Thursday, 4 June 2026
ตำรวจไซเบอร์

'ตำรวจไซเบอร์' ครบรอบ 5 ปี แห่งความภาคภูมิใจ รอง ผบ.ตร.เป็นประธานพิธีสถาปนา ยืนหยัดปกป้องสังคมไทยจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

(9 ก.ย.68) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือ “ตำรวจไซเบอร์” จัดพิธีครบรอบวันคล้ายวันสถาปนาปีที่ 5 อย่างสมเกียรติ โดยมี พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ในฐานะอดีตผู้บัญชาการ บช.สอท. คนแรกของหน่วย ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี และมี พล.ต.อ.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา อดีต ผบช.สอท. (คนที่ 2) รวมทั้งแขกผู้มีเกียรติจากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมพิธี ขณะที่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. พร้อมผู้บังคับบัญชาระดับสูงและกำลังพลตำรวจไซเบอร์ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ณ อาคารประชุมสัมมนาและฝึกอบรม ตร. (เมืองทองธานี)

พิธีเริ่มต้นในช่วงเช้าเวลา 07.20 น. ด้วยการสักการะพระไพรีพินาศ ณ บริเวณหน้าศาลาพระไพรีพินาศ ตามด้วยการตรวจแถวกองเกียรติยศ ณ ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ หน้าอาคารเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษาฯ โดย พล.ต.อ.กรไชยฯ เดินทางมาเป็นประธานตรวจแถว และลงนามอวยพรหน่วยงาน เพื่อเป็นสิริมงคลและกำลังใจแก่กำลังพลทุกนาย ต่อมา เวลา 10.00 น. ได้มีการประกอบพิธีสงฆ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่หน่วยงานและผู้เข้าร่วมพิธี จากนั้นได้มีการมอบทุนการศึกษาแก่บุตรข้าราชการตำรวจ โดยมีประธานชมรมแม่บ้านตำรวจ บช.สอท. และคณะกรรมการแม่บ้านฯ ร่วมมอบทุนและกล่าวให้โอวาทแก่เยาวชน เพื่อสะท้อนถึงความห่วงใยและการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของครอบครัวตำรวจไซเบอร์ 

จากนั้น เวลา 11.00 น. พิธีสวมแหวน “อัศวินตำรวจไซเบอร์” เพื่อยกย่องบุคลากรในด้านต่างๆ ที่มีผลงานดีเด่นเป็นประจักษ์ โดยในปีนี้มีข้าราชการตำรวจที่ได้รับมอบการยกย่องและมอบแหวน ได้แก่

ด้านบริหารป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สืบสวน – จับกุม)
-พ.ต.อ.อภิรักษ์ จำปาศรี ผกก.1 บก.สอท.3
-พ.ต.ท.ประภาส ถาเหม รอง ผกก.1 บก.สอท.3
-ด.ต.สำนิตย์ สุระเวช ผบ.หมู่ กก.1 บก.สอท.3

ด้านป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ป้องกัน – ปราบปราม)
-พ.ต.อ.จักร ถนัดอักษร ผกก.กลุ่มงานป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี บก.ตอท.
ด้านสืบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
-พ.ต.อ.กฤษดา มานะวงศ์สกุล ผกก.1 บก.สอท.5
ด้านการประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์
-พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3

ด้านสอบสวนและดำเนินคดี (สอบสวน – งานคดี – วินัย – นิติกร)
-พ.ต.ท.เฉลิมพล จุมปูอา รอง ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.สอท.2
ด้านการพัฒนานวัตกรรมในการสืบสวนปราบปรามอาชญกรรมทางเทคโนโลยี
-พ.ต.ท.เรืองกฤษณ์ ศิริมาจันทร์ รอง ผกก.2 บก.สอท.1

ด้านอำนวยการและสนับสนุน
-พ.ต.ท.หญิง ลัดดา แตงอ่อน รอง ผกก.ฝ่ายธุรการและกำลังพล บก.อก.บช.สอท.

ด้านตรวจวิเคราะห์ข้อมูลและประมวลผลอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
-พ.ต.ท.วินัย ชมพุฒ สว.กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3

รวมทั้งมอบรางวัลและใบประกาศเกียรติคุณแก่ตำรวจไซเบอร์ผู้มีผลงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์ในด้านต่างๆ อาทิ
พ.ต.อ.หญิง สิริพรรณ พูลสุข ผกก.ฝ่ายงบประมาณและการเงิน บก.อก.บช.สอท., พ.ต.ท.ชนทัช วุฒิภัทรโสภณ
รอง ผกก.วิเคราะห์และเครื่องพิเศษ บก.สอท.3, พ.ต.ต.พากฤต กฤตยพงษ์ สว.ฝอ.บก.สอท.2 และข้าราชการตำรวจดีเด่นรายอื่นๆ รวมทั้งสิ้น 32 ราย

ช่วงบ่าย เวลา 15.00 น. บช.สอท. ได้จัดพิธีมอบประกาศเกียรติคุณแก่ข้าราชการตำรวจที่เกษียณอายุราชการ ประจำปีงบประมาณ 2568 ณ ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม โดยมีพิธีอันทรงเกียรติ อาทิ ขบวนเดินลอดซุ้มกระบี่ การมอบประกาศเกียรติคุณ และการจัดแสดงวีดิทัศน์มุทิตาจิตสดุดีผลงานที่ผ่านมา เพื่อเชิดชูเกียรติและแสดงความกตัญญูต่อผู้ที่อุทิศตนทำงานเพื่อประชาชนมาอย่างยาวนานจนถึงวันเกษียณ

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ได้รับเกียรติจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงจากหลายหน่วยงานเข้าร่วมพิธีอีกหลายราย อาทิ พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรง ที่ปรึกษาพิเศษ ตร., พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.ณัฐกร ประภายนต์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.พิษณุ อุณหเสรี รอง ผบช.ภ.4, พล.ต.ต.อุทัย กวินเดชาธร รอง ผบช.ภ.7, พล.ต.ต.ศรีศักดิ์ คัมภีรญาณ รอง ผบช.สงป.ตร. เป็นต้น  นอกจากนี้ ยังมีผู้นำและผู้แทนจากหน่วยงานรัฐและเอกชนอีกหลายราย อาทิ ศาลจังหวัดนนทบุรี, เลขาธิการ ปปง., ปปช., DSI, กสทช., คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล, มูลนิธิพระราหู, AIS, TRUE, คุณตัน ภาสกรนที (อิชิตัน), FLASH Express,ธนาคารต่างๆ, กลุ่มเพื่อนไตรรงค์, สมาคมหอการค้าไทยจีน, Mountainjoy Tech และอื่นๆ อีกมากมาย รวมทั้งหน่วยงานต่างประเทศ อาทิ ผู้แทน FBI, U.S. Secret Service, HSI, AFP, UNODC เป็นต้น 

การครบรอบ 5 ปีของตำรวจไซเบอร์ในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการเฉลิมฉลองห้วงเวลาสำคัญ แต่ยังเป็นการประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนว่า บช.สอท. จะยังคงพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อคุ้มครองประชาชนไทยอย่างเต็มภาคภูมิ พร้อมธำรงเกียรติยศในความเป็น “ตำรวจไซเบอร์” ที่ประชาชนเชื่อมั่น

เคทีซี-ตำรวจไซเบอร์ เปิดวงเสวนา “รู้ทันภัยไซเบอร์” สกัดภัยปลอมตัวหลอกเงิน สร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลให้คนไทย

เคทีซี ร่วมกับตำรวจไซเบอร์ เดินหน้ามาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันภัยไซเบอร์ที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค จัดเสวนา KTC FIT Talk ครั้งที่ 20 “รู้ทันภัยไซเบอร์: ปกป้องตัวตนและเงินในโลกดิจิทัล” วิเคราะห์พัฒนาการภัยคุกคามทางไซเบอร์ ที่กำลังรุนแรงและซับซ้อนจากฟิชชิ่ง (Phishing) และคอลเซ็นเตอร์ สู่การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Agentic AI ในการโจมตีธุรกรรมการเงิน พร้อมแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชนและสื่อมวลชน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้แก่สังคมไทย

พันตำรวจเอกสุริยศักดิ์ จิราวัสน์ ผู้กำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) สังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยสถิติและแนวโน้มการเกิดภัยออนไลน์ว่า “คดีอาชญากรรมออนไลน์ในปัจจุบันมีความซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น ตั้งแต่การหลอกลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงล่อใจ การปลอมแอปพลิเคชันที่ดูเหมือนของจริง ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) และ Deepfake การสร้างเสียงหรือวิดีโอปลอมเพื่อหลอกให้ประชาชนเชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่หรือบุคคลที่รู้จัก ส่งผลให้มีผู้เสียหายเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในทุกเพศ ทุกวัยและทุกอาชีพ จากข้อมูลเชิงสถิติพบว่าช่วงอายุ 25 ปี – 40 ปี ประสบภัยไซเบอร์มากที่สุด 70% เป็นผู้หญิงกว่า 60% โดยช่องทางออนไลน์ที่ถูกมิจฉาชีพเข้าสวมรอยหรือแทรกแซงในธุรกรรมการเงินมากที่สุด คือ โซเชียลมีเดีย ประมาณ 80%” 

“การบังคับใช้กฎหมายเพื่อตัดวงจรอาชญากรรมออนไลน์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องเสริมด้วยมาตรการเชิงป้องกันและการสร้างความรู้ควบคู่กัน เพราะการสื่อสารเชิงรุกคือหัวใจสำคัญ ต้องเผยแพร่ข้อมูลเตือนภัยที่รวดเร็ว เข้าถึงง่ายและใช้ภาษาที่ประชาชนเข้าใจ ไม่ว่าจะผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โทรทัศน์ วิทยุ หรือการรณรงค์ในพื้นที่จริง การแจ้งเตือนก่อนเกิดเหตุสามารถช่วยลดความสูญเสียได้มหาศาล โดยการรับมือกับภัยออนไลน์ต้องอาศัยความร่วมมือแบบบูรณาการ ในส่วนของภาครัฐ อย่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลังเร่งผลักดันกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและกฎหมายอาชญากรรมไซเบอร์ ขณะที่สถาบันการเงินก็เริ่มแชร์รูปแบบของภัยทุจริตต่างๆ (Fraud Trend) ร่วมกันผ่านสมาคมธนาคารไทย และกลุ่มคณะทำงานป้องกันการทุจริต (Fraud Working Group-FWG) ส่วนภาคเอกชนด้านเทคโนโลยี เช่น ผู้ให้บริการโทรคมนาคมหรือแพลตฟอร์มโซเชียล มีเดีย ได้เข้ามามีบทบาทในการสกัดกั้นเบอร์มิจฉาชีพและเว็บไซต์ปลอม ในขณะที่สื่อมวลชนยังสามารถช่วยเป็นแนวหน้าในการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องและผ่านการตรวจสอบแล้ว เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันข้อมูลแก่สังคม เมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูล การพัฒนามาตรการ และการสื่อสารความรู้เท่าทันภัยไซเบอร์ ก็จะช่วยสร้างเกราะป้องกันที่แข็งแรง และทำให้มิจฉาชีพเข้าถึงเหยื่อได้ยากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความท้าทาย คือ การแลกเปลี่ยนข้อมูลยังไม่เป็นระบบกลาง 100% และการตอบสนองต่อภัยใหม่ๆ ยังต้องใช้เวลาประสานงานหลายฝ่าย”

นายไรวินทร์ วรวงษ์สถิตย์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานควบคุมงานปฏิบัติการและปฏิบัติการร้านค้า “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เผยมุมมองต่อพัฒนาการภัยไซเบอร์ว่า “ภัยการเงินที่พบมากในอดีตคือการขโมยบัตรเครดิตหรือหมายเลขบัตร ต่อมาพัฒนาเป็นฟิชชิ่ง (Phishing) ผ่านอีเมลและ SMS ที่แนบลิงก์หลอกลวง ปัจจุบันโลกออนไลน์ได้เห็นเทคโนโลยี Deepfake ทั้งเสียงและวิดีโอที่ทำให้ผู้คนเชื่อว่ากำลังติดต่อกับเจ้าหน้าที่จริง และเมื่อเข้าสู่ยุค Generative AI ก็ยิ่งน่ากังวล เพราะสามารถสร้างข้อความ ภาพ และวิดีโอปลอมได้ทันที แม้ยังเป็นการฉ้อโกงแบบ Reactive ที่ต้องมีคนสั่งงาน แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือการมาถึงของ Agentic AI ที่สามารถคิด วางแผนและโจมตีได้เองแบบเรียลไทม์ ตัวอย่างเช่น ‘Shop Smart Agent’ ที่เปิดร้านค้าออนไลน์ปลอม หลอกเก็บข้อมูลบัตรเครดิต ก่อนนำไปใช้ทำธุรกรรมอัตโนมัติในหลายประเทศ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าภัยการเงินกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว”

“ข้อมูลล่าสุดพบว่ากว่า 86% ของความเสียหายจากภัยไซเบอร์มาจาก Data Compromise โดยข้อมูลบัตรถูกนำไปใช้ทำธุรกรรมที่ต่างประเทศ ขณะเดียวกันกลโกงแบบเดิมอย่างแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือ SMS ปลอมก็ยังคงระบาดอย่างต่อเนื่อง โดยหลอกเหยื่อให้โอนเงินเข้าบัญชี รวมไปถึงการหลอกลวงให้มีการลงทุน ผ่านการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐและธนาคาร จุดที่น่าห่วงที่สุดคือ ข้อมูลส่วนตัวของผู้บริโภค โดยเฉพาะรหัส OTP กำลังกลายเป็นอาวุธสำคัญของมิจฉาชีพ เราจึงอยากย้ำว่าทุกครั้งที่ได้รับข้อความแปลกๆ ต้องหยุดตรวจสอบก่อนทันที ไม่ควรรีบกดลิงก์หรือให้ข้อมูลโดยไม่ยืนยัน แนวทางป้องกันที่สามารถทำได้ทันทีคือ การไม่เปิดเผยรหัส CVV และ OTP ให้กับผู้ใดเด็ดขาด การตั้งวงเงินผ่าน Mobile Banking การเปิดการแจ้งเตือนทุกธุรกรรม รวมถึงเลือกใช้บัตรเครดิตเคทีซี ดิจิทัล (KTC Digital Card) ที่มี Dynamic CVV เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของธุรกรรมทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพราะหากเผลอคลิกลิงก์หรือกรอกข้อมูลไปแล้ว ต้องรีบอายัดบัตรและเปลี่ยนรหัสผ่านทันที ทั้งนี้  ธนาคารจะไม่มีการส่งลิงก์แนบใน SMS เพื่อให้กรอกข้อมูลส่วนตัวอย่างเด็ดขาด หากพบข้อความลักษณะดังกล่าวต้องติดต่อ Call Center โดยตรงเพื่อยืนยันความถูกต้อง” 

“ในส่วนของเคทีซีเรามีมาตรการเฝ้าระวังทุกธุรกรรมตลอด 24 ชั่วโมง แบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชัน KTC Mobile และหากพบธุรกรรมที่เสี่ยง เจ้าหน้าที่จะโทรศัพท์ยืนยันกับลูกค้าโดยตรง นอกจากนี้ เรายังสร้างสื่อความรู้ผ่านโซเชียล มีเดีย เช่น TikTok, Facebook และช่องทางออนไลน์อื่นๆ เช่น เว็บไซต์ www.ktc.co.th และ LINE OA เพื่อเตือนภัยและสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชน เคทีซีมุ่งมั่นดูแลความปลอดภัยทางการเงินของลูกค้าอย่างรอบด้านให้มากที่สุด โดยได้รับการยืนยันด้วยรางวัลระดับภูมิภาค เช่น รางวัลความปลอดภัยทางการเงินระดับเอเชียแปซิฟิก (Champion Security Award, Best in Class Performance (Thailand) จากวีซ่า ซึ่งสะท้อนความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีทางการเงินที่มีการบริหารจัดการความเสี่ยงและการรักษาความปลอดภัยข้อมูลตามมาตรฐานสากล เพื่อให้สมาชิกเคทีซีมั่นใจได้ว่าทุกธุรกรรมดิจิทัลมีความปลอดภัย” 

นายนพรัตน์ สุริยา ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายป้องกันทุจริตบัตรเครดิตและร้านค้า “เคทีซี” กล่าวเสริมว่า “เคทีซีได้ทำงานใกล้ชิดกับกองบังคับการปราบปรามฯ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยล่าสุดได้ร่วมแจ้งเบาะแสเพื่อสกัดกั้นการกระทำอันทุจริตของแก๊งปลอมบัตรเครดิต เพื่อยับยั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับสมาชิกและสังคม นอกจากนี้ สิ่งที่อยากฝากถึงสังคมคือ ครอบครัวควรมีบทบาทร่วมกันในการช่วยดูแลธุรกรรมของผู้สูงวัย ซึ่งมีความเปราะบางและมักตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพ โดยมีข้อแนะนำดังนี้ 
1. ควรหมั่นพูดคุยให้คำแนะนำด้านความปลอดภัย  
2. ตรวจสอบ SMS หรือการแจ้งเตือนธุรกรรมอย่างสม่ำเสมอ  
3. ตั้งวงเงินจำกัดในการใช้บัตรเพื่อป้องกันความเสียหาย  
4. ติดตั้งแอปฯ ที่ช่วยกรองเบอร์โทรศัพท์ที่เป็นสแปม เช่น  Whoscall และ 
5. อัปเดตข่าวสารเกี่ยวกับภัยไซเบอร์ใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อให้ผู้สูงวัยรู้เท่าทัน ไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพออนไลน์”

‘ไตรรงค์’ โต้ ‘บิ๊กโจ๊ก’ ย้ำตำรวจไซเบอร์เอาจริงปราบสแกมเมอร์ – เว็บพนัน ยันคดี ‘สส. ชนนพัฒฐ์’ ยังไม่จบ มีอีก 3 คดีรอเชือด สวนแรง “ตำรวจไม่ใช่แก๊งอาชญากรรม” เป็นองค์มีวินัย ลั่น หากทำผิดแม้ยศ ‘พล.ต.อ’ ก็ถูกไล่ออกได้

‘พล.ต.ท.ไตรรงค์’ ตอบโต้ ‘บิ๊กโจ๊ก’ ยืนยันตำรวจไซเบอร์เอาจริงปราบสแกมเมอร์ ปฏิเสธข้อหาตำรวจชุดจับกุมกลับคำให้การช่วยเหลือ ส.ส.ชนนพัฒฐ์ ลั่นยังมีอีก 3 คดีรอเชือด สส. คนดัง

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ออกมาให้สัมภาษณ์ในรายการ "เรื่องนี้ต้องเคลียร์" ตอบโต้ข้อกล่าวหาของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล (บิ๊กโจ๊ก) ที่กล่าวว่าตำรวจไซเบอร์ไม่เอาจริงในการปราบปรามเว็บพนันและแก๊งสแกมเมอร์ พร้อมชี้แจงรายละเอียดคดีพนันออนไลน์ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส. จังหวัดสงขลา พรรคกล้าธรรม

โดยพล.ต.ท.ไตรรงค์ ยืนยันว่า "ที่ผ่านมาดำเนินการอย่างจริงจัง ในส่วนการปฏิบัติของตำรวจเอาจริงเอาจังกับการปราบปราม อาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะพวกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน" โดยเล่าถึงการได้รับมอบหมายจาก ผบ.ตร. ให้มุ่งเน้นการนำทรัพย์สินคืนให้ประชาชนผู้เสียหาย

จากการทำงานร่วมกับทีมสืบสวนสอบสวน นำไปสู่การสร้าง "โครงการ Money Cashback" ซึ่งเป็นการระงับเส้นเงินก่อนที่จะถูกโอนออกนอกระบบ โดยประสานงานกับธนาคารต่างๆ ติดตามสืบสวนจับกุม จนสามารถยึดเงินอายัดเงินคืนให้ผู้เสียหาย ในช่วงที่เป็นผู้บัญชาการไซเบอร์ สามารถคืนเงินให้ผู้เสียหายประมาณ 50 กว่าราย เป็นเงิน 200 กว่าล้านบาท

ทั้งนี้เมื่อ ผบ.ตร. เห็นว่าโครงการนำร่องได้ผล จึงสั่งให้ยกระดับทำทั่วประเทศ และเห็นว่าการประสานงานออนไลน์ระหว่างตำรวจกับธนาคารได้ผล จึงมอบนโยบายให้ พล.ต.อ.พลเอก ธัชชัย ปิตะนีลบุตร ผู้อำนวยการ ศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการค้ามนุษย์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ไปออกแบบตั้ง "ศูนย์วอร์รูม IAC ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการค้ามนุษย์" เริ่มตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม

ผลของการทำงานร่วมกันแบบออนไซต์มีประสิทธิภาพมาก จากสถิติที่เก็บข้อมูลตั้งแต่ปี 2565 พบว่า ก่อนมี พรก. ในปี 2566 การอายัดเงินคืนมีเพียง 1-2% เมื่อมี พรก. เริ่มมีการทำงานร่วมกัน ขยับสูงขึ้นเป็นกว่า 10 % พอมาแก้เพิ่มมาตรการใน พรก.ปี 68 ฉบับที่สอง ขยับมาเป็น 15% - 20% แต่หลังจากตั้งวอร์รูม ปัจจุบันสามารถอายัดเงินของผู้เสียหายก่อนที่จะถูกโอนออกไปนอกระบบ และนำมาคืนให้ผู้เสียหายได้กว่า 40 %

**ยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ**

เมื่อนำโครงการเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการครั้งที่หนึ่ง นายกรัฐมนตรียกระดับเป็นวาระแห่งชาติ เพิ่มหน่วยงานที่เข้าร่วม ได้แก่ ก.ล.ต. กสทช. ค่ายมือถือ DSI ฝ่ายด้านการต่างประเทศ และเชิญตำรวจนานาชาติมาร่วมด้วย ทำให้เป็นวอร์รูมของรัฐบาล มีความเข้มแข็งเพิ่มมากขึ้น

สำหรับสถิติการหลอกลวงออนไลน์ปัจจุบัน เฉลี่ยวันละ 1,000 กว่าราย ความเสียหายกว่า 70 ล้านบาทต่อวัน โดยอันดับ 1 ที่ถูกหลอกมากที่สุดคือ การหลอกซื้อขายสินค้าและบริการ การหลอกให้ทำกิจกรรมหารายได้พิเศษ การหลอกกู้ยืมเงิน การหลอกให้รักและลงทุน (Hybrid scam) ตามลำดับ

นอกจากนี้ ในด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนำคณะไปประชุม คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee - GBC) ที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับมอบหมายให้ไปคุยเรื่องการทำความตกลงในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงการหลอกลวงทางไซเบอร์และการค้ามนุษย์ หรือ Action Plan ด้วย โดย พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นผู้แทนไป สามารถทำความตกลงกันได้ ถือว่าเป็นครั้งแรกที่มีความร่วมมือกันอย่างเป็นทางการ มีขั้นตอนการปฏิบัติชัดเจน ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

ปฏิเสธข้อกล่าวหาช่วยเหลือ ส.ส.ชนนพัฒฐ์

เมื่อถูกถามถึงการกล่าวหาว่า มีตำรวจ 2 คน คือ พ.ต.ต.ประชิต กับ ร.ต.อ.นวพล ไปกลับคำให้การ จนกระทั่งชนนพัฒฐ์ไม่ถูกดำเนินคดี พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยืนยันว่า "ไม่จริงนะครับ ผมยืนยันว่าทั้ง 2 ท่านนะครับ ประชิตกับนวพลเนี่ย ไม่ได้มีการกลับคำให้การ"

โดยอธิบายว่า หลังจากคุณอัจฉริยะได้ไปร้องเรียนกับ ผบ.ตร. เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2567 และทาง ผบ.ตร. จึงสั่งตรวจสอบเรื่องนี้ ซึ่งพนักงานสอบสวนที่ทำการสอบสวนเพิ่มเติม ทั้งประชิตกับนวพลเอง ก็ยืนยันว่า ข้อความที่ปรากฏไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในการสอบสวนคดีนี้ ตั้งแต่วันเวลาที่ทำการสอบสวน สถานที่ที่ทำการสอบสวน

พล.ต.ท.ไตรรงค์ อธิบายขั้นตอนการจับกุมว่า เริ่มจับกุมที่ สภ.เมืองสงขลา เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2565 โดยขออนุมัติศาลขอหมายค้น เข้าไปตรวจค้นบ้านพักหลายหลัง ซึ่งเชื่อว่าเป็นที่ตั้งของพวกแอดมินเว็บพนัน สามารถจับกุมได้หลายสิบคน พบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เชื่อมโยงถึงนายชนนพัฒฐ์

จากนั้นรวบรวมพยานหลักฐาน วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565 ไปขอหมายจับนายชนนพัฒฐ์ กับพวกอีก 1 คน ในข้อหาตาม พ.ร.บ.การพนัน และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ วันรุ่งขึ้น 24 กุมภาพันธ์ ขอหมายค้นไปทำการตรวจค้นเพื่อจับกุมผู้ต้องหา ไม่ได้เจอตัวนายชนนพัฒฐ์ที่สงขลา แต่มาจับได้ที่กรุงเทพฯ

อย่างไรก็ดี การไปตรวจค้นครั้งนั้นพบการกระทำผิดอีกเรื่องหนึ่ง พบว่าหลังจากจับกุมครั้งแรกที่ สภ.เมืองสงขลา เว็บ จิมิ 88.com ได้มีการเปลี่ยนเว็บ ปิดเว็บนี้ไป เปลี่ยนใหม่เป็นชื่อนาเนีย และย้ายจุดการตลาดจากเขต สภ.เมืองสงขลา ไปอยู่ในเขต สภ.หาดใหญ่ จึงไปจับกุมได้อีกที่หาดใหญ่ ส่งดำเนินคดีพนักงานแอดมินที่ สภ.หาดใหญ่

หลังจากจับนายชนนพัฒฐ์ได้ จึงทำพยานหลักฐานเพิ่มเติม ไปร้องทุกข์เพิ่มเติม ดำเนินคดีกับนายชนนพัฒฐ์ในข้อหาฟอกเงิน ซึ่งข้อนี้ทางรองฯ โจ๊ก ได้ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการแยกเป็นอีกหนึ่งคดี ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า ฝ่ายพนักงานจับกุมไม่มีสิทธิ์แยกคดี แต่เป็นการไปร้องทุกข์เพิ่มเติมกับพนักงานสอบสวนชุดเดิมที่ สภ.เมืองสงขลา แต่พนักงานสอบสวนตัดเลขคดีใหม่เอง

ต่อมาข้ามปี วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 66 ชุดปฏิบัติการ PCT ตร. ชุดเดิม ไปจับกุมเว็บพนันสายเปย์ในพื้นที่ สน.เพชรเกษม เจอพยานบุคคลให้การซัดทอด เจอพยานหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ เชื่อมโยงถึงนายชนนพัฒฐ์อีก รวบรวมพยานหลักฐานสืบสวนเพิ่มเติม

ในที่สุด วันที่ 12 ธันวาคม 66 ร้องทุกข์ดำเนินคดีกับนายชนนพัฒฐ์ที่ สน.เพชรเกษม ในข้อหาตาม พ.ร.บ.การพนัน และฟอกเงิน ซึ่งขณะนั้นชนนพัฒฐ์ได้เป็น ส.ส. แล้วตั้งแต่ 12 มิถุนายน 66

ผลของคดีต่างๆ

คดีแรกที่ สภ.เมืองสงขลา เรื่องคดีล่วงละเมิดมีการเล่นการพนันออนไลน์ พนักงานสอบสวนสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งสองราย ส่งสำนวนให้อัยการ อัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องนายชนนพัฒฐ์ สั่งฟ้องนายพัชร ผู้ต้องหาอีกรายหนึ่ง ส่งกลับมาให้ภาค 9 แต่ภาค 9 ไม่มีความเห็นแย้ง จึงยุติไป

สำหรับคดีร่วมกันฟอกเงิน พนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งสองราย ส่งสำนวนให้อัยการ และอัยการสั่งไม่ฟ้องทั้งสองราย แต่ภาค 9 แย้ง จึงส่งไปอัยการสูงสุด ซึ่งอัยการสูงสุดเห็นว่าการสอบสวนยังไม่สิ้นกระแสความ สั่งสอบสวนเพิ่มเติมในประเด็นเรื่องความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน

คดีที่ สภ.หาดใหญ่ พนักงานสอบสวนสั่งไม่ฟ้องนายชนนพัฒฐ์ สั่งฟ้องนายณัฐวุฒิ ผู้ต้องหาอีกคน ส่งสำนวนให้อัยการ อัยการสั่งไม่ฟ้องทั้งสองราย ภาค 9 แย้ง ส่งไปอัยการสูงสุด อัยการสูงสุดเห็นว่าการสอบสวนไม่สิ้นกระแสความ สั่งสอบสวนเพิ่มเติม

ยืนยันไม่มีการกลับคำให้การ

เมื่อมีการสอบสวนเพิ่มเติมตามคำสั่งอัยการสูงสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม คือประชิตกับนวพล ได้ให้การเพิ่มเติม ยืนยันรายงานสืบสวนทั้งหมด ยืนยันคำให้การครั้งแรกทั้งหมด ว่าชนนพัฒฐ์มีส่วนร่วม ชุดจับกุมยังยืนยันอยู่

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ตั้งคำถามว่า "อย่างเนี้ยจะให้การช่วยเหลือเหรอ" โดยยืนยันว่า คดีนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ยังไม่จบสิ้น ยังเหลือคดีที่ สน.เพชรเกษม และอีก 2 คดีที่ติดอยู่แน่ ๆ คือ ร่วมกันฟอกเงินที่ สภ.เมืองสงขลา และคดีที่หาดใหญ่ ซึ่งชุดจับกุมยืนยันเหมือนเดิม ไม่มีการกลับคำให้การ ขอให้ประชาชนสบายใจได้

สำหรับข้อกล่าวหาที่รองฯโจ๊ก บอกว่าตำรวจเป็นโจร เป็นแก๊งอาชญากรรม พล.ต.ท.ไตรรงค์ โต้ว่า "เป็นคำกล่าวหาที่รุนแรง และผมใช้คำว่ามันร้ายกาจมาก คุณกำลังกล่าวหาคนทั้งองค์กร คุณกำลังกล่าวหาตำรวจ 2 แสนคน คุณกำลังกล่าวหาพี่น้องประชาชนที่สนับสนุนกิจการตำรวจ ว่าสนับสนุนอาชญากร สนับสนุนองค์กรอาชญากรรม"

โดยย้ำว่า "ข้าราชการตำรวจที่ตั้งใจทำงานปฏิบัติงานตามหน้าที่ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะอยู่แนวชายแดนในการรักษาอธิปไตยร่วมกับทหาร ไม่ว่าจะอยู่ชายแดนใต้เพื่อรักษาด้ามขวานทองไว้ ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้กับอาชญากรรมรุนแรง ยาเสพติด แก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนตามท้องถนน เรามุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ทุกปีมีข้าราชการตำรวจเสียชีวิตไม่น้อยกว่า 30-40 นาย"

และตั้งคำถามว่า "ท่านพูดคำนี้ออกมา ท่านคิดถึงหัวอกคนเหล่านี้ไหม และน่าเสียใจยิ่งกว่านั้นคือท่านก็เคยเป็นตำรวจมาก่อน แม้ปัจจุบันท่านไม่ได้เป็นแล้วก็ตาม คำพูดแบบเหมารวมอย่างงี้เป็นคำพูดที่ร้ายกาจมาก ไม่ควรพูด"

ส่วนการระบุว่า มีอดีตนายกรัฐมนตรี มีเอี่ยวกับขบวนการสแกมเมอร์นั้น อยากจะบอกว่า คำพูดที่เลื่อนลอยเช่นนี้ ท่านพึงระวัง

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยังย้ำด้วยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นหน่วยงานที่รักษาระเบียบวินัยมาเป็นที่หนึ่ง และจะไม่ปล่อยตํารวจที่ไม่ดีไว้ในองค์กร โดยตัวเลขย้อนหลัง 3 ปี มีการลงทัณฑ์ทางวินัยข้าราชการตำรวจที่กระทำผิด ไปถึง 5,683 นาย ขั้นรุนแรงไล่ออก 781 คน ปลดออก 210 คน และในปี 2568 ไล่ออกถึงระดับพลตำรวจเอก ดังนั้น ไม่ว่าจะชั้นยศไหน ก็สามารถถูกไล่ออกได้หากกระทำผิดวินัยร้ายแรง เพราะฉะนั้น ขอให้พี่น้องประชาชนไว้ใจว่าตำรวจส่วนมากยังมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ พร้อมเสียสละเลือดเนื้อเพื่อรักษาความสุขสงบสุขเรียบร้อยให้กับประเทศไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top