‘วุฒิศักดิ์’ ถูกถกเรื่องกฎหมาย!! รักษาการ 4 ปี สะเทือนธรรมาภิบาล ม.รามฯ ถูกจี้เปิดมติแต่งตั้ง–ฐานกฎหมายให้ชัด กรอบเวลา 6 เดือนชัดเจน สังคมรอคำตอบจากมหาวิทยาลัย

ตอบคำถาม “วุฒิศักดิ์” รักษาการอธิการบดี ม.รามฯ ยาวนาน ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

”วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์“ รักษาการอธิการบดี ม.รามคำแหงนาน 4 ปี น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย?
เรามาเปิดกฎหมายแม่บท-คำวินิจฉัยกฤษฎีกา มัดกรอบ 6 เดือนมีอยู่จริง

เรื่องของ “รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง” ไม่ควรจบลงง่าย ๆ ด้วยคำว่า ทำได้หรือทำไม่ได้ แต่ต้องย้อนกลับไปดูว่า กฎหมายให้อำนาจไว้แค่ไหน และให้อำนาจนั้นมี “วันหมดอายุ” หรือไม่

กรณี ผศ.วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ ซึ่งดำรงตำแหน่งรักษาราชการแทนอธิการบดี ม.รามคำแหงต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี จึงเกิดคำถามใหญ่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า

“รักษาการ” ตามกฎหมาย หมายถึงการรักษาการชั่วคราวระหว่างรออธิการบดีตัวจริง หรือสามารถรักษาการต่อเนื่องไปได้เรื่อย ๆ จนกลายเป็นสภาพปกติ?

เมื่อเปิดกฎหมายแม่บทและเอกสารทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กลับพบว่าประเด็น “กรอบเวลา 6 เดือน” ไม่ใช่เรื่องที่ลอยมาจากอากาศ หากแต่มีฐานทางกฎหมายให้หยิบขึ้นมาตั้งคำถามอย่างจริงจังได้

พ.ร.บ.ปี 2514 วันนี้ใช้ไม่ได้แล้ว ถูกยกเลิกไปโดย พรบ.มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี 2541

ประเด็นแรกต้องเคลียร์กันให้ชัดเสียก่อน การอ้าง พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ.2514 เพื่ออธิบายสถานะในปัจจุบัน อาจทำให้เข้าใจผิด เพราะกฎหมายฉบับดังกล่าวถูกยกเลิกแล้ว โดยมาตรา 3 (1) แห่ง พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน

ดังนั้น ถ้าจะวัดว่าการรักษาราชการแทนอธิการบดีในวันนี้ทำได้แค่ไหน ต้องกลับมาดู พ.ร.บ.2541 เป็นหลัก
และตรงนี้เองที่เรื่องเริ่มน่าสนใจ มาตรา 25 โยงตรงไปมาตรา 39

พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ.2541 มาตรา 25 วรรคสอง วางกลไกไว้ว่า ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี สภามหาวิทยาลัยสามารถแต่งตั้งกรรมการสภามหาวิทยาลัยที่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด ให้เป็นผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีได้

แต่กฎหมายไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น ท้ายมาตรา 25 วรรคสอง ยังระบุให้นำ มาตรา 39 วรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม

แล้วมาตรา 39 วรรคสองว่าอย่างไร? ใจความสำคัญอยู่ที่การกำหนดว่า การรักษาราชการแทนในตำแหน่งอื่นนั้น “ต้องไม่เกินหกเดือน”

นี่จึงเป็นจุดที่ต้องจับตา
เพราะหากคำว่า “โดยอนุโลม” หมายถึงการนำหลักเกณฑ์ดังกล่าวมาปรับใช้กับกรณีที่ใกล้เคียงกัน กรอบเวลา 6 เดือนก็ย่อมเป็นข้อจำกัดที่ต้องนำมาพิจารณากับการรักษาราชการแทนอธิการบดีด้วย

คำถามจึงไม่ได้อยู่แค่ว่า
“สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจแต่งตั้งรักษาการหรือไม่?”แต่ต้องถามต่อว่า
“อำนาจนั้นมีขอบเขตแค่ไหน และเมื่อครบกำหนดแล้วสามารถตั้งคนเดิมต่อได้หรือไม่?”

สองคำถามนี้ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญกฤษฎีกาเคยวางหลักไว้แล้ว

เรื่องนี้ยิ่งน่าสนใจเมื่อพบว่า ปัญหาการรักษาราชการแทนที่ลากยาว ไม่ใช่เรื่องใหม่

มีความเห็นของ คณะกรรมการกฤษฎีกา ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาลักษณะดังกล่าว ได้แก่ เรื่องที่ 716/2552 และ 670/2553

สาระสำคัญของแนววินิจฉัยที่ถูกหยิบมาอ้าง คือ การรักษาราชการแทนมีลักษณะเป็น มาตรการชั่วคราว เพื่อไม่ให้การบริหารราชการเกิดสุญญากาศ ระหว่างรอการแต่งตั้งเลือกตั้งแต่งตั้งหรือสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งตัวจริง

และเมื่อกฎหมายกำหนดระยะเวลาไว้ ระยะเวลาดังกล่าวย่อมมีความหมาย
ไม่ใช่กำหนดไว้เพื่อให้รู้สึกว่า “ประมาณ ๆ หกเดือนก็แล้วกัน”

ที่สำคัญคือ แนวคิดเรื่องการตั้งบุคคลเดิมให้รักษาการซ้ำ ๆ เพื่อให้การรักษาการดำเนินต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด ย่อมต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง เพราะอาจทำให้ สถานะชั่วคราวกลายเป็นสถานะถาวรในทางปฏิบัติ

ตรงนี้แหละที่เป็นหัวใจของเรื่อง ถ้า 6 เดือนคือกรอบ แล้ว 4 ปีคืออะไร?

เมื่อกลับมามองกรณี ม.รามคำแหง จึงเกิดคำถามที่ชาวรามฯ และสังคมควรได้รับคำตอบอย่างตรงไปตรงมาหากกฎหมายกำหนดกลไกการรักษาราชการแทนไว้เพื่อแก้ปัญหาชั่วคราว หากกฎหมายมีการโยงไปยังมาตรา 39 วรรคสอง ซึ่งกำหนดกรอบเวลาไม่เกิน 6 เดือน

หากแนวความเห็นของกฤษฎีกาก็ให้ความสำคัญกับหลักการว่า “รักษาการ” ต้องมีจุดสิ้นสุด
แล้วการรักษาการต่อเนื่องหลายปี จะอธิบายด้วยฐานกฎหมายข้อใด?
นี่คือคำถาม ไม่ใช่การตัดสินล่วงหน้าว่าใครผิด

เพราะคำตอบสุดท้ายต้องดูเอกสารจริงด้วยว่า สภามหาวิทยาลัยมีมติแต่งตั้งอย่างไร แต่งตั้งกี่ครั้ง อาศัยบทบัญญัติใด และแต่ละครั้งมีเหตุผลทางกฎหมายรองรับอย่างไร

ยังมี “กฎชั้นรอง” ที่ต้องตอบอีก เรื่องไม่ได้จบเพียง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยรามคำแหง 2541

ยังมีแนวปฏิบัติด้านธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2564 ซึ่งกำหนดกรอบการรักษาการอธิการบดีไว้ที่ 180 วัน และขยายได้อีกครั้งไม่เกิน 90 วัน

ถ้าหลักเกณฑ์นี้นำมาใช้กับกรณีใด กรอบเวลาก็ยิ่งชัดขึ้นไปอีกว่า การรักษาการไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ลากยาวแบบไม่มีเส้นชัย

อีกประเด็นคือ ประกาศ ก.บ.ม. มหาวิทยาลัยรามคำแหง ลงวันที่ 30 กันยายน 2564 ข้อ 9 (6) ที่เกี่ยวข้องกับสถานะของผู้รักษาการและการพ้นจากตำแหน่งเมื่อพ้นจากการเป็นบุคคลในสังกัดมหาวิทยาลัย

ประเด็นนี้จึงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ละเอียดว่า ปัจจุบัน ผศ.วุฒิศักดิ์ มีสถานะเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัยในรูปแบบใด มีสัญญาจ้างหรือไม่ และสถานะดังกล่าวสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้หรือไม่

เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ “วุฒิศักดิ์ จะอยู่ต่อหรือไม่”
แต่เป็นเรื่องของ หลักธรรมาภิบาลและหลักนิติธรรมในมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยควรเป็นพื้นที่ที่กฎหมายและกติกาถูกอธิบายอย่างชัดเจนที่สุด ไม่ใช่พื้นที่ที่ปล่อยให้เกิดคำถามว่า ตำแหน่ง “รักษาการ” สามารถยืดออกไปได้อีกกี่ปี

ถ้าทำได้จริง ก็ต้องบอกสังคมให้ชัดว่า อาศัยกฎหมายมาตราไหน

ถ้าตั้งซ้ำได้ ก็ต้องอธิบายว่า อะไรคือฐานอำนาจที่ทำให้ตั้งซ้ำได้โดยไม่ขัดกับกรอบ 6 เดือน
.
และถ้ากฎหมายกำหนดกรอบเวลาไว้จริง ก็ต้องตอบให้ได้ว่า
เหตุใด สภามหาวิทยาลัยจึงไม่ตั้งกรรมการสรรหาอธิการบดีตัวจริง ให้สามารถเดินหน้าให้แล้วเสร็จได้ภายในกรอบเวลาที่กฎหมายวางไว้

สุดท้ายแล้ว คำถามสำคัญอาจไม่ใช่“วุฒิศักดิ์รักษาการมานานแค่ไหน?” แต่คือ“กฎหมายให้อำนาจรักษาการได้นานแค่ไหน?”

และถ้าคำตอบของกฎหมายคือ 6 เดือนจริงหรือไม่

4 ปีที่ผ่านมานั้น ต้องมีคำอธิบายทางกฎหมายที่หนักแน่นกว่าคำว่า “สภามหาวิทยาลัยมีมติ”
เพราะมติของสภาฯ ก็ยังต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย

นี่จึงเป็นเรื่องที่ ม.รามคำแหงควรเปิดเอกสารให้สังคมเห็นกันตรง ๆ มติแต่งตั้งรักษาการทุกครั้งอยู่ที่ไหน? อาศัยกฎหมายมาตราใด? ครบ 6 เดือนแล้วทำอย่างไร? มีการแต่งตั้งซ้ำกี่ครั้ง?
และเหตุใดการสรรหาอธิการบดีตัวจริงจึงยังไม่เกิด

ตอบ 5 คำถามนี้ได้ เรื่อง “รักษาการ 4 ปี” ก็จะไม่ต้องเถียงกันด้วยความรู้สึกอีกต่อไป กระทรวงอุดมศึกษา (อว.) ก็ไม่ควรยิ่งนอนใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น และดำรงอยู่

เพราะสุดท้าย กฎหมายพูดว่าอย่างไร เอกสารก็ต้องตอบอย่างนั้น และทุกองคาพยพต้องรับผิดชอบตามกฎหมายกำหนด