ยุโรปอยากใช้ Plaza Accord กดจีน!! ข้อเสนอเมิตซ์สะท้อนยุโรปเสียเปรียบดุลการค้าจีน ECB เตือนโลกไม่เหมือนปี 1985 จีนไม่ใช่ญี่ปุ่นที่ถูกบีบได้ง่าย ลาการ์ดย้ำต้องเจรจา ไม่ใช่บังคับฝ่ายเดียว
นายกฯ เยอรมันเสนอใช้ข้อตกลง "Plaza Accord" กับจีน เดือดร้อนประธานธนาคารกลางยุโรปต้องเร่งชี้แจง
เกิดประเด็นถกเถียงอย่างกว้างขวางในแวดวงนโยบายการเงินและการค้าระหว่างประเทศ หลังจากที่ นายฟรีดริช เมิตซ์ (Friedrich Merz) นายกรัฐมนตรีของ #เยอรมนี ได้กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรป (EU Summit) เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน โดยระบุว่า ค่าเงินหยวนของจีนถูกประเมินค่าต่ำกว่าความเป็นจริงถึง 30% และเสนอให้กลุ่มประเทศสมาชิก #EU ทั้ง 27 ประเทศ ร่วมมือกันกดดันให้รัฐบาลปักกิ่งลงนามในข้อตกลงรูปแบบใหม่ที่คล้ายคลึงกับ "#ข้อตกลงพลาซา" (#PlazaAccord) เพื่อบังคับให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้น หวังลดดุลการค้าที่ยุโรปเสียเปรียบจีน
ทว่าเพียง 3 วันให้หลัง (22 มิถุนายน) นางคริสติน ลาการ์ด (#ChristineLagarde) ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้กล่าวชี้แจงต่อรัฐสภายุโรปเพื่อลดอุณหภูมิทางการเมือง โดยระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า "ยุคสมัยของข้อตกลงพลาซาได้ผ่านพ้นไปแล้ว และปัจจุบันเรากำลังอยู่ในบริบทที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง"
1. ย้อนรอยประวัติศาสตร์: กลไกของข้อตกลงพลาซา 1985
เพื่อความเข้าใจในเชิงโครงสร้าง ข้อตกลงพลาซา (Plaza Accord) คือข้อตกลงด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นในปี 1985 ณ โรงแรมพลาซา นครนิวยอร์ก โดยมี #สหรัฐอเมริกา เป็นแกนนำร่วมกับกลุ่มประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในขณะนั้น ได้แก่ ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนีตะวันตก
ในยุคดังกล่าว #สหรัฐฯ เผชิญภาวะขาดดุลการค้าอย่างรุนแรงต่อ #ญี่ปุ่น เนื่องจากการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ญี่ปุ่น สหรัฐฯ จึงใช้แรงกดดันทางการเมืองและยุทธศาสตร์ความมั่นคงบีบให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นกว่าเท่าตัวภายในเวลา 2 ปี ส่งผลให้อุตสาหกรรมการส่งออกของญี่ปุ่นลดขีดความสามารถในการแข่งขันลงอย่างรุนแรง และนำไปสู่ภาวะฟองสบู่ในสินทรัพย์ในประเทศจนเกิดทศวรรษแห่งการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอันยาวนาน
2. มูลเหตุจูงใจและปัจจัยขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของยุโรป
ข้อเสนอของนายกรัฐมนตรีเยอรมนีเกิดขึ้นจากความกังวลต่อตัวเลขดุลการค้าที่ประกาศโดยสำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (Eurostat):
-ภาวะขาดดุลการค้า: ในปี 2025 สหภาพยุโรปขาดดุลการค้าสินค้าต่อจีนเกือบ 3.6 แสนล้านยูโร โดยในเดือนเมษายน 2026 เพียงเดือนเดียว ยุโรปขาดดุลดึงไปถึง 3.19 หมื่นล้านยูโร (ประมาณ 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)
-ความกดดันในภาคยานยนต์: อุตสาหกรรมยานยนต์ของเยอรมนี ซึ่งเคยพึ่งพาผลกำไรมหาศาลจากตลาดจีนในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา กำลังเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากการรุกคืบของ #ยานยนต์พลังงานใหม่ (#EV) เทคโนโลยี #โซลาร์เซลล์ และ #เครื่องจักรกลขั้นสูง ของจีนในตลาดยุโรป
3. 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้แนวคิดการบังคับค่าเงินหยวนเป็นไปได้ยาก
นักวิเคราะห์และการเงินมองว่า คำชี้แจงของนางลาการ์ดสะท้อนถึงความเข้าใจในหลักความจริงทางยุทธศาสตร์ 3 ประการ ที่ทำให้โมเดลปี 1985 ไม่สามารถนำมาปรับใช้กับจีนในปัจจุบันได้:
-มิติด้านอธิปไตยและความมั่นคง: ญี่ปุ่นในปี 1985 มีข้อผูกพันด้านความมั่นคงและพึ่งพากองทัพสหรัฐฯ ในการคุ้มครองประเทศ ทำให้สหรัฐฯ มีอำนาจต่อรองสูงในฐานะรัฐผู้อุปถัมภ์ ในขณะที่สาธารณรัฐประชาชนจีนในปัจจุบันเป็นประเทศที่มีอธิปไตยสมบูรณ์ มีระบบยุติธรรม ทหาร และนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระ ทำให้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของเงินหยวนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของธนาคารกลางจีน (PBOC) เท่านั้น
-ความเป็นปึกแผ่นของพันธมิตร: ในปี 1985 ข้อตกลงเกิดขึ้นจากความร่วมมือที่เหนียวแน่นของ 5 มหาอำนาจภายใต้การนำของสหรัฐฯ แต่ในปัจจุบัน สมาชิกภาพ 27 ประเทศของ EU มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่แตกแยกและหลากหลาย ทำให้อำนาจในการต่อรองร่วม (Collective Bargaining Power) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
-ความเสี่ยงต่อการถูกมาตรการโต้กลับ: หากสหภาพยุโรปผลักดันประเด็นอัตราแลกเปลี่ยนให้กลายเป็นประเด็นการเมือง จีนมีขีดความสามารถในการดำเนินมาตรการตอบโต้ต่ออุตสาหกรรมหลักของยุโรป เช่น ยานยนต์ เครื่องจักรกลขั้นสูง และสินค้าฟุ่มเฟือย นอกจากนี้ ความผันผวนของค่าเงินยูโรอาจเปิดโอกาสให้ทุนสหรัฐฯ เข้าแทรกแซงหรือช้อนซื้อสินทรัพย์คุณภาพในยุโรป ซึ่งส่งผลเสียต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอง
ความเป็นจริงของนโยบายและการประสานรอยร้าว
แม้ว่าในคำแถลงเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน นางลาการ์ดจะอ้างอิงรายงานของ #กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (#IMF) ที่ประเมินว่าค่าเงินหยวนอาจต่ำกว่าความเป็นจริงประมาณ 15%-16% (ซึ่งต่ำกว่าตัวเลข 30% ของนายเมิตซ์กึ่งหนึ่ง) และย้ำว่าปัญหาความไม่สมดุลทางการค้ายังคงต้องได้รับการแก้ไข แต่เธอก็เน้นย้ำว่า "กระบวนการเจรจาใด ๆ จะต้องตั้งอยู่บนกรอบความร่วมมือที่มีจีนเข้าร่วมด้วย"
ข้อเสนอของนายกฯ เยอรมันสะท้อนถึงแรงกดดันและการมองหาทางออกของนักการเมืองยุโรปต่อขีดความสามารถการแข่งขันที่ลดลงของอุตสาหกรรมในภูมิภาค ซึ่งก่อนหน้านี้ นางเออร์ซูลา ฟอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ก็เคยหยิบยกประเด็น "ความยุ่งยากจากกำลังการผลิตส่วนเกินของจีน" ขึ้นมาหารือ
บทเรียนจากเหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า แม้เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของฝ่ายบริหารและธนาคารกลางยุโรปในการลดการเสียเปรียบดุลการค้าจะสอดคล้องกัน แต่แนวทางการดำเนินนโยบายมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ระหว่างการกดดันฝ่ายเดียวในเวทีการเมือง กับการรักษาเสถียรภาพผ่านการเจรจาพหุภาคี ซึ่งทั้งสำนักข่าวรอยเตอร์และบลูมเบิร์กต่างวิเคราะห์ตรงกันว่า ยุโรปตระหนักดีว่ายุคสมัยของการกำหนดกติกาฝ่ายเดียวโดยไม่ผ่านการเจรจากับประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอื่นได้สิ้นสุดลงแล้วในปัจจุบัน
ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1026804266523779&id=100075826461941&post_id=100075826461941_1026804266523779&rdid=dxSScNyf4WnfrEZT#










