Friday, 5 June 2026
รัสเซีย

รัสเซียเปิดตัว Su-57E เครื่องบินรบล่องหน เจเนอเรชันที่ 5 ในงาน Dubai Airshow 2025 ยูเออี ดึงดูดความสนใจจากนานาชาติ แห่ขอซื้อ หลังชูจุดเด่น AI ช่วยนักบิน และเทคโนโลยีล้ำยุค

(18 พ.ย. 68) รัสเซียเปิดตัวเครื่องบินขับไล่ล่องหนเจเนอเรชันที่ 5 รุ่น Su-57E อย่างเป็นทางการในงาน Dubai Airshow 2025 ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยจัดแสดงให้ชมทั้งบนพื้นและในโชว์การบินจริง ตั้งแต่ช่วงเช้าวันเปิดงาน มีผู้เข้าชมเดินต่อคิวถ่ายรูปกับเครื่องอย่างคึกคัก สะท้อนความสนใจของทั้งคนในวงการและประชาชนทั่วไปต่อเทคโนโลยีการบินล้ำสมัยของรัสเซีย

Su-57E พัฒนาโดยบริษัทซูคอย (Sukhoi Company) เป็นเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์รุ่นใหม่ ที่ออกแบบมาให้รับมือได้ทั้งเป้าหมายทางอากาศ ภาคพื้นดิน และเป้าหมายทางทะเล จุดเด่นคือความสามารถบินด้วยความเร็วเหนือเสียงแบบต่อเนื่อง พร้อมช่องบรรทุกอาวุธภายในลำตัว เพื่อลดการสะท้อนเรดาร์ ผิวเคลือบดูดซับสัญญาณ และระบบอิเล็กทรอนิกส์การบินรุ่นล่าสุด ทำให้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเครื่องบินขับไล่ล่องหนระดับแนวหน้าของโลก

ในงานนี้ Su-57E ยังได้โชว์สมรรถนะการบินที่เรียกเสียงฮือฮา ด้วยท่าบินผาดโผนอันเป็นเอกลักษณ์ โดยเซอร์เกย์ บ็อกดาน (Sergei Bogdan) หัวหน้านักบินทดสอบของสำนักออกแบบซูคอยและฮีโร่แห่งสหพันธรัฐรัสเซีย เป็นผู้ทำการบินสาธิต ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ด้านความร่วมมือทางทหาร–เทคนิคของรัสเซียเผยว่า มีหลายประเทศแสดงความสนใจในเครื่องบินรบรุ่นนี้ และกำลังอยู่ระหว่างการพูดคุยในระดับต่าง ๆ

เดนิส แมนตูรอฟ (Denis Manturov) รัฐมนตรีอุตสาหกรรมและการค้ารัสเซีย ซึ่งนำคณะผู้แทนร่วมงานดูไบแอร์โชว์ ระบุว่า Su-57E มาพร้อม ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยนักบินตัดสินใจและควบคุมเครื่องในสถานการณ์ซับซ้อน เพิ่มทั้งความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการรบ สำหรับงาน Dubai Airshow 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–21 พฤศจิกายน 2025 ถือเป็นหนึ่งในเวทีแสดงเทคโนโลยีการบิน อวกาศ และกลาโหมที่สำคัญที่สุดของโลก พร้อมด้วยการแสดงบินและการประชุมด้านอุตสาหกรรมจากหลายประเทศทั่วโลก

EU ยังหนุนเซเลนสกี!! ทั้งที่กำลังเผชิญคดี ‘คอร์รัปชัน’ ครั้งใหญ่ แกนนำขบวนการ Other Ukraine เผย ยุโรปต้องการให้ความขัดแย้งยืดเยื้อ ชี้ ‘เซเลนสกี’ คือคนที่ใช่ แม้มีตัวเลือกอื่น

(19 พ.ย. 68) วิคเตอร์ เมดเวดชุก (Viktor Medvedchuk) แกนนำขบวนการ Other Ukraine ให้สัมภาษณ์กับสปุตนิกว่า สหภาพยุโรปยังยืนหยัดสนับสนุนประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แม้ยูเครนกำลังเผชิญคดีคอร์รัปชันครั้งใหญ่ เพราะมองว่าเซเลนสกีคือ “คนของพวกเขาเอง” พร้อมอ้างว่ายุโรปกังวลต่อเรื่องนี้ แต่ไม่ต้องการให้ความช่วยเหลือยูเครนหยุดลง

อย่างไรก็ตาม รายงานของ Ukrainska Pravda ระบุว่า เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำยูเครน คาตารินา มาเธอร์โนวา (Katarina Mathernova) ไม่พอใจที่มีการเปิดโปงทุจริตในรัฐบาลเคียฟ ขณะเดียวกันบล็อกเกอร์ชาวยูเครน อนาโตลี ชารีย์ (Anatoly Shariy) กล่าวหาว่าสหภาพยุโรปกำลังแทรกแซงการสอบสวนคดีดังกล่าวผ่านเธออีกด้วย

เมดเวดชุกยังกล่าวว่า ยุโรปเองต้องการให้ความขัดแย้งยืดเยื้อ โดยมองว่าเซเลนสกียังเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด แม้ยูเครนจะมีตัวเลือกอื่น เช่น วาเลรี ซาลุซนี (Valerii Zaluzhnyi) อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดที่ปัจจุบันเป็นทูตยูเครนประจำลอนดอน ซึ่งปัจจัยเรื่องการเลือกตั้งอาจทำให้ยุโรปต้องคำนึงถึงเกมการเมืองมากขึ้น

ด้านการสอบสวนคอร์รัปชัน สำนักงานปราบปรามคอร์รัปชันแห่งชาติยูเครน (NABU) เปิดปฏิบัติการครั้งใหญ่ ตรวจค้นหลายจุดทั้งบ้านอดีตรัฐมนตรีพลังงานและสำนักงานรัฐวิสาหกิจ Energoatom พร้อมเผยภาพเงินสดจำนวนมากที่ถูกยึด พบว่า ทิมูร์ มินดิตช์ (Timur Mindich) ผู้ถูกมองว่าเป็น “กระเป๋าเงิน” ของเซเลนสกีถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง ขณะที่สมาชิกรัฐสภาบางรายเตือนว่าเรื่องอื้อฉาวครั้งนี้อาจทำให้ยูเครนเสี่ยงสูญเสียการสนับสนุนจากชาติตะวันตกในอนาคต

‘ปูติน’ ย้ำเป็นช่วงที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ สำหรับความสัมพันธ์ของทั้งสองชาติ ชูความร่วมมือแบบเท่าเทียม ไม่พุ่งเป้าใส่ใคร เตรียมเปิดฟรีวีซ่าให้ นทท.จีนเข้า–ออกง่ายขึ้น

(23 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ประกาศว่าความสัมพันธ์รัสเซีย–จีนวันนี้กำลังอยู่ใน “ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์” ระหว่างการพบกับหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีนที่กรุงมอสโก โดยระบุว่าความร่วมมือเชิงหุ้นส่วนและยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศตั้งอยู่บนหลักความเท่าเทียม แสวงหาผลประโยชน์ร่วมกัน และสนับสนุนกันในประเด็นผลประโยชน์หลักของแต่ละฝ่าย พร้อมย้ำว่าสัมพันธ์นี้ “ไม่ได้มุ่งเล่นงานใคร”

ปูตินยังกล่าวถึงบทบาทของรัสเซียและจีนในกรอบองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ว่าช่วยผลักดันให้องค์กรนี้กลายเป็นหนึ่งในเสาหลักของระเบียบโลกแบบหลายขั้วอำนาจ พร้อมฝากหลี่ เฉียง ส่งความปรารถนาดีไปถึงประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีนด้วย

อีกหนึ่งสัญญาณใกล้ชิดคือ การเตรียมใช้มาตรการ “ฟรีวีซ่า” สำหรับพลเมืองจีนที่เดินทางเข้ารัสเซีย โดยปูตินระบุว่ารัสเซียจะออกมาตรการให้ชาวจีนเดินทางเข้าออกได้สะดวกขึ้นในอนาคตอันใกล้ สะท้อนการเปิดกว้างด้านการท่องเที่ยวแบบแลกเปลี่ยนระหว่างกันมากยิ่งขึ้น

‘ปูติน’ ประกาศกร้าว!! รัสเซียต้องมี AI เป็นของตัวเอง ไม่ขอพึ่งเทคโนโลยีต่างชาติ ชี้เอไอมีผลต่อข้อมูลและความคิดคน เตรียมตั้งศูนย์กลางคุมพัฒนาทั่วประเทศ

(20 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียย้ำว่า ประเทศไม่สามารถ “ฝากอนาคตไว้กับเอไอของต่างชาติได้” เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอธิปไตยของชาติ ทั้งด้านความมั่นคง เทคโนโลยี และค่านิยมของสังคม เขากล่าวในงานประชุมด้านปัญญาประดิษฐ์ “AI Journey” ที่กรุงมอสโกว่า รัสเซียต้องระวังไม่ให้เกิดการพึ่งพาระบบที่ถูกควบคุมโดยประเทศอื่นในระดับที่เป็นปัญหา

ปูตินระบุว่า รัสเซียต้องมีเทคโนโลยีเอไอเชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) เป็นของตัวเอง ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานจนถึงผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะ “โมเดลภาษาระดับชาติ” ทั้งแบบขนาดใหญ่ที่ใช้ทั่วไป และแบบเฉพาะทางในอุตสาหกรรม เขาย้ำว่า โมเดลเหล่านี้ต้องถูกออกแบบ ฝึกสอน และทดสอบโดยผู้เชี่ยวชาญชาวรัสเซียทั้งหมด เพื่อให้ประเทศควบคุมทิศทางและมาตรฐานได้เอง

เขาชี้ว่า ตอนนี้ไม่ใช่แค่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีที่แข่งกันเรื่องเอไออีกต่อไป แต่ “ทั้งประเทศทั้งรัฐ” ต่างก็เร่งพัฒนาโมเดลเอไอของตัวเอง เพราะเอไอกำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระจายข้อมูล มีผลต่อทัศนคติและมุมมองของผู้คน และอาจกำหนดทิศทางความคิดของทั้งประเทศได้ หากไปพึ่งพาระบบต่างชาติ ก็อาจเสี่ยงให้คนอื่นมามีอิทธิพลกับข้อมูลในประเทศ

นอกจากนี้ ปูตินยังเสนอให้ตั้ง “ศูนย์บัญชาการกลางด้านเอไอ” เพื่อทำหน้าที่วางแผนและประสานงานการพัฒนาอุตสาหกรรมเอไอของรัสเซีย พร้อมกล่าวชมผลิตภัณฑ์จากสแบร์แบงก์ (Sberbank) และยานเดกซ์ (Yandex) ว่าอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก เขาทสรุปว่า เทคโนโลยีเอไอเชิงสร้างสรรค์คือยุทธศาสตร์สำคัญของอนาคต และรัสเซียต้องเดินหน้าอย่างต่อเนื่องบนเส้นทางนี้ โดยไม่ปล่อยให้ตัวเองต้องพึ่งพาเอไอต่างชาติในเรื่องที่มีความสำคัญต่อประเทศ

เปิดเหตุผลชาติตะวันตก? ยืนหยัดเคียงข้างปกป้อง ‘เซเลนสกี’ ทั้งที่คดีคอร์รัปชันยูเครนส่อบานปลาย เป็นเพียงฉากบังหน้าเพื่อซื้อเวลา หรือเพราะกลัวโดนหางเลข

(23 พ.ย. 68) เซอร์เกย์ สตันเควิช (Sergey Stankevich) นักวิเคราะห์การเมืองรัสเซียให้สัมภาษณ์สื่อรัสเซีย ระบุว่า เหตุที่ผู้นำชาติตะวันตกยังพยายาม “ล้างภาพ” ให้ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ท่ามกลางข่าวอื้อฉาวคอร์รัปชันในยูเครน เป็นเหมือน “ทางเลือกสุดท้าย” เพื่อซื้อเวลาและปกป้องตัวเอง ทั้งที่รู้ดีว่า การออกมาปกป้องเช่นนี้จะทำให้ถูกวิจารณ์ทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เขาชี้ว่า แนวเล่าเรื่องที่ว่า “คนรอบตัวโกงกันหมด แต่ผู้นำไม่รู้ไม่เกี่ยว” เป็นเพียงฉากบาง ๆ ที่พอจะใช้บังสายตาได้ชั่วคราว แต่ไม่แข็งแรงพอในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อหลายฝ่ายมองว่า เซเลนสกียากจะปฏิเสธความรับผิดชอบต่อปัญหาคอร์รัปชันในประเทศได้ทั้งหมด ด้านสหรัฐเอง สตันเควิชก็มองว่าได้ตัดสินใจในใจแล้วว่า “เตรียมหาผู้นำคนใหม่” และจะเดินหน้าตามแนวทางนี้ต่อไป

ปมที่ยังไม่ชัดเจนคือท่าทีของยุโรป ซึ่งต้องเป็นฝ่ายควักเงินภาษีประชาชนจำนวนมากมาช่วยพยุงรัฐบาลเซเลนสกี ทั้งด้านงบประมาณและเป้าหมายทางทหาร นักวิเคราะห์เตือนว่า การส่งเงินภาษีชาวยุโรปไปให้ระบอบที่ถูกมองว่ามีคอร์รัปชันสูง อาจทำให้ผู้นำยุโรปเสี่ยงต่อการถูกตรวจสอบตามกฎหมายภายในของตนเอง

สตันเควิชสรุปว่า ตอนนี้นักการเมืองยุโรปกำลังเผชิญทางเลือกที่ลำบาก หากอ้างว่า “ไม่รู้” ว่าเงินถูกส่งไปให้รัฐบาลที่มีภาพลักษณ์ฉาว ก็ดูไร้ความสามารถ แต่ถ้ารู้แล้วแต่ยังส่งเงินต่อ ก็อาจถูกมองว่ามีส่วนร่วมในโครงการที่เสี่ยงผิดกฎหมาย ทำให้การตัดสินใจเรื่องความช่วยเหลือยูเครนในอนาคตเต็มไปด้วยแรงกดดันทั้งการเมืองและกฎหมาย

‘รัสเซีย’ ผุดไอเดียทัวร์นาเมนต์ รายการลูกหนังระดับทีมชาติ ขนานกับศึก ‘ฟุตบอลโลก 2026’ หวังดึงชาติแกร่งที่ชวดตั๋วร่วมวง

(23 พ.ย. 68) สื่อกีฬาต่างประเทศรายงานว่า รัสเซียกำลังวางแผนจัดทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลระดับทีมชาติ สำหรับประเทศที่ไม่ผ่านรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2026 โดยตั้งใจให้แข่งในช่วงเวลาเดียวกับฟุตบอลโลกที่สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก เป็นเจ้าภาพ ขณะที่รัสเซียยังโดนฟีฟ่าและยูฟ่าแบนจากทุกรายการนับตั้งแต่ปี 2022

ช่วงที่โดนแบน ทีมชาติรัสเซียภายใต้การคุมทีมของ วาเลรี่ คาร์ปิน (Valery Karpin) ทำได้แค่ลงเล่นเกมอุ่นเครื่อง แต่ก็เคยพาทีมทำสถิติไม่แพ้ใครยาว 23 นัดติด ก่อนจะเพิ่งมาพ่ายคาบ้านต่อชิลี 0-2 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ในประเทศเริ่มมีเสียงเรียกร้องให้มองหาวิธีใหม่ ๆ ในการกลับสู่เวทีนานาชาติ

รายงานหลังจบรอบแบ่งกลุ่มคัดเลือกโซนยุโรประบุว่า รัสเซียกำลังพิจารณาจัดทัวร์นาเมนต์ใหม่ในช่วงซัมเมอร์ปี 2026 แข่งขนานไปกับศึกฟุตบอลโลก 2026 โดยมีเป้าหมายหนึ่งคือทำให้ทีมชาติยังได้ลงเล่นกับคู่แข่งที่มีระดับใกล้เคียงกัน และไม่หายไปจากสายตาแฟนบอลทั่วโลก

365Scores สื่อฟุตบอลต่างประเทศรายงานเพิ่มเติมว่า เป้าหมายเชิงการเมืองของรัสเซีย คือสร้างกระแสและเรียกความสนใจต่อสถานการณ์ของตัวเอง หวังให้ฟีฟ่ากลับมาทบทวนโทษแบน แนวคิดนี้แม้ยังไม่เป็นทางการ แต่ก็กลายเป็นประเด็นถกเถียงในวงการฟุตบอลอย่างรวดเร็ว

ตามข้อมูลเบื้องต้น จำนวนทีมที่เข้าร่วมอาจอยู่ราว 8–12 ชาติ โดยจะใช้สนามแข่ง 4 แห่งในรัสเซีย ที่เคยเป็นสังเวียนฟุตบอลโลก 2018 กลับมาเปิดไฟใช้อีกครั้ง ซึ่งถือเป็นการใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมให้เกิดประโยชน์ พร้อมดึงแฟนบอลกลับเข้าสนาม

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าหากจัดจริง จะมีชาติใดตอบรับบ้าง ตอนนี้ชื่อที่ถูกพูดถึงมีทั้ง เซอร์เบีย, กรีซ, ชิลี, เวเนซูเอลา, ไนจีเรีย, แคเมอรูน, จีน รวมไปถึง ทีมชาติไทย ซึ่งล้วนเป็นทีมที่พลาดตั๋วฟุตบอลโลก แต่ยังมีฐานแฟนบอลเหนียวแน่น

นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า สำหรับรัสเซีย ทัวร์นาเมนต์นี้มีความหมายเกินกว่าผลการแข่งขันในสนาม เพราะเป็นการแสดงให้เห็นว่ายังสามารถจัดทัวร์นาเมนต์ระดับนานาชาติได้เอง แม้ถูกตัดออกจากระบบของฟีฟ่า และยังเปิดพื้นที่ให้ชาติอื่นที่ชวดฟุตบอลโลกได้มีเวทีให้พิสูจน์ฝีเท้า

แต่อีกด้านหนึ่ง แผนนี้ก็เผชิญอุปสรรคไม่น้อย ทั้งเรื่องความชอบธรรม เพราะไม่ได้อยู่ใต้การรับรองของฟีฟ่า ปัญหาการเรียกนักเตะที่ติดสโมสร รวมถึงความอ่อนไหวทางการเมือง ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกัน แฟนบอลและสปอนเซอร์ทั่วโลกก็ทุ่มความสนใจไปที่ฟุตบอลโลกหลักเป็นหลัก ทำให้ตอนนี้ทัวร์นาเมนต์ของรัสเซียยังเป็นเพียง “ไอเดียที่ทั่วโลกจับตา” มากกว่าจะเป็นการแข่งขันที่ได้ข้อสรุปแน่นอนแล้ว

สหรัฐฯ ปรับแผน!! ลดแผนสันติภาพเหลือ 19 ข้อ จาก 28 ข้อ…หวังยุติสงคราม ‘ยูเครน’ ยุโรปโล่งใจ ถอดเงื่อนไขยึดทรัพย์รัสเซีย แต่ขู่เคียฟ หากไม่รับแผนจะสั่งงดช่วยเหลือทั้งหมด

(25 พ.ย. 68) แผนยุติความขัดแย้งยูเครนของสหรัฐฯ เดิมมี 28 ข้อ แต่ล่าสุดถูกลดเหลือ 19 ข้อ หลังการพูดคุยระหว่างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และยูเครนในกรุงเจนีวา โดยยังเป็นการทำงานต่อจากร่างฉบับเดิมของสหรัฐฯ ไม่ใช่ร่างทางเลือกจากยุโรป และจำนวนข้อสุดท้ายก็ยังไม่สรุปแน่ชัด

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เผยว่า เขายังไม่เห็นข้อเสนอของยุโรป ขณะเดียวกันสื่อบลูมเบิร์กรายงานว่า ร่างล่าสุดได้ตัดข้อเสนอเรื่องนำทรัพย์สินรัสเซียที่ถูกแช่แข็งกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ไปใช้ฟื้นฟูยูเครนออกไป ทำให้หลายประเทศยุโรปรู้สึกเบาใจขึ้น เพราะเรื่องนี้เป็นประเด็นที่เห็นต่างกันมานาน

ส่วนเนื้อหาเดิมของแผนสหรัฐฯ เช่น การลดความช่วยเหลือทางทหาร การให้ภาษารัสเซียเป็นภาษาทางการในยูเครน การลดกำลังทหารยูเครน รวมถึงการยอมรับไครเมียและดอนบาสเป็นดินแดนของรัสเซีย ยังเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงต่อ ซึ่งผู้นำรัสเซียก็ส่งสัญญาณว่าแผนใหม่ของสหรัฐฯ อาจนำไปสู่การเจรจาปิดฉากสงครามได้

อย่างไรก็ตาม จากรายงานข่าวเปิดเผยว่า สหรัฐฯ ขู่ยูเครนหากไม่ยอมรับแผนนี้ อาจถูกตัดความช่วยเหลือทั้งหมด ตั้งแต่ระบบป้องกันทางอากาศ ไปจนถึงการแชร์ข่าวกรองและการสนับสนุนทางทหารอื่น ๆ ทำให้ความกดดันต่อรัฐบาลเคียฟเพิ่มขึ้นท่ามกลางการเจรจาที่กำลังเข้มข้น

ชาวผู้ดีแห่ย้ายไปรัสเซีย “ค่านิยมร่วม” Common Values Visa หวังย้ายปักหลักเริ่มชีวิตใหม่ในรัสเซีย หลังเบื่อการเมือง-วัฒนธรรมในประเทศตัวเอง โอดภาษีสูง เงินไหลช่วยยูเครนเกินรับไหว

(26 พ.ย. 68) มีรายงานว่าชาวอังกฤษจำนวนหลายร้อยคนกำลังยื่นขอ “วีซ่าค่านิยมร่วม” (Common Values Visa) เพื่อย้ายไปพำนักในรัสเซีย โดยให้เหตุผลว่ารู้สึกเบื่อหน่ายกับนโยบายรัฐบาลอังกฤษ ภาษีที่สูงขึ้นต่อเนื่อง และบรรยากาศทางการเมือง–วัฒนธรรมในประเทศที่ถูกมองว่า “โว้กเกินไป” (Woke) หรือให้ความสำคัญกับประเด็นอัตลักษณ์ทางสังคม เชื้อชาติ และเพศอย่างสุดโต่ง

ฟิลิป ฮัทชินสัน (Philip Hutchinson) ตัวแทนบริษัท Moscow Connect ซึ่งช่วยดูแลการย้ายถิ่นให้ชาวต่างชาติ เปิดเผยว่าขณะนี้มีชาวอังกฤษส่งคำถามและใบสมัครย้ายไปอยู่รัสเซียสัปดาห์ละราว 50-80 ราย พร้อมระบุว่าหลายคนไม่พอใจที่เงินภาษีที่จ่ายเพิ่มขึ้นถูกนำไปสนับสนุนยูเครน ขณะที่ชาวอังกฤษรายหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า “ผมรักรัสเซีย ที่นั่นไม่มีอาชญากรรม ถนนหนทางสะอาด และเป็นประเทศที่เจริญ”

โดยก่อนหน้านี้รัสเซียได้ออกกฎเปิดทางให้ชาวต่างชาติที่รู้สึก “ไม่สอดคล้องกับนโยบายประเทศตัวเอง” สามารถขอวีซ่าและใบพำนักชั่วคราวได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องสอบภาษา เพียงยื่นคำชี้แจงเหตุผลต่อสถานทูตรัสเซีย แนวโน้มนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในอังกฤษ แต่ยังพบคนจากชาติตะวันตกอื่น ๆ ยื่นขอเข้าร่วมโครงการนี้รวมแล้วกว่า 2,200 คน เช่น กรณีเชฟชาวเยอรมันที่พาครอบครัวย้ายไปอยู่แคว้นวลาดิมีร์ของรัสเซีย เพราะไม่เห็นด้วยกับ “ค่านิยมยุโรปยุคใหม่”
 

แผนสันติภาพยูเครน 28 ข้อ อาจนำสู่หยุดยิงชั่วคราว แต่ยังไม่ตอบโจทย์สันติภาพยั่งยืน แม้ สหรัฐฯ ผลักดันให้เจรจาหยุดยิง  แต่ยูเครน-รัสเซียยังขัดแย้งอธิปไตยและดินแดน

สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2022 ได้กลายเป็นความขัดแย้งทางทหารและการเมืองที่ส่งผลต่อความมั่นคงของยุโรปและระเบียบโลกแม้ยูเครนจะได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐและยุโรปในการป้องกันการรุกราน แต่สถานการณ์ทางยุทธศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รวมถึงความเสื่อมถอยของศักยภาพทางทหาร เศรษฐกิจ และแรงสนับสนุนจากบางประเทศ ทำให้นานาชาติหันมาให้ความสนใจต่อแนวทางการยุติสงครามเพิ่มมากขึ้น ในช่วงปลายปี 2025 สื่อชั้นนำหลายแห่งเช่น Axios, Al Jazeera, Sky News, และ The Guardian รายงานว่ามีเอกสาร “แผนสันติภาพยูเครน 28 ข้อ” ซึ่งฝ่ายสหรัฐจัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นกรอบเจรจาระหว่างรัสเซียและยูเครน โดยมีเป้าหมายเพื่อเริ่มการหยุดยิงและสร้างเสถียรภาพด้านความมั่นคงในภูมิภาค 

แม้เอกสารดังกล่าวไม่ใช่ข้อตกลงทางการ แต่ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่าฝ่ายสหรัฐฯ ต้องการผลักดันแนวทางการจัดการความขัดแย้งมากกว่าการทำสงครามยืดเยื้อ โดยแผน 28 ข้อนี้ถูกร่างขึ้นโดยตัวแทนของสตีฟ วิทคอฟ (Steve Witkoff) ตัวแทนอำนาจของโดนัลด์ ทรัมป์ร่วมกับตัวแทนจากรัสเซีย คือ คิริล ดมิทรีเยฟ (Kirill Dmitriev) หัวกองทุนความมั่งคั่งของรัฐรัสเซียและผู้ที่ได้รับมอบหมายในทางการทูต) หลังการประชุมระดับสูงระหว่างสหรัฐฯ-รัสเซียที่อะแลสกาในช่วงกลางปี 2025 เบื้องต้นรัฐบาลยูเครนยอมรับว่าได้เห็นเอกสารฉบับนี้แล้วแต่มีรายงานว่าฝ่ายยูเครนเสนอให้ปรับแก้หลายข้อ ในขณะที่รัฐบาลรัสเซียตอบสนองเชิงบวกว่า “สามารถนำไปพิจารณาได้” แต่ไม่ผูกพันกับข้อเสนอใด ๆ 

อย่างไรก็ตาม แผน 28 ข้อถูกตั้งคำถามอย่างกว้างขวางในเรื่องความเป็นไปได้ เนื่องจากข้อเสนอหลายข้อขัดแย้งกับผลประโยชน์หลักของทั้งยูเครนและรัสเซีย โดยเฉพาะประเด็นอธิปไตยเหนือดินแดนที่ยังเป็นหัวใจสำคัญของข้อพิพาท การจัดทำประชามติในพื้นที่ยึดครอง การจำกัดอาวุธโจมตี และรูปแบบหลักประกันความมั่นคงที่อาจไม่เทียบเท่าการเข้าเป็นสมาชิก NATO ทำให้แผนดังกล่าวถูกมองว่าเป็น “จุดเริ่มต้นของการเจรจา” มากกว่าจะเป็นคำตอบสุดท้ายของสันติภาพ บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ สรุปเนื้อหาสาระที่สำคัญ และประเมินความเป็นไปได้ของแผนสันติภาพนี้ โดยพิจารณาทั้งมุมมองของยูเครน รัสเซีย และสหรัฐ เพื่อให้เห็นภาพว่าแผนดังกล่าวสะท้อนทิศทางการทูตในอนาคตของความขัดแย้งครั้งนี้อย่างไร และมีศักยภาพเพียงใดในการนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนในอนาคต

ตามข้อมูลที่เปิดเผยในสื่อแผนสันติภาพยูเครนจำนวน 28 ข้อ มีรายละเอียดดังนี้
1) “อธิปไตยของยูเครน” จะต้องได้รับการค้ำประกันอย่างเป็นทางการ

2) จะมีการลงนามข้อตกลงไม่รุกรานระหว่างรัสเซีย-ยูเครน-ยุโรปเพื่อแก้ไขปัญหาความคลุมเครือทั้งหมดตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา

3) รัสเซียจะไม่รุกรานประเทศเพื่อนบ้านและนาโตจะหยุดการขยายสมาชิก 

4) สหรัฐฯจะเป็นคนกลางในการเจรจาระหว่างรัสเซีย - นาโต เพื่อแก้ปัญหาความมั่นคงพยายามลดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

5) ยูเครนได้รับ “หลักประกันความมั่นคง” จากฝ่ายที่เกี่ยวข้องและเชื่อถือได้

6) จำกัดให้กองทัพยูเครนมีขนาดไม่เกิน 600,000 นาย

7) ยูเครนต้องแก้รัฐธรรมนูญให้ “ไม่เข้าร่วม นาโต” และ นาโต ต้องแก้ข้อบังคับไม่รับยูเครนในอนาคต

8) นาโตห้ามตั้งฐานทหารหรือส่งกำลังทหารไปประจำในยูเครน

9) มีการนำเครื่องบินรบยุโรปไปประจำที่โปแลนด์ (เพื่อช่วยป้องกันในภูมิภาค)

10) สหรัฐฯ ให้ “การประกัน” (guarantee) ด้านความมั่นคงแก่ยูเครนตามเงื่อนไขบางอย่าง เช่น สหรัฐฯจะได้ค่าตอบแทนสำหรับหลักประกัน หากยูเครนรุกรานรัสเซียก่อนการประกันข้างต้นจะถูกยกเลิก หากรัสเซียรุกรานยูเครนจะมีการตอบโต้ทางทหารร่วมกันและกลับมาคว่ำบาตรรัสเซีย หากยูเครนยิงขีปนาวุธใส่มอสโกหรือเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กโดยไร้เหตุผลการรับประกันจะถูกยกเลิกทันที

11) ยูเครนยังมีสิทธิสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) และได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าในช่วงรอพิจารณา

12) มีแพ็กเกจขนาดใหญ่เพื่อฟื้นฟูยูเครน เช่น ตั้ง “กองทุนพัฒนา (Ukraine Development Fund)” เพื่อลงทุนในอุตสาหกรรมเติบโต เช่น เทคโนโลยี, ข้อมูล, โครงสร้างพื้นฐาน, สาธารณูปโภค, แหล่งพลังงาน ฯลฯ

13) รัสเซียจะได้รับการ “กลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจโลก” โดยยกเลิกคว่ำบาตร บางจำกัด และอาจกลับเข้าสู่กลุ่มประเทศอุตสาหกรรม (G8) รวมถึงการมีข้อตกลงความร่วมมือด้านพลังงาน ทรัพยากรธรณี เหมืองแร่ และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ กับสหรัฐฯ/พันธมิตร

14) ทรัพย์สินของรัสเซียที่ถูกอายัดจะถูกนำมาใช้ โดย US-led โครงการลงทุน/ฟื้นฟูยูเครนโดยยุโรปเพิ่มเงินในส่วนนี้เพื่อการฟื้นฟูยูเครน  บางส่วนอาจถูกใช้ในโครงการร่วม US-Russiaโดยผลกำไรบางส่วนจะตกเป็นของสหรัฐตามเงื่อนไข “ค่าตอบแทน/ผลประโยชน์” สำหรับการให้ความคุ้มครองความมั่นคง

15) ตั้งกลุ่มทำงานร่วมสหรัฐ-รัสเซีย เพื่อดูแลให้ทุกข้อผูกพันในข้อตกลงถูกปฏิบัติจริง

16) รัสเซียจะตรากฎหมายยืนยันนโยบาย “ไม่รุกราน” ต่อยุโรปและยูเครน

17) สหรัฐฯ และรัสเซียตกลงขยายความคุ้มครองสนธิสัญญาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ / ไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ รวมถึงสนธิสัญญา START

18) ยูเครนยอมรับสถานะ “ไม่เป็นรัฐนิวเคลียร์” (non-nuclear state) ภายใต้สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT)

19) โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Zaporizhzhia Nuclear Power Plant จะกลับมาเดินเครื่องภายใต้การควบคุมของ IAEA และไฟฟ้าที่ผลิตได้จะถูกแบ่งระหว่างรัสเซียและยูเครน 50:50

20) ทั้งสองประเทศจะต้องมีโครงการส่งเสริม “ความเข้าใจและความอดทนทางวัฒนธรรม” ระหว่างกัน กำจัดการเลือกปฏิบัติ, รับรองสิทธิของชนกลุ่มน้อย, ประกันเสรีภาพสื่อและการศึกษา; ยุติการกีดกันทางภาษา หรือศาสนา รวมถึงยอมรับภาษา/ศาสนาในรูปแบบที่หลากหลาย

21) ข้อตกลงเรื่องดินแดน

-Crimea, Donetsk Oblast และ Luhansk Oblast จะได้รับการรับรองว่าเป็นของรัสเซีย (de facto Russian territory) โดยสหรัฐฯให้การรับรอง 

-ส่วน Kherson Oblast และ Zaporizhzhia Oblast จะอยู่ใน สถานการณ์ถูก “แช่แข็ง” (frozen along current lines of contact) (freeze current frontlines) โดยยอมรับเส้นเขตการควบคุมปัจจุบันเป็นเส้นอาณาเขตชั่วคราว/ถาวรตามข้อตกลง 

-กองทัพยูเครนจะถอนกำลังออกจากพื้นที่ของ Donetsk ที่ยังควบคุมอยู่ และพื้นที่นั้นจะกลายเป็น “demilitarized neutral buffer zone” โดยถือเป็นของรัสเซียอย่างเป็นทางการ และกองทัพรัสเซียไม่ส่งทหารเข้าไปในพื้นที่นี้ 

22) ทั้งรัสเซียและยูเครนต้องยอมรับว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงเขตแดนโดยใช้กำลังในอนาคต

23) รัสเซียต้องไม่ขัดขวางสิทธิของยูเครนในการใช้แม่น้ำ Dnipro River เพื่อกิจกรรมทางพาณิชย์ และต้องยอมให้การขนส่งผลผลิต (เช่น ธัญพืช) ผ่านทะเลดำ (Black Sea) เป็นไปอย่างเสรี

24) ตั้ง “คณะกรรมการด้านมนุษยธรรม (Humanitarian committee)” เพื่อแก้ปัญหาเรื่องเชลย สลับตัว, คืนศพ, รวมครอบครัว, ส่งคืนผู้ถูกจับ, รวมถึงดูแลเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสงคราม (พลเรือน, เด็ก, ครอบครัว), การฟื้นฟูด้านมนุษยธรรมทั้งในพื้นที่การสู้รบและพื้นที่พักพิงและลี้ภัย

25) ยูเครนต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ภายใน 100 วัน หลังการลงนามข้อตกลง

26) ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งจะได้รับ “นิรโทษกรรมเต็มรูปแบบ”สำหรับการกระทำในช่วงสงคราม และทุกฝ่ายยอมสละสิทธิในการฟ้องร้องในอนาคต

27) ข้อตกลงจะมีผลผูกพันทางกฎหมาย และจะมีสภาสันติภาพภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้กำกับ พร้อมบทลงโทษถ้าฝ่ายใดละเมิดสัญญา

28) เมื่อทุกฝ่ายลงนาม การ“หยุดยิง (ceasefire)” จะเริ่มทันที หลังทั้งสองฝ่ายถอนกำลังไปยังจุดที่ตกลงไว้ เพื่อเริ่มปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเต็มรูปแบบ

ชาติตะวันตกขวางดีล ไม่ให้ ‘รัสเซีย’ กับ ‘สหรัฐฯ’ บรรลุแผนสันติภาพ ‘ยูเครน’ หลังแสดงตัวชัดว่าเป็นปรปักษ์ พยายามสกัดทุกขั้นตอนเจรจา

(27 พ.ย. 68) เซอร์เกย์ รยับคอฟ (Sergey Ryabkov) รองรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวสปุตนิกว่า ขณะนี้มี “หลายประเทศในยุโรปตะวันตก” เคลื่อนไหวอย่างหนักเพื่อขัดขวางไม่ให้รัสเซียกับสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงเรื่องยูเครน โดยมองว่าชาติเหล่านี้แสดงตัวชัดเจนว่าเป็น “คู่แข่งหลักของแนวทางเจรจา” และพยายามสกัดความคืบหน้าในทุกขั้นตอน

รยับคอฟระบุว่า รัสเซียพร้อมเปิดโต๊ะพูดคุยกับสหรัฐฯ ต่อไปในประเด็นยูเครน แต่ต้องอยู่บนพื้นฐาน “ความเข้าใจร่วมกัน” ที่ได้จากการประชุมซัมมิต “ปูติน-ทรัมป์” ที่เมืองแองเคอเรจ รัฐอะแลสกา พร้อมย้ำว่า มอสโกจะไม่ยอมให้สัมปทานในประเด็นหลักที่เกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย โดยเห็นว่าแนวทางที่ตกลงกันไว้ที่แองเคอเรจนั้นเป็น “ชุดทางออกแบบประนีประนอม” อยู่แล้ว

อย่างไรก็ดี รัฐบาลรัสเซียไม่ประสงค์เปิดรายละเอียดแผนสันติภาพยูเครนที่เสนอโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อสาธารณะ โดยรยับคอฟบอกเพียงว่า ต้องให้เวลาเกี่ยวกับกระบวนการเจรจา และรัสเซียจะ “ทำงานกับสิ่งที่มีอยู่บนโต๊ะ” ต่อไป หากสหรัฐฯ แสดงท่าทีพร้อมอย่างเป็นทางการ รัสเซียก็พร้อมตอบรับกลับทันที

รองรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียยังชี้ว่า ความสัมพันธ์รัสเซีย-สหรัฐฯ อยู่ใน “ช่วงเริ่มต้นของการกลับสู่ภาวะปกติ” และยังไม่มีอะไรรับประกันว่าจะสำเร็จ โดยในวาระทวิภาคียังมีหลายเรื่องค้างคา ทั้งเรื่องการบินระหว่างสองประเทศ และทรัพย์สินทางการทูตของรัสเซียในสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังเตือนว่าหากวอชิงตันไม่รับข้อเสนอของมอสโกในกรอบข้อตกลงนิวสตาร์ตฉบับใหม่ และเดินหน้าสร้างศักยภาพอาวุธเพิ่ม สถานการณ์ยุทธศาสตร์โลกจะยิ่งตึงเครียดและคาดเดาได้ยากขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top