Friday, 5 June 2026
ชายแดนไทยกัมพูชา

สำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม โพสต์เตือนสติกัมพูชา…อย่าลืมบุญคุณคนไทย เปิดบ้าน-ตั้งค่ายช่วยผู้ลี้ภัยนับแสนยุคเขมรแดง!! แต่วันนี้หันปากกระบอกปืนใส่

(4 ส.ค. 68) สำนักโฆษกกระทรวงกลาโหมโพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก ย้อนเหตุการณ์ช่วงปี 1979-1980 ที่ไทยเคยเปิดรับผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาหลายแสนคนที่หลบหนีจากเขมรแดง โดยระบุว่า “จากคนที่หนีตาย สู่คนที่หันปากกระบอกปืนกลับมา” พร้อมย้ำว่าไทยเคยเป็นที่พึ่งสุดท้ายและไม่ลังเลที่จะช่วย

ในโพสต์ยังเล่าว่า รัฐบาลไทย องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนคนไทย ได้ช่วยเหลือทั้งอาหาร ที่พักพิง และการรักษาพยาบาล มีการตั้งค่ายผู้ลี้ภัยตามแนวชายแดนหลายแห่ง เช่น ค่ายคลองลึก ค่ายเขาอีด่าง และค่าย Site Two ซึ่งต้อนรับผู้หนีภัยหลายแสนคน แม้ขณะนั้นสถานการณ์จะยังตึงเครียด

หลายครอบครัวเริ่มต้นชีวิตใหม่จากค่ายในไทย บางคนได้ไปอยู่ประเทศที่สาม ขณะที่บางคนกลับบ้านเกิดพร้อมโอกาสใหม่ แต่ไทยกลับถูกตอบแทนด้วยความไม่เป็นมิตรในปัจจุบัน ทางสำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม จึงโพสต์ข้อความนี้เพื่อเตือนให้กัมพูชาทบทวนประวัติศาสตร์ และย้ำว่าไทยเคย “ยื่นมือช่วยอย่างไม่มีเงื่อนไข”

“บางคนเรียนหนังสือที่ครูไทยสอน บางคนรอดชีวิตจากวัณโรค เพราะหมอไทยรักษา บางครอบครัวเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่ ก่อนย้ายไปแคนาดา อเมริกา หรือกลับเขมรในเวลาต่อมา แต่ใครจะคิดว่า…เพียงไม่กี่สิบปีต่อมา เขมรกลับลืมทุกอย่าง!!”  สำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม โพสต์ทิ้งท้าย

ข้อเท็จจริงเบื้องหลังข่าวลือ "โดรน 4,000 ลำ" ของกัมพูชา ชี้เป็นเพียง “งานสาธิตเทคโนโลยีจีน” ไม่ใช่การส่งมอบอาวุธ

(4 ส.ค. 68) ล่าสุดข้าพเจ้าได้มีโอกาสคุยกับแหล่งข่าวต่างชาติที่น่าเชื่อถือในวงการโดรน ท่านหนึ่ง ... เป็นข้อมูลที่น่าสนใจมาก เชื่อว่าน่าจะแก้ไขสงสัยในข่าวลือที่หลายคนยังคงกังวลอยู่  รวมไปถึงทำให้เราเข้าใกล้ข้อเท็จจริงมากขึ้นเกี่ยวกับโดรนของกัมพูชาครับ

จุดเริ่มต้นจาก “งานสาธิตเทคโนโลยี” ไม่ใช่การส่งมอบอาวุธ ในช่วงปลายเดือนมกราคม ปี 2567 ประเทศกัมพูชาได้จัดกิจกรรมสาธิตเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ณ สนามบินทหารจังหวัดกำปงชนัง โดยเป็นความร่วมมือเชิงเทคนิคกับบริษัทผู้ผลิตจากจีน คือ China National Aero-Technology Import & Export Corporation (CATIC)

การจัดงานมีเป้าหมายเพื่อแสดงศักยภาพของเทคโนโลยีโดรนต่อเจ้าหน้าที่ทหารและสาธารณชน เพื่อประกอบการศึกษาด้านยุทธศาสตร์และเทคนิคในอนาคต ไม่ได้เป็นพิธีส่งมอบ หรือมีข้อตกลงซื้อขายอาวุธใด ๆ เกิดขึ้น

จากข้อมูลที่ได้รับภายหลังจากแหล่งที่เกี่ยวข้องได้ ยืนยันว่า
>****ไม่มีการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการส่งมอบโดรนจากจีนให้กัมพูชาในช่วงเวลาดังกล่าว*****
เรื่องนี้สำคัญมากเพราะว่าทำให้ข้อเท็จจริงบางส่วนต้องพิจารณาใหม่ ดังนั้นเรื่องความกังวลใจที่เกินเลยไปจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอยากให้คลี่คลายออกไปนะครับ

สาเหตุข่าวลือปี 2568: ความเข้าใจผิดที่ทำให้ตื่นตกใจอยู่
ในช่วงต้นปี 2568 เริ่มมีข่าวสะพัดว่า กัมพูชาครอบครองโดรนจำนวนมากผิดสังเกต  และในช่วง พฤษภาคมปี 2568 มีการใช้โดรนประเภท kamikaze หรือโดนสังหาร ในสนามรบระหว่างไทยกัมพูชา ซึ่งตอนแรกผู้คนต่างสงสัยว่าอาจจะมีนักรบรับจ้าง จากประเทศอื่นเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง...

ซึ่งกระแสข่าวนี้ทำให้ทั้งภาคประชาชนและฝ่ายความมั่นคงของไทยเริ่มให้ความสนใจว่าโดรนเหล่านั้นมีแหล่งที่มาจากที่ใดได้บ้าง โดยเฉพาะเมื่อเชื่อมโยงกับภาพจำของความร่วมมือทางเทคโนโลยีกับจีนก่อนหน้านี้

สื่อสังคมออนไลน์ นักวิเคราะห์ และนักวิชาการบางรายเริ่มตั้งข้อสังเกตตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 ว่า หากกัมพูชามีโดรนจำนวนมากผิดปกติ อาจได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศ และจีนมักถูกวางเป็น “ผู้ต้องสงสัย” อันดับต้น ๆ

และเมื่อเกิดความขัดแย้งชายแดนจริงในเดือนพฤษภาคม 2568 ฝ่ายกัมพูชาเริ่มใช้โดรนในปริมาณที่มากขึ้นและมีบทบาทในการลาดตระเวนและปฏิบัติการทางยุทธวิธีอย่างชัดเจน

นี่เองที่ทำให้ฝ่ายไทย โดยเฉพาะประชาชนและหน่วยงานด้านความมั่นคง เริ่มตั้งข้อสงสัยมากขึ้นว่า “โดรนเหล่านี้มาจากไหน?”

แม้ก่อนหน้านี้จะไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้มากนัก
อย่างไรก็ตามที่ข้าพเจ้าเคยอนุมานไว้แล้วข้าพเจ้าเชื่อว่ารัฐบาลจีนน่ะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้โดรนเหล่านี้ในสนามรบระหว่างไทยกัมพูชา การได้ข้อมูลยืนยันเช่นนี้ ก็มีมูลที่ support สิ่งที่เป็นสมมติฐานได้ใกล้เคียงความจริงมากขึ้น

แต่สิ่งผิดจากการอนุมานนะตอนนี้คือ drone จำนวนมากของกัมพูชานั้น ไม่ใช่ของจากบริษัทจีนที่กล่าวถึงในข่าวลือเลย

> สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ในฐานะผู้ติดตามสถานการณ์ความมั่นคง ขอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเคยเข้าใจผิดอยู่จุดหนึ่ง — คือการประเมินว่างานสาธิตโดรนในปี 2567 เป็นการส่งมอบจริง เรื่องนี้ต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไขข้อเท็จจริงให้ถูกต้องเรื่องนี้ถือว่าเป็นความเข้าใจผิดของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าเคยเชื่อว่ากัมพูชาน่าจะได้รับการสนับสนุนโดรนจากจีนเพื่อนำมาใช้ในนโยบายความมั่นคงหรือเตรียมพร้อมทางทหาร

แต่เมื่อได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งที่เชื่อถือได้  ก็ปรากฏชัดว่า
> จีนไม่ได้มีการซื้อขายหรือส่งมอบโดรนรุ่นใดให้แก่กัมพูชาในลักษณะดังกล่าว
จุดนี้เองที่ทำให้ข้าพเจ้าเห็นว่าควร “ตัดชื่อจีน” ออกจากสมมติฐานในกรณีนี้ และถือโอกาสชี้แจงเพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเห็นภาพที่ตรงกับข้อเท็จจริงมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานที่ประจักษ์ชัดว่าโดรนจำนวนที่ประเมินเอาไว้ว่ามีจำนวนหลักพันที่กัมพูชานำมาใช้นั้นเกี่ยวข้องกับรัฐบาลจีน รวมถึง ได้รับการระบุจากแหล่งข่าวว่าบริษัทจากจีนไม่ได้จัดส่งยุทโธปกรณ์ระดับนี้ให้กัมพูชาแต่อย่างใดด้วย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ข้าพเจ้ายืนยันความคิดอย่างหนึ่งก็คือข้าพเจ้ามองเห็นผลเสียที่ ประเทศจีนจะได้รับหากสนับสนุนอาวุธให้กับรัฐบาลกัมพูชา หากกับพูชานำไปใช้ในการโจมตีเพื่อนบ้าน...ซึ่งเรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงที่พออนุมานได้ชัดเจน และยังยืนยันอยู่เช่นนี้เช่นกัน

🔍 สรุปท้ายบท: ต้องแยกข้อเท็จจริงออกจากความกังวล
ในเรื่องการข่าวที่ระบุว่ากัมพูชาครอบครองโดรนจำนวนมากนั้น ยังคงไม่สามารถตัดทิ้งไปได้ เพราะมีสัญญาณจากการใช้งานจริงในสนามรบที่น่าจับตา โดรนจำนวนมาก ขนาดเล็กขนาดใหญ่รวมไปถึง uav ถูกใช้ในสนามรบในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

แต่สิ่งหนึ่งที่ ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนจากข้อมูลภายนอก คือ  จีนไม่ได้มีการซื้อขายหรือส่งมอบโดรนในรุ่นที่ถูกกล่าวถึงในข่าวลือดังกล่าว

ข้อมูลที่ได้รับจากผู้มีความเกี่ยวข้องกับแหล่งผลิตโดยตรง ทำให้ประเด็น "จีนอยู่เบื้องหลังโดรนจำนวนมากในกัมพูชา"

ไม่สามารถยืนยันได้ และควรถูกแยกออกจากข้อสันนิษฐานในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม เราทุกฝ่ายยังคงจำเป็นต้องติดตามดู “หน้างานสงคราม” ต่อไปว่า จะมีการใช้โดรนรุ่นใด ในพื้นที่สงครามความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา และมีลักษณะการรุกล้ำเข้ามาในดินแดนไทยในลักษณะใดอีกบ้าง
เพื่อรักษาข้อเท็จจริงและช่วยเหลือผู้คนได้ดีที่สุดครับ

กัมพูชาส่งนักกีฬาซีเกมส์แค่ 57 คน จากเดิมแจ้งไว้ 1,500 คน ไทยยืนยันไม่ห้ามเขมรเข้าร่วม เพราะขัดกฎโอลิมปิก

(5 ส.ค. 68) ที่ประชุมคณะกรรมการคัดเลือกนักกีฬาไทยเปิดเผยข้อมูลล่าสุดจากชาติอาเซียนสำหรับการแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพปลายปี 2568 โดยพบว่า กัมพูชา ซึ่งเคยแจ้งไว้ว่าจะส่งนักกีฬากว่า 1,500 คน กลับเหลือเพียง 57 คนเท่านั้น สร้างความประหลาดใจและข้อสงสัยต่อท่าทีและความพร้อมของฝ่ายกัมพูชา

ขณะที่ชาติอื่นต่างยืนยันตัวเลขนักกีฬาแล้ว เช่น ไทยส่ง 2,134 คน, สิงคโปร์ 1,973 คน, มาเลเซีย 1,824 คน และเวียดนาม 863 คน ส่วนอินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, บรูไน และติมอร์ เลสเต ขอขยายเวลาส่งรายชื่อออกไปถึงวันที่ 1 กันยายนนี้

ทั้งนี้ มีข่าวลือว่าไทยอาจพิจารณา “บอยคอต” กัมพูชา แต่คณะกรรมการโอลิมปิกไทยยืนยันว่าไม่มีอำนาจห้ามชาติใดเข้าร่วม เพราะจะขัดกับกฎบัตรโอลิมปิกที่เน้นเสรีภาพและความเสมอภาคในวงการกีฬา

ด้านกัมพูชายืนยันยังคงเข้าร่วมการแข่งขันแน่นอน พร้อมขอให้แยกการเมืองออกจากกีฬา และย้ำว่าความร่วมมือด้านกีฬาระหว่างไทย-กัมพูชา ไม่ควรถูกกระทบจากประเด็นอื่นใดทั้งสิ้น 

กัมพูชาเปลี่ยนชื่อปั๊ม ปตท. เป็น PEACE Petroleum หวังสะท้อนสันติภาพ-ชูอัตลักษณ์ชาติเขมร

(5 ส.ค. 68) สื่อกัมพูชารายงานว่า นายเตีย เสียม (ลูกชายของ เตีย บัญ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา) ผู้ถือสิทธิ์เปิดสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ในกัมพูชา ประกาศเปลี่ยนชื่อแบรนด์ใหม่เป็น “PEACE Petroleum Cambodia - PPC” ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดด้านชายแดนระหว่างกัมพูชาและไทย โดยหวังใช้ภาพลักษณ์ใหม่นี้เป็นเครื่องมือส่งเสริมความสันติ

การเปลี่ยนชื่อเกิดขึ้นหลังการหารือกับผู้ร่วมลงทุนหลายวัน ก่อนจะมีการเปิดเผยชื่อ สี และสัญลักษณ์ใหม่ของปั๊มเมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา โดย PEACE จะมาแทนที่แบรนด์ ปตท. เดิมในทุกสถานีที่ นายเตีย เสียม ถือสิทธิ์ดำเนินการ

โดยชื่อและดีไซน์ของแบรนด์ใหม่เน้นสื่อถึง “ความเป็นเขมร” ผ่านการใช้สีในธงชาติ เช่น สีแดงแทนผืนแผ่นดิน สีน้ำเงินแทนความมั่นคง สีขาวแทนความบริสุทธิ์ พร้อมใช้ นกพิราบ เป็นสัญลักษณ์ของอิสรภาพ และสีทองเพื่อสะท้อนความรุ่งโรจน์ของชาวกัมพูชา

นายเตีย เสียม ยืนยันว่าการเปลี่ยนชื่อครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ธุรกิจ แต่เป็นการสร้างแบรนด์ที่สะท้อนอุดมการณ์ของชาติ โดยหวังว่าจะสร้างความภูมิใจแก่ชาวเขมร และลดแรงกดดันทางการเมืองที่อาจเชื่อมโยงกับแบรนด์ต่างชาติในสถานการณ์ปัจจุบัน 

ครม.ไฟเขียวเยียวยาทหาร 10 ล้าน ประชาชน 8 ล้าน ‘ภูมิธรรม’ ย้ำขอคนไทยสามัคคี ก้าวผ่านสองวิกฤติไปด้วยกัน

(5 ส.ค. 68) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ระบุว่า รัฐบาลเห็นชอบจ่ายเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตจากเหตุความรุนแรงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยให้ทหารรายละ 10 ล้านบาท และประชาชนรายละ 8 ล้านบาท พร้อมเน้นย้ำว่ารัฐบาลยึดแนวทางสันติวิธีและกฎหมายระหว่างประเทศในการแก้ปัญหาความมั่นคง

นายภูมิธรรมระบุว่า ขณะนี้สถานการณ์ปะทะที่ชายแดนได้ยุติลงในเบื้องต้น และอยู่ระหว่างการเข้าสู่กระบวนการเจรจาโดยใช้กลไก GBC ระหว่างไทย-กัมพูชา รัฐบาลแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตทุกครอบครัว และจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข่าวปลอม เพื่อไม่ให้เกิดการบิดเบือนข้อมูลที่กระทบความมั่นคง

ขณะเดียวกัน ครม.ยังหารือถึงวิกฤตเศรษฐกิจจากการที่สหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีสินค้าจากไทยเป็น 19% โดยรัฐบาลยืนยันว่าได้ดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชน และยังมองว่านี่เป็นโอกาสให้ไทยพัฒนาขีดความสามารถแข่งขันในเวทีโลก พร้อมเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย เช่น พักหนี้ ซอฟต์โลน และส่งเสริมการใช้สินค้าในประเทศ

ท้ายสุด นายภูมิธรรมเรียกร้องให้คนไทยทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ก้าวข้ามสองวิกฤติไปด้วยกัน ทั้งในด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ โดยย้ำว่า "ความสามัคคีของคนไทย คือพลังขับเคลื่อนประเทศ" และถึงเวลาแล้วที่ทุกคนจะเดินหน้าไปสู่จุดหมายเดียวกัน เพื่อสร้างความสงบสุขให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน

จีนหนุนบทบาทสร้างสรรค์ หวังฟื้นสัมพันธ์ 'กัมพูชา-ไทย'ชี้สถานการณ์ชายแดนเริ่มคลี่คลาย หลังมีการเจรจาหลายฝ่าย

(6 ส.ค. 68) โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน 'กัว เจียคุน' เผยว่าจีนจะเดินหน้าสนับสนุนบทบาทอาเซียนในการส่งเสริมการเจรจาเพื่อสันติภาพ และพร้อมดำเนินบทบาทเชิงสร้างสรรค์ของตนเองเพื่อหนุนการพลิกฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชา-ไทย

มีรายงานว่าการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา จัดขึ้นที่มาเลเซียระหว่างวันที่ 4–7 ส.ค. และจีนได้รับเชิญเข้าร่วมการประชุมวิสามัญในวันที่ 7 ส.ค. โดยก่อนหน้านี้จีนได้หารือไม่เป็นทางการกับไทยและกัมพูชาเมื่อ 30 ก.ค. ซึ่งมีผลช่วยให้สถานการณ์ชายแดนเริ่มคลี่คลาย และไม่มีเหตุปะทะใหม่เพิ่มเติม

การประชุม GBC ครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้การประสานงานของมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน เพื่อร่วมกันพัฒนากลไกติดตามการหยุดยิงในพื้นที่แนวชายแดน ส่งเสริมการสื่อสารหลายระดับ ซึ่งจีนชื่นชมความพยายามร่วมของทั้งสองประเทศในทิศทางที่สงบและยั่งยืน

จีนยังยืนยันจะรักษาการสื่อสารใกล้ชิดกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งไทย กัมพูชา มาเลเซีย และประเทศอื่นในภูมิภาค พร้อมสนับสนุนการเจรจาและการลดความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง ตามเจตจำนงของทั้งสองประเทศที่ต้องการยุติความรุนแรงอย่างถาวร

สถานทูตจีนปฏิเสธ ไม่ได้ส่งโดรนให้กัมพูชา แจงเป็นภาพเก่าจากการสาธิต ไม่เกี่ยวปัญหาชายแดนไทย-เขมร

(6 ส.ค. 68) สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ออกแถลงการณ์ตอบคำถามสื่อกรณีมีรายงานข่าวว่า จีนบริจาคโดรนให้กัมพูชาเพื่อใช้ในปฏิบัติการตามแนวชายแดน โดยระบุว่าข้อมูลดังกล่าว “ไม่เป็นความจริง” พร้อมยืนยันว่าภาพที่ถูกนำมาใช้อ้างอิงนั้นเป็นภาพจากการสาธิตการบินของบริษัท CATIC ที่จัดขึ้นในกัมพูชาเมื่อเดือนมกราคม 2567 ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ทางสถานทูตจีนเน้นย้ำว่า ตั้งแต่เกิดความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จีนในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นมิตรของทั้งสองฝ่าย ได้พยายามมีบทบาทในการลดความรุนแรงตามแนวทางของตนอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีเจตนาแสวงหาผลประโยชน์ฝ่ายเดียวหรือแทรกแซงทางการทหาร

จีนยังแสดงการสนับสนุนต่อบทบาทของอาเซียนในการอำนวยความสะดวก เพื่อหาทางออกทางการเมืองระหว่างไทยกับกัมพูชา ภายใต้แนวทางของอาเซียน พร้อมให้คำมั่นว่าจะเคารพการตัดสินใจของประเทศในภูมิภาค และไม่ใช้วิธีการกดดันหรือบีบบังคับ

สุดท้าย จีนยืนยันว่าพร้อมจะรักษาการสื่อสารใกล้ชิดกับไทย กัมพูชา มาเลเซีย และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค เพื่อมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการสนับสนุนการหยุดยิง และเร่งฟื้นฟูสันติภาพและเสถียรภาพในพื้นที่โดยเร็วที่สุด 

สถานทูตญี่ปุ่นปัดข่าวส่ง ‘โดรนขับไล่’ ให้ไทย ยันไม่ยุ่งปมชายแดนไทย-เขมร วอนหยุดแชร์ข่าวปลอม

(6 ส.ค. 68) สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกัมพูชาออกแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊ก ปฏิเสธข่าวลือจากสื่อออนไลน์กัมพูชา ที่อ้างว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะจัดหา 'โดรนขับไล่' ให้ไทย โดยระบุว่าเป็นข้อมูลเท็จ ญี่ปุ่นไม่เคยมีแผนหรือได้รับคำขอดังกล่าวจากไทย

แถลงการณ์ยังระบุว่า ญี่ปุ่นให้ความช่วยเหลือเฉพาะในด้านที่ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างประเทศ และเรียกร้องให้หยุดเผยแพร่ข่าวปลอม พร้อมขอบคุณหากประชาชนที่ให้ความร่วมมือ

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นยืนยันเคารพข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัมพูชา-ไทย และหวังเห็นสันติภาพฟื้นคืนโดยเร็ว เพื่อให้ชาวกัมพูชา และไทยกลับมามีชีวิตปกติอย่างสงบสุขอีกครั้ง

แม่ทัพภาคที่ 2 สั่งโรยปูนขาวดับกลิ่นศพทหารเขมรฟุ้งภูมะเขือ ยันไม่ถอยกำลัง 11 จุดแนวชายแดน หวังประชุม GBC ได้ข้อสรุปที่ดี

(6 ส.ค. 68) พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมฐานปฏิบัติการภูมะเขือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ว่ายังมีกลิ่นร่างทหารกัมพูชาที่เสียชีวิตหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ จึงได้สั่งให้กำลังพลโรยปูนขาวฆ่าเชื้อเพื่อดับกลิ่นและป้องกันโรคระบาด พร้อมประสานไปยังกัมพูชาให้ส่งทีมมาเก็บศพกลับไปประกอบพิธี โดยยืนยันว่าไทยไม่ได้มีคำสั่งให้ทหารเข้าไปเก็บศพแทน เพราะเป็นหน้าที่ของฝ่ายกัมพูชา

ในส่วนของจุดช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี ที่เกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่งระหว่างทหารไทย-กัมพูชาเล็กน้อยจากการรื้อรั้วลวดหนามนั้น พลโทบุญสินชี้แจงว่า ฝ่ายกัมพูชาพยายามเข้ามาแต่ไม่ได้พกอาวุธ และขณะนี้ได้ถอนกำลังกลับไปแล้ว ยืนยันว่าไม่มีเหตุรุนแรง และพื้นที่ดังกล่าวยังอยู่ในเขตประเทศไทย

แม่ทัพภาคที่ 2 ย้ำว่า ทหารไทยจะไม่ถอนกำลังจากทั้ง 11 จุดในแนวชายแดน โดยทุกจุดมีการวางรั้วลวดหนามและจัดกำลังไว้เช่นเดียวกัน เพื่อป้องกันการกระทำที่อาจกระทบต่ออธิปไตยของไทย และเป็นไปตามนโยบายของกองทัพที่ต้องรักษาพื้นที่ที่อยู่ในเขตประเทศของตนเอง

สำหรับการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) ที่จะมีขึ้นในเร็ว ๆ นี้ พลโทบุญสินระบุว่า หวังว่าทิศทางจะดีขึ้น เพราะกองทัพไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้ง และยืนยันว่าผู้บังคับบัญชาทุกระดับเห็นตรงกันว่าจะไม่มีการถอนกำลังจากจุดที่ประจำการอยู่

‘สถานทูตเกาหลีใต้’ โต้สื่อ ‘กัมพูชา’ ปัดขายอาวุธให้ไทย ลอบสังหาร ‘ฮุน เซน-ฮุน มาเนต’ ด้วยเครื่องบิน AT-6 TH ไม่เป็นความจริง

(7 ส.ค. 68) สถานเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ในกัมพูชาออกแถลงการณ์ปฏิเสธรายงานข่าวจากสื่อกัมพูชาที่กล่าวหาว่า ไทยเตรียมใช้เครื่องบินโจมตีเบา AT-6 TH และขีปนาวุธนำวิถีด้วย GPS ซึ่งเกาหลีใต้ขายให้ เพื่อโจมตีบ้านพักของฮุน เซน และฮุน มาเนต โดยระบุชัดว่า "ไม่เป็นความจริง"

ก่อนหน้านี้ (5 ส.ค.) สื่อเขมรหลายสำนักรายงานว่า ไทยมีแผนลอบสังหารผู้นำกัมพูชาโดยใช้อาวุธจากเกาหลีใต้ บินขึ้นจากจังหวัดตราดไปยังเป้าหมายในพนมเปญ สร้างความตื่นตระหนกในโลกออนไลน์ จนสถานทูตเกาหลีใต้ต้องออกมายืนยันจุดยืน

ทางการเกาหลียังเน้นย้ำว่า รัฐบาลโซลยินดีต่อข้อตกลงหยุดยิงไทย-กัมพูชา และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพข้อตกลงอย่างจริงใจ พร้อมย้ำว่าเกาหลีใต้สนับสนุนสันติวิธีในการแก้ปัญหา ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการขายอาวุธเพื่อนำไปใช้ในความขัดแย้งระหว่างประเทศใดทั้งสิ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top