Tuesday, 21 July 2026
กระทรวงอุตสาหกรรม

รมช.อุตฯ ลุย “บ่อขยะหนามแดง” สั่งแก้ปัญหากลิ่น-ทำให้ถูกต้อง ขีดเส้น 30 วัน ลั่นกลับมาตรวจซ้ำ เพื่อชาวบ้าน

จังหวัดฉะเชิงเทรา – จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมคณะ ประกอบด้วย นางสาวภาดาท์ วรกานนท์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายพีรวัส สมวงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายธีรทัศน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ร่วมกับ นายบุญธรรม ถาวรทัศนกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา นายปรัตรวีร์ วิจบ นายอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา นางสาวศิริลักษณ์ วิศวรุ่งโรจน์ อุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบ “บ่อขยะชุมชนหนามแดง” ตั้งอยู่ หมู่ที่ 5 ตำบลหนามแดง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งดำเนินงานโดย บริษัท ตันหนึง อินเตอร์ไพรส์ จำกัด ภายหลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนกรณีส่งกลิ่นเหม็นและมีน้ำเสียไหลลงลำรางสาธารณะ

จ่าเอก ยศสิงห์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริงและเร่งแก้ไขปัญหาโดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยได้กำชับให้ผู้ประกอบการดำเนินการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะปัญหากลิ่นจากขยะชุมชนที่สร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ประชาชน ซึ่งผู้ประกอบการให้ความร่วมมือในการปรับปรุง เช่น การฉีดพ่นน้ำยา EM เพื่อลดกลิ่น วันละ 2 ครั้ง การกำหนดเวลาทิ้งขยะเฉพาะช่วงเวลากลางคืน การก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียและระบบบำบัดอากาศซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2569 รวมถึงกำชับให้รถขนส่งขยะคลุมผ้าใบอย่างมิดชิด

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า บริษัทดังกล่าวมีการประกอบกิจการ 2 ส่วน คือ บ่อขยะ เนื้อที่กว่า 70 ไร่  ซึ่งรับขยะชุมชนมาจัดการ และโรงงานคัดแยกสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช่แล้วที่ไม่เป็นของเสียอันตราย เนื้อที่กว่า 5 ไร่ โดยพบว่า มีการดำเนินการในส่วนขยะชุมชน  แต่ไม่มีการประกอบกิจการโรงงานคัดแยกวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นของเสียอันตราย ตามใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน และพบเครื่องจักรคัดแยกขยะมูลฝอย ติดตั้งภายในบริเวณโรงงาน  จำนวน 2 เครื่อง ซึ่งไม่อยู่ในรายการเครื่องจักรที่ได้รับอนุญาต

‘คิงส์เกต’ ถอนคำร้องอนุญาโตตุลาการโดยสมัครใจ ยุติข้อพิพาทกับไทยแบบไร้เงื่อนไข ปิดฉากมหากาพย์ 8 ปีเหมืองทองคำอัครา

18 ก.พ. 2569 – นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะทำงานระงับข้อพิพาทฯ เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา ที่ประชุม ครม. ได้รับทราบความคืบหน้าเกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่างราชอาณาจักรไทยกับบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด กรณีเหมืองทองคำอัครา ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) ซึ่งถือเป็นข่าวดี เมื่อทั้งสองฝ่าย คือ บริษัท คิงส์เกตฯ และประเทศไทย ได้ตกลงยุติข้อพิพาทลงได้โดยสมัครใจ

“การดำเนินการครั้งนี้ บริษัท คิงส์เกตฯ ได้แจ้งถอนข้อเรียกร้องทั้งหมดต่อคณะอนุญาโตตุลาการ โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ซึ่งคณะอนุญาโตตุลาการได้ออกคำสั่งยุติกระบวนการอย่างเป็นทางการแล้ว ถือเป็นการปิดฉากข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมากว่า 8 ปี นับตั้งแต่มีการนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการในปี 2560 โดยที่ประเทศไทยไม่ต้องเสียค่าชดเชยใด ๆ ตามข้อเรียกร้องของคิงส์เกตฯ” นายณัฐพล กล่าว

.

ทั้งนี้ คณะทำงานฯ ได้กำหนดแนวทางในการต่อสู้คดีอย่างเป็นระบบ มีการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและที่ปรึกษากฎหมายอย่างใกล้ชิดเพื่อแสดงจุดยืนที่เข้มแข็งของไทย เราใช้ยุทธวิธีคู่ขนาน คือการเตรียมพร้อมต่อสู้คดีในชั้นอนุญาโตตุลาการจนถึงที่สุด ควบคู่ไปกับการเจรจาฉันมิตรโดยยึดหลักกฎหมาย แต่ ‘ต้องไม่มีเงื่อนไขที่สร้างภาระให้กับประเทศไทย’ ส่งผลให้สามารถบรรลุการยุติข้อพิพาทโดยสมัครใจในที่สุด

ขณะที่ นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่(กพร.) กล่าวว่า การรายงานผลในที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2569 นั้น เป็นเครื่องยืนยันว่าข้อพิพาทดังกล่าวได้สิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์ตามกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ สอดคล้องกับแนวทางที่ภาครัฐได้กำกับดูแลและแก้ไขปัญหาโดยคำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญมาโดยตลอด

กองทุนประชารัฐลุยพัฒนา SME สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 500 ล้านบาท ครบ 4 โครงการยกระดับธุรกิจไทย เสริมความรู้-นวัตกรรมเข้มแข็ง เตรียมขยายผลสู่ความยั่งยืน

กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เผยผลสำเร็จ 4 โครงการ
สุขใจ – เปิดใจ – มั่นใจ – สู้สุดใจ มุ่งยกระดับผู้ประกอบการไทย สร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 500 ล้านบาท
ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เปิดเผยว่า กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ มีเป้าหมายเสริมสร้างความเข้มแข็งของผู้ประกอบการ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่สนับสนุนแหล่งเงินทุนเท่านั้น แต่ยังมีการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อติดอาวุธให้กับเอสเอ็มอีไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยปีที่ผ่านมามีการดำเนินโครงการส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอี 4 โครงการประกอบด้วย โครงการสุขใจ – เปิดใจ – มั่นใจ – สู้สุดใจ ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 500 ล้านบาท
“การสร้างองค์ความรู้ให้ผู้ประกอบการถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้อย่างเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน มีความรู้ที่ตรงกับยุคสมัย ทั้งเรื่องสภาพเศรษฐกิจ เทคโนโลยี เทรนด์การตลาด เทคนิคการขาย หรือเทรนด์ทางธุรกิจ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา” ดร.ณัฐพล กล่าว
โดยโครงการแรกคือโครงการเสริมแกร่งการเงิน เพิ่มทุนหนุนธุรกิจ หรือ “สุขใจ” เป็นการจัดฝึกอบรมที่มุ่งเน้นให้ความรู้ด้านการบริหารจัดการเงิน (Financial Literacy) ให้กับผู้ประกอบการ โดยมีการจัดฝึกอบรมทั้งสิ้น 4 ครั้ง ครอบคลุม 4 ภูมิภาค ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครราชสีมา เชียงใหม่ และสุราษฎร์ธานี ทั้งรูปแบบ Onsite และ Online กว่า 625 คน พร้อมจัดคลินิกให้คำปรึกษาแนะนำธุรกิจ ในการเตรียมเอกสารเพื่อยื่นขอสินเชื่อจากกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ มีผู้เข้าร่วมจำนวน 60 กิจการ
ด้านโครงการยกระดับธุรกิจเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน หรือ “เปิดใจ” ยกระดับขีดความสามารถของ SME ในการปรับเปลี่ยนกระบวนการทางธุรกิจและการบริหารจัดการโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลหรือการปรับปรุงกระบวนการผลิตและบริการให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีความยั่งยืน โดยให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึกแก่สถานประกอบการ ด้านเทคโนโลยีการผลิต ดิจิทัล นวัตกรรม โลจิสติกส์ และการปรับปรุงกระบวนการ กว่า 202 กิจการ นอกจากนี้ยังมีการจัดงานสัมมนา “SME Sustainable Transformation Forum 2025” เพื่อเสริมแกร่งองค์ความรู้ผู้ประกอบการได้เพิ่มเติมกว่า 400 คน สร้างมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 101,821,032 บาท และก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยรวมสูงถึง 500,588,921 บาท
นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาฮาลาลไทยรับรองได้ ขายส่งออกชัวร์ หรือ โครงการ “มั่นใจ” เพื่อเสริมสร้างศักยภาพอุตสาหกรรมฮาลาลไทย ให้มีประสิทธิภาพและมาตรฐานในการขอรับรองเครื่องหมายฮาลาล และมีองค์ความรู้ในด้านการส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาลไปยังตลาดต่างประเทศ โดยมีการจัดฝึกอบรมผู้ประกอบการด้านการตลาด การส่งออกและการประชาสัมพันธ์ ผู้เข้าร่วมอบรมรวม 369 คน รวมถึงจัดให้มีการวินิจฉัยและให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึกแก่สถานประกอบการ ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และการขอรับรองมาตรฐานฮาลาล จำนวนกว่า 100 กิจการ ทำให้ผู้ประกอบการแสดงความพร้อมในการยื่นขอรับรองเครื่องหมายฮาลาลเพื่อขยายตลาดสู่ต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น
และในส่วนของโครงการพลิกชีวิต ฟื้นธุรกิจปรับหนี้ให้อยู่รอด หรือ “สู้สุดใจ” ที่มุ่งช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางและกลุ่ม NPL ที่ต้องการคำปรึกษาแนะนำในการแก้ปัญหาหนี้ หรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าวินิจฉัยสถานะทางการเงินและให้คำปรึกษาเชิงลึกให้กับ 40 กิจการที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ทำให้เกิดการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน (DR) หรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่มีปัญหา (TDR) ได้สำเร็จ นับเป็นการคืนโอกาสให้ธุรกิจไทยได้กลับมาเดินหน้าต่อได้อีกครั้ง
“กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทุกโครงการส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอีประสบความสำเร็จ มีผู้ประกอบเข้าร่วมและได้รับประโยชน์จำนวนมาก ซึ่งทางกองทุนฯ มีแผนที่จะเตรียมขยายผลโครงการด้านการส่งเสริมฯ เพื่อสร้างแนวทางและปัจจัยที่เอื้อต่อการเติบโตของ SME ให้ SME สามารถยืนหยัดด้วยตนเองและเติบโตอย่างยั่งยืน” ดร.ณัฐพล กล่าวทิ้งท้าย

‘ธนกร’ สั่งตรวจโรงงาน ชุดปฏิบัติการบุกฟรีโซนชลบุรี พบผิดกฎหมายวัตถุอันตราย ลักลอบผลิตขยะอิเล็กทรอนิกส์ สั่งคืนของเสียอันตรายกลับประเทศต้นทาง

ธนกร สั่ง “ชุดเต็มเหนี่ยว” บุกโรงงานเขตฟรีโซน จ.ชลบุรี ไฟไหม้ไม่ให้เข้า

ผงะ! เจอขยะอิเล็กทรอนิกส์เถื่อน สั่งหยุดแต่แอบผลิตจับได้คาโกดัง

จังหวัดชลบุรี - นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม  สั่งชุดปฏิบัติการเต็มเหนี่ยว นำโดย นางสาวพลอยลภัสร์ สิงห์โตทอง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายประสม ดำรงพงษ์ รองหัวหน้าชุดเต็มเหนี่ยว พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี ร่วมกับ นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดชลบุรี เขต 4 เจ้าหน้าที่กรมศุลกากร ฝ่ายปกครอง อำเภอบ้านบึง และเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลหนองอิรุณ ลงพื้นที่ตรวจสอบ บริษัท เอ็มเอ็ขซี กรุ๊ป ฟรีโซน จำกัด ตั้งอยู่หมู่ 5 ตำบลหนองอิรุณ อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี จากกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ของกลางที่ถูกอายัดแต่บริษัทฯ ไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ฯ เข้าตรวจสอบ วันนี้ (24 มี.ค. 69) จึงต้องเข้ามาตรวจสอบโรงงานดังกล่าวที่มีใบอนุญาตประกอบกิจการหลายประเภทแบบเต็มเหนี่ยว ผลการตรวจสอบโรงงานครั้งนี้พบบริษัทฯ ทำผิดกฎหมายหลายมาตรา มีการลักลอบนำเข้าวัตถุอันตราย ประกอบกิจการแม้ถูกสั่งหยุดประกอบกิจการซึ่งอาจนำไปสู่คดีอาญา และกิจการประเภทของบริษัทฯ อยู่ระหว่างการเสนอขอเพิกถอนใบอนุญาต

นางสาวพลอยลภัสร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ของกลางที่ถูกยึดอายัดไว้ปัจจุบันไม่อยู่ในสภาพเดิม บริเวณอาคาร F พบมีการกองเก็บเศษอะลูมิเนียมปนเปื้อนชิ้นส่วนแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มเติม ซึ่งเจ้าหน้าที่ศุลกากรได้ยึดอายัดและจะประสานตรวจสอบปริมาณที่ถูกต้องต่อไป ส่วนบริเวณอาคาร E และ F พบการต่อเติมส่วนอาคารและพบปริมาณเศษอะลูมิเนียมปนเปื้อนเศษอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มจากที่เคยยึดอายัดไว้ ประมาณ 1,200 ลูกบาศก์เมตร ซึ่ง สอจ.ชลบุรี จะได้ประสานเจ้าหน้าที่ศุลกากรผลักดันกลับประเทศต้นทางโดยบริษัทฯ รับผิดชอบค่าใช้จ่าย กรณีนี้จัดเป็นของเสียอันตรายและขยะอิเล็กทรอนิกส์ต้องห้ามนำเข้าตามกฎหมายไทย และเข้าข่ายของเสียอันตรายตามอนุสัญญาบาเซล (Basel Convention) จึงเข้าข่ายสำแดงข้อมูลเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงข้อห้ามในการนำเข้าสินค้า ซึ่งมีความผิดตามกฎหมายศุลกากรและกฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย” 

สำหรับการตรวจสอบติดตามคำสั่งตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง ตาม พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. 2535 ในกิจการบดย่อย คัดแยกเศษยางและโลหะจากยางรถยนต์ ซึ่งเข้าข่ายเป็นโรงงานลำดับที่ 106 (รีไซเคิล) ขณะตรวจสอบพบร่องรอยการผลิต และมีเศษยางในอาคาร ประมาณ 200 ลูกบาศก์เมตร จึงเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ระงับการกระทำที่

ฝ่าฝืนฯ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ปรับอีกไม่เกินวันละ 5,000 บาท และมีความผิดข้อหาประกอบกิจการโรงงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ยังสั่งให้บริษัทฯ ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องจักร วัตถุดิบ รวมทั้งผลิตภัณฑ์ของโรงงาน หากต้องการจะประกอบกิจการประเภทดังกล่าวต้องมาขออนุญาตฯ ให้ถูกต้อง 

นายธนกร กล่าวว่า “กรณีเกิดเหตุสุดวิสัย เช่น ไฟไหม้ มีเรื่องร้องเรียน และเจ้าหน้าที่รัฐขอเข้ามาตรวจสอบในโรงงาน ทุกโรงงานควรอนุญาตให้เข้าและช่วยอำนวยความสะดวกตามสมควร เพื่อให้มีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกต่อกัน อย่าให้ถึงขนาดต้องขอหมายศาลเพื่อเข้าโรงงาน เพราะพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจตามกฎหมายอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามหน่วยงานรัฐเข้ามาตรวจกำกับโรงงานได้ เข้ามาไม่ได้มากลั่นแกล้ง มาเพื่อช่วยระงับเหตุ ตรวจติดตาม หาสาเหตุ และกำกับดูแลโรงงาน แนะนำ ให้โรงงานประกอบกิจการให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ มาเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนรำคาญจากการประกอบกิจการโรงงาน เพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่ด้วยกันได้ เศรษฐกิจในพื้นที่ดี เดินหน้าไปพร้อมกัน”

‘วราวุธ’ ลุยงานกระทรวง เข้ากระทรวงวันแรก มุ่ง ONE MIND พบปะข้าราชการ ร่วมฝ่าวิกฤติพลังงาน สนับสนุน SME ใช้พลังงานสะอาด เตรียมแถลงนโยบายใน 20 เม.ย.

‘วราวุธ’ เข้า ก.อุตฯ วันแรก ชู ONE MIND พบปะข้าราชการ ผนึกกำลังอุตสาหกรรมไทย ฝ่าวิกฤติพลังงาน

 วันที่ 7 เมษายน 2569 - นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เดินทางเข้ากระทรวงอุตสาหกรรมวันแรก โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรม ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ณ อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า วันนี้ถือโอกาสเข้ามาทักทายข้าราชการกระทรวงฯ และพูดคุยนโยบายเบื้องต้นก่อนการแถลงนโยบายอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ซึ่งตนรู้สึกดีใจที่ได้เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นกระทรวงที่ท่านบรรหารเคยดำรงตำแหน่ง ถือว่าเป็นโอกาสได้มาสานงานต่อ โดยในเบื้องต้นได้ให้นโยบายไปว่าการทำงานในช่วงวิกฤตินี้ต้องทำให้เร็ว

ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญกับกระทรวงอุตสาหกรรมว่า กระทรวงนี้จะเป็นอีกหนึ่งกระทรวงที่ทำให้คนไทยรอดวิกฤติ ซึ่งเราต้องให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการทั้งรายเล็กและรายใหญ่ รวมไปถึงเวทีในต่างประเทศ ตลอดจนการช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปราะบางด้านพลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์ โดยพร้อมนำความรู้ทั้งหมดตั้งแต่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มาประยุกต์ใช้ที่นี่ ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และอุตสาหกรรมสีเขียว

 นายวราวุธ กล่าวต่อไปว่า แผนงานที่เตรียมไว้จะขอแถลงในวันที่ 20 เมษายนนี้  เบื้องต้นเราจะสนับสนุนโรงงานทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอีให้หันมาใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการผลิต รวมทั้งมีการติดตั้งโซลาร์เพื่อลดใช้ไฟฟ้า ลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ โดยจะมีการออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านเครื่องมือ ทั้งสินเชื่อจากกองทุน

เอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ สินเชื่อดีพร้อมของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ซึ่งจะต้องมีการหารือกับกระทรวงการคลังอีกครั้ง เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการ

 “อุตสาหกรรมยุคนี้จะเดินด้วย ONE MIND คืออุตสาหกรรมเป็นหนึ่งเดียว และได้บอกข้าราชการกระทรวงอุตสาหกรรมไปว่า เตรียมเปลี่ยนรองเท้าหนังเป็นรองเท้าผ้าใบ วิ่งลุยงานไปด้วยกัน และพร้อมรับฟังคำแนะนำ เพื่อให้การทำงานสำเร็จลุล่วง” นายวราวุธ กล่าว

อุตสาหกรรมไทยปรับใหญ่!! “วราวุธ” ดันกรมโรงงานฯ ติวเข้ม 158 องค์กร เตรียมพร้อมจัดการวัตถุอันตรายตามกรอบ OECD จัดการวัตถุอันตรายสู่มาตรฐานเดียวกัน ลดอุปสรรคการค้า ผลักมาตรฐานวัตถุอันตรายไทยสู่เวทีโลก

"วราวุธ" หนุน กรมโรงงานฯ ยกระดับ จัดการวัตถุอันตราย ให้ได้มาตรฐานสากล ของ OECD หวัง ประหยัดต้นทุนอุตสาหกรรม ปกป้องมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

วันที่ 28 เม.ย. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการและระบบการบริหารจัดการวัตถุอันตรายให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล และเตรียมความพร้อม ก้าวสู่การเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบของ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development  : OECD) ภายในปี พ.ศ. 2571 ตามเจตจำนงของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีสถานะเป็นประเทศผู้สมัครซึ่งอยู่ในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก (Accession Candidate Country) 

ทั้งนี้เป็นไปตามมติครม.วันที่ 26 ธันวาคม 2566 ที่ได้มอบหมายให้ กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เป็นหน่วยงานหลักในการประเมินทางเทคนิค ร่วมกับคณะกรรมการเคมีภัณฑ์และเทคโนโลยีชีวภาพ (Chemicals and Biotechnology Committee: CBC) ของโออีซีดีที่มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน ปกป้องสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม จากความเสี่ยงของสารเคมีและผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ รวมถึง ป้องกันการสร้างอุปสรรคทางการค้า ที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากร การประหยัดต้นทุนให้แก่ประเทศและอุตสาหกรรม ส่งเสริมระบบการจัดการสารเคมีให้เป็นมาตรฐานเดียวกันมากขึ้น ดังนั้นทางกระทรวงอุตสาหกรรมจึงขานรับนโยบายการเข้าร่วมเป็นสมาชิกโออีซีดี ในการขับเคลื่อนนโยบายและแนวปฏิบัติ นำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล 

“สัปดาห์ที่ผ่านมา กรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้เชิญผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการวัตถุอันตราย ภาครัฐ เอกชน องค์กรอิสระ รวม 158 องค์กร ร่วมฟังแนวทาง การเตรียมความพร้อม และประโยชน์ในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD  และซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับตราสารภายใต้คณะกรรมการ CBC ให้กับภาครัฐ เพื่อใช้เป็นกรอบในการบูรณาการความร่วมมือและขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม ความสำคัญในการเข้าเป็นสมาชิก โออีซีดี เพื่อจะยกระดับมาตรฐานกฎหมายทั้งระบบ ยกระดับธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล พยายามเร่งรัดกระบวนการก้าวสู่การเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบของโออีซีดีให้แล้วเสร็จภายในปีหน้านี้“ นายวราวุธ กล่าว
 

‘วราวุธ’ ชูนิคมอุตสาหกรรมไทยโตแรง!! อุตสาหกรรมไทยเร่งเครื่อง กนอ. ดัน Green Finance–คาร์บอนเครดิต–อนุญาตโรงงานจบใน 1 เดือน ดันโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ หนุนไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสีเขียว

“วราวุธ” ดัน เครื่องยนต์ลงทุนไทย โชว์ นิคมอุตสาหกรรมโตแรง รองรับย้ายฐานการผลิตโลก

ชู ไทยขึ้นฮับเทคโนโลยี-พลังงานสะอาดแห่งภูมิภาค

วันที่ 26 พ.ค. 69 - นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เปิดเผยถึงความคืบหน้า

ผลการดำเนินงานของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) หลังจากที่ได้มอบนโยบายเชิงรุกในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทย ว่า กระทรวงอุตสาหกรรม เดินหน้าปลุกเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยผ่าน “ONE MIND อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” เห็นผลเป็นรูปธรรม ล่าสุดตัวเลขการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมพุ่งแรง รับกระแสย้ายฐานผลิตโลก หนุนไทยขึ้นแท่นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพลังงานสะอาดแห่งภูมิภาค ทั้งนี้ ด้วยนโยบายการพัฒนาเมืองที่มุ่งสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Low Carbon City) ของ กนอ. เป็นแรงดึงดูดสำคัญให้กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดตัดสินใจเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน กนอ.ได้เร่งขับเคลื่อนนโยบายยกระดับนิคม

อุตสาหกรรมทั่วประเทศให้เป็นจุดหมายปลายทางหลักของนักลงทุนโลกผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ การจับมือธนาคารโลกดึง Green Finance สนับสนุนเอสเอ็มอีและอุตสาหกรรมแห่ง

อนาคต การผลักดันตลาดคาร์บอนเครดิตมาตรฐานสากล การปฏิรูปกฎหมายลดขั้นตอนอนุญาตตั้งโรงงานให้จบภายใน 1 เดือน และการใช้ระบบตาอัจฉริยะ ตรวจสอบมลพิษสิ่งแวดล้อมตลอด 24 ชั่วโมงโดยจากรายงานของนายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ กนอ. พบว่า ณ เดือน มี.ค.2569 ภาพรวมการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมยังขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยปัจจุบันประเทศไทยมีนิคมอุตสาหกรรมรวม 82 แห่ง ครอบคลุม 18 จังหวัด เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว 75 แห่ง มีโรงงานเข้าประกอบกิจการกว่า 5,798 โรง มูลค่าการลงทุนสะสมสูงถึง 13.37 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับตัวเลขขอรับส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในไตรมาสแรกปี 2569 ที่ทะยานกว่า 1.01 ล้านล้านบาท หรือเติบโตถึง 2.4 เท่า ถือเป็นสัญญาณบวกสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนเลือกไทยเป็นฐานผลิตหลัก

นายวราวุธ กล่าวว่า ตัวเลขการขยายตัวดังกล่าว สะท้อนถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความสำเร็จในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ เข้าสู่ประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีขั้นสูง

“กระทรวงอุตสาหกรรม จึงพร้อมผลักดัน ‘กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตแห่งประเทศไทย’ (Thailand Future Fund: TFF) เฟสใหม่ วงเงินระดมทุนกว่า 1 แสนล้านบาท เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเงินสำคัญในการพัฒนาโครงการเศรษฐกิจสีเขียว รองรับอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และพลังงานสะอาดในอนาคต เช่น ฟาร์มโซลาร์ลอยน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล”

ซึ่งทาง ผู้ว่าการ กนอ. ก็ได้รายงานด้วยว่า การเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้มีปัจจัยหลักจากการย้ายฐานผลิตของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มทุนจากจีนและฮ่องกง ที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 12 ในปี 2566 เป็นกว่าร้อยละ 23 ในปัจจุบัน 

ซึ่งเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและดิจิทัล สอดรับกับนโยบาย Low Carbon City ที่ดึงดูดอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง

โดยปัจจุบัน กนอ. ยังมีพื้นที่คงเหลือรองรับการลงทุนอีกกว่า 24,984 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดย กนอ. จะเร่งพัฒนา Smart Port มาบตาพุด หรือท่าเรืออัจฉริยะ ยกระดับท่าเรือด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และระบบสาธารณูปโภคอัจฉริยะ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (S-Curve) พร้อมสนับสนุนเอสเอ็มอีไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต่อไป

กองสื่อสารองค์กร

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)

กระทรวงอุตฯ ลุยฟื้น SME!! ดีพร้อม-สสว. เปิดตัวโครงการ “Rebuild SMEs” ปี 69 ดูแลเข้ม ยกระดับผู้ประกอบการอย่างครบวงจร เป้ารองรับความท้าทายยุคใหม่

“กระทรวงอุตสาหกรรม” เดินเกมรุก “ONE MIND” สั่งการ ดีพร้อม ผนึก สสว. คิกออฟ ‘Rebuild SMEs’ ปี 69 เร่งฟื้นฟูและเสริมแกร่ง SMEs ไทย ยกระดับศักยภาพการแข่งขันสู่เศรษฐกิจยุคใหม่

กระทรวงอุตสาหกรรม ขานรับนโยบาย “ONE MIND : อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” ล่าสุด มอบหมายให้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) ร่วมมือกับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดตัวโครงการ “ฟื้นฟูธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่ง SMEs (Rebuild SMEs) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569” พร้อมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อร่วมกันบูรณาการกลไกช่วยเหลือ ฟื้นฟู และยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ไทยให้สามารถปรับตัว อยู่รอด และแข่งขันได้ท่ามกลางความท้าทายในเศรษฐกิจยุคใหม่ 

ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญความ ท้าทายรอบด้านทั้งจากเทคโนโลยีดิจิทัล ภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจสีเขียว และการแข่งขันในระดับโลก รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จึงให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนและยกระดับศักยภาพขีดความสามารถในการแข่งขันภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะ SMEs ไทย ซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักที่เพิ่มสัดส่วน GDP ภาคอุตสาหกรรมดังนั้น กระทรวงอุตสาหกรรม มีแนวทางการดำเนินงานภายใต้นโยบาย “ONE MIND : อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” ของ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งเน้นการบูรณาการทำงานของทุกหน่วยงาน เพื่อสร้างกลไก “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ผ่านโครงการฟื้นฟูธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่ง SMEs (Rebuild SMEs) 

ซึ่งถือเป็นสัญญาณสำคัญในการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจใหม่ที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี เงินทุน และตลาดได้อย่างตรงจุด ขณะเดียวกัน โครงการฟื้นฟูธุรกิจฯ ยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการส่งต่อผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเข้าถึงการให้บริการต่าง ๆ ของหน่วยงานกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมจังหวัด ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาค รวมถึงเชื่อมโยงเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่าง SME D Bank กองทุนประชารัฐ ซึ่งเป็นถุงเงินของกระทรวงอุตสาหกรรมที่พร้อมให้บริการสินเชื่อผ่านผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เหมาะสมอีกด้วย

“เป้าหมายสำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้ คือ การยกระดับผู้ประกอบการ SMEs ไทย ให้สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก (Global Value Chain) ควบคู่ไปกับการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ (Business Ecosystem) ที่เป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นโอกาสในการแข่งขันระดับสากล” 

นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า เอสเอ็มอีถือเป็นฟันเฟืองหลัก

ของเศรษฐกิจไทย แต่กำลังได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ สงครามภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตต้นทุนพลังงาน และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Disruption) ดังนั้น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) จึงมุ่งเน้นการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ โดยเริ่มต้นจาก “การวินิจฉัยองค์กร” (Business Diagnosis) ที่แม่นยำ เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาและจุดอ่อนที่แท้จริงของผู้ประกอบการแต่ละรายนำไปสู่การวางแผนกลยุทธ์และให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก (Deep Consulting) 

สำหรับโครงการ Rebuild SMEs นี้ เป็นการดำเนินงานภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดย “ดีพร้อม” ได้เตรียมกลไกสนับสนุนทั้งทีมนักวินิจฉัย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง องค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการ แหล่งเงินทุน และเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจอย่างครบวงจร เพื่อให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึกและปรับโมเดลธุรกิจให้พร้อมรองรับความเสี่ยงและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ใหม่ๆ  พร้อมย้ำเป้าหมายโครงการฯ เป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้ SMEs ไม่เพียงแค่ "อยู่รอด" แต่สามารถ "เติบโต" และ "สร้างมูลค่าใหม่" ในระดับสากลได้อย่างยั่งยืน โดยคาดว่าจะสามารถยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ไทย จำนวน 800 กิจการ และจะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจกว่า 840 ล้านบาท

ด้าน ดร.ปณิตา ชินวัตร รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวเพิ่มเติมว่า บทบาทของ สสว. ในฐานะหน่วยงานกำหนดนโยบายและบูรณาการแผนส่งเสริม SMEsของประเทศว่า ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่ปรับตัวสูงขึ้น พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็ว สสว. จึงมุ่งเน้นการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ของผู้ประกอบการในทุกมิติ ทั้งการอัปสกิลองค์ความรู้ การส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยี และการปลดล็อกข้อจำกัดทางด้านการเงิน

สำหรับโครงการ Rebuild SMEs ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญ ที่จะช่วย 'ฟื้นฟู' และ 'ต่อยอด' ผู้ประกอบการไทยอย่างเป็นระบบ ผ่านกระบวนการวินิจฉัยธุรกิจ การให้คำปรึกษาเชิงลึกโดยผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการ การตลาด การเงิน รวมถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายและโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ให้กับผู้ประกอบการทั่วประเทศ “ความร่วมมือระหว่าง สสว. และ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการทำงานร่วมกัน ของสองหน่วยงาน แต่คือการรวมพลังเพื่อสร้าง “ระบบสนับสนุน SMEs ไทยยุคใหม่” ที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องการฟื้นตัว การแข่งขัน และการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต เรามุ่งหวังให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถฟื้นตัวและแข่งขันได้จริง และเติบโตได้อย่างมั่นคง พร้อมก้าวสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ด้วยศักยภาพที่แข็งแรงยิ่งขึ้น" ดร.ปณิตา กล่าว

ทั้งนี้ ความร่วมมือจัดตั้งโครงการ Rebuild SMEs ประจำปีงบประมาณ 2569 จะทำหน้าที่เป็นกลไกเชิงรุก (Proactive Mechanism) ในการฟื้นฟูและยกระดับผู้ประกอบการตั้งแต่ระดับฐานรากทั่วประเทศ เพื่อสร้างความเข้มแข็งจากภายใน (Growth from Within) ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และเพิ่มสัดส่วนจีดีพีของ SMEs ต่อภาพรวมเศรษฐกิจประเทศตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติชาติต่อไป

ก.อุตฯ ลุยมาตรการเหล็ก!! ยกระดับตรวจเข้มโรงงานสกัดของด้อย แถลงมั่นใจเหล็กทุกเส้นต้องผ่าน มอก. 100% ลงดาบ SKY ปรับปรุงหลังเหตุระเบิดปี 2567 ขยายผลถึงร้านค้าและไซต์งานก่อสร้างทั่วประเทศ

ก.อุตฯ แจงมาตรการเชิงรุก ยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทย 

เข้มโรงงานเหล็กและร้านจำหน่ายทั่วประเทศ ย้ำ!! เหล็กทุกเส้นต้องผ่าน มอก. 100% 

จากกรณีที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) มีคำสั่งให้บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด หรือ SKY กลับมาเปิดประกอบกิจการโรงงานต่อไปได้ ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2569 ภายหลังจากมีคำสั่งให้บริษัทฯ หยุดประกอบกิจการโรงงานเพื่อทำการปรับปรุงแก้ไข รวมระยะเวลากว่า 1 ปี 6 เดือน 

ภายหลังจากเกิดเหตุระเบิดและเพลิงไหม้ถังแก๊สแอลพีจีในโรงงานของ SKY เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2567 กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) ได้เข้าตรวจสอบโรงงานของ SKY ในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง โดยพบการกระทำความผิดหลายประการ อาทิ 

1) SKY ผลิตเหล็กไม่เป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก. โดยเฉพาะคุณสมบัติทางเคมีในส่วนของค่าโบรอนที่เกินเกณฑ์มาตรฐาน (โบรอนยิ่งสูง เหล็กยิ่งเปราะ) ซึ่งสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้ยึดอายัดเหล็กในส่วนนี้ไว้ และดำเนินคดีกับบริษัทฯ 

2) จัดการกากอุตสาหกรรมไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะฝุ่นแดง ที่มีส่วนประกอบของสารอันตราย เช่น แคดเมียม ตะกั่ว เป็นองค์ประกอบ มีการส่งออกไปกำจัดอย่างไม่ถูกต้อง อีกทั้ง มีการกองเก็บฝุ่นแดงไว้ภายในโรงงานเป็นจำนวนมากซึ่งไม่สอดคล้องกับการรายงานข้อมูลการจัดเก็บตามที่กฎหมายกำหนด 

3) ระบบบำบัดมลพลิษอากาศของ SKY ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการบำบัดกำจัดมลพิษอากาศให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดด้วยเหตุผลดังกล่าว กรอ. จึงมีคำสั่งเด็ดขาดสั่งการให้ SKY หยุดประกอบกิจการโรงงานทั้งหมดและทำการปรับปรุงแก้ไขตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2567 จนกระทั่งบริษัทฯ ได้ปรับปรุงแก้ไขโรงงานแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 กรอ. จึงได้อนุญาตให้บริษัทฯ กลับมาประกอบกิจการโรงงานต่อไป

อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อก. โดย กรอ. ร่วมกับ สมอ. และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) ได้ดำเนินมาตรการเชิงรุก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศไทยว่าเหล็กทุกเส้นที่ผลิตจำหน่ายออกสู่ท้องตลาดต้องผ่านมาตรฐาน 100% โดยได้ปูพรมตรวจเข้มโรงงานผลิตเหล็กทุกโรงงานทั่วประเทศ ซึ่งได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องควบคู่กับการตรวจติดตาม SKY ซึ่งได้มีคำสั่งให้โรงงานที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฎหมายหยุดประกอบกิจการโรงงานพร้อมสั่งให้เร่งปรับปรุงแก้ไขโรงงานอีก 3 โรงงาน ในจังหวัดชลบุรีและปราจีนบุรี 

นอกจากนี้ อก. ยังได้ปรับกลไกเชิงรุกในการควบคุมคุณภาพสินค้าเหล็กให้เป็นไปตามมาตรฐานทั้งระบบ เพื่อปกป้องความปลอดภัยให้กับประชาชน ได้แก่ 

1) ยกระดับการกำกับควบคุมคุณภาพเหล็ก เป็นการกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง (Risk-based Surveillance) อย่างเข้มข้นตามหลักสากล โดยเพิ่มความถี่ในการตรวจโรงงานกลุ่มความเสี่ยงสูงให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีการผลิต เช่น การผลิตเหล็กจากเตา Induction Furnace (IF) ที่ไม่มีการติดตั้งเตาปรุงน้ำเหล็ก (LF) จะต้องควบคุมคุณภาพของเศษเหล็กที่จะนำไปหลอมให้มีคุณภาพตาม มอก. และจะมีการเก็บตัวอย่างไปทำการทดสอบที่ถี่และเข้มข้นกว่าการผลิตด้วยเทคโนโลยีอื่น ๆ ซึ่งเป็นไปตามประกาศของ สมอ. เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์เฉพาะในการตรวจสอบ สำหรับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต : เหล็กข้ออ้อย มาตรฐานเลขที่ มอก. 24-2559 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นมา อีกทั้ง สมอ. จะขยายผลการตรวจสอบไปยังร้านจำหน่ายและไซต์งานก่อสร้างอีกด้วย  

นอกจากนี้ สมอ. แนะนำให้โครงการภาครัฐหรือโครงสร้างอาคารสูงควรเลือกใช้เหล็กที่ผลิตจากเทคโนโลยีที่สามารถควบคุมคุณภาพเนื้อเหล็กให้ได้มาตรฐานที่สม่ำเสมอ เช่น การผลิตเหล็กจากเตาหลอมประเภท Electric Arc Furnace (EAF) ซึ่งเป็นระบบปิดที่สามารถควบคุมคุณภาพน้ำเหล็กได้ดีกว่า ทำให้การผลิตสินค้าเหล็กมีคุณภาพที่สม่ำเสมอ เป็นต้น 

2) เพิ่มความเข้มงวดในกรณีของโรงงานที่ถูกสั่งให้หยุดประกอบกิจการโรงงานทุกโรงงาน โดยภายหลังจากมีการปรับปรุงก้ไขโรงงานตามคำสั่งเสร็จแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จะเข้าทำการตรวจสอบโรงงานอย่างเข้มข้นและทำการเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์เหล็กในทุก heat และทุกรุ่น (Lot) ของการผลิต พร้อมขยายผลการตรวจสอบไปยังร้านจำหน่ายและไซต์งานก่อสร้างที่มีการรับซื้อและใช้เหล็กจากโรงงานดังกล่าว เพื่อสร้างความมั่นใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชนผู้บริโภค ในขณะเดียวกัน หากร้านจำหน่ายหรือไซต์งานก่อสร้างใดมีการใช้เหล็กที่ไม่มั่นใจในคุณภาพว่าเป็นไปตาม มอก. หรือไม่ ขอให้แจ้งกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อเข้าทำการตรวจสอบ 

3) ในส่วนของการจัดการกากอุตสาหกรรมโดยเฉพาะฝุ่นแดง กรอ. จะเข้าทำการตรวจสอบโรงงานที่จะรับกำจัดฝุ่นแดงจากโรงงานดังกล่าวทุกโรงงานอย่างเข้มงวด พร้อมควบคุมการขนส่งฝุ่นแดงอย่างใกล้ชิดในทุกรอบการขนส่ง เพื่อให้มั่นใจว่าฝุ่นแดงดังกล่าวจะถูกนำไปกำจัดได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและกฎหมาย  

4) ยกระดับผลิตภัณฑ์เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต โดยเพิ่มข้อกำหนดที่เข้มงวดเกี่ยวกับการคัดเลือก 

เศษเหล็ก บังคับให้กระบวนการผลิตต้องผ่านเตาปรุงน้ำเหล็ก มีการตรวจโครงสร้างทางโลหะวิทยา  

และจำกัดกรรมวิธีเพิ่มความแข็งแรงแบบ Temp Core  

กระทรวงอุตสาหกรรมยืนยันว่า การพิจารณาให้โรงงานกลับมาดำเนินการได้ในปัจจุบัน มิได้เป็นการยกเลิกความผิดที่เกิดขึ้นในอดีต หรือยุติการดำเนินคดีที่อยู่ในกระบวนการกฎหมาย แต่เป็นการพิจารณาจากผลการแก้ไขข้อบกพร่องตามเงื่อนไขและกฎหมายที่หน่วยงานกำหนด และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลและตรวจติดตามอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง 

อีกทั้ง กระทรวงอุตสาหกรรมยังมุ่งยกระดับและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหล็กด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและใช้พลังงานต่ำในการผลิตเหล็กให้มีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานควบคู่กับการควบคุมความสม่ำเสมอของคุณภาพเหล็กอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง สมอ. อยู่ระหว่างเสนอ “แผนปฏิบัติการระดับชาติเพื่อการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีการผลิตเหล็ก (National Transition Plan)” ต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเด็ดขาดและยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทย ตลอดจนผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีการผลิตที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งจะเป็นการตัดวงจรการผลิตสินค้าด้อยคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำ เกิดประโยชน์กับผู้บริโภคและความปลอดภัยสาธารณะ ควบคู่กับการพลิกโฉมโรงงานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตทั่วประเทศ และสร้างรากฐานความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมเหล็กไทยต่อไป

กรอ.จับมือกรมควบคุมมลพิษ!! ‘วราวุธ’ สั่ง กรอ.เข้มโรงงานปล่อยน้ำเสียลงแหล่งน้ำ โรงงานจะปล่อยน้ำได้ไม่ใช่แค่ผ่านค่ามาตรฐานตัวเอง แต่ต้องไม่ทำให้คลองและชุมชนรับภาระแทน ย้ำโรงงานต้องรับผิดชอบต่อชุมชน

“วราวุธ” จี้ กรมโรงงาน สางปม รง. ปล่อยน้ำเสียลงคลอง 

สั่ง กรอ. จับมือ คพ. ร่วมตรวจ-ลดผลกระทบพี่น้องประชาชน เผย อธิบดี สั่งปิด รง. สระบุรีไป 2 แห่ง

วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีปัญหาการปล่อยน้ำเสียของโรงงานทำให้ส่งผลกระทบต่อชุมชนและพี่น้องประชาชนโดยรอบ ว่า สำหรับแนวทางของกระทรวงอุตสาหกรรมในการกำกับดูแลเรื่องดังกล่าวตนกำลังหารือการปรับเปลี่ยนแนวคิดของการปล่อยน้ำเสียหรือน้ำที่ได้รับการบำบัดแล้วลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ โดยที่ผ่านมาเราจะดูกันที่ต้นตอของโรงงานว่า แต่ละโรงงาน เป็นโรงงานประเภทใด การปล่อยน้ำเสียหรือปล่อยน้ำที่บำบัดแล้ว มีค่ากำหนดมาตรฐานและองค์ประกอบในน้ำจากการปล่อยน้ำเสียต้องอยู่ที่เท่าไหร่ ถึงจะสามารถปล่อยลงในแม่น้ำลำคลอง ซึ่งเมื่อน้ำในแม่น้ำลำคลองลดลงหรือน้อยลงค่าความเข้มข้นของสารต่างๆ ที่อยู่ในน้ำที่บำบัดแล้วก็จะเข้มข้นเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นจึงควรหันมาพิจารณาปรับเปลี่ยนวิธีคิดกันใหม่ว่าในแหล่งน้ำหรือแม่น้ำที่แต่ละโรงงานตั้งอยู่นั้น มีศักยภาพสามารถรองรับวัตถุเจือปนได้มากน้อยแค่ไหน แล้วให้แต่ละโรงงานที่อยู่รอบ ๆ แหล่งน้ำนั้นมาหารือ ตกลงร่วมกันว่า การบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงแม่น้ำควรมีค่ามาตรฐานเฉลี่ยอยู่ที่เท่าไหร่เพื่อให้การปล่อยน้ำรวมกันแล้วจะไม่กระทบกับแหล่งน้ำชุมชน

นายวราวุธ กล่าวว่า ต้องขอฝากพี่น้องประชาชนว่าหากว่าพบเห็นสิ่งที่ไม่ปกติ สามารถโทรมาแจ้งได้ที่ 1564 เป็นเบอร์ของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม โทรมาได้ 24 ชั่วโมง แล้วเราจะรับเรื่องแล้วรีบดำเนินการให้อย่างเด็ดขาด ซึ่งกรณีที่มีการร้องเรียนเกี่ยวกับการปล่อยน้ำเสียลงในแหล่งน้ำสาธารณะในจังหวัดสระบุรี ทางอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมก็ได้มีคำสั่งให้โรงงานที่ถูกร้องเรียนนั้นหยุดประกอบกิจการและให้เร่งดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องตามกฏหมายแล้ว และยังได้มอบหมายให้ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ประสานงานเพื่อบูรณาการการทำงานกับทางกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการร่วมกันตรวจสอบน้ำเสียในแหล่งน้ำสาธารณะต่าง ๆ และกวดขันการเข้าตรวจสอบการประกอบกิจการของแต่ละโรงงาน เพื่อให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top