Tuesday, 21 July 2026
ค่าไฟฟ้า

‘พีระพันธุ์’ ฝาก รบ. ใหม่สานต่อแนวคิดปรับสูตร POOL GAS ย้ำชัด จะช่วยทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลงทั้งประเทศ

(12 ก.ย.68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุหัวข้อเรื่อง “ระบบ POOL GAS เพื่อประชาชน” โดยสาระสำคัญต้องการฝากให้รัฐบาลใหม่ สานต่อการปรับสูตรคำนวณ Pool Gas ใหม่ ที่นำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยทั้งหมด ซึ่งราคาถูกมาใช้สำหรับการผลิตไฟฟ้าเพื่อประชาชน

โดยข้อความเฟซบุ๊กส่วนตัวของนายพีระพันธุ์ระบุว่า
ระบบ POOL GAS เพื่อประชาชน

มีคนอยากรู้ว่า Pool Gas คืออะไร เกี่ยวอะไรกับค่าไฟฟ้า
ง่ายๆ ครับ คือเอาก๊าซที่ได้จากหลายแหล่งหลายราคามารวมกันแล้วหาราคาเฉลี่ยเพื่อใช้เป็นราคากลาง Pool Price 

สำหรับประเทศไทยเรา มีแหล่งก๊าซอยู่ 3  แหล่ง คือ 
1) ก๊าซจากอ่าวไทยเราเอง อันนี้ราคาถูกครับ ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 210 บาทต่อ MMbtu เราผลิตจากอ่าวได้ 50% จากความต้องการของทั้งประเทศ 
2) ก๊าซที่นำเข้าจากพม่า อันนี้ราคาแพงขึ้นนิดนึง ประมาณ 324 บาทต่อ MMbtu แต่ยังพอไหว ซึ่งเรานำเข้ามาใช้อยู่ที่ 10% ของความต้องการ และ 
3) ก๊าซจากการนำเข้าจากต่างประเทศที่ต้องทำให้เป็นของเหลวเพื่อการขนส่ง จึงมีราคาแพงและราคาขึ้นลงตามตลาดโลกและสถานการณ์โลก เรียกว่า LNG หรือก๊าซธรรมชาติเหลว ราคาแพงมากแถมยังมีหลากหลายราคา ซึ่งราคาที่เราต้องจ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 400-500 บาทต่อ MMbtu ซึ่งต้องนำเข้ามาถึง 40% จากปริมาณความต้องการใช้ก๊าซของทั้งประเทศ

ก๊าซ LNG นี่แหละที่เป็นตัวปัญหา แต่ไม่นำเข้าก็ไม่ได้ เพราะเราใช้ก๊าซประมาณวันละ 5,000 BBbtu แต่เราขุดก๊าซจากอ่าวไทยที่เรียกว่าก๊าซอ่าวได้เพียงวันละประมาณ 2,500 BBbtu เราจึงต้องนำเข้าก๊าซจากพม่าอีกประมาณวันละ 600-700 BBbtu และต้องนำเข้า  LNG อีกวันละประมาณ 1,800 - 1,900 BBbtu ซึ่ง LNG มีหลากหลายราคา ที่ผ่านมาจึงเกิดระบบ Pool Gas ขึ้นมา คือนำราคาก๊าซทั้งสามประเภทนี้มาเฉลี่ยราคาเข้าด้วยกัน เพื่อให้ราคาก๊าซในประเทศราคาเท่ากันทั้งหมด แต่กันเฉพาะส่วนที่จะใช้เป็นก๊าซหุงต้มสำหรับประชาชนออกมา ที่เรียกว่า LPG 

ราคาก๊าซ LPG จะยึดตามราคาก๊าซอ่าวที่แยกไว้เฉพาะ ปัจจุบันอยู่ที่ราคาประมาณ 210 บาทต่อ MMbtu ทำให้ราคาก๊าซหุงต้มในปัจจุบันอยู่ที่ราคา 423 บาท ต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ที่เหลือเอาไปลง Pool Gas หมด รวมทั้งก๊าซจากพม่า ทำให้ราคา Pool Gas ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 356 บาทต่อ MMbtu และราคานี้นำมาใช้ผลิตไฟฟ้าและใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม

เหตุผลที่จัดระบบ Pool Gas แบบนี้เพราะต้องการให้ต้นทุนราคาก๊าซที่โรงงานอุตสาหกรรมใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องจักรถูกลงแต่โรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้ก๊าซสำหรับเครื่องจักรมีประมาณไม่เกิน 2,000 โรงงาน ในขณะที่โรงงานทุกประเภทมีประมาณ เกือบๆ 70,000 โรงงาน และประชาชนคนไทยมีเกือบ 70 ล้านคนซึ่งประชาชนและโรงงานทุกแห่งต้องใช้ไฟฟ้า ไม่ได้ใช้ก๊าซมาเดินเครื่องจักร

กลายเป็นว่าก๊าซจาก Pool Gas สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมนั้น เอาเข้าจริงไม่ได้ขายให้โรงงานอุตสาหกรรมโดยตรง แต่ขายให้บริษัท PTT NGD แล้ว PTT NGD จะนำไปขายต่อให้โรงงานอุตสาหกรรม ไม่ใช่ในราคา Pool Gas แต่กลับนำไปขายในราคาสิงคโปร์ครับ ส่วนต่างใครรับไปบ้าง ไปลองหากันดูว่าใครเป็นใครในบริษัทนี้ แต่พอจะสรุปได้ไหมว่าโรงงานอุตสาหกรรมเหล่านี้ถูกใช้เป็นข้ออ้างเพื่อกินหัวคิวเท่านั้นใช่หรือไม่  

ระบบนี้ยังทำให้ต้นทุนราคาก๊าซสำหรับผลิตไฟฟ้าสูงขึ้นเพราะต้องใช้ราคา Pool Gas เป็นราคาเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าแทนจะใช้ราคาก๊าซอ่าว 

ดังนั้น ในช่วงเวลาที่ผ่านมาผมจึงเสนอ กพช. (คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ) ให้ปรับสูตรการคิด Pool Gas ใหม่ เพื่อจะนำก๊าซจากอ่าวไทยทั้งหมดที่ราคาถูกมาใช้สำหรับการผลิตไฟฟ้าเพื่อประชาชน แทนที่จะนำก๊าซส่วนนี้ไปลง Pool Gas ให้คนกินหัวคิว และเพื่อช่วยลดราคาก๊าซให้โรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงงานที่มีเพียงไม่ถึง 2,000 แห่ง ในขณะที่โรงงานทั้งหมดในประเทศและประชาชนต้องใช้ไฟฟ้า ซึ่ง กพช. เห็นชอบและผมได้มอบให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน หรือ สนพ. ทำการศึกษาเพื่อปรับสูตร Pool Gas ใหม่มาตั้งแต่ประมาณเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา 

ระบบใหม่นี้จะนำก๊าซอ่าวทั้งหมดที่เหลือจากการแยกเป็นก๊าซหุงต้ม LPG มาใช้ผลิตไฟฟ้าในราคาก๊าซอ่าวซึ่งจะทำให้ต้นทุนราคาไฟฟ้าถูกลงทันที แต่ก็ไม่พอนะครับ ต้องเอาก๊าซจากพม่าทั้งหมดมารวมด้วย และยังขาดอยู่ประมาณ 20% ส่วนนี้ต้องนำ LNG  มารวมด้วย แต่ก็เพียงเล็กน้อย และถ้าให้ กฟผ. หาก๊าซ LNG ที่ราคาถูกมารวมเองโดยไม่ต้องนำไปเข้าระบบ Pool Gas ก็จะไม่กระทบมากนัก เคยคำนวณดูคร่าวๆ พบว่าราคาต้นทุนก๊าซที่จะนำมาผลิตไฟฟ้าจะลงจาก 356 บาทต่อ MMbtu มาอยู่ที่ประมาณ 244 บาทต่อ MMbtu ราคาค่าไฟฟ้าลงแน่นอน 

ความจริงจะต้องแก้ปัญหาในส่วนอื่นเพื่อลดค่าไฟฟ้าลงด้วย ไม่ใช่แค่เรื่อง Pool Gas เรื่องเดียว เช่น ค่าพร้อมจ่ายที่สูงเกินสมควร และต้นทุนส่วนอื่นๆ ที่สูงเกินสมควรด้วยเช่นกัน

ที่ผมถูกถล่มหนักมากในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งก็เพราะเรื่องนี้ด้วย

อย่างไรก็ตามระบบ Pool Gas.แบบนี้จะทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลงทั้งประเทศ แต่ค่าก๊าซของโรงงานอุตสาหกรรมจะสูงขึ้น เลยค้านสุดตัว ล่าสุดทาง ผอ. สนพ. ไปหารือกับสภาอุตสาหกรรม เมื่อประมาณวันที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา ก็ไม่เห็นด้วย แต่ผมบอกให้ ผอ.สนพ. เดินหน้าต่อเพราะประชาชนสำคัญกว่า โดยให้หาวิธีและรูปแบบที่ทางอุตสาหกรรมพอจะรับได้ ขณะนี้ ผอ.สนพ. กำลังเดินเครื่องเรื่องนี้อยู่ครับ และนี่คือระบบ Pool Gas เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

เสียดายที่ยังไม่ทันเสร็จก็หมดเวลาเสียก่อน แต่ผมมั่นใจว่านโยบายนี้และสูตร Pool Gas ที่ผมวางรูปแบบใหม่ไว้นี้จะเดินหน้าต่อ เพราะผมเชื่อมั่นใน สนพ. ที่มีความตั้งใจจะลดภาระค่าไฟฟ้าให้ประชาชนดังที่ช่วยผมตลอด 2 ปีที่ผ่านมา จนทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงตลอดมา และผมเชื่อว่ารัฐบาลใหม่นี้ก็คงเห็นตรงกัน 

เราคงได้เห็น ระบบ POOL GAS เพื่อประชาชน จะเกิดขึ้นจริงตามที่ผมและ สนพ.ได้ดำเนินการใกล้แล้วเสร็จ

ใครทำก็ได้ ขอให้ทำจริงเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่เท่านั้นครับ

กพช. ไฟเขียวพลังงานใหม่!! ปรับค่าไฟก้าวหน้า ช่วยลดภาระครัวเรือน ส่งเสริมโซลาร์ภาคประชาชน รับซื้อไฟฟ้า 10 ปี ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยจ่ายไม่เกิน 3 บาท หนุนติดตั้งโซลาร์หลังคา กระตุ้นพลังงานสะอาด

กพช. ไฟเขียว! 2 มาตรการสำคัญ
ปรับอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) และส่งเสริมโซลาร์ภาคประชาชน

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 1/2569 (ครั้งที่ 176) ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน วันนี้ (29 เมษายน 2569) ได้มีมติเห็นชอบ 2 วาระสำคัญด้านพลังงาน ซึ่งดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ที่เห็นชอบในหลักการ “วาระแห่งชาติด้านพลังงาน” ได้แก่ (1) การปรับปรุงนโยบายอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย และ (2) การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) สำหรับภาคประชาชน โดยนายเอกนัฏฯ เปิดเผยรายละเอียดดังนี้

1 การปรับปรุงนโยบายอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย
จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความผันผวนของราคาพลังงานโลก ส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้น กพช. จึงได้ทบทวนแนวทางการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าให้มีความยั่งยืนและตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โดยปรับปรุงค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านที่อยู่อาศัย มุ่งส่งเสริมการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ แก้ปัญหาวิกฤติพลังงานอย่างเร่งด่วน และมุ่งเน้นลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดย กพช. มีมติสำคัญ ดังนี้

●เห็นชอบอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย และการใช้ไฟฟ้าที่มากกว่า 200 หน่วยขึ้นไปเป็นอัตราก้าวหน้าที่สะท้อนและส่งเสริมให้เกิดการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น
● มอบหมาย กกพ. ร่วมกับ กฟน. และ กฟภ. ดำเนินการปรับปรุงการออกแบบอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) ให้เป็นไปตามนโยบายและกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการพลังงาน ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2569 ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 และให้ กกพ. กำกับดูแลการชดเชยและอุดหนุนรายได้ระหว่างผู้รับใบอนุญาตให้เป็นธรรมโดยคำนึงถึงสถานะทางการเงินของแต่ละราย
● มอบหมาย กกพ. นำเงิน Bypass Gas จำนวน 369,568,004.06 บาท มาเป็นส่วนลดค่า Ft งวดเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2569 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ตามมติ ครม. วันที่ 28 เมษายน 2569
● มอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ได้แก่ กฟน. และ กฟภ. ร่วมกับ กกพ. ศึกษาแนวทาง
 การลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาให้กับบ้านอยู่อาศัย เพื่อให้บริการจำหน่ายไฟฟ้าที่ผลิตได้ให้กับบ้านอยู่อาศัยดังกล่าว ในอัตราค่าไฟที่เหมาะสมและเป็นธรรม และนำเสนอผลการศึกษา ต่อ กพช. โดยเร็ว

2. การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop)ภาคประชาชน
กพช. เห็นชอบแนวทางการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจาก Solar Rooftop สำหรับประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย โดย กพช. มีมติสำคัญ ดังนี้

● รับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากประชาชนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาที่พักอาศัย รูปแบบ Net Billing เป้าหมายรับซื้อรวมทั้งประเทศไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ โดยกำหนดปริมาณไฟฟ้าเสนอขายต่อมิเตอร์
 ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ โดยการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายจะรับซื้อไฟฟ้าในอัตรา 2.20 บาท/หน่วย มีระยะเวลารับซื้อ 10 ปี
● มอบหมาย กกพ. ออกระเบียบและประกาศรับซื้อไฟฟ้าตามแนวทางดังกล่าว ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2569
●มอบหมาย กฟผ. กฟภ. และ กฟน. ปรับปรุงข้อกำหนดโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Code) พร้อมระบบจำหน่าย สถานีไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับเป้าหมายโซลาร์ภาคประชาชนโดยไม่กระทบต่อความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ

นายเอกนัฎฯ เปิดเผยด้วยว่า โครงการนี้เป็นกลไกสำคัญที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าได้ด้วยตนเอง ลดภาระค่าพลังงานในระยะยาว เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรพลังงาน สนับสนุนการกระจายศูนย์กลางการผลิตไฟฟ้า และสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมพลังงานสะอาดควบคู่กับการปรับโครงสร้างตลาดพลังงานสู่การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี

นโยบายไฟฟ้าสาธารณะอยู่ที่รัฐบาล!! 'กกพ.' ชี้ค่าไฟขึ้น ย้ำมาตรการติดมิเตอร์ให้ครบถ้วน ตามมติ กพช. ควบคุมค่าไฟไม่เกินร้อยละ 10 พร้อมติดตามกำกับหากนโยบายเปลี่ยนแปลง

“กกพ.” ชี้ค่าไฟฟ้าสาธารณะขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐบาล

แจงค่าไฟฟ้าสาธารณะมาจากมติ กพช. ยกเว้นการเรียกเก็บไม่เกินร้อยละ 10 ของปริมาณการใช้ในเขตพื้นที่ ขณะที่ กกพ. ทำได้เพียง เร่งรัดการไฟฟ้าติดมิเตอร์วัดการใช้ไฟให้ครบถ้วน เพื่อไม่ให้ ประชาชนแบกภาระเกินควร

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงาน กกพ. ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า จากนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการทบทวนแนวทางบริหารจัดการค่าใช้จ่าย ด้านไฟฟ้าสาธารณะ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้า สำนักงาน กกพ. พร้อมสนับสนุนการดำเนินงาน ตามนโยบายของรัฐบาล และกำกับดูแลให้การดำเนินงานของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นไปตามกฎหมาย มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และหลักเกณฑ์
ที่กำหนดเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ใช้ไฟฟ้า

ดร.พูลพัฒน์ กล่าวว่า หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้าสาธารณะมิใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นนโยบายที่ ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีจุดเริ่มต้นจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2530 และได้รับการปรับปรุงตามมติ กพช. หลายครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการใช้ไฟฟ้าและบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป

ที่ผ่านมา สำนักงาน กกพ. ได้ติดตาม ผลักดัน และเร่งรัดการดำเนินงานด้านนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการผลักดันให้ กฟน. และ กฟภ. ติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าสาธารณะตั้งแต่ปี 2566 เพื่อให้สามารถ ตรวจสอบและจำแนกปริมาณการใช้ไฟฟ้าสาธารณะได้อย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นไปตามมติ กพช. โดย กฟน. มีแผนดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2569 ส่วน กฟภ. อยู่ระหว่างดำเนินการเนื่องจากมีพื้นที่รับผิดชอบทั่วประเทศ ซึ่งสำนักงาน กกพ. จะติดตามและเร่งรัดการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด

"หากมีการปรับเปลี่ยนนโยบายให้ยกเลิกมติ กพช. ในอดีต และให้การไฟฟ้าเรียกเก็บค่าไฟฟ้าสาธารณะจากหน่วยงานที่รับผิดชอบอุปกรณ์ไฟฟ้า กกพ. ก็พร้อมจะติดตามกำกับเพื่อให้เป็นไปตามมติ กพช." ดร.พูลพัฒน์ กล่าว

ไทยเจ็บหนักวิกฤตพลังงาน!! รศ.ดร.ภูรี คณะเศรษฐศาสตร์ ชี้ค่าไฟ–น้ำมันยังแพงอีกหลายปี เหตุภาระอุดหนุนต้องทยอยคืน แม้ราคาตลาดโลกลง ชงรัฐเร่งตุนพลังงานช่วงเจรจาสงคราม

ไม่ต้องลุ้นราคาตลาดโลก ไทย ‘ค่าไฟ-น้ำมัน’ แพงยาวอีกหลายปี
ช่วง ‘เจรจายุติสงคราม’ โอกาสทองตุนพลังงาน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชงรัฐบาล ประสานผู้ค้าพลังงาน เร่งขนส่งน้ำมัน-LNG ที่ทำสัญญาไว้ เพื่อมาเตรียมไว้ให้พร้อม เหตุ “สหรัฐ-อิหร่าน” เจรจายุติสงครามถาวร 60 วัน ยังมีความไม่แน่นอน ชี้ วิกฤตครั้งนี้ไทยเจ็บหนัก ราคาน้ำมัน-ไฟฟ้าแพงยาว แนะ เร่งใช้เงินกู้ 2 แสนล้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะไทยเปราะบางด้านพลังงานจริง

รศ. ดร.ภูรี สิรสุนทร อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ในช่วงที่สหรัฐอเมริกากับอิหร่านกำลังเจรจาข้อตกลงยุติสงครามถาวร 60 วัน รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้เร่งประสานกับผู้ค้าพลังงานประเทศต่างๆ ที่เคยทำสัญญาซื้อขายเอาไว้ก่อนสงคราม เพื่อให้การเกิดจัดส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ LNG มายังประเทศไทยเอาไว้ก่อน รวมถึงควรเดินหน้าโครงการที่มีการไปลงทุนไว้ หรือมีสัมปทานในต่างประเทศ เช่น แหล่งผลิตน้ำมัน ฯลฯ ต่อไป เพราะขณะนี้ยังไม่มีความแน่นอนว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะล่มหรือไม่ หรือจะมีการสู้รบต่อจนต้องปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกหรือไม่ ฉะนั้นจึงควรใช้จังหวะนี้ในการเตรียมความพร้อมให้ดีและมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

รศ. ดร.ภูรี กล่าวว่า ทุกครั้งที่เกิดสงคราม ราคาน้ำมันและก๊าซ LNG ในตลาดโลกจะมีการปรับฐานใหม่มาอยู่สูงกว่าช่วงก่อนมีสงคราม โดยเฉพาะการสู้รบที่ได้สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างฐานการผลิตและส่งออกพลังงาน ฉะนั้นต้นทุนค่าซ่อมแซมก็จะถูกเพิ่มเข้ามาอยู่ในราคาน้ำมัน และก๊าซ LNG หลังจากนี้ด้วย ประกอบกับการสู้รบยาวนานได้สร้างความเสียหายต่อพลังงานไทยรุนแรง และมาตรการกลไกต่างๆ ที่รัฐบาลใช้ช่วยเหลือก็จะส่งผลกระทบในระยะยาว เช่น การใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคาน้ำมันจนสถานะติดลบ 5.8 หมื่นล้านบาท หลังจากนี้จะต้องมีการเก็บเงินชดเชยผ่านราคาน้ำมันหน้าปั๊ม รวมถึงค่าไฟฟ้าที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เข้ามาช่วยเรื่องต้นทุนก๊าซ LNG ทำให้จากนี้ต้องมีการปรับค่า Ft สูงขึ้น เพื่อชดเชยคืนเช่นกัน ซึ่งเริ่มไปแล้วในรอบ มิ.ย. - ส.ค. 2569

“แม้สถานการณ์ราคาน้ำมัน และก๊าซ LNG ในตลาดโลกจะปรับตัวลงต่อเนื่อง แต่ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้าของประเทศไทย ไม่ปรับตัวลงตามอย่างรวดเร็วเท่าใดนัก ราคาพลังงานในประเทศไทยจะสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามต่อไปอีกหลายปี โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่เป็นไปได้ยากมากที่จะลงไปต่ำกว่า หรือเท่ากับ 3.9 บาทต่อหน่วย เหมือนช่วงก่อนสงคราม” รศ. ดร.ภูรี กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า นอกจากการเร่งประสานเพื่อให้เกิดการจัดส่งพลังงานเข้ามาในประเทศแล้ว อยากเสนอให้รัฐบาลเดินหน้ามาตรการการเปลี่ยนพลังงาน ภายใต้เงินกู้ 2 แสนล้านบาท อย่างจริงจัง เพราะยังไม่เห็นแนวทางที่ชัดเจน หรือมาตรการที่เป็นรูปธรรมในเรื่องนี้ และบางโครงการมีการระงับไปแล้ว เช่น โครงการรถเก่าแลกรถใหม่ ฯลฯ โดยอย่างน้อยที่สุด รัฐบาลควรจะนำเงินกู้ส่วนนี้ไปทำการเก็บข้อมูลประชาชนกลุ่มเปราะบางอย่างละเอียด ทั้งสภาพที่อยู่อาศัย พฤติกรรมการใช้พลังงานในครัวเรือน เพื่อนำมาสู่การออกมาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุด และไม่หว่านแห

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า สงครามครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นความเปราะบางด้านพลังงานของไทยใน 3 ส่วน ได้แก่ 1. การบริหารจัดการราคาน้ำมันที่ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนกมากขึ้น 2. การพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบ และก๊าซ LNG จากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางมากเกินไป 3. การบริหารจัดการปัญหาเฉพาะหน้าของรัฐ รวมถึงการสื่อสารยังขาดประสิทธิภาพและทันท่วงที อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์เดียวกันก็พบว่าไทยมีจุดแข็ง คือสามารถบริหารจัดการพลังงานให้ทุกคนสามารถใช้ได้อย่างเพียงพอ แม้จะมีประเด็นเรื่องราคา เพราะข้อเท็จจริงคือน้ำมันในประเทศไม่ขาดแคลนและไฟฟ้าก็ไม่ดับ ขณะที่ในบางประเทศรุนแรงถึงขั้นไม่มีน้ำมันใช้ และไฟฟ้าดับ

ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต รัฐบาลควรวางแผนระยะยาวใน 2 เรื่อง ได้แก่ 1. หากรัฐบาลยังเลือกที่จะใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล เช่น น้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติในการผลิตพลังงาน ควรกระจายการนำเข้าจากแหล่งอื่นๆ ให้มากขึ้น ไม่พึ่งพาจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกิน โดยเฉพาะแหล่งที่อยู่ในพื้นที่อ่อนไหวทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งขณะนี้ไทยมีการนำเข้าก๊าซ LNG จากแหล่งอื่นๆ แล้ว เช่น มาเลเซีย แองโกลา ไนจีเรีย ฯลฯ แต่ก็เป็นลักษณะระยะสั้น จึงควรทำอย่างต่อเนื่อง

2. ควรเพิ่มสัดส่วนในการใช้พลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น เช่น พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ หรือการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพจากวัสดุทางการเกษตร ซึ่งจากการใช้พลังงานทั้งหมดของประเทศ ไทยพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนเพียง 15-20% เท่านั้น ขณะที่ศักยภาพที่มีอยู่ผสานกับเทคโนโลยีสามารถเพิ่มการพึ่งพาได้ไปถึง 70-80%


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top