม. ก่อนประชาชนต้องรับกรรมไม่รู้จบ!

11 ตุลาคม 2569 อาจารย์อุ๋ย – ประพฤติ ฉัตรประภาชัย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสเฟซบุ๊คแสดงความเห็นว่า

“น้ำท่วมกรุงเทพฯ ซ้ำซากไม่ควรจบแค่ด้วยคำว่า ”ฝนตกหนัก“ แล้วปล่อยให้ประชาชนก้มหน้ารับชะตากรรมทุกปี บ้านเรือนเสียหาย ร้านค้าขาดรายได้ ถนนกลายเป็นคลอง คนทำงานเดินทางลำบาก แต่ผู้บริหารเมืองต้องตอบให้ได้ว่า เหตุใดปัญหาจึงเกิดซ้ำ และได้แก้ไขต้นเหตุอย่างจริงจังแล้วหรือไม่

ผมเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องตรวจสอบความรับผิดชอบของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการวางผังเมือง การรักษาพื้นที่รับน้ำ และประสิทธิภาพของแผนป้องกันน้ำท่วม เพราะความผิดพลาดในการบริหารเมืองอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนนับล้านคน

ผังเมืองผิดพลาด ใครต้องรับผิดชอบ?

ประเด็นที่ต้องตรวจสอบอย่างเร่งด่วนคือข้อกังวลเกี่ยวกับร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับปี 2569 ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตถึงการเปลี่ยนแปลงพื้นที่รับน้ำและพื้นที่เปิดโล่งเมื่อเทียบกับผังเมืองฉบับปี 2556 หากมีการลดพื้นที่รับน้ำจริง รัฐบาลและกรุงเทพมหานครต้องเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนเห็นอย่างชัดเจนว่า พื้นที่ลดลงเท่าใด เหตุผลคืออะไร และมีพื้นที่หรือมาตรการใดรองรับน้ำทดแทน

การพัฒนาเมืองต้องไม่ให้ผลประโยชน์จากการใช้ที่ดินอยู่เหนือความปลอดภัยของประชาชน หากการเปลี่ยนแปลงผังเมืองเพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมโดยไม่มีมาตรการรองรับที่เพียงพอ ผู้มีหน้าที่ตัดสินใจย่อมต้องถูกตรวจสอบ ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนเป็นผู้แบกรับความเสียหาย

ผังเมืองไม่ใช่เพียงเส้นสีบนแผนที่ แต่เป็นตัวกำหนดอนาคตของเมืองและความเสี่ยงที่คนกรุงเทพฯ ต้องเผชิญไปอีกหลายสิบปี

“อนุทิน” มีอำนาจตามกฎหมาย ปลดผู้ว่าฯ ได้

หลายคนอาจเข้าใจว่าผู้ว่าฯ กทม. มาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลจึงไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้ แต่ความจริงคือกฎหมายกำหนดกลไกไว้แล้ว

พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 มาตรา 52 (8) ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมติคณะรัฐมนตรี สั่งให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครพ้นจากตำแหน่งได้ เมื่อมีพฤติการณ์ตามที่กฎหมายกำหนดเกี่ยวกับการกระทำอันเสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์ของตำแหน่ง หรือการปฏิบัติหน้าที่หรือละเลยหน้าที่ที่ควรปฏิบัติ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่กรุงเทพมหานคร ราชการโดยส่วนรวม หรือสวัสดิภาพของประชาชน

นี่คืออำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่จริง ไม่ใช่เพียงข้อเรียกร้องทางการเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องสั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำและการวางผังเมืองอย่างเร่งด่วน หากพบว่าการปฏิบัติหน้าที่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 52 (8) ก็ต้องนำเรื่องเข้าสู่คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย

รัฐบาลไม่ควรปล่อยให้กลไกนี้ไร้ความหมาย เพียงเพราะผู้บริหารท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งไม่ใช่ใบอนุญาตให้ใครหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดกับส่วนรวม

ต่างประเทศก็มีบทเรียนเรื่องสปิริตทางการเมือง

ในต่างประเทศ การแสดงความรับผิดชอบหลังเกิดวิกฤตร้ายแรงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การถูกปลดตามกฎหมาย แต่บางกรณีผู้บริหารตัดสินใจลาออกเองภายใต้แรงกดดันจากสังคม

ตัวอย่างเช่น คาร์ลอส มาซอน ผู้นำแคว้นบาเลนเซียของสเปน ประกาศลาออกเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2025 หลังเผชิญเสียงวิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับการรับมือกับมหาอุทกภัยในปี 2024 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 229 คน

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่และสังคมตั้งคำถามต่อการบริหาร ผู้ดำรงตำแหน่งย่อมต้องเผชิญแรงกดดันให้แสดงความรับผิดชอบทางการเมือง แม้การลาออกไม่ได้หมายความว่ามีความผิดทางกฎหมายโดยอัตโนมัติ แต่เป็นการยอมรับว่าความไว้วางใจของประชาชนมีความสำคัญกว่าการยึดติดกับตำแหน่ง

สำหรับกรุงเทพมหานคร หากมีหลักฐานว่าความบกพร่องในการบริหารหรือการวางผังเมืองก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรง ผู้ว่าฯ ก็ควรพิจารณาความรับผิดชอบของตนเอง ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ต้องพร้อมใช้กลไกตามกฎหมายเมื่อเข้าเงื่อนไข ไม่ใช่รอให้ประชาชนเรียกร้องจนหมดความอดทน

ตำแหน่งทางการเมืองไม่ใช่เกราะกำบังความรับผิดชอบ และประชาชนไม่ควรต้องรับกรรมจากความผิดพลาดของผู้บริหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ถึงเวลาแล้วที่นายอนุทินต้องแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลพร้อมปกป้องประชาชนด้วยการตรวจสอบอย่างจริงจัง และพร้อมใช้กฎหมายเมื่อมีเหตุเข้าเงื่อนไข ผู้ว่าฯ ที่บริหารเมืองต้องรับผิดชอบต่อประชาชน ส่วนรัฐบาลที่มีอำนาจกำกับดูแลต้องกล้าใช้อํานาจที่มีอยู่ เพื่อลงโทษผู้บริหารท้องถิ่นที่บกพร่องต่อหน้าที่ และป้องกันความเสียหายไม่ให้เกิดขึ้นซํ้าซากอีก

ด้วยความปรารถนาดี“

https://www.facebook.com/share/p/1C31i1oxBZ/?mibextid=wwXIfr

นายกฯ หารืออดีตนายกฯ ญี่ปุ่น!! ย้ำดูแลฐานผลิตรถยนต์ไทย ชวนร่วมต่อยอดห่วงโซ่ EV ร่วมมือพลังงานสะอาด ครบรอบ 140 ปีสัมพันธ์ประเทศ

นายกฯ หารืออดีตนายกฯ ญี่ปุ่น ย้ำดูแลฐานการผลิตรถยนต์ในไทย ชวนญี่ปุ่นดึงไทยเข้าห่วงโซ่การผลิต EV พร้อมต่อยอดความร่วมมืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต-พลังงานสะอาด

วันนี้ (12 ต.ค.69) เวลา 10.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้การต้อนรับและหารือกับนายคิชิดะ ฟูมิโอะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเสรีประชาธิปไตย เขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดฮิโรชิมา และอดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ในโอกาสเยือนประเทศไทย พร้อมแสดงความยินดีที่ในปี 2570 จะเป็นโอกาสครบรอบ 140 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ญี่ปุ่น สะท้อนความสัมพันธ์อันยาวนานและแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ

นายกฯ รับฟังข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า พร้อมชี้แจงมาตรการภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ EV นำเข้า และยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการผลิตรถยนต์ EV ในประเทศ ควบคู่กับการดูแลฐานการผลิตรถยนต์เดิมและการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต พร้อมเชิญชวนบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นให้ไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตรถยนต์ EV เพื่อรักษาความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ส่งเสริมการลงทุนและการจ้างงาน พร้อมยกระดับศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว

ทั้งสองฝ่ายยังหารือถึงความร่วมมือด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยฝ่ายญี่ปุ่นแสดงความพร้อมในการสนับสนุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านพลังงานให้แก่ประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการพัฒนาพลังงานสะอาด เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน อันจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1554075060088553&id=100064582216937&rdid=vAB9XXwzEUnxCdua#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top