Saturday, 18 July 2026
จีน

ทฤษฎีจุดสิ้นสุดประวัติศาสตร์ถูกเขย่า!! ‘ฟูกุยาม่า’ ยอมรับคาดการณ์ “จีน” ผิด หลังเห็นพลังพัฒนาเทคโนโลยี–เศรษฐกิจ ผลสำรวจชี้ภาพผู้นำโลกของปักกิ่งพุ่ง ท้าทายวาทกรรมตะวันตก

ฟูกุยาม่ายอมรับคาดการณ์จีนผิด

นายฟรานซิส ฟูกุยาม่า (Francis Fukuyama) นักวิชาการด้านการเมืองชาวอเมริกัน สัญชาติญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนประชาธิปไตยแบบตะวันตกที่แน่วแน่ที่สุด เป็นผู้นำเสนอ “ทฤษฎีจุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร์ ”(The End of History) เขาเชื่อว่าประชาธิปไตยและเศรษฐกิจทุนนิยมเป็นรูปแบบที่ตอบโจทย์ความต้องการของมนุษย์ได้ดีที่สุด ทั้งในเง่เศรษฐกิจและอุดมการณ์ และไม่มีระบบการเมืองหรือเศรษฐกิจอื่นใดที่จะเข้ามาแทนที่ได้ ประชาธิปไตยแบบตะวันตกจะเป็นรูปแบบสุดท้ายของรัฐบาลมนุษย์
แต่เมื่อเร็วๆ นี้ ในการให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Frankfurter Allgemeine Zeitungของเยอรมัน เขากลับกล่าวว่า "หากจีนยังคงพัฒนาด้วยรูปแบบที่มีอยู่ในปัจจุบันต่อไป ผมก็ต้องยอมรับว่าสมมติฐานของผมผิดพลาด'"

สื่อเยอรมันพาดหัวข่าวว่า ฟูกุยาม่ายอมรับว่าคาดการณ์จีนผิด
นี่นับเป็นครั้งที่สองที่ฟุกุยามะรับรอง "รูปแบบจีน" อย่างเปิดเผยในช่วงกว่าสองเดือนที่ผ่านมา
เดือนเมษายนปีนี้ เขาได้กล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า จีนได้สร้าง "ระบบที่น่าทึ่งมาก" ที่สามารถระดมเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ อีกมากมายที่แต่ก่อนเราคิดว่าไม่สามารถทําได้

เขากล่าวว่าหากจีนยังคงรักษาแนวโน้มการพัฒนาต่อไป "มันอาจกลายเป็นทางเลือกที่สามารถทดแทนระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตกได้อย่างแท้จริง"

"ทฤษฎีการสิ้นสุดของประวัติศาสตร์"ของนายฟูกุยาม่า ถูกตะวันตกใช้เป็นอาวุธปลุกจิตสำนึก เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเหนือกว่าของระบอบตะวันตก โจมตีทฤษฎีสังคมนิยม และใส่ร้ายเส้นทางความทันสมัยที่ไม่ใช่ตะวันตก

แต่ปัจจุบัน กลุ่มคนดีเด่นของตะวันตกถูกสภาพความเป็นจริงบังคับให้ต้องเปิดตามองโลกที่แท้จริงว่าเป็นอย่างไร

นายฟรีดแมน ผู้เขียนหนังสือ “ใครว่าโลกกลม” (The world is flat)กล่าวว่า "ได้เห็นอนาคตในจีน" และแนะนําวุฒิสมาชิกของสหรัฐอเมริกาบางคนว่า "ควรออกไปดูข้างนอกให้มากขึ้น"

สำนักข่าวบลูมเบิร์กระบุว่า ชาวอเมริกันดูเหมือนกำลังประเมินสถานะของจีนในโลกอีกครั้ง นี่เป็นสิ่งที่ควรทํามานานแล้ว เพราะการหวังให้จีนเสื่อมถอยนั้นจะไม่ได้ผล

ในฐานะที่เป็นฝ่ายชนะสงครามเย็น ตะวันตกเป็นส่วนที่มีอคติที่ดื้อรั้นที่สุดต่อจีนมานานแล้ว เรื่องการใส่ร้ายรูปแบบจีนและผลสำเร็จการพัฒนาของจีนนั้น เกือบทั้งหมดมาจากสังคมตะวันตก
เมื่อแม้แต่ตะวันตกก็ต้องยอมรับความสําเร็จของจีน แล้วที่อื่นๆ ของโลกเป็นอย่างไร
ผลการสํารวจความคิดเห็นที่จัดขึ้นโดย Gallup สถาบันสํารวจความคิดเห็นของสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาก็สะดุดตาเช่นกัน

การสํารวจครั้งนี้ครอบคลุมกว่า 130 ประเทศมีผู้ตอบแบบสอบถามประมาณ 130,000 คน อาจกล่าวได้ว่ามีขอบเขตกว้างขวาง ผลสำรวจปรากฏว่า อัตราการสนับสนุนให้จีนเป็นผู้นําของโลกแซงหน้าสหรัฐอเมริกา ด้วยผลร้อยละ 36 ต่อร้อยละ 31 ซึ่งเป็นความเหนือกว่าที่ใหญ่ที่สุดของจีนต่อสหรัฐอเมริกา ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

ในเดือนเดียวกัน การสํารวจความคิดเห็นที่จัดโดยศูนย์วิจัย PEW ปรากฏว่าความประทับใจของประชาคมโลกที่มีต่อจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ผลสำรวจจากหลายสถาบันสำรวจความคิดเห็นประชาชน เช่นISEAS-Yusof Ishak Institute ของสิงคโปร์ Ipsos และ Morning Consult ก็มีแนวโน้มเดียวกัน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า "ทฤษฎีการจบสิ้นของประวัติศาสตร์" กำลังก้าวไปสู่จุดจบด้วยความกังขาของชาวโลก

สิ่งที่สั่นคลอนรากฐานของ "ทฤษฎีการสิ้นสุดของประวัติศาสตร์"ที่แท้จริงคือ ความสําเร็จอย่างเป็นระบบเชิงประวัติศาสตร์ของความทันสมัยแบบจีน

ปัจจุบัน จีนเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก มีส่วนช่วยการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอยู่ที่ประมาณร้อยละ 30 ขนาดอุตสาหกรรมการผลิตติดอันดับ 1 ของโลกเป็นเวลา 15 ปีติดต่อกัน ปริมาณการผลิตและการจำหน่ายรถยนต์พลังงานใหม่เป็นอันดับ 1 ของโลกเป็นเวลา 11 ปีติดต่อกัน ระยะทางรถไฟความเร็วสูงของจีนมากกว่ายอดรวมของประเทศอื่น ๆ ในโลก จีนยังได้เสนออุปกรณ์พลังงานลมให้กับทั่วโลกร้อยละ 70 สร้างระบบประกันสังคมและระบบการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในโลก เสร็จสิ้นภารกิจที่ยากลำบากในการขจัดความยากจนอย่างสมบูรณ์

ตลอดปี 2025 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าจีนจำนวนกว่า 35.17 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 30.6 เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีที่แล้ว มีชาวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศผ่านช่องทางการยกเว้นวีซ่าจำนวน 30.8 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 73.1 ของจำนวนชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศจีนทั้งหมด เพิ่มขึ้นร้อยละ 49.5 เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีที่แล้ว บนแพลตฟอร์มโซเชียลในต่างประเทศ "พกกระเป๋าเดินทางว่างเปล่าไปประเทศจีนเพื่อซื้อของ" "เลิกงานวันศุกร์แล้วไปเที่ยวประเทศจีน" กลายเป็นประเด็นร้อน "ความรู้สึกปลอดภัยแบบจีน" ทําให้ชาวเน็ตตะวันตกจํานวนมากอิจฉา

“ทฤษฎีจุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร์”นับเป็นการผูกขาดทางทฤษฎีและการผูกขาดวาทกรรม ได้ล่ามโซ่ตรวนทางความคิดอย่างมากให้กับประเทศใต้ทั่วโลก ความสําเร็จของจีนไม่เพียงแต่สร้างปาฏิหาริย์ในประวัติศาสตร์การพัฒนาของมนุษย์ แต่ยังเป็นผู้นำการปลดปล่อยทางความคิดที่ลึกซึ้งแก่ทั่วโลกและทําลายตํานาน "ความทันสมัย = ตะวันตก"

ประเทศใต้ทั่วโลกเริ่มสํารวจเส้นทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับสภาพของประเทศตนอย่างมั่นใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่สงสัยและดูถูกตัวเองที่แตกต่างกับรูปแบบตะวันตกอีกแล้ว

ประวัติศาสตร์ไม่สิ้นสุดวิวัฒนาการของอารยธรรมมนุษย์ยังคงพัฒนายังคงเปลี่ยนแปลงต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/100059463224161/posts/1362576049067823/?rdid=gqFMK4LNSYU6hbmS#

ยุโรปอยากใช้ Plaza Accord กดจีน!! ข้อเสนอเมิตซ์สะท้อนยุโรปเสียเปรียบดุลการค้าจีน ECB เตือนโลกไม่เหมือนปี 1985 จีนไม่ใช่ญี่ปุ่นที่ถูกบีบได้ง่าย ลาการ์ดย้ำต้องเจรจา ไม่ใช่บังคับฝ่ายเดียว

นายกฯ เยอรมันเสนอใช้ข้อตกลง "Plaza Accord" กับจีน เดือดร้อนประธานธนาคารกลางยุโรปต้องเร่งชี้แจง

เกิดประเด็นถกเถียงอย่างกว้างขวางในแวดวงนโยบายการเงินและการค้าระหว่างประเทศ หลังจากที่ นายฟรีดริช เมิตซ์ (Friedrich Merz) นายกรัฐมนตรีของ #เยอรมนี ได้กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรป (EU Summit) เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน โดยระบุว่า ค่าเงินหยวนของจีนถูกประเมินค่าต่ำกว่าความเป็นจริงถึง 30% และเสนอให้กลุ่มประเทศสมาชิก #EU ทั้ง 27 ประเทศ ร่วมมือกันกดดันให้รัฐบาลปักกิ่งลงนามในข้อตกลงรูปแบบใหม่ที่คล้ายคลึงกับ "#ข้อตกลงพลาซา" (#PlazaAccord) เพื่อบังคับให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้น หวังลดดุลการค้าที่ยุโรปเสียเปรียบจีน

ทว่าเพียง 3 วันให้หลัง (22 มิถุนายน) นางคริสติน ลาการ์ด (#ChristineLagarde) ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้กล่าวชี้แจงต่อรัฐสภายุโรปเพื่อลดอุณหภูมิทางการเมือง โดยระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า "ยุคสมัยของข้อตกลงพลาซาได้ผ่านพ้นไปแล้ว และปัจจุบันเรากำลังอยู่ในบริบทที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง"

1. ย้อนรอยประวัติศาสตร์: กลไกของข้อตกลงพลาซา 1985
เพื่อความเข้าใจในเชิงโครงสร้าง ข้อตกลงพลาซา (Plaza Accord) คือข้อตกลงด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นในปี 1985 ณ โรงแรมพลาซา นครนิวยอร์ก โดยมี #สหรัฐอเมริกา เป็นแกนนำร่วมกับกลุ่มประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในขณะนั้น ได้แก่ ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนีตะวันตก
ในยุคดังกล่าว #สหรัฐฯ เผชิญภาวะขาดดุลการค้าอย่างรุนแรงต่อ #ญี่ปุ่น เนื่องจากการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ญี่ปุ่น สหรัฐฯ จึงใช้แรงกดดันทางการเมืองและยุทธศาสตร์ความมั่นคงบีบให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นกว่าเท่าตัวภายในเวลา 2 ปี ส่งผลให้อุตสาหกรรมการส่งออกของญี่ปุ่นลดขีดความสามารถในการแข่งขันลงอย่างรุนแรง และนำไปสู่ภาวะฟองสบู่ในสินทรัพย์ในประเทศจนเกิดทศวรรษแห่งการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอันยาวนาน

2. มูลเหตุจูงใจและปัจจัยขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของยุโรป
ข้อเสนอของนายกรัฐมนตรีเยอรมนีเกิดขึ้นจากความกังวลต่อตัวเลขดุลการค้าที่ประกาศโดยสำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (Eurostat):
-ภาวะขาดดุลการค้า: ในปี 2025 สหภาพยุโรปขาดดุลการค้าสินค้าต่อจีนเกือบ 3.6 แสนล้านยูโร โดยในเดือนเมษายน 2026 เพียงเดือนเดียว ยุโรปขาดดุลดึงไปถึง 3.19 หมื่นล้านยูโร (ประมาณ 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)
-ความกดดันในภาคยานยนต์: อุตสาหกรรมยานยนต์ของเยอรมนี ซึ่งเคยพึ่งพาผลกำไรมหาศาลจากตลาดจีนในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา กำลังเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากการรุกคืบของ #ยานยนต์พลังงานใหม่ (#EV) เทคโนโลยี #โซลาร์เซลล์ และ #เครื่องจักรกลขั้นสูง ของจีนในตลาดยุโรป

3. 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้แนวคิดการบังคับค่าเงินหยวนเป็นไปได้ยาก
นักวิเคราะห์และการเงินมองว่า คำชี้แจงของนางลาการ์ดสะท้อนถึงความเข้าใจในหลักความจริงทางยุทธศาสตร์ 3 ประการ ที่ทำให้โมเดลปี 1985 ไม่สามารถนำมาปรับใช้กับจีนในปัจจุบันได้:
-มิติด้านอธิปไตยและความมั่นคง: ญี่ปุ่นในปี 1985 มีข้อผูกพันด้านความมั่นคงและพึ่งพากองทัพสหรัฐฯ ในการคุ้มครองประเทศ ทำให้สหรัฐฯ มีอำนาจต่อรองสูงในฐานะรัฐผู้อุปถัมภ์ ในขณะที่สาธารณรัฐประชาชนจีนในปัจจุบันเป็นประเทศที่มีอธิปไตยสมบูรณ์ มีระบบยุติธรรม ทหาร และนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระ ทำให้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของเงินหยวนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของธนาคารกลางจีน (PBOC) เท่านั้น
-ความเป็นปึกแผ่นของพันธมิตร: ในปี 1985 ข้อตกลงเกิดขึ้นจากความร่วมมือที่เหนียวแน่นของ 5 มหาอำนาจภายใต้การนำของสหรัฐฯ แต่ในปัจจุบัน สมาชิกภาพ 27 ประเทศของ EU มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่แตกแยกและหลากหลาย ทำให้อำนาจในการต่อรองร่วม (Collective Bargaining Power) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
-ความเสี่ยงต่อการถูกมาตรการโต้กลับ: หากสหภาพยุโรปผลักดันประเด็นอัตราแลกเปลี่ยนให้กลายเป็นประเด็นการเมือง จีนมีขีดความสามารถในการดำเนินมาตรการตอบโต้ต่ออุตสาหกรรมหลักของยุโรป เช่น ยานยนต์ เครื่องจักรกลขั้นสูง และสินค้าฟุ่มเฟือย นอกจากนี้ ความผันผวนของค่าเงินยูโรอาจเปิดโอกาสให้ทุนสหรัฐฯ เข้าแทรกแซงหรือช้อนซื้อสินทรัพย์คุณภาพในยุโรป ซึ่งส่งผลเสียต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอง

ความเป็นจริงของนโยบายและการประสานรอยร้าว
แม้ว่าในคำแถลงเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน นางลาการ์ดจะอ้างอิงรายงานของ #กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (#IMF) ที่ประเมินว่าค่าเงินหยวนอาจต่ำกว่าความเป็นจริงประมาณ 15%-16% (ซึ่งต่ำกว่าตัวเลข 30% ของนายเมิตซ์กึ่งหนึ่ง) และย้ำว่าปัญหาความไม่สมดุลทางการค้ายังคงต้องได้รับการแก้ไข แต่เธอก็เน้นย้ำว่า "กระบวนการเจรจาใด ๆ จะต้องตั้งอยู่บนกรอบความร่วมมือที่มีจีนเข้าร่วมด้วย"

ข้อเสนอของนายกฯ เยอรมันสะท้อนถึงแรงกดดันและการมองหาทางออกของนักการเมืองยุโรปต่อขีดความสามารถการแข่งขันที่ลดลงของอุตสาหกรรมในภูมิภาค ซึ่งก่อนหน้านี้ นางเออร์ซูลา ฟอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ก็เคยหยิบยกประเด็น "ความยุ่งยากจากกำลังการผลิตส่วนเกินของจีน" ขึ้นมาหารือ

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า แม้เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของฝ่ายบริหารและธนาคารกลางยุโรปในการลดการเสียเปรียบดุลการค้าจะสอดคล้องกัน แต่แนวทางการดำเนินนโยบายมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ระหว่างการกดดันฝ่ายเดียวในเวทีการเมือง กับการรักษาเสถียรภาพผ่านการเจรจาพหุภาคี ซึ่งทั้งสำนักข่าวรอยเตอร์และบลูมเบิร์กต่างวิเคราะห์ตรงกันว่า ยุโรปตระหนักดีว่ายุคสมัยของการกำหนดกติกาฝ่ายเดียวโดยไม่ผ่านการเจรจากับประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอื่นได้สิ้นสุดลงแล้วในปัจจุบัน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1026804266523779&id=100075826461941&post_id=100075826461941_1026804266523779&rdid=dxSScNyf4WnfrEZT#

“กัมพูชา” เปิดทางลัดเกษตรสู่จีนผ่านลาว!! เส้นทางใหม่ กัมพูชา–ลาว–จีน เริ่มแล้ว ทุเรียนกัมพูชาล็อตแรกออกเดินทางสู่จีนผ่านลาว ลดเวลาขนส่งจาก 20 วันเหลือ 7 วัน ส่งทุเรียนสดนำร่อง หวังยกระดับตลาดเกษตรโดยตรง

กัมพูชาเปิดเส้นทางขนส่ง 'สินค้าเกษตร' ทางบกสู่จีน ผ่านทางลาว

คิมฟีนัน ปลัดและโฆษกกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของกัมพูชาเผยว่ากัมพูชาได้เปิดเส้นทางส่งออกสินค้าเกษตรทางบกไปยังจีนผ่านลาวเป็นครั้งแรก โดยรถบรรทุกที่บรรทุกทุเรียนสดจำนวน 4 ตู้คอนเทนเนอร์ได้ออกเดินทางจากกัมพูชาไปยังจีนผ่านลาวแล้ว เมื่อวันจันทร์ (22 มิ.ย.)

เส้นทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดระยะเวลาขนส่งเหลือเพียง 1 สัปดาห์ จากเดิม 15-20 วัน แต่ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของสินค้าเกษตรกัมพูชา และเกื้อหนุนการส่งออกสินค้าเกษตรของกัมพูชา เช่น ข้าว ทุเรียน กล้วยหอมทอง มะม่วง มะพร้าว และลำไยไพลินไปยังตลาดจีนโดยตรง

ที่มา : Xinhua

“จีน” ล็อกคอห่วงโซ่กลาโหม “ญี่ปุ่น”!! ขึ้นบัญชีดำหน่วยงานกลาโหมญี่ปุ่น ยกระดับคุมส่งออกสินค้า Dual-use ตอบโต้โตเกียวหนุนทหาร ย้ำบริษัทปกติไม่ต้องกังวล

วันนี้ (29 มิ.ย.69) กระทรวงพาณิชย์จีนประกาศขึ้น "บัญชีดำ" สถาบันวิจัยด้านกลาโหมของรัฐบาลญี่ปุ่น 4 แห่ง พร้อมเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้นใน "มาตรการควบคุมการส่งออก" ต่อหน่วยงานญี่ปุ่นอีกหลายสิบแห่ง โดยนับเป็นการยกระดับมาตรการที่ใช้มาหลายเดือนเพื่อจำกัดญี่ปุ่นในการเข้าถึงสินค้าประเภทใช้ได้สองทางทั้งทางพลเรือน และการทหาร (dual-use goods) ที่มีแหล่งกำเนิดมาจากจีน

กระทรวงพาณิชย์จีนได้เพิ่มหน่วยงาน 20 แห่ง เข้าสู่ "บัญชีควบคุมการส่งออก" ซึ่งรวมถึงสถาบันแห่งชาติเพื่อการวิจัยด้านกลาโหม และบรรดาสถาบันวิจัยระบบการรบภาคพื้นดิน ทางเรือ และทางอากาศ ตลอดจนหน่วยงานหลายแห่งภายใต้บริษัท Mitsubishi Electric และ Mitsubishi Heavy Industries ที่เป็นผู้ผลิตด้านยุทโธปกรณ์

ผู้ส่งออกภายในจีนเองรวมไปถึงนิติบุคคล และบุคคลชาวต่างประเทศในจีน จะไม่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายโอนสินค้าประเภทใช้ได้สองทางที่มีแหล่งกำเนิดจากจีนให้แก่หน่วยงานที่ถูกขึ้นบัญชี พร้อมระบุว่ากิจกรรมที่กำลังดำเนินอยู่ทั้งหมด "จะต้องยุติลงทันที"

นอกจากการขึ้นบัญชีควบคุมการส่งออกแล้ว จีนยังเพิ่มรายชื่อหน่วยงานอีก 20 แห่งเข้าสู่ "บัญชีเฝ้าระวัง" ซึ่งรวมถึงบริษัทต่อเรือ Mitsui E&S Co., บริษัทผู้ผลิตโดรน Terra Drone Corporation, บริษัทแปรรูปเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ และหน่วยงานของบริษัท OKI Electric Industry โดยการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องจะต้องผ่านการตรวจสอบใบอนุญาตที่เข้มงวดยิ่งขึ้น

กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า จะใช้มาตรการตรวจสอบผู้ใช้งานปลายทาง (end-user) และวัตถุประสงค์การใช้งานปลายทาง (end-use) อย่างเข้มงวดกับหน่วยงานที่อยู่ในบัญชีเฝ้าระวัง และจะไม่อนุมัติการส่งออกใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้งานทางทหารของญี่ปุ่น การใช้งานทางทหาร หรือการใช้งานใดๆ ที่อาจช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถด้านกลาโหมของญี่ปุ่น

มาตรการดังกล่าวถือเป็นการยกระดับครั้งล่าสุดในการเคลื่อนไหวของจีนที่เริ่มขึ้นเมื่อเดือนม.ค.2026 ซึ่งในเวลานั้นจีนได้สั่งห้ามการส่งออกสินค้าประเภทใช้ได้สองทางให้แก่ผู้ใช้งานทางทหารของญี่ปุ่น และในเดือนก.พ. จีนได้เพิ่มบริษัท 20 แห่ง ซึ่งรวมถึงบริษัทลูกของ Mitsubishi Heavy Industries, IHI Corp. และ Kawasaki Heavy Industries เข้าสู่บัญชีควบคุมการส่งออก และยังเพิ่มบริษัทอีก 20 แห่ง รวมถึง Subaru Corp., TDK Corp. และ FUJI Aerospace Technology เข้าสู่บัญชีเฝ้าระวัง

ทางการจีนเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลโตเกียวมากขึ้น หลังจากนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ กล่าวเมื่อเดือนพ.ย. 2025 ว่า หากจีนโจมตีไต้หวัน ญี่ปุ่นอาจใช้กำลังทหารตอบโต้ ซึ่งทำให้รัฐบาลปักกิ่งออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีน ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ว่า นับตั้งแต่การขึ้นบัญชีเมื่อเดือนก.พ. ญี่ปุ่นไม่ได้แสดงความสำนึกต่อการกระทำของตน แต่กลับเร่งเดินหน้าในสิ่งที่จีนเรียกว่าเป็น "ลัทธิทหารแบบใหม่" (new-style militarism) ซึ่งรวมถึงการติดตั้งอาวุธเชิงรุก และการยิงขีปนาวุธนอกประเทศ

โฆษกของจีนยังเรียกร้องให้ญี่ปุ่น "หันกลับจากเส้นทางที่ผิด" พร้อมยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการค้าระหว่างสองประเทศที่ดำเนินไปตามปกติ และบริษัทญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย "ไม่มีเหตุผลที่จะต้องกังวล"

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการประกาศมาตรการดังกล่าว ราคาหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องมีความเคลื่อนไหวทั้งบวก และลบผสานกันไป โดยหุ้น Mitsubishi Electric ปรับตัวลดลงประมาณ 1% ขณะที่หุ้น Mitsubishi Heavy Industries ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.9%

ที่มา: CNBC // https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1240640?anf=

จีนลุย AI ในการศึกษา!! แผน 5 ปีเร่งสอน AI ทั่วโรงเรียนทุกระดับขั้น ทักษะเทคโนโลยีเพิ่มพร้อมงาน บาลานซ์เศรษฐกิจและแรงงาน

คณะรัฐมนตรีจีน (State Council) แถลงการณ์ประกาศแผนพิมพ์เขียวยุทธศาสตร์ระยะ 5 ปี เพื่อบังคับใช้การเรียนการสอนปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในโรงเรียนและสถาบันการศึกษาทุกระดับชั้นทั่วประเทศ โดยมาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายระดับชาติที่ผลักดันโดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เพื่อเร่งพัฒนาบุคลากรทักษะสูงในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง และสร้างปัจจัยขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศ

ข้อมูลแผนยุทธศาสตร์ AI ในเด็กจีน
แผนยุทธศาสตร์ระบุให้หน่วยงานส่วนภูมิภาคดำเนินการบรรจุเทคโนโลยี AI ให้เป็นขีดความสามารถพื้นฐานหลักของนักเรียนทุกคน เพื่อยกระดับความรู้เท่าทันด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy) ควบคู่ไปกับการเพิ่มทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ไขปัญหาเชิงเทคนิค

นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการของจีนยังได้เร่งรัดให้สถาบันอุดมศึกษาจัดเตรียมหลักสูตรฝึกอบรมด้านปัญญาประดิษฐ์แก่นักศึกษาเพื่อเพิ่มโอกาสการจ้างงาน ท่ามกลางภาวะตลาดแรงงานและอัตราการว่างงานในกลุ่มเยาวชนที่ยังคงอยู่ในระดับสูงภายในประเทศ

แผน AI จีน ต้องแก้ปัญหาการศึกษา แต่ว่าไม่ตกงาน
สำหรับการนำนโยบายไปปฏิบัติในภาคการศึกษา โรงเรียนหลายแห่งในจีนได้เริ่มทดลองใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ในระบบดิจิทัล เช่น โรงเรียนประถมศึกษาหมายเลข 9 ในเขตหุ่นหนาน เมืองเสิ่นหยาง มณฑลเหลียวหนิง ที่เริ่มให้นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ใช้งานแชตบอตปัญญาประดิษฐ์ของจีนในชื่อ "โต้วเปา" (Doubao) เพื่อช่วยตรวจสอบความถูกต้องและแก้ไขโจทย์คณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนด้วยตนเอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทดลองเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการศึกษาดิจิทัล

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนกำหนดให้การนำระบบเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้งานต้องรักษาสมดุลระหว่างการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการรักษาเสถียรภาพการจ้างงานของประชากร โดยหน่วยงานกำหนดนโยบายจัดทำมาตรการคุ้มครองแรงงานมนุษย์ควบคู่กัน

ในช่วงที่ผ่านมา ศาลประชาชนของจีนมีคำพิพากษาสั่งห้ามไม่ให้ภาคเอกชนเลิกจ้างพนักงานเพียงเพื่อวัตถุประสงค์ในการนำระบบปัญญาประดิษฐ์มาทำงานทดแทน ซึ่งกลายเป็นบรรทัดฐานที่สะท้อนถึงแนวทางของรัฐบาลปักกิ่งในการปกป้องตำแหน่งงานในประเทศ ในระหว่างกระบวนการแข่งขันทางเทคโนโลยีขั้นสูงกับนานาประเทศฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา

ที่มาข้อมูล : Xinhua, The Edge Singapore
ที่มารูปภาพ : China News Service/Reuters

ที่มา: https://www.tnnthailand.com/tech/239469/?fbclid=IwdGRzaASweAdjbGNrBLB4AGV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHjSp4YRtfOMDbH76-rd2APsJqoeMV1-CbLZ-uSXSCR3W31k4eBqdXX-M7xQO_aem_XdVbAPkEcGcqz7u7Dvcfcw

“จีน–ไทย” สานสัมพันธ์ผ่านภาษา!! ทูตจีนเปิดเวที “สะพานสู่ภาษาจีน” ครั้งที่ 25 ชูภาษาเป็นสะพานเชื่อมมิตรภาพ ไทย–จีน ปั้นคนรุ่นใหม่เข้าใจโลกมากขึ้น ตอกย้ำพลังการศึกษาเชื่อมสองชาติ

เอกอัครราชทูตจาง เจี้ยนเว่ย เข้าพิธีเปิดการแข่งขันประกวดสุนทรพจน์และความรู้ภาษาจีนระดับอุดมศึกษา “สะพานสู่ภาษาจีน” ครั้งที่ 25 รอบชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม เอกอัครราชทูตจาง เจี้ยนเว่ย ได้เข้าร่วมและกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิดการแข่งขันประกวดสุนทรพจน์และความรู้ภาษาจีนระดับอุดมศึกษา “สะพานสู่ภาษาจีน” ครั้งที่ 25 รอบชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย โดยผู้แทนจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วิสาหกิจจีน สมาคมพัฒนาสถาบันขงจื๊อ (ห้องเรียน) ในประเทศไทย คณาจารย์ นักศึกษา และผู้ปกครองกว่า 500 คนเข้าร่วมงาน

เอกอัครราชทูตจางกล่าวว่า ภาษาเป็นเครื่องมือที่มนุษย์ใช้ในการแลกเปลี่ยนความคิด เป็นพาหะแห่งอารยธรรม และเป็นสะพานเชื่อมความเข้าใจ ตลอด 25 ปีที่ผ่านมาที่จัดการแข่งขันประกวดสุนทรพจน์และความรู้ภาษาจีน “สะพานสู่ภาษาจีน” ไม่เพียงแต่เป็นเวทีการแข่งขันสำหรับเยาวชนจากทั่วโลกเพื่อแสดงทักษะภาษาจีนของตนเท่านั้น แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมระหว่างจีนและโลกอีกด้วย ท่านเอกอัครราชทูตจางได้ให้กำลังใจผู้เข้าแข่งขันให้ใช้ภาษาเป็นสะพานเพื่อแสดงความสามารถ สร้างมิตรภาพ เปิดรับโลก และเป็นทูตสันถวไมตรีระหว่างจีนและไทย

ก่อนการแข่งขัน ท่านเอกอัครราชทูตจางได้เยี่ยมชมสถาบันขงจื๊อ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และฐานบูรณาการอุตสาหกรรมและการศึกษาของพันธมิตรวิทยาศาสตร์และการศึกษานานาชาติเพื่อยานยนต์พลังงานใหม่

ที่มา : https://www.facebook.com/100064440681953/posts/1444131041078238/?rdid=ZorQtgc1V11GThJE#

จีนยิงขีปนาวุธ!! ทดสอบขีปนาวุธจากเรือดำน้ำ เข้าถึงเป้าหมายในมหาสมุทรแปซิฟิก ตามกำหนดการและกฎหมายระหว่างประเทศ แจ้งล่วงหน้าประเทศที่เกี่ยวข้อง

ปักกิ่ง, 6 ก.ค. (ซินหัว) -- วันจันทร์ (6 ก.ค.) กองทัพเรือแห่งกองทัพปลดแอกประชาชนจีน (PLA)
ประสบความสำเร็จในการทดสอบยิงขีปนาวุธเชิงยุทธศาสตร์ที่บรรทุกหัวรบจำลองจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ลำหนึ่งไปยังน่านน้ำทะเลหลวงในมหาสมุทรแปซิฟิกตอน 12.01 น. ตามเวลาปักกิ่ง โดยขีปนาวุธดังกล่าวตกลงในน่านน้ำที่กำหนดไว้อย่างแม่นยำ

กองทัพเรือระบุว่าการทดสอบยิงขีปนาวุธครั้งนี้เป็นไปตามกำหนดการฝึกซ้อมประจำปีของกองทัพเรือ และฝ่ายจีนได้แจ้งให้บรรดาประเทศที่เกี่ยวข้องรับทราบล่วงหน้าแล้ว นอกจากนั้นการทดสอบยิงขีปนาวุธครั้งนี้เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศและแนวปฏิบัติสากล ไม่ได้มุ่งเป้าไปยังประเทศหรือเป้าหมายใดโดยเฉพาะ

ที่มา : Xinhua

อิทธิพลแบรนด์จีนในบราซิล มาแรง!! แบรนด์ EV–มือถือ–ทีวี–เดลิเวอรี ครองชีวิตผู้บริโภคยุคใหม่ ลงทุนอย่างน้อย 6 พันล้านดอลลาร์ ดันแบรนด์แทรกทุกมิติชีวิตผู้บริโภค

เฟอร์นันดา ลิมา และโรดริโก ฮิลเบิร์ต เป็นที่รู้จักกันในฐานะ “คู่รักขวัญใจชาวบราซิล” เธอเป็นพิธีกรโทรทัศน์หน้าตาดี ส่วนเขาเป็นหนุ่มหล่อสายช่างที่เป็นพิธีกรรายการปรับปรุงบ้านและทำอาหาร ลูกชายฝาแฝดของทั้งคู่ก็เป็นนายแบบ และตอนนี้ทั้งครอบครัวได้กลายเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้กับ Geely ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน

“ครอบครัวที่ดูดีแบบนั้นมีอิทธิพลจริง ๆ ที่นี่ในบราซิล” เจี้ยนจวิน เฉิน จาก Renault Geely ซึ่งเป็นฝ่ายธุรกิจของบริษัทในบราซิล กล่าวพร้อมรอยยิ้ม “เราเพิ่งเข้ามาในบราซิลเมื่อปีที่แล้ว ดังนั้นเราจึงต้องเร่งทำการตลาดให้เร็ว”

แบรนด์จีนกลายเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปในบราซิล ชาวบราซิลที่มีกำลังซื้อขับรถที่ผลิตโดย BYD ใช้โทรศัพท์ของ Huawei ดูโทรทัศน์ที่ผลิตโดย Hisense และสั่งอาหารผ่าน 99Food แอปเดลิเวอรีอาหาร
ในปี 2025 บริษัทจีนลงทุนในบราซิลอย่างน้อย 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามข้อมูลที่รวบรวมจากการเปิดเผยของภาคธุรกิจโดย American Enterprise Institute ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองในกรุงวอชิงตัน และสภาธุรกิจจีน–บราซิล ตัวเลขดังกล่าวคิดเป็นมากกว่า 10% ของการลงทุนขนาดใหญ่ในต่างประเทศทั้งหมดของบริษัทจีน และยังมากกว่าที่บริษัทจีนลงทุนในประเทศต่างชาติอื่นใดทั้งหมด

ที่มา : https://www.economist.com/the-americas/2026/07/02/brazilians-are-going-gaga-for-chinese-brands?fbclid=IwdGRjcAS3-X9jbGNrBLf5fWV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHuxZSKEx7YBioefHYMkiSsdq4VVmDeH6Bz0x8VyZwB-d1mABGZRQDWAzBUB5_aem_j6iU25uuh2UY36yww76alA

โกงรัฐ 30 ปี จีนไม่ให้ทางถอย!! ศาลสั่งประหารอดีตบิ๊กหนานจิง ‘หยางโหย่วหลิน’ ฐานทุจริตกว่า 2.21 พันล้านหยวน โกงงบรัฐ ฟอกเงิน รับสินบน ศาลจีนลงดาบอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงแบบไม่มีผ่อนปรน

ศาลจีนฟันโทษประหาร 'อดีตจนท.ระดับสูง' ในหนานจิง ฐานทุจริตนาน 30 ปี

เมื่อวันจันทร์ (6 ก.ค.) ศาลประชาชนชั้นกลางประจำเมืองฉางโจว มณฑลเจียงซูทางตะวันออกของจีน ได้ตัดสินโทษประหารชีวิต "หยางโหย่วหลิน" อดีตรองผู้อำนวยการบริหารของคณะกรรมการบริหารเขตพัฒนาหนานจิง พร้อมเพิกถอนสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตและยึดทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมด เนื่องจากกระทำผิดฐานรับหรือติดสินบน ยักยอกทรัพย์ ใช้งบประมาณรัฐในทางที่ผิด ใช้อำนาจโดยมิชอบ และฟอกเงิน

ศาลฯ ระบุว่าช่วงปี 1993-2023 หยางได้ใช้ประโยชน์จากตำแหน่งต่างๆ ของตนเองในเมืองหนานจิง เพื่อช่วยเหลือองค์กรและบุคคลในเรื่องต่างๆ เช่น จัดทำสัญญารับเหมาก่อสร้าง ดำเนินธุรกิจ โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน และจัดหาเงินทุน โดยหยางรับเงินและทรัพย์สินมีค่าโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งคิดเป็นมูลค่ารวมมากกว่า 2.21 พันล้านหยวน (ราว 1.08 หมื่นล้านบาท)

นอกจากนั้นหยางสมรู้ร่วมคิดกับบุคคลอื่นๆ ในการฉ้อโกงงบประมาณรัฐ มอบเงินและทรัพย์สินมีค่าให้เจ้าหน้าที่รัฐเพื่อผลประโยชน์ที่ไม่เหมาะสม ยักยอกเงินจากบริษัทของรัฐเพื่อธุรกิจของผู้อื่น และจัดทำโครงการรื้อถอนและพัฒนาที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งส่งผลกระทบทางสังคมอย่างร้ายแรง

หยางยังขอคืนค่าธรรมเนียมการโอนที่ดินอย่างผิดกฎหมาย ทำให้รัฐได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจ รวมถึงปกปิดและอำพรางผลประโยชน์จากการรับสินบนด้วยการให้เงินกู้แก่กลุ่มบริษัทที่แท้จริงอยู่ภายใต้การควบคุมของเขาด้วย

ศาลฯ ระบุว่าหยางรับสินบนมูลค่ามหาศาล ความผิดของเขาเป็นเรื่องร้ายแรงอย่างยิ่ง ส่งผลกระทบทางสังคมอย่างรุนแรง ทำให้รัฐและประชาชนสูญเสียผลประโยชน์อย่างมาก จึงสมควรต้องโทษประหารชีวิตตามกฎหมายโดยไม่มีการลดหย่อนผ่อนปรน แม้หยางแจ้งเบาะแสการกระทำผิดทางอาญาของผู้อื่น ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นความจริง

อนึ่ง ศาลฯ ดำเนินการพิจารณาคดีของหยางเมื่อวันที่ 18 มี.ค. และ 28 เม.ย. ซึ่งคณะอัยการ จำเลย และทนายฝ่ายจำเลยได้ร่วมตรวจสอบพยานหลักฐานและชี้แจงข้อมูลของตนเอง โดยหยางยอมรับสารภาพผิดและสำนึกผิด

ที่มา : Xinhua

“คนจีนยังไม่ลืม ความโหดร้ายที่ญี่ปุ่นทำกับจีน 89 ปีก่อน สถานทูตจีน แชร์คลิป 7 กค.1973 ญี่ปุ่นรุกรานจีนฆ่าทรมานคนจีนที่นานจิง และรุกรานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างรถไฟสายมรณะเชื่อมไทย-พม่า ใช้แรงงานเอเชีย และเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรเสียชีวิตมากมายให้กับเส้นท

เมื่อ 89 ปีก่อนในวันนี้ ตรงกับวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 1937 ญี่ปุ่นได้เปิดฉากสงครามรุกรานจีนอย่างเต็มรูปแบบ และไฟสงครามได้ลุกลามอย่างรวดเร็วไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสนับสนุนสงครามรุกราน กลุ่มลัทธิทหารนิยมญี่ปุ่นได้สร้าง "ทางรถไฟมรณะ" ที่เชื่อมระหว่างไทยและพม่า ซึ่งมีแรงงานชาวเอเชียและเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรจำนวนมากเสียชีวิตให้กับเส้นทางสายนี้

กว่า 8 ทศวรรษต่อมา ซากทางรถไฟสายหนึ่งในประเทศไทยซึ่งจมอยู่ใต้น้ำมานานกว่า 40 ปี ได้โผล่พ้นน้ำขึ้นมาอีกครั้ง เป็นการเปิดเผยความทรงจำแห่งสงครามที่ถูกเก็บงำมานานให้กลับมา

ขอเชิญร่วมเดินทางไปพบกับผู้รอดชีวิต พยานผู้เห็นเหตุการณ์ในท้องถิ่น และทหารผ่านศึกฝ่ายสัมพันธมิตร เพื่อสืบหาและเปิดเผยเรื่องราวความจริงเบื้องหลังอันมืดมิดครั้งนี้ของสงครามโลกครั้งที่สอง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1445328690958473&id=100064440681953&rdid=7go6CRWT96R8MeeM#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top