Tuesday, 21 July 2026
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สถานทูตจีนจัดเวทีเสวนาเยาวชนจีน-ไทย หัวข้อจดจำประวัติศาสตร์ พร้อมรำลึก 80 ปีต้านญี่ปุ่น

(4 ก.ย. 68) สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยจัดการเสวนาเยาวชนจีน-ไทย ภายใต้หัวข้อ “จดจำประวัติศาสตร์ ทะนุถนอมสันติภาพ และร่วมกันสร้างมิตรภาพ” เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา เพื่อรำลึกครบรอบ 80 ปีแห่งชัยชนะในสงครามต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่นและสงครามต่อต้านฟาสซิสต์โลก โดยมีเอกอัครราชทูตจาง เจี้ยนเว่ย เข้าร่วมพร้อมทั้งกล่าวสุนทรพจน์

นอกจากนี้ ภายในงานยังมี ดร. อุษณีษ์ เลิศรัตนานนท์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมคณาจารย์และนักศึกษากว่า 50 คนเข้าร่วม บรรยายโดยนายจ้าว เมิ่งเทา ที่ปรึกษาสถานทูต เกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของจีนและความสัมพันธ์จีน-ไทยในปัจจุบัน

เอกอัครราชทูตจาง เจี้ยนเว่ย กล่าวว่า สงครามต่อต้านญี่ปุ่นของประชาชนจีนถือเป็นสงครามที่ยาวนานและสำคัญยิ่ง ซึ่งช่วยนำไปสู่ชัยชนะของประชาคมโลกต่อฟาสซิสต์ พร้อมย้ำถึงอธิปไตยของไต้หวันที่เป็นส่วนหนึ่งของจีน และเน้นว่าจีนยังคงยึดมั่นในระเบียบโลกหลังสงคราม รวมถึงการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน หวังว่าเยาวชนไทยจะเรียนรู้บทเรียนทางประวัติศาสตร์ และร่วมกันรักษาสันติภาพโลก

6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ครบรอบ 49 ปี เหตุสังหารหมู่นักศึกษาธรรมศาสตร์ หนึ่งในบาดแผลทางประวัติศาสตร์ของไทยที่ยากจะลืมเลือน

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 เกิดเหตุการณ์ล้อมปราบและสังหารหมู่นิสิตนักศึกษาและประชาชนภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งรวมตัวชุมนุมขับไล่จอมพล ถนอม กิตติขจร ให้กลับออกนอกประเทศ ฝ่ายต่อต้านกล่าวหาว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการก่อการโดยคอมมิวนิสต์ที่ต้องการล้มล้างสถาบัน ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และกลุ่มการเมืองฝ่ายขวาเข้าปราบปรามอย่างรุนแรง

รัฐบาลรายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 39 ศพ แต่บางองค์กรระบุว่ามีผู้ตายจริงหลายร้อยถึงกว่าพันคน บาดเจ็บ สูญหายอีกจำนวนมาก และมีผู้ถูกจับกุมกว่า 3,000 คนในข้อหากบฏ เหตุการณ์โหดร้ายนี้ถูกจดจำว่าเป็นหนึ่งในความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ในวันเดียวกัน พลเรือเอก สงัด ชะลออยู่ และคณะทหารได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาล ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช และแต่งตั้งนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมามีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสังหารและการปราบปรามครั้งนั้นไม่ถูกลงโทษ

รศ.ดร.อักษรศรี เตือนอย่ารีบผูกขาดใคร สหรัฐฯ เร่งจีบไทยทำ MOU แข่งจีน ขุดโดยไม่คิดเสี่ยง “ได้ไม่คุ้มเสีย” ชี้ถึงเวลาวางแผนเชิงกลยุทธ์ระดับชาติ

(7 พ.ย. 68) รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Aksornsri Phanishsarn โดยมีใจความว่า…

แร่หายาก มันคือ ทรัพย์ในดินสินในน้ำของเราที่มีค่ายิ่งในยุคนี้ เรามีไพ่ rare earth ในมือแล้ว มันคือหมัดเด็ดที่จีนใช้ตอบโต้กับสหรัฐฯ ทำให้สหรัฐมาขอจีบเรามาขอ (มัดมือชก) ทำ MOU แร่หายากกับไทย

แล้วเราจะเล่นไพ่แร่หายากในมืออย่างมีชั้นเชิง (กว่านี้) ได้อย่างไร เราไม่ควรเอาตัวเองไปผูกมัดกับใครโดยง่าย มันจะ #ได้ไม่คุ้มเสีย ถ้าขุดขึ้นมาใช้จะมีผลกระทบมาก สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อม แล้วเราจะมี strategic move ในการใช้ประโยชน์จากแร่หายากอย่างไร 

เราต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ เราต้องวางแผนเชิงกลยุทธ์และตั้งทีมศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เกมนี้เราต้องเล่นให้เป็น หากเราคิดจะเป็นโซ่ข้อนึงในห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก ในสมรภูมิการแข่งขันของมหาอำนาจจีนและสหรัฐฯ

สมาคมน้ำไทยจับมือมธ. ลงนาม MOU พัฒนาการกีฬากระโดดน้ำ ใช้ มธ.รังสิต เป็นแคมป์เยาวชน สระมาตรฐานรองรับทีมชาติอย่างเต็มที่ เสริมแกร่งนักกีฬาผลิตทีมชาติไทย

สมาคมกีฬาทางน้ำแห่งประเทศไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อพัฒนากีฬากระโดดน้ำระดับเยาวชนและต่อยอดสู่ทีมชาติไทย โดยจะใช้สถานที่ของมหาวิทยาลัยเป็นศูนย์ฝึกซ้อมหลักสำหรับนักกีฬาเยาวชน

โดย พล.ต.ดร. ธนนท์ แสงนาค อุปนายกสมาคมกีฬาทางน้ำแห่งประเทศไทย และ “โค้ชตึก” นายธนาวิชญ์ โถสกุล เลขาธิการสมาคม เป็นผู้แทนลงนามในครั้งนี้ ที่ยิมเนเซียม 7 ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต เมื่อวันที่ 24 มี.ค. โดยมีตัวแทนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ร่วมด้วย

ยรรยง อัครจินดานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารทรัพย์สินและกีฬา ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า "ศูนย์กีฬาทางน้ำ ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต ได้มาตรฐานระดับเอเชียนเกมส์ ใช้สำหรับฝึกกีฬากระโดดน้ำอย่างต่อเนื่อง และมีความพร้อมเป็นแคมป์อบรมเยาวชนแบบครบวงจร" พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่รองรับนักกีฬา

ส่วน  โค้ชตึก  นายธนาวิชญ์ เลขาธิการสมาคมกีฬาทางน้ำแห่งประเทศไทยพูดถึงความสำคัญของศูนย์ฝึกในไทยว่า "มี 2 แห่งคือสัตหีบ และ ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต ซึ่งที่นี่สำคัญมากเพราะใกล้กรุงเทพ และมีนักเยาวชนกว่า 40 คน ที่นี่ผลิตนักกีฬาทีมชาติชุดใหญ่จำนวนมาก"

หลังพิธีลงนาม พล.ต.ดร. ธนนท์, "โค้ชตึก" และผู้ช่วยศาสตราจารย์ มานะ ภู่หลำ ผู้อำนวยการสมาคม เดินทางเยี่ยมนักกีฬาเยาวชน ตรวจเช็คอุปกรณ์และสถานที่ฝึกซ้อมเพื่อให้ได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10182698

มธ. ปั้นแพทย์แผนจีนลุยโลก!! ตลาดการแพทย์แผนจีนคึกคัก ไทยดันหลักสูตรนานาชาติ ชิงส่วนแบ่ง 5.5 แสนล้านดอลลาร์ หนุน Medical Hub และ Wellness Tourism

มธ. ปั้น ‘แพทย์แผนจีนนานาชาติ’ ดัน ‘ไทย’ ลุยตลาดโลก ชิงเค้ก 5.5 แสนล้านดอลลาร์

ในอนาคตอันใกล้ “การแพทย์แผนจีน” ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานมากกว่า 2,000 ปี จะไม่ได้เป็นเพียงแค่การแพทย์ทางเลือก แต่จะเป็นหนึ่งในการแพทย์เพื่อสร้างทางรอด ที่ใช้รักษาควบคู่กับแพทย์แผนปัจจุบัน

“บางเคสกินยาแผนปัจจุบันแล้วเจอผลข้างเคียง เลยอยากใช้ยาสมุนไพรจีนแทน เราจะให้ปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบันก่อน จากนั้นค่อยมาดูว่าทางศาสตร์แพทย์แผนจีนมีวิธีไหนที่จะช่วยรักษาได้บ้าง” ผศ. ดร.ภารดี แสงวัฒนกุล อาจารย์ประจำหลักสูตรการแพทย์แผนจีนบัณฑิต วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ ระบุ และว่า ผลลัพธ์การรักษาที่ดีที่สุดจะเกิดขึ้นจากการผสานระหว่างการแพทย์แผนจีน (ตะวันออก) เข้ากับองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ของการแพทย์แผนปัจจุบัน (ตะวันตก)

“ไม่ใช่ไปบอกกับคนไข้ว่า ไม่ต้องไปหาแพทย์แผนปัจจุบันนะ ให้มารักษาด้วยแผนจีนอย่างเดียว แบบนี้เราไม่ทำ ไม่ถูกต้อง สิ่งที่ถูกต้องคือการรักษาแบบผสมผสานเพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ดีที่สุด” ผศ. ดร.ภารดี เน้นย้ำ

จากรายงานการตลาด Traditional Chinese Medicine Hospitals in China ของ IBISWorld ที่เผยแพร่เมื่อปี 2567 ได้สะท้อนภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมการแพทย์แผนจีน ซึ่งพบว่ามีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากปัจจัยการสนับสนุนของภาครัฐ และความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากผู้ป่วย โดยในช่วงระหว่างปี 2562-2567 มีอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (CAGR) อยู่ที่ 5.7%

ขณะที่ข้อมูลจาก Business Research Insights เมื่อปี 2569 พยากรณ์ขนาดของตลาดการแพทย์แผนจีน (TCM) ทั่วโลก อยู่ที่ 2.89 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมคาดการณ์ว่าในช่วง 10 ปีจากนี้ คือ

ปี 2569-2578 จะมีอัตราการเติบโต CAGR อยู่ที่ 7.4% ส่งผลให้มูลค่าตลาดก้าวขึ้นไปเป็น 5.51 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2578

มากไปกว่านั้น พบว่าหลายประเทศทั่วโลกกำลังขยายการใช้ประโยชน์ด้านการรักษาและสร้างเศรษฐกิจจากระบบนิเวศการแพทย์แผนจีน ตั้งแต่ประเทศในเอเชีย ไปจนถึงยุโรป หรือแม้แต่ในสหรัฐอเมริกาที่ปัจจุบันมีผู้ที่มีใบประกอบวิชาชีพมากกว่า 4 หมื่นราย หรือในเยอรมนี ที่มีการนำบริการแพทย์แผนจีนบรรจุเข้าอยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพ ฯลฯ

ในความเป็นจริงแล้ว การแพทย์แผนจีนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และย้อนกลับไปในปี 2562 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้บรรจุหมวดการแพทย์ดั้งเดิม (Traditional Medicine Chapter) เข้าไปในบัญชีจำแนกโรคสากล (ICD-11) ซึ่งเป็นระบบที่ใช้กันทั่วโลกด้วย

ความต้องการของผู้คนที่อยากดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและอิงกับธรรมชาติ เพื่อลดการพึ่งพายาเคมี หรือการรักษาที่มากเกินความจำเป็น คือปัจจัยหลักที่ทำให้มูลค่าตลาดการแพทย์แผนจีนเติบโตขึ้น และยังจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากการเข้ามาของเทรนด์การมีอายุยืนยาวแบบมีสุขภาพที่ดี (Longevity)

นี่จึงเป็นโอกาสของไทยที่จะสร้างเศรษฐกิจและเข้าไปมีส่วนร่วมในการชิงส่วนแบ่งทางการตลาดในตลาดระดับโลก

“มีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากที่รู้จักและเคยรักษาด้วยการแพทย์แผนจีนมาก่อน เมื่อเข้ามาในประเทศไทยก็พยายามมองหาการแพทย์แผนจีน ฉะนั้นหากประเทศไทยยกระดับเรื่องนี้จริงจัง ก็จะยิ่งทำให้นโยบาย Medical Hub และ Wellness Tourism มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น” ผศ. ดร.ภารดี ระบุ

ที่ผ่านมา หน่วยงานในประเทศไทยก็เดินหน้าผลักดันการแพทย์แผนจีนอยู่ไม่น้อย ทั้งการทำระบบการรับรองและออกใบอนุญาตผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีน รวมถึงการจัดสรรตำแหน่งในระบบบริการสุขภาพภาครัฐ และล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2569 มีมติอนุมัติให้ข้าราชการพลเรือนสามัญสายงานแพทย์แผนจีน ตำแหน่งแพทย์แผนจีน ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการรักษาประชาชน มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทวิชาการระดับชำนาญการ และชำนาญการพิเศษ เดือนละ 3,500 บาท และ 5,600 บาท อีกด้วย

แม้ว่ามาตรการเหล่านี้จะทำให้มีคลินิกด้านการแพทย์แผนจีนเปิดให้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในภาครัฐและเอกชน แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นควบคู่กันก็คือ ทุกวันนี้จำนวนแพทย์แผนจีนในไทยยังคงมีอยู่จำกัด และถือว่าขาดแคลนหากเทียบกับความต้องการ ปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ที่ได้รับใบอนุญาตฯ เพียงกว่า 2,000 คน ขณะที่ในแต่ละปีมีผู้ได้รับใบอนุญาตเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 300 คน

เพื่อเติมเต็มช่องว่างด้านกำลังคน และสร้างศักยภาพให้ประเทศไทย วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ (CICM) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จึงทำความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตู (Chengdu University of Traditional Chinese Medicine) เพื่อพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนแพทย์แผนจีนขึ้น ซึ่งเป็น “แห่งแรกของประเทศไทย” ที่เป็นหลักสูตรนานาชาติ

มากไปกว่านั้นคือ ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจะได้รับปริญญาการแพทย์แผนจีนบัณฑิต 2 ใบ (Dual Degree) คือจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 1 ใบ และมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตู อีก 1 ใบ

อาจมีคำถามว่า เมื่อต้องการเรียนการแพทย์แผนจีน เหตุใดจึงไม่ไปเรียนจากประเทศจีนที่เป็นต้นกำเนิดของศาสตร์การรักษานี้

ผศ. ดร.ภารดี อธิบายว่า นอกจากองค์ความรู้สากลในระดับนานาชาติแล้ว สิ่งสำคัญที่จะได้จากการเรียนที่ธรรมศาสตร์คือสายสัมพันธ์ (คอนเนคชัน) บุคลากรทางการแพทย์ในไทยและจีน ที่สามารถนำไปใช้ในการประกอบวิชาชีพได้จริง ตลอดจนความเข้าใจในบริบท ระบบสุขภาพ ระบบกฎหมาย และระบบนิเวศการแพทย์แผนจีนทั้งหมดในประเทศไทย

นอกจากนี้ CICM ได้ร่วมกับโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติในการเปิดคลินิกการแพทย์แผนจีน ซึ่งจะทำให้นักศึกษาได้รับประสบการณ์จากการได้ตรวจ และดูแลรักษาผู้ป่วยจริงๆ ภายใต้การกำกับของอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนจีน

นำไปสู่การเปิดโอกาสทางการประกอบอาชีพได้อย่างหลากหลาย เช่น แพทย์แผนจีนในโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชน ผู้ประกอบการคลินิกการแพทย์แผนจีน ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู นักวิจัยด้านการแพทย์และสมุนไพร อาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา นักพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพ ที่ปรึกษาด้านสุขภาพ ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพและสมุนไพร ฯลฯ
.
ที่สำคัญคือ สามารถเลือกทำงานได้ทั้งในไทย จีน และประเทศอื่นๆ ได้อย่างกว้างขวาง ตัวอย่างเช่น ประเทศสหรัฐฯ เนื่องจากมีการรับรองปริญญาด้านการแพทย์แผนจีนของมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตูให้สามารถสอบเพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้

สำหรับการเรียนการสอนจะใช้เวลาทั้งหมด 6 ปี แบ่งเป็น การเรียนที่ธรรมศาสตร์ 3 ปี ได้แก่ ปี 1 เรียนวิชาพื้นฐาน ปี 3 และ ปี 4 เรียนเนื้อหาวิทยาศาสตร์การแพทย์ และทฤษฎีการแพทย์แผนจีน และเรียนที่มหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตู 3 ปี คือ ปี 2 เรียนภาษาจีน ปี 5 และ ปี 6 เรียนเนื้อหาด้านการแพทย์แผนจีน พร้อมกับปฏิบัติจริงกับผู้ป่วย

ผศ. นพ.พีระพงค์ กิติภาวงค์ คณบดีวิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มธ. อธิบายว่า ปัจจุบันมีนักศึกษาที่จบจากหลักสูตรการแพทย์แผนจีนจาก CICM ไปแล้ว 3 รุ่น และกว่า 90% สอบผ่านได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีน

สำหรับแผนอนาคต CICM ผศ. นพ.พีระพงค์ บอกว่า มีอยู่ 3 เรื่องที่วางแผนเอาไว้ ได้แก่ 1. การเปิดหลักสูตรปริญญาโทแบบ Dual Degree 2. การพัฒนางานวิจัยด้านการแพทย์แผนจีนร่วมกับนักวิจัยของจีนมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างระบบนิเวศทางการวิจัย และกรุยทางไปสู่การสร้างนวัตกรรมในอนาคต และ 3. อยากจะผลักดันการผลิตยาสมุนไพรจีนได้เอง พร้อมกับให้มีการตั้งบริษัทภายใต้มหาวิทยาลัย เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงยาสมุนไพรจีนที่มีคุณภาพที่ผลิตโดยไทยเอง รวมถึงลดการนำเข้าสมุนไพรจีน ซึ่งมีราคาค่อนข้างสูง โดยหากเป็นไปได้อาจใช้สมุนไพรไทยมาทดแทน เนื่องจากมีสมุนไพรไทยหลายชนิดที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับสมุนไพรจีน และมีศักยภาพในการศึกษาวิจัยเพื่อใช้ทดแทนในบางตำรับ

อีกทั้งในเชิงการหนุนเสริมระบบบริการสุขภาพโดยตรง ขณะนี้ก็กำลังเดินหน้าทำให้เกิดการผสานศาสตร์การแพทย์แผนจีนเข้ากับการดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคองให้กับศูนย์ธรรมศาสตร์ธรรมรักษ์ และอาจต่อยอดไปถึงการพัฒนาเป็นแนวทางการดูแลรักษาผู้สูงอายุด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน พร้อมกับผลักดันให้ทาง สธ. มีการนำไปใช้จริงทั่วประเทศ เพื่อเป็นแนวทางการดูแลรักษาทางเลือกสำหรับรองรับกับสังคมผู้สูงอายุของไทยที่กำลังจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ในปี 2573

ขณะเดียวกัน หากเป็นไปได้ ผศ. นพ.พีระพงค์ บอกว่า อยากให้รัฐบาล และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ผลักดันเรื่องการแพทย์แผนจีนควบคู่ไปกับการแพทย์แผนไทยด้วย ทั้งในแง่การผลักดันบุคลากรให้เข้าไปสู่ในระบบภาครัฐ รวมถึงบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีเพียงบริการฝังเข็ม 20 ครั้งต่อปีสำหรับฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยระยะกลาง (IMC) เท่านั้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top