Friday, 4 April 2025
สหรัฐฯ

Xylazine ระบาด 'สหรัฐฯ' เปลี่ยนเมืองสวยเป็นเมืองซอมบี้  เริ่มลุกลามข้ามฟากมายุโรปแล้ว เพราะ 'หาซื้อง่าย-ราคาถูก'

มหันตภัยยาเสพติด นับเป็นภัยร้ายที่กัดกร่อนในทุกๆสังคมทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศมหาอำนาจด้านเศรษฐกิจ และ เทคโนโลยี อย่างสหรัฐอเมริกา ก็กำลังเผชิญกับปัญหา ที่ทำให้ชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยดำดิ่งสู่วงจรอุบาทว์ 'จน-เครียด-เสพ' เป็นคน มิหนำซ้ำยังมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละปี

ซึ่งมหันตภัยตัวล่าสุดที่สหรัฐอเมริกาก็กำลังเผชิญอยู่ในประเทศตอนนี้ เป็นยาเสพติดตัวใหม่ชื่อว่า Xylazine หรือที่ชาวอเมริกันมักเรียกว่า 'ยาซอมบี้' เพราะมันสามารถเปลี่ยนเปลี่ยนมนุษย์ที่มีสติสัมปชัญญะ กลายเป็นซอมบี้ไร้สติได้ในเวลาไม่นาน

ซึ่ง Xylazine ใช้ทั่วไปในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ มีฤทธิ์เป็นยาสลบ, ยาแก้ปวด, คลายกล้ามเนื้อ สำหรับ ม้า วัว ควาย และ สัตว์ 4 เท้าขนาดใหญ่ แต่ยังไม่มีการรับรองให้ใช้กับมนุษย์ในทุกกรณี

แต่ต่อมา มีการนำ Xylazine มาผสมกับสารเสพติดชนิดอื่น เช่น Fentanyl หรือ เฮโรอีน กลายเป็นยาเสพติดตัวใหม่ที่เรียกว่า 'Tranq' เมื่อมีการฉีดเข้าร่างกายจะทำให้เกิดอาการง่วงซึม อัตราการเต้นหัวใจจะพุ่งสูง แล้วก็จะลดลงอย่างรวดเร็วจนเข้าสู่ภาวะอันตราย อีกทั้งยังเกิดแผลพุพองตามร่างกายทำให้เกิดภาวะผิวหนังตายได้ ด้วยอาการเช่นนี้ ยาเสพติดที่มีส่วนผสมของ Xylazine จึงถูกเรียกกว่า 'ยาซอมบี้' เสพแล้วจะมีสภาพเหมือนผีดิบเดินดินอย่างในภาพยนตร์

การเสพ Zylazine พบครั้งแรกในประเทศเปอร์โต ริโก ในช่วงปี 2000s ก่อนที่จะแพร่หลายสู่สหรัฐอเมริกาในช่วงราวปี 2006 จนปัจจุบัน ถือเป็นสาเหตุการเสียชีวิตกว่า 7% ของการเสพยาเกินขนาดในสหรัฐฯ ที่มีมากกว่า 1 แสนคนในแต่ละปี

จากข้อมูลล่าสุดที่สำรวจจาก 20 รัฐ รวมถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. พบว่ามีผู้เสียชีวิตจากการใช้สารเสพติดที่มีส่วนผสมของ Zylazine เพิ่มขึ้นถึง 10.9% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้ในปีนี้ (2023) ดร.ราอูล คุปตา ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายควบคุมยาเสพติดแห่งชาติของทำเนียบขาว ได้ออกมาประกาศว่า 'ยาซอมบี้' ถือเป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นใหม่ในสหรัฐฯ และ รัฐบาลไบเดนมีเป้าหมายที่จะลดอัตราการเสียชีวิตจากการใช้สารเสพติดผสม Xylazine ให้ได้อย่างน้อย 15% ในอีก 2 ปีข้างหน้า

แต่ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะสามารถสกัดการแพร่หลายของยาซอมบี้ในประเทศได้ทันหรือไม่ สืบเนื่องจากวัตถุดิบอย่าง Xylazine และ Fentanyl ยังไม่ถือเป็นสารควบคุมในสหรัฐฯ ใครก็ตามที่มีใบประกอบวิชาชีพด้านสัตวแพทย์ สัตวบาล ก็สามารถซื้อได้ แม้ทางช่องทางออนไลน์ และพบว่าหลายครั้งไม่มีการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ซื้อยาอย่างถูกต้องอีกด้วย นอกจากนี้ ยาซอมบี้ยังมีราคาถูกกว่ายาเสพติดชนิดอื่นในตลาดมืด ทำให้ยาชนิดนี้เข้าถึงง่ายในกลุ่มวัยรุ่น คนยากไร้ และ คนไร้บ้าน

และยิ่งมาแพร่หลายอยางหนักในช่วงที่เกิดการระบาด Covid-19 ที่พบว่ายาซอมบี้ กลายเป็นสารเสพติดหลักที่นิยมในหมู่นักเล่นยาข้างถนน โดยมีจุดศูนย์กลางที่เมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลวาเนีย และกระจายยาซอมบี้ออกไปทั่วประเทศ ซ้ำเติมปัญหาคนไร้บ้านในสหรัฐฯ ที่นับวันจะหนักขึ้นอยู่แล้ว ย่ำแย่ลงกว่าเดิม ด้วยสภาพของผู้คนยากไร้ ที่นอนแน่นิ่ง เหม่อลอย ไร้สติ และยังมีแผลฝีหนองเน่าเปื่อยตามร่างกาย ซึ่งเป็นผลข้างเคียงของการเสพยาซอมบี้ เป็นที่น่าเวทนาแก่ผู้พบเห็น

และตอนนี้ ยาซอมบี้ ก็เริ่มกระจายสู่ยุโรปแล้ว เมื่อรัฐบาลอังกฤษได้ยืนยันผู้เสียชีวิตจากการเสพยาที่มีส่วนผสมของ Xylazine รายแรกในปี 2022 และพบยาซอมบี้จำนวนมาก ขายในตลาดใต้ดินทั้งในอังกฤษ และยุโรป สร้างความวิตกให้แก่รัฐบาลชาติตะวันตกในการหาวิธีสกัดยาซอมบี้ไม่ให้ระบาดในชุมชนของตน

ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ตื่นตระหนกกับภัยคุกคามต่างชาตินอกบ้าน แต่สุดท้ายภัยที่ร้ายแรงที่สุดคืออาจเป็นภัยจากความอ่อนแอในสังคมภายในบ้านของตัวเอง หากปล่อยปละละเลย รังแต่จะลุกลามจนกลายเป็นมะเร็งร้ายทำลายประเทศได้ในภายหลัง

‘ไบเดน’ ในวัย 80 ถูกโฆษกตัดจบทันที หลังพูดไปเรื่อยขณะแถลงข่าว จากผลสำรวจยิ่งตอกย้ำ!! เขาแก่เกินไปสำหรับทำหน้าที่ประธานาธิบดี

(11 ก.ย. 66) คารีน ฌอง ปิแอร์ เลขานุการฝ่ายสื่อสารมวลชนของทำเนียบขาว เข้าแทรกตัดจบการแถลงข่าวของประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ ในทันทีเมื่อวันอาทิตย์ (10 ก.ย.) หลังจากผู้นำรายนี้พูดไปเรื่อยเปื่อยเกี่ยวกับโลกที่ 3 และการสนทนาระหว่างเขากับ หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน

ไบเดน ได้ตอบคำถามต่างๆ จากสื่อมวลชน ระหว่างเดินทางเยือนกรุงฮานอย เมืองหลวงของเวียดนาม ก่อนบอกกับพวกผู้สื่อข่าวว่า "เขากำลังจะไปนอนแล้ว" อย่างไรก็ตาม ไบเดน ยังคงตอบคำถามใหม่ๆ เพิ่มเติม ในนั้นรวมถึงการพูดคุยระหว่างเขากับ หลี่ ณ ที่ประชุมซัมมิตจี 20 ในอินเดีย เมื่อวันเสาร์ (9 ก.ย.)

"มันไม่ใช่การเผชิญหน้ากันใดๆ เลย" ไบเดนกล่าว "เราพูดคุยกันเพื่อให้มั่นใจว่า โลกที่ 3 เอ่อ เอ่อ เอ่อ ซีกโลกใต้ จะเข้าถึงการเปลี่ยนแปลง"

ระหว่างที่ ไบเดน พูดจาเรื่อยเปื่อยต่อไปไม่หยุด จู่ๆ ฌอง ปิแอร์ ก็ประกาศผ่านไมค์ พูดแทรกว่า "การแถลงข่าวปัจจุบันนี้เสร็จสิ้นแล้ว" กระตุ้นให้ ไบเดน ที่ตอนนั้นกำลังพยายามตอบคำถามอีกคำถาม ต้องกล่าวขอบคุณ วางไมค์และเดินลงจากเวที

ปกติแล้วการแถลงข่าวของไบเดน จะได้รับการจัดการอย่างเข้มข้นจากบรรดาผู้ช่วยของเขา ประธานาธิบดีจะได้รับมอบใบคำถามจากผู้สื่อข่าวล่วงหน้าและได้รับแจ้งว่าผู้สื่อข่าวรายใดเป็นคนตั้งคำถาม อย่างไรก็ตามบางครั้ง ไบเดน หยุดพูดดื้อๆ แล้วลงเวที บ่อยครั้งก็ดูสับสนอย่างเห็นได้ชัด และบางครั้งต้องชี้นำโดยคณะทำงานของเขา

จากผลสำรวจของวอลล์สตรีท เจอร์นัล เมื่อเร็วๆ นี้ พบว่า 73% ของผู้มีสิทธิออกเสียงคิดว่า ไบเดน วัย 80 ปี แก่เกินไปสำหรับทำหน้าที่ประธานาธิบดี ในขณะที่ 60% เชื่อว่าเขาขาดสมรรถภาพทางจิตสำหรับตำแหน่งนี้

การเดินทางเยือนเวียดนามของไบเดน มีขึ้นในขณะที่สหรัฐฯ พยายามกระชับความสัมพันธ์กับบรรดาชาติในเอเชียเพิ่มเติม ในความพยายามตอบโต้การแผ่ขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาค โดยในวันอาทิตย์ (10 ก.ย.) ไบเดน และ เหงียน ฟู้ จ่อง เลขาธิการใหญ่คณะบริหารงานศูนย์กลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม แถลงข้อตกลงการค้าและการลงทุนทวิภาคี ในนั้นรวมถึงมาตรการต่างๆ เพื่อส่งเสริมการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และการวิจัยในเวียดนาม

สหรัฐฯ รื้อฟื้นวิชา 'คัดลายมือ' กระตุ้นพัฒนาการ-กล้ามเนื้อมัดเล็กเด็ก

(21 เม.ย.67) ปัจจุบัน นักเรียนระดับประถมศึกษาของโรงเรียน Orangethorpe Elementary School ในรัฐ California กำลังฝึกฝนการคัดลายมือ ตัวเขียนภาษาอังกฤษ หลังจากหน่วยงานด้านการศึกษาของรัฐ California กลับมาบังคับใช้หลักสูตรการคัดตัวเขียนในปีการศึกษาใหม่

ที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาได้ออกนโยบาย 'ลดเวลาหน้าจอ' ของเด็กๆ ในระดับชั้นประถมศึกษา โดยให้เด็กหันมาจับดินสอ เพื่อคัดลายมือในรูปแบบตัวเขียน ท่ามกลางความหวังที่จะกระตุ้นพัฒนาการเด็ก และสนับสนุนโครงการรื้อฟื้นทักษะการเขียน รวมถึงส่งเสริมการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก

ทั้งนี้ ดูเหมือนว่า การเขียนตัวอักษรแบบคัดลายมือที่ใช้วิธีลากหางตัวอักษรต่อกัน หรือที่เรียกว่าอักษรตัวเขียน (Cursive) จะไม่ค่อยเป็นที่คุ้นเคยสำหรับเด็ก Gen Alpha ทำให้นโยบายคัดลายมือถูกนำกลับมาบรรจุในหลักสูตรสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาในรัฐ California ที่จะถูกบังคับใช้ในปีการศึกษาใหม่นี้

โดยในเดือนมกราคมปี ค.ศ. 2024 กฎหมาย Assembly Bill 446 ได้กำหนดให้โรงเรียนระดับประถมศึกษาต้องสอนคัดลายมือแบบตัวเขียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักเรียนเกรด 1-เกรด 6 (Grade 1 หรือ G1 ถึง G6 ซึ่งเทียบเท่าระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 ของไทย) ในรัฐ California ที่มีจำนวนเกือบ 3 ล้านคน

Sharon Quirk-Silva อดีตครูประถมผู้สนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้ กล่าวว่าขณะที่ร่วมโต๊ะอาหารกับ Jerry Brown อดีตผู้ว่าการรัฐ California เมื่อปี ค.ศ. 2016 เมื่อเขาทราบว่าเธอเป็นครูชั้นประถมศึกษา เขาบอกกับเธอทันทีว่า “คุณต้องนำการคัดลายมือกลับมา”

Sharon Quirk-Silva บอกว่า การเรียนรู้ลักษณะนี้จะช่วยปรับปรุง และพัฒนาความรู้-ความเข้าใจในการอ่าน และช่วยให้เด็กมีทักษะการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมัดเล็กที่ดี ยังไม่นับประโยชน์ด้านอื่นๆ อีกมากมาย

ซึ่งตัว Sharon Quirk-Silva เองได้เห็นประโยชน์ในการสอนให้เด็กอ่านเอกสารทางประวัติศาสตร์ รวมถึงจดหมายประจำครอบครัวจากรุ่นก่อนๆ ที่มักเขียนด้วยลายมือมานานแล้ว

Pamela Keller คุณครูชั้นประถมปลายของ Orangethorpe กล่าวว่า เธอสอนคัดลายมือในชั้นเรียนก่อนหน้าที่จะมีกฎหมายบังคับใช้ในวันปีใหม่ที่ผ่านมาตั้งนานแล้ว ซึ่งที่ผ่านมา เด็กบางคนบ่นว่า ชั่วโมงคัดลายมือน่าเบื่อมาก

Pamela Keller จึงมักให้นักเรียนฟังว่า วิธีเขียนแบบนี้จะช่วยให้พวกเธอฉลาดขึ้น

“การคัดลายมือจะสร้างการเชื่อมโยงบางอย่างในสมอง และจะช่วยในการก้าวสู่ระดับต่อไป” Pamela Keller กระชุ่น

เธอเล่าต่อว่า เมื่อเข้าใจแล้ว เด็กๆ ก็ตื่นเต้นเพราะอยากที่จะฉลาดขึ้น พวกเขาจึงหันมาสนใจที่จะเรียนรู้การคัดมือมากขึ้น

“เมื่อนักเรียนรู้จักการคัดลายมือตัวเขียนภาษาอังกฤษแล้ว พวกเขาจะสามารถอ่านเอกสารทางประวัติศาสตร์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น รัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ ที่เขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1787” Pamela Keller กล่าว และว่า...

เมื่อยกตัวอย่างที่น่าตื่นตาตื่นใจ อย่างการจะพาไปอ่านรัฐธรรมนูญฉบับแรก นักเรียนของเธอทุกคนต่างสนใจเป็นอย่างมาก

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มาตรฐานด้านการเรียนการสอนของสหรัฐอเมริกา ได้ลดระดับความสนใจในการสอนคัดลายมือ หรือการอ่านตัวเขียนลง ให้สอดคล้องกับยุค Digital ที่ใช้การพิมพ์ตัวอักษรในการสื่อสารผ่านอุปกรณ์ ICT ไม่ว่าจะเป็น PC Notebook Tablet PC หรือ Smart Phone ถึงขนาดวางเป็นแนวทางวิชาการของการศึกษาระดับชาติเลยทีเดียว

Kathleen Wright ผู้ก่อตั้งองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร Handwriting Collective ที่ส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนการเขียนด้วยลายมือ เล่าว่า “พวกเขาหยุดสอนเด็กๆ ถึงวิธีเขียนหนังสือไปทั้งหมดได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิทยาลัยครูต่างๆ ก็ไม่ได้เตรียมบุคลากรให้สอนการเขียนด้วยลายมืออีกด้วย”

Lauren Gendill นักวิเคราะห์นโยบายของ National Conference of State Legislatures หรือ NCSL ระบุว่า California เป็นรัฐที่ 22 ซึ่งตรากฎหมายให้มีการจัดการเรียนการสอนเขียนตัวอักษรภาษาอังกฤษ และเป็นรัฐลำดับ 14 ที่มีนโยบายการสอนการคัดลายมือมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2014

โดยในปี ค.ศ. 2024 นี้ จะมีอีก 5 รัฐ ที่จะออกกฎหมายให้สอนการเขียนด้วยลายมือแบบตัวเขียนต่อจาก California

Leslie Zoroya ผู้อำนวยการโครงการด้านการอ่าน สำนักงานการศึกษา Los Angeles County ระบุว่า การเรียนรู้แบบตัวเขียน ช่วยส่งเสริมทักษะหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วยปรับปรุงพัฒนาการของเด็ก

“เมื่อเด็กๆ เขียนด้วยลายมือแทนการพิมพ์ โครงข่ายประสาทต่างๆ ของเด็กจะถูกใช้งานต่างกัน” Leslie Zoroya กล่าว และว่า...

การคัดลายมือ มีส่วนช่วยสร้างการเชื่อมโยงในสมอง รวมถึงระบบความจำ เพราะเวลาที่เด็กๆ ลงมือเขียน พวกเขาจะนึกถึงลักษณะ และเสียงของตัวอักษร อีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างสายตาและมือ จะมีมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเด็กๆ นึกถึงกับอักษรที่จะเขียนตัวถัดไป

Sharon Quirk-Silva อดีตครูประถมผู้สนับสนุนร่างกฎหมายคัดลายมือของ California กลับมา เผยเป็นการส่งท้าย ว่าเธอตั้งความหวังที่จะเห็นนักเรียน G6 ที่เรียนจบชั้นประถมศึกษาไปแล้ว จะสามารถอ่านและเขียน อักษรตัวเขียนได้อย่างคล่องแคล่วในอนาคต

สหรัฐฯ เล็งขึ้นภาษีนำเข้ารถ EV จากจีน 4 เท่าตัว เพิ่มจาก 25% เป็น 100% ขวางทางโต EV ขั้นสุด

(11 พ.ค.67) TechHangout รายงานว่า สหรัฐฯ กำลังจะประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนหลายประเภท รวมถึงสินค้ารักษ์โลกต่าง ๆ เช่น แผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ เวชภัณฑ์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขึ้นภาษีรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ผลิตในจีน จาก 25% เป็น 100%

ปัจจุบัน รถยนต์ที่ผลิตในจีนทั้งหมดต้องเสียภาษีนำเข้า 25% เมื่อนำเข้ามายังสหรัฐฯ นอกเหนือจากภาษีรถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศอีก 2.5% ซึ่งรวมเป็น 27.5% ภาษีที่สูงนี้ส่งผลกระทบต่อการนำเข้ารถยนต์จีนเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ เนื่องจากการส่งออกไปยังประเทศที่มีภาษีต่ำกว่าเป็นเรื่องง่ายกว่า

อย่างไรก็ตาม ด้วยรถยนต์ไฟฟ้าจีนที่มีราคาไม่แพง แม้จะมีภาษี 25% ราคาก็ยังคงแข่งขันได้ ด้วยเหตุนี้ จึงคาดว่า ไม่ว่าอย่างไร รถยนต์ไฟฟ้าจีนก็อาจเข้ามาทำตลาดในสหรัฐฯ อยู่ดี

ทางการสหรัฐฯ จึงมองว่าภาษี 25% ไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าจีน ดังนั้นจึงตัดสินใจที่จะขึ้นเป็น 100% ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าจีนจะมีราคาขายเพิ่มขึ้น 2 เท่า เมื่อนำเข้ามาสหรัฐฯ 

ทั้งนี้ นโยบายนี้ยังไม่ถูกประกาศอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าจะมีการประกาศเกี่ยวกับภาษีใหม่ในวันอังคารนี้ (14 พ.ค.67)

ย้อนกลับไปเมื่อไม่นานมานี้ ผู้ผลิตรถยนต์ในสหรัฐฯ และยุโรป หลายรายเรียกร้องให้มีการขึ้นภาษี เนื่องจากการผลิต รถยนต์ไฟฟ้าจีน เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

โดยในปี 2015 ส่วนแบ่งการตลาดของรถยนต์ไฟฟ้าของจีนอยู่ที่เพียง 0.84% ซึ่งใกล้เคียงกับส่วนแบ่งการตลาดของสหรัฐฯ ที่ 0.66% แต่ในปี 2023 แม้ส่วนแบ่งการตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นเป็นเพียง 7.6% แต่ส่วนแบ่งการตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของจีนกลับพุ่งสูงไปถึง 37% แซงหน้าหลายประเทศในอุตสาหกรรมนี้

ปัจจุบันภายใต้ความนิยมรถยนต์ไฟฟ้าจีนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้การผลิตยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงมีรถล้นตลาดและพอที่จะทำให้มีรถเหลือเฟือสำหรับการส่งออก และผู้ผลิตรถจีนก็ได้เริ่มส่งออกไปยังยุโรปจำนวนมาก จนถึงขั้นเกิดเหตุการณ์ที่ไม่สามารถหาเรือขนส่งได้เพียงพอ

ฉะนั้นเพื่อไม่ให้โอกาสการขยายตัวของรถไฟฟ้าจีนเพิ่มไปกว่านี้ การขึ้นภาษีรถไฟฟ้าจีนที่จะเข้ามาในสหรัฐฯ จึงเป็นเกมกีดกันการค้าที่ดุเอาเรื่อง และนั่นก็จะส่งผลให้ผู้บริโภคในสหรัฐฯ มีโอกาสได้สัมผัสรถยนต์ไฟฟ้าจีนราคาประหยัดและเทคโนโลยีล้ำสมัยน้อยลงด้วยไปโดยปริยาย

143 ชาติโหวตหนุน ‘ปาเลสไตน์’ ได้รับสิทธิเพิ่มขึ้นในเวทียูเอ็น ย่างก้าวสำคัญสู่การพิจารณาให้สมาชิกภาพเต็มรูปแบบ

(11 พ.ค.67) ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ลงมติด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นเพิ่มสิทธิพิเศษให้แก่ปาเลสไตน์ ในเวทียูเอ็นเมื่อวานนี้ (10 พ.ค.) ซึ่งถือเป็นย่างก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การพิจารณาให้สมาชิกภาพเต็มรูปแบบ

กีลาด เออร์ดัน เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำยูเอ็น แสดงท่าทีไม่พอใจภายหลังการโหวตซึ่งมีผลในเชิงสัญลักษณ์ ขณะที่ ริยาด มันซูร์ เอกอัครราชทูตปาเลสไตน์ประจำยูเอ็น ชี้ว่านี่คือการลงมติครั้งประวัติศาสตร์

รัฐสมาชิกยูเอ็นจำนวน 143 ประเทศ รวมถึง 'ไทย' ได้ให้การรับรองมติดังกล่าว โดยมี 9 ประเทศคัดค้าน และอีก 25 ประเทศงดออกเสียง

มติดังกล่าวมีการระบุชัดเจนว่า ปาเลสไตน์จะไม่สามารถถูกเลือกเข้าเป็นสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็น (UNSC) หรือลงคะแนนโหวตในที่ประชุม UNGA ได้ ทว่าจะมีสิทธิยื่นข้อเสนอและแก้ไขข้อเสนอได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องกระทำผ่านประเทศอื่น ๆ อย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้

มตินี้ยังให้สิทธิแก่ผู้แทนปาเลสไตน์ในการนั่งอยู่ท่ามกลางรัฐสมาชิกยูเอ็น โดยเรียงตามลำดับตัวอักษรด้วย

ริชาร์ด โกวาน นักวิเคราะห์จาก International Crisis Group ชี้ว่าความเคลื่อนไหวของยูเอ็นในครั้งนี้กำลังสร้างวงจรความล้มเหลวทางการทูต เพราะในขณะที่ UNGA เรียกร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้ UNSC รับรองสมาชิกภาพเต็มรูปแบบแก่ปาเลสไตน์ แต่ถูกสหรัฐฯ ใช้สิทธิวีโต ตีตกทุกครั้งอีกเหมือนกัน

อย่างไรก็ดี โกวาน ระบุว่า ผลโหวตในเชิงสัญลักษณ์นี้ มีความสำคัญ เพราะเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังสหรัฐฯ และอิสราเอลว่า ประชาคมโลกเล็งเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องผลักดันการก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์อย่างจริงจังเสียที

ปาเลสไตน์ได้ยื่นคำร้องซ้ำในเดือน เม.ย. เพื่อขอเข้าเป็นรัฐสมาชิกยูเอ็นเต็มรูปแบบ จากปัจจุบันที่มีฐานะเป็นเพียง ‘รัฐผู้สังเกตการณ์ที่ไม่ใช่สมาชิก’ (nonmember observer state)

กระบวนการดังกล่าวจะสำเร็จได้ต้องได้รับไฟเขียวจากคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็น รวมถึงได้เสียงสนับสนุนจากรัฐสมาชิก UNGA ถึง 2 ใน 3

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ซึ่งเป็น 1 ใน 5 สมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคง และเป็นชาติพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของอิสราเอล ได้ใช้สิทธิ ‘วีโต’ ความพยายามของปาเลสไตน์เมื่อวันที่ 18 เม.ย.

‘หมอธีระวัฒน์’ เผย โควิดหลุดจากแล็บเป็นเรื่องจริง ชี้!! ‘สหรัฐฯ’ พัฒนาเชื้อไวรัสร่วมกับ ‘สถาบันวิจัยอู่ฮั่น’

(19 พ.ค.67) ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์พิเศษสาขาประสาทวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha ว่า ความชั่วปรากฏ พฤษภาคม 2024 ความจริงปรากฏชัดจากที่ถูกป้ายสี ‘โควิดมาจากห้องแล็บ (lab leak)’ ว่าเป็นทฤษฎีสมคบคิด แท้ที่จริงแล้วเป็นเรื่องจริง

และเปิดเผยการปฏิบัติอย่างโหดเหี้ยม ของผู้ที่เป็นหัวหน้าองค์กร เช่น NIH Francis Collins (นายฟรานซิส คอลลินส์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (National Institutes of Health) ของสหรัฐอเมริกา) ที่ abuse ใช้อำนาจในทางที่ผิดในสหรัฐ ทำลายนักวิทยาศาสตร์ที่เสนอหลักฐานของกำเนิดโควิดจริงๆ

และทั้งนี้ยังมีโขลงของผู้มีอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้ง Fauci (นายแอนโทนี เฟาซี อดีตหัวหน้าคณะที่ปรึกษาด้านการสาธารณสุข ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19) และกลุ่มที่บิดเบือน รวมไปถึงหัวหน้า CDC ซึ่งหน่วยงานของสหรัฐ NIH CDC USAID DARPA ผ่านเงินทุนจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ลงมาที่ตัวกลาง Eco Health Alliance ของ Peter Daszak และทำการวิจัยและพัฒนาไวรัสโควิดกับสถาบันวิจัยไวรัสอู่ฮั่น จนสำเร็จก่อนที่จะเกิดระบาดโควิดในปลายปี 2019 รวมทั้ง NIH ถือสิทธิบัตรครอบครองวัคซีนโควิดก่อนหน้าปี 2018 ด้วยซ้ำ

15 พฤษภาคม 2024 องค์กร Eco Health Alliance ถูกตัดสินจากหลักฐานที่รัฐสภาสืบสวนสอบสวนมาตลอด ยุติเงินทุนที่ได้รับที่นำไปใช้สำหรับตัวเองและส่งผ่านไปให้องค์กรอื่นและประเทศอื่นเก็บไวรัสจากสัตว์ป่าและรายงานข้อมูลมาเพื่อสร้างไวรัสใหม่ และอยู่ในกระบวนการที่องค์กรนี้จะถูกเพิกถอนสิทธิ์ (disbarment)

คนอื่นๆ ที่เป็นตัวการในเรื่องนี้กำลังถูกทยอยจัดการตามลำดับ และใครที่รับผิดชอบต่อการเสียชีวิตหลาย 10 ล้านคนทั่วโลก และยังเกี่ยวโยงไปถึงวัคซีนโควิดและการปกปิดผลกระทบผลข้างเคียงของวัคซีน

จับตาดูองค์กรใหญ่และหน่วยงานโรงเรียนแพทย์สถาบันในประเทศไทยที่รับเงินทำธุรกิจข้ามชาติจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ทั้งๆ ที่รู้ถึงเรื่องเหล่านี้และอันตรายที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังจะขึ้นถ้ายังคงทำต่อ แต่เห็นแก่เงินเป็นสรณะ

องค์กรและบุคคลต่างๆ เหล่านี้จะเป็นกลุ่มเดียวกันที่พยายามปิดบังผลกระทบของวัคซีนที่ทำให้ตายและพิการและมีผลในระยะยาว

หลักฐานที่นำมากล่าวนี้มีมากมายและเป็นบันทึกของรัฐสภาสหรัฐฯ จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้

ร้านค้าในนิวยอร์ก กำลังทยอยปิดตัวลง เพราะไปต่อไม่ไหว ชี้!! ‘คดีลักขโมย’ ระบาดอย่างหนัก เพิ่มขึ้นมากกว่าปีที่แล้ว

(19 พ.ค.67) มหานครนิวยอร์กมีการแจ้งความเกี่ยวกับเหตุขโมยของ 21,578 คดี ตั้งแต่เข้าสู่ปี 2024 จนถึงวันที่ 12 พฤษภาคม เพิ่มขึ้น 5% จากระดับ 20,552 คดี จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว โดยที่ในแมนฮัตตันเพียงเขตเดียว มีคดีขโมยของจากห้างค้าปลีกถึง 8,896 คดี

อาชญากรรมดังกล่าวแพร่ระบาดรุนแรงหนักมากเสียจน เครือข่ายห้างค้าปลีกดังระดับชาติ อย่าง ทาร์เก็ต ซีวีเอส และวอลกรีนส์ ต้องปิดทำการไปแล้วหลายสาขา และพับแผนขยายสาขาเข้าลิ้นชัก

ห้างทาร์เก็ต แถลงว่าในช่วงปลายปีที่แล้ว พวกเขาได้ปิดทำการสาขาต่างๆ 9 แห่งใน 4 รัฐ ในนั้นรวมถึงในฮาร์เลม สืบเนื่องจากเหตุลักขโมย 

เราไม่อาจปฏิบัติการสาขาต่างๆ เหล่านี้ต่อไปได้ เพราะเหตุขโมยและอาชญากรรมค้าปลีกอย่างเป็นระบบ ที่คุกคามความปลอดภัยของพนักงานและลูกค้าของเรา และทำให้ผลงานทางธุรกิจอยู่ในภาวะไม่ยั่งยืน

นายหน้าค้าปลีกรายหนึ่งในแมนฮัตตัน ระบุว่าในขณะที่รูปแบบการชอปปิ้งได้เปลี่ยนไป ผู้คนหันไปซื้อของทางออนไลน์มากขึ้น แต่เหตุลักขโมยก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เครือข่ายค้าปลีกทั้งหลายตัดสินใจปิดสาขาต่างๆ เช่นกัน

โจเซฟ เกียคาโลเน นายตำรวจปลดเกษียณแล้ว จากกรมตำรวจนิวยอร์ก และเป็นศาสตราจารย์รับเชิญ ณ วิทยาลัยการศึกษากระบวนการยุติธรรม จอห์น เจย์ ระบุว่าส่วนหนึ่งของปัญหาคือ การที่พวกนักการเมืองเมินเฉยต่อเหตุขโมยของในห้างค้าปลีก แทนที่จะพุ่งเป้าให้ความสำคัญกับมัน

พวกนักการเมืองบอกกับเราว่า การขโมยของไม่ใช่ปัญหา เกียคาโลน กล่าว จากนั้นแทบในทันทีทันใด เราเริ่มพบเห็นปัญหานี้เกิดขึ้น เพราะว่ามากมายในอาชญากรรมเหล่านี้ถูกลดระดับความสำคัญโดยตัวนักการเมืองเอง ท้ายที่สุดแล้ว คุณก็ต้องยอมรับผลลัพธ์ที่จะตามมา

เหตุลักขโมยในห้างค้าปลีก ซึ่งกรมตำรวจนิวยอร์กเพิ่งเพิ่มเข้าไปในรายงานติดตามอาชญากรรม CompStat มีจำนวนเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในเมืองแห่งนี้ ในช่วง 6 ปีหลังสุด จำนวนคดีต่างๆ เพิ่มขึ้นจากคำร้องเพียง 32,254 คดี ตลอดทั้งปี 2017 เป็น 37,922 คดีในปี 2019 ก่อนลดลงระหว่างช่วงพีกสุดของโควิด-19 ในปี 2020 ทว่านับตั้งแต่ปี 2021-2023 คำร้องทั่วเมืองกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง จาก 43,892 คดี เป็น 59,137 คดี

คดีลักขโมยนี้ได้สร้างความลำบากแก่ห้างขายยารายใหญ่เช่นกัน ในขณะที่ห้างเหล่านี้กำลังอยู่ระหว่างการลดขนาดธุรกิจอยู่ก่อนแล้ว

วอลกรีนส์ อยู่บนเส้นทางของการลดจำนวนร้านลงทั่วประเทศราว 200 แห่งในปีงบประมาณ 2024 ซีอีโอ ทีโมที เวนท์เวิร์ธ กล่าวระหว่างพูดคุยทางโทรศัพท์กับพวกนักวิเคราะห์เกี่ยวกับผลประกอบการไตรมาสแรกของบริษัท ขณะที่ทางห้างค้าปลีกซีวีเอส แถลงแผนหนึ่งตั้งแต่ปี 2021 ว่ามีแผนลดจำนวนสาขาลง 900 แห่ง แบ่งเป็นปีละ 300 แห่ง ในปี 2022, 2023 และ 2024

Rite Aid เครือข่ายร้านขายยา เตรียมปิดทำการสาขาต่างๆ เพิ่มเติมอีก 53 แห่งใน 9 รัฐ ส่วนหนึ่งในกระบวนการล้มละลายของบริษัท นอกเหนือจากที่ปิดไปเบื้องต้น 154 สาขา

ร้านกาแฟในนิวยอร์ก ชง ‘ลาเต้ทุเรียน’ รสชาติหวานหอม ขึ้นแท่นเมนูขายดี!! เพราะมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์

(19 พ.ค.67) ปัจจุบันมีเมนูเครื่องดื่มครีเอทมากขึ้น มีการนำวัตถุดิบต่าง ๆ มาผสมผสานจนเกิดเป็นเมนูใหม่ให้ลูกค้าได้ลิ้มลอง เช่นเดียวร้านกาแฟในนิวยอร์กแห่งนี้ ที่ได้หยิบ “ทุเรียน” ราชาแห่งผลไม้เข้ามาอยู่ในเมนูด้วย.

เว็บไซต์นิวยอร์กโพสต์ได้รายงานว่า ร้านกาแฟ ‘Not As Bitter’ ได้ผุดเมนูลาเต้สุดแปลกใหม่ เพิ่มความเข้มข้นของกาแฟด้วยส่วนผสมที่ดุร้ายที่สุดในปัจจุบัน นั่นคือ ‘ทุเรียน’ ราชาผลไม้ที่มีเปลือกภายนอกแหลมคม ดูเหมือนอาวุธในระยะประชิดในยุคกลาง และเป็นที่เลื่องลือเรื่องกลิ่นฉุน

‘เจฟฟรี่ หวัง’ เจ้าของร้านเผยว่า ทางร้านคัดเลือกผลไม้สดใหม่ทุกวัน โดยเป็นทุเรียนจากไทยหรือมาเลเซีย ซึ่งรสชาติสุดเอกลักษณ์ของลาเต้แก้วนี้ ออกมาดีอย่างน่าประหลาดใจ

“เครื่องดื่มนั้นรสชาติดีมาก เพราะมันหวาน มันเพิ่มรสชาติให้กับกาแฟ และเพิ่มความนัว ความครีมมี่ลงไปด้วย” บาริสต้าซึ่งมาจากเทียนจิน ประเทศจีน กล่าว

สำหรับเมนูลาเต้ทุเรียนนั้น ทางร้านได้รับแรงบันดาลใจจากเทรนด์ในประเทศจีน ที่มักผสมเครื่องดื่มกับผลไม้และอื่น ๆ มากมาย โดยวางขายในราคา 8.50 เหรียญสหรัฐฯ หรือราว 300 บาท ซึ่งทางร้านยังมีเมนูที่ผสมผสานวัตถุดิบสุดแปลกใหม่อีกมากมาย เพียงแต่ลาเต้ทุเรียนค่อนข้างได้กระแสตอบรับดีมากกว่าเมนูที่ผสมผลไม้อื่น ๆ

'ไบเดน' ย้ำชัด 'อิสราเอล' กับ 'ฮามาส' ไม่เคยเท่าเทียมกัน ให้ท้ายปฏิบัติทางทหารของอิสราเอลในกาซ่าไม่ใช่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ 

โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมากล่าวสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในฉนวนกาซ่าที่ผ่านมาไม่ใช่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หลังจากที่ศาลอาญาโลก (ICC) ได้ออกหมายจับ เบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล และ ยาห์ยา ซินวอร์ ผู้นำกลุ่มฮามาส ในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ โดยพิจารณาว่าการสู้รบในฉนวนกาซ่าอาจเข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์

โดย ยาห์ยา ซินวอร์ ผู้นำกลุ่มฮามาส มีความผิดจากการใช้กองกำลังติดอาวุธโจมตีชุมชนชาวยิว ในเขตแดนอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,000 คน

ส่วน เบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล ที่ตัดสินใจใช้กำลังทหารโจมตีเขตฉนวนกาซ่า และกลายเป็นสงครามที่ทำให้มีชาวปาเลสไตล์เสียชีวิตมากกว่าหมื่นคน และ พลัดถิ่นอีกนับล้าน ก็ถูกตั้งข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติเช่นกัน

คาริม ข่าน อัยการศาลอาญาโลก ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อสหรัฐฯว่า ทีมอัยการของ ICC กำลังเตรียมขอหมายจับ ยูอาฟ กัลลันท์ รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล และผู้บริหารระดับสูงคนอื่นๆ ของกลุ่มฮามาสเพิ่มเติมด้วย 

และกลายเป็นงานหยิกเล็บ เจ็บเนื้อ ขึ้นมาทันที เมื่อ โจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ ออกมาประนามความเคลื่อนไหวขององค์กร ICC ว่า การขอหมายจับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอลและผู้นำกลุ่มฮามาสของศาลอาญาโลก เป็นการทำให้กลุ่มก่อการร้าย กับ พันธมิตรระดับสูงของสหรัฐฯ มีสถานะเท่าเทียมกัน สำหรับสหรัฐฯ ถือเป็นความพยายามที่อุกอาจมาก

โจ ไบเดนกล่าวว่า “ผมขอชี้แจงให้ชัดเจน ไม่ว่าอัยการ ICC จะสื่อถึงอะไรก็ตาม แต่สำหรับผมแล้วจะไม่มีความเท่าเทียมกันระหว่างอิสราเอลและฮามาส”

ไบเดนยังได้กล่าวในงานเลี้ยงฉลองเดือนแห่งมรดกของชาวอเมริกันเชื้อสายยิวใน Rose Garden บริเวณทำเนียบขาวเมื่อวันจันทร์ (21 พฤษภาคม 2567) ที่ผ่านมาว่า "เป็นเรื่องที่ชัดเจนว่า อิสราเอลต้องทำทุกอย่างเพื่อปกป้องพลเมืองของตน และผมจะขอพูดชัดๆเลยว่า สิ่งที่เกิดขึ้น (ในฉนวนกาซ่า) ไม่ใช่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์"

ไบเดนยังให้คำมั่นสัญญาแก่ชาวยิว-อเมริกันว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะทำงานตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อช่วยเหลือตัวประกันชาวอิสราเอล ที่ยังคงถูกจับกุมโดยกลุ่มฮามาสออกมาให้ได้ และขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ให้ความช่วยเหลือทุกอย่างตามที่อิสราเอลร้องขอเพื่อป้องกันตนเองจากกลุ่มฮามาส และศัตรูทั้งมวลของอิสราเอล

แต่โจ ไบเดน หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงแผนการของ เบนจามิน เนทันยาฮู ที่ได้ประกาศว่าจะใช้กองกำลังชุดใหญ่บุกโจมตีราฟาห์ เมืองทางตอนใต้ของกาซ่า และมีค่ายผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ที่หนีสงครามลงมาจากเมืองกาซ่าซิตี้นับล้าน ท่ามกลางกระแสต่อต้านอย่างกว้างขวางทั้งในสหรัฐฯ และต่างประเทศ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้นำอิสราเอลถูกหมายจับจาก ICC ในวันนี้จากคำสั่งการโจมตีทางทหารอย่างต่อเนื่อง รุนแรงในกาซ่าที่คร่าชีวิตพลเมืองปาเลสไตน์เป็นจำนวนมาก

แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ได้นำพากระแสต่อต้านเหล่านั้น และยังคงจัดส่งอาวุธให้แก่กองทัพอิสราเอล ซึ่งคำแถลงของ โจ ไบเดน ในวันนี้ก็ได้ย้ำชัดถึงจุดยืนของสหรัฐฯ ในการสนับสนุนทุกแผนการทหารของอิสราเอลอย่างเต็มที่ และเตรียมยื่นเรื่องถึงสภาคองเกรซในการขายอาวุธชุดใหญ่ให้แก่อิสราเอลในเร็วๆนี้

คนอเมริกันเกือบ 30 % มองเรียนจบ ‘ไม่คุ้มค่าครองชีพ’ ชี้!! ค่าเล่าเรียนสูง ทำให้ลังเล ที่จะเรียนต่อ ในระดับปริญญาตรี

(26 พ.ค.67) ผลสำรวจล่าสุดโดยศูนย์วิจัยพิว (Pew Research Center) ของสหรัฐ ระบุว่า ชาวอเมริกันเกือบ 30% มองว่า วุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี ‘ไม่คุ้มค่า’ ชี้ให้เห็นว่า ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อมุมมองที่มีต่อการศึกษาระดับอุดมศึกษาของสหรัฐในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา

ประชากรวัยผู้ใหญ่ของสหรัฐฯ เกือบ 50% ในผลสำรวจมองว่า การเรียนปริญญาตรีนั้นคุ้มค่า แต่เฉพาะในกรณีที่ไม่จำเป็นต้องกู้เงินเรียนเท่านั้น ขณะที่มีผู้ตอบแบบสำรวจเพียง 22% ที่ระบุว่า การเรียนปริญญาตรีคุ้มค่าแม้จะต้องเป็นหนี้จากการศึกษาก็ตาม

ผลสำรวจระบุว่า 4 ใน 10 ของชาวสหรัฐกล่าวว่า การเรียนปริญญาตรี 4 ปี ไม่ได้สำคัญมากขนาดนั้นหรือไม่สำคัญเลยในการที่จะมีงานรายได้ดี เมื่อเทียบกับเพียง 25% ของผู้ตอบแบบสอบถามเท่านั้นที่ระบุว่า การเรียนปริญญาตรีสำคัญมากหรือสำคัญอย่างยิ่งต่อการมีงานรายได้ดี

ผลสำรวจดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่ค่าเล่าเรียนเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ การชำระคืนเงินกู้ยืมของนักศึกษาชาวสหรัฐหลายล้านคนหวนคืนมาอีกครั้ง และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจบางอย่างของมหาวิทยาลัยลดลง โดยรวมแล้วแนวโน้มเหล่านี้ทำให้นักศึกษาและผู้ปกครองเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบากมากขึ้นเกี่ยวกับการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา

แบรด โคเฮน คุณพ่อลูกสอง ซึ่งทำอาชีพเจ้าหน้าที่สินเชื่ออาวุโสของ First Heritage Mortgage และเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า การวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ได้เปลี่ยนไปในทางที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเรียนปริญญาตรี 4 ปี เนื่องจากค่าเล่าเรียนสูงขึ้น

ทั้งนี้ รายงานล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แสดงให้เห็นว่า ชาวอเมริกันยังมองว่าการศึกษาเป็นเส้นทางสู่สถานะทางการเงินที่ดีขึ้น และคนส่วนใหญ่ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ยังคงมองว่าคุ้มค่า


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top