Thursday, 4 June 2026
ตำรวจไซเบอร์

‘Whoscall’ ผนึกกำลังตำรวจไซเบอร์ รับเทศกาลวันแม่ แจกฟรี!! 500,000 โค้ดพรีเมียม 2 เดือน หมดเขต 31 ส.ค.นี้

(8 ส.ค.67) Gogolook บริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อความเชื่อมั่น (TrustTech) ผู้พัฒนา แอปพลิเคชัน Whoscall แอปพลิเคชันระบุตัวตนสายเรียกเข้าที่ไม่รู้จัก และป้องกันสแปมสำหรับสมาร์ทโฟน ร่วมกับกองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) จึงถือโอกาสช่วงเทศกาลวันแม่ ส่งวิดีโอแคมเปญ #ไม่มีใครตัดสายเก่งเท่าแม่คุณ ชวนลูกทุกคนมอบของขวัญสุดล้ำค่าเพื่อปกป้องแม่ ด้วยการโหลดแอปฯ Whoscall พร้อมแจกโค้ด Whoscall พรีเมียม เบสิก ฟรี! 2 เดือน ตั้งแต่วันนี้ - 31 สิงหาคม 2567

จากสถิติการรับแจ้งความออนไลน์ล่าสุดของบช.สอท. ระหว่างเดือน มีนาคม 2565 - มิถุนายน 2567 เผยให้เห็นว่า คนไทยตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพมากกว่า 575,500 คดี มูลค่าความเสียหายสะสมกว่า 65,715 ล้านบาท หรือ เฉลี่ยมูลค่าความเสียหายวันละ 80 ล้านบาท โดย 64% เกิดขึ้นกับกลุ่มเพศหญิงวัยทำงานตอนกลางจนถึงวัยสูงอายุ ตั้งแต่อายุ 30 - 60 ปีขึ้นไป สูงถึงกว่า 248,800 คดี ดังนั้น Gogolook ในฐานะบริษัทที่มีความมุ่งมั่น อย่างแน่วแน่ในการป้องกันกลลวงจากมิจฉาชีพ พร้อมส่งเสริมให้ทุกคนหันมาปกป้องคนที่คุณรักจากภัยคุกคาม จากการหลอกลวงในรูปแบบต่าง ๆ

ด้าน นางสาว มนประภา รัตนกนกพร หัวหน้าฝ่ายการตลาด บริษัท โกโกลุก (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน Whoscall กล่าวว่า “การปกป้อง ‘แม่’ หรือผู้สูงอายุจากมิจฉาชีพเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน ในขณะที่เราสามารถปกป้องมิจฉาชีพได้ด้วยตนเอง ‘แม่’ ของเราอาจรู้ไม่เท่าทัน โดยจากการสำรวจของบริษัทเมื่อไม่นานมานี้ พบว่า การมีเงินเก็บเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเงินออม เงินเกษียณ หรือ เงินบำนาญ และความไม่ชำนาญในการใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อน เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้สูงอายุมักตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพ ซึ่งปัจจุบัน Whoscall เป็นหนึ่งในแอปพลิเคชัน ที่ไทยนิยมใช้มากที่สุดสำหรับการป้องกันภัยจากมิจฉาชีพ ดังนั้นในช่วงเทศกาลวันแม่ปีนี้ เราจึงได้ร่วมมือกับ บช.สอท. ออกวิดีโอแคมเปญ เพื่อร่วมรณรงค์การเฝ้าระวังภัยจากมิจฉาชีพ พร้อมจัดกิจกรรมแจกโค้ด Whoscall พรีเมียม เบสิก ฟรี เป็นของขวัญสุดล้ำค่าให้แก่คนที่เรารัก”

วิดีโอแคมเปญภายใต้คอนเซปต์ #ไม่มีใครตัดสายเก่งเท่าแม่คุณ ที่จะปล่อยออกมาในช่วงเทศกาลวันแม่นี้ เป็นการนำเสนอไอเดียการสื่อสารผ่านหนังโฆษณาที่มุ่งเน้นไปที่การปกป้องผู้ใช้จากการรับสายและข้อความที่ไม่พึงประสงค์ โดยแคมเปญนี้ได้มีการหยิบยกเคสตัวอย่างจริง ซึ่งทางแบรนด์ได้มีการตรวจสอบและขออนุญาตจากผู้เกี่ยวข้อง ทุกฝ่ายแล้ว โดยเคสที่หยิบยกขึ้นมาเป็นเคสตัวอย่างของคุณแม่หลายท่านที่ถูกมิจฉาชีพหลอกเงิน ตามมาด้วย ความสูญเสียมหาศาลทั้งทางทรัพย์สินและสภาพจิตใจ ที่มาพร้อมวลีเด็ด ‘อย่าให้ค่าน้ำนมกลายเป็นค่าเสียหาย’ เพื่อเป็นการย้ำเตือนให้ลูก ๆ ตระหนักถึงปัญหา และอยากถือโอกาสเชิญชวนลูกทุกคนลุกขึ้นมาร่วมมือกันปกป้องคุณแม่ จากมิจฉาชีพด้วยการโหลดแอปพลิเคชัน Whoscall และแจ้งเบาะแสของการหลอกลวงกับสายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441

ด้าน พ.ต.ท. ดร.ปุริมพัฒน์ ธนาพันธ์สิริ รอง ผกก.4 บก.สอท.1 ผู้แทนหน่วยกองบัญชาการตำรวจ สืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กล่าวว่า “จากข่าวมิจฉาชีพที่ได้เห็นกันมาตลอดทำให้คนไทยเริ่มตื่นตัว และระวังภัยจากมิจฉาชีพที่เข้ามาในรูปแบบต่าง ๆ กันมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นคนรุ่นใหม่ ที่อัปสกิลการเอาตัวรอด และรู้วิธีการต่อกรกับมิจฉาชีพในคราบคอลเซ็นเตอร์หลากหลายรูปแบบได้ แต่ไม่ใช่กับคนรุ่นแม่หรือผู้สูงอายุ จากสถิติล่าสุดของ บช.สอท.สามารถสรุปได้ว่า กลุ่มผู้หญิงวัยทำงานไปจนถึงผู้สูงวัย หรือบรรดาแม่เป็นเป้าหมาย หลักของมิจฉาชีพ โดยคดีการหลอกลวงทางออนไลน์จากมิจฉาชีพที่สร้างมูลค่าความเสียหาย ให้กับประเทศไทยมากที่สุด คือ ‘คดีหลอกให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์’ โดยมีมูลความเสียหายรวมเกือบ 7 หมื่นล้านบาท ยังไม่รวมถึงคดี ที่อยู่ในระบบออฟไลน์ หรือผู้ที่ไม่ได้มาแจ้งความ ดังนั้นความร่วมมือกับ Whoscall ถือเป็นความร่วมมือที่เกิดขึ้น ในช่วงเวลาที่เหมาะสม ในจังหวะที่ สถานการณ์มีความรุนแรง และมูลค่าความเสียหายสะสมมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ เราพร้อมร่วมมือกับ Whoscall เพื่อปกป้องชุมชนจากภัยคุกคาม และป้องกันกลุ่มผู้สูงอายุที่มีความเปราะบางมากที่สุด”

ดังนั้นพิเศษในช่วงเทศกาลวันแม่ปีนี้ Whoscall จัดกิจกรรมแจกโค้ด Whoscall พรีเมียม เบสิก เป็นระยะเวลา 2 เดือน ให้ทั้งแม่และลูก ฟรี!! จำนวน 500,000 โค้ด รวมมูลค่ากว่า 29 ล้านบาท

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Whoscall ได้ฟรี!! ทั้ง iOS และ Android และ กรอกโค้ด WHOSCALLSAVEMOM ที่ https://redeem.whoscall.com/ เพื่อเข้าถึงฟีเจอร์การใช้งานต่างๆ อาทิเช่น การบล็อกสายมิจฉาชีพ ระบบอัปเดตหมายเลขโทรศัพท์ภายในเครื่องโดยอัตโนมัติ รวมไปถึงการป้องกันลิงก์จาก SMS ปลอม ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 สิงหาคม 2567

ทั้งนี้ สามารถรับชมวิดีโอแคมเปญได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=5cLr3l7JoPE
สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Whoscall ได้ฟรี! ทั้ง iOS และ Android ที่ https://app.adjust.com/1fl5tjhg

และสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://whoscall.com/th/blog/articles/1306 และ https://www.facebook.com/whoscall.thailand

ตำรวจไซเบอร์จับผู้ต้องหาซิมม้าในห้างกลางกรุง ของกลาง 150 ซิมทุกเครือข่ายมือถือ เตรียมขยายผลจับกุมผู้จัดหาซิมและพาสปอร์ตเพื่อลงทะเบียน

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) สั่งการให้ตำรวจไซเบอร์ บช.สอท.ระดมกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ช่วงเทศกาลคริสต์มาสและเทศกาลปีใหม่ 2568 ห้วงวันที่ 27 ธันวาคม 2567 ถึงวันที่ 2 มกราคม 2568 ซึ่งทางด้านกองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 (บก.สอท.3) นำโดย พ.ต.อ.สุรพงษ์ ไทยประเสริฐ รอง ผบก.สอท.2 รรท.ผบก.สอท.3 สั่งการระดมกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในพื้นที่รับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด วันที่ 28 ธันวาคม 2567 พ.ต.อ.อภิรักษ์ จำปาศรี ผกก.1 บก.สอท.3 นำกำลังจับกุม น.ส.พิมพรฯ ผู้ต้องหา กระทำผิดฐาน “จัดเป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือไขข่าวโดยประการใด ๆ เพื่อให้มีการซื้อหรือขายเลขหมายโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งลงทะเบียนผู้ใช้บริการในนามของบุคคลหนึ่งบุคคลใดแล้ว แต่ไม่สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการได้ ทั้งนี้ โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด” โดยจับกุมได้ที่ร้านจำหน่ายโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์แห่งหนึ่ง ภายในห้างฟอร์จูนทาวน์ ถ.รัชดาภิเษก แขวงและเขตดินแดง กรุงเทพมหานคร พร้อมตรวจยึดของกลาง ซิมโทรศัพท์เครือข่ายต่าง ๆ รวมจำนวน 150 ซิม

จากการสอบสวน น.ส.พิมพรฯ ให้การว่า ได้รับการติดต่อจากแอปพลิเคชันไลน์ ชื่อ "K" ซึ่งเป็นคนติดต่อกับลูกค้า  ว่ามีลูกค้าต้องการซื้อซิมการ์ดพร้อมลงทะเบียน ซึ่ง "K" จะเป็นคนจัดหาหนังสือเดินทาง หรือ พาสปอร์ต ส่งมาให้ น.ส.พิมพร ฯ ผ่านช่องทางแอปลิเคชันไลน์ เพื่อลงทะเบียนให้ลูกค้า โดยล่าสุด "K" ได้เป็นคนติดต่อกับลูกค้าให้มารับซิมจำนวน 150 ซิม ที่ร้านจำหน่ายโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์แห่งหนึ่ง ภายในห้างฟอร์จูนทาวน์ เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ กก.1 บก.สอท.3 จึงทำการจับกุม น.ส.พิมพรฯ ส่งพนักงานสอบสวน สน.ห้วยขวาง เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย และจะได้ขยายผลติดตามจับกุมผู้ร่วมขบวนการ ผู้จัดหาซิมและพาสปอร์ต มาดำเนินคดีต่อไป

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบาย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการเร่งแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ มิจฉาชีพ และอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน และนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) , พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางด้านเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร.) ได้ขับเคลื่อนนโยบายผ่าน พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะผู้รับผิดชอบควบคุมสั่งการ บช.สอท. และ พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะ รอง ผอ.ศปอส.ตร. ได้สั่งการให้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. นำเจ้าหน้าที่ตำรวจ บช.สอท. สืบสวนจับกุมผู้ต้องหาที่กระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์และดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

AIS ผนึก ตำรวจไซเบอร์ ปฏิบัติการเชิงรุก ปราบ โจรจีนเทา จับเครื่องส่ง SMS ปลอม เตือน! ประชาชนอย่ากดลิงก์เด็ดขาด

พล.ต.ท. ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. ร่วมกับ AIS โดย นายวรุณเทพ วัชราภรณ์ หัวหน้าฝ่ายงานธุรกิจสัมพันธ์ แถลงผลการปฏิบัติการของตำรวจไซเบอร์ บช.สอท. ตามนโยบายรัฐบาล ที่จะเร่งแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ มิจฉาชีพ และอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน โดยครั้งนี้ 'มาตรการระเบิดสะพานโจร' คือ การบุกรวบจีนเทาพร้อมเครื่องส่ง SMS ปลอม (False Base Station) ได้คารถ หลังตระเวนขับรถส่ง SMS ที่ปลอม Sender ผู้ส่งเป็นชื่อ AIS โดยเป็นข้อความลวงให้แลกคะแนน AIS Points แนบลิงก์ดูดเงิน ในย่านรามอินทรา สุขุมวิท และฝั่งธนฯ

สืบเนื่องจาก จนท. ตำรวจไซเบอร์ ได้รับการประสานจาก AIS ว่าตรวจพบกลุ่มคนจีนใช้รถยนต์ขับตระเวนบริเวณชุมชน ห้างสรรพสินค้า ที่มีประชาชนหนาแน่น แล้วใช้อุปกรณ์ส่งสัญญาณความถี่ผิดกฎหมาย ส่งสัญญาณเข้าอุปกรณ์มือถือที่อยู่ในรัศมีโดยปลอมเป็นเครือข่าย AIS ทำการส่ง SMS ปลอมจาก Sender ชื่อ AIS ทำให้ประชาชนสับสนและหลงเชื่อ

ตำรวจไซเบอร์จึงร่วมมือกับทีมวิศวกร AIS สืบสวนติดตาม จนพบกลุ่มคนจีนใช้รถยนต์ฮอนด้า CRV สีบรอนด์ ที่ต้องสงสัย จึงได้สะกดรอยตาม พบรถคันดังกล่าวมาจอดที่ลานจอดรถของอพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่งในซอยนวลจันทร์ 60

จากการสังเกตพบคนต่างด้าวลักษณะเหมือนคนจีนลงจากรถ เข้าไปพักในที่พักดังกล่าว จึงเฝ้าจุดดูความเคลื่อนไหว จนกระทั่งเช้าของวันที่ 9 มกราคม 2568 หนึ่งในคนต่างด้าวได้มาที่รถคันดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ ทีมวิศวกร AIS และ เจ้าหน้าที่ กสทช. จึงได้เข้าแสดงตัวตรวจสอบ พบว่าอุปกรณ์ที่ติดตั้งหลังรถคันดังกล่าวเป็นเครื่อง False Base Station ที่ถูกติดตั้งไว้พร้อมใช้งาน ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวนี้เป็นเครื่องวิทยุโทรคมนาคมแบบพกพาเถื่อน ผิดกฎหมาย โทรศัพท์มือถือ 11 เครื่อง สมุดบัญชีธนาคาร บัตรเอทีเอ็มและซิมโทรศัพท์มือถือกว่า 30 รายการ จึงได้ทำการจับกุมตัว MR.LI อายุ 49 ปี และ MR. ZHU อายุ 47 ปี สัญชาติจีน และแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดี การปฏิบัติการจับกุมครั้งนี้ถือเป็นการตัดวงจรสำคัญของแก๊งคอลเซ็นเตอร์เถื่อน ปิดโอกาสคนร้ายในการติดต่อประชาชนที่อาจตกเป็นเหยื่อ โดยทางกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ยังคงร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างเข้มข้นต่อไป

นายวรุณเทพ วัชราภรณ์ หัวหน้าฝ่ายงานธุรกิจสัมพันธ์ AIS กล่าวว่า “ในฐานะผู้ให้บริการระบบสื่อสาร เราให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าให้ใช้บริการได้อย่างปลอดภัย จึงเดินหน้าทำงานเชิงรุกอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ โดยการให้ความร่วมมือกับตำรวจ และหน่วยงานภาครัฐ ในการติดตามมิจฉาชีพ ตรวจสอบเส้นทาง ปิดกั้นการใช้เครือข่ายเป็นช่องทางหลอกลวงประชาชน อย่างเรื่องการส่ง SMS ปลอม ผ่านอุปกรณ์เครื่องจำลองสถานี (False Base Station) เสมือนการปลอมเป็นเครือข่ายเอไอเอส ทำการส่ง SMS ปลอมจาก Sender ชื่อ AIS ทำให้ประชาชนสับสนและหลงเชื่อ ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าว เป็นเครื่องวิทยุโทรคมนาคมแบบพกพาเถื่อน ผิดกฎหมาย เพราะหลังจากการตรวจสอบแล้ว ไม่พบข้อมูลการได้รับอนุญาตจาก กสทช. แต่อย่างใด
 
ซึ่งเอไอเอสร่วมมือกับตำรวจตามจับมิจฉาชีพมาหลายเคสแล้ว ครั้งนี้ก็เช่นกัน เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุนภารกิจของฝ่ายความมั่นคง จนสามารถคำนวณเส้นทางการเคลื่อนตัวของมิจฉาชีพอย่างละเอียด ทำให้เข้าถึงแหล่งกบดานของกลุ่มนี้ และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ภารกิจการทลายแก๊งมิจฉาชีพกลุ่มนี้สำเร็จลงได้

นายวรุณเทพ ย้ำว่า "AIS ขอแจ้งไปยังประชาชนว่าอย่าหลงเชื่อและให้ข้อมูลส่วนบุคคลผ่านการกดลิงก์ แอดไลน์ หรือตอบกลับ SMS รวมถึงงดให้ข้อมูลส่วนบุคคล เช่น เลขบัตรประชาชน เลขบัตรเครดิต วันเดือนปีเกิด รวมทั้งรหัส OTP ในการทำธุรกรรมใดๆ แก่แหล่งที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ หากเป็นลูกค้า AIS เมื่อรับสายที่เข้าข่ายมิจฉาชีพ เมื่อวางสาย สามารถกด *1185# โทรออก ภายใน 5 นาที ระบบจะส่งเบอร์ล่าสุดที่รับสายไปเพื่อตรวจสอบและบล็อกทันที หรือ หากได้รับ SMS ผิดปกติ ก็สามารถโทร.แจ้งผ่านสายด่วน 1185 AIS Spam Report Center ได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง โดย AIS จะตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อไป"

‘พล.ต.ท.ไตรรงค์’ เผยพบค่ายมือถือดังหันเสาไปฝั่งเมียนมา เชื่อ เป็นการลอบส่งสัญญาณเน็ตให้ประเทศเพื่อนบ้าน

(7 ก.พ. 68) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการกองบัญชาการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีตัดไฟ สัญญาณเน็ต บริเวณชายแดนไทย-เพื่อนบ้าน ว่าปฏิบัติการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตามแนวชายแดนนั้นมีมาตลอด ไม่ใช่เริ่มทำตอนที่เป็นข่าวหรือในช่วงทางการจีนมาเยี่ยมทางการไทย โดยการปฏิบัติการเมื่อวานนี้ที่ตนได้รับมอบหมายให้ลงพื้นที่ไปชายแดนด่านพระเจดีย์สามองค์ จ.กาญจนบุรี ซึ่งในวันนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ ยังคงปฏิบัติการอยู่ในแนวชายแดน

ส่วนการปฏิบัติการของเมื่อวานนี้ตรวจพบสายอินเทอร์เน็ตที่มีการลักลอบเชื่อมโยง ออกจากผู้รับบริการชาวไทย ซึ่งเป็นผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบ้านดัดแปลงสัญญาณส่งไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยโยงสายอินเทอร์เน็ตข้ามไปชายแดน เนื่องจากว่าพื้นที่บ้านของผู้ลักลอบอยู่ติดกันกับประเทศเพื่อนบ้าน มีถนนคั่นกลางเพียง 3-4 เมตร

นอกจากนี้ยังพบการติดตั้งเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์มือถือของค่ายโทรศัพท์มือถือเอกชน ซึ่งทำผิดข้อกำหนดของ พ.ร.บ.โทรคมนาคม ของ กสทช. โดยมีการหันเสาสัญญาณไปยังเขตประเทศเพื่อนบ้าน เชื่อว่าการส่งสัญญาณลักษณะนี้ไม่ได้ส่งให้ประชาชนคนไทยตามแนวชายแดนใช้ จึงคาดการณ์เป็นการส่งสัญญาณให้กับประเทศเพื่อนบ้านใช้บริการ โดยทางเรามีการประสานกับทาง กสทช. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อีกทั้งพบว่ามีการลักลอบจ่ายกระแสไฟข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ในส่วนนี้ทางเราก็มีการประสานกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นเดียวกัน โดยจุดที่ลักลอบส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ต รวมถึงจ่ายกระแสไฟฟ้า ห่างกับที่ทำการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพียงไม่กี่เมตร ซึ่งบริเวณดังกล่าวเมื่อเดือน พ.ย. 67 ได้มีชาวจีนและคนไทยหลบหนีออกมาจากสถานที่ดังกล่าวจำนวนหลายคน

ส่วนวันนี้ยังได้รับรายงานว่ามีจุดสงสัยเพิ่มเติมแต่อย่างใด เนื่องจากอยู่ระหว่างการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ตำรวจไซเบอร์ระดับนายพล บุก!! ค้นบ้าน ‘ผู้ประกาศข่าว’ แค่!! เชิญตัวไปเป็นพยานคดีหมิ่นฯ ทำเกินกว่าเหตุหรือไม่

(23 ก.พ. 68) น่าเศร้าใจยิ่งนัก เมื่อตำรวจไซเบอร์กว่า 10 นาย บุกไปยังบ้านในชุมชนเล็กๆ แห่งหนึ่งย่านพุทธมณฑล พร้อมหมายค้นจากศาล

ที่บอกว่า เศร้าใจเพราะกองกำลังชุดนี้นำโดยนายพล ระดับ พล.ต.ท.(ผู้บัญชาการ) เพียงเพื่อนำหมายไปตรวจค้น และเชิญบุคคลไปเป็นพยานในคดีหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ย้ำว่า ‘เชิญไปเป็นพยาน’ เท่านั้น ไม่มีการตั้งข้อหาใดๆ

‘ตำรวจไซเบอร์’ ชุดนี้ นำโดยพล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) หรือตำรวจไซเบอร์ พร้อมด้วย พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. พ.ต.อ.ดำรงศักดิ์ อ่อนตา รองผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 4 (ผบก.สอท.4) นำกำลังตรวจค้นพร้อมหมายค้นศาลอาญาที่ 110/2568 ลงวันที่ 19 ก.พ. เข้าตรวจค้นบ้านหลังหนึ่ง บนถนนชัยพฤกษ์ แขวงและเขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ ก่อนควบคุมตัว น.ส.ไญยิกา (ขอสงวนนามสกุล) ‘ผู้ประกาศข่าว สำนักข่าวเดอะครีติก (The Critics)’ ไปพบพนักงานสอบสวนเพื่อให้การในฐานะพยานที่กองบัญชาการตำรวจไซเบอร์ เมืองทองธานี

เราจะเห็นว่า มีตำรวจระดับ พล.ต.ท. และ พล.ต.ต.อีกสองนาย และระดับนายพันก็ร่วมปฏิบัติการด้วย ซึ่งโดยปกติการที่ตำรวจจะเรียกใครไปเป็นพยานในคดีหมิ่นประมาท ก็จะออกหมายเรียก และต้องจ่ายค่าเดินทาง ค่าป่วยการให้กับพยานด้วย

แต่ไม่เข้าใจว่า ตำรวจไซเบอร์ ที่ปฏิบัติการครั้งนี้นำโดยผู้บัญชาการไซเบอร์ คิดอะไรอยู่ถึงได้ ‘ฮึกเหิม’ ถึงขนาดนี้ มีอะไรอยู่เบื้องหน้าเบื้องหลังหรือไม่

คดีนี้เกิดจากการที่ ‘ทักษิณ’ ให้ทนายความไปแจ้งความดำเนินคดีกับคนที่หมิ่นประมาทเขา โดยไปแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์ ซึ่งผิดปกติ เพราะคดีหมิ่นประมาท ถ้าจะนำความขึ้นศาล สามารถกระทำได้สองวิธี คือ

แจ้งความกับตำรวจเพื่อดำเนินคดี และปกติเขาจะไปแจ้งความที่โรงพักใดโรงพักหนึ่ง เพื่อให้ตำรวจสอบสวน แต่ทนายความของทักษิณเลือกไปแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์ 

อีกช่องทางหนึ่งคือ ให้ทนายความเขียนสำนวน และฟ้องเอง ซึ่งจะเป็นการลัดขั้นตอนตำรวจ และอัยการไป ก็สามารถดำเนินการได้ทั้งสองทาง

“เป้าหมายเขาคงจะอยู่ที่พี่มากกว่า”

‘ต้อย-สนธิญาณ’ กล่าว เพราะสำนักข่าว the critics อยู่ภายใต้โครงสร้างของทิศทางไทย ที่มีสนธิญาณบริหารอยู่ และมีสำนักข่าวอยู่ด้วย นำเสนอเนื้อหาเชิงสกู๊ปลงเสียงโดยผู้ประกาศข่าว สีหน้า และท่าทางเอาจริงเอาจัง และข่าวที่เป็นต้นเรื่องนำมาสู่การฟ้องร้อง คือการนำข้อมูลข่าวการจัดอันดับผู้นำของทักษิณ โดยเวบไซต์ข่าวต่างประเทศไปในทางลบมากๆ จึงนำมาสู่การฟ้องร้องหมิ่นประมาท แต่จริงๆข่าวชิ้นนี้สื่อในบ้านเราหลายสำนักก็แปลมาเล่นอยู่ แต่ทักษิณเลือกที่จะเล่นงาน the critics ของสนธิญาณ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สนธิญาณจะบอกว่า เป้าหมายเขาอยู่ที่พี่มากกว่า 

ตำรวจนำตัว ‘ไญยิกา’ ไปสอบสวนยัง ‘สำนักงานของตำรวจไซเบอร์’ ย่านเมืองทองธานี สอบสวนเสร็จก็ปล่อยตัวกลับมา โดยไม่มีการตั้งข้อหาใดๆ

“ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้ไปร้องต่อองค์กรอิสระ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เป็นต้น เพื่อจะได้นำข้อมูลไปให้กับองค์กรเหล่านี้ แต่ขอเวลาปรึกษากับผู้หลักผู้ใหญ่ และทนายความนิด” สนธิญาณ กล่าว

สนธิญาณ กล่าวอีกว่า จริงๆ ตำรวจก็ใช้วิธี ‘หลอกล่อ’ น้องผู้ประกาศเขา โดยระหว่างตำรวจเข้าไปน้องเขาก็โทรมาปรึกษาผม ผมก็บอกว่า ใจเย็นๆนะ พี่ปรึกษาทนายความก่อน และบอกว่าอย่าเพิ่งพูดอะไร ถ้ายังไม่มีทนายความ ระหว่างนั้นตำรวจก็ไปพูดอะไรกับน้องเขาก็ไม่รู้ และพาน้องเขาไปสอบปากคำ โดยยังไม่มีทนายความ

นี้น่าจะเป็นอีกปรากฏการณ์ของ ‘รัฐตำรวจ’ ที่หวนกลับมาอีกครั้ง และเริ่มเห็นร่องรอยของการ ‘คุกคามสื่อ’ จากองค์กร หน่วยงานรัฐที่มีกฎหมาย และอาวุธปืนอยู่ในมือ

คงจำกันได้ว่าเมื่อสัก 20 ปีที่แล้ว รัฐบาลก็ใช้อำนาจที่มีอยู่ตรวจสอบบุคคลที่ทำงานอยู่ในองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) และสื่อมวลชนอาวุโสอีกหลายคน จนเกิดคำขึ้นมาว่า ‘คุกคามสื่อ คุกคามประชาชน’ ปรากฏการณ์ใหม่นี้จะย้อนไปเหมือนในอดีตหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป

‘สำนักงานตำรวจแห่งชาติ’ เตือน ปชช. ระวัง!! มิจฉาชีพ แอบอ้างเป็น Facebook หรือ Meta เพื่อขโมยบัญชี 

(9 มี.ค. 68) รูปแบบการหลอกลวง !!

มิจฉาชีพส่งอีเมลปลอม หรือข้อความปลอม อ้างว่า “เฟซของคุณจะถูกลบถาวรเนื่องจากละเมิดสิทธิ์เครื่องหมายการค้า กรุณายื่นอุทธรณ์ที่ลิงก์นี้” หรือ “บัญชีของคุณมีพฤติกรรมผิดปกติ คลิกที่นี่เพื่อยืนยันตัวตน”

จากนั้นจะมีลิงก์ปลอมให้กด
หากคุณใส่ Username และ Password ข้อมูลจะถูกขโมย และบัญชีของคุณอาจถูกยึด

วิธีป้องกันมิจฉาชีพออนไลน์

1. อย่าคลิกลิงก์จากอีเมลหรือข้อความที่ไม่น่าเชื่อถือ
หากได้รับข้อความแปลกๆ ให้เข้าเว็บ Facebook หรือ Meta โดยตรง

2. ตรวจสอบ URL ก่อนกรอกข้อมูล
Facebook จริง URL ต้องเป็น: .com เท่านั้น
URL ปลอมมักมีลักษณะแปลกๆ เช่น: การสะกดผิด และ Domain เป็น .xyz

3. อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวหรือรหัสผ่าน
Facebook ไม่มีนโยบาย ขอรหัสผ่านหรือข้อมูลสำคัญผ่านอีเมลหรือข้อความ

4. เปิดใช้การยืนยันตัวตนสองขั้นตอน (2FA)
ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้บัญชี แม้ว่ารหัสผ่านของคุณจะรั่วไหล

5. แพลตฟอร์มจะไม่ขอข้อมูลส่วนตัว
หรือขอให้ผู้ใช้ทำตามขั้นตอนใดๆ ผ่านอินบ็อกซ์ และไม่ควรกดลิงก์ใดๆ หากพบพฤติกรรมที่น่าสงสัย

ตำรวจไซเบอร์ แถลงจับ ‘เอ็ม เอกชาติ’ อินฟลูเอนเซอร์ดัง สายตรงเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ ยึดทรัพย์กว่า 50 ล้านบาท

(27 มี.ค. 68) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) แถลงข่าวการจับกุม นายเอกชาติ มีพร้อม หรือ 'เอ็ม เอกชาติ' อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง หลังพบพยานหลักฐานชัดเจนว่า มีบทบาทเป็นระดับผู้บริหารในขบวนการฟอกเงินและรับผลประโยชน์จากเว็บพนันออนไลน์

พล.ต.ท.ไตรรงค์ เปิดเผยว่า การสืบสวนเริ่มต้นจากกรณีที่ เอ็ม เอกชาติ เคยมีประเด็นเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของ 'แบงค์ เลสเตอร์' หลังจากถูกชักชวนให้ดื่มสุราจนเสียชีวิต ต่อมาจากการตรวจสอบเชิงลึก พบว่า เฟซบุ๊กของนายเอ็มมีการแปะลิงก์เชื่อมโยงกับเว็บพนัน ทำให้ตำรวจไซเบอร์เริ่มขยายผลการสืบสวน

หลังจากเจ้าหน้าที่ เก็บรวบรวมพยานหลักฐานอย่างต่อเนื่อง และพบว่ามีเส้นทางการเงินที่น่าสงสัย รวมถึงความเกี่ยวข้องของนายเอ็มกับกลุ่มเว็บพนันออนไลน์ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2568 เจ้าหน้าที่จึงได้ขอ ศาลอนุมัติหมายจับและหมายค้น ก่อนเข้าจับกุมตัว เอ็ม เอกชาติ พร้อมตรวจสอบเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ในการตรวจค้นและยึดทรัพย์ เจ้าหน้าที่พบ ทรัพย์สินหลายรายการ มูลค่ารวมกว่า 50 ล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าอาจเป็นผลประโยชน์ที่ได้มาจากเว็บพนันออนไลน์ ทั้ง รถยนต์หรูหลายคัน เงินสด และทรัพย์สินอื่นๆ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบเส้นทางการเงินเพื่อติดตามผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

ขณะนี้ เอ็ม เอกชาติ ถูกควบคุมตัวอยู่ที่กองบังคับการตำรวจไซเบอร์ และให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังคงเดินหน้าสอบสวนขยายผล และคาดว่าจะสามารถเปิดโปงเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลังขบวนการฟอกเงินและเว็บพนันออนไลน์ที่เกี่ยวข้องได้ในเร็วๆ นี้

ตำรวจไซเบอร์ 4 เดินหน้ากิจกรรมตามโครงการ Cyber C.A.T ( Cyber Childern Assistant Team ) คู่ขนาน เสริมพลัง 'Thai Cyber Ranger ไทยรู้ทันหลอก' ชวนคนไทย 'Strike Back' โต้กลับภัยคอลเซ็นเตอร์

เมื่อวันที่ (26 มิ.ย.68) เวลา 10.00 น. ตำรวจไซเบอร์ 4 นำโดย พล.ต.ต.กฤตัชญ์ บำรุงรัตนยศ ผบก.สอท.4 พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจสังกัด บก.สอท.4 ได้จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เกี่ยวกับภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ภายใต้โครงการหลัก 'Thai Cyber Ranger ไทยรู้ทันหลอก' ของ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท.ซึ่งขับเคลื่อนพร้อมกันทั่วประเทศ

โดยโครงการ Cyber C.A.T ( Cyber Childern Assistant Team ) เป็นโครงการที่จัดทำขึ้น เพื่อประชาสัมพันธ์ แจ้งเตือน และให้ความรู้เกี่ยวกับภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ภายใต้แคมเปญ รีบโอนโจรยิ้ม แก่กลุ่มนักเรียน นักศึกษา ซึ่งเป็นเด็กและเยาวชน ที่เป็นเมล็ดพันธุ์ต้นกล้า ซึ่งถือว่าเป็นกำลังสำคัญ ในการส่งต่อความรู้สู่ชุมชนและสถานศึกษา เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้กับประชาชน และยกระดับการรับมือกับภัยไซเบอร์อย่างยั่งยืน โดยโครงการนี้ยังมุ่งเน้นการปลูกฝังจิตสำนึกแห่งความระมัดระวังในโลกออนไลน์ ส่งเสริมให้ประชาชนรู้จักตั้งข้อสงสัยเมื่อได้รับข้อความ โทรศัพท์ หรือการติดต่อจากบุคคลแปลกหน้า โดยเฉพาะผู้ที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หน่วยงานทางกฎหมาย หรือสถาบันการเงิน

สำหรับครั้งนี้ ตำรวจไซเบอร์ 4 ได้จัดกิจกรรมในพื้นที่รับผิดชอบ พร้อมกันจำนวน 3 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนดาราวิทยาลัย จว.เชียงใหม่ ห้างเซนทรัลสรรพสินค้า จว.พิษณุโลก และ โรงเรียนสรรพวิทยาคม จ.ตาก มีน้องๆนักเรียน นักศึกษา เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 2,000 คน 

ตร.ไซเบอร์ ปูพรมค้น 19 จุด ล่าตัว ‘ก๊กอาน’ สมุน ‘ฮุนเซน’ พัวพันขบวนการคอลเซนเตอร์-ฟอกเงินข้ามชาติ

(8 ก.ค. 68) ตำรวจไซเบอร์ระดมกำลังเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 19 จุดในกรุงเทพฯ สมุทรปราการ และชลบุรี ตามยุทธการ “ปิดตึกบัญชีม้า ล่านายทุนเขมร” โดยหนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือการบุกค้นบ้านพักย่านบางนา พร้อมหมายค้นและหมายจับนาย “ก๊กอาน” สัญชาติกัมพูชา ผู้ต้องหามีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

“ก๊กอาน” ถูกระบุว่าเป็นคนใกล้ชิดสมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และเป็นเจ้าของเครือ Crown Casino ที่เมืองปอยเปต ซึ่งถูกใช้เป็นฐานใหญ่ของขบวนการหลอกลวงออนไลน์ อาทิ Hybrid Scam และแก๊งคอลเซนเตอร์ โดยมีการใช้คนไทยเป็นบัญชีม้าและถูกกักขังในต่างแดน

ผลการตรวจค้นเบื้องต้นพบรถหรูหลายคัน และเงินสดรวมกว่า 27 ล้านบาท นอกจากนี้ตำรวจยังคงติดตามขยายผลต่อเนื่อง พร้อมเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน โดยปฏิบัติการครั้งนี้สืบเนื่องจากการสืบสวนหลายคดีที่เกี่ยวข้องกันในลักษณะองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติขนาดใหญ่

ทั้งนี้ ตำรวจยืนยันมีหลักฐานชัดเจนว่า “ก๊กอาน” รู้เห็น และให้การสนับสนุนการกระทำผิดขององค์กรอาชญากรรม โดยศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับลงวันที่ 7 ก.ค.2568 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเร่งติดตามจับกุมมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

กระบี่-ตำรวจไซเบอร์ แถลงข่าวทลายแก๊งซื้อขายบัญชีม้า ทลายเครือข่ายเงินกู้ผิดกฎหมาย หวยเถื่อน อาวุธปืน เว็บพนัน และอายัดเงินคืนผู้เสียหายเหยื่อโจรออนไลน์ พร้อมจัดประชุมผู้บริหารสัญจรที่กระบี่

(18 ส.ค. 68)  ณ ห้องไทรเงิน โรงแรมกระบี่รีสอร์ท ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าว ประกอบไปด้วย การทลายแก๊งซื้อขายบัญชีม้า ทลายเครือข่ายเงินกู้ผิดกฎหมาย หวยเถื่อน อาวุธปืน เว็บพนัน และอายัดเงินคืนผู้เสียหายเหยื่อโจรออนไลน์

การทลายแก๊งคนไทยเชื้อสายจีน เช่าห้องโรงแรมย่านรัชดาเปิดธุรกิจซื้อขายบัญชีม้า บุกรวบตัวได้คาห้อง 13 ราย สืบเนื่องจาก ตำรวจได้สืบสวนพบการลักลอบซื้อขายบัญชีม้าผ่านแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก ต่อมาได้พบข้อมูลว่า กลุ่มคนร้ายได้มีการนัดซื้อขายบัญชีม้ากันที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ย่านรัชดา ถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กทม. โดยกลุ่มบุกคคลที่รับซื้อขายบัญชีม้านั้นเป็นวัยรุ่นไทยเชื้อสายจีน นำโดยชายอายุประมาณ 20 ปี ตำรวจจึงตรวจยึดของกลางเป็นโทรศัพท์มือถือ จำนวน 13 เครื่อง สมุดบัญชีธนาคาร  พร้อมบัตร ATM จำนวน 22 เล่ม และดำเนินคดีผู้ต้องหาทั้งหมดต่อไป

กวาดล้างอาชญากรรมแดนใต้ ตรวจค้น 7 จุด จับกุม 8 ราย ทลายเครือข่ายเงินกู้ผิดกฎหมาย หวยเถื่อน และอาวุธปืน พร้อมออกหมายจับเพิ่ม “ก๊ก อาน” หลังพัวพันเว็บพนันรายใหญ่ “Lucabet123plus” โดยจุดที่ 1 จับกุมอาวุธปืน ในพื้นที่ ต.หน้าเขา อ.เขาพนม จ.กระบี่ 
จุดที่ 2 จับกุมเครือข่ายเงินกู้นอกระบบ ในพื้นที่ ต.อ่าวลึกน้อย อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ 
จุดที่ 3 จับกุมเครือข่ายเงินกู้นอกระบบ ณ อู่ซ่อมรถแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ อ.เมือง จ.พังงา 
จุดที่ 4 จับกุมหวยเถื่อน ณ ร้านโทรศัพท์มือถือแห่งหนึ่ง ย่านถนนกะโรม อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช 
จุดที่ 5 จับกุมเครือข่ายเงินกู้นอกระบบ ในพื้นที่หมู่ที่ 6 ต.ขุนทะเล อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช 
จุดที่ 6 จับกุมเครือข่ายเงินกู้นอกระบบ ในพื้นที่ หมู่ที่ 7 ต.คลองขุด อ.เมือง จ.สตูล 
จุดที่ 7 จับกุมเครือข่ายเงินกู้นอกระบบในพื้นที่ หมู่ที่ 9 ต.ชัยบุรี อ.เมือง จ.พัทลุง 
นอกจากนี้ ตำรวจไซเบอร์ยังออกหมายจับเพิ่ม “ก๊ก อาน” หลังพัวพันเว็บพนันรายใหญ่ “Lucabet123plus” เงินหมุนเวียนกว่า 10ล้านต่อเดือน หลังจากที่เจ้าหน้าที่ร่วมสืบสวนเส้นทางการเงินพบว่า เว็บไซต์พนันออนไลน์เครือข่าย “Lucabet123plus” ซึ่งเป็นเว็บพนันรายใหญ่ มีความเชื่อมโยงไปยังนาย “ก๊ก อาน” ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้รับผลประโยชน์ของเว็บพนันดังกล่าว ตำรวจจึงได้รวบรวมหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับ นาย “ก๊ก อาน” กับพวกรวม 20 คน อีกด้วย

“Money Cash Back” ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน ตำรวจไซเบอร์ช่วยเหยื่อโจรออนไลน์ชาวปักษ์ใต้ โดนหลอกรวมกันสูญกว่า 30 ล้าน อายัดทัน 1.2ล้าน นำคืนผู้เสียหาย 3 ราย ประกอบไปด้วย
รายที่1 เป็นหญิงชาวภูเก็ต ถูกชักชวนให้หารายได้โดยการกดเพิ่มสินค้าให้กับเว็บไซต์ โดยหลอกให้โอนเงินสำรองไปก่อนจึงได้รับผลตอบแทน สูญเงินไป 220,260.27 บาท ซึ่งตำรวจสามารถจับกุมตัวบัญชีม้าในขบวนการดังกล่าวได้ พร้อมประสานธนาคารเพื่อขออายัดเงินที่ถูกหลอกลวงไว้ได้ จำนวน 70,449.27 บาท นำคืนผู้เสียหาย
รายที่2 เป็นหญิงชาวเกะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ถูกหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อเทรดหุ้น สูญเงินไปประมาณ 5 ล้านบาท ต่อมา ผู้เสียหายพบเพจเฟซบุ๊กปลอบที่แอบอ้างว่าเป็นตำรวจไซเบอร์ โดยอ้างว่าจะดึงเงินจากคนร้ายที่หลอกลวงให้กลับมาได้ จึงได้ทำตามที่คนร้ายแนะนำ พร้อมโอนเงินไปยังบัญชีคนร้ายเพิ่มหลายครั้ง รวมเป็นเงินประมาณ 25 ล้านบาท ต่อมาตำรวจสามารถจับกุมตัวบัญชีม้าในขบวนการดังกล่าวได้ พร้อมประสานธนาคารเพื่อขออายัดเงินที่ถูกหลอกลวงไว้ได้ จำนวน 1 ล้านบาท นำคืนผู้เสียหาย
รายที่ 3 เป็นหญิงชาวพัทลุง ได้รับสายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์แอบอ้างว่าเป็นการไฟฟ้า อ้างว่าจะเปลี่ยนมิเตอร์ไฟให้เป็นแบบดิจิทัล เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อ คนร้ายจึงแนะนำให้ทำตามขั้นตอนที่แจ้ง เมื่อเสร็จเรียบร้อย ปรากฏว่าเงินถูกโอนออกไปจากบัญชีผู้เสียหาย จำนวน 1,951,230 บาท ต่อมาตำรวจสามารถจับกุมตัวบัญชีม้าในขบวนการดังกล่าวได้ พร้อมประสานธนาคารเพื่อขออายัดเงินที่ถูกหลอกลวงไว้ได้ จำนวน 210,074 บาท นำคืนผู้เสียหาย

ทั้งนี้ พลตำรวจโท ไตรรงค์ ผิวพรรณ ยังย้ำว่า ให้ประชาชนทุกคน โปรดระวัง มิจฉาชีพจะสร้างสถานการณ์ว่าจะสามารถสร้างรายได้ดี หรือสร้างความโลภให้ หรือกดดันให้ต้องรีบร้อนดำเนินการ หรือข่มขู่ให้รู้สึกหวาดกลัวให้รีบโอนเงิน สุดท้าย จะกดดันไม่ให้ปรึกษาใคร หากท่านตกอยู่ในสถานการณ์นี้ ขอให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าท่านกำลังถูกมิจฉาชีพ แก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงอยู่ ให้รีบวางสายแล้วปรึกษาคนที่ท่านเชื่อถือได้ หรือโทร 1441 (ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาอาชญากรรมออนไลน์) โดยเร็วที่สุด 

พร้อมกันนี้ ผบช.สอท.ได้ประชุมผู้บริหารสัญจร โรงแรมกระบี่รีสอร์ท ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ และตรวจเยี่ยมศูนย์ประสานงานส่วนหน้า กองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 5 จังหวัดกระบี่ (ศูนย์ประสานส่วนหน้า กก.1 บก. สอท.5  จว.กระบี่)

กระบี่///ณัฏฐพงษ์ ศรีปล้อง รายงาน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top