Thursday, 4 June 2026
ทรัมป์

‘เนทันยาฮู’ โพสต์ชม ‘ทรัมป์’ ย้ำสมควรได้รับรางวัลโนเบล จากแผนสันติภาพ 20 ข้อ ช่วยยุติสงคราม ‘อิสราเอล-ฮามาส’

(10 ต.ค. 68) นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอลออกมาเรียกร้องอีกครั้งให้มอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพแก่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยยกเหตุผลว่าแผนสันติภาพ 20 ข้อของทรัมป์มีส่วนสำคัญในการยุติสงครามกาซาที่ดำเนินมานานสองปี ระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส

เนทันยาฮูโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า “มอบรางวัลโนเบลสันติภาพให้ @realDonaldTrump — เขาสมควรได้รับมัน!” พร้อมภาพที่สร้างด้วย AI แสดงให้เห็นทรัมป์ยิ้มรับเสียงปรบมือจากผู้คน ขณะเขาสวมเหรียญโนเบลไว้ที่คอ และมีแบนเนอร์ด้านหลังเขียนว่า “สันติภาพผ่านพลัง”

ด้านทรัมป์ประกาศเมื่อวันพุธว่า อิสราเอลและฮามาสได้ลงนามใน “ระยะที่หนึ่ง” ของแผนสันติภาพแล้ว โดยจะเริ่มจากการปล่อยเชลยทั้งหมดและถอนทหารอิสราเอลไปยังแนวเส้นที่ตกลงกันไว้ เพื่อมุ่งสู่ “สันติภาพที่ยั่งยืนและถาวร” พร้อมระบุว่าอาจเดินทางไปตะวันออกกลางในสุดสัปดาห์นี้เพื่อติดตามข้อตกลงหยุดยิงด้วยตนเอง

นอกจากเนทันยาฮูแล้ว ประธานาธิบดีฮาเวียร์ มีเล (Javier Milei) ของอาร์เจนตินาก็ร่วมสนับสนุนการเสนอชื่อทรัมป์เข้าชิงโนเบล โดยกล่าวว่า “ผู้นำคนอื่นที่สร้างสันติภาพระดับนี้ คงได้รับรางวัลไปนานแล้ว” ทั้งนี้ ทรัมป์เคยได้รับการเสนอชื่อจากเนทันยาฮูมาก่อนเมื่อเดือนกรกฎาคม หลังมีบทบาทในการผลักดัน “ข้อตกลงอับราฮัม” ระหว่างอิสราเอลกับชาติอาหรับหลายประเทศ

‘มาเรีย โครีนา มาชาโด’ ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา ผงาดคว้ารางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ 2025

(10 ต.ค. 68) มาเรีย โครีนา มาชาโด (Maria Corina Machado) นักการเมืองฝ่ายค้านเวเนซุเอลา คว้ารางวัลโนเบล สาขาสันติภาพประจำปี 2025 จากคณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์ ณ กรุงออสโล ซึ่งถือเป็นไฮไลต์สำคัญของสัปดาห์แห่งการประกาศรางวัลโนเบล ระหว่างวันที่ 6–13 ตุลาคม โดยปีนี้มีผู้ถูกเสนอชื่อรวม 338 ราย แบ่งเป็นบุคคล 244 ราย และองค์กร 94 แห่ง

คณะกรรมการโนเบลระบุว่า มาชาโดเป็นสัญลักษณ์ของ “ความกล้าหาญในการต่อสู้กับการกดขี่” และเป็นแรงบันดาลใจให้ประชาชนในประเทศยังคงมีความหวังต่อเสรีภาพ แม้ต้องใช้ชีวิตหลบซ่อนจากภัยคุกคามทางการเมือง ซึ่งเธอยังคงอยู่ในเวเนซุเอลาและยืนหยัดต่อสู้ด้วยแนวทางสันติ

แถลงการณ์ระบุเพิ่มเติมว่า มาชาโด “เป็นผู้รวมพลังฝ่ายค้านให้เป็นหนึ่งเดียว ต่อต้านการใช้กำลังทหารในสังคม และยึดมั่นในแนวทางการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยอย่างสันติ” ซึ่งทำให้เธอเป็นผู้ที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของอัลเฟรด โนเบล (Alfred Nobel) ทั้งสามข้ออย่างแท้จริง

‘ทรัมป์’ ฉลองข้อตกลงหยุดยิงกาซา แต่ยังไม่รับประกันอิสราเอลจะไม่โจมตีอีก

(10 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ แถลงฉลองความสำเร็จหลังมีการปล่อยตัวตัวประกันชาวอิสราเอล 20 คน จากข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮามาส โดยทรัมป์ย้ำว่า “สิ่งแรกที่เราต้องทำคือพาตัวประกันกลับบ้านให้ได้ก่อน หลังจากนั้นเราค่อยดูต่อไป” พร้อมเปิดเผยแผนเดินทางไปอียิปต์วันอาทิตย์นี้ เพื่อร่วมลงนามในข้อตกลงอย่างเป็นทางการ และกล่าวสุนทรพจน์ต่อรัฐสภาอิสราเอล

ทรัมป์กล่าวว่า แผนสันติภาพ 20 ข้อที่ตนเป็นผู้ผลักดัน จะนำไปสู่การถอนทหารอิสราเอลออกจากเขตกาซาเป็นขั้นตอน และจัดตั้ง “กองกำลังรักษาเสถียรภาพนานาชาติ” เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ในระยะเปลี่ยนผ่าน โดยมีประเทศอาหรับที่ร่ำรวยร่วมสนับสนุนด้านเศรษฐกิจ “พวกเขารวยมาก และอยากช่วยสร้างกาซาใหม่ให้เป็นพื้นที่แห่งสันติภาพ” ทรัมป์กล่าว

อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเขามั่นใจหรือไม่ว่าอิสราเอลจะไม่กลับไปโจมตีกาซาอีก ทรัมป์ตอบเพียงว่า “เราจะดูอีกทีหลังจากนี้” พร้อมยืนยันว่าขณะนี้เป้าหมายหลักคือการช่วยชีวิตผู้บริสุทธิ์และสร้างสันติภาพในตะวันออกกลาง เขายังย้ำว่า “ผมไม่ได้ทำเพื่อรางวัลโนเบล ผมทำเพราะผมต้องการช่วยชีวิตผู้คนจำนวนมาก”

ทรัมป์ ประกาศ!! จะเก็บภาษีจีน 100%

(11 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

ปธน.ทรัมป์ #สหรัฐฯ ประกาศจะเก็บภาษีจีน 100% เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน และควบคุมการส่งออก "ซอฟต์แวร์สำคัญทุกชนิด"

President Trump announces a 100% tariff on China starting November 1st and export controls on "any and all critical software."

‘ทรัมป์’ รับประกัน!! จะไม่มีสงครามโลกครั้งที่ 3 ยกดีลหยุดยิง ‘อิสราเอล–ฮามาส’ เป็นข้อตกลงแห่งประวัติศาสตร์

(14 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวระหว่างการประชุมสุดยอดสันติภาพที่เมืองชาร์ม เอล-ชีค ประเทศอียิปต์ ว่า “โลกจะไม่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ถ้าเราฉลาดพอ” พร้อมระบุว่าข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮามาสที่เพิ่งลงนาม ถือเป็นหลักประกันว่าหากเกิดสงครามขึ้นอีก “ก็จะไม่ปะทุในตะวันออกกลางแน่นอน”

นอกจากนี้ ทรัมป์กล่าวขอบคุณทุกฝ่ายที่มีส่วนช่วยให้การเจรจาบรรลุผล พร้อมชื่นชมว่าดีลครั้งนี้เป็น “ความก้าวหน้าทางประวัติศาสตร์” และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภูมิภาคที่เผชิญความขัดแย้งยาวนานหลายทศวรรษ

โดยผู้นำสหรัฐฯ กล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงภาคภูมิว่า “ข้อตกลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มักเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ และสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่วันนี้ อาจเป็นดีลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกแล้วก็ได้”

‘ปูติน’ มอบเอกสารลับของสหภาพโซเวียตให้ ‘ทรัมป์’ หวังคลี่คลายปริศนาการลอบสังหาร ‘จอห์น เอฟ. เคนเนดี’

(15 ต.ค. 68) สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำกรุงวอชิงตันเปิดเผยว่า เอกอัครราชทูตอเล็กซานเดอร์ ดาร์ชีเยฟ (Alexander Darchiev) ได้ส่งมอบจดหมายจากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมเอกสารลับที่เพิ่งถูกเปิดเผย เกี่ยวกับการลอบสังหารอดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี เมื่อปี 1963 โดยมีการส่งมอบผ่านนางแอนนา พอลินา ลูนา (Anna Paulina Luna) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกัน รัฐฟลอริดา

เอกสารดังกล่าวอ้างอิงจากบันทึกลับของสหภาพโซเวียต ซึ่งบางส่วนเคยถูกมอบให้สหรัฐฯ ตั้งแต่สมัยที่ อนาโตลี มิคอยาน (Anastas Mikoyan) ประธานสภาระดับสูงแห่งโซเวียต ซึ่งเป็นตัวแทนเข้าร่วมพิธีศพของเคนเนดี โดยรัสเซียระบุว่าการเปิดเผยครั้งนี้เป็นไปตามความตกลงของผู้ถือสิทธิ์ในเอกสาร และมีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนการสืบสวนเพิ่มเติมตามที่ประธานาธิบดีทรัมป์เคยให้สัญญากับประชาชนอเมริกัน

ด้านนางลูนาได้โพสต์บนแพลตฟอร์ม X (ทวิตเตอร์เดิม) ว่า เธอได้รับรายงานต้นฉบับจากเอกอัครราชทูตรัสเซียแล้ว และทีมผู้เชี่ยวชาญกำลังเร่งแปลและตรวจสอบเนื้อหา ก่อนจะเผยแพร่สู่สาธารณะโดยเร็ว โดยระบุว่า “นี่คือเอกสารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างมหาศาล”

‘ทรัมป์’ รับ ‘ยูเครน’ อยากบุกใส่รัสเซีย ชั่งใจส่ง ‘โทมาฮอว์ก’ หวั่นยกระดับสงคราม

(16 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่าเตรียมหารือกับประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน เกี่ยวกับสถานการณ์สงครามกับรัสเซีย โดยระบุว่ายูเครนต้องการ 'เปิดเกมรุก' และตนจะตัดสินใจในภายหลังว่าจะอนุมัติการส่งขีปนาวุธโทมาฮอว์ก (Tomahawk) ให้หรือไม่

ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “พวกเขาอยากบุก ผมจะต้องพิจารณาเรื่องนี้” พร้อมย้ำว่าการตัดสินใจจะเกิดขึ้นหลังการหารือกับผู้นำยูเครน ซึ่งมีกำหนดเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในเร็ว ๆ นี้

ด้านรัสเซียออกมาเตือนว่า การส่งขีปนาวุธโทมาฮอว์กให้ยูเครน จะไม่สามารถเปลี่ยนสถานการณ์ในแนวรบได้ แถมยังอาจยกระดับความขัดแย้ง เนื่องจากการใช้งานอาวุธดังกล่าวจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐฯ เข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง

‘ทรัมป์’ เผยหลังโทรคุย ‘ปูติน’ 2 ชม. คืบหน้ามาก เตรียมนัดหารือสันติภาพที่ฮังการี ภายใน 2 สัปดาห์

(17 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เปิดเผยว่าได้โทรศัพท์พูดคุยกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เป็นเวลาราว 2 ชั่วโมงครึ่ง เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ที่ผ่านมา เพื่อหารือแนวทางยุติสงครามยูเครน โดยระบุผ่าน Truth Social ว่า “การสนทนาเป็นไปอย่างยาวนานแต่มีความคืบหน้า” พร้อมประกาศว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องจัดการหารือระดับสูงร่วมกันในสัปดาห์หน้า

ทรัมป์กล่าวว่าการพูดคุยครั้งนี้เป็น “ก้าวสำคัญสู่สันติภาพ” และประกาศเตรียมพบปะปูตินแบบตัวต่อตัวที่กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ภายในสองสัปดาห์ข้างหน้า เพื่อหาข้อสรุปในการยุติ 'สงครามรัสเซีย-ยูเครน' ที่ยืดเยื้อกว่า 2 ปี ขณะเดียวกัน เขายังยืนยันว่าจะพบกับประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนที่ทำเนียบขาวในวันนี้ (17 ต.ค.) เพื่อสรุปผลการพูดคุยกับรัสเซีย

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยบอกเป็นนัยว่าอาจส่งขีปนาวุธ 'โทมาฮอว์ก' ให้ยูเครน ซึ่งสามารถยิงได้ไกลถึง 2,500 กิโลเมตร จนรัสเซียออกมาเตือนว่า หากสหรัฐฯ ทำเช่นนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ “จะเสียหายและไม่อาจกู้คืนได้” นอกจากนี้ทรัมป์ยังอ้างว่าได้ขอให้อินเดียระงับการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อมอสโก

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่าการพบกันระหว่างทรัมป์กับปูตินในบูดาเปสต์อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามยูเครน แม้ยูเครนยังไม่ชัดว่าจะเข้าร่วมโต๊ะเจรจาด้วยหรือไม่ แต่การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนว่าทรัมป์ต้องการใช้บทบาท 'ผู้สร้างสันติภาพ' ต่อเนื่องจากความสำเร็จในการหยุดยิงระหว่างอิสราเอล–ฮามาสในตะวันออกกลาง

‘ทรัมป์’ ขอเวลาคิดก่อนตัดสินใจ ‘คว่ำบาตรรัสเซีย’ เหตุกำลังเตรียมพบ ‘ปูติน’ หวังยุติสงครามยูเครน

(17 ต.ค. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันที่ 16 ตุลาคมว่า ขณะนี้อาจไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในการออกมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียเพิ่มเติม โดยให้เหตุผลว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจกระทบต่อความพยายามทางการทูตที่เขากำลังดำเนินอยู่ เพื่อเปิดทางสู่การเจรจาสันติภาพกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน

ทรัมป์ระบุว่า ตน “ไม่ได้คัดค้าน” มาตรการคว่ำบาตร แต่ขอให้รอช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยจะหารือกับสภาคองเกรสก่อนตัดสินใจอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ เขาย้ำว่ากำลังเตรียมจัดการพบปะกับปูตินที่ประเทศฮังการีภายในสองสัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งเขาเชื่อว่าจะเป็นก้าวสำคัญในการยุติสงครามยูเครน

ขณะเดียวกัน วุฒิสภาสหรัฐฯ กำลังรอการอนุมัติจากทรัมป์ในร่างกฎหมายใหม่ ที่เสนอให้เก็บภาษีในอัตราสูงกับประเทศที่ยังคงนำเข้าพลังงานและสินค้าอื่นจากรัสเซีย เพื่อสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อมอสโก แต่แหล่งข่าวเผยว่า พรรครีพับลิกันยังไม่ผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้

อย่างไรก็ตาม รายงานจากแหล่งข่าวในวอชิงตันระบุว่า ทีมงานของทรัมป์เริ่มศึกษารายละเอียดของร่างกฎหมายดังกล่าวแล้ว และมีการเสนอแก้ไขเชิงเทคนิคบางส่วน ซึ่งสะท้อนว่าฝ่ายบริหารอาจยังไม่ปิดโอกาสในการใช้มาตรการคว่ำบาตรในอนาคต เพียงแต่ต้องรอ “จังหวะทางการเมือง” ที่เหมาะสมก่อนเท่านั้น

ทรัมป์ลั่นกลางวงสื่อ!! ชี้ ยูเครนไม่มีทางชนะรัสเซียในสมรภูมิที่ยืดเยื้อ เผยแผนเร่งส่งเรือดำน้ำนิวเคลียร์ให้ออสเตรเลีย พร้อมเดินหน้าดีลการค้ากับ ‘สี จิ้นผิง’ แต่ขู่จีน หากไม่ตกลง เตรียมเจอภาษีโหด 157% จากสหรัฐฯ

(21 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันจันทร์ (20 ต.ค.) ว่า ไม่เชื่อยูเครนจะสามารถเอาชนะรัสเซียได้ในสงครามที่ยืดเยื้อ พร้อมระบุว่า “พวกเขายังอาจชนะได้ แต่ผมไม่คิดว่าจะเป็นไปได้” ซึ่งท่าทีดังกล่าวสะท้อนมุมมองที่ค่อนข้างสิ้นหวังต่อแนวรบของยูเครน ท่ามกลางความพยายามของชาติตะวันตกในการส่งอาวุธและความช่วยเหลือต่อเนื่อง

โดยทรัมป์ให้สัมภาษณ์ระหว่างการพบปะกับนายกรัฐมนตรีแอนโธนี่ อัลบาเนซี (Anthony Albanese) ของออสเตรเลีย โดยทั้งสองฝ่ายหารือความร่วมมือด้านความมั่นคง ภายใต้ข้อตกลง AUKUS และการเร่งส่งมอบเรือดำน้ำนิวเคลียร์สหรัฐฯ ให้แก่กองทัพออสเตรเลีย ซึ่งทรัมป์ยืนยันว่า “กำลังเดินหน้าอย่างเร่งด่วน” นอกจากนี้ยังมีการพูดคุยถึงแผนสร้างฐานซ่อมบำรุงเรือดำน้ำแห่งใหม่ในออสเตรเลีย มูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังเปิดเผยว่าจะพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ที่เกาหลีใต้ในเร็ว ๆ นี้ โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปข้อตกลงการค้าที่ “ยุติธรรมต่อทั้งสองฝ่าย” พร้อมเตือนว่าหากจีนไม่ยอมตกลง จะต้องเผชิญภาษีนำเข้าสูงถึง 157% ซึ่งทรัมป์กล่าวว่า “เราขู่พวกเขาด้วยภาษีได้ และยังมีอีกหลายอย่างที่เราทำได้ แต่ไม่อยากทำถึงขั้นนั้น”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังย้ำว่าจีน “ไม่ได้มีเจตนาจะบุกไต้หวัน” และยกย่องกองทัพสหรัฐฯ ว่ายังเหนือกว่าจีนหลายเท่า โดยกล่าวทิ้งท้ายอย่างภาคภูมิว่า “เรามีอาวุธที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าเรามี — และเรานำหน้าจีนไปไกลในเชิงกำลังทหาร”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top