‘อาจารย์อุ๋ย’ เรียกร้องรัฐบาลวางมาตรการป้องกันชายแดน!! ชี้กฎหมาย UN เปิดทางไทยใช้กระสุนจริงป้องกันตนเองได้ หากเข้าเงื่อนไขการถูกโจมตีด้วยกำลังอาวุธ ไม่ว่าผู้โจมตีเป็นทหารเมียนมาหรือชนกลุ่มน้อย ย้ำต้องพิสูจน์ภัยคุกคามและใช้กำลังอย่างได้สัดส่วน
“อาจารย์อุ๋ย” ลั่น! กระสุนตกฝั่งไทย ยิงกระสุนจริงจริงตอบโต้ได้ตามกฎหมาย UN ไม่ว่าฝ่ายยิงเป็นชนกลุ่มน้อยหรือรัฐบาลพม่า!
3 พฤศจิกายน 2569 — นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความคิดเห็นถึงกรณีการสู้รบระหว่างกองทัพเมียนมากับกองกำลังชนกลุ่มน้อย ซึ่งอาจส่งผลให้กระสุนปืนใหญ่หรือระเบิดตกเข้ามาในดินแดนไทยว่า หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น กองทัพไทยมีสิทธิยิงตอบโต้หรือไม่ หรือต้องทำได้เพียงส่งหนังสือประท้วงทางการทูตและยิงกระสุนควันเตือนเท่านั้น
“ผมยืนยันว่า กฎหมายระหว่างประเทศไม่ได้บังคับให้ประเทศไทยต้องยืนรับกระสุนจากการสู้รบของประเทศเพื่อนบ้านโดยไม่มีสิทธิป้องกันตนเอง และไม่ได้กำหนดว่ากองทัพไทยต้องใช้เพียงกระสุนควันหรือยิงเตือนก่อนเสมอไป หากสถานการณ์เข้าเงื่อนไขตามกฎหมายระหว่างประเทศ กองทัพไทยสามารถใช้กระสุนจริงเพื่อหยุดยั้งภัยคุกคามได้ ไม่ว่าผู้โจมตีจะเป็นกองทัพรัฐบาลเมียนมาหรือกองกำลังชนกลุ่มน้อยก็ตาม
กฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 2(4) ห้ามรัฐใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งดินแดนหรือเอกราชทางการเมืองของรัฐอื่น ขณะที่มาตรา 51 รับรองสิทธิโดยธรรมชาติของรัฐในการป้องกันตนเอง (Right of Self-Defense) เมื่อถูกโจมตีด้วยกำลังอาวุธ (Armed Attack) ดังนั้น หากประเทศไทยถูกโจมตีจนเข้าเงื่อนไขดังกล่าว ไทยย่อมมีสิทธิใช้กำลังทหารเพื่อป้องกันตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีประชาชนไทยเสียชีวิตก่อน
หากกองทัพไทยสามารถใช้เรดาร์ตรวจจับวิถีกระสุนหรือระบบตรวจการณ์ทางทหาร จนยืนยันพิกัดฐานยิงต้นทางในฝั่งเมียนมาได้อย่างชัดเจน และพบว่าฐานยิงดังกล่าวกำลังโจมตีประเทศไทยจนเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 51 กองทัพไทยอาจใช้กำลังยิงตอบโต้ไปยังเป้าหมายทางทหารนั้นเพื่อหยุดยั้งภัยคุกคามได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เพียงกระสุนควันหรือกระสุนเตือน แต่สามารถใช้กระสุนจริงได้ หากเป็นมาตรการที่จำเป็นและได้สัดส่วนกับภัยที่กำลังเผชิญ
ผมขอย้ำว่า กฎหมายระหว่างประเทศไม่ได้กำหนดให้กองทัพไทยต้องยิงกระสุนควันก่อน แล้วจึงค่อยยิงกระสุนจริงเสมอไป หากกำลังเผชิญการโจมตีด้วยกำลังอาวุธที่เข้าเงื่อนไขการป้องกันตนเอง การใช้กระสุนจริงเพื่อหยุดยั้งการโจมตีอาจกระทำได้ตั้งแต่แรก โดยไม่ต้องรอให้การยิงเตือนล้มเหลวหรือมีประชาชนไทยเสียชีวิตก่อน
แม้ตรวจสอบพบว่ากระสุนที่ตกเข้ามาในประเทศไทยถูกยิงมาจากกองกำลังชนกลุ่มน้อย ไม่ใช่กองทัพรัฐบาลเมียนมา ก็ไม่ได้หมายความว่าไทยจะหมดสิทธิอ้างมาตรา 51 เพราะมีแนวทางการตีความกฎหมายระหว่างประเทศที่ยอมรับสิทธิป้องกันตนเองจากการโจมตีของกลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่รัฐ (Non-State Armed Groups) โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่ากลุ่มดังกล่าวเป็นกองทัพของรัฐอื่นเสมอไป แนวทางนี้ได้รับการสนับสนุนจากแนวปฏิบัติของรัฐหลายประเทศ รวมถึงมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 1368 และ 1373 ภายหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001
ดังนั้น หากกองกำลังชนกลุ่มน้อยโจมตีประเทศไทยจนถึงระดับการโจมตีด้วยกำลังอาวุธตามมาตรา 51 ไทยย่อมมีฐานทางกฎหมายที่จะอ้างสิทธิป้องกันตนเอง และอาจใช้กระสุนจริงตอบโต้ต่อเป้าหมายทางทหารที่เกี่ยวข้องเพื่อหยุดยั้งภัยคุกคามได้ หากการใช้กำลังนั้นจำเป็น ได้สัดส่วน และมีฐานทางกฎหมายรองรับการปฏิบัติการข้ามพรมแดน
การใช้กำลังดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้หลักความจำเป็น (Necessity) และความได้สัดส่วน (Proportionality) ตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยระดับการใช้กำลังต้องพิจารณาจากลักษณะและความรุนแรงของภัยคุกคามเป็นสำคัญ ความได้สัดส่วนไม่ได้หมายความว่าฝ่ายตรงข้ามยิงมาเท่าใด ไทยต้องยิงตอบโต้กลับไปเท่านั้น หรือจำเป็นต้องใช้อาวุธชนิดเดียวกัน หากสถานการณ์จำเป็น กองทัพไทยสามารถใช้กำลังที่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการหยุดยั้งการโจมตีได้ ภายใต้ขอบเขตของสิทธิป้องกันตนเองตามกฎหมายระหว่างประเทศ
ในทางกลับกัน หากเป็นกระสุนที่หลงเข้ามาเพียงครั้งเดียว การยิงยุติลงแล้ว และไม่มีภัยคุกคามต่อเนื่อง การยิงกระสุนจริงข้ามพรมแดนเพื่อเอาคืนอาจกลายเป็นการใช้กำลังที่ผิดกฎหมายเสียเอง เพราะมาตรา 51 รับรองสิทธิในการป้องกันตนเอง ไม่ใช่สิทธิในการแก้แค้นทางทหาร
นอกจากมาตรการทางทหารแล้ว ประเทศไทยยังสามารถเพิ่มกำลังป้องกันชายแดน ใช้ระบบเฝ้าระวังและป้องกันภัยทางอากาศ อพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยง ตลอดจนพิจารณาจำกัดการผ่านแดนหรือควบคุมการส่งออกสินค้าที่อาจนำไปใช้ทางทหาร ภายใต้กฎหมายไทยและพันธกรณีระหว่างประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องจำกัดตัวเองอยู่เพียงการส่งหนังสือประท้วง
ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทย รัฐบาลต้องรวบรวมหลักฐานทั้งชิ้นส่วนกระสุน พิกัดจุดตก ข้อมูลเรดาร์ และพยานหลักฐานอื่น เพื่อพิสูจน์ว่าฝ่ายใดเป็นผู้ก่อเหตุ หากพิสูจน์ได้ว่ามีการละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศที่ก่อให้เกิดความรับผิดของรัฐ ไทยสามารถเรียกร้องให้ยุติการกระทำ ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ และชดใช้ความเสียหายได้
ผมเห็นว่า รัฐบาลไทยต้องมีจุดยืนชัดเจนว่า สงครามภายในเมียนมาไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ประชาชนไทยต้องยอมเสี่ยงชีวิตหรือสูญเสียทรัพย์สิน การใช้กำลังทหารไม่ควรเป็นทางเลือกแรกในทุกสถานการณ์ แต่หากประเทศไทยเผชิญการโจมตีด้วยกำลังอาวุธที่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 51 และจำเป็นต้องใช้กำลังเพื่อหยุดยั้งภัยคุกคาม กฎหมายระหว่างประเทศก็ไม่ได้บังคับให้กองทัพไทยต้องใช้เพียงกระสุนควันหรือยืนรับกระสุนอยู่ฝ่ายเดียว ไม่ว่าผู้โจมตีจะเป็นกองทัพรัฐบาลเมียนมาหรือกองกำลังชนกลุ่มน้อยก็ตาม
การรักษาสันติภาพไม่ได้หมายความว่าต้องยอมให้ใครยิงเข้ามาในแผ่นดินไทยโดยไม่ตอบโต้ ประเทศไทยควรอดกลั้นเมื่อยังมีทางเลือก แต่หากจำเป็นต้องใช้กำลังเพื่อปกป้องชีวิตประชาชนและอธิปไตยของชาติ กองทัพไทยก็ต้องพร้อมใช้สิทธิป้องกันตนเองอย่างเด็ดขาดภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ เพราะความปลอดภัยของประชาชนไทยต้องมาก่อนเสมอ
ด้วยความปรารถนาดี










