Thursday, 4 June 2026
ทรัมป์

‘ทรัมป์’ เล็งเปลี่ยนชื่อ ‘กระทรวงกลาโหม’ เป็น ‘กระทรวงสงคราม’ เชื่อคนอเมริกาส่วนใหญ่เห็นด้วย

(2 ก.ย. 68) สหรัฐฯ อาจได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงสัญลักษณ์ครั้งใหญ่ เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า เขากำลังพิจารณาเปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหม (Department of Defense) กลับไปใช้ชื่อเดิมคือ 'กระทรวงสงคราม' (Department of War) ซึ่งเคยใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 มาแล้ว

ทรัมป์กล่าวถ้อยแถลงนี้ระหว่างการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อี แจ-มยอง โดยย้ำว่า คำว่า 'สงคราม' สะท้อนบทบาทที่แท้จริงมากกว่า พร้อมเสริมว่าแนวคิดนี้ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม สื่อสหรัฐฯ รายงานว่า หากจะมีการเปลี่ยนชื่อจริง ๆ ขั้นตอนนี้อาจต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสเสียก่อน ซึ่งอาจกลายเป็นอีกประเด็นร้อนในทางการเมืองของวอชิงตันในเร็ว ๆ นี้

‘ทรัมป์’ โพสต์ระบาย..น้อยใจ!! ‘สี จิ้นผิง’ ไม่ชวนร่วมพาเหรดที่จีน เชื่อกำลังสมคบคิดกับ ‘ปูติน-คิม จองอึน’ โค่นสหรัฐอเมริกา

(3 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเหน็บแนมประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง ว่ากำลังสมคบคิดกับวลาดิมีร์ ปูติน และคิม จองอึน ต่อต้านสหรัฐฯ หลังจีนจัดงานสวนสนามวันชัยชนะครั้งใหญ่ในกรุงปักกิ่งโดยเชิญผู้นำโลก 26 คนเข้าร่วม แต่ไม่เชิญเขา

ทรัมป์โพสต์ข้อความบน Truth Social ระบุว่า “กรุณาส่งความปรารถนาดีของผมไปยังปูตินและคิม ขณะที่ท่านสมคบคิดกันต่อต้านสหรัฐอเมริกา” พร้อมทวงบุญคุณชีวิตของทหารอเมริกันที่สละชีพเพื่อชาวจีนในสงครามโลกครั้งที่สอง แต่วีรกรรมเหล่านั้นไม่ได้รับการยกย่องเท่าที่ควร

แม้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างจีน รัสเซีย และเกาหลีเหนือ แต่ทรัมป์ยังยืนยันว่าอเมริกามีอำนาจเหนือกว่าและไม่กังวลเรื่องพันธมิตรใหม่ พร้อมระบุว่า “จีนต้องการเรา มากกว่าที่เราต้องการพวกเขา” และย้ำอีกครั้งว่าเขายังมีความสัมพันธ์ดีกับสี จิ้นผิง 

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังแสดงความผิดหวังต่อปูติน หลังการประชุมที่อะแลสกาไม่สามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับยูเครนได้ ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดียูเครน วลาดิมีร์ เซเลนสกี ก็เผยว่ารัสเซียกำลังเสริมกำลังทหารในบางแนวรบ โดยปูตินยังไม่ยอมเจรจาสันติภาพ

‘ทรัมป์’ พร้อมเชิญ ‘ปูติน-สี จิ้นผิง’ ร่วมประชุม G20 ที่สนามกอล์ฟ ในไมอามี ปี 69

(7 ก.ย. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงความยินดีหากประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน จะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำ G20 ที่จะจัดขึ้นที่สนามกอล์ฟ Trump National Doral ในไมอามี รัฐฟลอริดา ปี 2026 โดยย้ำว่า “ผมยินดีถ้าพวกเขาอยากมา”

ทรัมป์ยืนยันว่าเขาจะไม่เข้าร่วมการประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้ในปีนี้ พร้อมทั้งเปิดเผยว่าอยากเชิญประเทศนอกกลุ่ม G20 อย่างโปแลนด์เข้ามาเป็นผู้สังเกตการณ์เพิ่มเติม แม้ว่ารัสเซียและจีนจะเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบอยู่แล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตาม การเชิญปูตินอาจสร้างแรงกดดันทางการทูต เพราะเขาถูกออกหมายจับจากศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) หลังบุกยูเครนในปี 2022 ขณะที่การเดินทางของผู้นำจีนเข้าสหรัฐฯ ก็จะทำให้การประชุมมีน้ำหนักทางการเมืองมากขึ้น

ปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนว่าปูตินและสีจะตอบรับคำเชิญของทรัมป์หรือไม่ ขณะที่ความพยายามยุติสงครามรัสเซีย–ยูเครนยังไม่คืบหน้า โดยการประชุม G20 รอบถัดไปจะมีขึ้นที่โจฮันเนสเบิร์ก แอฟริกาใต้ ระหว่างวันที่ 22–23 พฤศจิกายนนี้

ลาวปรับทิศทางส่งออก ‘กาแฟ’ เพิ่มปริมาณให้ ‘รัสเซีย’ หลังสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่ม

(7 ก.ย. 68) ลาวพร้อมหันไปส่งออกกาแฟเพิ่มให้รัสเซีย หลังสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่มเติม โดยนายกรัฐมนตรีสอนไซ สีพันดอน (Sonexay Siphandone) ระบุระหว่างเข้าร่วม WEF-2025 ว่าการเพิ่มส่งออกไปยังรัสเซียเกิดจากการลดปริมาณส่งออกไปสหรัฐฯ เนื่องจากภาษีทำให้สินค้าลาวมีราคาแพงเกินไปและขายในสหรัฐฯ ไม่ได้

นายสอนไซกล่าวว่า “เพราะภาษีของสหรัฐฯ ทำให้สินค้าของเราแพงเกินไป และชาวอเมริกันจะไม่ซื้อ เราจึงจะเพิ่มปริมาณส่งออกไปยังรัสเซีย” ทั้งนี้ กาแฟกลายเป็นสินค้าที่มีราคาสูงที่สุดในโลกตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยยอดขายปลีกสะสมตั้งแต่มิถุนายน 2567 ถึงพฤษภาคม 2568 ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับสหรัฐฯ การเก็บภาษีครอบคลุมสินค้านำเข้าทุกชนิดอาจทำให้ชาวอเมริกันเสี่ยงขาดแคลนกาแฟนำเข้า โดยเฉพาะกาแฟบราซิลที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ซึ่งอาจปรับราคาสูงขึ้นหลังโดนเก็บภาษี 50% ขณะเดียวกัน บราซิลเสนอให้จัดประชุมสุดยอด BRICS พิเศษในวันที่ 8 กันยายน ผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยจีนยืนยันเข้าร่วมแล้ว

‘ทรัมป์’ เปิดทำเนียบขาวต้อนรับ ‘สุดยอดซีอีโอไอที’ จับมือดันสหรัฐฯ เป็นผู้นำด้าน AI ด้วยเงินลงทุนหลายแสนล้าน

เมื่อวันที่ (6 ก.ย. 68) (ตามเวลาสหรัฐฯ) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง จัดงานเลี้ยงต้อนรับผู้นำด้านเทคโนโลยีที่ทำเนียบขาว เพื่อหารือแนวทางการผลักดันสหรัฐฯ ขึ้นเป็นผู้นำโลกด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเน้นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนภายใต้ “AI Action Plan” ของรัฐบาล

ซีอีโอและผู้ก่อตั้งบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีต่างแสดงการสนับสนุน เช่น แซม อัลท์แมน (Sam Altman) ซีอีโอ OpenAI กล่าวยกย่องนโยบายสนับสนุนธุรกิจและนวัตกรรมของรัฐบาล ขณะที่เซอร์เกย์ บริน (Sergey Brin) ผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิล มองว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของ AI และชื่นชมการที่รัฐบาลเลือก “ร่วมมือ” แทนที่จะ “ขัดแย้ง” กับภาคเอกชน

ผู้บริหารรายอื่น เช่น ทิม คุก (Tim Cook) ซีอีโอแอปเปิล, สัตยา นาเดลลา (Satya Nadella) ซีอีโอไมโครซอฟท์ และมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ซีอีโอเมตา ต่างขอบคุณรัฐบาลสหรัฐฯ ที่สร้างบรรยากาศเอื้อต่อการลงทุนมหาศาลในประเทศ โดยมีการยืนยันแผนลงทุนรวมกันหลายแสนล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและการผลิตขั้นสูงภายในสหรัฐฯ

ทรัมป์ย้ำว่า การพัฒนา AI ไม่เพียงเป็นเรื่องนวัตกรรม แต่ยังเป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติที่จะทำให้สหรัฐฯ ครองความเป็นผู้นำด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในอนาคต ขณะที่ความร่วมมือครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะเร่งให้ประเทศก้าวขึ้นนำในสมรภูมิการแข่งขัน AI ระดับโลก

เปิดเงื่อนไขใหม่สหรัฐฯ กดดันฮามาส เพื่อสันติภาพอิสราเอล ‘ทรัมป์’ ยันพร้อมแลกเปลี่ยนตัวประกัน และยุติสงครามในกาซ่า

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (7 ก.ย. 68) สื่ออิสราเอล Channel 12 รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ยื่นข้อเสนอหยุดยิงฉบับใหม่ต่อกลุ่มฮามาส ผ่านนักเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพชาวอิสราเอล โดยมีเป้าหมายเพื่อยุติสงครามในกาซ่า 

ข้อเสนอของทรัมป์ประกอบด้วยเงื่อนไขสำคัญ ได้แก่ การปล่อยตัวประกันชาวอิสราเอล 48 คนในวันแรกของการหยุดยิง การหยุดปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลและถอนกำลังออกจากเมืองกาซ่า การปล่อยนักโทษปาเลสไตน์ราว 2,500–3,000 คน รวมถึงผู้ต้องโทษตลอดชีวิต และการเปิดเจรจาทันทีเพื่อหาทางยุติสงคราม โดยทรัมป์ประกาศพร้อมเข้าแทรกแซงด้วยตนเอง หากฮามาสตอบรับข้อเสนอ

ฝ่ายอิสราเอล โดยสำนักงานนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ระบุว่ากำลัง “พิจารณาอย่างจริงจัง” ต่อข้อเสนอดังกล่าว ขณะที่กลุ่มฮามาสยืนยันว่าได้รับ “แนวคิดบางส่วน” ผ่านคนกลาง และยินดีเข้าสู่การเจรจา โดยย้ำเงื่อนไขหลักคือการยุติสงครามอย่างถาวร การถอนกำลังอิสราเอลทั้งหมด และเปิดทางให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าสู่กาซา

ข้อเสนอนี้เกิดขึ้นในช่วงที่อิสราเอลเร่งปฏิบัติการ “ขั้นตอนสูงสุด” ด้วยการโจมตีอย่างหนักในกาซ่าซิตี้ ขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตชาวปาเลสไตน์พุ่งเกิน 64,000 ราย ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวทำให้แรงกดดันต่อทุกฝ่ายเพิ่มสูงขึ้น ทรัมป์เองประกาศว่า “นี่คือคำเตือนครั้งสุดท้ายถึงฮามาส” พร้อมย้ำว่าความพยายามหยุดสงครามครั้งนี้ “อาจใกล้ได้ข้อยุติในเร็วๆ นี้”

‘ทรัมป์’ สั่ง ICE กวาดล้างแรงงานผิดกฎหมาย บีบบริษัทต่างชาติ!! ต้องเคารพกฎหมายสหรัฐฯ

(9 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสารถึงบริษัทต่างชาติที่ลงทุนในสหรัฐฯ เรียกร้องให้ 'เคารพกฎหมายการย้ายถิ่นฐาน' หลังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) บุกจับแรงงานอพยพผิดกฎหมายกว่า 450 คนในโรงงานของ Hyundai รัฐจอร์เจีย พร้อมประกาศปฏิบัติการกวาดล้าง 'Operation Midway Blitz' ในรัฐอิลลินอยส์ มุ่งเป้าไปที่ผู้มีประวัติอาชญากรรมร้ายแรง

รัฐบาลสหรัฐฯ ชี้ว่ามาตรการดังกล่าวมีความจำเป็น เพราะกฎหมายคุ้มครองผู้อพยพ (sanctuary laws) ของบางเมืองและรัฐ ทำให้ผู้ต้องหาคดีร้ายแรง เช่น สมาชิกแก๊ง ผู้ค้ายา และอาชญากรทางเพศ ถูกปล่อยตัวแทนที่จะถูกส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง โดยทรัมป์ยังไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะส่งกองกำลังพิทักษ์ชาติเข้าร่วมในปฏิบัติการครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม เจบี พริตซ์เกอร์ (Jay Robert "JB" Pritzker) ผู้ว่าการรัฐอิลลินอยส์ และแบรนดอน จอห์นสัน (Brennan Johnson) นายกเทศมนตรีเมืองชิคาโก วิจารณ์การเคลื่อนไหวของรัฐบาลกลางว่าเป็น “การแสดงทางการเมือง” ไม่ใช่การแก้ปัญหาอาชญากรรมจริง หลายชุมชนฮิสแปนิกในชิคาโกก็ออกมาแสดงความไม่พอใจ โดยระบุว่าการบุกจับกุมกระทบประชาชนทั่วไป ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้กระทำผิดร้ายแรง

ในมุมมองของไทย Jaroensook Limbanchongkit Pone โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นเชิงวิพากษ์ต่อสหรัฐฯ ระบุว่าบริษัทต่างชาติคงต้องคิดให้หนักว่าจะลงทุนใน “ประเทศโง่เง่าเต่าตุ่นสุดบัดซบ” หรือไม่ หลังเห็นท่าทีแข็งกร้าวของทรัมป์ต่อผู้อพยพ และการกวาดล้างแรงงานผิดกฎหมายครั้งใหญ่

‘ชาร์ลี เคิร์ก’ นักเคลื่อนไหวสายอนุรักษ์นิยม วัย 31 ปี คนสนิทของ ‘ทรัมป์’ ถูกลอบยิงเสียชีวิต!! ในเวทีปราศรัยรัฐยูทาห์

(11 ก.ย. 68) ชาร์ลี เคิร์ก (Charlie Kirk) นักกิจกรรมอนุรักษ์นิยมและพันธมิตรใกล้ชิดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกลอบยิงเสียชีวิตในงานกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยยูทาห์เมื่อวันพุธ (10 ก.ย.) เหตุการณ์ครั้งนี้ถูกผู้ว่าการรัฐยูทาห์ สเปนเซอร์ ค็อกซ์ (Spencer Cox) ระบุว่าเป็น “การลอบสังหารทางการเมือง” โดยผู้ก่อเหตุคาดยิงมาจากหลังคาอาคาร ระยะเกิน 200 หลา

อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังไม่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ แม้ก่อนหน้านั้นจะมีผู้ถูกควบคุมตัวสองราย แต่ทั้งคู่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุยิงและถูกปล่อยตัวไป ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังตามหาผู้ต้องสงสัยรายใหม่ ส่วนสาเหตุของเหตุยิงยังไม่ชัดเจน แต่เหตุการณ์นี้ให้น้ำหนักไปที่เรื่องการเมืองที่ทวีความรุนแรงขึ้นในสหรัฐอเมริกา

โดยวิดีโอจากสื่อสังคมออนไลน์แสดงให้เห็น เคิร์กกำลังพูดใส่ไมโครโฟนใต้เต็นท์ พร้อมป้าย “The American Comeback” (การกลับมาของอเมริกา) และ “Prove Me Wrong” (ลองมาพิสูจน์ว่าฉันคิดผิด) จากนั้นเกิดเสียงปืน เขาชูมือข้างขวาเลือดไหลออกจากคอด้านซ้าย กระทั่งผู้ฟังปราศรัยตกใจวิ่งหนีออกจากบริเวณทันที ซึ่งเหตุเกิดที่สนาม Sorensen Center ในมหาวิทยาลัยยูทาห์วัลเลย์ (Utah Valley University)

สำหรับ เคิร์กเป็นที่รู้จักในการจัดโต้วาทีกลางแจ้งในมหาวิทยาลัยหลายแห่งทั่วประเทศ และมีบทบาทสำคัญในการชักชวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งรุ่นเยาว์ให้สนับสนุนพรรครีพับลิกัน โดยหลังเหตุสังหาร ทรัมป์โพสต์ไว้อาลัยว่า “ไม่มีใครเข้าใจหัวอกของเยาวชนอเมริกันดีกว่าชาร์ลี” 

ปธน.เกาหลีใต้ รับบริษัทเอกชนเริ่มลังเล!! ลงทุนในสหรัฐฯ หลังบุกจับแรงงานโสมขาวครั้งใหญ่ ที่โรงงานผลิตแบตฯ รัฐจอร์เจีย

(11 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อี แจมยอง แถลงว่า การบุกตรวจคนงานชาวเกาหลีใต้กว่า 300 คนในรัฐจอร์เจียของสหรัฐ อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนโดยตรงจากเกาหลีใต้ในอนาคต พร้อมยอมรับว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความสับสนให้กับบริษัทเกาหลีใต้ที่ไปตั้งโรงงานในสหรัฐ

เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในปฏิบัติการครั้งใหญ่ที่สุดของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐ (ICE) ในรอบหลายปี โดยมีการควบคุมตัวแรงงานจำนวนมากจากโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในเมืองเอลลาบ รัฐจอร์เจีย ซึ่งเป็นโครงการร่วมลงทุนของฮุนได (Hyundai) และแอลจี เอนเนอร์จี โซลูชัน (LG) ทำให้สังคมเกาหลีใต้ไม่พอใจ และมองว่าเป็นการบั่นทอนมิตรภาพระหว่างสองประเทศที่สืบเนื่องยาวนานตั้งแต่หลังสงครามเกาหลี

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตกลงให้แรงงานทั้งหมดกลับประเทศก่อน แล้วจึงพิจารณากระบวนการกลับเข้าสหรัฐเพื่อทำงานใหม่ ขณะที่สหรัฐยอมรับข้อเรียกร้องของเกาหลีใต้ในการส่งแรงงานกลับโดยไม่ใส่กุญแจมือ

แรงงานชาวเกาหลีใต้ที่ถูกควบคุมตัวมีกำหนดเดินทางกลับจากแอตแลนตาในวันพฤหัสบดีและถึงกรุงโซลในวันศุกร์ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ในเกาหลีใต้ที่มองว่าภาพแรงงานถูกใส่โซ่ตรวนและพาขึ้นรถบัสเป็น “การตบหน้ามิตรภาพ” และอาจทำให้บริษัทเกาหลีใต้ทบทวนการลงทุนในสหรัฐ

แม้เจ้าหน้าที่สหรัฐอ้างว่าผู้ถูกควบคุมตัวบางส่วนเข้าประเทศผิดกฎหมายหรืออยู่เกินวีซ่า แต่ฝ่ายกฎหมายเกาหลีใต้ยืนยันว่ามีแรงงานจำนวนหนึ่งทำงานอย่างถูกต้อง ขณะเดียวกันนักการเมืองสหรัฐเองก็เริ่มผลักดันร่างกฎหมาย Partner with Korea Act เพื่อแก้ปัญหาวีซ่าธุรกิจและแรงงานระหว่างสองประเทศให้มีความชัดเจนมากขึ้น

สหรัฐฯ ขอโทษเหตุบุกจับ ‘แรงงานเกาหลีใต้’ 300 ชีวิต ย้ำแรงงาน-นักลงทุนกิมจิมีคุณค่า พร้อมปรับระบบวีซ่าเอื้อ

(15 ก.ย. 68) คริสโตเฟอร์ แลนโด (Christopher Landau) รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศสหรัฐฯ แสดงความเสียใจเมื่อวันที่ 14 ก.ย. ต่อกรณีการจับกุมแรงงานชาวเกาหลีใต้จำนวนมากในสหรัฐฯ พร้อมยืนยันว่าผู้ที่เดินทางกลับประเทศจะไม่ถูกเลือกปฏิบัติหากต้องการกลับเข้าสหรัฐฯ อีกครั้ง โดยเหตุการณ์นี้นับเป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ออกมาแถลงขอโทษต่อสาธารณะ

หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ‘แลนโด’ เดินทางเยือนกรุงโซลและหารือกับนางพัค ยุนจู (Park Yoon-joo) รัฐมนตรีช่วยการต่างประเทศเกาหลีใต้ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่าจำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ และพิจารณาการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างสองประเทศ เพื่อแก้ปัญหาด้านระบบ รวมถึงการหารือการออกวีซ่าเฉพาะสำหรับแรงงานเกาหลีใต้

ฝ่ายเกาหลีใต้ย้ำว่าเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตกใจอย่างมากในสังคม พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ ดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรม ไม่เพียงเพื่อป้องกันปัญหา แต่ยังต้องปรับปรุงระบบวีซ่าให้เอื้อต่อแรงงานและนักลงทุนชาวเกาหลีใต้ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจและภาคการผลิตของสหรัฐฯ

ทั้งนี้ การเยือนของแลนโดนับเป็นการเยือนระดับสูงครั้งที่สองของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์สมัยที่สอง ต่อจากการเดินทางของประธานเสนาธิการร่วมเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยรัฐบาลเกาหลีใต้ย้ำว่าต้องการให้เหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับปรุงความร่วมมือให้เกิดประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top