Thursday, 4 June 2026
ค้ามนุษย์

สหประชาชาติยกระดับต่อต้านอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ ให้ 'พล.ต.อ.ธัชชัยฯ' เป็นหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจ

สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime : UNODC) เป็นองค์กรที่กำกับดำเนินการตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร (United Nations Convention against Transnational Crime : UNTOC) ซึ่งรวมถึงการต่อต้านการค้ามนุษย์และลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน โดยให้การสนับสนุนรัฐบาลของประเทศสมาชิก จำนวน 193 ประเทศ จาก 195 ประเทศทั่วโลก ทั้งในทางด้านการให้คำปรึกษา การเสริมสร้างศักยภาพ รวมถึงความร่วมมือในการประสานงานระหว่างประเทศเพื่อให้ประเทศสมาชิกสามารถที่จะต่อสู้กับปัญหาการค้ามนุษย์และการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน

ตั้งแต่ปี พ.ศ.2563 ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญกับปัญหาการค้ามนุษย์เพื่อการบังคับให้กระทำความผิดทางอาญา ที่มีความเชื่อมโยงกับการหลอกลวงทางออนไลน์และการฉ้อโกงทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมาก การค้ามนุษย์รูปแบบนี้ส่งผลกระทบต่อผู้คนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออก รวมไปถึงผู้เสียหายจากการฉ้อโกงในทวีปแอฟริกา เอเชียกลาง อเมริกา และยุโรป ผู้คนจำนวนมากถูกล่อลวงให้ไปทำงานในศูนย์คอลเซ็นเตอร์ในประเทศเมียนมา ลาว หรือกัมพูชา ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษใกล้กับคาสิโนหรืออาคารที่มีระบบรักษาความปลอดภัยสูง 

UNODC ตระหนักถึงความรุนแรงและความเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงมีนโยบายยกระดับการต่อต้านอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ในภูมิภาคเอเชีย โดยการจัดตั้ง หน่วยเฉพาะกิจต่อต้านอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ (Specialized Cyber Scam and Trafficking in Persons for Forced Criminality Taskforce และได้เชิญ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (จตช./ผอ.ศปอส.ตร./ผอ.ศพคม.ตร.) ดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจนี้ ซึ่งเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2568 ได้มีการจัดการประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับทิศทางในการดำเนินงานของหน่วยเฉพาะกิจนี้

ดร.มาซุด คาริมิปูร์ (Masood Karimipour) ผู้แทนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิกของ UNODC กล่าวว่า ทาง UNODC ซึ่งเป็นองค์กรรัฐบาลระหว่างประเทศ มีความมั่นใจอย่างยิ่งว่า พล.ต.อ.ธัชชัยฯ จะนำความเชี่ยวชาญและความเป็นผู้นำ มาบัญชาการและกำหนดทิศทางการปฏิบัติงานของหน่วยเฉพาะกิจต่อต้านอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ ให้สามารถแก้ไขปัญหาอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ในภูมิภาคนี้ได้อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ โดยการร่วมกันจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจนี้เป็นการแสดงเจตนารมณ์ของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง

ดร.รีเบ็คก้า มิลเลอร์ (Rebecca Miller) ผู้ประสานงานภูมิภาคของ UNODC ด้านการค้ามนุษย์และการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐาน กล่าวว่า UNODC มีความยินดีและความพร้อมที่จะให้การสนับสนุนหน่วยเฉพาะกิจและสำนักงานตำรวจแห่งชาติในทุกมิติที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการพัฒนากลไกการประสานงานระหว่างประเทศ การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ให้มีความสามารถในการรับมือกับรูปแบบของอาชญากรรมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และการร่วมกันสร้างความตระหนักให้กับสังคมเกี่ยวกับอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์

พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จตช./ผอ.ศปอส.ตร./ผอ.ศตคม.ตร. กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญจาก UNODC ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลก ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจนี้ เชื่อมั่นว่าการขับเคลื่อนหน่วยเฉพาะกิจนี้จะนำไปสู่สังคมโลกและภูมิภาคเอเชียที่ปลอดภัยจากอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ โดยจะดำเนินการผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ 1.การช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ 2.การคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ และ 3.การสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดในคดีอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ หน่วยเฉพาะกิจนี้จะเป็นการประกอบกำลังของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย โดยจะนำศักยภาพและทรัพยากรของแต่ละหน่วยงานมาบูรณาการร่วมกันในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์จากต้นเหตุ นอกจากนี้ จะมีการใช้กลไกของ UNODC ในการเชื่อมหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ให้เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและเปิดปฏิบัติการระหว่างประเทศทลายเครือข่ายอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ และการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการสืบสวน รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้และเครือข่ายเพื่อยกระดับขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามอาชญากรรมดังกล่าว เป้าหมายสูงสุดของหน่วยเฉพาะกิจนี้ คือการขจัดองค์กรอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ให้หมดสิ้นภายในปีนี้ เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาคมโลกและประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลดีโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน นักท่องเที่ยว และเศรษฐกิจของไทย รวมถึงยกระดับการจัดอันดับของประเทศไทยในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ (TIP Report) ประจำปี พ.ศ. 2568

จเรตำรวจแห่งชาติประชุมร่วม UNODC เดินหน้าหน่วยเฉพาะกิจต่อต้านอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ ระดับนานาชาติ

(14 ก.พ.68) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ /ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (จตช./ผอ.ศตคม.ตร./ผอ.ศปอส.ตร.) ในฐานะหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจต่อต้านอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ (Specialized Cyber Scam and Trafficking in Persons for Forced Criminality Taskforce) เป็นประธานการประชุมหารือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime : UNODC) โดยมี พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท. , พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ รอง ผบช.ตชด. , พล.ต.ต.ทรงกลด เกริกกฤตยา ผบก.ปคม. , พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม. และ พ.ต.อ.ณรงค์ เทศวิบูลย์ รอง ผบก.ปคม. พร้อมด้วยผู้แทน UNODC ได้แก่ Mr. Benedikt Hofmann UNODC Deputy Regional Representative /Acting Regional Representative for Southeast Asia and the Pacific , Dr. Rebecca Miller, Regional Coordinator,  Human Trafficking & Migrant Smuggling Programme, UNODC , Dr. Sylwia Gawronska, Advisor, Human Trafficking & Migrant Smuggling, UNODC และคณะ เพื่อหารือความคืบหน้าการจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจต่อต้านอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ (Specialized Cyber Scam and Trafficking in Persons for Forced Criminality Taskforce) ณ ห้องประชุม ศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้เพื่อหารือความคืบหน้าการตั้งคณะทำงาน การประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ของไทย ในหน่วยเฉพาะกิจดังกล่าว และความร่วมมือของ UNODC ที่จะมาสนับสนุนการปฏิบัติ พร้อมกันนี้ได้มีการพูดคุยถึงสถานการณ์การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังทางการไทยกดดันอย่างหนัก โดยเฉพาะมาตรการตัดไฟ-อินเตอร์เน็ต-น้ำมัน ไปฝั่งเมียวดี ประเทศเมียนมา ทำให้มีการทยอยส่งคนกลับมาทางฝั่งชายแดน อ.แม่สอด และ อ.พบพระ จ.ตาก คาดว่าเร็วๆ นี้ จะมีการส่งทยอยส่งคนสัญชาติต่างๆ กลับมาอีกจำนวนมาก ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ของไทยได้มีมาตรการในการรองรับ โดยการคัดแยกเหยื่อค้ามนุษย์เพื่อเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองตามกลไกการส่งต่อระดับชาติ (National Referral Mechanism - NRM) และประสานสถานทูตแต่ละประเทศเพื่อรับตัวกลับประเทศต้นทางต่อไป

ในส่วนการคัดกรองคนต่างด้าวที่เข้ามาในประเทศไทย โดยใช้ 7 มาตรการเข้มของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พบว่าได้ผลเป็นอย่างยิ่ง ทำให้สามารถป้องกันการถูกหลอกลวงไปยังพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งจนถึงขณะนี้ยืนยันได้ว่าไม่พบการถูกหลอกลวงจากประเทศไทยอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ยืนยันว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความมุ่งมั่นในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้หมดไปโดยเร็ว ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยบังคับใช้กฎหมาย และหน่วยสนับสนุน ทั้งในประเทศและนานาประเทศ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหานี้ให้สัมฤทธิ์ผลโดยเร็ว เป็นการป้องกันคนทั่วโลกจากอาชญากรรมร้ายเหล่านี้

จเรตำรวจแห่งชาติลงพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 9 กำชับการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมหารือกับทัพเรือภาคที่ 2 ในความร่วมมือปราบปรามการค้ามนุษย์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และน้ำมันเถื่อน

พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ/ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ/ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (จตช./ผอ.ศปอส.ตร./ผอ.ศตคม./ผอ.ศปนม.) ได้เดินทางไปปฏิบัติราชการพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 9 พร้อมคณะ ประกอบด้วย พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว , พ.ต.อ.พัลลภ สุภิญโญ รองผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 2 และ พ.ต.อ.กิตติพงศ์ วิเศษสงวน รองผู้บังคับการกองการสอบ 

โดยวานนี้ (15 พฤษภาคม 2568) เวลา 10.30 น. พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้ประชุมสรุปสถานการณ์ในพื้นที่ เพื่อสั่งการและกำชับการปฏิบัติในงานจเรตำรวจ , ศปอส. , ศตคม. และ ศปนม. ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค 9 โดยมีรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 , ผู้บังคับการในสังกัดตำรวจภูธรภาค 9 , ผู้บังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 4 , ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 6 พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ ห้องประชุมตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา โดยได้กำชับให้ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวทาง 15 นโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยึดหลักธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการทุกระดับ ทำงานโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง สอบถามและตอบสนองความต้องการของคนในพื้นที่ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความไม่ประมาท ห้ามเข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพล ยาเสพติด สิ่งผิดกฎหมายใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะในทางตรงหรือทางอ้อม

จากนั้นเวลา 14.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัยฯ และคณะ พร้อมด้วย พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมกับฝ่ายทหาร โดยมี พล.ร.ท.นเรศ วงศ์ตระกูล (รน.) ผบ.ทรภ.2/ผอ.ศรชล.ภาค 2 , พล.ร.ต.ปรีชา รัตนสำเนียง รอง ผบ.ทรภ.2 , พล.ร.ต.โชคชัย เรืองแจ่ม ผบ.ฐท.สข.ทรภ.2 , พล.ร.ต.อิทธิพัทธ์ กวินเฟื่องฟูกุล รอง ผอ.ศรชล.ภาค 2 , พล.ร.ต.มรุเดช บุญนิตย์ ผอ.สน.ฝอ.ศรชล.ภาค 2 , พล.ร.ต.ปนิธาน สิทธิโยธาคาร รองเจ้ากรมกิจการพลเรือน กองทัพเรือ ณ กองบัญชาการทัพเรือภาคที่ 2 เพื่อหารือใน 3 ประเด็น ได้แก่

1. กรณีการค้ามนุษย์ : ประเทศไทยอยู่ในระดับ tier 2 ถ้ามีการโดนลดระดับจะมีผลในเรื่องการส่งออกของประเทศไทย ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับทัพเรือภาคที่ 2 นอกจากมีการตรวจเรือประมงแล้ว ให้พิจารณาตรวจเรือขนส่งในระยะใกล้ หรือเรือต่าง ๆ ป้องกันเหตุผิดกฎหมาย เหตุการณ์ที่นำเด็กไปล่วงละเมิดทางเพศบนเรือขนส่งในทะเล

2. กรณีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ : รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าจะใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน โดยในส่วนของทัพเรือภาคที่ 2 ขอให้ประสานในเรื่องการตรวจบุคคลที่ลักลอบเข้าเมืองทางทะเล รวมไปถึงสิ่งของ อุปกรณ์ต่างๆ ที่ไปสนับสนุนในการกระทำของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

3. กรณีน้ำมันเถื่อน : ขอให้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกับกองทัพเรือในการประสานงานทุกมิติในการปฏิบัติงานเรื่องน้ำมันเถื่อน

จากนั้นเวลา 16.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัยฯ พร้อมคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมข้าราชการตำรวจ กองกำกับการ 7 กองบังคับการตำรวจน้ำ โดยมี พ.ต.อ.วันพิชิต วัฒนศักดิ์มณฑา ผู้กำกับการ 7 กองบังคับการตำรวจน้ำ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด ให้การต้อนรับ จเรตำรวจแห่งชาติได้กำชับให้ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา และประพฤติอยู่ในระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด

ไทย–Interpol ผนึกกำลังไล่ล่าเครือข่ายโกง ล้างบางแก๊งคอลเซ็นเตอร์–ค้ามนุษย์ในกัมพูชา

(9 ก.ค. 68) รัฐบาลไทยเดินหน้ายุทธการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการค้ามนุษย์ ล่าสุด พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผอ.ศปอส.ตร. ได้เข้าพบผู้บริหารตำรวจสากล (Interpol) ที่ฝรั่งเศส เพื่อหารือและยกระดับความร่วมมือ พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลเครือข่ายอาชญากรรมในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีฐานปฏิบัติการในกัมพูชา

Interpol ยืนยันสนับสนุนไทยเต็มที่ ทั้งเครื่องมือ ข้อมูล วิเคราะห์ และการวางแผนปฏิบัติการ รวมถึงส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมทำงานใน “ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์” ที่ไทยจัดตั้งขึ้น หวังผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านการปราบปรามในระดับภูมิภาค

สำหรับทาง Interpol ซึ่งมีสมาชิก 196 ประเทศ จะทำหน้าที่ประสานข้อมูลผู้กระทำผิดข้ามชาติ สนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายในประเทศต่างๆ โดยไทยจะเป็นแกนกลางเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับกัมพูชา และประเทศที่ได้รับผลกระทบจากอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้

ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าลดอาชญากรรมลงอย่างน้อย 50% ภายใน 3 เดือน และไม่ให้ไทยถูกใช้เป็นทางผ่านอีกต่อไป ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบ และสร้างความมั่นคงด้านความปลอดภัยให้กับประชาชนทั้งในประเทศและภูมิภาค

ผนึกกำลังประชาคมโลก ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์

(10 ก.ค.68) เวลา 13.30 น. ตามนโยบายของรัฐบาล ได้กำหนดนโยบายเร่งด่วนในการแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชนให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จตช. ในฐานะ ผอ.ศปอส.ตร./ผอ.ศตคม.ตร./ผอ.ฉก.๘๘/หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจ UNODC ต่อต้านอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ ดำเนินการชี้แจงสถานการณ์ปัญหาอาชญากรรมของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์ ในปัจจุบันให้ประชาชนทราบสถานการณ์ปัจจุบัน

สถานการณ์การหลอกลวงคนไทยของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ผ่านมา ยังมีที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ กัมพูชา เมียนมา และลาว เพื่อที่จะหลอกคนชาติไทยและชาติต่าง ๆ ทั่วโลก และเนื่องจากประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางการบินที่สำคัญในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มีเที่ยวบินจากทั่วโลกเข้ามาในประเทศ ประกอบกับการคมนาคมที่สะดวกในการเดินทางกลุ่มคนร้ายจึงอาศัยช่องว่างดังกล่าว เข้ามาในไทยในฐานะนักท่องเที่ยว เพื่อเดินทางไปยังบริเวณแนวชายแดนแล้วลักลอบข้ามไปยังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านของไทย หรือใช้ช่องทางดังกล่าว หลอกคนข้ามไปทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์

จากมาตรการการตัดไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต และน้ำมัน ไปยังแนวชายแดนประเทศเมียนมาที่ติดกับประเทศไทย เพื่อกดดันให้มีการกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่ที่ปกครองโดยชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดนระหว่างประเทศเมียนมาและไทย ทำให้เกิดการกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเขตเมืองชเวโก๊ะโก๋ และเคเคพาร์ค ซึ่งพบคน ๓๖ สัญชาติ จำนวน ๘,๘๙๓ ราย แต่ยังพบว่าแต่ยังมีกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์อีกจำนวนหนึ่งหลบซ่อนและตั้งอยู่บริเวณทางตอนใต้ของเมืองเมียวดี ซึ่งจะต้องมีมาตรการในการดำเนินการอีกต่อไป

ในส่วนของประเทศกัมพูชา พบว่ามีการขยายตัวของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทั้งที่หลอกคนไทยและคนชาติต่าง ๆ ทั่วโลก พบว่ามีการตั้งอยู่ในประเทศกัมพูชา จำนวน ๕๒ จุด ๑๐ จังหวัด โดยส่วนใหญ่ยังอยู่ในเมืองปอยเปต และมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วในเขตชายแดนติดกับทางประเทศเวียดนาม มีแก๊งชาวจีนเป็นผู้บริหารจัดการ ได้รับความคุ้มครองจากผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ในห้วงที่ผ่านพบว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์มีการขยายตัว จากประเทศกัมพูชาเช้ามาในประเทศไทยบางส่วน แต่ทางการไทยสามารถดำเนินการกวาดล้างจับกุมได้ โดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้มุ่งหลอกคนชาติอื่นไม่ใช่คนไทย อาทิ ออสเตรเลีย เวียดนาม เกาหลี จีน ยุทธศาสตร์ ศปอส.ตร. ร่วมกับ ฉก.๘๘ และ UNODC ได้ร่วมกำหนดยุทธศาสตร์ “ผนึกกำลังประชาคมโลก ปราบปราม แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์” โดยกำหนดยุทธศาสตร์ไว้ 5 ด้าน (I 2L AI)

๑. การทำลายโครงสร้างพื้นฐานของอาคาร (Infrastructure) ได้แก่ ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต
๒. การตัดเครือข่ายขบวนการนำพา (Logistics) ได้แก่ เพจโฆษณา หางาน เพจจัดหาบัญชีม้าและคริปโต แอพในการ ติดต่อหายานพาหนะ กลุ่มรถรับจ้าง กลุ่มนำพาข้ามแดน การซีลชายแดน กลุ่มจัดหาบัญชีม้าและคริปโต
๓. การบังคับใช้กฎหมายและยึดทรัพย์ (Law Enforcement) โดยมุ่งเน้นไปที่ เจ้าของอาคารคอลเซ็นเตอร์ ผู้บงการ ผู้บริหารจัดการ ผู้ให้ความคุ้มครอง
๔. การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการควบคุมป้องกันไม่ให้ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน หรือใช้ในการหลอกลวง เพื่อลักลอบข้ามผ่านแนวชายแดนไปทำงานที่แก๊งคอล เซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน
๕. ผนึกกำลังประชาคมโลก (International Community) ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์

โดยนำองค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ UNODC, INTERPOL, FBI และประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก มาร่วมปฏิบัติในศูนย์บริหารฉับพลันเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์ (War Room for Combatting Cyber Scam Syndicate) ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย โดยประเทศไทยจะเป็นผู้นำและศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยน ข้อมูล เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติงานร่วมกันในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่ในประเทศกัมพูชา เมียนมา และลาวการค้นเครือข่าย ก๊ก อาน

จากปฏิบัติการครั้งนี้ ทำการเข้าค้นเครือข่าย “ก๊ก อาน” ๒๐ จุดในพื้นที่ ๓ จังหวัด (กรุงเทพ สมุทรปราการ ชลบุรี) สามารถอายัดเงินสด ๒๗ ล้านบาท รถยนต์หรู และเอกสารสำคัญ ยึดทรัพย์รวมมูลค่า กว่า ๑,๑๐๐ ล้านบาทและจะดำเนินการออกหมายจับผู้มีส่วนร่วมกระบวนการทั้งหมด

‘ตำรวจ-ทหาร’ ซิ่งรถไล่ล่าแก๊งลักพาตัวเขมร ช่วยสาวจีนถูกอุ้ม!! เรียกค่าไถ่-ค้ามนุษย์

(20 ส.ค. 68) เกิดเหตุระทึกกลางกรุงพนมเปญเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา เมื่อหญิงชาวจีนถูกแก๊งลักพาตัว คาดว่าหวังเรียกค่าไถ่หรือนำไปค้ามนุษย์ โดยเพื่อนของผู้เสียหายรีบแจ้งตำรวจนครบาลและประสานกำลังทหารเข้าติดตามทันที

ต่อมา เจ้าหน้าที่ได้ไล่ล่ารถยนต์ไฟฟ้า GAC สีดำ ไม่มีป้ายทะเบียน บนถนนสาย 1003 ซึ่งขับโดยชายชาวกัมพูชาที่ต้องสงสัยว่าพัวพันกับการลักพาตัว ซึ่งระหว่างหลบหนี รถคันดังกล่าวชนเข้ากับรถเข็นบาร์บีคิวริมทาง

ขณะนั้นผู้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงออกมา 2 นัด ทำให้สถานการณ์ตึงเครียด ก่อนที่ตำรวจและทหารจะสามารถจับกุมชายชาวกัมพูชาได้ และช่วยเหลือหญิงชาวจีนออกมาอย่างปลอดภัย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเวลาประมาณ 20.30 น. กลางชุมชนใจกลางเมือง ซึ่งสร้างความแตกตื่นแก่ผู้คน โดยขณะเดียวกัน กระทรวงท่องเที่ยวกัมพูชาก็เพิ่งประกาศว่านักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 47% เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

สหรัฐฯ คว่ำบาตรเครือข่ายไซเบอร์สแกมเมอร์ ‘เมียนมา–กัมพูชา’ หวังสกัดเงินหลายหมื่นล้าน…จากการขโมยเงิน ‘ชาวอเมริกัน’

เมื่อวานนี้ (9 ก.ย. 68) สหรัฐอเมริกา ประกาศคว่ำบาตรเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ในเมียนมาและกัมพูชา หลังพบว่าธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้ขโมยเงินจากชาวอเมริกันมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา กระทรวงการคลังสหรัฐระบุว่า ขบวนการดังกล่าวเกี่ยวพันกับการค้ามนุษย์ หลอกล่อผู้คนหลายแสนรายเข้าสู่คอมพาวด์หลอกลวงทางออนไลน์ โดยเฉพาะตามแนวชายแดนไทย–เมียนมา

นายจอห์น เค. เฮอร์ลีย์ (John K. Hurley ) รองปลัดกระทรวงการคลังด้านข่าวกรองการก่อการร้ายและการเงิน กล่าวว่า อุตสาหกรรมหลอกลวงไซเบอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่เพียงคุกคามความมั่นคงทางการเงินของชาวอเมริกัน แต่ยังทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องตกเป็นทาสในยุคสมัยใหม่ ทั้งการกักขัง ใช้ความรุนแรง และขู่บังคับด้วยหนี้สินหรือการบังคับค้าประเวณี

มาตรการคว่ำบาตรครั้งนี้ครอบคลุมบริษัทและบุคคล 9 ราย ในเมืองชเวก๊กโก รัฐกะเหรี่ยง ของเมียนมา ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งอาชญากรรมที่ก่อตั้งโดยกลุ่ม Yatai International Holdings จากฮ่องกง ร่วมกับกองทัพกะเหรี่ยงที่หนุนหลังรัฐบาลทหารเมียนมา รวมถึงอีก 10 องค์กรในกัมพูชา ที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงสกุลเงินดิจิทัลและการฟอกเงิน

นอกจากนี้ รายงานของสถาบันวิจัยนโยบายยุทธศาสตร์ออสเตรเลียชี้ว่า ตั้งแต่เกิดรัฐประหารในปี 2021 ศูนย์หลอกลวงในเมียนมาขยายตัวรวดเร็ว จากพื้นที่ควบคุมของกองกำลังติดอาวุธเข้าสู่เขตที่กองทัพเมียนมาครอบงำ ขณะที่รัฐบาลกัมพูชาถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าละเลยการปราบปรามเครือข่ายเหล่านี้ แต่เจ้าหน้าที่ปฏิเสธ

สหรัฐฯ จัดกัมพูชา อยู่ในเทียร์ 3 ระดับต่ำสุด!! 4 ปีซ้อน จากปัญหารัฐเอี่ยวค้ามนุษย์-แก๊งคอลฯ และขัดขวางการสืบสวน

(2 ต.ค. 68) สหรัฐฯ เผยรายงานประจำปี Trafficking in Persons 2025 จัดให้กัมพูชายังอยู่ในระดับ Tier 3 ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 เหตุรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยรายงานชี้เจ้าหน้าที่ระดับสูงบางคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ คุกคามเหยื่อและพยาน รวมถึงปกป้องผู้กระทำผิด 

รายงานยังระบุว่า เจ้าหน้าที่บางรายให้ข้อมูลล่วงหน้าก่อนเข้าตรวจค้น ทำให้ขบวนการมีเวลาย้ายเหยื่อออกจากพื้นที่ ขณะที่คอมพาวด์ที่ถูกสั่งปิดกลับเปิดใหม่ได้ภายในไม่กี่วัน หลังมีการจ่ายเงินจำนวนมหาศาลให้ผู้มีอำนาจ ซึ่งรัฐบาลกัมพูชายังไม่สามารถจับกุมหรือดำเนินคดีต่อผู้ต้องสงสัยรายใหญ่ได้ รวมถึงที่ปรึกษาระดับสูงที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร

แม้กัมพูชาจะมีมาตรการ เช่น การจับกุมครั้งใหญ่ การจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (NAP) และความร่วมมือกับต่างประเทศ แต่รายงานชี้ว่าความพยายามเหล่านี้มักเกิดขึ้นเพียงภายใต้แรงกดดันจากนานาชาติ ขณะที่เหยื่อจำนวนมากยังถูกกักขัง และการช่วยเหลือยังไม่ทั่วถึง บางครั้งเหยื่อกลับถูกลงโทษจากการกระทำที่เกิดขึ้นเพราะถูกบังคับ

ด้านองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ประเมินว่ามีแรงงานกว่า 150,000 คน ติดอยู่ในคอมพาวด์ราว 350 แห่งทั่วกัมพูชา ซึ่งกำลังย้ายฐานจากเมืองใหญ่และพื้นที่ชายแดน ไปยังพื้นที่ชนบทเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบปัญหาคอร์รัปชัน และการรับสินบนของเจ้าหน้าที่รัฐถูกชี้ว่าเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การบังคับใช้กฎหมายไร้ประสิทธิภาพ และยิ่งตอกย้ำความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ของประเทศกัมพูชา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top