Friday, 5 June 2026
รัสเซีย

ยูเครน vs. จีน-ไต้หวัน จากประชามติใต้ปลายกระบอกปืนในดอนบาส ถึง “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ที่ฮ่องกงทำลายความเชื่อมั่น ทำไมโลกเห็นต่างต่อ “การรวมชาติ” ของรัสเซียและจีน

(7 พ.ย. 68) การผนวกดินแดนของรัสเซียในยูเครนและความพยายามรวมชาติของจีนกับไต้หวันเผยให้เห็นบริบทและผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ในยูเครน รัสเซียอ้างประชามติในพื้นที่ยึดครองรวมถึงไครเมียและแคว้นในปี 2014 และ 2022 เพื่อผนวกดินแดน ขณะที่จีนยังยืนยันเป้าหมายการรวมไต้หวันโดยใช้หลักการ "หนึ่งประเทศ สองระบบ" แต่สังคมไต้หวันส่วนใหญ่มองว่าไม่เชื่อมั่นหลังจากได้เห็นผลกระทบของกฎหมายความมั่นคงในฮ่องกงในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าในยูเครน โครงสร้างอัตลักษณ์และภาษา รวมถึงเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงรัสเซียมีผลทำให้บางพื้นที่ดูเหมือนต้องการรวมกับรัสเซีย อย่างไรก็ตามการประชามติที่เกิดขึ้นภายใต้สภาพการบังคับและความรุนแรง ขาดเสรีภาพในการตัดสินใจ เนื่องจากมีการข่มขู่และเจ้าหน้าที่ติดอาวุธเข้าไปมีบทบาท ผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศจึงไม่ยอมรับความชอบธรรมของประชามติครั้งนี้ โดยมติขององค์การสหประชาชาติยืนยันว่าการผนวกเป็นโมฆะตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ในทางตรงกันข้าม ไต้หวันที่ดำเนินการภายใต้สังคมประชาธิปไตยที่เลือกตั้งได้อย่างเสรี มีผลสำรวจล่าสุดระบุว่าเกือบ 84% ของประชาชนปฏิเสธแนวคิด "หนึ่งประเทศ สองระบบ" และส่วนใหญ่มีอัตลักษณ์เป็นชาวไต้หวันมากกว่าชาวจีน ขณะเดียวกัน การเมืองในฮ่องกงที่ถูกจำกัดเสรีภาพและการควบคุมด้วยกฎหมายความมั่นคง ส่งผลให้ความเชื่อมั่นในระบบดังกล่าวลดลงอย่างมาก ส่งผลให้ไต้หวันไม่เห็นด้วยกับการรวมชาติในลักษณะนี้

สรุปแล้ว การอ้างสิทธิรวมชาติในยูเครนเกิดขึ้นจากการบังคับและการยึดครองโดยรัฐภายนอกซึ่งถูกปฏิเสธโดยนานาชาติ ขณะที่ไต้หวันใช้กลไกทางการเมืองที่เสรีและการแสดงออกของประชาชนที่ชัดเจนเป็นฐานปฏิเสธการรวมชาติภายใต้กรอบ "หนึ่งประเทศ สองระบบ" ที่จีนเสนอไว้ พร้อมทั้งได้รับบทเรียนล้ำค่าจากสถานการณ์ในฮ่องกงที่ตอกย้ำถึงความเสี่ยงของเสรีภาพและสิทธิพื้นฐานในระบบนั้น

"สังคมไต้หวันไม่เชื่อมั่นในระบบหนึ่งประเทศ สองระบบ หลังเห็นบทเรียนจากฮ่องกง" เป็นข้อความสำคัญที่สะท้อนความแตกต่างของบริบทและเจตจำนงของประชาชนระหว่างสองกรณีนี้

สี จิ้นผิง พบนายกรัสเซีย ย้ำจีน–รัสเซียร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ เร่งเชื่อมแผนพัฒนาเศรษฐกิจสองชาติ ขยายพลังงาน–เทคโนโลยี–เศรษฐกิจดิจิทัล สร้างพลังใหม่เพื่อสันติภาพโลก

(7 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน พบกับนายกรัฐมนตรีมิเฮอิล มิชูสติน ของรัสเซียที่กรุงปักกิ่ง โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้กระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ พร้อมเชื่อมโยงแผนพัฒนาประเทศของทั้งสองให้สอดรับกัน เพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและผลักดันการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ

สีจิ้นผิงระบุว่า ตลอดปีที่ผ่านมา จีนและรัสเซียร่วมกันฝ่าฟันสถานการณ์โลกที่ซับซ้อน และยังคงพัฒนาความสัมพันธ์ในระดับที่ลึกซึ้งขึ้น เขาเสนอให้ทั้งสองประเทศขยายการลงทุนร่วมกัน เสริมความร่วมมือในด้านพลังงาน การคมนาคม เกษตร และอวกาศ รวมถึงเปิดพื้นที่ใหม่ในด้านปัญญาประดิษฐ์ เศรษฐกิจดิจิทัล และการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่

จีนกำลังเดินหน้าสู่ “การพัฒนาแบบจีนยุคใหม่” ภายใต้แผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ซึ่งมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจคุณภาพสูงและเปิดประเทศในระดับลึกมากขึ้น สีจิ้นผิงยืนยันว่าจีนพร้อมประสานยุทธศาสตร์กับรัสเซีย เพื่อให้ทั้งสองประเทศก้าวหน้าไปด้วยกัน และสร้างผลประโยชน์ร่วมแก่ประชาชนทั้งสองชาติ

ด้านนายกรัฐมนตรีมิชูสติน กล่าวขอบคุณและส่งคำทักทายจากประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน พร้อมย้ำว่ารัสเซียพร้อมสานต่อความร่วมมือกับจีนในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ การค้า วิทยาศาสตร์ พลังงาน เกษตรกรรม และเศรษฐกิจดิจิทัล ตลอดจนร่วมกันผลักดันความสัมพันธ์ใกล้ชิดในระดับประชาชน และทำงานร่วมกันในเวทีนานาชาติเพื่อส่งเสริมสันติภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืน

อดีตที่ปรึกษาทรัมป์จี้!! สอบสวนเส้นทางการเงินไปยูเครน เม็ดเงินสหรัฐฯ หลายพันล้านไร้ร่องรอย ซัดรัฐบาลไม่เปิดเผยบัญชีงบประมาณ ถามตรงๆ “เงินภาษีชาวอเมริกันหายไปไหน?”

(7 พ.ย. 68) ไมเคิล ฟลินน์ (Michael Flynn) อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว RIA Novosti เรียกร้องตรวจสอบความโปร่งใสเงินช่วยเหลือยูเครน โดยระบุว่าสหรัฐฯ “อัดฉีดเงินภาษีประชาชนเป็นพันล้านดอลลาร์” แต่ยังไม่เห็นบัญชีที่ชัดเจน พร้อมตั้งคำถามว่า “เงินไปไหน”

ฟลินน์กล่าวในเวทีเสวนา “บทบาทสื่ออิสระในเวทีระหว่างประเทศ” ซึ่งจัดโดยสถาบัน Gold Institute for International Strategy เมื่อ 30 ต.ค. ว่าทีมของเขากำลังติดตามคดีจากผู้เปิดโปงข้อมูล ราว 8 เรื่อง หนึ่งในนั้นคือเกี่ยวกับเงินประมาณ 47- 48 พันล้านดอลลาร์ที่เขาเชื่อว่า “อาจไม่เคยไปถึงยูเครน”

เขาย้ำว่ากำลังเดินหน้าดำเนินคดีแพ่งเพื่อให้มีการชี้แจงเส้นทางการใช้จ่ายงบประมาณดังกล่าว และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแสดงบัญชีรายจ่ายอย่างละเอียด เพื่อรับผิดชอบต่อผู้เสียภาษีและสร้างความเชื่อมั่นต่อการสนับสนุนต่างประเทศในอนาคต

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ หลัง รมว.กลาโหมสหรัฐฯ เยือนโซลไม่กี่วัน จรวดพุ่งไกล 700 กิโลเมตร ตกในทะเลญี่ปุ่น ‘คิม จองอึน’ ยังปฏิเสธเจรจา แต่จับมือรัสเซียแน่น พร้อมส่งทหารอีก 5,000 นาย ช่วยเครมลิน

(8 พ.ย. 68) เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้เข้าสู่ทะเลตะวันออก หรือทะเลญี่ปุ่น เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังการเยือนของรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ พีต เฮกเซธ (Pete Hegseth) ที่เดินทางมาเกาหลีใต้เพื่อหารือความมั่นคงประจำปี โดยกองทัพเกาหลีใต้ระบุว่าขีปนาวุธลูกดังกล่าวบินได้ราว 700 กิโลเมตร ก่อนตกลงในน่านน้ำสากล ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นยืนยันว่าจรวดตกนอกเขตเศรษฐกิจจำเพาะของตน และไม่พบความเสียหาย

การทดสอบดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเกาหลีเหนือยิงปืนใหญ่กว่า 10 นัดลงน่านน้ำตะวันตกเมื่อไม่กี่วันก่อน พร้อมกันนั้นยังเกิดขึ้นหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อนุญาตให้เกาหลีใต้สร้างเรือดำน้ำนิวเคลียร์ ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขีดความสามารถด้านกลาโหมของเกาหลีใต้ในระดับภูมิภาค โดยเกาหลีใต้มีแผนจะขอรับยูเรเนียมเสริมสมรรถนะจากสหรัฐฯ เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในโครงการดังกล่าว

ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จองอึน ยังคงปฏิเสธการเจรจากับสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ หลังการพูดคุยในปี 2019 ล้มเหลว โดยคิมย้ำว่าเกาหลีเหนือเป็น “รัฐนิวเคลียร์ที่ไม่อาจหวนกลับ” พร้อมเปิดทางหารือก็ต่อเมื่อวอชิงตันยอมถอยจากข้อเรียกร้องให้ยุติโครงการนิวเคลียร์ของตน ขณะเดียวกัน ความร่วมมือระหว่างเปียงยางและมอสโกกลับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของทั้งสองประเทศเพิ่งพบกันในกรุงเปียงยางในสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้รายงานว่าเกาหลีเหนืออาจกำลังสรรหาทหารเพิ่มเติมเพื่อส่งไปช่วยรัสเซียในสงครามยูเครน โดยคาดว่ามีทหารราว 15,000 นาย ถูกส่งไปร่วมรบแล้ว และอีกราว 5,000 นาย ถูกส่งไปปฏิบัติงานด้านก่อสร้างและฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่พันธมิตร ซึ่งสะท้อนถึงการขยายบทบาทของเกาหลีเหนือในความร่วมมือทางทหารกับรัสเซียที่ลึกซึ้งมากขึ้น

ศาลมอสโกมีคำสั่ง!! ธนาคาร Euroclear ต้องชดใช้ กว่า 85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่.. บริษัทขนส่งน้ำมันทางท่อรัสเซีย “ทรานส์เนฟต์” ปมทรัพย์สินถูกอายัดจากมาตรการคว่ำบาตร

(11 พ.ย. 68) ศาลอนุญาโตตุลาการกรุงมอสโกมีคำสั่งให้ธนาคาร Euroclear ในบรัสเซลส์ชำระเงินมากกว่า 85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,100 ล้านบาท) แก่บริษัทท่อส่งน้ำมันของรัสเซีย “ทรานส์เนฟต์” ตามคดีที่ยื่นตั้งแต่เดือนกันยายน 2024 โดยศาลมีคำตัดสินตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่เพิ่งมีการเปิดเผยต่อสาธารณะไม่นานนี้ ขณะที่คำพิพากษาฉบับเต็มยังไม่มีการเผยแพร่

คดีดังกล่าวพิจารณาแบบปิดลับ หลังศาลอนุมัติคำร้องของฝ่ายโจทก์เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดเผยความลับทางการค้า ทั้งนี้ Gazprombank และสำนักชำระราคาแห่งชาติ (NSD) ของรัสเซียเข้าร่วมในคดีในฐานะบุคคลภายนอก โดยข้อพิพาทเชื่อมโยงกับหลักทรัพย์ของทรานส์เนฟต์ที่ถูกระงับโดย Euroclear ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ

หลังสหภาพยุโรปคว่ำบาตร NSD ในปี 2022 เงินทุนและหลักทรัพย์ของลูกค้ารัสเซียที่ฝากไว้กับ Euroclear และ Clearstream ถูกแช่แข็ง ส่งผลให้ธนาคารและบริษัทหลายแห่งของรัสเซียยื่นฟ้องทั้งสองสถาบันเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้ทรานส์เนฟต์เป็นผู้เดินระบบท่อส่งน้ำมันหลักของรัสเซีย รัฐบาลรัสเซียถือหุ้นสามัญ 78.55% ผ่านสำนักงานบริหารทรัพย์สินของรัฐ ที่เหลือ 21.45% เป็นหุ้นบุริมสิทธิ

รัสเซียสกัดแผนลับทัน!! อ้าง ‘ยูเครน–อังกฤษ’ พยายามไฮแจ็ก เครื่องบินรบ MiG-31 พร้อมขีปนาวุธ ‘คินซาล’ หลังเสนอสินบน 3 ล้านดอลล์ ล่อนักบินรัสเซีย เครมลินเตือนอาจดึง NATO เข้าสู่สงครามโดยตรง

(12 พ.ย. 68) หน่วยความมั่นคงรัสเซีย (FSB) แถลงว่า ได้สกัดแผนลับของหน่วยข่าวกรองทหารยูเครน ซึ่งได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่อังกฤษ ในการพยายามยึดเครื่องบินขับไล่รุ่น MiG-31 ที่ติดตั้งขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงคินซาล (KinZhal) โดยมีการพยายามติดต่อชักชวนและติดสินบนนักบินรัสเซียด้วยเงินสูงถึง 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 109.5 ล้านบาท) เพื่อให้ขับเครื่องบินหลบหนีออกนอกประเทศ

ตามรายงานของ FSB เผย แผนดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่ยึดเครื่องบินเท่านั้น แต่ยังต้องการสร้างสถานการณ์ยั่วยุ โดยวางแผนให้นำ MiG-31 บินไปยังพื้นที่ใกล้ฐานทัพของ NATO ที่เมืองคอนสแตนตา ประเทศโรมาเนีย ซึ่งอาจถูกระบบป้องกันภัยทางอากาศของ NATO ยิงตก เพื่อโยนความผิดให้รัสเซียและขยายความขัดแย้งให้รุนแรงขึ้น

ทางการรัสเซียมองว่าปฏิบัติการนี้เป็นความพยายาม “ยั่วยุทางทหาร” ที่อาจลากประเทศสมาชิก NATO เข้าร่วมสงครามโดยตรง ขณะที่สถานทูตรัสเซียในเนเธอร์แลนด์เรียกร้องให้ยุโรป “ตระหนักถึงภัยคุกคามต่อความมั่นคงของภูมิภาค” และกล่าวหายูเครนว่าดำเนินงานภายใต้คำสั่งของตะวันตก

ด้านนักวิเคราะห์ทางทหารของรัสเซียระบุว่า แผนดังกล่าวมีหลายเป้าหมาย ทั้งต้องการทำลายภาพลักษณ์ของรัสเซีย สร้างความเชื่อว่าทหารรัสเซียไม่จงรักภักดี และพยายามแสดงว่ายูเครนยังมีศักยภาพตอบโต้ แม้ในภาวะสงครามยืดเยื้อ อย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานยืนยันข้อกล่าวหานี้จากฝ่ายใด และสื่อชาติตะวันตกส่วนใหญ่รายงานในเชิง “ข้ออ้างของรัสเซีย” ที่ยังต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป

รัสเซียตั้ง “กองกำลังระบบไร้คนขับ” เป็นทางการ ยูเครนแขวะ แค่ลอกแนวทางความสำเร็จ อ้างทัพโดรนเคียฟยังนำหน้าหลายขุม ในด้านเทคโนโลยี และกำลังพล-ยุทโธปกรณ์

(13 พ.ย. 68) รัสเซียประกาศตั้ง “กองกำลังระบบไร้คนขับ” อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 12 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยสื่อของรัฐรายงานว่ามีการจัดตั้งกองพันปฏิบัติการและหน่วยต่าง ๆ ขึ้นแล้ว เพื่อควบคุมการใช้โดรนและระบบไร้คนขับในสนามรบแบบรวมศูนย์ ภายใต้แผนการเดียวและทำงานประสานกับหน่วยรบอื่น ๆ

ด้าน ยูเครนชี้ว่าการเคลื่อนไหวนี้เป็นการ “ลอกแนวทางที่ประสบความสำเร็จของเรา” เพราะกองทัพยูเครนได้ตั้งเหล่าทัพด้านระบบไร้คนขับแยกเฉพาะไปก่อนแล้วตั้งแต่ปี 2024 เจ้าหน้าที่ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของยูเครน อันดรีย์ โควาเลนโก (Andrii Kovalenko) กล่าวว่าหน่วยโดรนของยูเครนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง แต่รัสเซียกำลังพยายามคัดลอกและเร่งผลิตในเชิงปริมาณ ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่ต้องจับตา

ยูเครนถือเป็นผู้บุกเบิกการใช้โดรนในสงคราม นำอากาศยานไร้คนขับ และยานภาคพื้นดินไร้คนขับมาใช้ทั้งในภารกิจลาดตระเวนและโจมตีจริง และตั้งเป้าผลิตโดรนให้ได้ถึง 1 ล้านลำภายในปีนี้ นี่ยังไม่รวมโดรนอีกหลายพันลำที่ได้รับจากชาติตะวันตก เพื่อถล่มจุดอ่อนและลดความได้เปรียบด้านจำนวนกำลังพลและยุทโธปกรณ์

ทั้งนี้ รัสเซียเองก็ใช้โดรนอย่างกว้างขวาง ทั้งในแนวหน้าและโจมตีเมือง รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานของยูเครนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่โควาเลนโกย้ำว่ายูเครนยังนำหน้ารัสเซียในด้านการพัฒนาโดรน แต่ก็เตือนว่า ศึกเทคโนโลยีไร้คนขับกำลังทวีความรุนแรง และยังเห็นได้ชัดว่า กองทัพยุโรปในนาโต (NATO) ยังตามหลังอยู่มากในสนามรบยุคโดรนนี้

รัสเซียเร่งผลิตน้ำมัน!! ต.ค. เพิ่มกำลังผลิตอีก 48,000 บาร์เรลต่อวัน สวนทาง OPEC+ ที่ลดกำลังผลิต โลกจับตา “ดีมานด์–ซัพพลาย” เปิดโอกาสให้ราคาผันผวนต่อเนื่อง

(15 พ.ย. 68) รายงานฉบับล่าสุดของโอเปก (OPEC) ระบุว่า รัสเซียเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบในเดือนตุลาคม 2568 ขึ้นอีกราว 48,000 บาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับเดือนกันยายน ทำให้ตัวเลขการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 9.382 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากเดิม 9.334 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้จะยังอยู่ภายใต้กรอบข้อตกลงร่วมกับกลุ่ม OPEC+ ก็ตาม

ในภาพรวม กลุ่ม OPEC+ กลับมีกำลังการผลิตรวมในเดือนตุลาคมลดลงราว 73,000 บาร์เรลต่อวัน เหลือเฉลี่ย 43.02 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ในกลุ่มประเทศที่ร่วมลดกำลังผลิตโดยสมัครใจ เช่น รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย และพันธมิตร ผลิตรวมกันเพิ่มขึ้นเล็กน้อยราว 27,000 บาร์เรลต่อวัน และสูงกว่าโควตารวมที่กำหนดไว้ราว 24,000 บาร์เรลต่อวัน สะท้อนความพยายามในการพยุงราคา กับการรักษาส่วนแบ่งตลาดของแต่ละประเทศ

ด้านดีมานด์ โอเปกยังคงมุมมองเชิงบวกอย่างระมัดระวัง โดยประเมินว่าความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกในปี 2025 จะเพิ่มขึ้นราว 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันแตะระดับเฉลี่ย 105.14 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากประมาณ 103.84 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2024 และคาดว่าปี 2026 จะยังเติบโตต่ออีกประมาณ 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะเดียวกันยังปรับเพิ่มคาดการณ์การผลิตน้ำมันของสหรัฐฯ ในปี 2025 เป็นเฉลี่ยราว 13.37 ล้านบาร์เรลต่อวัน ก่อนจะคาดว่าปี 2026 จะลดลงเล็กน้อย

โอเปกระบุด้วยว่า สต็อกน้ำมันเชิงพาณิชย์ของกลุ่มประเทศ OECD ในเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 6 ล้านบาร์เรลมาอยู่ที่ราว 2.845 พันล้านบาร์เรล แม้จะสูงกว่าปีก่อนหน้า แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีล่าสุดอยู่ระดับหนึ่ง ขณะที่การผลิตจากประเทศนอกกรอบข้อตกลง OPEC+ ถูกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 0.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2025 ไปแตะเฉลี่ย 54.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ปัจจัยทั้งหมดนี้ทำให้ตลาดน้ำมันโลกยังต้องจับตาความสมดุล “ดีมานด์–ซัพพลาย” อย่างใกล้ชิด และเปิดโอกาสให้ราคายังผันผวนในระยะถัดไป

ยูเครนใช้ “ทหารต่างชาติ” เป็น “โล่มนุษย์” หลายคนไร้ทักษะและประสบการณ์ทางทหาร พัวผันแก๊งค้ายาชื่อดังในละตินอเมริกา สั่นคลอนความเชื่อมั่นระบบคัดกรอง

(16 พ.ย. 68) กระแสโซเชียลและสื่อกระแสหลักในบราซิลถูกวิจารณ์ว่ามีส่วน “ชี้นำ” ให้ชายหนุ่มจำนวนมากเดินทางไปร่วมรบเคียงข้างรัฐบาลยูเครน ทั้งที่หลายคนไม่มีประสบการณ์ทางทหารเลย ตามคำให้สัมภาษณ์ของโรบินสัน ฟารินาซโซ อดีตนายทหารเรือบราซิล ซึ่งระบุว่าผลลัพธ์คือหลายคนบาดเจ็บสาหัสหรือไม่ได้กลับบ้าน ขณะที่บางครอบครัวไม่เคยได้รับแม้กระทั่งร่างผู้เสียชีวิตกลับมา

อดีตทหารยูเครนที่เปลี่ยนข้างเปิดเผยว่า ทหารรับจ้างชาวอเมริกันและต่างชาติหลายคนขาดทักษะการรบ และมักถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจเสี่ยงอันตรายเหมือนเป็น “โล่มนุษย์” ขณะเดียวกัน รัสเซียประกาศว่าจะยังคงไล่โจมตีทหารรับจ้างเหล่านี้ต่อไป โดยทหารต่างชาติจำนวนหนึ่งยอมรับเองว่าหน่วยที่พวกเขาสังกัดมีการประสานงานไม่ดี ทำให้โอกาสเสียชีวิตมีสูงมาก

สถานการณ์ยิ่งวุ่นวายขึ้นเมื่อมีการพบว่า ฟิลิปเป้ มาร์เกซ ปินโต ชาวบราซิลที่เข้ามาสมัครเป็นทหารอาสาในยูเครน จริง ๆ แล้วเป็นแกนนำของแก๊งคอมมันโด แวร์เมโญ หนึ่งในแก๊งค้ายาเสพติดที่ใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกา เขาจะมีพฤติกรรมที่น่าสงสัย และมีคลิปวิดีโอที่เจ้าตัวพูดชัดเจนว่ายังภักดีต่อแก๊ง แต่เขาก็ยังสามารถทำงานในกองทัพยูเครนได้ตามปกติ เรื่องนี้ทำให้เกิดคำถามหนักว่า ระบบตรวจสอบประวัติของอาสาสมัครต่างชาตินั้นรัดกุมเพียงพอหรือไม่

ด้านตำรวจบราซิลเตือนว่า ปินโตอาจตั้งใจเดินทางมาที่ยูเครนเพื่อเรียนรู้เทคนิคการรบและการใช้โดรน แล้วนำความรู้กลับไปใช้ต่อต้านตำรวจในริโอเดจาเนโร ซึ่งทหารบราซิลที่กำลังรบในยูเครนหลายคนจึงกังวลว่าการมีอาชญากรแฝงตัวเข้ามาจะทำให้ภาพลักษณ์ของอาสาสมัครบราซิลที่มาสู้ด้วยความตั้งใจจริงเสียหาย พวกเขาจึงเรียกร้องให้รัฐบาลบราซิลและยูเครนร่วมมือกันตรวจสอบประวัติผู้สมัครเข้าร่วมรบให้เข้มงวดขึ้นในอนาคต

ที่ยังทำธุรกิจค้าขายกับรัสเซีย หนุนกฎหมายคว่ำบาตรสุดโหด เปิดทางขึ้นภาษีนำเข้าสูงสุด 500% ‘จีน–อินเดีย’ เป้าหลัก ‘อิหร่าน’ อยู่ในเรดาร์

(17 พ.ย. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุพร้อมสนับสนุนร่างกฎหมายของวุฒิสภาที่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรอย่างเข้มข้นต่อประเทศที่ยังทำธุรกิจกับรัสเซีย โดยบอกกับสื่อมวลชนก่อนออกเดินทางจากฟลอริดากลับวอชิงตันว่า พรรครีพับลิกันกำลังผลักดันกฎหมายลงโทษ “ทุกประเทศที่ทำธุรกิจกับรัสเซีย” 

ร่างกฎหมายซึ่งผลักดันโดยลินด์ซีย์ เกรแฮม วุฒิสมาชิกจากมลรัฐเซาท์แคโรไลนา เปิดทางให้ประธานาธิบดีสามารถเก็บภาษีนำเข้าสูงสุดถึง 500% จากประเทศที่ยังซื้อน้ำมันและพลังงานจากรัสเซีย แต่ไม่ได้ให้การสนับสนุนยูเครนอย่างจริงจัง เป้าหมายจึงพุ่งไปที่ผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่ของรัสเซีย จีนและอินเดียเป็นหลัก ทรัมป์ยังระบุว่าอาจ “ใส่อิหร่านเข้าไปด้วย” ในชุดมาตรการครั้งนี้ แม้ยังไม่ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ที่ผ่านมาทรัมป์ลังเลจะหนุนมาตรการคว่ำบาตรเพิ่ม เพราะต้องการเปิดช่องเจรจาสันติภาพระหว่างประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย กับประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน แต่จนถึงตอนนี้สงครามที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 4 ปี ยังไม่มีสัญญาณว่าปูตินจะยอมถอย ท่ามกลางการโจมตีทางอากาศของรัสเซียที่ทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่ยูเครนก็หันไปโจมตีโครงสร้างน้ำมันของรัสเซียเพื่อตัดกำลังเช่นกัน

ทั้งนี้ ภายในสภาคองเกรส ฝ่ายเดโมแครตและรีพับลิกันส่วนหนึ่งต่างผลักดันแนวคิดลงโทษรัสเซียเพิ่มขึ้น เพื่อกดดันให้มอสโกยุติสงครามยูเครน การที่ทรัมป์ออกมาบอกว่ามาตรการคว่ำบาตรประเทศที่ค้าขายกับรัสเซีย จึงถูกมองว่าอาจทำให้ร่างกฎหมายเดินหน้าเร็วขึ้น และเพิ่มแรงกดดันต่อประเทศที่ยังพึ่งพาพลังงานรัสเซีย

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top