‘วราวุธ’ สั่งขันนอตโรงงานขยะพิษทั่วประเทศ!! ลั่นอย่าผ่อนปรน–อย่าปล่อยนอตหลวม หลังลุยตรวจ 171 โรงงานใน 2 วัน เดินหน้าชะลอใบอนุญาตใหม่ จ่อใช้กฎหมายฟอกเงินยึดทรัพย์ผู้กระทำผิด
“วราวุธ” ย้ำ ชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจตรวจโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรม 105,106 ขันนอตให้แน่น-อย่าผ่อนปรน เข้ม กฎหมายเด็ดขาด ยึดความปลอดภัยพี่น้องประชาชนเป็นหลัก
วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ที่กระทรวงอุตสาหกรรม นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ประจำเดือนพฤศจิกายน 2569 โดยมี
นายทัตพงศ์ สะสมทรัพย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม รวมทั้ง ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายภาสกร ชัยรัตน์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วม
นายวราวุธ กล่าวมอบนโยบายในตอนหนึ่งว่า การเปิดปฏิบัติการ ตรวจ กำกับ และบังคับใช้กฎหมาย
ขั้นเด็ดขาด สำหรับการประกอบกิจการโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมานั้น นับเป็นภารกิจที่สำคัญที่สุดของกระทรวงอุตสาหกรรมในขณะนี้ ซึ่งไม่ใช่เน้นย้ำเพียงแค่ 5 จังหวัด ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี กับสมุทรปราการ เท่านั้น แต่คือทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งต้องเน้นย้ำว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมต้องควบคู่กันไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ไม่สร้างความเดือดร้อนความเสียหายให้ประชาชนและสังคม หากเศรษฐกิจดี GDP ดี แต่เต็มไปด้วยกากอุตสาหกรรม เต็มไปด้วยปัญหาร้องเรียนเข้ามา ถือว่ากระทรวงอุตสาหกรรมไม่ประสบความสำเร็จ และเรื่องการดูแลเหล่านี้ไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะผู้ผลิต ผู้ก่อ ผู้สร้างของเสียทั้งหลาย ก็คือผู้ประกอบการและโรงงาน จึงเป็นหน้าที่ของกระทรวงอุตสาหกรรมโดยตรง เมื่อผลิตแล้วต้องเก็บกันให้เรียบร้อย
จึงเป็นที่มาของทีมปฏิบัติการพิเศษ ที่ต้องไล่ตรวจโรงงานทั้ง โรงงาน 105 และ 106 ไม่เฉพาะโรงงาน
ที่จดทะเบียนอยู่กับกรมโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น รวมไปถึงโรงงานที่ไม่ได้จดทะเบียนกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม โรงงานที่ถูกสั่งระงับแล้วแต่ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ต้องพิจารณาในทุกมิติ ซึ่งต้องฝากอุตสาหกรรมจังหวัด ทุกๆ จังหวัด ดำเนินการเข้มงวด และต้องขอเป็นกำลังใจให้แก่ทีมปฏิบัติหน้าที่ เพราะเป็นงานไม่ง่าย โดยวันแรกลงตรวจได้ 80 โรงงาน
วันที่สองตรวจได้ 91 โรงงาน ฉะนั้น ขอให้ทำงานอย่างเข้มงวด ไม่ละเลย พอผ่านไปสัก 2 หรือ 3 สัปดาห์แล้ว อย่าเพิ่งน็อตหลวม อย่าเพิ่งผ่อนปรน ต้องขันน็อตให้แน่น
นายวราวุธ กล่าวว่า ขอเน้นย้ำนโยบายให้หน่วยงานถือปฏิบัติ
1. ยึดความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม การเกิดผลกระทบในพื้นที่ของพี่น้องประชาชน ทั้งแหล่งน้ำ พื้นนา การฝังกลบ ต้องดูแลควบคู่ไปด้วย
2. บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เด็ดขาด ต้องมีความเข้าใจกฎหมายอย่างถ่องแท้ กฎหมายแต่ละมาตรตรา มีเงื่อนไขและเงื่อนเวลาอย่างไร ต้องเข้าใจและทำตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด อย่าให้เกิดช่องว่างและขอให้ใช้ความระมัดระวังและเด็ดขาด เวลาที่จะใช้ เช่นมาตรา 37 หรือมาตรา 39 ต้องฝากอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กำหนดเงื่อนเวลาให้เบ็ดเสร็จ จะให้ 60 วัน 80 วัน หรือ 90 วัน ขอให้ครอบคลุมพอดี แต่ไม่มีการต่ออายุ เพราะมักเกิดปัญหาการขอต่ออายุซ้ำๆ จึงต้องกำหนดเวลาให้พอดีตั้งแต่รอบเดียว จบแล้วจบเลย หากไม่เรียบร้อยให้ดำเนินการตามกฎหมายขั้นสูงต่อไป ซึ่งสำหรับกรณีโรงงานเกิดเหตุซ้ำซาก ต้องกำหนดอย่างชัดเจนว่าจะมีมาตรการอย่างไร เช่น
ผ่านไป 2-3 ปีเมื่อเกิดเหตุซ้ำอีก ถ้าตามกฎหมายต้องไปมาตรา 37 ก่อน แต่ถ้าไม่สำเร็จถึงไปมาตรา 39 และหากแก้ไขแล้วเกิดเหตุอีก จะสร้างความเดือดร้อนกับประชาชนจึงต้องกำหนดให้ชัดเจน และพิจารณามาตรการที่เด็ดขาดกว่าเดิม
3.ตรวจสอบเชิงรุกและการติดตามผลอย่างถึงที่สุด การฟ้องร้อง ตรวจสอบเรื่องกลิ่น เสียง ควัน การปล่อยน้ำเสีย และความเสียหายที่เกิดขึ้น จะต้องตามผลให้ครบถ้วนตามกรอบเวลา โดยทั้ง 5 ทีมในพื้นที่ A และอีก 71 ทีมในแต่ละจังหวัด ควรมีตาราง แสดงวันที่ออกคำสั่ง และกำหนดการตรวจติดตามที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้คำสั่งกลายเป็น "ใบไม้ร่วง" หรือไม่มีผลบังคับใช้
4.บูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงยุติธรรม อัยการและศาล ซึ่งส่วนสำคัญคือ ฝ่ายปกครองในระดับท้องถิ่น ทั้งนายอำเภอ นายก อบต. นายกเทศมนตรี กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เนื่องจากกลุ่มนี้จะรู้ดีที่สุดหากมีคลังสินค้าหรือโรงงานลักลอบนำเข้าเครื่องจักรเข้ามาตั้งในพื้นที่ โดยนายอำเภอได้เคยคาดโทษไว้แล้วว่าหากมีโรงงานเถื่อนเกิดขึ้น ท้องถิ่นจะเป็นกลุ่มแรกที่ต้องรับผิดชอบ
5. ปฏิบัติงานต้องเป็นไปด้วยด้วยความโปร่งใส รับผิดชอบ และตรวจสอบได้ โดยในช่วงนี้ขอให้ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมดำเนินการชะลอการออกใบอนุญาตโรงงานลำดับที่ 105,106 ออกไปก่อน และยังไม่ต้องมีข้อยกเว้นใดๆ เพิ่มเติม
ด้านนายภาสกร ชัยรัตน์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเรา ได้หารือกับ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) เพิ่มเติม เกี่ยวกับผลักดันความผิดเกี่ยวกับการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม การฝ่าฝืนกฎหมายโรงงานและกฎหมายวัตถุอันตราย ให้เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน
เพื่อเพิ่มช่องทางในการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ยึดทรัพย์ และตัดวงจรเครือข่ายผู้กระทำผิด
ทางด้าน นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวถึงความคืบหน้าในการแก้ไข
ร่างพระราชบัญญัติจัดการกากอุตสาหกรรมว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ได้นำเสนอรายละเอียด
ร่างพระราชบัญญัติฯ ให้คณะทำงานพัฒนาปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายของกระทรวงอุตสาหกรรมพิจารณาเมื่อวันที่ 24 ต.ค. 69 จากนั้น วันที่ 19 ต.ค. 69 ทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้ส่งเรื่องไปยัง สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) พิจารณา โดย สลค. มีหนังสือแจ้งกลับมาให้กระทรวงฯ จัดส่งผลการพิจารณาของกระทรวงการคลัง และคณะกรรมการนโยบายบริหารทุนหมุนเวียน เพิ่มเติม และวันที่ 28 ต.ค.69 กรอ. ได้มีการหารือกรมบัญชีกลาง เพื่อหาแนวทางการจัดทำข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียน ในประเด็นที่เกี่ยวข้อง










