Saturday, 4 July 2026
WORLD

ปั้นแบรนด์ 'ปาเลสไตน์' เป็นผู้ก่อการร้าย 'ยิว' กลายเป็นผู้ถูกกระทำ สุดยอดการล้างสมอง ที่สารคดี Palestine in 1920 ช่วยไขกระจ่าง

(16 ต.ค. 66) จากเฟซบุ๊ก 'Trachoo Kanchanasatitya' โดยนายตราชู กาญจนสถิตย์ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับกระบวนการล้างสมอง

รีวิวกระบวนการล้างสมอง ที่ผมโดนมา 

- 43 กว่าปีก่อน ผมในวัย 16 ดูหนังซีรีส์ทางช่อง 3 เรื่อง นาซีหฤโหด ผมถูกสอนให้จำความลำเค็ญแบบแสนสาหัสที่ชาวยิวที่โดนฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุด้วยวิธีที่เลวร้ายที่สุด ความสงสารชาวยิวฝังในสมองผมอย่างลึกซึ้ง

- พ่อผมที่ได้ไปดูงานที่อิสราเอล กลับมาโม้ให้ฟังถึงความเก่งของยิวในการต่อสู้กับ 6 ประเทศอาหรับแล้วชนะ เล่าถึงการปลูกพืชกลางทะเลทรายได้ ขนาดชื่อนายพลโมเช่ ดายัน นายพลคนนึงยังฝังหัวมาถึงวันนี้

- หนัง Schindler’s List ออกมาเล่าถึงความลำบากของชาวยิวในเยอรมัน ที่แม้แต่คนเยอรมันเองยังทนไม่ได้ต้องยื่นมือไปช่วยชาวยิว สร้างโดย Steven Spielberg ลูกหลานชาวยิว….

- เมื่อมีโอกาสไปเยอรมัน ผมต้องไปเบอร์ลิน ไปรับรู้ประสบการณ์หฤโหด 

>> สมองผมถูกโปรแกรมให้ยินดีกับการที่ชาวยิวมีบ้านของตัวเอง

- คำโฆษณาสุดเลิศ “A land without a people for a people without a land” ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อบอกใครๆ ว่า ชาวยิวไม่ได้แย่งที่ดินแย่งบ้านของใคร มันคือทะเลทรายที่ว่างเปล่า มีแต่ชาวยูโดอิน เร่ร่อน 

- ความยินดีในการมีบ้านของชาวยิวที่ถูกกลั่นแกล้ง ทำให้ผมตัดขาดการเรียนรู้เรื่อง “ดินแดนปาเลสไตน์ ก่อนยิวมาอยู่” ก็จะรู้ไปทำไม เรารู้หมดแล้ว

จนวันนี้ ผมได้มาดูสารคดีของ Al Jazeera เรื่อง Palestine in 1920 คือ ก่อนยิวทะลักกันมา ภาพที่ประกอบ คือ ภาพบ้านเมืองที่เจริญมากของชาวปาเลสไตน์ พวกเขาไม่ใช่คนเร่ร่อน อย่างที่เขาว่ากัน

สารคดีเรื่องนี้ เล่าถึงการทำในสิ่งที่ยิว พวกตนที่เคยโดนมาจากนาซี แต่เอามาทำกับชาวปาเลสไตน์ 

ผมตาสว่างกับ #กระบวนการล้างสมอง ที่มีมาอย่างยาวนานกับคนๆ นึงอย่างผม การแบรนดิ้งชาวปาเลสไตน์ว่าเป็น ผู้ก่อการร้าย ส่วนชาวยิวคือ ผู้โดนกระทำ มันคือ อภิมหาการตลาด

ทำไมไม่มีใครทำหนังฮอลลีวูดให้ชาวปาเลสไตน์บ้าง ก็แน่ล่ะ ใครจะให้ทุนล่ะ 

ขอบคุณ Al Jazeera ผมจะทบทวนความเข้าใจที่ผมมีต่อเรื่องต่างๆ ของโลกให้มากขึ้น 🙏

เปิดปูมหลัง เหตุความชัง ‘อิสราเอล-ยิว-ไซออนิสต์’ ที่ไม่จำกัดวงแค่คนมุสลิม ‘คริสต์-ยิว’ นอกไซออนิสต์ ก็ขยาดพฤติกรรมอ้างสิทธิ 3 พันปีตั้งอิสราเอล

เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 66 ติ๊กต๊อกช่อง ‘sulaimanwanie’ ได้ลงคลิปวิดีโอของอาจารย์สันติ เสือสมิง หรือ ‘อาลี เสือสมิง’ ประธานคณะอนุกรรมการคณะผู้ทรงคุณวุฒิจุฬาราชมนตรี ฝ่ายนิติศาสตร์อิสลาม สำนักจุฬาราชมนตรี ได้เคยออกมาบรรยายถึงสาเหตุที่ว่า ‘ทำไมมุสลิมถึงไม่ยอมรับประเทศอิสราเอล?’ ในกิจกรรมเปิดโลกอิสลาม ชมรมนิสิตมุสลิม เกษตรศาสตร์ กำแพงแสน เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2562 โดยกล่าวถึงผ่านข้อคำถามหนึ่งที่มีพูดในบรรยายครั้งนั้น ว่า…

ทำไม ‘อิสลาม’ ถึงเกลียดชังประเทศอิสราเอล และพี่น้อง ‘ชาวยิว’ ผู้นับถือศาสนายูดาห์?

เมื่อปี 1948 ‘เดวิด เบน-กูเรียน’ ประกาศตั้งประเทศอิสราเอลขึ้นในดินแดนของ ‘ชาวปาเลสไตน์’

หากย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นในช่วงยุคกลาง เมื่อศาสนาอิสลามได้ประกาศเผยแพร่ขยายออกไปในแอฟริกาเหนือ จนกระทั่งไปถึงประเทศสเปน ซึ่งในสเปนนั้นเคยมีชาวมุสลิมปกครองอยู่อย่างยาวนาน เกือบ 800 ปี

ชาวยิวเป็นกลุ่มชนที่ได้รับการคุ้มครองโดยชาวมุสลิม และชาวยิวที่อยู่ในการปกครองของชาวมุสลิมนั้น มีสถานภาพการดํารงชีวิตมีสิทธิเสรีภาพ มีการครองชีพดีกว่าชาวยิวที่อยู่ในดินแดนยุโรปในช่วงยุคกลาง เพราะชาวยิวในยุโรปนั้นถูกชาวคริสต์กดขี่

***เพราะฉะนั้น ‘คนยิว’ กับ ‘คนมุสลิม’ สามารถอยู่ร่วมกันด้วยดีมาตลอด นับตั้งแต่มีการประกาศศาสนา

‘นบี มุฮัมมัด’ ท่านได้ทําปฏิญญาสังคม หรือ ‘ธรรมนูญปกครอง’ โดยดึงชาวยิวมาร่วมเป็นพลเมืองในรัฐมะดีนะฮ์ ซึ่งเป็นรัฐอิสลาม และได้เรียกบุคคลเหล่านี้ว่า ‘กลุ่มชนแห่งพันธสัญญา’ ที่ได้รับการคุ้มครองในชีวิตและทรัพย์สิน มีสิทธิเสรีภาพในการถือศาสนา และมีหน้าที่ในการจ่ายภาษีรัชชูปการ เมื่อจ่ายภาษีรัชชูปการแล้วก็ไม่ต้องไปเป็นทหาร และยังคงสามารถนับถือในศาสนาเดิมของตนได้

***บางคนยกเรื่องนี้ เพื่อแสดงให้คนทั่วไปเห็นว่า ชาวมุสลิมไปกดขี่ ไปรีดภาษีจากคนต่างศาสนา แต่ในเมื่อคุณเป็นพลเมืองของรัฐฯ คุณจะไม่จ่ายอะไรเลยเชียวหรือ?

คนมุสลิมต้อง ‘จ่ายซะกาต’ (Zakat) หมายถึง การบริจาคทานตามหลักการศาสนาอิสลาม และยังต้องจ่ายภาษีอีกด้วย

ดังนั้น เมื่อคนยิวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองภายใต้รัฐอิสลาม คุณก็ควรต้องเสียภาษีรัชชูปการส่วนนี้ด้วย เช่นเดียวกันกับพลเมืองคนอื่นๆ ในรัฐฯ

อีกทั้งเมื่อจ่ายภาษีรัชชูปการ คุณก็จะได้รับข้อยกเว้นไม่ต้องไปเป็นทหารในกองทัพด้วย คุณมีสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาด้วย สิ่งนี้เป็นเหมือนพันธสัญญาว่า “เมื่อคุณจ่ายภาษีนี้มา เราจะต้องปกป้องคุ้มครองคุณ”

***สิ่งนี้จึงทำให้ชาวยิวอยู่ร่วมกับชาวมุสลิมมาตราบจนกระทั่งเกิดสงครามกับนครมักกะฮ์ ที่ชาวยิวไปเข้าร่วมกับศัตรูของรัฐอิสลาม ซึ่งเป็นการกระทําที่ผิดสัญญาที่ได้เคยลงสัตยาบันกันเอาไว้ ว่าจะช่วยกันปกป้องรัฐอิสลาม แต่ชาวยิวกลับเป็นหนอนบ่อนไส้ ชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทําให้ชาวยิวถูกเนรเทศออกจากคาบสมุทรอาหรับ

กระนั้น เมื่อพ้นยุคสมัยของศาสดามุฮัมมัดไปแล้ว และเข้าสู่สมัยอาณาจักรของราชวงศ์อุมัยยะฮ์ ได้มีการสถาปนาเมืองดามัสกัสขึ้นเป็นราชธานี ซึ่งในเมืองดามัสกัสนั้นก็มีชุมชนชาวยิวอาศัยอยู่ และชาวยิวก็มีส่วนสําคัญในฐานะพลเมืองในรัฐอิสลาม ที่อยู่กันแบบสุขสบาย ต่อมาเมื่อครั้งสถาปนารัฐเคาะลีฟะฮ์อับบาซียะฮ์ ในนครแบกแดด ชาวยิวก็มีชุมชนอยู่ข้างพระราชวังหลวงของเคาะลีฟะฮ์ เมื่อมุสลิมพิชิตดินแดนในสเปน ที่เมืองกอร์โดบา เมืองกรานาดา ที่เดิมทีเป็นถิ่นฐานของชาวยิว และชาวมุสลิมก็ได้สร้างอาณาจักรอยู่ที่นั่นร่วมกับชาวยิว

***ชาวยิวไม่ได้ถูกกดขี่ในดินแดนของชาวมุสลิม แต่ถูกกดขี่อยู่ในดินแดนของชาวคริสต์ เพราะชาวยิวเป็นผู้สังหาร ‘พระเยซูคริสต์’ บนไม้กางเขน

ชาวยิวอยู่กับชาวมุสลิมมาโดยตลอด จนกระทั่งจักรวรรดิอังกฤษเริ่มล่าอาณานิคม ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้มีการดึงชาวยิวที่อพยพจากดินแดนต่างๆ มารวมกัน เพื่อสร้างนิคมของชาวยิวในดินแดนของชาวปาเลสไตน์ ทำให้ทางสุลต่านแห่งตุรกี ได้ออกมาประกาศว่า “คุณจะไปอยู่ในดินแดนไหนของออตโตมันก็ได้ แต่ไม่ให้ไปอยู่ในดินแดนของปาเลสไตน์”

***แต่ ‘องค์การไซออนิสต์สากล’ ก็ได้ออกมาประกาศเรียกร้องให้ชาวยิวกลับไปสู่ปาเลสไตน์ เพราะเป็นดินแดนแห่งพันธสัญญา

ประเด็นคือ หากจะบอกว่าชาวมุสลิมเกลียดชังประเทศอิสราเอล ต้องขอบอกว่าไม่ใช่เพียงแค่ชาวมุสลิมอย่างเดียว ชาวคริสต์ที่เป็นคนอาหรับนั้นก็รังเกียจประเทศอิสราเอลเช่นกัน เพราะชาวคริสต์ที่เป็นชาวอาหรับที่อาศัยอยู่ในเลบานอนก็มี อาศัยอยู่ในซีเรียก็มี แม้แต่ในเมืองเบธเลเฮม หรือเมืองนาซาเร็ธ ก็มีชาวอาหรับอาศัยอยู่ ซึ่งแม้เขาจะถือในศาสนาคริสต์ แต่เขาก็ไม่ชอบอิสราเอลเหมือนกัน

แม้กระทั่งชาวยิวในนิกายอื่นที่ไม่ใช่พวกไซออนิสต์ ก็มีการประท้วงไม่เห็นด้วยกับการที่ไปตั้งประเทศอิสราเอล เพราะประเทศอิสราเอลนี้เอาเรื่องในเหตุการณ์เมื่อ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล มาอ้างว่า “ดินแดนแห่งนี้เป็นของตน”

ประเด็นคือ ชาวยิวนั้น เดิมเป็นลูกหลานของ ‘ยิตซ์ฮาก’ (นบีอิสฮาก) บุตรของ ‘อับราฮัม’ ที่กำเนิดกับ ‘นางซาร่า’ ซึ่งเดินทางมาจากเมืองหนึ่งในเมโสโปเตเมีย ที่อยู่ในอิรัก สู่ ‘ดินแดนคานาอัน’ ของชาวคานาอัน ซึ่งชาวคานาอันนั้น เดิมทีเมื่อ 2,500 ปีก่อนคริสตกาล ได้ไปผสมรวมกับชาวเมืองที่มาจากเกาะครีตมาขึ้นที่เมืองเพทรัส หรือปารัส ซึ่งต่อมาได้มีการเรียกกลุ่มคนที่อยู่ที่เมืองปารัส ว่า ‘ปารัสชีอะห์’ เรียกดินแดนตรงนี้ว่า ‘ปีรัสเทียร์’ ซึ่งคือ ‘ปาเลสไตน์’

ดังนั้น คนปาเลสไตน์ ก็คือลูกผสมระหว่างคานาอันกับปาเลสไตน์ เขาว่ากันว่า เมื่อเราไปตรวจดีเอ็นเอของชาวปาเลสไตน์ จะพบว่า ชาวปาเลสไตน์ในปัจจุบันนี้นั้น มีผลดีเอ็นเอตรงกับคนเมื่อประมาณ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล หรือตั้งแต่สมัยฟินิเชียนนั่นเอง

เพราะชาวปาเลสไตน์ไม่เคยถูกขับไล่ให้ไปไหนเลย มีแต่ชาวยิวเท่านั้นที่แตกแยกย้าย กระจัดกระจายไปทั่วทุกดินแดนทั่วโลก ในขณะที่ชาวปาเลสไตน์ก็ยังคงอยู่ในดินแดนปาเลสไตน์

‘อิสราเอล’ โจมตีทางอากาศ ทิ้งบอมบ์ใส่ผู้อพยพปาเลสไตน์ในกาซา ดับแล้วอย่างน้อย 70 ราย ช็อก!! พบเหยื่ออายุน้อยสุดเพียง 2 ขวบ

(15 ต.ค. 66) ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเที่ยวหนึ่ง ถล่มใส่คาราวานผู้คนที่กำลังหลบหนี บริเวณทางเหนือของฉนวนกาซา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 70 ราย ในนั้นมีเด็กหลายคน อายุน้อยสุดแค่ 2 ขวบ ความโหดร้ายป่าเถื่อนซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางปฏิบัติการทิ้งบอมบ์ของอิสราเอล แก้แค้นกรณีถูกกลุ่มนักรบฮามาสบุกจู่โจมนองเลือดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อย่างไรก็ตาม รัฐยิวปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้

สำนักข่าวนิวยอร์กโพสต์ รายงานข่าวระบุว่า นอกเหนือจากผู้เสียชีวิตแล้ว ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 200 ราย ในเหตุการณ์นี้ ซึ่งเกิดขึ้นบนเส้นทางที่ปลอดภัยแห่งนี้ บนถนนชาลาห์ อัล-อิน ในกาซา ซิตี ตอนบ่ายวันศุกร์ (13 ต.ค.)

การโจมตีครั้งนี้ เป็นการโจมตีใส่ถนนสายหนึ่งซึ่งคับคั่งไปด้วยยานพาหนะ ในระหว่างที่ชาวปาเลสไตน์พยายามหลบหนีออกจากกาซา ก่อนถึงเส้นตายที่ทางอิสราเอลขีดไว้ สำหรับให้อพยพออกจากฉนวนแห่งนี้ ก่อนหน้าสิ่งที่คาดหมายว่า อิสราเอลจะเปิดปฏิบัติการโจมตีทางภาคพื้น

อย่างไรก็ตาม กระทรวงกลาโหมอิสราเอล ปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุโจมตีคาราวานผู้อพยพ โดยอ้างว่าไม่พบสิ่งบ่งชี้ว่ากองกำลังของพวกเขาอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าว

กระทรวงกลาโหมอิสราเอล ให้ข้อมูลเพียงว่าในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีพลเรือนมากกว่า 1 ล้านคนที่หลบหนีไปทางใต้ของฉนวนกาซา ผ่านถนนสายหลัก 2 สาย ระหว่าง 10.00 น. ถึง 16.00 น. ของวันเสาร์ (14 ต.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น

จากการตรวจสอบของบีบีซี พบว่ามีผู้หญิงและเด็กเป็นหนึ่งในบรรดาผู้เสียชีวิตด้วย

วิดีโอที่เผยแพร่โดยกระทรวงสาธารณสุขปาเลสไตน์ พบเห็นเจ้าหน้าที่หน่วยฉุกเฉินกำลังเดินทางมาถึงจุดเกิดเหตุที่ถูกโจมตีทางอากาศ และมีเจ้าหน้าที่รถฉุกเฉินคันหนึ่งถูกโจมตี ระหว่างที่พวกเขากำลังพยายามพาตัวเด็กหญิงคนหนึ่งและผู้หญิงอีกคนเข้าไปภายในรถฉุกเฉิน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางปฏิบัติการโจมตีแก้แค้นของอิสราเอล ต่อเหตุการณ์ที่พวกนักรบฮามาสบุกจู่โจมสายฟ้าแลบเข้าไปยังดินแดนของอิสราเอล เข่นฆ่าหลายครอบครัว กราดยิงใส่เทศกาลดนตรีหนึ่ง ฆาตกรรมทารกและเด็กไปราว 40 ชีวิต รวมแล้วมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,300 รายในอิสราเอล

จนถึงตอนนี้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2,200 คน ในปฏิบัติการโจมตีตอบโต้ของอิสราเอล ในนั้นเป็นเด็ก 724 คน

‘จีน’ สุดล้ำ!! เปิดตัว ‘รถบัสท่องเที่ยวไร้คนขับ’ สายแรกในนครอู่ฮั่น เดินทางสะดวกสบาย แถมจ่ายค่าโดยสารเพียงแค่ 5 สตางค์เท่านั้น!!

เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 66 สำนักข่าวซินหัว, อู่ฮั่น ได้รายงานข่าว การเปิดให้บริการสำหรับ ‘รถบัสท่องเที่ยวไร้คนขับ’ สายแรกของนครอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ยทางตอนกลางของจีน

โดยรถบัสสายนี้วิ่งให้บริการในเขตพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีอู่ฮั่น มีระยะทางรวม 24 กิโลเมตร ปัจจุบันมีรถมินิบัสไร้คนขับวิ่งให้บริการรวม 7 คัน แต่ละคันสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 10 คน แถมค่าโดยสารยังสนนราคาเพียง 1 เฟิน หรือ 0.01 หยวนเท่านั้น (ราว 5 สตางค์)

‘ฝรั่งเศส’ ยกระดับเฝ้าระวังก่อการร้ายสูงสุด หลังเกิดเหตุบุกแทงคนใน รร. คาดผลพวงสถานการณ์ฉนวนกาซา ด้าน ‘สถานทูต’ เตือนคนไทยระวังตัว

(15 ต.ค. 66) เฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โพสต์ข้อความเตือนคนไทยในฝรั่งเศส หลังเกิดเหตุการณ์วุ่นวายซึ่งคาดว่าอาจเป็นผลจากสถานการณ์ในฉนวนกาซา ดังนี้

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ขอแจ้งว่า ตามที่ทางการฝรั่งเศสได้ประกาศยกระดับการเฝ้าระวังสถานการณ์การก่อการร้ายภายในประเทศ เป็นระดับสูงสุด ภายหลังเกิดเหตุผู้ร้ายใช้มีดทำร้ายร่างกายคนในโรงเรียนฝรั่งเศส เมือง Arras เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2566 โดยทางการฝรั่งเศสคาด ว่าอาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สู้รบบริเวณฉนวนกาซาขณะนี้อีกทั้งต่อมา วานนี้ (14 ต.ค. 66) ทางการฝรั่งเศสได้มีการอพยพผู้คนโดยด่วนออกจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์และพระราชวังแวร์ซาย และสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอื่นๆ เนื่องจากทางการฝรั่งเศสได้รับแจ้งเตือนว่าอาจมีการวางระเบิดในพื้นที่ดังกล่าว

สถานเอกอัครราชทูตจึงขอประกาศเตือนคนไทยและนักท่องเที่ยวชาวไทยในฝรั่งเศสให้เพิ่มความระมัดระวังในการเดินทาง หลีกเลี่ยงพื้นที่ชุมชนและสถานที่ท่องเที่ยว ตรวจสอบเส้นทางการเดินทาง และการเปิดทำการของสถานที่ต่างๆ รวมทั้งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการฝรั่งเศสอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ หากมีเหตุด่วนและฉุกเฉินต้องการความช่วยเหลือจากสถานเอกอัครราชทูตกรุณาติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉิน +33 6 03 59 97 05 และ +33 6 46 71 96 94

ทัวร์ลง ‘อธิการบดี ม.ฮาร์วาร์ด’ ประเด็น ‘อิสราเอล-ปาเลสไตน์’ ด้านบอร์ดบริหารลาออก เหตุรับไม่ได้ต่อความนิ่งเฉยของสถาบัน

เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 66 อธิการบดีมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ‘คลอดีน เกย์’ ซึ่งเพิ่งรับตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของสถาบันอันเก่าแก่นี้เมื่อเดือนกรกฎาคม กำลังเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จากการที่ฮาร์วาร์ดมีปฏิกิริยาออกมา หลังจากการโจมตีอิสราเอลโดยกลุ่มฮามาส

เศรษฐีพันล้านชาวอิสราเอล ‘ไอดาน โอเฟอร์’ และภรรยา ‘บาเทีย โอเฟอร์’ ลาออกจากตำแหน่งบอร์ดบริหารของคณะบดีแห่ง Harvard Kennedy School

ทั้งคู่กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องลาออกจากตำแหน่งดังกล่าว ก็เพราะการไร้ความชัดเจนของผู้บริหารมหาวิทยาลัยในการสนับสนุนชาวอิสราเอล

“ความศรัทธาของเราต่อคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยได้เเตกสลายลงเเล้ว” คู่สามีภรรยาโอเฟอร์กล่าวในแถลงการณ์

ขณะเดียวกันอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเเห่งนี้ ‘ลาร์รี ซัมเมอร์ส’ กล่าวว่าเขารู้สึก ‘สะอิดสะเอียน’ กับการที่ฮาร์วาร์ดนิ่งเงียบในตอนเเรกหลังจากที่กลุ่มนักศึกษากว่า 30 กลุ่ม ออกเเถลงการณ์กล่าวโทษอิสราเอลเพียงฝ่ายเดียว ว่าเป็นต้นเหตุของความรุนเเรง

มหาเศรษฐีอีกรายหนึ่งที่มีปฏิกิริยาต่อท่าทีของฮาร์วาร์ด คือ ‘บิลล์ อะเคอร์แมน’ นักลงทุนรายใหญ่และศิษย์เก่าของสถาบันแห่งนี้

ต่อมา ‘คลอดีน เกย์’ อธิการคนปัจจุบัน เมื่อเธอมีถ้อยเเถลงที่ชัดเจนถึงการโจมตีในอิสราเอล และซัมเมอร์ลดความร้อนเเรงในคำวิจารณ์ต่อเธอ

เกย์ต้องออกแถลงการณ์หลายฉบับ ในความพยายามลดความตึงเครียด โดยในฉบับที่สามเมื่อวันพฤหัสบดี เธอประณาม “ความโหดร้ายอันป่าเถื่อนที่กระทำโดยฮามาส” ซึ่งเป็นกลุ่มที่ถูกระบุโดยสหรัฐฯ และยุโรป ว่าเป็น ‘ขบวนการก่อการร้าย’ ขณะเดียวกัน เกย์ยืนยันที่จะปกป้องเสรีภาพในการเเสดงความคิดเห็น

ในถ้อยเเถลงผ่านคลิปวิดีโอ เกย์กล่าวว่า เธอปฏิเสธ “การคุกคาม หรือการข่มขู่บุคคล บนพื้นฐานความเชื่อของพวกเขา”

‘เด็กชายวัย 14’ กินขนม ‘มันฝรั่งเผ็ดที่สุดในโลก’ ตามเทรนด์ฮิต สุดท้ายปวดท้องรุนแรงดับสลด ด้านผู้ผลิตโร่ชี้แจงเตือนข้างกล่องแล้ว

(14 ต.ค.66) เว็บไซต์ต่างประเทศ รายงานเหตุการณ์น่าสลดที่เกิดขึ้นในสหรัฐ เมื่อเด็กชายวัย 14 ปี ที่อาศัยอยู่ในรัฐแมสซาชูเซตส์ มีอาการปวดท้องรุนแรง จนหมดสติเสียชีวิตในเวลาต่อมา หลังจากลองกินขนมมันฝรั่งทอดที่เผ็ดที่สุดในโลกตามเทรนด์ฮิต ‘One Chip Challenge’ ที่กำลังเป็นกระแสไวรัล

ตามรายงานของสื่อท้องถิ่น เผยว่า เด็กชายดังกล่าวชื่อ แฮร์ริส โวโลบาห์ ได้ลองกินมันฝรั่งทอดที่เพื่อนร่วมชั้นเรียนให้เขา หลังจากนั้นก็รู้สึกปวดท้องอย่างรุนแรง โรงเรียนจึงโทรตามแม่ของเขามารับ เด็กชายบอกว่ารู้สึกดีขึ้นหลังจากกลับมาพักที่บ้าน แต่สุดท้ายก็หมดสติเมื่อช่วงเย็น ตามเวลาท้องถิ่น จนไม่ตอบสนอง ทางบ้านจึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน ก่อนแพทย์จะแจ้งในเวลาต่อมาว่า เขาเสียชีวิตแล้ว

อย่างไรก็ตาม ทางด้านบริษัทผู้ผลิตมันฝรั่งรสเผ็ดนี้ ได้ออกแถลงการณ์ว่า “ทางเราเสียใจอย่างสุดซึ้งกับการเสียชีวิตของโวโลบาห์” พร้อมยืนยันว่า ผลิตภัณฑ์จะยังคงเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยของอาหาร แต่มีวัยรุ่นจำนวนมากไม่ใส่ใจต่อคำเตือนบนบรรจุภัณฑ์ นอกจากนี้ ทางบริษัทกำลังทำงานร่วมกับผู้ค้าปลีกในการนำขนมดังกล่าวออกจากชั้นวางด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง

ขณะเดียวกัน แม้ว่าขนมดังกล่าวจะถูกดึงออกจากชั้นวางขายตามร้านค้าปลีกแล้ว แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าบริษัทจะยุติการผลิตโดยสิ้นเชิงหรือไม่ ขณะที่ทางด้านผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์กล่าวว่า แผ่นแป้งตอร์ติญาซึ่งทำจากพริกที่เผ็ดที่สุดในโลก 2 ชนิด อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงและเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ จึงแนะนำให้ผู้ปกครองคอยเตือนลูกๆ ว่า อย่าเข้าร่วมกิจกรรมนี้

ทั้งนี้ ขนมดังกล่าวผลิตตั้งแต่ปี 2559 บรรจุภัณฑ์เป็นกล่องรูปโลงศพประดับด้วยหัวกะโหลกสีแดง พร้อมฉลากที่เน้นคำเตือนอย่างชัดเจนระบุว่า “มันฝรั่งทอดไม่เหมาะสำหรับเด็กหรือผู้ที่ไวต่ออาหารรสเผ็ด” และกลายเป็นกระแสไวรัลในโลกออนไลน์ เนื่องจากมีคำโฆษณาว่า “เผ็ดที่สุดในโลก” ทำให้เหล่าผู้คนในโลกออนไลน์ต่างพากันท้าลอง ว่าพวกเขาสามารถลิ้มรสความเผ็ดและทนกับความเผ็ดร้อนจากขนมกล่องนี้ได้หรือไม่?

‘ชาวปาเลสไตน์’ หลายหมื่นคนในฉนวนกาซาแห่อพยพลงใต้ หลัง ‘อิสราเอล’ ขีดเส้น 24 ชม.ให้หนี ก่อนบุกโจมตีฮามาส

(14 ต.ค.66) ชาวปาเลสไตน์หลายหมื่นคนแห่อพยพลงไปยังพื้นที่ตอนใต้ของฉนวนกาซาในวันนี้ หลังกำหนดเส้นตายที่อิสราเอลเตือนให้อพยพภายใน 24 ชั่วโมงเริ่มใกล้เข้ามา ขณะที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าปฏิบัติการโจมตีภาคพื้นดินของอิสราเอลเพื่อแก้แค้นต่อกลุ่มฮามาสน่าจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า

นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอลเตือนว่า การทิ้งบอมบ์ถล่มทางอากาศต่อฉนวนกาซาตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ‘เป็นแค่จุดเริ่มต้น’ ของปฏิบัติการเช็กบิลกวาดล้างกลุ่มฮามาส ซึ่งบุกจู่โจมพื้นที่ตอนใต้ของอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ต.ค. และคร่าชีวิตพลเมืองอิสราเอลไปแล้วกว่า 1,300 คน

ขณะเดียวกัน กองทัพอิสราเอลยืนยันว่าได้มีการส่งทหารราบบุกเข้าไปตรวจค้นพื้นที่บางจุดของฉนวนกาซาในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ‘เพื่อกำจัดพวกผู้ก่อการร้ายและคลังอาวุธ’ รวมถึงติดตามหาตัวประกันที่ยังคงสูญหายด้วย

ผู้ที่ถูกสังหารระหว่างปฏิบัติการบุกแบบสายฟ้าแลบของกลุ่มฮามาสส่วนใหญ่เป็นพลเรือน ขณะที่บางคนเปรียบเทียบเหตุโจมตีอิสราเอลครั้งนี้ว่าเลวร้ายและน่าตกตะลึงพอๆ กับเหตุวินาศกรรม 9/11

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ ระบุว่ากำลังมีการปรึกษาหารือกับรัฐบาลในภูมิภาคเกี่ยวกับวิกฤตด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซา เนื่องจากมีชาวปาเลสไตน์นับล้านๆ คน ที่ต้องติดอยู่ในพื้นที่ในสภาพถูกตัดน้ำไฟ และขาดแคลนอาหาร หลังจากที่อิสราเอลใช้มาตรการปิดล้อมแบบเบ็ดเสร็จ

ชาวปาเลสไตน์กว่า 1.1 ล้านคนทางตอนเหนือของฉนวนกาซาได้รับคำเตือนเมื่อวันศุกร์ (13) ให้รีบอพยพลงใต้ภายใน 24 ชั่วโมง ก่อนที่อิสราเอลจะเริ่มต้นปฏิบัติการภาคพื้นดิน ขณะที่กลุ่มฮามาสประกาศกร้าวว่าจะขอสู้ ‘จนเลือดหยดสุดท้าย’ และเรียกร้องให้ประชาชนอย่าละทิ้งถิ่นฐานบ้านเรือน

พล.ร.ต.แดเนียล ฮาการี โฆษกกองทัพอิสราเอล ระบุว่า ทหารราบซึ่งมีหน่วยรถถังให้การสนับสนุนได้บุกเข้าไปในบางพื้นที่ของฉนวนกาซาเพื่อโจมตีกองกำลังจรวดของฝ่ายปาเลสไตน์ และหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวประกันที่ถูกจับไป ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่อิสราเอลออกมายืนยันว่ามีการส่งทหารภาคพื้นดินเข้าไปยังฉนวนกาซา นับตั้งแต่เริ่มเกิดวิกฤตการณ์ขึ้น

“เราได้โจมตีพวกศัตรูด้วยพลังที่รุนแรงอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน” เนทันยาฮู แถลงผ่านสื่อโทรทัศน์วานนี้ (13 ต.ค.) “ผมขอย้ำว่านี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น”

ชาวปาเลสไตน์หลายหมื่นคนตัดสินใจอพยพหนีไปยังพื้นที่ปลอดภัยหลังได้รับคำเตือนจากอิสราเอล ขณะที่อีกหลายคนประกาศว่าจะไม่ไปไหน

“ตายเสียยังดีกว่าทิ้งที่นี่ไป” โมฮัมหมัด วัย 20 ปี ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่ด้านนอกอาคารหลังหนึ่งที่ถูกอิสราเอลทิ้งระเบิดถล่มจนพังราบ

มัสยิดหลายแห่งในกาซาได้ออกประกาศเรียกร้องให้ชาวปาเลสไตน์ “รักษาบ้านเรือน รักษาดินแดนของพวกท่านไว้”

องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และอีกหลายหน่วยงานออกมาเตือนความเสี่ยงเกิด ‘หายนะ’ ครั้งใหญ่ หากพลเรือนนับล้านๆ ถูกบังคับให้ต้องอพยพหนีตายภายในระยะเวลาอันสั้น พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลอิสราเอลยุติการปิดล้อมกาซาเพื่อเปิดทางให้มีการส่งความช่วยเหลือเข้าไป

“เราจำเป็นต้องส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าไปให้ถึงทุกพื้นที่ในกาซาทันที เพื่อให้ประชาชนที่นั่นได้มีเชื้อเพลิง น้ำ และอาหาร แม้แต่สงครามก็ต้องมีกฎเกณฑ์ด้วย” อันโตนิโอ กูเตียร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ แถลงวานนี้ (13 ต.ค.)

ประธานาธิบดี ไบเดน กล่าวสุนทรพจน์ที่เมืองฟิลาเดลเฟีย โดยยืนยันว่าสหรัฐฯ กำลังทำงานร่วมกับอิสราเอล อียิปต์ จอร์แดน รัฐบาลอาหรับชาติอื่นๆ รวมถึงยูเอ็น เพื่อแก้ไขวิกฤตมนุษยธรรมในฉนวนกาซา พร้อมย้ำว่า “ชาวปาเลสไตน์ส่วนใหญ่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับพวกฮามาสและการโจมตีอันโหดเหี้ยมป่าเถื่อน พวกเขาเองก็ทุกข์ทรมานจากผลของสงครามเช่นกัน”

สเตฟาน ดูจาร์ริค โฆษกยูเอ็น เตือนว่า “เป็นไปไม่ได้เลย” ที่จะให้ชาวปาเลสไตน์ทางตอนเหนือของกาซาอพยพลงใต้ภายใน 24 ชั่วโมงตามคำสั่งของอิสราเอล โดยที่ไม่เกิด “ผลลัพธ์ร้ายแรงด้านมนุษยธรรม” ซึ่งถ้อยแถลงดังกล่าวทำให้รัฐบาลเทลอาวีฟออกมาแสดงความไม่พอใจ และเรียกร้องให้ยูเอ็นหันมาประณามฮามาส และสนับสนุนสิทธิในการป้องกันตนเองของอิสราเอลจะดีกว่า

ประธานาธิบดี มะห์มูด อับบาส ผู้นำองค์การบริหารแห่งชาติปาเลสไตน์ (Palestinian Authority) บอกกับ แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่จอร์แดนว่า การบังคับให้ชาวปาเลสไตน์ต้องอพยพครั้งนี้ไม่ต่างกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 1948 ที่คนปาเลสไตน์หลายแสนต้องหนีตายหรือถูกขับไล่ออกจากดินแดนที่เรียกว่า ‘อิสราเอล’ ในปัจจุบัน และพลเรือนกาซาส่วนใหญ่ก็คือลูกหลานของผู้ที่ต้องลี้ภัยในวันนั้น

ฉนวนกาซาได้ชื่อว่าเป็นดินแดนที่มีประชากรอาศัยอยู่อย่างแออัดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และถูกปิดล้อมเอาไว้ทุกด้าน ซึ่งนอกจากมาตรการปิดล้อมของอิสราเอลแล้ว รัฐบาลอียิปต์ก็ไม่เต็มใจที่จะทำตามเสียงเรียกร้องให้เปิดพรมแดนฝั่งกาซาเพื่อช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์ด้วย

ในเขตเวสต์แบงก์ กลุ่มผู้ประท้วงที่สนับสนุนกาซาได้ยิงปะทะกับกองกำลังความมั่นคงอิสราเอลจนเสียชีวิตไป 16 คน ตามรายงานของเจ้าหน้าที่ปาเลสไตน์ ขณะที่หลายฝ่ายกังวลว่าความขัดแย้งครั้งนี้อาจลุกลามขยายวงกว้าง โดยเฉพาะบริเวณพรมแดนตอนเหนือของอิสราเอลฝั่งที่ติดกับเลบานอนซึ่งเกิดการปะทะอย่างรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าขีปนาวุธที่อิสราเอลยิงข้ามเข้าไปยังตอนใต้ของเลบานอนเมื่อวานนี้ (13 ต.ค.) ส่งผลให้ อิสซาม อับดัลลาห์ (Issam Abdallah) ผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ เสียชีวิต และยังมีนักข่าวคนอื่นๆ ได้รับบาดเจ็บอีก 6 คน

‘โรงเรียนจีน’ สอน ‘วิธีเอาตัวรอด’ จากเหตุฉุกเฉินให้เด็กเล็ก หวังเพิ่มขีดความสามารถในการ ‘รับมือ-ป้องกัน’ อย่างปลอดภัย

เมื่อวานนี้ (13 ต.ค.66) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า บรรยากาศในโรงเรียนต่างๆ ทั่วจีน อาทิ มณฑลเหอเป่ย เจ้อเจียงกุ้ยโจว ซานตง อวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ขณะครูกำลังพาเด็กเล็กฝึกซ้อมรับมือและหลีกเลี่ยงเหตุอันตราย อาทิ ไฟไหม้และแผ่นดินไหว ร่วมกับเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ เนื่องในวันลดภัยพิบัติสากล (IDRR) โดยมีการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ รวมถึงการฝึกซ้อมอพยพฉุกเฉิน เพื่อเพิ่มความสามารถในการเอาตัวรอดเมื่อเผชิญสถานการณ์ฉุกเฉินของครูและนักเรียน

‘สถานทูตอิหร่าน’ โต้ข่าวปม 'โรนัลโด้' ถูกสั่งโบย 99 ครั้ง หลังทำผิดกม.บ้านเมืองสัมผัสตัวผู้หญิง ยืนยัน!! ไม่เป็นความจริง

(14 ต.ค.66) โรนัลโด้ ตกเป็นข่าว จะถูกลงโทษด้วยการโบย 99 ครั้ง หลังทำผิดกฎหมายบ้านเมืองด้วยการสัมผัสตัวเพศหญิง โดยก่อนหน้านี้ ดาวเตะวัย 38 ปี เดินทางมายังกรุงเตหะรานกับ อัล นาสเซอร์ เพื่อแข่งขันศึก เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก กับทีม เปอร์ซีโปลิส ของอิหร่าน เมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา โดยยอดทีมแห่งซาอุดิอาระเบียเอาชนะไปได้ 2-0 ในเกมนัดแรกของรอบแบ่งกลุ่ม

นอกเหนือจากแมตช์แข่งขัน โรนัลโด้ ได้เดินทางไปพบกับ ฟาติมา ฮามามี่ ศิลปินวาดภาพชาวอิหร่าน ที่พิการทางร่างกายมากถึง 85% โดยการพบกันของทั้งคู่เกิดจากการร้องขอจากทาง ฟาติมา ด้วยตัวเธอเอง โดยที่เธอต้องการจะมอบรูปภาพที่เธอวาดให้กับ โรนัลโด้ โดยเฉพาะ และมีการถ่ายภาพร่วมกัน

จากเหตุการณ์ดังกล่าว Shargh Daily เปิดเผยว่า ทราบเรื่องมาจากแหล่งข่าวที่เป็นเครือข่ายของตัวเองระบุว่า ทนายความจำนวนหนึ่งได้รวมตัวยื่นร้องเรียน โรนัลโด้ ฐานสัมผัสตัว ฟาติมา ด้วยการสวมกอดเธอ ซึ่งผิดต่อกฎหมายบ้านเมืองของอิหร่าน ที่ชาย-หญิงที่ไม่ได้เป็นสามีภรรยากันจะไม่สามารถแตะเนื้อต้องตัวกันได้ซึ่งนับเป็นสิ่งต้องห้าม

ล่าสุด สถานทูตอิหร่าน ยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด "เราขอปฏิเสธว่าไม่มีการออกคำสั่งของศาลใดๆ ต่อนักกีฬาต่างชาติคนไหนในอิหร่าน" แถลงการณ์จากสถานทูตสเปน ระบุ

"เรากังวลว่าการตีพิมพ์ข่าวไม่เป็นความจริงเหล่านี้ จะไปกลบเรื่องอาชญากรรมต่อมนุษยชาติและอาชญากรรมสงครามที่เกิดขึ้นในปาเลสไตน์"

"คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เดินทางไปยังอิหร่านในวันที่ 18-19 กันยายน เพื่อเล่นเกมฟุตบอลอย่างเป็นทางการ และได้รับการต้อนรับอย่างดีจากประชาชนและเจ้าหน้าที่ การพบกันด้วยความจริงใจและมีมนุษยธรรมของเขากับฟาติมา ฮามามี ยังได้รับการยกย่องและชื่นชมจากประชาชนและเจ้าหน้าที่ทางด้านกีฬาเป็นอย่างดี"

'โรนัลโด้' งานเข้า!! ถูกศาลอิหร่านสั่งลงโทษโบย 99 ครั้ง หลังเผลอเอามือโอบไหล่ 'หญิงอิหร่าน' ที่แต่งงานมีสามีเเล้ว

(14 ต.ค.66) Shargh Daily สื่อท้องถิ่นเปิดเผยว่า ศาลยุติธรรมของ อิหร่าน สั่งลงโทษ คริสเตียโน โรนัลโด้ ด้วยการโบย 99 ครั้ง หลังทำผิดกฎหมายบ้านเมืองด้วยการสัมผัสตัวเพศหญิง

แนวรุกวัย 38 ปี เดินทางมายังกรุงเตหะรานกับ อัล นาสเซอร์ เพื่อแข่งขันศึก เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก กับทีม เปอร์ซีโปลิส ของอิหร่าน เมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา โดยยอดทีมแห่งซาอุดีอาระเบียเอาชนะไปได้ 2-0 ในเกมนัดแรกของรอบแบ่งกลุ่ม

นอกเหนือจากแมตช์แข่งขัน โรนัลโด้ ได้เดินทางไปพบกับ 'ฟาติมา ฮามามี' ศิลปินวาดภาพชาวอิหร่าน ที่พิการทางร่างกายมากถึง 85%

ปัญหาเกิดขึ้นตอนที่ถ่ายรูปเพราะโรนัลโด้เผลอเอามือไปโอบไหล่ของ ฮามามี่ ซึ่งเธอเเต่งงานมีสามีเเล้ว ซึ่งตามกฎหมายที่เข้มงวดในประเทศอิหร่านการกระทำแบบนี้คือการส่อไปในเชิงชู้สาว

ด้วยเหตุนี้นักกฎหมายหลายคนที่เห็นภาพเกิดความไม่พอใจ นำเรื่องไปฟ้องศาล ซึ่งคำตัดสินก็ออกมาอย่างรวดเร็วคือ โรนัลโด้ ผิดจริงเเละมีคำสั่งให้โบยเขาถึง 99 ครั้ง เเต่คำสั่งนี้จะมีผลก็ต่อเมื่อโรนัลโด้เดินทางไปประเทศอิหร่าน ในอนาคตข้างหน้า

อย่างไรก็ตามมีข่าวลือว่า การลงโทษครั้งนี้จะอนุโลม ถ้าโรนัลโด้ออกมาขอโทษต่อหน้าสาธารณชน

‘ท่าเรือชินโจว’ กับเส้นทางการเติบโตตลอด 30 ปี จาก ‘หมู่บ้านประมง’ สู่ ‘ท่าเรืออัจฉริยะ’ ของจีน

(13 ต.ค. 66) สำนักข่าวซินหัว, ชินโจว เผยแพร่เรื่องราวความเป็นมาของ ‘ท่าเรือชินโจว’ โดยระบุว่า ย้อนกลับไปเมื่อปี 1992 ท่าเรือชินโจวในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน ยังเป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ก่อนจะได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อระดับนานาชาติที่ทันสมัย ตามแนวระเบียงการค้าทางบก-ทางทะเลระหว่างประเทศแห่งใหม่ ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา

มีการสร้างลานตู้คอนเทนเนอร์อัตโนมัติสำหรับบริการขนส่งทางราง-ทางทะเลขึ้นที่นี่ ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมค่อยๆ ก่อกำเนิดและเจริญรุ่งเรืองขึ้น ณ เขตการค้าเสรีนำร่องของท่าเรือแห่งนี้

ปัจจุบัน ท่าเรือชินโจวให้บริการรถไฟตู้คอนเทนเนอร์ทุกวัน และเชื่อมต่อกับรถไฟบรรทุกสินค้าจีน-ยุโรปหลายสาย ท่าเรือชินโจวเปิดเส้นทางขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ทั้งในและต่างประเทศมากกว่า 60 เส้นทาง ครอบคลุม 61 เมืองในจีน โดยขนส่งสินค้าแล้วมากกว่า 940 ชนิด สู่ท่าเรือ 393 แห่งใน 119 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก

‘Dr. Husam Zomlot’ หัวหน้าคณะผู้แทนปาเลสไตน์ประจำสหราชอาณาจักร ผู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้ชาวปาเลสไตน์ และการต่อสู้กับอคติของสื่อตะวันตก

‘Dr. Husam Zomlot’ หัวหน้าคณะผู้แทนปาเลสไตน์ประจำสหราชอาณาจักร
ตอบโต้คำถามและการสัมภาษณ์ที่มีอคติของ BBC สื่อตะวันตกอย่างดุเดือด

‘Dr. Husam Zomlot’ หัวหน้าคณะผู้แทนปาเลสไตน์ประจำสหราชอาณาจักร ต้องเผชิญหน้ากับคำถามและการสัมภาษณ์อย่างมีอคติจากสื่อตะวันตก โดยเฉพาะ BBC โดยพยายามให้ความกระจ่างเกี่ยวกับความโหดร้ายที่บีบคั้นหัวใจ ซึ่งเกิดขึ้นโดยกองทัพอิสราเอลต่อพลเรือนชาวปาเลสไตน์ผู้บริสุทธิ์

Dr. Zomlot ได้ตอกย้ำความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของชาวปาเลสไตน์ในการยุติการยึดครองอันโหดร้ายที่คุกคามชีวิตของพวกเขามายาวนานเกินไป อิสราเอลซึ่งแต่เดิมตั้งใจที่จะยุติการขยายถิ่นฐานและการยึดครอง แต่กลับวนเวียนอยู่ในวงจรแห่งความทุกข์ทรมานของชาวปาเลสไตน์

เขาท้าทายความพยายามของผู้สัมภาษณ์ที่จะถือข้างผู้ครอบครอง โดยเน้นว่านี่ไม่ใช่สงครามระหว่างความเท่าเทียมกัน หลักการทางการทหารที่มีมายาวนานของอิสราเอลมุ่งเป้าไปที่พลเรือน ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายอย่างนับไม่ถ้วน Dr. Zomlot เรียกร้องอย่างกระตือรือร้นให้ยุติวงจรแห่งความตายนี้ การเผชิญหน้ากับความหน้าซื่อใจคดของผู้สัมภาษณ์ โดยเน้นย้ำถึงการขาดความรับผิดชอบต่ออาชญากรรมสงครามของอิสราเอลในการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ เขาตั้งคำถามว่า เหตุใดเจ้าหน้าที่อิสราเอลจึงไม่ถูกกดดันให้ประณามตนเอง โดยเน้นย้ำถึงอคติที่มักสร้างความเสียหายให้ปาเลสไตน์จากการรายงานข่าวของสื่อตะวันตก

Dr. Zomlot ปฏิเสธที่จะเล่าเรื่องที่บิดเบือน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการจัดการที่ต้นตอของความขัดแย้ง แทนที่จะคาดหวังให้ชาวปาเลสไตน์ประณามตนเองอย่างต่อเนื่อง เขาตั้งคำถามกับการรายงานแบบเลือกข้างของสื่อ โดยถามว่าพวกเขาเคยเชิญให้ Dr. Zomlot ออกมาพูดเมื่อชาวปาเลสไตน์ถูกสังหารหรือเมื่อมีการยั่วยุจากฝั่งอิสราเอลหรือไม่? เนื่องจากประชากรในฉนวนกาซาถูกจับเป็นตัวประกันโดยอิสราเอล Dr. Zomlot จึงเรียกร้องให้เปลี่ยนจากการใช้วาทกรรมและให้ยอมรับความจริงอันน่ารังเกียจนี้

เมื่อถามถึงแนวทางแก้ไข เขาเน้นย้ำถึงการใช้กฎหมายระหว่างประเทศอย่างเท่าเทียมกัน กฎของสันนิบาตแห่งชาติ และมติของสหประชาชาติ ซึ่งเป็นหลักการที่ขาดหายไปอย่างเห็นได้ชัดเมื่อพูดถึงการกระทำของอิสราเอลในฐานะกองกำลังผู้ยึดครอง

Dr. Zomlot เปิดเผยความจริงอันโหดร้ายที่พลเรือนปาเลสไตน์ต้องเผชิญอย่างเด็ดเดี่ยว และเรียกร้องความยุติธรรม และความรับผิดชอบต่อความอยุติธรรมนับครั้งไม่ถ้วนที่ชาวปาเลสไตน์ต้องเผชิญ Dr. Zomlot ได้โต้ตอบผู้สื่อข่าวของ BBC อย่างไม่เกรงใจ เนื่องจากความมีอคติของผู้สัมภาษณ์ที่ชัดเจนต่อชาวปาเลสไตน์อิสราเอล โดยเปิดเผยถึงความโหดร้ายอันน่าสยดสยองที่กองทัพอิสราเอลกระทำต่อพลเรือนชาวปาเลสไตน์ผู้บริสุทธิ์

อย่างไรก็ตาม กลุ่มฮามาสไม่ใช่รัฐบาลหรือกองทัพอย่างเป็นทางการของชาวปาเลสไตน์ จึงไม่สามารถถือเอากลุ่มฮามาสเป็นตัวแทนของชาวปาเลสไตน์ได้ Dr. Zomlot เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นแน่วแน่ของชาวปาเลสไตน์ที่จะหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งการยึดครองที่ยืดเยื้อยาวนาน เขาเน้นย้ำว่า จุดประสงค์เดิมของอิสราเอล คือการยุติการขยายตัวของการตั้งถิ่นฐานและการยึดครอง แต่อิสราเอลได้หลงไปไกลจากเส้นทางนี้ และทิ้งร่องรอยแห่งความทุกข์ทรมานไว้

ด้วยการท้าทายความพยายามของผู้สัมภาษณ์ที่จะเปรียบเทียบผู้กดขี่กับผู้ถูกกดขี่ Dr. Zomlot โต้แย้งอย่างกระตือรือร้นว่านี่ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างความเท่าเทียมกัน เขากล่าวหาอิสราเอลว่าปฏิบัติตามหลักคำการทางทหารที่น่ากังวลซึ่งมุ่งเป้าไปที่พลเรือน ซึ่งสร้างความเจ็บปวดแก่ชาวปาเลสไตน์อย่างไม่สามารถประเมินได้ Dr. Zomlot เรียกร้องให้ยุติวงจรความรุนแรงซึ่งมีแต่การทำลายล้างนี้

Dr. Zomlot ขอให้ผู้สัมภาษณ์ตอบข้อกล่าวหาว่ามีอคติ โดยตั้งคำถามตรง ๆ ไปว่า ทำไมเจ้าหน้าที่อิสราเอลจึงไม่รับผิดชอบต่อการกระทำของพวกเขาในรายการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ เขาท้าทายความล้มเหลวของสื่อในการเรียกร้องให้อิสราเอลประณามตัวเอง โดยแสดงให้เห็นถึงการมีสองมาตรฐานโดยสิ้นเชิง

Dr. Zomlot ยืนกรานที่จะต้องจัดการกับสาเหตุที่แท้จริงของความขัดแย้ง เขาตั้งคำถามที่ถูกต้องเกี่ยวกับการรายงานข่าวของสื่อ โดยถามว่าพวกเขาส่งคำเชิญถึงตัวเขาเมื่อชาวปาเลสไตน์ถูกสังหารหรือเมื่อมีการยั่วยุของอิสราเอล เพราะว่ามีชาวปาเลสไตน์กว่าสองล้านคนถูกอิสราเอลจับเป็นตัวประกันในฉนวนกาซา

Dr. Zomlot จึงเรียกร้องให้ละทิ้งวาทกรรมที่ปั้นแต่งขึ้น เพื่อเผชิญหน้ากับความจริงของสถานการณ์ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข เมื่อถามถึงแนวทางแก้ไข เขาเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการใช้กฎหมายระหว่างประเทศอย่างเท่าเทียมกัน ตลอดจนการปฏิบัติตามกฎของสันนิบาตแห่งชาติและมติของสหประชาชาติ ซึ่งเป็นหลักการที่อิสราเอลดูเหมือนได้เคยยอมรับและนำมาปฏิบัติมานานหลายทศวรรษ

‘ทีมวิจัยจีน’ เผยโฉม!! ต้นแบบคอมพิวเตอร์ควอนตัมรุ่นใหม่ เร็วกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลก ถึง ‘1 หมื่นล้านล้านเท่า’!!

นักข่าวดิจิทัลพาชม 'จิ่วจาง 3.0' ต้นแบบคอมพิวเตอร์ควอนตัมรุ่นใหม่ฝีมือจีน

เมื่อวันที่ (12 ต.ค. 66) เจิ้ง ผู้สื่อข่าวดิจิทัลของสำนักข่าวซินหัว พาชมและสำรวจพื้นที่ภายในจิ่วจาง 3.0 (Jiuzhang 3.0) ต้นแบบคอมพิวเตอร์ควอนตัมรุ่นใหม่ของจีน

คณะนักวิทยาศาสตร์จีนเปิดตัวต้นแบบคอมพิวเตอร์ควอนตัม ‘จิ่วจาง 3.0’ ซึ่งสามารถตรวจจับโฟตอนหรืออนุภาคของแสงได้ 255 ตัว ถือเป็นการก้าวข้ามขีดจำกัดของเทคโนโลยีการประมวลผลแบบควอนตัมโดยใช้แสงหรือโฟโตนิกส์อีกครั้ง

ทีมวิจัยนำโดยพานเจี้ยนเหว่ย นักฟิสิกส์ควอนตัมชื่อดังชาวจีน ประสบความสำเร็จในการประมวลผลแบบควอนตัมครั้งนี้ โดยสามารถแก้ปัญหาการสุ่มตัวอย่างแบบเกาส์เซียน โบซอน หรือ จีบีเอส (GBS) ด้วยความเร็วที่เร็วกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลกที่มีอยู่ ถึง 1 หมื่นล้านล้านเท่า

การสุ่มตัวอย่างแบบเกาส์เซียน โบซอน ซึ่งเป็นอัลกอริทึมสร้างแบบจำลองดั้งเดิมถูกนำมาใช้ในการศึกษา เนื่องจากเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงที่แสดงให้เห็นความเร็วของการคำนวณแบบควอนตัมในการแก้ไขปัญหาบางประการที่กำหนดไว้

รายงานระบุว่า ‘จิ่วจาง 3.0’ สามารถแก้ปัญหาการสุ่มตัวอย่างแบบเกาส์เซียน โบซอนได้เร็วกว่า ‘จิ่วจาง 2.0’ ต้นแบบคอมพิวเตอร์ควอนตัมรุ่นก่อนหน้านี้ถึง 1 ล้านเท่า

อนึ่ง การศึกษาดังกล่าวถูกเผยแพร่ทางออนไลน์ในวารสารฟิสิคอล รีวิว เลตเตอร์ส (Physical Review Letters) เมื่อวันพุธ (11 ต.ค.) ตามเวลาปักกิ่ง

‘X’ สั่งลบบัญชี ‘เครือข่ายฮามาส’ นับร้อย หลังก่อเหตุโจมตีอิสราเอล ตอบรับข้อเรียกร้อง EU ขอให้จัดการเนื้อหาเท็จออกจากแพลตฟอร์ม

(12 ต.ค.66) นางลินดา ยัคคารีโน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเอ็กซ์ (X) หรือทวิตเตอร์ ระบุในวันนี้ว่า เอ็กซ์ได้ทำการลบบัญชีเครือข่ายกลุ่มฮามาสชาวปาเลสไตน์หลายร้อยบัญชี และได้ดำเนินการเพื่อลบหรือติดตราคอนเทนต์หลายหมื่นชิ้นนับตั้งแต่เกิดเหตุโจมตีอิสราเอลเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ซึ่งก่อนหน้านี้ นายเธียร์รี เบรตง คณะกรรมาธิการยุโรปด้านตลาดภายในภูมิภาค ได้ส่งจดหมายถึงนายอีลอน มัสก์ ประธานบริษัทเอ็กซ์เพื่อเรียกร้องให้ลบข้อมูลที่บิดเบือนต่าง ๆ ออกจากแพลตฟอร์มในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top