Friday, 5 June 2026
คนละครึ่ง

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ริเริ่มโครงการคนละครึ่ง

(14 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Watthana Saen-u-dom’ ได้โพสต์คลิปของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ริเริ่มโครงการคนละครึ่ง ซึ่งในขณะนั้นมีหลายฝ่ายด้อยค่า ไม่เห็นด้วย แต่ในขณะนี้ เวลาได้พิสูจน์ทุกอย่างแล้วว่า เป็นโครงการที่มีประโยชน์กับประเทศชาติ และประชาชน

คิดถึงลุงตู่!!

ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ขอโทษประชาชน ปมระงับบัญชี กระทบคนสุจริต!! สั่งเร่งปลดอายัดภายใน 4 ชม.

(17 ก.ย. 68) นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวขอโทษต่อประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากมาตรการอายัดบัญชีที่ถูกใช้เป็น 'บัญชีม้า' ของมิจฉาชีพ โดยย้ำว่าเข้าใจถึงความลำบากของผู้สุจริตที่ต้องใช้เงินหมุนเวียนในชีวิตประจำวัน แต่กลับถูกระงับบัญชีโดยไม่ตั้งใจ ทำให้เสียโอกาสในการทำมาหากิน

ผู้ว่าฯ ธปท. ชี้แจงว่า ขณะนี้ได้เร่งปรับปรุงกระบวนการ เพื่อให้การปลดอายัดบัญชีผู้บริสุทธิ์ทำได้เร็วขึ้นภายใน 4 ชั่วโมง พร้อมทั้งเพิ่มการสื่อสารเพื่อคลายความกังวลของประชาชน พร้อมขอบคุณผู้ที่ได้รับผลกระทบและยังเข้าใจว่า การแก้ไขปัญหามิจฉาชีพต้องทำควบคู่ไปกับการดูแลผู้สุจริต

ทั้งนี้ นายเศรษฐพุฒิ เปรียบเทียบการจัดการมิจฉาชีพว่าเป็นเหมือน “การรักษามะเร็ง” หากปล่อยไว้ก็จะลุกลามและสร้างความเสียหายต่อระบบการเงินของประเทศ ทำให้ไทยถูกมองว่าเป็นแหล่งของกลุ่มมิจฉาชีพ ซึ่งจะส่งผลกระทบมหาศาลหากไม่เร่งแก้ไข

อย่างไรก็ตาม ธปท. ยืนยันว่าสภาพคล่องของธนาคารโดยรวมยังปกติ แม้จะมีประชาชนจำนวนมากถอนเงินสดออกมาเพราะกังวลธุรกรรมถูกระงับ พร้อมย้ำว่ามาตรการอายัดบัญชีจะไม่กระทบต่อโครงการ 'คนละครึ่ง' ของรัฐบาล เนื่องจากใช้ผ่านระบบแอปพลิเคชัน ไม่เกี่ยวข้องกับบัญชีธนาคารโดยตรง ขณะนี้ ธปท. กำลังเร่งแก้ปัญหาเพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนกลับคืนมาโดยเร็ว

นโยบาย 4 ด้าน กับรัฐบาล (เฉพาะกิจ) มุ่งเน้นแก้ปัญหาหลัก เรื่องอื่นๆ พักไว้ก่อน

(28 ก.ย. 68) เริ่มภารกิจเข็นครก กู้วิกฤติเศรษฐกิจประเทศไทย ของรัฐบาลใหม่ นายภราดร  ปริศนานันทกุล  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีการพูดคุยกับนายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ รวมถึงได้ปรึกษากับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ถึงการใช้งบประมาณปี 2568 ที่จะสิ้นสุดปีงบประมาณในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ว่ามีงบประมาณเหลืออยู่ 6 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นงบกลางสำรองฉุกเฉิน และอีกส่วนจะนำไปใช้ในโครงการคนละครึ่งเฟสแรก โดยจะให้กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก่อน ประมาณ 13 ล้านคน วงเงินประมาณ 2.2 หมื่นกว่าล้านบาท โดยจะให้เพิ่มเติมจากเดือนละ 300 บาท เพิ่มเป็น 2,000 บาท  นอกจากนั้นจะเป็นกลุ่มบุคคลทั่วไป รวมไปถึงจะใช้งบประมาณในปี 2569 มาเพิ่มเติม ประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท

นายภราดร กล่าวว่า ส่วนอื่นจะเป็นของหน่วยงานที่ขอเข้ามา อาทิ หน่วยงานทหารในพื้นที่ชายแดนไทย - กัมพูชา ประมาณ 500-700 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีงบประมาณรายจ่ายประจำ ที่ตั้งไว้อย่างเงินเดือนข้าราชการประมาณ 3,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังเป็นงบประมาณในส่วนที่อนุมัติโครงการไปแล้วแต่ยังไม่ดำเนินการ ก็จะนำงบดังกล่าวมาใช้ เพื่อเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ชายแดนไทย -  กัมพูชา ซึ่งมีในส่วนที่ค้างท่ออยู่ประมาณ 1,580 ล้านบาท ทั้งนี้  น่าจะเหลือเงินงบประมาณปี 68 ที่ยังค้างท่อประมาณ 3.5 หมื่นล้าน โดยจะนำไปใช้หนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่รัฐบาลเก่าก่อหนี้ไว้ รวมถึงโครงการพักหนี้เกษตรกร

กำลังซื้อการใช้จ่ายของผู้บริโภค จะกลับมามากน้อยแค่ไหน นอกเหนือจากเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการคนละครึ่ง เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย ให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนมากขึ้น กระตุ้นกำลังซื้อ เกิดกำลังการผลิตใหม่ เกิดการจ้างงานเพิ่มเติม แต่จากการคาดการณ์ของ TDRI ในปี 2569 กลับมีแนวโน้มว่า บัณฑิตจบใหม่กว่า 78,000 คนมีความเสี่ยงตกงาน เนื่องจากปัญหา “อุปทานแรงงานล้น” ขณะที่ “อุปสงค์ตลาด” ไม่ตรง ส่งผลให้ช่องว่างระหว่างบัณฑิตและตลาดแรงงานขยายกว้างขึ้น เป็นประเด็นสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องจับตามอง

รายงานผลสำรวจล่าสุดเผย 60% ของนายจ้างมองว่าทักษะบัณฑิตจบใหม่ไม่สอดคล้องกับความต้องการตลาดแรงงาน โดยเฉพาะทักษะด้านการทำงานเป็นทีม (Teamwork) และทักษะทางสังคมและอารมณ์ (Soft skills) ที่ยังไม่ตอบโจทย์องค์กร สะท้อนปัญหาช่องว่างระหว่างสิ่งที่สถาบันการศึกษาผลิต กับความต้องการจริง

ข้อมูลยังพบว่า ตลาดงานต้องการ “คนมีประสบการณ์” มากกว่า โดย 38.3% ของตำแหน่งต้องการประสบการณ์ 1-2 ปี ขณะที่ 24.8% ต้องการ 3 ปีขึ้นไป มีเพียง 22.3% เท่านั้นที่เปิดรับเด็กจบใหม่โดยตรง ทำให้การหางานของบัณฑิตรุ่นใหม่เป็นโจทย์ที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ

อีกหนึ่งประเด็นคือ ครึ่งหนึ่งของนายจ้างหันไปจ้างงานฟรีแลนซ์หรือพนักงานชั่วคราว แทนการรับพนักงานประจำ เนื่องจากมองว่าทักษะไม่ตรงกับความต้องการ ส่งผลให้หลายตำแหน่งงานถูกปรับเปลี่ยนหรือหายไปจากตลาดแรงงานถาวร

ระยะเวลา 4 เดือน กับ รัฐบาล(เฉพาะกิจ) ประกาศนโยบาย 4 ด้าน 
1. นโยบายด้านเศรษฐกิจมุ่งลดภาระค่าครองชีพโดยการลดราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคนละครึ่งและเราเที่ยวด้วยกัน
2. ด้านความมั่นคงจะใช้การทูตเชิงรุกเพื่อแก้ปัญหาชายแดนกับกัมพูชาโดยสันติวิธี และร่วมมือปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ
3. เร่งแก้ไขปัญหาสังคมโดยเน้นปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์อย่างจริงจัง เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์และการพนันออนไลน์
4. เตรียมความพร้อมรับมือภัยธรรมชาติ โดยพัฒนาระบบเตือนภัยที่แม่นยำ และมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยอย่างรวดเร็ว

มุ่งเป้าหมายให้ตรงประเด็น กับข้อจำกัดด้านเวลา ก็คงต้องให้กำลังใจกันก่อน เพื่อดูงานว่าจะคืบหน้าได้มากน้อยแค่ไหน

รัฐบาลประชาธิปไตย ที่มีการเลือกตั้งมาตั้งแต่ปี 2562 ถึงแม้จะยังมีบางเสียง แย้งว่ายังเป็นช่วงรัฐบาลเผด็จการ แต่ก็มีการเลือกตั้งครั้งถัดมาในปี 2566 ที่เปิดให้ประชาชนไปหย่อนหีบวิเศษอีกครั้ง ก็ลองเปรียบเทียบดูว่า สภาพเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลาที่ผ่านมาเป็นอย่างไร 

ปัจจุบัน ก็ยังมีประเด็นเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อปากท้องของประชาชน..!! ไม่แน่ใจว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วเศรษฐกิจจะดีขึ้นยังไง..? ประชาชนจะมีรายได้เพิ่มขึ้นแบบไหน..? ฝ่ายที่เสนอก็ยังไม่ได้ให้คำตอบที่จะพิสูจน์ความเป็นไปได้ แต่ที่เป็นไปได้แน่นอน คือ หากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องใช้งบประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อทำประชามติ 

หยุดพักไว้ก่อนเถอะ เอาเม็ดเงินมาใช้กระตุ้นกำลังซื้อ ให้ประชาชนมีกินมีใช้กันไปก่อน ในยุคที่เทคโนโลยีด้านข่าวสารที่ประชาชนรับรู้ข้อมูลได้มากขึ้น แก้รัฐธรรมนูญ สนองความต้องการใคร ประชาชนคงเริ่มเข้าใจมากขึ้น 

ปัญหารุมเร้ารอบด้าน จากเพื่อนบ้านประเทศข้างเคียง การพยายามแทรกแซงจากประเทศมหาอำนาจ ประเทศไทยจะดำรงอยู่ต่อไปได้ ต้องอาศัยความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจของคนไทยทุกคน  

‘สวนดุสิตโพล’ เผย!! คนละครึ่ง ‘สมัยลุงตู่’ ยังครองใจประชาชน ช่วยลดค่าครองชีพได้จริง เห็นผลชัด!! ในชีวิตประจำวัน ช่วยพยุง!! ให้ก้าวต่อไป ในช่วงที่ลำบาก

(26 ต.ค. 68) สวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง ‘คนไทยกับนโยบายลดค่าครองชีพ’ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,216 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 21-24 ต.ค.2568

ประชาชนเข้าร่วมโครงการของภาครัฐใดบ้างที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพ พบว่า ร้อยละ 76.43 ระบุคนละครึ่ง (รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ร้อยละ 42.16 คนละครึ่งพลัส (รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล) ร้อยละ 33.61 เงินหมื่นบาท (รัฐบาลเพื่อไทย) ร้อยละ 28.30 บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และร้อยละ 26.06 เราเที่ยวด้วยกัน/เที่ยวไทยคนละครึ่ง

ทั้งนี้ ร้อยละ 78.04 เห็นว่า โครงการเหล่านี้ช่วยแก้ปัญหาปากท้องและลดภาระค่าครองชีพได้ จากโครงการช่วยเหลือต่างๆ

โครงการที่ชอบมากที่สุด คือ คนละครึ่ง (รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์) ร้อยละ 69.31 รองลงมา ร้อยละ 33.03 ระบุเงิน 10,000 บาท (รัฐบาลเพื่อไทย) ร้อยละ 30.77 ระบุคนละครึ่งพลัส (รัฐบาลอนุทิน)

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวเพื่อลดภาระค่าครองชีพ อยากให้รัฐบาลควบคุมราคาสินค้าให้เหมาะสม ร้อยละ 61.92 ขณะที่ร้อยละ 56.79 เพิ่มมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เช่น ผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย และร้อยละ 49.67 ขยายโครงการคนละครึ่งให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

หากมีการเลือกตั้งคิดว่าพรรคการเมืองที่มีนโยบายประชานิยมจะได้เปรียบ ร้อยละ 67.43 ขณะที่ร้อยละ 23.25 ระบุไม่ได้เปรียบ

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากนโยบายช่วยเหลือต่าง ๆ ของหลายรัฐบาล พบว่า “โครงการคนละครึ่ง” ยังคงครองใจ เพราะใช้ง่าย เข้าถึงจริง และเห็นผลชัดในชีวิตประจำวัน แม้จะเป็นมาตรการระยะสั้น แต่ช่วยสร้างความรู้สึกว่ารัฐอยู่เคียงข้างประชาชน

ขณะเดียวกันการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะในยุคที่ประชาชนคาดหวังทั้งความเร็วในการช่วยเหลือและความยั่งยืนของผลลัพธ์ไปพร้อมกัน

รองศาสตราจารย์ ดร.เขมภัทท์ เย็นเปี่ยม อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่าการแก้ปัญหาปากท้องในยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำ ค่าครองชีพสูงมากขึ้น เป็นนโยบายที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหามากที่สุด

โดยเฉพาะการที่รัฐบาลมีโครงการช่วยเหลือประชาชนให้มีกำลังซื้อในการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคสินค้าและการบริการ ช่วยเหลือผู้ประกอบขนาดเล็กและร้านค้ารายย่อยให้มีรายได้พยุงกิจการให้ดำเนินต่อไปได้ เป็นการกระตุ้นให้เศรษฐกิจกลับมามีความคึกคัก ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้คล่องตัวมากขึ้น

โครงการคนละครึ่งที่ได้มีการริเริ่มในสมัยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สามารถกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและการบริโภคของประชาชนได้อย่างเห็นผลและโครงการคนละครึ่งพลัสของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่กำลังดำเนินโครงการอยู่ในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่ประชาชนรอคอยและคาดหวังว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซาให้กลับมาคึกคักได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาด้วยการควบคุมราคาสินค้าให้มีความเหมาะสม โดยเข้าไปตรวจสอบและควบคุมต้นทุนการผลิตอย่างเช่นราคาพลังงาน น่าจะลดปัญหาค่าครองชีพและทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อเพื่อการบริโภคได้อย่างต่อเนื่องมากกว่าการใช้นโยบายประชานิยมที่ทุ่มงบประมาณในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้นๆ ได้เป็นครั้งคราว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top