Thursday, 4 June 2026
สิงคโปร์

เพจดังเล่าเรื่องการไว้ทุกข์ของสิงคโปร์ เมื่อ ‘ลี กวน ยู’ ผู้ก่อตั้งประเทศถึงแก่อสัญกรรม ประชาชนกว่า 4 แสนคนต่อแถวคารวะอย่างสงบ ไม่มีคำสั่งหยุดงาน หรือห้ามกิจกรรมของเด็ก

(28 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ชีวิตจริงในสิงคโปร์ by Mommy Nat แชร์เรื่องราวถึงวิธีการไว้การไว้ทุกข์แห่งชาติในสิงคโปร์ ที่บุคคลสำคัญมากของสิงคโปร์ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นคนที่วางรากฐานให้สิงคโปร์จนเจริญล้ำขนาดนี้ เคยเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกและผู้ก่อตั้งประเทศสิงคโปร์ (Singapore's founding Prime Minister) นายลี กวน ยู (Lee Kuan Yew) หรือคนสิงคโปร์ให้เกียรติเรียก father of Singapore

นายกลี กวน ยู ได้ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 2015 (พ.ศ. 2558) ซึ่งในตอนนั้นมามี้ก็ได้อาศัยอยู่สิงคโปร์แล้ว การไว้ทุกข์แห่งชาติที่รัฐบาลสิงคโปร์ทำมีเพียง ประกาศให้มีการไว้ทุกข์ทั่วประเทศเป็นเวลา 1 สัปดาห์ และสิ้นสุดด้วยพิธีศพของรัฐเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2015 และเพื่อแสดงความเคารพต่อท่านลี กวน ยู ธงชาติที่อาคารของรัฐบาลทุกแห่งจะลดลงครึ่งเสา ตั้งแต่วันที่ 23-29 มีนาคม 2015 เป็นเวลา 1 อาทิตย์

ร่างของนายกลี กวน ยู จะตั้งไว้ที่อาคารรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม (วันพุธ) ถึงวันที่ 28 มีนาคม (วันเสาร์) เพื่อให้ประชาชนได้มาร่วมแสดงความเคารพครั้งสุดท้าย โดยประชาชนที่ประสงค์จะมาร่วมไว้อาลัยที่อาคารรัฐสภา สามารถเข้ามาได้ระหว่างเวลา 10.00 น. ถึง 20.00 น. ของทุกวัน มีประชาชนจำนวนมหาศาลมาร่วมแสดงความเคารพด้วยตนเอง โดยมีผู้คนกว่า 454,700 คน ต่อแถวเป็นเวลาหลายชั่วโมงเพื่อเข้าสักการะศพ และมีผู้คนกว่า 1.2 ล้านคน เยี่ยมศูนย์แสดงความอาลัยทั่วเกาะ

ที่จำได้ไม่มีการประกาศใดๆ กับบริษัทห้างร้านเอกชน ตอนนั้นจำได้ว่าไปทำงานปรกติ และไม่มีการประกาศแต่ชุดดำ หรือหยุดกิจกรรมรื่นเริงใดๆ โรงเรียน ห้างร้าน ดำเนินการตามปรกติ

แต่มีชาวเน็ตสิงค์ถกเถียงกันเรื่องการสวมเสื้อสีดำหรือสีขาว เพื่อแสดงความอาลัยต่อนายลี กวน ยู ในวันสุดท้ายของการไว้ทุกข์ มีข้อความที่ถูกส่งต่อกันผ่านทาง WhatsApp และสื่อสังคมออนไลน์ เชิญชวนให้ประชาชนสวมเสื้อสีดำหรือสีขาวในวันพิธีศพของท่านลี เพื่อเป็นการแสดงความเคารพ

แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายตัน ชวน จิน (Tan Chuan Jin) กล่าวว่าการเลือกสีไม่ใช่สิ่งสำคัญ เขากล่าวว่า “ขาวหรือดำ — สีมันสำคัญแค่ไหนกัน? แค่สวมใจของคุณไว้ที่แขนก็พอ สำหรับผม แม้ว่าเราจะอยู่ในช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้าและการไว้อาลัย แต่เราก็ยังเฉลิมฉลองให้กับชีวิตของเขาและประเทศสิงคโปร์ของเราไปพร้อมกันได้ มันเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมจริง ๆ

it doesn't matter. "White? Black? What's in a colour? Just wear your heart on your sleeve. I, for one, believe that even as we mourn and grieve, we are also celebrating his life and Our Singapore. It's something really remarkable isn't it?"

ทุกคนเศร้าและเคารพรักในราชินีของเราเสมอ แต่ไม่ใช่ทุกอย่างจะ run ไม่ได้เลย โดยเฉพาะเรื่องของเด็กๆ เอ้ะนะคำสั่ง 1 ปี นานไปมั้ยสำหรับเด็กๆ ผู้ซึ่งจริงๆไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการไว้ทุกข์คืออะไร 
 

สิงคโปร์ขอนำร่อง!! ส่งเสริม ‘กีฬาทางปัญญา’ เข้าระบบรัฐ เพื่อให้กีฬาเป็นที่ยอมรับในเวทีโลก หลังได้แรงหนุนจากภาคการศึกษา และประชาชนพร้อมมีส่วนร่วมผลักดัน

สิงคโปร์เดินหน้าส่งเสริม 'กีฬาทางปัญญา' (mind sports) อย่างจริงจัง ทั้งหมากรุก บริดจ์ (เกมไพ่) เว่ยฉี (โกะ) อีสปอร์ต และเซี่ยงฉี (หมากรุกจีน) ซึ่งล่าสุดสิงคโปร์จะเป็นประเทศเจ้าภาพเตรียมจัด “Asian Mind Sports Conference & Festival 2025” ในวันที่ 13–15 พ.ย. 68 ที่ศูนย์ประชุมซันเทค คอนเวนชัน พร้อมเปิดตัวนักกีฬา-สมาพันธ์ระดับเอเชีย เวทีแข่ง-เสวนา เสริมภาพลักษณ์ว่าเกมวางแผนคือ “กีฬา” ที่ต้องอาศัยวินัย สมาธิ และกลยุทธ์ไม่ต่างจากกีฬาทั่วไป

ในเชิงกฎหมาย สิงคโปร์ปรับปรุงกฎหมายที่กำกับระบบกีฬาอย่างต่อเนื่อง โดย “Singapore Sports Council (Amendment) Act 2025” ได้รับการประกาศในปลายปี 2024 ชี้ทิศทางอัปเดตโครงสร้างกำกับดูแลด้านกีฬา ซึ่งถูกมองว่าเป็นฐานรองรับการขยายขอบเขตนโยบายและการสนับสนุนด้านกีฬาในวงกว้างมากขึ้น แม้รายละเอียดการรับรองแต่ละชนิดกีฬายังต้องติดตามจากหน่วยงานกำกับอย่าง Sport Singapore และกระทรวง MCCY

ด้านระบบนิเวศกีฬามวลชน หน่วยงาน Sport Singapore และเครือข่าย ActiveSG สื่อสารต่อเนื่องว่ากีฬาทุกประเภท กีฬาทางปัญญา จะถูกผลักดันให้เข้าถึงได้และปลอดภัย มีสนาม-โปรแกรมฝึกและการแข่งขันในชุมชน ช่วยต่อยอดจากเวทีกีฬาระดับชาติสู่การมีส่วนร่วมของประชาชนทั่วไป

“การลงทุนในกีฬาในโรงเรียนและการสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้กับทุกคนเป็นสิ่งสำคัญ เรามีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนให้กีฬาทางปัญญาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาของสิงคโปร์” นางเกรซ ฟู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม ประเทศสิงคโปร์ กล่าว

สำหรับ eSports ปัจจุบันสมาคมอีสปอร์ตสิงคโปร์ (SGEA) ทำหน้าที่เป็น National Sports Association และเปิดคัดตัวทีมชาติสำหรับซีเกมส์ ขณะที่สถานะ “การรับรองเป็นกีฬาอย่างเป็นทางการ” ยังเป็นประเด็นที่สื่อเฉพาะทางระบุว่ายังต้องติดตามท่าทีรัฐต่อไป ทว่าแนวโน้มโดยรวมของประเทศคือการบูรณาการกีฬาดิจิทัลเข้ากับระบบกีฬาเดิมมากขึ้น

อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลยังผลักดัน “กีฬาเพื่อทุกคน” และแผนแม่บทพารากีฬา (Disability Sport Master Plan) เพื่อให้โรงเรียนและชุมชนเข้าถึงกีฬาหลากหลายประเภทมากขึ้น สะท้อนยุทธศาสตร์สร้างความครอบคลุม-เท่าเทียมในระบบกีฬา ซึ่งเป็นบริบทสำคัญหากจะยกระดับกีฬาทางปัญญาให้ยั่งยืน

“เราต้องเตรียมความพร้อมให้กับนักกีฬาและภาคธุรกิจต่าง ๆ เพื่อที่จะเติบโตไปพร้อมกับกีฬาดิจิทัลในสิงคโปร์ ผ่านการยกระดับมาตรฐานและการสนับสนุนจากภาครัฐ” นายลิม เทค หยิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หน่วยงานกีฬาแห่งสิงคโปร์ (Sport Singapore) กล่าว

ภาพรวมจึงชี้ว่า สิงคโปร์กำลัง “วางหมาก” เพื่อให้กีฬาทางปัญญาและอีสปอร์ตมีพื้นที่ที่ชัดขึ้น ทั้งเวทีแข่งขัน (ผ่านงานระดับเอเชียในสัปดาห์หน้า) โครงสร้างกำกับดูแล (กฎหมายที่อัปเดต) และระบบสนับสนุนในชุมชน (ActiveSG/MCCY) ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อการยอมรับ “กีฬายุคใหม่” ในทางนโยบายและสังคมกีฬาโดยรวม

บทสรุป
กรณีของสิงคโปร์ในเรื่องของการพัฒนาและส่งเสริมกีฬาทางปัญญา (mind sports) เป็นตัวอย่างที่ดีของการบูรณาการกีฬากับนโยบายรัฐและการสนับสนุนจากภาคการศึกษาและเอกชน ประเทศไทยสามารถเรียนรู้จากการจัดการและการสร้างความร่วมมือจากภาครัฐ, สมาคมกีฬา, และภาคการศึกษา เพื่อยกระดับกีฬาทางปัญญาให้เป็นที่ยอมรับและมีความยั่งยืนในอนาคต

9–20 ธ.ค. นี้ รวมพลนักกีฬาทั่วอาเซียน ยกขบวนลุ้นเหรียญที่ราชมังฯ–ชลบุรี–สงขลา พิธีเปิดและปิดจะจัดที่ราชมังคลากีฬาสถาน พร้อมสิงคโปร์ส่งนักกีฬามากสุด 930 คน

(10 พ.ย. 68) SEA Games 2025 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 ที่กรุงเทพฯ ชลบุรี และสงขลา โดยพิธีเปิดและปิดจะจัดที่ราชมังคลากีฬาสถาน เพื่อความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกด้านความมั่นคง

งานออกแบบอัตลักษณ์ในปีนี้ ได้รับหน้าที่โดย TNOP Design ที่ออกแบบโลโก้และมาสคอต สื่อถึงการก้าวไปข้างหน้าของภูมิภาคอาเซียน ด้วยมอตโต้ "Ever Forward" ตามที่ The Beat Asia ระบุ

สิงคโปร์ส่งนักกีฬาจำนวน 930 คน ซึ่งถือเป็นจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติสำหรับการแข่งขันครั้งนี้ พร้อมตั้ง ลอว์เรนซ์ เลียว เป็นหัวหน้าคณะนักกีฬาและเน้นกรีฑาเป็นไฮไลต์สำคัญ

ไทยผลักดันแนวคิด "Green SEA Games" ลดคาร์บอนและใช้พลังงานสะอาดควบคู่มาตรการความปลอดภัยเข้มข้น ถือเป็นมาตรฐานใหม่ของซีเกมส์ยุคหลังโควิด นอกจากนี้การแข่งขันจะกระจายสนามในสามจังหวัด เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างบรรยากาศที่เข้มข้นให้แฟนกีฬาเข้าถึงง่าย

ที่มา : https://mothership.sg/2025/11/sea-games-team-sg/?utm_source
https://www.lifestyleasia.com/bk/whats-on/events-whats-on/sea-games-thailand-2025-dates-schedule-and-details/?utm_source
https://sportingbites.com/sports-news/sea-games-2025-dates-host-participating-schedule-game-list/?utm_source

เทรนด์ใหม่เด็กสิงคโปร์ อวดการใช้ชีวิตแบบประหยัด ใช้ตู้เสื้อผ้าเล็กๆ ในห้องโล่ง ของน้อยแต่ใช้คุ้ม นิยามชีวิตดี ทำมีเงินเก็บมากขึ้น ไม่เป็นหนี้

Underconsumption: เมื่อเด็กสิงคโปร์หันมา ‘อวดประหยัด’ แทน ‘อวดแบรนด์’

เย็นวันศุกร์ในห้องเช่าเล็ก ๆ ย่านชานเมืองสิงคโปร์ เด็กสาววัยยี่สิบกลาง ๆ ตั้งขาตั้งมือถือไว้ปลายเตียง  

ในเฟรมมีตู้เสื้อผ้าเล็ก ๆ ลิ้นชักใบเดียว เครื่องสำอางไม่ถึงสิบชิ้น  
เธอกดอัด TikTok พร้อมแคปชัน  

“underconsumption core – นี่คือทุกอย่างที่ฉันมี และฉันโอเคมาก”  
คลิปแบบนี้กำลังเต็มฟีดในสิงคโปร์  
จากเดิมที่โซเชียลมีเดียคือพื้นที่ “อวดของใหม่”  
ตอนนี้กลายเป็นพื้นที่ “อวดว่า…ฉันใช้ของเท่าที่จำเป็นก็มีความสุขได้”  
บทความนี้จะพาไปดูว่า  

- เทรนด์ “underconsumption” คืออะไร  
- ทำไมมันถึงเกิดแรงมากในสิงคโปร์  
- และมันสะท้อน “คุณภาพชีวิต” ของคนรุ่นใหม่ยุคค่าครองชีพพุ่งยังไง  
Underconsumption core คืออะไร (แบบเข้าใจง่าย)
บน TikTok และสื่อสิงคโปร์ใช้คำว่า “underconsumption core”  

หมายถึง ไลฟ์สไตล์ที่ตั้งใจ “ใช้ให้น้อยลง – ใช้ของที่มีให้คุ้ม – หยุดซื้อโดยไม่คิด”  

สื่ออย่าง Channel NewsAsia เขียนถึงเทรนด์นี้ว่ากำลังเป็น buzzword บนโลกออนไลน์  

คนรุ่นใหม่โพสต์คลิปโชว์บ้านโล่ง ๆ ตู้เสื้อผ้าเล็ก ๆ ของใช้ไม่กี่ชิ้น พร้อมเล่าว่าทำไมเลือก “ไม่ซื้อ” มากขึ้น อีกหลายสำนักก็เล่าว่ากระแส “อวดประหยัด” นี้ ไม่ได้อยู่แค่ในโลกตะวันตก  
แต่ขยายมาในเอเชีย โดยเฉพาะสิงคโปร์ ซึ่งคนหนุ่มสาวจำนวนมากเริ่มแชร์ชีวิตแบบ  
- เสื้อผ้าชุดเดิม – ทำ capsule wardrobe มีเสื้อผ้าหลัก ๆ ไม่กี่ชิ้น แต่ mix & match ให้ได้หลายลุค  
- เครื่องสำอาง/สกินแคร์เท่าที่ใช้จริง – โชว์โต๊ะเครื่องแป้งที่มีไม่กี่แบรนด์ ไม่ซื้อซ้ำเพราะ FOMO  
- ของใช้ไฟฟ้าชิ้นเดียวจบ – ไดร์เป่าผมตัวเดียวใช้มาหลายปี ไม่ตามเทรนด์ทุกแบรนด์ที่ดังใน TikTok  

แทนที่จะถามว่า “ซื้ออะไรเพิ่มดี?”  
คนกลุ่มนี้ถามตัวเองว่า  
“สิ่งที่มีอยู่ พอไหม – ใช้ให้คุ้มแล้วหรือยัง – ถ้าไม่ซื้อ เราจะได้อะไรกลับมาบ้าง (เงิน, พื้นที่, ความสบายใจ)”  
ทำไมเทรนด์นี้ถึงแรงในสิงคโปร์
1. ค่าครองชีพที่กลายเป็น “เรื่องในหัวทุกวัน”
สำรวจคนรุ่นใหม่หลายชิ้นตรงกันว่า  
“ค่าครองชีพ” คือความกังวลอันดับหนึ่งของ Gen Z และ Millennials ในสิงคโปร์
- รายงานของ Deloitte ปี 2024 ระบุว่า กว่า 56% ของ Gen Z สิงคโปร์ บอกว่าค่าครองชีพคือปัญหาใหญ่ที่สุดในชีวิตตอนนี้  
- อีกหลายสำรวจด้านการเงินพบว่าคนหนุ่มสาวจำนวนมากบอกว่ากำลัง “อยู่แบบเดือนชนเดือน” และไม่มั่นใจว่าตัวเองจะเกษียณได้สบายหรือไม่  
- YouGov ในสิงคโปร์ก็รายงานว่า กว่า 80% ของคนสิงคโปร์กังวลกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น และเกือบครึ่งกลัวว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในไม่กี่เดือนข้างหน้า  

เมื่อ “เงิน” กลายเป็นความเครียดพื้นฐานในชีวิต  
การเลือกใช้ชีวิตแบบซื้อทุกอย่างตามกระแส จึงไม่ใช่ตัวเลือกที่สบายใจอีกต่อไป  Underconsumption จึงกลายเป็นคำตอบ ไม่ใช่เพราะอยากเท่ แต่เพราะเป็นวิธี “เอาตัวรอดทางการเงิน” แบบที่ยังให้ความรู้สึกคูลอยู่
2. เมืองเล็ก ห้องเล็ก พื้นที่มีราคา ทุกตารางเมตรต้องคิด
สิงคโปร์เป็นหนึ่งในเมืองที่ค่าที่อยู่อาศัยสูงที่สุดในโลก  
ทั้งบ้าน HDB และคอนโดทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากต้องอยู่ในพื้นที่เล็ก ๆ  
สื่อหลายเจ้าอย่าง South China Morning Post เล่าไว้ว่าคนหนุ่มสาวสิงคโปร์กำลัง “โอบรับ” ไลฟ์สไตล์ underconsumption เพราะทั้งค่าบ้านและค่าของใช้ในชีวิตประจำวันทำให้ทุกคนอยาก “ใช้พื้นที่และเงินอย่างคุ้มค่าที่สุด”  
- ห้องเล็ก = ข้าวของเยอะไม่ได้  
- ของเยอะ = เครียด, เกะกะ, ทำให้ห้องแพง ๆ ดูอึดอัด  
- จึงเริ่มคิดกลับด้านว่า “การมีของน้อย” = ทำให้บ้านน่าอยู่กว่า  

พอแนวคิดนี้ถูกเล่าผ่าน TikTok และบทความไลฟ์สไตล์ มันก็กลายเป็น standard ใหม่ ว่า  
“ไม่จำเป็นต้องมีตู้เสื้อผ้าใบใหญ่ หรือชั้นรองเท้าหลายชั้น ถึงจะเรียกว่าชีวิตดี”

3. เศรษฐกิจ – สภาพจิตใจ – และการมองเงินเป็น self-care
ภายใต้หน้าตา “อวดประหยัด” จริง ๆ คือเรื่อง ความเครียดเรื่องเงิน และสุขภาพจิตของคนรุ่นใหม่
- Deloitte และหลายงานวิจัยล่าสุดชี้ว่า เรื่องเงิน เป็นต้นเหตุสำคัญของความเครียดใน Gen Z และ Millennials โดยเฉพาะเรื่องค่าครองชีพ และความกลัวว่าจะไม่มีเงินพอในอนาคต  
- บทความด้านการเงินส่วนบุคคลในสิงคโปร์บางชิ้นอธิบายว่า คนรุ่นใหม่มอง “การจัดการการเงิน” เป็นส่วนหนึ่งของ การดูแลตัวเอง (self-care) ไม่แพ้การออกกำลังกายหรือดูแลสุขภาพ  

ดังนั้น การไม่ซื้อของตามกระแส =  
- ลดความกดดันเรื่องบัตรเครดิต  
- ลดความรู้สึกผิดเวลาเงินหมดต้นเดือน  
- ทำให้รู้สึกว่าตัวเอง “คุมชีวิตได้” มากกว่าถูกโซเชียลมีเดียลากไป  
Underconsumption จึงไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่มันคือ “เครื่องมือทางจิตใจ” ให้คนรู้สึกปลอดภัยขึ้นในโลกที่แพงขึ้นทุกปี

Underconsumption ในชีวิตจริง: ภาพที่เห็นในสิงคโปร์
ลองจินตนาการผู้อ่านตามภาพเหล่านี้ ซึ่งตอนนี้มีเต็ม TikTok และสื่อท้องถิ่นในสิงคโปร์:
1. “ปีนี้ไม่ซื้อเสื้อผ้า” – Year without shopping
สื่ออย่าง The Straits Times เล่าเรื่องคนหนุ่มสาวสิงคโปร์ที่ทำ challenge “หนึ่งปีไม่ซื้อเสื้อผ้าใหม่”  
พวกเขาอัดคลิปอธิบายเหตุผลว่า  
- ตู้เสื้อผ้าปัจจุบันมีเพียงพอแล้ว  
- ถ้าไม่ซื้อเพิ่ม จะประหยัดเงินได้เป็นก้อน  
- และยังช่วยลด fast fashion ที่ทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย  
คนดูไม่ได้รู้สึกว่าพวกเขา “ขาด”  
แต่กลับรู้สึกว่า “โห เก่งจัง – ทำได้ไง – อยากลองบ้าง”
2. ห้องเล็ก แต่โล่ง น่าอยู่
คอนเทนต์โชว์ห้อง 20–30 ตารางเมตร ในสิงคโปร์  
ภายในมีแค่:
- เตียง  
- โต๊ะทำงานตัวเล็ก  
- ชั้นหนังสือเล็ก ๆ  
- ตู้เสื้อผ้าบานเดียว  
เจ้าของห้องเล่าว่า  

“เมื่อก่อนซื้อของตกแต่งเยอะมาก จนรู้สึกว่าห้องแน่นและสมองแน่นไปด้วย พอมาลอง underconsumption – ทิ้งของที่ไม่ใช้ – ขายของมือสองออกไป ห้องเล็กเท่าเดิม แต่รู้สึกหายใจโล่งขึ้นเยอะ”

3. จาก haul video → เป็น “anti-haul” แทน
คลิปแบบเดิม: คนหิ้วถุงชอปปิงจากห้างมาเทของโชว์ว่า “ซื้ออะไรบ้าง”  
คลิปยุคใหม่ในสิงคโปร์:  
เป็น anti-haul – อัดคลิปเล่าว่า  
- มีอะไรบ้างที่ “ไม่ซื้อ” ทั้งที่เคยอยากได้  
- ทำไมถึงเลิกซื้อแบรนด์หรูบางแบรนด์  
- ใช้เกณฑ์อะไรตัดสินว่า “ของชิ้นนี้คุ้มที่จะซื้อจริง ๆ”  
คนดูได้ทั้ง mindset, วิธีคิด และรู้สึกว่า “ไม่ซื้อก็ไม่ได้แปลว่าแพ้”
เมื่อ “อวดประหยัด” กลายเป็นแฟชั่นใหม่
สิ่งที่น่าสนใจคือ underconsumption ไม่ได้เพียงบอกว่า  
“ฉันจนเลยต้องประหยัด”  
แต่มันถูกเล่าในน้ำเสียงว่า  
“ฉันเลือกจะใช้ชีวิตแบบนี้ – และภูมิใจด้วย”  
สื่ออย่าง The Independent Singapore และคอลัมนิสต์อีกหลายคนเขียนไปในทิศทางเดียวกันว่า  
คนรุ่นใหม่กำลังใช้ underconsumption เพื่อ  
- ตอบโต้โลกที่ยัดเยียดการบริโภคเกินจริงของดารา/อินฟลูเอนเซอร์  
- สร้างคอมมูนิตี้ของคนที่ “ใช้ชีวิตพอดีกับรายได้จริง”  
- ทำให้ความเรียบง่ายกลายเป็นเรื่อง “เท่” ในสายตาคนกลุ่มเดียวกัน  
พอ “ความประหยัด” ถูกเล่าแบบเท่ ๆ  
มันเลยกลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ แทนที่จะเป็นภาพ “คนลำบาก” แบบในอดีต แล้วคนไทยเรียนรู้อะไรจากเทรนด์นี้ได้บ้าง
สำหรับผู้อ่านไทย โดยเฉพาะคนเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ที่เริ่มเจอปัญหาคล้าย ๆ กัน (ค่าครองชีพสูงขึ้น หนี้ครัวเรือนเพิ่ม พื้นที่อยู่อาศัยเล็กลง)  
เทรนด์ underconsumption ในสิงคโปร์ให้บทเรียนที่น่าสนใจอย่างน้อย 4 ข้อ
1. ประหยัดไม่จำเป็นต้องแปลว่า “ขัดสน”
ถ้าเล่าเรื่องประหยัดในแบบเก่า คนจะนึกถึงการ “ตัดทุกอย่างทิ้งจนชีวิตเครียด”  
แต่ underconsumption สอนว่า  
- เราเลือกตัด “ส่วนเกิน” ไม่ใช่ตัด “ความสุขทั้งหมด”  
- ใช้เงินกับสิ่งที่ให้ value จริง ๆ เช่น สุขภาพ การเรียนรู้ ประสบการณ์ กับคนสำคัญ  
- ลด spending ที่เกิดจาก FOMO หรือแรงกดดันของโซเชียล  
2. ใช้คอนเทนต์เป็นเครื่องมือเปลี่ยนนิสัยการใช้เงิน
สิงคโปร์แสดงให้เห็นว่าคลิป TikTok สั้น ๆ  
สามารถเปลี่ยนความคิดคนจำนวนมากจาก “อยากได้อีก” ไปสู่ “เอาเท่าที่พอ” ถ้าในไทยมีคอนเทนต์แนว  
- “ของ 10 อย่างที่ฉันเลิกซื้อแล้วชีวิตดีขึ้น”  
- “อยู่คอนโดเล็ก ๆ แต่เงินเหลือเก็บมากขึ้นยังไง”  
แล้วคนเล่าไม่ได้ preaching แต่เล่าแบบเพื่อนคุยกับเพื่อน  
มันอาจเป็นแรงดันทางวัฒนธรรมที่ช่วยให้คนรุ่นใหม่จัดการเงินเก่งขึ้น โดยไม่ต้องรอกฎหมายหรือมาตรการรัฐ
3. ประหยัด + สุขภาพจิต = คู่กันได้
งานวิจัย Gen Z ทั่วโลก รวมถึงในสิงคโปร์ชี้ว่า  
เรื่องเงินกำลังทำให้คนรุ่นใหม่เครียดมากกว่ารุ่นก่อน ๆ  
underconsumption จึงอาจไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็น “ยาคลายเครียด” อีกแบบหนึ่ง การเห็นยอดบัตรเครดิตลดลง เงินเก็บเพิ่มขึ้น ห้องโล่งขึ้น  
ล้วนส่งผลต่อสุขภาพจิตในทางบวกอย่างชัดเจน
4. ต่อไป “แบรนด์หรู” อาจไม่ใช่ตัวแทนความสำเร็จเสมอไป
ในสังคมที่ค่าครองชีพสูงมาก ความเท่าของคนรุ่นใหม่อาจไม่ได้วัดกันที่กระเป๋า รองเท้า หรือรถ แต่เป็นเรื่องเหล่านี้แทน  
- มีเงินสำรองฉุกเฉินกี่เดือน  
- ไม่มีหนี้เสีย  
- กล้าปฏิเสธการใช้เงินที่ไม่จำเป็น  

underconsumption ทำให้ “ความสำเร็จ” ถูกนิยามใหม่เงียบ ๆ  
จาก “ซื้อได้ทุกอย่าง” กลายเป็น “เลือกซื้อเท่าที่จำเป็น และยังมีอิสระในชีวิต”

บทสรุป: เมื่อโลกแพงขึ้น ศิลปะของการ “ไม่ซื้อ” จะยิ่งสำคัญ
เทรนด์ Underconsumption ในสิงคโปร์  
ไม่ใช่แค่แฟชั่นบน TikTok แต่เป็นภาพสะท้อนลึก ๆ ของยุคที่  
- ค่าครองชีพสูง เงินเฟ้อบีบ  
- พื้นที่ใช้สอยเล็กลงเรื่อย ๆ  
- คนรุ่นใหม่ต้องพยายามหาสมดุลระหว่าง “อยู่รอด” กับ “การมีความสุข”  

ในบริบทนี้

การหันมา “อวดประหยัด” แทน “อวดแบรนด์” จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลย มันคือการประกาศเงียบ ๆ ว่า

“ฉันอาจไม่ได้มีของเยอะเหมือนในโฆษณา แต่ฉันมีเงินเก็บ มีพื้นที่หายใจ มีหัวที่ไม่หนักด้วยหนี้ และสำหรับฉัน…นี่ต่างหากคือชีวิตที่ดี” สำหรับผู้อ่านไทย คำถามต่อไปคือ

- เราจะเอาแนวคิดแบบนี้มาปรับใช้กับชีวิตตัวเองได้ยังไง

- จะเริ่ม “underconsumption” มุมไหนก่อน – เสื้อผ้า, กาแฟ, subscription, ของแต่งบ้าน, gadget เพราะบางที แค่เริ่มจาก “ชิ้นเดียว” ที่เราตัดสินใจไม่ซื้อ

ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตการเงิน และคุณภาพชีวิตที่เบาสบายขึ้นอย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อนก็ได้

ออกมาตรการแบน ‘สมาร์ตโฟน’ ในโรงเรียน มีผลในระดับมัธยมศึกษาทั่วทั้งประเทศ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2026 เป็นต้นไป หวังช่วยปรับสุขภาพจิตเด็ก และโฟกัสที่ดีขึ้น

(3 ธ.ค. 68) กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ (MOE) ประกาศมาตรการใหม่ให้โรงเรียนมัธยมศึกษาทั้งประเทศ “ห้ามใช้สมาร์ตโฟนและสมาร์ตวอทช์ตลอดเวลาเรียน” เริ่มมีผลเดือนมกราคม 2026 จากเดิมที่ห้ามใช้เฉพาะในชั่วโมงเรียนเท่านั้น โดยจะขยายให้ครอบคลุมทั้งช่วงพักกลางวัน เวลาทำกิจกรรมนอกห้องเรียน (CCA) รวมถึงชั่วโมงเสริม ซ่อม และติวเข้มต่าง ๆ โดยอุปกรณ์ของนักเรียนจะต้องถูกเก็บไว้ในที่จัดเก็บที่โรงเรียนกำหนด หรือในกระเป๋าเรียนตลอดเวลา ยกเว้นกรณีจำเป็นที่โรงเรียนอนุญาตเป็นรายๆ ไป

MOE ระบุว่า แนวทางเดียวกันนี้ถูกใช้กับโรงเรียนประถมแล้วภายใต้ยุทธศาสตร์ส่งเสริมสุขภาพระดับชาติ “Grow Well SG” และมีโรงเรียนมัธยมบางแห่งนำไปใช้ล่วงหน้าจนพบผลเชิงบวก เช่น เด็กมีสมาธิมากขึ้น สุขภาวะดีขึ้น และหันกลับมาพูดคุย–เล่นกับเพื่อนแบบเผชิญหน้ามากกว่าเดิม มาตรการใหม่ยังสอดรับกับการผลักดันแนวทางใช้หน้าจออย่างเหมาะสมในโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงการพัฒนาสังคมและครอบครัว หลังผลสำรวจพบว่าเด็กจำนวนมากใช้หน้าจอเกินเวลาที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำ

แม้รัฐบาลจะวาง “กรอบใหญ่” ให้แต่แต่ละโรงเรียนยังมีอิสระออกกฎระเบียบด้านวินัยของตนเองให้สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าว โดยในกรณีใช้มือถือหรือสมาร์ตวอทช์ผิดวัตถุประสงค์ โรงเรียนจะเน้นทำงานเชิงให้การศึกษา พูดคุยกับนักเรียนและผู้ปกครองเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตอ และช่วยให้เด็กเรียนรู้การจัดการการใช้เครื่องมือดิจิทัลอย่างรับผิดชอบ ควบคู่กับการใช้มาตรการทางวินัยเมื่อจำเป็น เพื่อให้เด็กเข้าใจผลของพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

ส่วนระดับที่สูงขึ้นอย่างจูเนียร์คอลเลจและ สถาบันมิลเลนเนีย (Millennia Institute) รัฐบาลคาดหวังว่านักเรียนมีวุฒิภาวะพอจะใช้มือถือและสมาร์ตวอทช์อย่างมีวินัย แต่ก็ยังคงจำกัดการใช้ในชั่วโมงเรียน ต้องได้รับอนุญาตจากครู ขณะที่นอกเวลาเรียนอาจใช้ได้เมื่อจำเป็น นอกจากนี้ MOE ยังขยับเวลา “ปิดเครื่องอัตโนมัติ” บนแอปจัดการอุปกรณ์การเรียนส่วนตัว (Device Management Application) ให้เร็วขึ้นจาก 23.00 น. มาเป็น 22.30 น. เพื่อช่วยให้เด็กวางหน้าจอเร็วยิ่งขึ้นและเข้านอนได้ตรงเวลา พร้อมเชิญชวนผู้ปกครองร่วมปรับกติกาที่บ้านให้สอดคล้องกับกฎใหม่

ด้าน กระทรวงศึกษาธิการระบุว่า แนวทางและเหตุผลของมาตรการทั้งหมดจะถูกสื่อสารกับนักเรียนและผู้ปกครองผ่านหลายช่องทาง เช่น การปาฐกถาตอนเปิดเทอม สมุดพกนักเรียน เว็บไซต์โรงเรียน และการประชุมผู้ปกครอง เพื่อสร้างความเข้าใจตรงกันตั้งแต่ต้นปีการศึกษา แจสมิน หลิว (Jasmin Lau) รัฐมนตรีแห่งรัฐด้านการพัฒนาดิจิทัลและการศึกษา กล่าวผ่านอินสตาแกรมว่า โรงเรียนจะทยอยแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมในช่วงต่อไป และหวังว่าผู้ปกครองจะร่วมมือกับโรงเรียนในการพาเด็กๆ ไปสู่การใช้เทคโนโลยีอย่างสมดุลและมีสติ

ที่มา : https://www.channelnewsasia.com/singapore/secondary-school-can-use-phone-in-class-smartphone-screen-time-students-5495621
 

เบื้องหลัง “กองทัพสิงคโปร์” เปิดตำนานความร่วมมือสิงคโปร์-อิสราเอล จากปฏิบัติการลับสู่กองทัพแถวหน้าอาเซียน จุดเริ่มต้นจากความช่วยเหลือของอิสราเอล สิงคโปร์ซ่อนบทบาทอิสราเอลภายใต้ชื่อ “ชาวเม็กซิกัน”

The Mexican Cover-up

ปฏิบัติการก่อตั้งกองทัพสิงคโปร์ภายใต้ความช่วยเหลือของอิสราเอล

สาธารณรัฐสิงคโปร์ ประเทศเกาะเล็ก ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งแยกตัวออกจากมาเลเซียเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 1965 และกลายเป็นประเทศเอกราชด้วยนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระ สิงคโปร์ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเต็มรูปแบบกับอิสราเอล

อย่างไรก็ตามในช่วงแรก สิงคโปร์รักษาความสัมพันธ์กับอิสราเอลไว้ในระดับที่ไม่เปิดเผยมากนัก เพื่อหลีกเลี่ยงการได้รับปฏิกิริยาเชิงลบจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมอย่าง มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งยังคงเป็นปรปักษ์กับอิสราเอล อันเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างอาหรับและอิสราเอล และทั้งสองประเทศยังคงไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลจนทุกวันนี้

จากบทความเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของสิงคโปร์ในวาระได้รับเอกราชครบ 10 ปีในปี 1975 กล่าวว่า ลี กวน ยู นายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปร์มักกล่าวถึงสถานะที่เปราะบางของสิงคโปร์เมื่อเทียบกับ ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นมุสลิมอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียว่า เปรียบเสมือน “อิสราเอลในทะเลมาเลย์-มุสลิม”

ในปี 1965 เมื่อสิงคโปร์แยกตัวออกจากมาเลเซีย ในเวลานั้น มีไม่กี่คนที่คิดว่าสิงคโปร์จะมีโอกาสอยู่รอดได้ด้วยตนเอง หรือแม้แต่เป็นประเทศประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจเช่นทุกวันนี้ จากการแยกตัวที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด สิงคโปร์จึงสูญเสียรากฐานทางเศรษฐกิจในมาเลเซียไป ในขณะที่การก่อความไม่สงบของคอมมิวนิสต์ในมาเลเซียเพิ่งจะสิ้นสุดลง ขณะที่อินโดนีเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดีซูการ์โนยังคงคุกคามความมั่นคง (Konfrontasi) ต่อมาเลเซีย และสิงคโปร์ก็ไม่รอดพ้นเช่นกัน  อีกทั้งขณะนั้น สงครามเวียดนามก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

นี่ขึงไม่ใช่จุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับรัฐเอกราชใหม่ของสิงคโปร์ สถานการณ์ที่เลวร้ายอย่างยิ่งนี้ทำให้ผู้นำสิงคโปร์ตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศที่มีความน่าเชื่อถืออย่างเป็นอิสระ นับตั้งแต่วันแรกที่เป็นประเทศเอกราชเป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวดต่อการดำรงอยู่ของสิงคโปร์

สิงคโปร์ได้ขอความช่วยเหลือจากหลายประเทศ เริ่มต้นจากศูนย์ ด้วยความจำเป็นที่จะต้องสร้างกองกำลังติดอาวุธขึ้นมาใหม่โดยเร่งด่วน และมีเพียงอิสราเอลเท่านั้นที่ตอบรับอย่างรวดเร็วมาก ไม่กี่สัปดาห์หลังจากการได้รับเอกราช ดร. โกห์ เค็ง สวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น ได้เดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อพบกับ มอร์เดไค คิดรอน เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำกรุงเทพฯ เขาได้รายงานกลับไปยังอิสรเอล และหลังจากนั้นไม่กี่เดือนในสิ้นปีนั้นเอง อิสราเอลได้ส่งคณะผู้แทนทางทหารไปยังสิงคโปร์ ซึ่งประกอบด้วย พลเอก เรฮาวัม “คานธี” เซอีวี, พันเอก ยาคอฟ เอลาซารี, พันเอก เยฮูดา โกลัน และเจ้าหน้าที่อีกจำนวนหนึ่งเพื่อให้คำแนะนำแก่สิงคโปร์ในการจัดตั้งกองทัพโดยอิงจากประสบการณ์ของกองทัพอิสราเอล (IDF)

เจ้าหน้าที่สิงคโปร์เรียกพวกเขาว่า "ชาวเม็กซิกัน" เพื่อปกปิดการปรากฏตัวของพวกเขา และความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน ด้วยหวังว่ารูปลักษณ์ที่ดูเข้มของชาวอิสราเอลจะทำให้การปลอมตัวดูน่าเชื่อถือ เวลาไม่ถึงสองปีในเดือนกรกฎาคม 1967 ภายใต้การแนะนำของทีม IDF กองทัพสิงคโปร์ได้แต่งตั้งนายทหารชุดแรกจากหลักสูตรนายทหารฝึกหัด นี่เป็นก้าวสำคัญในการสร้างกองกำลังป้องกันประเทศที่น่าเชื่อถือ และเป็นมืออาชีพสำหรับสิงคโปร์ 

ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนอย่างยิ่งสำหรับสิงคโปร์ อังกฤษกำลังถอนกำลังทหารออกจากฝั่งตะวันออกของคลองสุเอซ รวมถึงฐานทัพในสิงคโปร์ หากปราศจากกองทัพอิสราเอล กองทัพสิงคโปร์ก็คงไม่สามารถพัฒนาขีดความสามารถในการป้องกันภัยคุกคามเพื่อปกป้องเกาะสิงคโปร์ และสร้างความมั่นใจให้กับชาวสิงคโปร์และนักลงทุนว่า สิงคโปร์มีความปลอดภัยและมีอนาคต

ดร.โกห์ได้กล่าวในภายหลังว่า “เมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว มันเป็นเหมือนปาฏิหาริย์เล็ก ๆ ที่เราสามารถเริ่มต้นกองทัพของเราได้... หากปราศจากอิสราเอล เราคงทำไม่ได้ เรารู้สึกขอบคุณอิสราเอลเสมอที่ช่วยเหลือ และยืนหยัดเคียงข้างเราในช่วงเวลาที่เราต้องการความช่วยเหลืออย่างมาก”

ในปี 1967 นายทหารนักเรียนนายร้อยคนแรกของสิงคโปร์ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายทหาร หลังจากสำเร็จหลักสูตรที่ดำเนินการโดยที่ปรึกษาจากกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล (IDF) นขณะที่ทหารเกณฑ์ชาวสิงคโปร์กว่า 9,000 นายได้รับการเกณฑ์เข้าสู่กองทัพ โดยได้รับการฝึกฝนจากที่ปรึกษาชาวอิสราเอลเช่นกัน

มรดกของอิสราเอลในฐานะมิตรที่ประเมินค่าไม่ได้ ซึ่งให้ความช่วยเหลือในช่วงเวลาที่สิงคโปร์อ่อนแอที่สุดยังคงอยู่กับชาวสิงคโปร์ ด้วยเชื่อว่า จุดเริ่มต้นของกองทัพสิงคโปร์ (SAF) โดยปัจจุบันเป็นกองทัพที่มีอุปกรณ์ครบครันที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาจาก “การกระทำแห่งศรัทธา” และ “ความเห็นอกเห็นใจ” ของอิสราเอลที่มีต่อรัฐที่กำลังเติบโต

นอกจากช่วยดูแลการจัดตั้งกองทัพสิงคโปร์แล้ว อิสราเอลก็ได้ขายอาวุธให้สิงคโปร์ด้วย ปัจจุบันกองทัพสิงคโปร์เป็นหนึ่งในกองทัพที่ทรงพลังที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังคงใช้รูปแบบเดียวกับกองทัพอิสราเอล (IDF) ปัจจุบันมีรายงานว่า อิสราเอลยังคงขายอาวุธให้สิงคโปร์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงรถถัง เรดาร์ และโดรน และเป็นที่ทราบกันดีว่าอุตสาหกรรมทางทหารของทั้งสองประเทศได้ร่วมมือกันในโครงการร่วมทุนเพื่อประมูลงานในประเทศอื่นๆ ตลอดจนการวิจัยและพัฒนา นอกจากนี้ยังได้เพิ่มความร่วมมือด้านข่าวกรอง โดยทำงานร่วมกันเพื่อจัดการกับกลุ่มก่อการร้ายอิสลามที่ปฏิบัติการอยู่ในภูมิภาคนี้  รวมถึงฮิซบอลลาห์ อัล-เคดา และรัฐอิสลาม ซึ่งพยายามโจมตีเป้าหมายต่าง ๆ ทั้งสิงคโปร์ ตะวันตก และอิสราเอล

ลี กวน ยู เคยกล่าวกับนายพลชาวอิสราเอลผู้หนึ่ง ซึ่งช่วยก่อตั้งกองทัพสิงคโปร์ว่า “สิงคโปร์ได้เรียนรู้สองสิ่งจากอิสราเอลคือ วิธีที่จะเข้มแข็ง และวิธีที่จะไม่ใช้ความเข้มแข็งของเรา ผมได้อ่านบทสัมภาษณ์ล่าสุดของชิมอน เปเรส และรู้สึกประทับใจกับวิสัยทัศน์ของเขาเกี่ยวกับอิสราเอลในปี 2048 ซึ่งเป็นเวลา 100 ปีหลังจากการก่อตั้งประเทศ เขาเชื่อมั่นว่า ในปี 2048 โลกจะดีขึ้นมากสำหรับอิสราเอลและตะวันออกกลาง พรมแดนจะมีความสำคัญน้อยลง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงชุมชนและเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน และจะผลักดันให้ผู้คนเปิดใจรับโลกมากขึ้น นี่คือมุมมองในแง่ดีจากบุคคลที่ใช้ชีวิตมายาวนานและได้เห็นสิ่งต่าง ๆ มากมาย”

ปัจจุบันทั้งสองประเทศใช้งานแพลตฟอร์มอาวุธยุทโธปกรณ์แบบเดียวกันหลายชนิด รวมถึงเครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้า ขีปนาวุธต่อต้านรถถังและต่อต้านอากาศยาน เครื่องบิน และเทคโนโลยีการเฝ้าระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของระบบป้องกันภัยทางอากาศ ด้วยเหตุนี้ ประเภทเครื่องบินหลักของกองทัพอากาศอิสราเอลและสิงคโปร์จึงเกือบจะเหมือนกัน โดยทั้งสองประเทศใช้งานเครื่องบินขับไล่แบบ F-15E Strike Eagle, F-16 Fighting Falcon, F-35 Lightning II, เครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้าแบบ G550, เครื่องบินลำเลียงแบบ C-130 Hercules, เฮอลิคอปเตอร์โจมตีแบบ AH-64 Apache และ เครื่องบินฝึกขั้นสูงแบบ M-346 Master นอกจากนี้ยังใช้งานเรือดำน้ำที่คล้ายกันคือ เรือดำน้ำชั้น Dolphin และเรือดำน้ำชั้น Invincible ตามลำดับ ซึ่งเป็นรุ่นที่ใหญ่กว่าของเรือดำน้ำ Type 212 ของเยอรมัน

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top