Friday, 5 June 2026
Y WORLD

THE STUDY TIMES X ClassOnline เสาร์อาทิตย์นี้ พบกับ LIVE วิชาสังคม และวิชาภาษาไทย

????THE STUDY TIMES X ClassOnline เสาร์อาทิตย์นี้

????วันเสาร์ที่ 10 กรกฎาคม และ วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม 2564

⏰เวลา 16.00 น.

พบกับ LIVE วิชาสังคม และวิชาภาษาไทย

????วันเสาร์ที่ 10 กรกฎาคม
วิชาสังคม: เรื่อง ตัวอย่างข้อสอบวิชาสามัญ (สังคม)

????วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม
วิชาภาษาไทย: เรื่อง ตัวอย่างข้อสอบวิชาสามัญ (ภาษาไทย)

โดย ครูต้นคูน ดร.ณัฐพงศ์ ลาภบุญทรัพย์
ปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานิเทศศาสตร์ (Ph.D. in Communication Arts) สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
#สอนวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคม ระดับ ม.ต้น-ม.ปลาย

????ช่องทางรับชม LIVE
Facebook และ YouTube: THE STUDY TIMES
 

รู้จัก ‘พยาบาลศาสตร์’ คณะในฝันของเหล่าผู้มีจิตเมตตา

หลาย ๆ คนมีความฝันที่อยากจะเป็นพยาบาลคอยดูแล เอาใจใส่ คนไข้ และการประกอบอาชีพนี้จะต้องมีความเมตตา เพราะจะต้องคอยดูแลผู้ป่วยทั้งด้านสุขภาพอนามัย รวมไปถึงจิตใจผู้ป่วยอีกด้วย THE STUDY TIMES จะมาแนะนำ “คณะพยาบาลศาสตร์” กันว่าในช่วงระยะเวลา 4 ปีพยาบาลจะต้องเรียนอะไรกันบ้าง 

คณะพยาบาลศาสตร์ที่แรกในประเทศไทยคือ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นว่าวิชาแพทย์ผดุงครรภ์มีความจำเป็นแก่ชีวิตของสตรี เนื่องจากในสมัยนั้นสตรีต้องเสียชีวิตเป็นจำนวนมากจากการคลอดบุตร 

สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถจึงได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ตั้งโรงเรียนเพื่ออบรมผดุงครรภ์ขึ้นในบริเวณโรงพยาบาลศิริราชเริ่มเปิดทำการสอน เมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2439 โดยใช้ชื่อว่า “โรงเรียนหญิงแพทย์ผดุงครรภ์แลการพยาบาลไข้” สังกัดกรมศึกษาธิการ ซึ่งต่อมาเรียกว่ากระทรวงธรรมการ ขึ้นภายในบริเวณโรงศิริราชพยาบาล ซึ่งนับเป็นโรงเรียนพยาบาลแห่งแรก และเป็นจุดเริ่มของการศึกษาด้านการพยาบาลของประเทศด้วย หลังจากนั้นประเทศไทยก็ได้พัฒนาหลักสูตรและได้มีคณะพยาบาลศาสตร์ตามมหาวิทยาลัยเพื่อให้ประชาชนได้มีทักษะ ความรู้ในด้านการพยาบาล

ซึ่งคณะพยาบาลศาสตร์ในแต่ละปีนั้นจะมีการสอบแข่งขันกันค่อนข้างสูง และ การที่จะได้เรียนในคณะพยาบาลศาสตร์นั้น จะต้องมีใบรับรองแพทย์ด้านสุขภาพกาย เพราะการเรียนและการทำงานในคณะพยาบาลนั้นจะต้องใช้ทั้งแรงกายและแรงใจอย่างมาก นอกจากที่เราจะต้องทำงานในการดูแล เราจะต้องทำงานในด้านบริการอีกด้วย ไม่ว่าคนไข้จะดีหรือไม่ดีก็จะต้องควบคุมสถานการณ์ให้ได้อีกด้วย 

หลังจากที่ได้สอบเข้าเรียนในคณะพยาบาลศาสตร์ได้แล้วนั้น ในแต่ละช่วงปีก็จะมีการเรียนที่แตกต่างกันไป โดยในช่วงปีแรกจะเป็นการเรียนปรับพื้นฐาน เรียนวิชาพื้นฐานเหมือนกันทุกสาขา เช่น วิทยาศาสตร์ เคมี ชีววิทยา จิตวิทยา ฯลฯ ภาษาอังกฤษพื้นฐาน ในด้านภาษา การสื่อสาร และศึกษาในหมวดวิชาศึกษาทั่วไป

พอช่วงปีที่ 2 จะเป็นการเริ่มเรียนทางด้านพยาบาลและชีววิทยาเพิ่มมากขึ้น เป็นหมวดวิชาเฉพาะพื้นฐานวิชาชีพเช่น สรีรวิทยา กายวิภาคศาสตร์ ปรสิตวิทยา การพยาบาลเบื้องต้น โภชนาการและโภชนาการบำบัด เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ทางการพยาบาลและการผดุงครรภ์

ก้าวเข้าปีที่ 3 จะเรียนลึกมากยิ่งขึ้นในทางด้านวิชาชีพ และการฝึกปฏิบัติต่าง ๆ หมวดวิชาเฉพาะในด้านทฤษฎี การรักษาโรคเบื้องต้น การพยาบาลผู้ประสบภัยพิบัติการพยาบาลชุมชน การพยาบาลผู้สูงอายุ การพยาบาลจิตเวช การพยาบาลผู้ใหญ่ การพยาบาลมารดา-ทารกแรกเกิดและการผดุงครรภ์ ช่วงปีที่ 3 นี้จะได้มีการเข้าเวรจริง ๆ เพื่อเรียนรู้จากการปฏิบัติมีการเข้าเวร ดูแลคนไข้จริง  ๆ โดยจะเจอคนไข้เกือบทุกรูปแบบ เป็นการพยาบาลเด็ก พยาบาลผู้ป่วย

ปีที่ 4 ปีสุดท้ายจะเป็นการฝึกงาน (ฝึกปฏิบัติการพยาบาล) โดยนิสิตหรือนักศึกษาพยาบาลจะได้เรียนในวิชาที่เกี่ยวกับอนามัยชุมชน การรักษาโรคเบื้องต้น รวมไปถึงการฝึกปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยในภาวะฉุกเฉินและวิกฤต ฝึกปฏิบัติการพยาบาลเด็ก ฝึกปฏิบัติการพยาบาลจิตเวช ฝึกปฏิบัติการพยาบาลมารดา-ทารกแรกเกิด และการผดุงครรภ์ เรียกได้ว่าเป็นปีที่ท้าทายสุด ๆ ใน 4 ปีเลยล่ะค่ะ 

เมื่อเรียนจบแล้ว นิสิตหรือนักศึกษาพยาบาลทุกคนจะต้องสอบใบประกอบวิชาชีพพยาบาลด้วย เหมือนเป็นการการันตีว่าสามารถพร้อมที่จะปฏิบัติในหน้าที่พยาบาล เมื่อจบแล้วสามารถทำอาชีพพยาบาลในโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชน หรือตามสถานที่ ๆ มีหน่วยพยาบาลเช่น โรงงานอุตสาหกรรม โรงเรียน หรือ ตามคลินิกต่าง ๆ นอกจากนี้ยังสามารถทำงานดูแล พยาบาลผู้ป่วยตามบ้านหรือผู้ป่วยติดเตียงได้อีกด้วย  

สำหรับรายชื่อสถาบันอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนในคณะพยาบาลศาสตร์มีดังต่อไปนี้ 

สถาบันอุดมศึกษารัฐบาล
•    คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เปิดสอนในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก)
•    คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
•    คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
•    คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
•    คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
•    สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร พะเยา
•    วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครพนม มหาวิทยาลัยนครพนม
•    คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
•    คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
•    คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
•    ภาควิชาพยาบาลศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
•    วิทยาลัยนานาชาติ สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
•    คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
•    สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
•    สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
•    คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
•    วิทยาลัยพยาบาลและสุขภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
•    วิทยาลัยพยาบาลพระยาภักดีชุมพล มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
•    สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
•    คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
•    สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
•    คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
•    คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
•    คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
•    สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (เปิดสอนเฉพาะหลักสูตร 2 ปีต่อเนื่อง)

วิทยาลัยพยาบาลสังกัดหน่วยงานอื่น

•    สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย
•    วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
•    วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก
•    วิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ
•    วิทยาลัยพยาบาลทหารอากาศ
•    วิทยาลัยพยาบาลตำรวจ

วิทยาลัยพยาบาลสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

•    วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ
•    วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นพรัตน์วชิระ
•    วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี
•    วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชัยนาท
•    วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สระบุรี
•    วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สระบุรี
•    วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พระพุทธบาท
•    วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี
•    วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช
•    วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี
•    วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี เชียงใหม่
•    วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครลำปาง
•    วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พะเยา
•    วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช
•    วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สวรรค์ประชารักษ์ นครสวรรค์
•    วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์
•    วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ขอนแก่น
•    วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี
•    วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครราชสีมา
•    วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์
•    วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สงขลา
•    วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช
•    วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎร์ธานี
•    วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ตรัง
•    วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ยะลา
•    วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี
•    วิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี
•    วิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม

สถาบันอุดมศึกษาเอกชน

•    มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต
•    มหาวิทยาลัยคริสเตียน (หลักสูตรไทยและหลักสูตรนานาชาติ)
•    มหาวิทยาลัยปทุมธานี
•    มหาวิทยาลัยพายัพ
•    มหาวิทยาลัยรังสิต
•    มหาวิทยาลัยราชธานี
•    มหาวิทยาลัยราชธานี วิทยาเขตอุดรธานี
•    มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล
•    มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น
•    มหาวิทยาลัยสยาม
•    มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
•    มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (หลักสูตรนานาชาติ)
•    มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย
•    มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี
•    วิทยาลัยเฉลิมกาญจนา
•    วิทยาลัยเชียงราย
•    วิทยาลัยเซนต์หลุยส์
•    วิทยาลัยเซนต์เทเรซา-อินติ (หลักสูตรนานาชาติ)
•    วิทยาลัยนครราชสีมา
•    วิทยาลัยบัณฑิตบริหารธุรกิจ
•    วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย

พยาบาลในปัจจุบันถือว่าเป็นอาชีพที่สำคัญอย่างมาก นอกจากจะช่วยเหลือคุณหมอแล้ว การดูแลผู้ป่วยถือว่าเป็นหน้าที่หลักที่สำคัญของพยาบาล การได้รับการดูแล เอาใจใส่ คณะพยาบาลศาสตร์ถือว่าได้เป็นอีกคณะหนึ่งที่น่าสนใจและได้ทำคุณงามความดี ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันไว้อย่างมากมาย


แหล่งข้อมูล 
https://campus.campus-star.com/education/44923.html
https://www.admissionpremium.com/content/5688 
https://th.wikipedia.org/wiki/คณะพยาบาลศาสตร์มหิดล

ศธ. ดันแผนแก้ปัญหา “ท้องวัยเรียน” ให้ได้รับการศึกษาอย่างเหมาะสม

ดร.วีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะทำงานขับเคลื่อนบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการให้โอกาสเด็กและเยาวชนที่ตั้งครรภ์ในสถานศึกษาได้รับการศึกษาอย่างเหมาะสม ได้ร่วมกำหนดกรอบแนวทางการปฏิบัติในการให้โอกาสเด็กและเยาวชนที่ตั้งครรภ์ กับกระทรวงพันธมิตร คือ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อให้เด็กที่ตั้งครรภ์ได้รับสิทธิครอบคลุม ทั้งบริการด้านสาธารณสุข การบริการด้านโอกาสทางการศึกษา และการบริการด้านสวัสดิการสังคม วางกรอบการทำงานออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับกระทรวง ระดับจังหวัด และระดับพื้นที่หรือระดับสถานศึกษา

โดยกำหนดการบริการด้านสาธารณสุข คือ การบริการอนามัยเจริญพันธุ์ การให้ข้อมูล ความรู้ ให้คำปรึกษาด้านอนามัยเจริญพันธุ์ การให้บริการทางการศึกษา คือการเรียนการสอนในรูปแบบที่เหมาะสม ใช้ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน การให้คำปรึกษา การติดตามและการส่งต่อ การให้ด้านสวัสดิการสังคมหรือการจัดหางาน การส่งเสริมและเพิ่มอาชีพ การให้บริการข้อมูลข่าวสาร การจัดครอบครัวทดแทน เป็นต้น

ด้วยความร่วมมือของทั้ง 3 กระทรวง มีเครือข่ายทั้งในระดับประเทศ ระดับจังหวัด และระดับพื้นที่ภาคปฏิบัติ เชื่อมั่นในการดูแลเด็กและเยาวชนจะมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการ จะเร่งเสนอร่างกฎกระทรวงกำหนดประเภทของสถานศึกษาและการดำเนินการของสถานศึกษา ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. …. เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการลงนามบังคับใช้โดยเร็ว อันจะเป็นกลไกการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จากสถานการณ์ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น คือเด็กวัยรุ่น อายุ 15-18 ปี จำนวน 1,000 คน จะมีเด็กวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ในวัยเรียนจำนวน 30 คน

“ปรัชญาการทำงานด้านเด็กและเยาวชน คือ การที่สามารถช่วยเด็กได้แม้เพียง 1 คน ก็สามารถลดปัญหาของสังคม ปัญหาของประเทศได้อย่างมากมาย” ดร.วีระ กล่าว


ที่มา: https://moe360.blog/2021/07/05/children-pregnant/?fbclid=IwAR1wTC7WHoRY3W9bJVvDgT52FeSKfKn-oHEg5ZsQqv8UMb5X25TBx-tXCg0

5 มหาลัยที่ค่าเทอมถูกใจในประเทศนิวซีแลนด์ !

ประเทศนิวซีแลนด์ เป็นประเทศในฝันของใครหลาย ๆ ด้วยประเทศที่สวยงามและสภาพแวดล้อม บรรยากาศที่ร่มรื่น และสังคมที่เป็นมิตร จึงเป็นอีกหนึ่งประเทศที่หลาย ๆ คนใฝ่ฝันอยากที่จะได้ใช้ชีวิตหรือมีความฝันอยากที่จะเข้าศึกษาต่อในต่างประเทศ

นอกจากจะเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องบรรยากาศที่ดีแล้ว ประเทศนิวซีแลนด์ยังได้เป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาดีที่สุดในโลกโดยได้รับการประเมินจากระบบการศึกษา 35 ประเทศทั่วโลก โดยประเทศนิวซีแลนด์ให้ความสำคัญกับทุกระดับการเรียน การศึกษา อย่างในช่วงระดับอุดมศึกษาหรือภาคมหาวิทยาลัย ในประเทศนิวซีแลนด์มีมหาวิทยาลัยให้เลือกเข้าศึกษามากมาย โดยในวันนี้ทาง THE STUDY TIMES จะมานำเสนอ 5 มหาวิทยาลัยที่มีค่าเทอมถูกในประเทศนิวซีแลนด์ เพื่อเป็นตัวเลือกหรือแนวทางให้ผู้ปกครองได้ตัดสินใจและลองพิจารณาให้ลูก ๆ ของคุณได้เข้าศึกษาต่อ แต่จะมีมหาวิทยาลัยอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลยค่ะ ! (อัตราแลกเปลี่ยนวันที่ 25 มิถุนายน 2564) 

 

University of Canterbury

มหาวิทยาลัยแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองเมืองไครสต์เชิร์ช เป็นมหาวิทยาลัยของทางรัฐบาลนิวซีแลนด์ โดยมหาวิทยาลัยแห่งนี้เปิดหลักสูตรการสอนตั้งแต่ ค.ศ.1873 ซึ่งมหาวิทยาลัยแห่งนี้เปิดหลากหลายคณะ มีทุนการศึกษาให้นักศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีจนถึงระดับปริญญาเอกกันเลยทีเดียว โดยมหาวิทยาลัย Canterbury มีคณะต่าง ๆ ที่น่าสนใจอาทิคณะ แพทยศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์

โดยค่าเทอมของ University of Canterbury อยู่ที่ประมาณ NZ$32,950 หรือประมาณ 740,379.91 บาท สำหรับระดับปริญญาตรี และ NZ$35,040 หรือประมาณ 787,341.79 บาท ในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก โดยค่าการศึกษาจะขึ้นอยู่กับสาขาหรือคณะที่เรียนเช่นกัน และอาจจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการเวิร์คช็อปและค่าทัศนศึกษาของทางมหาวิทยาลัย 
เครดิตภาพ : scholarship-positions.com/

 

Massey University

เป็นมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดในประเทศนิวซีแลนด์ มี 3 วิทยาเขตตั้งอยู่ที่ Auckland , Wellington และ Palmerston North ประเทศนิวซีแลนด์ โดยมีวิทยาเขตอยู่ที่ Albany และ Wellington มหาวิทยาลัยแห่งนี้เปิดหลักสูตรการสอนมาตั้งแต่ ค.ศ.1927 มีคุณภาพการสอนที่ยอดเยี่ยมอีกทั้งยังติดท็อป 300 ของโลกจากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกโดย QS ประจำปี 2019 อีกทั้งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีวิชาการบินแห่งเดียวในประเทศนิวซีแลนด์ โดยมีคณะให้นักศึกษาเลือกเรียนต่อมากมาย นอกจากนี้ยังมีทุนให้กับนักศึกษาทั้งในและต่างประเทศมากมายอีกด้วย

โดยค่าเทอม Massey University จะอยู่ประมาณ NZ$29,190 หรือประมาณ 655,496.48 บาท สำหรับระดับปริญญาตรี และ NZ$32,240 หรือประมาณ 724,426.35 บาท สำหรับระดับปริญญาโทและปริญญาเอก และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอาทิเช่น ค่าหนังสือ ค่าหอพัก รวมไปถึงอุปกรณ์การเรียน ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกด้วย 
เครดิตภาพ : manawatunz.co.nz

 

The University of Auckland

เป็นมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดในประเทศนิวซีแลนด์ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ.1883 มีนักศึกษามากที่ถึงประมาณ 40,000 คนต่อปี และ เป็นมหาวิทยาลัยที่มีความเป็นเลิศทางด้านวิชาการอย่างมาก มีการพัฒนาหลักสูตรต่อเนื่องโดยสาขาวิชาที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีสาขาวิชาที่เด่น ๆ เช่นสาขาวิชาแพทยศาสตร์ บริหารธุรกิจ วิศวกรรมศาสตร์ และนิติศาสตร์ โดยมหาวิทยาลัยแห่งนี้มีการแจกทุนให้กับนักศึกษาต่างประเทศอีกด้วย 

โดยค่าเทอม The University of Auckland สำหรับระดับปริญญาตรีโดยประมาณคือ NZ$32,280 หรือประมาณ 725,325.14 บาท แล้วแต่สาขาหรือคณะที่เรียน และ NZ$35,048 หรือประมาณ 787,521.55 บาท สำหรับระดับปริญญาโทและปริญญาเอก และอาจมีค่าธรรมเนียมนักศึกษาเพิ่มอีกด้วย
เครดิตภาพ : studyabroad.shiksha.com

 

Lincoln University

มหาวิยาลัยแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ.1878 ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมือง Christchurch ประเทศนิวซีแลนด์ เป็นมหาวิทยาลัยที่ถูกจัดอันดับให้อยู่ในระดับ 5 ดาวของ QS Stars Rating System 2018 เป็นมหาวิทยาลัยขนาดเล็กที่มีความสงบ และมีการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนอยู่เสมอ และเป็นมหาวิทยาลัยที่มีการให้ทุนนักศึกษาทั้งในและต่างประเทศค่อนข้างเยอะมาก มีสาขาที่เปิดสอนเด่น ๆ เช่นสาขา วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ สังคมศาสตร์ และสถาปัตยกรรมศาสตร์ เป็นต้น

โดยค่าเทอมของ Lincoln University จะอยู่ที่ประมาณ NZ$27,930 หรือประมาณ 627,581.51 บาท สำหรับปริญญาตรี แล้วแต่สาขาหรือคณะที่เรียน และ NZ$31,410 หรือประมาณ 705,776.42 บาท สำหรับระดับปริญญาโทและปริญญาเอก และอาจจะมีค่าที่พัก ค่าส่วนกลางของมหาวิทยาลัย และค่าทัศนศึกษาอีกด้วย 
เครดิตภาพ : https://en.wikipedia.org/

 

Auckland University of Technology (AUT)

เป็นมหาวิทยาลัยที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองลงมาจาก The University of Auckland ได้รับสถานะเป็นมหาวิทยาลัยเมื่อปี ค.ศ.2000 เป็นมหาวิทยาลัยที่มีศูนย์วิจัยและสถาบันกว่า 60 มีการวิจัยด้านอวกาศจนถึงปัญญาประดิษฐ์และวิทยาการหุ่นยนต์ รวมถึงด้านนิเวศวิทยาจนถึงกิจกรรมทางกายและโภชนาการ มีบุคลากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญอย่างมาก และมีการพัฒนาในการสอนอยู่เสมอ มีคณะที่โดดเด่นเช่น คณะการออกแบบและเทคโนโลยีสร้างสรรค์ คณะสุขภาพและวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เป็นต้น

โดยค่าเทอมของ AUT ในระดับปริญญาตรีจะอยู่ที่ประมาณ NZ$32,430 หรือประมาณ 728,695.61 บาท และ NZ$36,100 หรือประมาณ 811,159.78 บาท ในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก และอาจจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเช่นค่าบริการนักศึกษาและค่าประกันสำหรับนักศึกษา
เครดิตภาพ : geteducation.co.th

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยในนิวซีแลนด์ที่มีค่าเทอมและมาตรฐานการเรียน การสอน สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษาหรือผู้ปกครองที่สนใจ อาจจะศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อเป็นการตัดสินใจในการเลือกเรียนต่อในภาคปริญญาต่าง ๆ ทาง THE STUDY TIMES หวังว่าข้อมูลที่ได้นำเสนอจะเป็นอีกทางเลือกในการเลือกตัดสินใจในการเรียนต่อต่างประเทศนะคะ 


แหล่งข้อมูล : https://studyabroadaide.com/cheap-universities-in-new-zealand/

https://www.hotcourses.in.th/study-in-new-zealand/applying-to-university/top-universities-new-zealand-cheapest-fees-international-students/

https://www.hotcourses.in.th/study/newzealand/international/schools-colleges-university/134/list.html
 

ศธ. ลุยสร้างระบบดูแลสุขภาพจิตในสถานศึกษา เน้นใช้ Home room รับฟังเสียงสะท้อน หาต้นตอ แก้ไขภาวะเด็กเครียด!

นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) กล่าวภายหลังการประชุมหารือการจัดระบบดูแลสุขภาพจิตผู้เรียน (Learning support) ในสถานศึกษา ร่วมกับ นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการ ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ว่า การหารือดังกล่าวจะนำไปสู่การทำบันทึกข้อตกลง ร่วมกับศูนย์คุณธรรม (องค์กรมหาชน) เพื่อขับเคลื่อนการดูแลลูกหลานนักเรียน นักศึกษา และผู้เรียน ด้วยเทคนิคการสะท้อนคิด (Reflection) โดยใช้ "อาข่าโมเดล" กรณีศึกษาดอยตุง (Home room) เพื่อรับฟังเสียงผู้เรียนของเรา ด้วยคำถาม 3 คำถาม ประกอบด้วย รู้สึกอย่างไร เรียนรู้อะไร และทำอย่างไรต่อ ซึ่งมีโรงเรียนที่นำไปใช้จนประสบความสำเร็จ อาทิ โรงเรียนมารีย์อนุสรณ์ จ.บุรีรัมย์ โรงเรียนบ้านตะโกล่าง จ.ราชบุรี เป็นต้น 

โดยความร่วมมือครั้งนี้ สอดคล้องกับงานของสำนักงาน กศน. ที่กระจายอยู่ในบริบทของชุมชนทั่วประเทศ และการพัฒนาศูนย์ Active center ที่คอยให้คำปรึกษาแนะนำกับนักศึกษาในเรื่องต่าง ๆ ต่อยอดไปสู่ศูนย์เรียนรู้ My care system เพื่อดูแลและรับฟังนักศึกษา จัดให้มีระบบคัดกรอง ระบบการส่งต่อ ระบบการบริหารจัดการ การพูดคุยและการพัฒนากิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับนักศึกษา กศน. ที่มิเพียงมุ่งเน้นแต่เรื่องความฉลาดทางด้านสติปัญญา (Intelligence Quotient :IQ ) เท่านั้น แต่จะมุ้งเน้นในการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Quotient: EQ) ด้วย พร้อม ๆ กับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สนับสนุนส่งเสริมลงสู่ระดับชุมชน เพื่อสร้างรูปแบบคุณธรรมจากแนวคิดการสะท้อนคิด จากครอบครัว ชุมชน และสังคมไปพร้อมกัน

ด้านนพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) กล่าวว่า โดยในส่วนของความร่วมมือ ศูนย์คุณธรรมฯ มีตัวอย่างโรงเรียนคุณธรรมที่ประสบความสำเร็จเกิดขึ้นแล้ว 2-3 แห่ง อาทิ โรงเรียนมารีย์อนุสรณ์ จ.บุรีรัมย์ ที่นำเทคนิคการสะท้อนคิดไปใช้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมทั้งระบบ ดังนั้น หากสำนักงาน กศน. จะนำไปใช้ ก็จะเกิดสู่เป็น ศูนย์เซ็นเตอร์ (Center) ที่สามารถเกื้อกูลกันด้วยความเข้าใจ เชื่อมโยงสู่คนในชุมชนตามบทบาทของ กศน. พัฒนาไปสู่ระบบธนาคารจิตอาสา ที่มีระบบบริหารจัดการ การบริการ มีระบบส่งต่อ ตลอดจนเป็นพี่เลี้ยง ที่ปรึกษา ของครูหรือบุคลากรที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี เพื่อเปิดใจคุยกันระหว่างผู้เรียนและพี่เลี้ยง เมื่อเป็นดังนี้ได้ ก็จะเป็นบันไดก้าวแรก ในการยกระดับเป็น กศน.องค์กรแห่งคุณธรรม 

ซึ่งการร่วมมือในครั้งนี้จะแก้วิกฤติให้กลายเป็นโอกาส โดยเฉพาะในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่แม้แต่ผู้ปกครอง ครู และตัวเด็กเอง ก็มีภาวะตึงเครียด ดังนั้น การนำเทคนิคการสะท้อนคิดดังกล่าว ด้วยคำถามเพียง 3 คำถาม เป็นเทคนิคที่สามารถปรับใช้ในสถานศึกษาทั่วประเทศ รวมทั้งครอบครัวและชุมชน และทำให้เราสามารถถอดรหัสความรู้สึกนึกคิดของเด็ก เป็นกระบวนการลดความตึงเครียดระหว่างกัน เริ่มจากการค้นหาจุดที่มีปัญหา เพื่อนำไปสู่การคลี่คลายสภาวะความตึงเครียด โดยสามารถใช้ในครอบครัว และในสถานศึกษา ด้วยวิธีโฮมรูม เพื่อรับฟังเสียงสะท้อน แทนการให้ข้อมูล และจะทำให้เราได้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ การได้รับอารมณ์และความรู้สึกของเด็กทั้งห้อง หรือแม้แต่พ่อแม่ ผู้ปกครองเอง ก็สามารถใช้คำถามเพื่อรับฟังความคิดของบุตรหลานได้เช่นกัน

“สำหรับที่มาของเทคนิค 3 คำถาม เกิดจากการถอดบทเรียนชาวอาข่า บนดอยตุง ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ขาดโอกาสในการเรียนหนังสือ แต่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข จึงถือว่าเป็นเทคนิคที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะในสถานกาณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เช่นนี้ ซึ่งยังต้องเรียนรู้ผ่านออนไลน์ อาข่าโมเดลจึงเป็นอีกทางออก ที่จะช่วยลดภาวะความตึงเครียด หรือแม้ว่าจะยังมีความตึงเครียด ก็จะรู้สาเหตุ และใช้ความเป็นจิตอาสาในการแก้ปัญหาให้กันและกันต่อไป” นพ.สุริยเดว กล่าว


ที่มา: https://www.thaipost.net/main/detail/108191

ชี้เป้า ! ฝันอยากเป็นตำรวจ เรียนที่ไหนได้บ้าง ?

ในปัจจุบันการรับข้าราชการถือเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจของเด็กวัยรุ่นยุคใหม่ นอกจากสวัสดิการที่ดีแล้ว ก็ยังมีความมั่นคงในชีวิตอีกด้วย ซึ่งหนึ่งในอาชีพข้าราชการที่น่าสนใจคือ ”อาชีพตำรวจ” วันนี้ THE STUDY TIMES จะมาแนะนำโรงเรียนที่เรียนเฉพาะทางด้านตำรวจ พอจบแล้วสามารถเข้ารับราชการตำรวจได้เลย ไปดูกัน !

1.โรงเรียนนายร้อยตำรวจ

โรงเรียนนายร้อยตำรวจ (Royal Police Cadet Academy : RPCA) เป็นหน่วยงานระดับกองบัญชาการ สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา ตั้งอยู่ที่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม มีภารกิจหลักในการฝึกอบรม ให้การศึกษา อบรมหล่อหลอมนักเรียนนายร้อยตำรวจให้มีคุณลักษณะเหมาะสมที่จะเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร และฝึกอบรมผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรอื่น ผู้ที่ศึกษาตามหลักสูตรหลักของในโรงเรียนนายร้อยตำรวจเรียกว่า นักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) เมื่อเรียนจบ 4 ปีจะสามารถสอบได้ยศเป็น ร้อยตำรวจตรี 


โดยการสมัครสอบใช้วุฒิ : โรงเรียนเตรียมทหาร
เว็บไซต์ข้อมูลเพิ่มเติม : http://admission.rpca.ac.th/register/

2.โรงเรียนชุมพลทหารเรือ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ

ในสมัย พ.ศ. 2436 ประเทศไทยถูกกองเรือฝรั่งเศสรุกราน ทำให้ต้องเสียดินแดนให้แก่ฝรั่งเศสเป็นจำนวนมาก ทางราชการจึงเห็นความจำเป็นในกิจการทหารเรือมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฝึกอบรมนายทหารชั้นประทวนให้มีความรู้ความสามารถ และเป็นจ่าที่ดีสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามเรือและกรมกองต่าง ๆ ได้ ดังนั้นในปี พ.ศ.2438 จึงตั้งโรงเรียนนายสิบทหารเรือขึ้น ต่อมากรมทหารเรือดำริที่จะให้จ่าและพลทหารได้รับการศึกษาที่สูง ขึ้นตามกาลสมัย จึงให้ยุบโรงเรียนนายสิบทหารเรือ แล้วตั้งโรงเรียนจ่าขึ้นแทน ประกอบด้วย โรงเรียนจ่าอาวุธ โรงเรียนจ่าตอร์ปิโด โรงเรียนจ่าช่างกล โรงเรียนพลทหารเรือกรุงเทพ โรงเรียนพลทหารช่าง และโรงเรียนพันจ่าทหารเรือ จนในปัจจุบันก็ได้มีการรวบรวมโรงเรียนต่าง ๆ เข้าด้วยกันเป็นโรงเรียนเดียว จนมาเป็น “กองโรงเรียนชุมพลทหารเรือ” โดยการเรียนเพื่อจะได้เป็นตำรวจ คือการเรียนเป็นตำรวจทางน้ำ ใช้เวลาศึกษา 2 ปี ได้ยศมาเป็น สิบตำรวจตรี

โดยการสมัครสอบใช้วุฒิ : มัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 / กศน. / ปวช.
เว็บไซต์ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.navedu.navy.mi.th/indexnavedu.html

3.วิทยาลัยพยาบาลตำรวจ

เดิมชื่อว่า โรงเรียนพยาบาลผดุงครรภ์และอนามัย กองแพทย์กรม-ตำรวจ เริ่มเปิดดำเนินการตั้งแต่ พ.ศ. 2512 โดยดำริของ ฯพณฯ พลตำรวจเอก ประเสริฐ รุจิรวงค์ ซึ่งเป็นอธิบดีกรมตำรวจในสมัยนั้น โดยที่ท่านเคยปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมาก่อน จึงมีความรู้และความเข้าใจ ปัญหาการขาดแคลนพยาบาล ซึ่งโรงพยาบาลตำรวจกำลังประสบปัญหาขาดแคลนพยาบาล อย่างมาก 

กรมตำรวจจึงมีมติให้ กองแพทย์ เปิดรับสมัครนักเรียนพยาบาลรุ่นแรกเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2513 โดยที่วิทยาลัยพยาบาลตำรวจ เป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา ที่ผลิตบุคลากรทางการพยาบาลแก่หน่วยงาน สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งภาครัฐและ เอกชนเพื่อสนับสนุนการบริการด้านการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษาพยาบาล และฟื้นฟูสุขภาพแก่ข้าราชการตำรวจ และครอบครัว รวมทั้งให้บริการแก่ประชาชนทั่วไป เมื่อเรียนจบแล้ว สามารถเข้ารับราชการตำรวจในยศ ว่าที่ร้อยตำรวจตรี บรรจุเป็นข้าราชการโรงพยาบาลตำรวจ

โดยการสมัครสอบใช้วุฒิ : มัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 (สายการเรียน วิทย์ - คณิต)
เว็บไซต์ข้อมูลเพิ่มเติม : http://nursepolice.go.th/

4.กองกำกับการ 3 กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน หรือ หน่วยปฏิบัติการพิเศษนเรศวร 261 

โดยก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2526 เป็นหน่วยตำรวจที่มีขีดความสามารถในการยุทธ์เคลื่อนที่ทางอากาศ การยุทธส่งทางอากาศ การรบพิเศษ และการปฏิบัติการพิเศษ เพื่อตอบโต้ต่อภัยคุกคามที่เป็นทหารและไม่ใช่ทหาร ในการสงครามพิเศษ และการแก้ไขปัญหา การก่อความไม่สงบ, การก่อการร้าย ทุกรูปแบบ ด้วยการปฏิบัติการปกปิด รับผิดชอบการปฏิบัติการทั่วประเทศ ปัจจุบันเป็นหน่วยระดับกองกำกับการ มีผู้กำกับการเป็นหัวหน้าหน่วยราชการ ขึ้นตรงกับกองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน โดยใช้ระยะเวลาการเรียน 1 ปี สามารถสอบเข้าราชการได้ในยศสิบตำรวจตรี

โดยการสมัครสอบใช้วุฒิ : มัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 / กศน. / ปวช.
เว็บไซต์ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.bppparu.go.th/index.php 

และนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนที่เรียนจบมาแล้วสามารถรับข้าราชการเป็นตำรวจได้เลย หวังว่าบทความนี้จะเป็นแนวทางให้กับนักเรียนที่มีความใฝ่ฝันอยากที่จะเป็นตำรวจ ขอให้ตั้งใจและทำความฝันของตัวเองให้ได้ THE STUDY TIMES เป็นกำลังใจให้นะคะ 


แหล่งข้อมูล 
เพจ : เรียนต่อไหนดี
https://th.wikipedia.org/wiki/โรงเรียนนายร้อยตำรวจ
http://www.navedu.navy.mi.th/
http://nursepolice.go.th/
http://www.bppparu.go.th/index.php

ศธ. ปรับการวัดและประเมินผลใหม่ สั่งครูลดการบ้านและเนื้อหาวิชาการ ยืดหยุ่นเรื่องเวลาเรียน หลังพบเด็กเครียดจากการเรียนออนไลน์

น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมร่วมกับผู้บริหารองค์กรหลัก เพื่อรับมือสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่แม้กระทรวงศึกษาธิการจะออกแบบการเรียนรู้ไว้ 5 รูปแบบ คือ On-site, On-air, On-demand, Online และ On-hand ก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถทำให้เด็กได้ความรู้อย่างเต็มที่ เหมือนกับเรียนในสถานการณ์ปกติ 

จึงมีข้อสรุปว่าจะปรับการวัดและประเมินผลนักเรียนใหม่ โดยจะปรับตัวชี้วัดต้องรู้ ควรจะรู้และน่าจะรู้ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ให้เหลือแค่ตัวชี้วัดต้องรู้เท่านั้น ส่วนกิจกรรมที่มีการรวมตัวกัน หรือกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อก็ให้ยกเลิกทั้งหมด

นอกจากนี้ ขอให้ครูให้การบ้านเด็กน้อยลง โดยขอให้โรงเรียนและครูมาหารือร่วมกันว่าใน 1 สัปดาห์ เด็กควรจะได้การบ้านมากน้อยแค่ไหน เพื่อให้ผู้เรียนไม่เกิดความเครียด และการเรียนออนไลน์นี้ต้องยืดหยุ่นเรื่องเวลาเรียนมากขึ้น โดยขอให้ลดการสอนเนื้อหาวิชาการ และเน้นให้เด็กลงมือปฏิบัติ

ในเร็วๆ นี้ กระทรวงศึกษาธิการจะออกแนวปฏิบัติเรื่องการวัดและประเมินผลที่เป็นมาตรฐานกลาง เพื่อให้สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ไปปรับใช้ตามบริบทของพื้นที่ โดยสถานศึกษาจะเป็นผู้คัดเลือกว่าสิ่งไหนจำเป็น สิ่งไหนเด็กควรรู้

เมื่อการประเมินและปรับตัวชี้วัดนักเรียนใหม่แล้ว การวัดและประเมินผลครูต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดรับไปในทิศทางเดียวกันด้วย โดยมอบหมายให้ นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ไปปรับการวัดและประเมินครูใหม่ รวมทั้งปรับระบบการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ สำหรับนักศึกษาครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ด้วย เพราะปัจจุบันนักศึกษาเหล่านี้ไม่สามารถฝึกปฏิบัติการสอนในโรงเรียนได้ โดยอาจจะปรับแก้หลักเกณฑ์ให้นักศึกษาเข้ามาช่วยสอนนักเรียนในชุมชน เป็นต้น ซึ่งทาง ก.ค.ศ. จะหารือกับสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ทปคศ.) และคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) ต่อไป.


ที่มา: https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2128050

ชวนเด็กหัวกะทิเดินตามรอยพี่ๆ สมัครเข้าร่วมโครงการโอลิมปิก สอวน. ค่าย 1 กรุงเทพฯ วันนี้ ถึง 31 ก.ค. 64

???? ประกาศรับสมัครนักเรียนคัดเลือกเข้าโครงการโอลิมปิกวิชาการค่ายที่ 1 สอวน.กรุงเทพมหานคร โดยจัดสอบทั้งหมด 5 วิชา ได้แก่ ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ เคมี คอมพิวเตอร์ ชีววิทยา ????????

ค่าย สอวน. คืออะไร?
สอวน. ย่อมาจาก มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ค่ายนี้เป็นเสมือนประตูสู่การสอบแข่งขันโอลิมปิกวิชาการทั้งในระดับชาติและนานาชาติ ซึ่งจะมี 5 สาขาวิชา คือ คณิตศาสตร์  ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา  และคอมพิวเตอร์ โดยค่าย สอวน. จะเปิดรับสมัครในช่วงเดือนกรกฎาคมของทุกปี

✅ เพิ่มขีดความสามารถด้านวิชาการ
✅ โควต้าเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำโดยไม่ต้องสอบ
✅ มีโอกาสเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก
✅ มิตรภาพ-เพื่อน ค่าย สอวน. ที่ชอบอะไรเหมือนๆ กัน

????วันที่รับสมัคร: 1 - 31 ก.ค. 64
????ชำระเงิน: ภายใน 2 ส.ค. 64 (ก่อน 18.00 น.)
????เลือกศูนย์สอบ: ภายใน 4 ส.ค. 64 (ก่อน 18.00 น.)
????ประกาศสถานที่สอบ: 20 ส.ค. 64
????สอบวันที่: 5 ก.ย. 64

* ค่าสมัครสอบ วิชาละ 100 บาท
** ผู้สมัครสอบสามารถสมัครสอบได้สูงสุด 2 วิชา โดยเวลาสอบจะต้องไม่ชนกัน
*** อ่านระเบียบการรับสมัครและสมัครสอบได้ที่ หน้าเว็บระบบรับสมัครฯ https://www.bkkposn.com/

ที่มา: https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=4722977137735751&id=1133540740012760

ติดตามอ่านบทสัมภาษณ์ ตัวแทนโอลิมปิกวิชาการ คลิก
https://thestatestimes.com/post/2021060503
https://thestatestimes.com/post/2021061602
https://thestatestimes.com/post/2021062914

เทคนิค คิด-ทำ "GAT เชื่อมโยง" ต้องได้ 150 เต็ม!

ก่อนที่จะเข้ามหาวิทยาลัย เด็ก ๆ มัธยมปลายหลายคนก็อาจะมีการเตรียมตัวสอบเข้าทั้งมีการติวในแต่ละวิชา เพื่อให้สอบเข้าคณะหรือมหาวิทยาลัยที่ตัวเองใฝ่ฝัน และนอกจากการเตรียมสอบแต่ละวิชาแล้ว สิ่งที่สำคัญของการสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะต้องมีคะแนน “GAT เชื่อมโยง” ด้วย

ซึ่ง GAT หรือ General Aptitude Test เป็นการสอบเพื่อวัดประสิทธิภาพในการเตรียมพร้อมที่จะเรียนมหาวิทยาลัย การสอบ GAT มี 2 ส่วนด้วยกัน ส่วนที่ 1 คือ ความสามารถในการอ่าน/การเขียน/การคิดเชิงวิเคราะห์/และการแก้โจทย์ปัญหา

ส่วนที่ 2 คือ ความสามารถในการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ ซึ่งในวันนี้ THE STUDY TIMES จะขอมาแนะนำ การเตรียมตัว และ รายละเอียดของการสอบ GAT เชื่อมโยงซึ่งเป็นส่วนที่หนึ่งที่หลาย ๆ คนก็บอกว่าง่าย แต่ก็มีหลาย ๆ คนบอกว่ายากเหมือนกัน 

ซึ่งในการสอบ GAT เชื่อมโยงจะมีเวลาในการทำประมาณ 90 นาทีหรือ 1 ชั่วโมง 30 นาที มี 2 บทความเพราะฉะนั้นจะต้องแบ่งเวลาเตรียมตัวให้ดี ซึ่งข้อสอบ GAT เชื่อมโยง จะเป็นการให้โจทย์มาเป็นบทความ ๆ หนึ่ง แล้วจะมีเลขตัวเล็ก ๆ เป็นตัวกำหนด ในการทำข้อสอบ GAT การทำเป็น Mind Mapping จะทำให้เห็นโครงสร้าง และ ง่ายต่อการทำข้อสอบ โดยการตอบจะแบ่งออกเป็น 4 คำตอบคือ 

ขอขอบคุณภาพจาก : WE by the brain

A เป็นคำตอบของผลที่ทำให้เกิดผลโดยตรง หรือ ส่งผลทำให้เกิด
ยกตัวอย่างเช่น 
น้ำท่วมในกรุงเทพ 01 ทำให้การจราจรติดขัด 02   
01 ชี้ไปหา 02
ใช้ลูกศรชี้ สิ่งที่เกิด ไปหา ผลกระทบ ผลที่เกิด

D เป็นคำตอบของสิ่งที่ประกอบด้วยในสิ่งนั้น ๆ 
ยกตัวอย่างเช่น 
ร้านยำหน้าปากซอย03 ขายพวกยำวุ้นเส้น ยำมะม่วง04
03  ชี้ไปหา  04
ใช้สัญลักษณ์ สิ่งที่เกิด ไปหา สิ่งที่ประกอบด้วยสิ่งนั้น ๆ

F เป็นคำตอบของสิ่งที่ยับยั้งด้วยสิ่งนั้น ๆ 
ยกตัวอย่างเช่น
การฉีดวัคซีน05 ช่วยยัยยั้งการความเสี่ยงที่จะเกิดโรค06  
05  ชี้ไปหา  06
ใช้สัญลักษณ์ สิ่งที่เกิด ไปหา สิ่งที่ยับยั้งด้วยสิ่งนั้น ๆ

99H เป็นคำตอบของไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นหรือประกอบในบทความ 

โดยการหลักการทำความสอบ GAT เชื่อมโยงคือการอ่านโจทย์และการทำคิดวิเคราะห์โจทย์ให้แตกออกมาเป็นข้อ ๆ โดยในวันนี้ THE STUDY TIMES มีตัวอย่างแนวข้อสอบ GAT เชื่อมโยงจาก สทศ. หรือ สถาบันทดสอบการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) มาให้ดูกัน

ซึ่งในภาพเป็นตัวอย่างข้อสอบ GAT เชื่อมโยง และ แนวทางในการทำข้อสอบ ซึ่งการทำข้อสอบ GAT เชื่อมโยงให้ได้เต็ม 150 คะแนน คือการฝึกฝนทำข้อสอบเก่า ๆ และการทำข้อสอบจะต้องใจเย็น อย่าใจร้อนเด็ดขาด อ่านโจทย์ให้ละเอียด และฝึกทำเป็นรูป Mind Mapping จะช่วยน้อง ๆ ได้มากเลยล่ะค่ะ ส่วนเรื่องกำหนดสอบ GAT-PAT ถ้าทาง สทศ. ประกาศแล้ว THE STUDY TIMES จะรีบมาประกาศอย่างแน่นอนค่ะ 


แหล่งข้อมูล : https://www.niets.or.th/th/

Marie Curie นักเคมี ผู้ช่วยชีวิตมนุษยชาติพ้นจากมะเร็งร้าย

ถ้าจะพูดถึงโรคร้ายที่ใครหลาย ๆ คนไม่คิดไม่ฝันที่อยากจะเป็นนอกจาก โควิด-19 แล้วโรคมะเร็งก็ถือว่าเป็นโรคอันดับหนึ่งที่ผู้คนไม่อยากจะเป็น แต่กลับกันโรคมะเร็งในปัจจุบันได้คร่าชีวิตผู้คนมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เมื่อย้อนกลับไปโรคมะเร็งถือว่าเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษา จน “Marie Curie” นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสได้คิดและค้นพบตัวธาตุที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็งได้สำเร็จ วันนี้ THE STUDY TIMES จะขอกล่าวถึงประวัติและผลงานที่สำคัญของ Marie Curie ที่ได้ช่วยชีวิตผู้คนจากโรคมะเร็งได้กันค่ะ 

ชื่อเดิมของ Marie Curie คือ Marie Sklodowska เกิดเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ค.ศ. 1867 ณ เมืองวอร์ซอ เมืองหลวงของประเทศโปแลนด์ มีพี่น้องด้วยกันทั้งหมด 5 คน โดยพ่อของ Marie เป็นอาจารย์สอนวิชาวิทยาศาสตร์ และแม่เป็นอาจารย์สอนวิชาคณิตศาสตร์ ทำให้ Marie นั้นได้มีความชื่นชอบและสนใจในด้านของวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก หลังจบการศึกษาระดับมัธยม 

ด้วยสถานะทางบ้านที่ไม่ค่อยดีทำให้ Marie กับพี่สาว ทำงานเป็นอาจารย์สอนในระดับอนุบาลเพื่อหาเงินเรียนต่อมหาวิทยาลัย จน Marie สามารถเรียนจบปริญญาตรีสาขาฟิสิกส์ได้สำเร็จในปี ค.ศ. 1893 และได้เริ่มทำงานในห้องปฏิบัติการทางอุตสาหกรรมของศาสตราจารย์ Abriel Lippmann และเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยปารีสจนจบปริญญาโทในปี ค.ศ. 1894

ในขณะที่ Marie ทำงานเป็นผู้ช่วยในห้องปฏิบัติการทางเคมี ทำให้ Marie พบกับ Pierre Curie เป็นนักฟิสิกส์ที่ทำงานอยู่ที่เดียวกับ Marie โดยทั้งสองเริ่มสนิทกันจากความสนใจในด้านแม่เหล็ก แร่ธาตุต่าง ๆ ทั้งคู่ตัดสินใจแต่งงานกันและมีลูกด้วยกัน 2 คน แต่ก็ยังไม่ทิ้งในเรื่องของวิทยาศาสตร์ทั้งตัว Marie และ Pierre ร่วมศึกษาในด้านวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการแผ่รังสีของแร่ด้วยกันต่อจากนั้น

ในช่วงเวลานั้น ที่ประเทศฝรั่งเศสมีนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากที่สนใจในเรื่องของรังสี แร่ธาตุต่าง ๆ โดยหนึ่งในผู้คนพบรังสีชนิดใหม่ คือ Antoine Henri Becquerel นักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศส เพื่อนสนิทของ Pierre ผู้ค้นพบปรากฏการณ์การแผ่รังสีจากแร่ยูเรเนียม (Uranium) ทำให้ทั้ง Marie และ Pierre จึงศึกษาค้นคว้าต่อไปจนถึงแหล่งพลังงาน พวกเขาสืบเสาะไปจนพบว่าแหล่งที่มาของพลังงานที่แผ่ออกมาคือ แร่พิตช์เบลนด์ (Pitchblende) ซึ่งเป็นออกไซด์ชนิดหนึ่งของแร่ยูเรเนียม โดยหลังจากพยายามสกัดแร่พิตช์เบลด์ออกมา Marie และ Pierre ก็ได้ค้นพบธาตุชนิดใหม่ โดยตั้งชื่อว่า โปโลเนียม (Polonium) เพื่อเป็นเกียรติแก่ประเทศโปแลนด์ บ้านเกิดของ Marie

และในปี ค.ศ. 1898 Marie และ Pierre จึงได้ศึกษาต่อเพิ่มเติม โดยทั้งคู่ได้ตั้งข้อสงสัยว่าอาจจะยังมีสารประกอบที่อยู่ในแร่พิตช์เบลด์อีกมาก หลังจากพยายามมานานกว่า 5 เดือนหลังทั้งคู่ก็ได้พบกับธาตุชนิดใหม่ โดยตั้งชื่อธาตุนี้ว่า เรเดียม (Radium) ในภาษากรีกแปลว่าแสง ซึ่งธาตุเรเดียมนี้สามารถแผ่รังสีออกมาได้มากกว่ายูเรเนียมหลายเท่า และธาตุเรเดียมยังสามารถส่องผ่านเนื้อหนังของมนุษย์ได้

ทั้งคู่ได้สังเกตเห็นว่า ธาตุเรเดียมสามารถแผ่รังสีพลังงานลึกถึงภายในของเนื้อเยื่อ จนส่งผลให้มือของ Marie แห้งกร้าน และลอกเป็นชั้นสีดำเหมือนโดนไฟไหม้ ในขณะที่ Pierre เก็บธาตุเรเดียมเพียงไม่กี่มิลลิกรัมในกระเป๋าเสื้อ ตัวแร่ธาตุก็ทำให้เสื้อของ Pierre ไหม้และทำให้เกิดรอบแผลเป็นบริเวณหน้าอก 

จึงทำให้ทั้งคู่ทำการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมมากยิ่งขึ้น หลังจากนั้นทั้ง Marie และ Pierre ได้ร่วมมือกับ Antoine ในการคิดค้นและวิจัย ทำให้ทั้ง 3 คนได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ในฐานะกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ผู้ศึกษาปรากฏการณ์กัมมันตภาพรังสี (Radioactivity) 

และจากการที่ Marie และ Pierre ได้ค้นพบธาตุเรเดียมทำให้ Marie ได้ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยปารีสซึ่งเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับปริญญาเอกของประเทศฝรั่งเศส แต่หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าใจคือ Pierre ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ทำให้ Marie โศกเศร้าเสียใจแต่ก็ยังศึกษาในเรื่องของแร่ธาตุต่อไป 

และในปี ค.ศ. 1911 Marie ได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยปารีส ในการตั้งสถาบันเรเดียม เพื่อค้นคว้าการใช้ประโยชน์จากธาตุเรเดียม ทําให้ Marie รวมถึงทีมนักวิจัยค้นพบว่าเรเดียมมีคุณสมบัติทางการแพทย์ที่สามารถนำมาต่อยอดพัฒนาเป็นเครื่องมือรักษาโรคมะเร็งบางอวัยวะได้โดยการใช้ธาตุเรเดียมยิงไปที่เซลล์มะเร็งด้วยอนุภาคกัมมันตรังสี

จากผลงานนี้เองทำให้ Marie ได้รับรางวัลโนเบลอีกครั้ง ในสาขาเคมีจากการค้นพบธาตุพอโลเนียมและเรเดียม ซึ่งการรับรางวัลโนเบลถึง 2 ครั้งของมารีทำให้มารีกลายเป็นบุคคลแรกที่ได้รับรางวัลโนเบล 2 สาขาเพียงคนเดียวในโลก

ด้วยความสำเร็จของ Marie ในปี ค.ศ. 1933 ได้ทำการจัดตั้งมูลนิธิ Curie Foundation เพื่อทำหน้าที่ในการสนับสนุนการวิจัยด้านงานวิทยาศาสตร์และสนับสนุนทางการแพทย์ และในปี ค.ศ. 1953 สถาบันแห่งนี้ได้กลายเป็นต้นแบบของสถาบันวิจัยมะเร็งในหลายประเทศ และเริ่มใช้งานด้านวิทยาศาสตร์เข้ามามีส่วนร่วมส่งเสริมคุณภาพชีวิตของสังคมมากขึ้น

และช่วง Marie อายุ 58 ปี สุขภาพเริ่มทรุดโทรมหนักมากขึ้น เริ่มมีอาการหูหนวก ตาบอด และมีรอยไหม้ที่ตามมือ ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้เวลาทำการทดลองรังสีต่าง ๆ ทำให้ถูกรังสีจากสารกัมมันตภาพรังสีเผาตามอวัยวะ ในเวลาต่อมา Marie ป่วยหนักด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวและเข้ารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลโอตซาวัว (Haute Savoie) และเสียชีวิตในวัย 67 ปี เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1934

นับได้ว่า Marie Curie คือบุคคลที่เสียสละและสร้างประโยชน์หลายอย่าง เป็นสิ่งที่เกิดจากความรักในการทดลอง ความสนใจ ความชอบในวิชาชีพของตัวเองถึงแม้อาจจะทำให้ตัวเองต้องบาดเจ็บแต่ผลลัพธ์หรือสิ่งที่เธอได้จากการค้นคว้าและวิจัยนี้สามารถต่อชีวิต และ ลมหายใจให้กับผู้คนอีกหลายล้านคน ถึงแม้เธอจะจากไป แต่คุณงามความดีและบทเรียนที่ได้จากการทดลองของ Marie สามารถต่อยอดและทำให้มีการวิจัยพัฒนาทางการแพทย์จนถึงปัจจุบัน 


แหล่งข้อมูล 
https://thepeople.co/marie-curie-radioactivity/
https://www.scimath.org/article-science/item/11461-19-marie-curie
https://www.takieng.com/stories/8714

“ทีเคพาร์ค” ปรับทิศทางสู่องค์กรยุคดิจิทัล พลิกโฉมดีไซน์-บริการ-นวัตกรรมใหม่ มุ่งสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ เพื่อเสริมศักยภาพคนไทยในสังคมโลก นำเสนอ 5 จุดเช็คอินใหม่

สถาบันอุทยานการเรียนรู้ “TK Park” ครบรอบ 16 ปี เดินหน้าปรับทิศทางองค์กรครั้งใหญ่ พร้อมปรับโฉมใหม่ รวมทั้งเสริมบริการสุดล้ำให้เข้ากับยุคดิจิทัล โชว์วิสัยทัศน์พร้อมสร้างสรรค์ “ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้” คู่สังคมไทย เพื่อเพิ่มศักยภาพคนไทยให้มีทักษะในการเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดทุกช่วงชีวิต ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งในการสร้างทุนมนุษย์ที่มีความสำคัญ และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน 

นายกิตติรัตน์ ปิติพานิช ผู้อำนวยการสถาบันอุทยานการเรียนรู้ “TK Park” หน่วยงานในสังกัดสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) สำนักนายกรัฐมนตรี เปิดวิสัยทัศน์ในโอกาสครบรอบ 16 ปี ว่า TK Park ได้วางยุทธศาสตร์การพัฒนาองค์กรเพื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว พลิกกลยุทธ์จากห้องสมุดมีชีวิต มุ่งสู่บทบาทใหม่ ในฐานะผู้ริเริ่มสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้แห่งอนาคต (Pioneer of Innovative Future Learning) เน้นตอบโจทย์การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ให้คนไทย พร้อมปรับทิศทางและภาพลักษณ์องค์กรใหม่ 

เริ่มตั้งแต่การปรับโครงสร้างการบริหารงานในองค์กรให้มีความกระชับ เพื่อการขับเคลื่อนที่รวดเร็ว การพัฒนาบุคลากร สร้างคุณค่าหลักร่วมกันขององค์กร รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนโลโก้ ให้ดูทันสมัยเข้ากับคนรุ่นใหม่ การปรับปรุงพื้นที่บริการ ชั้น 8 โดยแบ่งโซนบริการต่างๆ ให้สามารถใช้สอยได้อย่างสะดวก เข้ากับทุกกลุ่มทุกวัยที่มาเข้าใช้บริการ รวมทั้งการปรับปรุงบริการให้สะดวกรวดเร็วโดยการใช้นวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้เข้ามาเสริมทัพ ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับสมาชิก ซึ่งทั้งหมดนี้จะตอบโจทย์เป้าหมายหลักของ TK Park ในการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อเสริมศักยภาพคนไทยให้มีคุณภาพ เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง นำมาสู่การพัฒนาสังคมไทย และสร้างสรรค์คุณค่าแก่สังคมโลก 

“เป็นครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ ที่เราได้ปรับปรุงพื้นที่ภายในส่วนบริการ ชั้น 8 ด้วยรูปแบบใหม่เข้ากับยุคดิจิทัลเพื่อตอบโจทย์การใช้งานให้สะดวกรวดเร็ว ในแนวคิด Journey to the Next Chapter นำเสนอ 5 จุดเช็คอิน ได้แก่ 

1. Start Your Journey พื้นที่ทางเข้าสู่อุทยานการเรียนรู้ ออกแบบใหม่เพื่อสร้างสรรค์บรรยากาศของการเดินทาง ที่พร้อมพาทุกคนสู่โลกการเรียนรู้ บริการสมัครสมาชิกผ่านแอป MyTK เข้าออกพื้นที่และชำระเงินแบบไร้การสัมผัสด้วยการสแกน QR Code 

2. Smart Library พบกับจุดให้บริการห้องสมุดในดีไซน์ใหม่ เน้นออกแบบมาเพื่อการบริการตนเอง (Self Service) สมาชิกสามารถยืม คืน ต่ออายุการยืม ผ่านอุปกรณ์อัตโนมัติ ลดการสัมผัสใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยของทุกคน 

3. Toy Library ห้องสมุดของเล่น บริการใหม่ภายในห้องสมุดเด็กของ TK Park ให้เด็กๆ เรียนรู้เสริมทักษะได้มากขึ้นจากการเล่นที่สนุกสนาน ด้วยของเล่นวัสดุธรรมชาติจากความร่วมมือกับ PlanToys บริษัทของเล่นชั้นนำ พร้อมหนังสือในธีมเดียวกัน คัดสรรโดยบรรณารักษ์ TK Park

4. Reading Space พื้นที่สำหรับอ่านหนังสือที่ปรับปรุงใหม่ เพิ่มมุมนิตยสารให้กว้างมากขึ้น ปรับขนาดชั้นวางหนังสือให้เข้าถึงได้สะดวกขึ้น เพิ่มที่นั่งการอ่านแบบโต๊ะขนาดใหญ่ พร้อมไฟส่องสว่างประจำโต๊ะ และเสริมที่นั่งอ่านเดี่ยว เพื่อความเป็นส่วนตัว

5. Book Wall & TK Cafe มุมใหม่ล่าสุด ที่เรียกได้ว่าเป็น Book Cafe ผสมผสานทั้งหนังสือ เครื่องดื่มและบรรยากาศได้อย่างกลมกล่อมลงตัว นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของบทสนทนา แบบสบายๆ ระหว่างวัน แลกเปลี่ยนกันเรื่องหนังสือ การอ่าน การเรียนรู้ 

อุทยานการเรียนรู้ TK Park ได้เปิดให้บริการตามมาตรการผ่อนคลายของรัฐบาลแล้ว ตั้งแต่วันอังคาร – วันอาทิตย์ เวลา 11.00 - 18.00 น. ที่ชั้น 8 Dazzle Zone ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ หากยังคงเดินหน้ารักษามาตรการป้องกัน COVID-19 เพื่อความปลอดภัยของสมาชิก และผู้มาใช้บริการทุกคน โดยจำกัดจำนวนผู้ใช้บริการไม่เกิน 100 คน คนละไม่เกิน 60 นาที และทุกคนต้องสแกน QR Code ผ่าน "ไทยชนะ" ทุกครั้งที่แวะมายืม คืน หนังสือ สำหรับผู้สนใจสมัครสมาชิก TK Park สามารถลงทะเบียนผ่านแอป MyTK เพื่อรับโปรโมชั่นพิเศษ สมัครฟรีแบบไม่มีค่าใช้จ่าย วันนี้ ถึง 31 กรกฎาคม 2564 เท่านั้น ดูรายละเอียดเพื่อเติมได้ที่ www.tkpark.or.th

หนุ่มหล่อสุดฮอต “มิว ศุภศิษฏ์” นักร้องและนักแสดงมากความสามารถ ทั้งยังพกดีกรี ว่าที่ ดร. จากรั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย !!

มิว ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์ นักแสดงมากความสามารถ ที่ใคร ๆ ที่ได้ชมผลงานต่างชื่นชอบและตกเป็นแฟนคลับของเจ้าตัวกันไปหมด แต่นอกจากความสามารถในด้านวงการบันเทิง ที่เป็นทั้งสายแสดงและสายนักร้อง มิว ศุภศิษฏ์ ก็มีดีกรีทางด้านการเรียนที่ไม่เป็นสองรองใครเหมือนกัน 

โดยหนุ่มมิวนั้นจบชั้นมัธยมศึกษาในโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แผนการเรียนวิทย์-คณิต หลังจากเรียนจบได้เข้าศึกษาต่อในภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทองอีกด้วย 

หลังจบการศึกษาระดับปริญญาตรี หนุ่มมิวก็ไม่รอช้าศึกษาต่อทางด้านปริญญาโท ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในตอนที่มิวศึกษาระดับปริญญาโทอยู่นั้น ทางอาจารย์ก็ให้มิวได้รับหน้าที่เป็นผู้ช่วยสอนแทนอาจารย์อยู่ช่วงหนึ่ง โดยสอนวิชาสถิติ (Statistics) ให้กับนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

หลังจากคว้าปริญญาโทมาได้สมดั่งใจแล้ว หนุ่มมิวก็สอบเข้าไปศึกษาต่อปริญญาเอกทันทีโดยศึกษาที่ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

นอกจากงานในวงการบันเทิงจะเก่งแล้ว เรื่องการเรียนก็ยังไม่แพ้กัน นับได้ว่าหนุ่มมิวนั้นครบเครื่องทั้งหน้าตา ความสามารถ และ เรื่องการเรียนจริง ๆ 


ที่มา : https://www.sanook.com/campus/1400748/

https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/87343/-newenttha-newent-new-enttv-ent-musoth-mus-
 

วิชาสังคม: เรื่อง ตัวอย่างข้อสอบวิชาสามัญ (สังคม)

THE STUDY TIMES X ClassOnline

????วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม

วิชาสังคม: เรื่อง ตัวอย่างข้อสอบวิชาสามัญ (สังคม)

โดย ครูต้นคูน ดร.ณัฐพงศ์ ลาภบุญทรัพย์

ปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานิเทศศาสตร์ (Ph.D. in Communication Arts) สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

#สอนวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคม ระดับ ม.ต้น-ม.ปลาย

#ClassOnline

https://www.classonline.co.th/

.

.

รู้จัก “มศว ประสานมิตร” เป๊ะปังยังไง ทำไมใคร ๆ ถึงอยากเรียน ?!

หลาย ๆ คนก็คงจะรู้จัก “มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ” หรือ “มศว” ว่าเป็นมหาวิทยาลัยชื่อดังที่ผลิตบุคลากรในวงการต่าง ๆ มากมาย มีวิทยาเขตด้วยกัน 2 ที่คือ มศว ประสานมิตร ที่อโศก กรุงเทพฯ และ มศว องครักษ์ ที่จังหวัดนครนายก ในวันนี้ THE STUDY TIMES จะมาแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักถึงประวัติและชื่อเสียงของ มศว ประสานมิตร กัน

มศว หรือ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้ถือกำเนิดเมื่อตอนสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากที่ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจและสังคมได้คลี่คลาย การศึกษาในยุคนั้นก็ต้องการที่จะพัฒนาให้คงอยู่

แต่มีประชากรครูไม่เพียงพอต่อประชากรนักเรียนเพื่อผลักดันการศึกษาทางด้านวิชาชีพครู กระทรวงศึกษาธิการจึงก่อตั้ง “โรงเรียนฝึกหัดครูชั้นสูง” ได้สถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2492 ที่ถนนประสานมิตร กรุงเทพมหานคร โดยได้ถือกำเนิดขึ้นจาก หม่อมหลวง ปิ่น มาลากุล ซึ่งเป็นปลัดกระทรวงศึกษาธิการในสมัยนั้น

หลังจากนั้นจึงได้พัฒนามาเป็น “วิทยาลัยวิชาการศึกษา” ในปี พ.ศ.2496 โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.สาโรช บัวศรี เป็นผู้นำพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน หลังจากนั้นก็พัฒนาต่อมาเรื่อย ๆ มีหลักสูตรมากมายจนกลายมาเป็น มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยมี 2 วิทยาเขตคือ มศว ประสานมิตร ที่อโศก กรุงเทพฯ และ มศว องครักษ์ ที่จังหวัดนครนายก

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีความหมายว่า "มหาวิทยาลัยที่เจริญเป็นศรีสง่าแก่มหานคร" "วิโรฒ"มาจากคำว่า "วิโรฒ" ในภาษาสันสกฤต แปลว่า ความงอกงามหรือเจริญ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (อ่านว่า สี-นะ-คะ-ริน-วิ-โรด) มีชื่อย่อว่า "มศว" (ไม่มีจุด) เขียนอักษรโรมันว่า "Srinakharinwirot University" มีชื่อย่อเป็นภาษาอังกฤษว่า SWU (อ่านว่า สะ-วู)

สัญลักษณ์ของมศวคือกราฟ ซึ่งเป็นสมการทางด้านคณิตศาสตร์ Y = ex (Exponential Curve) เส้นกราฟของการขยายเพิ่มขึ้น มีความหมายสอดคล้องปรัชญาที่ว่า “การศึกษาคือความเจริญงอกงาม” หรือ สิกขา “วิรุฬหิ สมปตตา” หรือ “ Education is Growth” รวมทั้งสอดคล้องกับ “สีเทา–แดง” ซึ่งสีเทา เป็นสีของสมอง หมายถึง “ความคิด” และสีแดงเป็นสีของเลือด หมายถึง “ความกล้าหาญ” สีเทา – แดง จึงหมายถึง “คิดอย่างกล้าหาญ” นั้นเอง โดย มศว จะใช้คำว่า นิสิต แทนตัวผู้เรียน

ในวันนี้ THE STUDY TIMES ขอพูดถึง มศว ประสานมิตร กันก่อนนะคะ โดย มศว ประสานมิตรตั้งอยู่ที่ถนนสุขุมวิท 23 เขตวัฒนา อโศก การเดินทางก็ง่ายและสะดวกมาก ๆ เนื่องจากตัวมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ใกล้ BTS และ MRT (อยู่หลังตึกแกรมมี่ด้วยนะ)

นอกจากนี้ มศว ประสานมิตร ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่มีการสอบแข่งขันแอดมิชชั่นสูงสุดเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย โดยคณะที่เป็นยอดนิยมคือ คณะวิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม นั่นเอง ซึ่งเป็นคณะที่มีการแข่งขันสูงมาก ๆ โดยเฉพาะเอกภาพยนตร์ หรือ คนในคณะจะเรียกเอก Cinema ที่มีรุ่นพี่อย่าง เก้า จิรายุ เจเจ กฤษณภูมิ และมีรุ่นพี่ดาราคนอื่น ๆ ที่กำลังศึกษาต่อหรือจบจากคณะนี้ก็มีอีกเพียบ

ในส่วนของคณะที่มศว ประสานมิตร มีคณะที่ศึกษาอยู่ที่มศว ประสานมิตรทั้ง 4 ปีมีคณะดังต่อไปนี้

คณะศึกษาศาสตร์

คณะเศรษฐศาสตร์

คณะทันตแพทยศาสตร์

คณะวิทยาศาสตร์

คณะวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

คณะศิลปกรรมศาสตร์

วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม

วิทยาลัยนานาชาติเพื่อศึกษาความยั่งยืน

ส่วนคณะอื่น ๆ จะเป็นการสลับเปลี่ยนกันไปเรียนที่มศว องครักษ์บ้าง อย่างเช่นคณะแพทย์ศาสตร์จะเรียนที่ มศว ประสานมิตรตั้งแต่ปี 1 – 3 และจะไปเรียนต่อในชั้นปีที่ 4 – 6 ที่ มศว องครักษ์

สังคมของมศวในแต่ละคณะก็มีความแตกต่างหลากหลายกันไปแต่จากที่ได้ประสบพบเจอนั้นสังคม มศว ถือว่าเป็นสังคมที่ดี ทุกคนเป็นมิตรและมีอัธยาศัยดีมาก ๆ เลยละค่ะ คณะคุณครูหรืออาจารย์ ก็มากไปด้วยประสบการณ์จัดเต็มทุกเนื้อหาการสอน เรียกได้ว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่อัดแน่นไปด้วยการเรียนรู้ที่ไม่ที่สิ้นสุดจริง ๆ ค่ะ

นอกจากนี้ รอบ ๆ มศว ประสานมิตร เป็นแหล่งออฟฟิศ มีแหล่งของกิน และ และห้างสรรพสินค้า มากมายเพราะว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่ใจกลางย่านออฟฟิศ เหล่าพนักงานออฟฟิศและผู้คนหนาแน่นจริง ๆ ค่ะ เรียกได้ว่าสัมผัสบรรยากาศของเสน่ห์กรุงเทพฯเต็ม ๆ

ถ้าผู้ใดสนใจที่อยากจะเข้าศึกษาต่อที่มศวไม่ว่าจะเป็นที่ประสานมิตรหรือองครักษ์ ทางมหาวิทยาลัยจะมีงาน Open House ที่จัดขึ้นทุก ๆ ปีในช่วงเดือนพฤศจิกายน โดยแต่ละปีก็จะมีธีมการจัดงานที่แตกต่างกันไป และ มีบรรดาพี่ ๆ ศิษย์เก่าที่ชื่อเสียงมาแชร์ประสบการณ์และให้กำลังใจน้อง ๆ นักเรียนถึงที่ โดยงานจะจัดที่ มศว ประสานมิตรนะคะ ส่วนจัดวันที่เท่าไร ทาง THE STUDY TIMES จะรีบนำข่าวมาแจ้งให้เร็วที่สุดเลยค่ะ


แหล่งข้อมูล : https://www.swu.ac.th/history.php

พร้อมไม่พร้อม!! เช็คลิสต์ เรื่องที่ต้องรู้ก่อนสอบ TCAS65 ????????

ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ได้จัดทำระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา TCAS ปีการศึกษา 2565 ได้มีการพิจารณาแนวทางการคัดเลือกระบบ TCAS65 โดยมีมติยุติการใช้คะแนนโอเน็ตในการคัดเลือกในรูปแบบ Admission2 เพื่อลดภาระการสอบให้บริมาณที่ลดน้อยลง พร้อมนำเสนอ (ร่าง) รูปแบบการคัดเลือกในระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ปีการศึกษา 2565 (TCAS65) เป็น 4 รอบ 4 รูปแบบ ดังนี้

1. Portfolio รับตรงโดยใช้แฟ้มสะสมผลงาน
ใช้แฟ้มสะสมผลงานเป็นเครื่องมือแสดงความโดดเด่น ความสนใจ ความถนัด ความสามารถพิเศษ ความเป็นเลิศ หรือมีผลงานที่เกี่ยวข้องสอดคล้องกับคณะที่จะเข้าศึกษา 

สมัครกับ : มหาวิทยาลัย
เกณฑ์ที่ใช้ในการคัดเลือก : GPAX, Portfolio, คะแนนสอบวิชาเฉพาะ, คะแนนสอบภาษาอังกฤษ

2. Quota รับตรงโควตาตามเกณฑ์ที่แต่ละมหาวิทยาลัยกำหนด
รอบนี้เป็นรอบของโควตาตามกฎเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนด เช่น โควตาโรงเรียนที่มีเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย โควตาเรียนดี / มีความสามารถพิเศษ, โควตาเขตพื้นที่, โควตากระจายโอกาสให้เด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือโควตารูปแบบต่าง ๆ

สมัครกับ : มหาวิทยาลัย
เกณฑ์ที่ใช้ในการคัดเลือก : GPAX, GAT/PAT, วิชาสามัญ, คะแนนสอบวิชาเฉพาะ, คะแนนสอบภาษาอังกฤษ

3. Admission รับตรงร่วมกัน
รอบรับตรงร่วมกัน ทุกสถาบันจะเปิดรับสมัครพร้อมกัน ในวันและเวลาเดียวกัน โดยจำกัดการเลือกไว้ตามจำนวนอันดับที่ ทปอ.กำหนด และที่สำคัญคือ ใช้คะแนนสอบเป็นหัวใจในการคัดเลือก 

สมัครกับ : mytcas.com
เกณฑ์ที่ใช้ในการคัดเลือก : GPAX, GAT/PAT, วิชาสามัญ, คะแนนสอบวิชาเฉพาะ

-เลือกได้จำกัดจำนวน เรียงตามลำดับความชอบ (รอสรุปจำนวนจาก ทปอ.)
-กสพท อยู่ในรอบนี้
-มหาวิทยาลัยกำหนดเกณฑ์ตรงของใครของมัน แต่รับสมัครผ่าน ทปอ.
-ทปอ. ประกาศผลการติดเพียง 1 อันดับ 
-Double Sorting ประมวลผล 2 รอบ

4. Direct Admission รับตรงอิสระ
รอบเก็บตก ปลายทางรอบสุดท้ายของระบบ จำนวนรับน้อยที่สุด และบางสถาบันก็ไม่ได้เปิดรับในรอบนี้ 

สมัครกับ : มหาวิทยาลัย
เกณฑ์ที่ใช้ในการคัดเลือก : GPAX, GAT/PAT, วิชาสามัญ

ทุกรอบต้อง Clearing House ผ่านระบบ mytcas ของ ทปอ.
แม้ว่าระบบการคัดเลือกจะเป็นระบบการรับตรง แต่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและช่วยกระจายโอกาสอย่างเสมอภาค ตามหลักการของ TCAS ที่กำหนดให้ทุกคนมี 1 สิทธิ์เท่าเทียมกัน ดังนั้น ไม่ว่าจะติดรอบใดก็ตาม จะต้องเข้ามา Clearing House หรือยืนยันสิทธิ์ในระบบ mytcas ซึ่งเป็นระบบที่ใช้บริหารจัดการสิทธิ์ในระบบ TCAS (ยกเว้นคนที่ติดในรอบที่ 4 Direct Admission ไม่ต้องเข้ามายืนยันสิทธิ์ในระบบของทปอ. แต่ให้ไปยืนยันสิทธิ์กับมหาวิทยาลัยที่ติดได้เลย) 


ขอบคุณข้อมูล: https://www.admissionpremium.com/content/6340
https://www.trueplookpanya.com/tcas/article/detail/87856


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top