Tuesday, 21 July 2026
ชัชชาติ

‘ผู้ว่าฯ ชัชชาติ’ สวนกลับ สก.พรรคเส้นด้าย ปมพูดแรงบอกคนในพื้นที่ตึกถล่ม “เสียชีวิตหมดแล้ว” ลั่นยังมีความหวังเสมอ

เมื่อวันที่ (2 เม.ย. 68) ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เขตดินแดง ได้มีการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สอง (ครั้งที่ 1) ประจำปี โดยมีวาระสำคัญเกี่ยวกับมาตรการรับมือสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ที่กำลังทวีความรุนแรง

ระหว่างการประชุม นายพีรพล กนกวลัย สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) เขตพญาไท พรรคเส้นด้าย ได้ตั้งกระทู้ถามสดถึงการเตรียมการรับมือของกรุงเทพมหานคร โดยระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 1 มีนาคม 2568 มีรายงานผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สะสมกว่า 160,000 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเสี่ยง

“ทุกคนเป็นคนไทย ต้องดูแลทุกคนให้ได้รับวัคซีนครบถ้วน กลุ่มที่มีรายได้สามารถฉีดวัคซีนเองในราคา 600 – 1,200 บาท แต่ยังมีกลุ่มคนยากจนที่เสี่ยงสูงมาก จึงอยากทราบว่ากรุงเทพมหานครมีแผนช่วยเหลือพวกเขาอย่างไร” นายพีรพล กล่าว

ด้าน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ได้มอบหมายให้ น.ส.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. เป็นผู้ตอบคำถามเกี่ยวกับมาตรการป้องกันโรค และแนวทางแจกจ่ายวัคซีนให้กับประชาชนกลุ่มเสี่ยง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงท้ายของการอภิปราย นายพีรพลได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “ท่านต้องดูแลประชาชนให้มากกว่านี้ ไม่ใช่เพียงแค่ตั้งศูนย์สาธารณสุขแล้วรอให้ประชาชนเดินทางไปหาเอง กลุ่มเสี่ยงเป็นคนไทย ต้องดูแลให้ได้รับวัคซีนก่อนที่พวกเขาจะเสียชีวิต”

คำพูดดังกล่าวทำให้ นายชัชชาติ ลุกขึ้นตอบกลับว่า “ขอความกรุณาอย่าใช้คำว่า ‘เสียชีวิตหมดแล้ว’ เพราะยังมีความหวัง ขอให้เชื่อว่าเรายังมีโอกาสช่วยเหลือผู้ป่วยและป้องกันการสูญเสีย ขออย่าใช้คำที่ทำให้หมดกำลังใจ เพราะญาติของผู้ป่วยยังมีความหวัง”

พบผู้ว่ากทม. คุณชัชชาติ โดยบังเอิญที่ร้านอาหาร Malibu

(27 เม.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaran Ditapichai’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

พบผู้ว่ากทม. คุณชัชชาติ โดยบังเอิญที่ร้านอาหาร Malibu 
ที่คนไทยเรียก ร้านไก่ดำ เพราะเป็นร้านอาฟริกา 
ท่านมากับคณะบริหาร ถามผมติดคดีอะไร 112 ครับ 
ส่วนผมให้กำลังใจ เป็นหลัก ตามประสาเคยรู้จักกัน

‘ชูวิทย์’ ซัดเดือด!! ‘กทม.’ กรณีถนนทรุด ลั่น!! อย่าเอาภาษี อุ้ม!! ความผิด ผู้รับเหมา

(28 ก.ย. 68) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงเหตุการณ์ ถนนทรุด หน้าวชิรพยาบาล ว่า …

ถนนสามเสน ละคร กทม.

กทม. มหานครเมืองใหญ่ มีนักท่องเที่ยวเยี่ยมเยียนมากมายติดอันดับโลก

ช่วงนี้มีแต่สาธารณภัย ตั้งแต่ตึก สตง. ถล่ม ตามมาด้วยไม่กี่วันก่อน ถนนสามเสนพังทรุดเป็นหลุมใหญ่

ทุกคนออกมาวิเคราะห์หาสาเหตุ ช่วยกันแก้ไข

แต่ … ถนนสามเสนเป็นถนนสาธารณะ ขึ้นทะเบียนในความดูแลของสำนักการโยธา กทม.

ที่มันถล่มเสียหายหนักออกข่าวฉาวโฉ่ไปทั่วโลกเป็น “สาธารณภัย” เกิดจากฝีมือใครมิทราบ?

ธรรมชาติ หรือ ฝีมือมนุษย์?

การก่อสร้างอุโมงค์มีผลให้เกิดความเสียหายแบบนี้หรือไม่?

ตรงนั้นมีการก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน เป็นเหตุทำให้ถนนพังหรือไม่?

กทม. ในฐานะเจ้าพนักงานตามกฎหมายควบคุมอาคาร ป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ต้องบังคับใช้กฎหมายให้เกิดความปลอดภัยต่อประชาชน

ต้องพิสูจน์ทราบสาเหตุเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย เพราะที่เสียหายเป็นถนนสาธารณะของ กทม. เป็นทรัพย์สินของราชการ

แถมยังมีอาคารบ้านเรือน รถรา เสียหายอีก จำนวนมาก

การแก้ไขปัญหา ซ่อมถนน มีคนมีความรู้ด้านวิศวกรรมมากมายออกมาวิเคราะห์

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ท่านก็จบวิศวะ

นายกฯ ก็จบวิศวะ

แต่ที่เป็นปัญหา คือ มีใครรับผิดชอบงานนี้ไม่ทราบ?

เพราะถามเรื่องนี้กับนายกฯ หนู ท่านดันเงียบ เดินหนีนักข่าว

ผมในฐานะผู้เสียภาษีที่ดินให้ กทม. ปีละเกือบ 10 ล้านบาท จึงมีสิทธิจะถามว่า

กทม. เอาเงินงบประมาณจากไหนไปแก้ไขซ่อมแซม?

สรุปได้ความว่า ใครต้องรับผิดชอบจ่ายค่าเสียหายนี้?

การเร่งรีบดำเนินการซ่อมแซมให้คืนสภาพตามหลักวิศวกรรมโดยเร็วเป็นเรื่องที่ดี

แต่ความเสียหายทั้งปวงที่เกิดขึ้นกับถนน รวมถึง ท่อประปา เสาไฟฟ้า สิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้ตั้งคณะกรรมการมาสอบสวนหรือเปล่าว่า

เหตุเกิดขึ้นด้วยความผิดพลาดของผู้รับเหมา ก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินหรือไม่?

หากท่านผู้ว่าฯ จะเอาภาษีของคน กทม. ไปจ่ายแทนผู้รับเหมา มันดูไม่ยุติธรรม เพราะไม่ใช่จู่ๆ ถนนทรุดเองโดยไม่มีสาเหตุ

เวลาไฟไหม้ยังโทษกันว่า ไฟช็อตบ้านเรือนข้างเคียงเสียหายไม่มีใครรับผิด ไม่มีหลักเกณฑ์ใดๆ

จึงขอให้สอบสวน และให้ความเป็นธรรมกับคน กทม. ด้วยว่า “ค่าเสียหาย” ทั้งหมด ใครจะรับผิดชอบ?

กทม. จะเอาภาษีไปจ่ายแทนหรือไม่?

หากไม่ จะเอาเงินของใคร?

เอาเงินจากบริษัทรับเหมา หรือเอาเงินภาษีที่มาจากประชาชนคนกรุงเทพฯ ไปจ่าย?

ไม่ใช่แสดงละครแห่ไปเดินตรวจกัน แต่ไม่มีใครไล่เบี้ยหาคนรับผิดชอบ

ประเมินเงินค่าซ่อมต้องมีระดับพันล้านแบบนี้

ใครรับผิดชอบงานนี้ ช่วยบอกที

ขอตะโกนถามดังๆ แทนคน กทม.

มุมมอง สุรวิชช์ วีรวรรณ!! ‘ชัชชาติ’ คว้าชัยผู้ว่าฯ กทม. สมัยสอง คะแนนทุบสถิติ สะท้อนคนกรุงยังฝากอนาคตไว้ในมือ ท่ามกลางโจทย์หนักน้ำท่วม ฝุ่น ทางเท้า และคดีค้างเก่า จากคะแนนศรัทธาสู่บทพิสูจน์ผลงานที่ต้องจับต้องได้

เมื่อคนกรุงเทพยังฝากอนาคตไว้ในมือชัชชาติ

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ชนะเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอย่างไม่เหนือความคาดหมาย เพราะใครต่อใครก็คิดกันตั้งแต่แรกแล้วว่า ยังไงก็ชนะเมื่อหันไปมองผู้สมัครรายอื่น แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือ หลายคนคิดว่าไม่น่าจะได้คะแนนเท่ากับครั้งที่แล้ว สุดท้ายผลคะแนนกลับออกมาสูงกว่าเดิม กลายเป็นสถิติใหม่ของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. สะท้อนว่าคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ยังให้ความไว้วางใจเขาเหมือนเดิม หรืออาจจะมากกว่าเดิมเสียอีก

แต่การกลับมาครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า ชัชชาติไม่มีการบ้าน เพราะตลอดสมัยแรก สิ่งที่ถูกโจมตีมากที่สุดก็คือเรื่อง “ระบบอากง” ซึ่งเป็นเสียงที่เล็ดลอดออกมาตลอดการทำงานของผู้ว่าฯ ชัชชาติ แม้จะไม่ใช่ข้อกล่าวหาทางกฎหมาย แต่ก็เป็นข้อครหาทางการเมืองที่ถูกพูดถึงอยู่เสมอ ก็รอดูกันว่า เมื่อเข้าสู่สมัยที่สอง ชัชชาติยังจะเก็บระบบอากงเอาไว้หรือไม่ หรือจะปรับทีมบริหารเพื่อตัดข้อครหาที่ติดตัวมาตลอดสี่ปีแรก

อีกเรื่องหนึ่งที่ยังต้องติดตามก็คือ กรณีการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของกรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นประเด็นทุจริตที่สร้างแรงสั่นสะเทือนมากที่สุดเรื่องหนึ่งในสมัยของชัชชาติ ที่สำคัญ เรื่องนี้เป็นผู้ว่าฯ กทม. เองที่สั่งระงับการตรวจรับ พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวน หลังมีข้อร้องเรียนและการตรวจสอบจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ต่อมาผลสอบพบข้อบกพร่องหลายประการ ทั้งเรื่องราคาที่สูงผิดปกติและการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของสินค้า

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าบทลงโทษทางวินัยที่เสนอในช่วงหนึ่งอาจเบาเกินไป จนคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) มีความเห็นให้ส่งสำนวนกลับไปสอบเพิ่มเติม ขณะที่ชัชชาติและผู้บริหาร กทม. ยืนยันว่าคดียังไม่สิ้นสุด และยังไม่มีการยุติการเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง ก็ลองดูกันว่า เมื่อชัชชาติกลับมาบริหารอีกสมัย เรื่องนี้จะเดินไปจนถึงที่สุด หรือสุดท้ายจะเงียบหายไป

ส่วนสิ่งที่คนกรุงเทพฯ คาดหวังมากที่สุดก็คือ การแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา แม้ กทม. จะเร่งระบายน้ำและปรับปรุงระบบในหลายพื้นที่ แต่ก็ยังถูกวิจารณ์ว่าการแก้ปัญหายังเป็นการแก้เฉพาะหน้า มากกว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวที่จะทำให้ปัญหาน้ำท่วมลดลงอย่างถาวร

เรื่องฝุ่น PM2.5 ก็เป็นอีกโจทย์ใหญ่ที่คนกรุงเทพฯ รอคำตอบ เช่นเดียวกับปัญหาการจราจรที่แทบไม่ต่างจากเดิม ส่วนทางเท้าที่สร้างแล้วรื้อ รื้อแล้วสร้างอยู่บ่อย ๆ ก็ทำให้อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ชัชชาติซึ่งจบวิศวกรรมโยธา จะสามารถสร้างทางเท้าที่ใช้กันได้เป็นสิบยี่สิบปี โดยไม่ต้องรื้อซ่อมกันแทบทุกปีได้หรือไม่ เพราะสุดท้ายแล้ว งบประมาณทุกบาทก็มาจากภาษีของประชาชน

อีกเรื่องที่เป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของชัชชาติคือ การบริหารผ่านโซเชียลมีเดีย การไลฟ์สด เดินตรวจพื้นที่ และสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ได้รับความนิยมสูง แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีเสียงวิจารณ์ว่า บางครั้งเป็นการสร้างภาพมากกว่าการบริหารเชิงระบบ ซึ่งสมัยที่สองก็คงต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า ผลงานที่เป็นรูปธรรมจะเดินนำหน้าการสื่อสารได้หรือไม่

จะอย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งก็ให้คำตอบไปแล้วว่า คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ยังให้ความไว้วางใจชัชชาติ แถมยังให้คะแนนมากกว่าสมัยแรกเสียอีก เพราะฉะนั้นสี่ปีนับจากนี้จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า ชัชชาติยุคที่สองจะแตกต่างจากยุคแรกอย่างไร จะลบคำวิจารณ์ที่ติดตัวมาตลอดสี่ปีได้หรือไม่ และที่สำคัญ หากทำผลงานได้ตามที่คนคาดหวัง การเป็นผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่สอง ก็อาจกลายเป็นสปริงบอร์ดสำคัญไปสู่การเมืองระดับชาติในอนาคตก็เป็นได้

ที่มา : https://www.facebook.com/1005037142/posts/10238196212576670/?rdid=UuIaztwm9WcaGbec#

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top