Monday, 24 August 2026
WORLD

"ทริปยุโรปครั้งแรกในรอบ 5 ปี 'สี จิ้นผิง' เลือกไปเยือน 'ฮังการี' จอมหัวแข็งใน NATO + 'เซอร์เบีย' สุดซี้จีนพร้อมชนในย่านนั้นด้วย"

(6 พ.ค.67) รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจจีน จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

ทริปยุโรปครั้งแรกในรอบ 5 ปี 🇨🇳 #สีจิ้นผิง เลือกไปเยือน 🇭🇺 #ฮังการี จอมหัวแข็งใน NATO + 🇷🇸 #เซอร์เบีย สุดซี้จีนพร้อมชนในย่านนั้นด้วยค่า

ไปเยือนยุโรปครั้งแรกในรอบ 5 ปี  แม้จะแวะปารีส 🇫🇷เป็นจุดแรก ผู้นำจีนไม่ได้ไปช้อปปิ้งหรือไปโชว์แฟชั่นอะไรนะคะ 🤭 หากแต่ทริปนี้  เพื่อ Strategic Opportunities !! 

นอกจากฝรั่งเศส #สีจิ้นผิง เลือกที่จะไปคุย/เตรียมการอะไรกับผู้นำ #ฮังการี และผู้นำ #เซอร์เบีย  ตัวพ่อจอมหัวแข็งพร้อมชนทั้งสองชาติในยุโรปเลยค่า 😅 #ปีมังกรดุ 

คงเดาได้นะคะ งานนี้ใครจะหนาววววว 🤭 

https://www.atlanticcouncil.org/blogs/new-atlanticist/what-to-look-for-as-xi-jinping-visits-france-serbia-and-hungary/

คงจำได้นะคะ #ฮังการี เคยหัวแข็งยืนกรานไม่ยอมให้ #สวีเดน เข้า NATO  ในที่สุด  กว่าจะเคลียร์จบ สวีเดนลุ้นด้วยใจระทึกกว่าจะเข้าเป็นสมาชิก #NATO ได้ค่าาา

จอมซ่าส์พร้อมชนแบบฮังการี 🤭 จีนชอบจ้า 
https://www.reuters.com/world/europe/hungary-set-ratify-swedens-nato-accession-clearing-last-hurdle-2024-02-26/

โรงแรมฮ่องกงชาร์จเพิ่มทุกเม็ด 'สบู่-แปรง-ยาสีฟัน'  ตามกฎหมายใหม่ฮ่องกง 'แบนพลาสติกใช้แล้วทิ้ง'

นักท่องเที่ยวจีนโวยหนัก เมื่อโรงแรมในฮ่องกงยกเลิกนโยบายแจกอุปกรณ์ ของใช้ในห้องน้ำฟรีให้กับแขกที่เข้าพัก ไม่เว้นแม้แต่โรงแรมระดับ 5 ดาว หากลูกค้าจำเป็นต้องใช้ 'แปรงสีฟัน - ยาสีฟัน - สบู่ - แชมพู' และอื่นๆ ที่โรงแรมเคยเตรียมไว้ให้เป็นชุดเซตเล็กๆ อย่างที่เราคุ้นเคยกัน ต่อไปนี้จะไม่มีอีกแล้ว ต้องจ่ายเพิ่มเท่านั้น 

โดยทางโรงแรมในฮ่องกงให้เหตุผลว่า จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมายใหม่ Product Eco-responsibility Bill กฎหมายที่ว่าด้วยเรื่องระเบียบข้อบังคับการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง ที่เพิ่งผ่านสภาฮ่องกงเมื่อ 18 ตุลาคม 2566 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา

ซึ่งในกฎหมายฉบับล่าสุดนี้ระบุว่า ไม่อนุญาตให้โรงแรมและเกสต์เฮาส์จัดหาอุปกรณ์อาบน้ำแบบใช้แล้วทิ้ง และน้ำดื่มบรรจุขวดพลาสติกในห้องพักแบบฟรีๆ อีกต่อไป 

นอกจากนี้ ยังห้ามผลิต และจำหน่ายผลิตภัณฑ์พลาสติกแบบ Oxo (กลุ่มพลาสติกที่ย่อยสลายเร็ว) ยกตัวอย่างเช่น แปรงสีฟัน, ยาสีฟันแบบหลอด, หมวกอาบน้ำ, มีดโกนหนวด, หวี, สำลีปั่นหู, กระดาษชำระที่มาในห่อพลาสติก, แชมพู-ยาสระผม แบบขวดเล็ก, หรือแม้แต่น้ำดื่มบรรจุขวดพลาสติก ก็จำเป็นต้องงดให้บริการ 

บางโรงแรมเปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์ทางเลือกอื่น เช่น น้ำบรรจุขวดแก้ว หรือ แปรงสีฟันที่ทำจากเตรียมไว้ให้แขก แต่นอกเหนือจากนี้ ลูกค้าที่ไม่ได้เตรียมของใช้ส่วนตัวมา ต้องซื้อเพิ่มเท่านั้น ซึ่งแต่ละโรงแรมก็มีเรทราคาของใช้ที่แตกต่างกันไป 

อาทิ โรงแรมหรูระดับ 5 ดาวอย่าง Hyatt กำหนดราคา หมวกอาบน้ำ 3 ชิ้น HK$15, ยาสีฟัน 1 หลอด HK$15, ชุดโกนหนวด HK$15 หรือหวีที่มาในราคา HK$30 (1 เหรียญฮ่องกง = 4.70 บาท) 

แต่สำหรับโรงแรมราคาประหยัดทั่วไปที่นักท่องเที่ยวจีนนิยมกันนั้น ลูกค้าต้องซื้อเพิ่มทุกไอเทมไม่เว้นแม้แต่น้ำดื่มในห้อง ที่มาในราคาต่อชิ้น ชิ้นละ HK$ 5 - 10 ที่ทำให้นักเที่ยวจีนบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า นี่ไม่ใช่เรื่องของการรักษ์โลกแล้ว แต่เป็นธุรกิจชัดๆ 

นักท่องเที่ยวจีนรายหนึ่งบ่นผ่านสื่อโซเชียลจีนว่า นโยบายเพื่อสิ่งแวดล้อมแบบใด มาชาร์จราคาของใช้กับลูกค้าที่เมื่อก่อนเป็นบริการฟรีของทางโรงแรมอยู่แล้ว และมีหลายคนที่มองว่า เป็นการอ้างเรื่องสิ่งแวดล้อมบังหน้าเพื่อหากำไร เพราะราคาห้องพักก็ไม่ได้ถูกลง แต่ลูกค้าต้องมาเสียค่าใช้จ่ายยุบยับเพิ่มอีกแม้แต่ค่ายาสีฟัน

ด้านโฆษกกรมพิทักษ์สิ่งแวดล้อม แสดงความเห็นผ่านสื่อว่า ทางฮ่องกงจำเป็นต้องออกกฎหมายฉบับนี้เพื่อลดปริมาณพาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง แล้วเข้าใจว่าข้อบังคับฉบับใหม่อาจไม่ถูกใจทุกคน ซึ่งเรื่องเหล่านี้จะไม่เป็นปัญหาเลยถ้านักท่องเที่ยวเตรียมของใช้ส่วนตัวมาเอง  

ส่วนคำร้องเรียนเกี่ยวกับการชาร์ตราคาของใช้ในห้องน้ำของทางโรงแรมนั้น ทางโฆษกของกรมพิทักษ์สิ่งแวดล้อมกล่าวว่า กฎหมายระบุเพียงว่า ห้ามโรงแรมแจกผลิตภัณฑ์พลาสติกใช้แล้วทิ้งแก่ลูกค้าเท่านั้น แต่ไม่ได้ระบุเรื่องการชาร์ตราคาของใช้เพิ่มของทางโรงแรม ดังนั้นทางโรงแรมจะตั้งราคาเท่าไหร่ หรือชาร์ตสิ่งของใดเพิ่ม ก็เป็นดุลยพินิจของผู้บริหารแต่ละโรงแรมเอง ไม่เกี่ยวข้องกับกฎหมายใหม่ฉบับนี้ 

และย้ำว่า นโยบายเรื่องการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเริ่มมีมาแล้วทั่วโลก และการแบนผลิตภัณฑ์พลาสติกในอุตสาหกรรมโรงแรมไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ทั้งนี้ ผู้ประกอบการโรงแรมในฮ่องกงควรให้ข้อมูลกับแขกผู้มาพักล่วงหน้า เพื่อให้เข้าใจถึงข้อห้ามการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกของทางฮ่องกง 

แต่ในอีกด้านหนึ่ง 'แคสเปอร์ จุย อิง-เว่ย' ผู้อำนวยการสมาพันธ์ผู้ประกอบการโรงแรมฮ่องกง กล่าวว่า ทางโรงแรมจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมายฮ่องกงก็จริง แต่ก็อยากให้รัฐบาลฮ่องกงช่วยประชาสัมพันธ์เรื่องกฎหมายใหม่ แก่นักเดินทางด้วย แทนที่จะฝากหน้าที่ไว้กับผู้ประกอบการโรงแรมเพียงฝ่ายเดียว

ด้าน เพอร์รี อิว พัค-หลง ผู้แลกฎหมายด้านการท่องเที่ยว กล่าวว่าตอนนี้ยังเป็นช่วงที่ผู้ประกอบการโรงแรมปรับตัวให้เข้ากับกฎหมายแล้ว และเชื่อว่าหลายโรงแรมกำลังมองหาสิ่งของ และ บรรจุภัณฑ์ทางเลือก ที่ไม่ใช่พลาสติก ที่มีราคาเทียบเท่ากับสินค้าเดิม อย่างยาสีฟันหลอด หรือ มีดโกนหนวด ที่ตอนนี้ยังหาค่อนข้างยาก 

แต่เชื่อว่าสามารถหาผลิตภัณฑ์อื่นที่ทดแทนพลาสติกได้ในอีกไม่นาน เพื่อบริการลูกค้าได้ฟรีเหมือนเดิม เพราะต้องยอมรับว่ากฎหมายใหม่มีผล กระทบกับการท่องเที่ยวฮ่องกงจริง จากกระแสความไม่พอใจของนักท่องเที่ยว ที่กระจายเต็มโซเชียลจีนอยู่ในขณะนี้ 

เพราะการรักษ์โลก ต้องแลกกับความไม่สะดวกสบายบ้าง แต่ถ้าจะให้ดี ควรมีโปรโมชันให้ลูกค้าหน่อยก็น่าจะดี เพราะไหนๆ โรงแรมก็ประหยัดต้นทุนค่า สบู่ แชมพู ยาสีฟัน และของใช้จุกจิก ที่เคยแจกให้ฟรีไปแล้ว ก็น่าจะคืนกำไรให้ลูกค้าหน่อย เสียงบ่นก็จะน้อยลงได้เอง 

‘สภาส่งเสริมการค้าจีนฯ’ เผย บริษัทเงินทุนต่างชาติ ปลื้มตลาดจีน คาด!! อีก 5 ปีข้างหน้า จะทำกำไรเพิ่มขึ้นอีกมาก 

(5 พ.ค.67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ผลสำรวจบริษัทที่ใช้เงินทุนจากต่างชาติมากกว่า 600 แห่ง ซึ่งจัดทำโดยสภาส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของจีน พบว่าบริษัทเหล่านี้มีความเชื่อมั่นในตลาดจีนเพิ่มขึ้น โดยมากกว่าร้อยละ 70 ของบริษัทกลุ่มสำรวจมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการพัฒนาของตลาดจีนในช่วง 5 ปีข้างหน้า ซึ่งเพิ่มขึ้นราว 3.8 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

รายงานระบุว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ประกอบการกลุ่มสำรวจมองว่าตลาดจีนมีความน่าสนใจมากขึ้น ซึ่งเพิ่มขึ้น 2.9 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่มากกว่าครึ่งหนึ่งของบริษัทกลุ่มสำรวจคาดหวังว่าการลงทุนในจีนจะสร้างผลกำไรเพิ่มขึ้นในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยร้อยละ 60 ของบริษัทเหล่านี้มาจากยุโรป

‘จ้าวผิง’ โฆษกสภาฯ กล่าวว่า ตลาดจีนยังคงมีข้อได้เปรียบรอบด้านอันโดดเด่นในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ หากพิจารณาจากการดำเนินนโยบายสิทธิประโยชน์และสร้างสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุนการลงทุน รวมถึงความพยายามเปิดกว้างอันมีมาตรฐานสูงของจีน

'จีน' ส่ง ‘ฉางเอ๋อ 6’ ทะยานสู่ด้านมืด’ ของดวงจันทร์  'ลงจอดศึกษา-เก็บตัวอย่างดิน' เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

(5 พ.ค.67) หลังจากความสำเร็จของภารกิจยานฉางเอ๋อ 5 ของจีน ที่ได้ลงจอดบนดวงจันทร์ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2563 พร้อมกับการเก็บตัวอย่างดินในพื้นที่ด้านใกล้และส่งกลับมายังโลกเพื่อทำการศึกษา อีกทั้งยังได้เผยภาพด้านไกลของดวงจันทร์ให้ได้เห็นลายละเอียดของดาวบริวารเพียงหนึ่งเดียวของโลก ในส่วนที่ไม่สามารถมองเห็นได้เมื่อมองจากมุมมองบนพื้นโลก

ปัจจุบันจีนได้ทำการส่ง “ยานฉางเอ๋อ 6” เพื่อเดินทางไปสำรวจดวงจันทร์อีกครั้ง โดยทาง องค์การบริหารอวกาศแห่งชาติของจีน (CNSA) ได้ปล่อยจรวด ลองมาร์ช 5 นำยานสำรวจดวงจันทร์ฉางเอ๋อ 6 ขึ้นสู่อวกาศเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2567 จากศูนย์อวกาศเหวินชาง มณฑลไห่หนาน ทางภาคใต้ของจีน เพื่อเดินทางไปลงจอดยังด้านไกล หรือด้านมืดของดวงจันทร์ที่หลายคนรู้จัก

ภารกิจของยานฉางเอ๋อ 6 ถือได้ว่าเป็นภารกิจแรกในประวัติศาสตร์การสำรวจดวงจันทร์ ที่จะมีการนำยานสำรวจลงจอดศึกษาและเก็บตัวอย่างดินกลับมายังโลก ในบริเวณพื้นที่ด้านไกลของดาวบริวารของโลก โดยพื้นที่ที่ยานฉางเอ๋อ 6 จะลงจอดนั้น คือ แอ่งขั้วใต้ดวงจันทร์ -เอตเคน (South Pole-Aitken basin - "SPA") ซึ่งเป็นหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่ ความกว้างประมาณ 2,500 กม. และลึก 8.2 ที่เกิดจากการพุ่งชนของอุกกาบาตขนาดใหญ่นานกว่า 4 พันล้านปี

ก่อนหน้านี้ จีนได้ส่งดาวเทียมส่งต่อสัญญาณชื่อ “เชวี่ยเฉียว-2” ไปล่วงหน้าเพื่อสนับสนุนภารกิจฉางเอ๋อ 6 เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2567 ที่ผ่านมา ด้วการลงจอดบริเวณพื้นที่ด้านไกลของดวงจันทร์ ทำให้มีการประเมินระยะเวลาภารกิจในครั้งนี้ อาจใช้เวลา 53 วัน ซึ่งมากกว่าภารกิจก่อนหน้านี้ คือยานฉางเอ๋อ 5 ที่ใช้เวลาทั้งหมด 22 วัน ในการทำภารกิจ

CNSA ได้มีการเผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า ตัวอย่างดินบริเวณด้านไกลของดวงจันทร์ที่เก็บกลับมายังโลกจากภารกิจฉางเอ๋อ 6 นั้น จะมีการแจกจ่ายไปตามสถาบันวิจัยต่างๆ ของจีนและประเทศที่มีความร่วมมือกับจีน จากนั้นจึงจะเปิดให้ประเทศอื่นๆ ส่งร่างโครงการเพื่อขอนำตัวอย่างดินจากดวงจันทร์ไปวิจัยต่อไป เหมือนดังเช่นตัวอย่างดินดวงจันทร์จากภารกิจฉางเอ๋อ 5

'ม.วอชิงตัน' ทดลองพ่นเกลือให้เมฆ เพื่อหักเหแสงอาทิตย์ หวังลดความร้อนจากดวงอาทิตย์ รอลุ้นผลอีก 3 ปี

แม้แสงจากดวงอาทิตย์ คือ แหล่งพลังงานความร้อนและแสงสว่างของโลก แต่ในขณะเดียวกันภาวะโลกเดือด (หรือภาวะโลกร้อน) ก็ทำให้ความร้อนที่ได้จากแสงอาทิตย์ยังถูกกักเก็บเอาไว้ในโลกและทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น 

(4 พ.ค.67) TNN Tech รายงานว่า จากปัญหาดังกล่าว นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน (University of Washington) จึงริเริ่มทดลองแก้ปัญหา ด้วยการลดความร้อนจากดวงอาทิตย์ โดยการสร้างเมฆเทียมเพื่อหักเหแสงอาทิตย์เป็นครั้งแรกของโลก 

การทดลองดังกล่าวอิงจากพื้นฐานว่าเมฆสามารถหักเหแสงอาทิตย์ได้ แต่ปรากฏการณ์ดังกล่าวในธรรมชาตินั้นเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ทีมนักวิจัยจึงเริ่มโครงการสร้างกระบวนการที่เรียกว่า การเพิ่มความสว่างของเมฆเหนือมหาสมุทร (Marine Cloud Brightening: MCB) เพื่อให้ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นได้โดยการสร้างและออกแบบของมนุษย์

ทั้งนี้ MCB เป็นการใช้ประโยชน์จากเมฆเหนือมหาสมุทรที่มักลอยตัวต่ำ เป็นวัตถุดิบในการสร้างเมฆที่ช่วยสะท้อนและหักเหแสง โดยการพ่นละอองเกลือเพื่อให้ไปถึงเมฆ ละอองเกลือจะทำให้เมฆเพิ่มความสามารถในการสะท้อนแสง และลดปริมาณความเข้มแสงที่ผ่านเมฆเข้ามาสู่โลก พร้อมทำให้เมฆมีความขาวชัดมากขึ้น ซึ่งเป็นที่มาของชื่อกระบวนการด้วยเช่นกัน

โดยสิ่งที่ทีมนักวิจัยทำก็คือการสร้างเครื่องพ่น (Spraying) น้ำทะเลไปยังระดับความสูงที่เมฆเลยตัวอยู่ พร้อมติดตั้งตัวเครื่องพ่นบน ยูเอสเอส ฮอร์เน็ต (USS Hornet CV-12) เรือบรรทุกเครื่องบินซึ่งปลดประจำการในปี 1970 ที่ปัจจุบันทำหน้าที่เป็นพิพิธภัณฑ์ลอยน้ำ บริเวณอ่าวซานฟรานซิสโก (San Francisco Bay Area) ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา 

แม้ผลลัพธ์การทดลองเบื้องต้นจะยังไม่สามารถได้ข้อสรุปที่ชัดเจน แต่นักวิจัยในทีม ตลอดจนนักบรรยากาศศาสตร์ (Atmospheric scientist) เชื่อว่า การรบกวนธรรมชาติของเมฆด้วยเทคนิค MCB มีความเป็นไปได้ในการทดลอง โดยมีปัจจัยที่สำคัญคือการสร้างละอองในอากาศ (Aerosoid) ที่มีความเหมาะสมในแง่ของขนาดและความเข้มข้น รวมถึงเครื่องพ่นที่มีกำลังการปล่อยที่เหมาะสมด้วย

อย่างไรก็ตาม การทดลองดังกล่าวจะใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 3 ปี นับตั้งแต่เดือนเมษายน เพื่อบันทึกข้อมูลการทดลอง โดยติดตั้งเครื่องมือวัดสภาพอากาศเหนือ USS Hornet รวมถึงปรับปรุงแบบเครื่องพ่นให้เหมาะสม โดยตั้งงบประมาณตลอดระยะเวลาโครงการไว้ที่ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 370 ล้านบาท ซึ่งประมาณร้อยละ 10 ของงบ หรือประมาณ 37 ล้านบาท จะเป็นค่าใช้จ่ายในการใช้ USS Hornet เป็นสถานที่ทดลองด้วย

ชาวอเมริกันกว่า 50% เห็นด้วยให้แบน Tiktok ออกจากสหรัฐฯ หวั่น!! จีนใช้ 'จูงใจ-สร้างอิทธิพล-สอดแนมชีวิต' คนอเมริกัน

(4 พ.ค.67) Business Tomorrow เผยว่า ไม่นานมานี้ ทาง Reuters ร่วมกับบริษัทวิจัยผู้บริโภค Ipsos ได้สอบถามชาวอเมริกัน 1,022 คน ว่าคิดอย่างไรกับกรณีการแบน TikTok ของรัฐบาล?

- 58% เห็นด้วยว่า รัฐบาลจีนใช้ TikTok มาสร้างอิทธิพลต่อชาวอเมริกัน โดยกลุ่มตัวอย่างไม่เห็นด้วยกับข้อความนี้ 13%
- 50% เห็นด้วยกับการแบน TikTok, 32% ไม่เห็นด้วย และที่เหลือ 18% ตอบว่าไม่แน่ใจ
- 46% เห็นด้วยว่า รัฐบาลจีนใช้ TikTok สอดแนมชีวิตของคนอเมริกันทั่วไป
- 60% เห็นด้วยว่า การที่นักการเมืองอเมริกันใช้ TikTok ชักจูงคนไปเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม

ทั้งนี้ Reuters ได้ออกตัวก่อนว่า โพลดังกล่าวสอบถามเฉพาะวัยผู้ใหญ่ที่อายุเกิน 18 ปีขึ้นไปเท่านั้น ซึ่งอาจไม่สะท้อนมุมมองของวัยรุ่นต่ำกว่า 18 ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของ TikTok

ปัจจุบัน TikTok มีผู้ใช้งานในสหรัฐอเมริการาว 170 ล้านคน บริษัทมีเวลา 270 วันในการหาผู้ซื้อรายใหม่ ซึ่งบริษัทระบุว่าจะต่อสู้กับกฎหมายนี้ในชั้นศาล

‘รัสเซีย’ มีรายได้จากการขาย ‘น้ำมัน-ก๊าซ’ พุ่งขึ้นเท่าตัว หลังใช้กลยุทธ์ ‘ลดราคา’ ขายให้ชาติพันธมิตร แม้จะถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร

(4 พ.ค. 67) รัสเซียมีรายได้จากการขายน้ำมันและก๊าซพุ่งขึ้นเท่าตัวในเดือนเมษายน 2024 แม้ว่าถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ  โดยรัสเซียหาทางแก้ไขปัญหานี้ด้วยการขายน้ำมันให้กับชาติพันธมิตรในราคาที่ถูกลง นับตั้งแต่ปี 2022  แม้กระทั่งซาอุดีอาระเบียยังรับน้ำมันราคาถูกจากรัสเซีย  แล้วนำมาขายต่อให้กับยุโรปอีกทีเมื่อปี 2023  สิ่งนี้จึงช่วยให้รัสเซียยังมีเศรษฐกิจที่สมดุลอยู่ได้ และลอยตัวแม้ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร

ด้านอินเดียก็เคยซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ช่วยประหยัดงบไปถึง 7,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 259,000 ล้านบาท ในอัตราแลกเปลี่ยน เช่นเดียวกับจีนที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซียในราคาที่ถูกกว่าที่อื่น และซื้อขายกันในรูปเงินหยวน  ทั้งหมดนี้บ่งชี้ให้เห็นว่ามาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ มีผลแค่เล็กน้อย หรือแทบไม่มีผลเลยกับเศรษฐกิจรัสเซีย

รายงานล่าสุดจากรอยเตอร์ ประเมินว่า รัสเซียจะมีรายได้จากการขายน้ำมันและก๊าซพุ่งขึ้นเท่าตัวในเดือนเมษายนนี้(2024 ) รายได้น้ำมันของรัสเซียเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว(2023 )อยู่ที่ 7,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 259,000 ล้านบาท  แต่ในปีนี้(2024 )น่าจะแตะ 14,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 518,000 ล้านบาท  เท่ากับว่าเพิ่มขึ้นมาร้อยเปอร์เซ็นต์ 

กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ยังได้ประโยชน์จากการซื้อน้ำมันรัสเซีย เพราะนอกจากจะมีราคาถูกกว่าที่อื่นแล้ว ยังใช้เงินสกุลท้องถิ่นซื้อได้ด้วย ไม่ต้องพึ่งดอลลาร์สหรัฐเลย  การทำเช่นนี้ ยังทำให้เศรษฐกิจของประเทศตัวเองแข็งแกร่งขึ้นด้วย กลายเป็นว่ามาตรการคว่ำบาตรนี้ กลับส่งผลดีต่อกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเป็นส่วนใหญ่

‘รัฐบาลเมียนมา’ ห้ามผู้ชายออกไปทำงานต่างแดนชั่วคราว คาด!! รักษาจำนวนเพื่อเกณฑ์ทหาร ท่ามกลางสงครามระอุ

(3 พ.ค.67) รัฐบาลทหารเมียนมา สั่งห้ามผู้ชายเดินทางไปทำงานนอกประเทศ ในขณะที่สาธารณชนวิตกกังวลเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายเกณฑ์ทหาร ท่ามกลางการต่อสู้ยืดเยื้อระหว่างฝ่ายกองทัพเมียนมาและฝ่ายต่อต้าน

นายญุน วิน ปลัดกระทรวงแรงงานเมียนมา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเรดิโอ ฟรี เอเชีย เมียนมา (RFA Burmese) เมื่อวานนี้ (2 พ.ค.) ว่า คำสั่งห้ามประชากรชายเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว และจะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปตามความจำเป็น

อย่างไรก็ดี นายญุน วิน ระบุว่า ผู้ชายที่ลงทะเบียนขอไปทำงานต่างประเทศภายในช่วงสิ้นเดือนเม.ย. จะได้รับการยกเว้นจากคำสั่งห้ามดังกล่าว เนื่องจากมีแรงงานจำนวนเล็กน้อยที่ได้เตรียมการผ่านกรมจัดหางานระหว่างรัฐ

โดม นายญุน วิน ไม่ได้ให้เหตุผลเกี่ยวกับการออกคำสั่งห้ามประชากรชายออกไปทำงานในต่างประเทศ หรือเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับกรอบเวลาในการบังคับใช้คำสั่งดังกล่าว

ด้านตัวแทนกรมจัดหางานในอำเภอทินกังยุน (Thingangyun) ของย่างกุ้ง เปิดเผยกับ เรดิโอ ฟรี เอเชีย เมื่อวานนี้ (2 พ.ค.) ว่า คำสั่งห้ามผู้ชายเดินทางไปทำงานต่างประเทศ อาจเป็นไปเพื่อป้องกันไม่ให้ประชากรชายเดินทางออกนอกประเทศในช่วงที่มีการเกณฑ์ทหาร

องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ประมาณการว่า มีประชากรสัญชาติเมียนมากว่า 4 ล้านคนที่ทำงานในต่างประเทศ โดยชายเมียนมาประมาณ 2 ล้านคน ทำงานอยู่ในประเทศไทยมากที่สุด แต่ไม่ชัดเจนว่ามีประชากรชายทำงานในต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วนกี่เปอร์เซ็นต์

ขณะที่กลุ่มศึกษากิจการและความขัดแย้งเมียนมา (Burmese Affairs and Conflict Study) ตรวจพบในเดือนเม.ย.ว่า การกำหนดให้ผู้ชายและผู้หญิงอายุระหว่าง 18-35 ปีเข้ารับใช้กองทัพเมียนมาเป็นเวลา 2 ปี ส่งผลให้ประชาชนกว่า 100,000 รายหลบหนีออกจากบ้านเรือนเพื่อหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร

'จอร์แดน' เลือกข้าง!! ช่วยอิสราเอลจากการโจมตีของอิหร่าน สกัดกั้น 'ขีปนาวุธ-โดรน' จากอิหร่านที่ผ่านน่านฟ้าจอร์แดน

ถือเป็นการเปิดหน้าอย่างชัดเจน เมื่อจอร์แดนได้ช่วยเหลืออิสราเอลระหว่างการโจมตีของอิหร่าน ด้วยการสกัดกั้นขีปนาวุธทุกลูกและโดรนทุกลำจากอิหร่านที่มุ่งสู่อิสราเอลผ่านน่านฟ้าของจอร์แดน 

โดยรัฐบาลจอร์แดนภายใต้การปกครองของกษัตริย์อับดุลลาห์ที่ 2 กล่าวว่า “เราจะสกัดกั้นโดรนหรือขีปนาวุธทุกตัวที่ละเมิดน่านฟ้าของจอร์แดนเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายใด ๆ สิ่งใดก็ตามที่เป็นภัยคุกคามต่อจอร์แดนและความปลอดภัยของชาวจอร์แดน เราจะเผชิญหน้ากับมันด้วยความสามารถและทรัพยากรทั้งหมดของเรา”

นอกจากนี้ จอร์แดน ยังเปิดน่านฟ้าให้เครื่องบินรบของอิสราเอลและสหรัฐฯ ปฏิบัติการอีกด้วย โดยเจ้าหน้าที่กองทัพอากาศอิสราเอลนายหนึ่งกล่าวว่า จอร์แดนอนุญาตให้เครื่องบินรบของอิสราเอลบินในน่านฟ้าของตนเพื่อยิงสกัดขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านให้ตก โดยกองทัพจอร์แดนและอิสราเอลได้รับการประสานงานจากกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งนี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่อิสราเอลและจอร์แดนทำการรบเคียงข้างกัน 

ทว่า การตัดสินพระทัยของกษัตริย์อับดุลลาห์ที่ 2 ในครั้งนี้ น่าจะทำให้ประชาชนชาวจอร์แดนที่เป็นมุสลิมกว่า 95% ของประชากรทั้งประเทศราว 10 ล้านคนไม่พอใจอย่างแน่นอน

‘ทุเรียนไทย’ เสี่ยงไม่ได้ 'ยืนหนึ่ง' ตลาดจีน หลังหลายชาติทยอยรุกส่งออกกันไม่แผ่ว

(3 พ.ค.67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ด่านโหย่วอี้กวนหรือด่านมิตรภาพบนพรมแดนจีน - เวียดนาม ณ เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน ได้รับรองการนำเข้าทุเรียนสดในไตรมาสแรก (มกราคม-มีนาคม) ของปีนี้รวม 48,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1.85 พันล้านหยวน (ราว 9.25 พันล้านบาท)

ปริมาณการนำเข้าทุเรียนสดข้างต้นแบ่งเป็นนำเข้าจากเวียดนาม 35,000 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 48.1 เมื่อเทียบปีต่อปี คิดเป็นมูลค่า 1.28 พันล้านหยวน (ราว 6.4 พันล้านบาท) และนำเข้าจากไทย 13,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 570 ล้านหยวน (ราว 2.85 พันล้านบาท) ซึ่งลดลงร้อยละ 59.5 และร้อยละ 63.5 เมื่อเทียบปีต่อปี

อนึ่ง ด่านโหย่วอี้กวนของกว่างซีจัดเป็นด่านบกขนาดใหญ่ที่สุดในการนำเข้าทุเรียนและจุดสังเกตกระแสการบริโภคทุเรียนของตลาดจีน โดยศุลกากรนครหนานหนิงระบุว่า มูลค่าการนำเข้าทุเรียนสดผ่านด่านแห่งนี้ในปี 2023 รวมอยู่ที่ 2.25 หมื่นล้านหยวน (ราว 1.12 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 353 เมื่อเทียบปีต่อปี

ด้านสำนักงานศุลกากรทั่วไปของจีนระบุว่า จีนนำเข้าทุเรียนสดในปี 2023 ราว 1.42 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 6.71 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.47 แสนล้านบาท) โดยปริมาณทุเรียนที่นำเข้าผ่านด่านโหย่วอี้กวนคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณทุเรียนนำเข้าทั้งหมดของจีน

บรรดาคนวงในอุตสาหกรรมมองว่าปริมาณทุเรียนสดนำเข้าจากไทยผ่านด่านโหย่วอี้กวนที่ลดลงในไตรมาสแรกของปีนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากทุเรียนไทยเข้าสู่ตลาดจีนล่าช้ากว่าปกติ กอปรกับสภาพภูมิอากาศในท้องถิ่นไทยส่งผลกระทบต่อผลผลิตทุเรียน

ทั้งนี้ ข้อมูลการบริโภคทุเรียนของตลาดจีนชี้ว่าสถานะ ‘ผู้นำ’ ของทุเรียนไทยในตลาดจีนกำลังสั่นคลอน เนื่องด้วยผลกระทบจากการส่งออกทุเรียนสู่จีนของแหล่งผลิตทุเรียนที่พัฒนามาทีหลังอย่างเวียดนามและฟิลิปปินส์ ทำให้ทุเรียนไทยในตลาดจีนต้องเผชิญกับการแข่งขันอันดุเดือดยิ่งขึ้น

ช่ายเจิ้นอวี่ ผู้จัดการของบริษัท กว่างซี โอวเหิง อินเตอร์เนชันแนล โลจิสติกส์ จำกัด เผยว่า ช่วงก่อนปี 2023 บริษัทฯ นำเข้าทุเรียนจากไทยเท่านั้น แต่พอปี 2023 ทุเรียนที่นำเข้ามากกว่า 2,000 ตู้คอนเทนเนอร์ แบ่งเป็นทุเรียนไทยและทุเรียนเวียดนามอย่างละครึ่ง โดยบริษัทฯ เลือกแหล่งผลิตตามความต้องการของผู้บริโภคทั่วจีน

ช่ายกล่าวว่า การปลูกทุเรียนในไทยมักปลูกโดยครัวเรือนทั่วไปหรือกลุ่มหมู่บ้าน แต่การปลูกทุเรียนของเวียดนามมุ่งเน้นการเพาะปลูกขนานใหญ่ รวมถึงใช้ข้อได้เปรียบจากระยะทางขนส่งสั้น ความเป็นอุตสาหกรรมระดับสูง และต้นทุนต่ำกว่า ทำให้ทุเรียนเวียดนามมีโอกาสรุกเข้าท้าชิงส่วนแบ่งตลาดจีน

คนวงในอุตสาหกรรมเผยว่าช่วงไม่กี่ปีมานี้ หลายประเทศอาเซียนได้รับอนุญาตส่งออกทุเรียนสดสู่จีน ทำให้โครงสร้างตลาดทุเรียนของจีนเปลี่ยนแปลงไป โดยก่อนหน้านี้ทุเรียนไทยครองส่วนแบ่งตลาดจีนมากที่สุดเสมอจนกระทั่งเวียดนามสามารถส่งออกทุเรียนสดสู่จีนในเดือนกันยายน 2022 ทำให้ทุเรียนไทยครองส่วนแบ่งตลาดจีนลดลง

สำนักงานศุลกากรทั่วไปของจีนระบุว่าปี 2022 จีนนำเข้าทุเรียน 825,000 ตัน ซึ่งเป็นทุเรียนไทยมากกว่า 780,000 ตัน หรือคิดเป็นเกือบร้อยละ 95 ต่อมาปี 2023 จีนนำเข้าทุเรียน 1.42 ล้านตัน ซึ่งเป็นทุเรียนไทย 929,000 ตัน และทุเรียนเวียดนาม 493,000 ตัน ทำให้ทุเรียนเวียดนามครองส่วนแบ่งตลาดจีนเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 30 ภายในหนึ่งปีและยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกันแม้ปริมาณทุเรียนสดส่งออกจากฟิลิปปินส์สู่จีนไม่ได้สูงมากแต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยศุลกากรนครหนานหนิงระบุว่าปริมาณการขนส่งทุเรียนด่วนผ่านท่าอากาศยานนานาชาติหนานหนิง อู๋ซวี ในไตรมาสแรกของปีนี้รวมอยู่ที่ 1,201 ตัน ซึ่งมาจากไทย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม โดยการนำเข้าทุเรียนฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบปีต่อปี

สวี่เฉียง รองผู้จัดการบริษัทที่ให้บริการขนส่งทุเรียนทางอากาศ เผยว่า มีการนำเข้าทุเรียนจากฟิลิปปินส์ทางอากาศทุกวัน คิดเฉลี่ยราว 4 ตันต่อเที่ยวบิน โดยต้นทุนการขนส่งไม่สูงเพราะเป็นเที่ยวบินขากลับ และการขนส่งทางอากาศช่วยการันตีรสชาติสดใหม่ด้วย

นอกจากเวียดนามและฟิลิปปินส์แล้ว ทุเรียนมาเลเซียกำลังบุกตลาดจีนเช่นกัน โดยมาเลเซียส่งออกผลิตภัณฑ์ทุเรียนแช่แข็งสู่จีนตั้งแต่ปี 2011 และส่งออกทุเรียนแช่แข็งทั้งลูกสู่จีนในปี 2019

ข้อมูลจากหอการค้าแห่งประเทศจีนเพื่อการนำเข้าและส่งออกอาหาร ผลผลิตพื้นเมือง ผลผลิตพลอยได้จากสัตว์ ระบุว่าปริมาณการส่งออกทุเรียนมาเลเซียแช่แข็งสู่จีนในปี 2023 อยู่ที่ 25,000 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 47 เมื่อเทียบปีต่อปี คิดเป็นมูลค่า 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.96 พันล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 34 เมื่อเทียบปีต่อปี

ฟาทิล อิสมาอิล กงสุลใหญ่มาเลเซียประจำนครหนานหนิง กล่าวว่าจีนกลายเป็นตลาดแห่งสำคัญของทุเรียนมาเลเซียหลังจากพัฒนามานานหลายปี โดยปัจจุบันมาเลเซียและจีนกำลังทำงานร่วมกันเพื่อการส่งออกทุเรียนสดจากมาเลเซียสู่จีน

คนวงในอุตสาหกรรมทิ้งท้ายว่าตลาดผู้บริโภคทุเรียนของจีนมีขนาดใหญ่และความต้องการทุเรียนไทยจะยังคงเพิ่มขึ้น แต่ทุเรียนไทยกำลังเผชิญการแข่งขันกับอีกหลายประเทศ ทำให้ไทยต้องเร่งรักษาข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยนอกจากควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด ต้องเพิ่มประสิทธิภาพของระบบขนส่งและโลจิสติกส์ ทุกภาคส่วนต้องทำงานร่วมกันเพื่อลดผลกระทบต่อสถานะ ‘ผู้นำ’ ในตลาดจีน

‘เพจตี๋น้อย’ แชร์ภาพ ‘ทุเรียนหมอนทอง’ ในตลาดสดจีน ชี้!! ราคาแรง กก.ละ 325 บ. แต่ครองตลาดถึง 99%

เมื่อวานนี้ (2 พ.ค. 67) เพจเฟซบุ๊ก ‘ตี๋น้อย’ ได้โพสต์ข้อความถึงความนิยมทุเรียนไทยในประเทศจีน โดยเฉพาะทุเรียนหมอนทอง ระบุว่า…

“โพสต์นี้เอาภาพมาฝากกันครับ ทุเรียนหมอนทอง ที่นี่ขาย กก.ละ 65 หยวน (ประมาณ 325 บาท) ราคาถือว่าแพงเอาเรื่องเลยครับ นี่ขนาดในตลาดสดนะ ไม่ใช่ในห้าง

ที่นี่ซินเจียงจะขายทุเรียนหมอนทองเป็นส่วนใหญ่ ประมาณ 99% ที่เหลือจะเป็นพวงมณี หรือทุเรียน มูซางคิง จากมาเลเซียครับ

榴莲 liú lián แปลว่า ทุเรียน
金枕头 jīn zhěn tóu แปลว่าหมอนทอง”

‘สหรัฐฯ’ วอน ‘จีน-รัสเซีย’ เร่งประกาศเจตนารมณ์ “การใช้นิวเคลียร์ต้องตัดสินใจโดยมนุษย์ ไม่ใช่ AI”

(2 พ.ค.67) เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ออกมาเรียกร้องให้จีนและรัสเซียประกาศเจตนารมณ์ในลักษณะเดียวกับสหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ ว่าการใช้อาวุธนิวเคลียร์จะต้องอยู่ภายใต้การตัดสินใจโดยมนุษย์เท่านั้น ไม่ใช่โดยปัญญาประดิษฐ์ (AI)

นายพอล ดีน รองผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ประจำสำนักควบคุม ป้องปราม และเสถียรภาพอาวุธ กล่าวในงานแถลงข่าวออนไลน์ว่า รัฐบาลสหรัฐได้ให้คำมั่นอย่างชัดเจนและเด็ดขาดว่า มนุษย์เท่านั้นที่มีอำนาจควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมด โดยฝรั่งเศสและอังกฤษก็ได้ประกาศเจตนารมณ์ในทำนองเดียวกัน

“เราหวังว่าจีนและสหพันธรัฐรัสเซียจะออกแถลงการณ์ในลักษณะเดียวกัน” นายดีนกล่าวและว่า “เราเชื่อว่านี่เป็นบรรทัดฐานสำคัญอย่างยิ่งของพฤติกรรมที่มีความรับผิดชอบ และจะเป็นที่ยินดีอย่างยิ่งในบริบทของ P5” 

ทั้งนี้คำกล่าวของ นายดีน ยังหมายรวมถึง 5 ประเทศสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติด้วย

ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ความเห็นของนายดีนมีขึ้นในขณะที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน พยายามที่จะมีการหารือกับจีนอย่างละเอียด ทั้งในเรื่องนโยบายอาวุธนิวเคลียร์และการเติบโตของ AI

ประเด็นการแพร่กระจายเทคโนโลยี AI ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในการเจรจาครั้งสำคัญระหว่างนายแอนโทนี บลิงเกน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กับนายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 26 เม.ย.

นายบลิงเกนกล่าวว่า “ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะจัดการประชุมทวิภาคีเกี่ยวกับ AI เป็นครั้งแรกในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า โดยจะแลกเปลี่ยนมุมมองกันว่าจะบริหารความเสี่ยงและความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI ให้ดีที่สุดได้อย่างไร ในฐานะส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูการสื่อสารทางทหารให้กลับสู่ภาวะปกติ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และจีนได้กลับมาหารือเรื่องอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้งในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี คาดว่าจะยังไม่มีการเจรจาควบคุมอาวุธอย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้”

‘ททท.’ ผนึกกำลัง ‘ยูเนียนเพย์’ หวังดึงตลาดจีนใช้จ่ายเพิ่มในไทย

(2 พ.ค. 67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และยูเนียนเพย์ อินเตอร์เนชันแนล (UnionPay International) ผู้ให้บริการทางการเงินของจีน ได้ลงนามหนังสือแสดงเจตจำนงส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและยกระดับประสบการณ์การเดินทางในไทย

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวฯ ซึ่งร่วมพิธีลงนาม กล่าวว่า การทำงานร่วมกันครั้งนี้ที่มุ่งเน้นแผนริเริ่มและการประชาสัมพันธ์ตลาดร่วมกัน สอดคล้องกับนโยบายการท่องเที่ยวของรัฐบาลไทย ซึ่งต้องการสร้างความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวกับผู้มีบทบาทนำในตลาดนักท่องเที่ยวแห่งสำคัญ

ฐาปนีย์ อีกกล่าวว่า ข้อตกลงยกเว้นวีซ่าซึ่งกันและกันระหว่างไทยกับจีน ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. เป็นต้นมา ช่วยเสริมสร้างความร่วมมือกับจีน รวมถึงช่วยอำนวยความสะดวกแก่การเดินทางและส่งเสริมประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพของนักท่องเที่ยวชาวจีน

ทั้งนี้ ฐาปนีย์เสริมว่า การพำนักแบบฟรีวีซ่า ระยะ 30 วัน กอปรกับความเป็นหุ้นส่วนกับยูเนียนเพย์ จะกระตุ้นนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มีกำลังจับจ่ายใช้สอยสูงและนิยมท่องเที่ยวไทยเดินทางมาไทยมากขึ้น และเพิ่มการจับจ่ายซื้อสินค้าและการบริการทางการท่องเที่ยวของไทย

ด้าน หวังลี่ซิน กรรมการบริหารยูเนียนเพย์ อินเตอร์เนชันแนล กล่าวว่า การทำงานร่วมกันครั้งนี้จะใช้ประโยชน์จากเครือข่ายการชำระเงินมานำเสนอการเป็นจุดหมายท่องเที่ยวชั้นนำของไทย พร้อมกับมอบสิทธิประโยชน์พิเศษแก่ผู้ถือบัตรยูเนียนเพย์

ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาของไทยระบุว่า จีนกลับมาครองตำแหน่งตลาดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเยือนไทยมากที่สุดในปีนี้ คิดเป็นจำนวน 2.29 ล้านคน เมื่อนับถึงวันที่ 28 เม.ย. โดยปีนี้ไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติรวมกว่า 11.94 ล้านคนแล้ว

ไทยตั้งเป้าหมายดึงดูดนักท่องเที่ยวจากจีนในปีนี้ราว 8 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 75 ของจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนทั้งหมด 11.1 ล้านคน ที่เดินทางเยือนไทยในปี 2019 อันเป็นช่วงก่อนเกิดโรคระบาดใหญ่

สาวกไอโฟน ฮึ่ม!! นาฬิกาปลุกไม่ดัง ทำคนตื่นสาย-ผิดนัดกันทั่วโลก

ดูเหมือน iPhone กำลังประสบปัญหานาฬิกาปลุกไม่ส่งเสียงในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากมีรายงานบนโซเชียลจากคนใช้ iPhone จำนวนหนึ่งในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา พบปัญหาแปลกนั่นคือนาฬิกาปลุกไม่ส่งเสียงดัง ล่าสุดตัวแทนของแอปเปิลยืนยันกับนักข่าวของ The Wall Street Journal ว่ารับทราบปัญหานี้แล้ว และกำลังแก้ไขอยู่

ด้านแอปเปิลบอกว่า ปัญหาที่พบคือในการตั้งนาฬิกาปลุกบน iPhone บางกรณี จะไม่ส่งเสียงเมื่อถึงเวลาปลุก เรื่องนี้ทำให้ผู้ใช้หลายคนรายงานปัญหาชีวิต ตื่นสาย ผิดนัด และอะไรต่างๆ ที่ตามมานั่นเอง

อย่างไรก็ตามก่อนที่แอปเปิลจะแก้ไขปัญหานี้ ผู้ใช้งานบางคนคาดเดาว่า ปัญหานาฬิกาปลุกนี้อาจเกี่ยวข้องกับฟีเจอร์ชื่อ Attention Aware หรือ ตั้งใจมอง ซึ่งจะลดระดับเสียงการเตือนลง หากผู้ใช้มองอุปกรณ์ ซึ่ง iPhone ตรวจจับจากกล้องหน้า TrueDepth หากใครพบปัญหาดังกล่าวจึงอาจแก้ไขเบื้องต้นได้โดยไปที่ Settings > Face ID & Passcode และปิด Attention Aware

งามนะ!! สาวใหญ่ วัย 60 ปี คว้า ‘มิสยูนิเวิร์สบัวโนสไอเรส’ เตรียมเดินหน้าชิงมงระดับชาติ หากชนะมุ่งสู่เวทีมิสยูนิเวิร์ส

(2 พ.ค. 67) เลฮานดรา มาริซา โรดริเกรซ สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าตำแหน่งชนะเลิศการประกวดนางงาม ‘มิสยูนิเวิร์สบัวโนสไอเรส’ แม้จะมีอายุ 60 ปีแล้วก็ตาม ได้เป็นตัวแทนรัฐแห่งนี้เข้าชิงมงกุฎมิสยูนิเวอร์สระดับประเทศต่อไป

โดยทนายความและผู้สื่อข่าวรายนี้ทำลายธรรมเนียมปฏิบัติและหว่านเสน่ห์ครองหัวใจผู้คนชาวอาร์เจนตินา เอาชนะคู่แข่งขันสาวสวยคนอื่น ๆ ที่มีอายุอ่อนว่าเธอราว 30 ถึง 40 ปี คว้าตำแหน่งชนะเลิศมิสยูนิเวิร์สบัวโนสไอเรส ประจำปีนี้ไปครอง

สำหรับชัยชนะของโรดริเกรซ ถือเป็นตัวแทนของหมุดหมายประวัติศาสตร์ในการท้าทายธรรมเนียมปฏิบัติที่ยึดถือมาช้านานและถือเป็นการกำหนดคำนิยมใหม่ในมาตรฐานของสังคมในด้านความสวยงาม

หลังจากคว้าชัยชนะอย่างสุดช็อกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โรดริเกรซ เผยว่า เธอมีความรู้เป็นอย่างยิ่งที่ถูกเลือกเป็นตัวแทนแห่งยุคสมัยใหม่ของการประกวดนางงาม "ฉันตื่นเต้นที่ได้เป็นตัวแทนของกระบวนทัศน์ในการประกวดนางงาม เพราะว่าเรากำลังอ้าแขนรับขั้นใหม่ ที่ผู้หญิงไม่ใช่แค่สวยงามในด้านรูปลักษณ์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงค่านิยมต่าง ๆ ฉันเป็นครั้งแรกของยุคนี้ที่ได้เป็นคนเริ่มมัน"

เวลานี้ โรดริเกรซ ตั้งตาคอยและกำลังวางแผนสำหรับการเข้าชิงชัยในการประกวดมิสยูนิเวิร์ส อาร์เจนตินา ต่อไป ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ ถ้าเธอประสบความสำเร็จ เธอจะได้เป็นตัวแทนของประเทศเข้าประกวดมิสยูนิเวิร์สระดับโลก ครั้งที่ 73 ที่เม็กซิโก ซิตี ในช่วงปลายปี

อย่างไรก็ตาม โรดริดเกรซ ไม่ใช่ผู้หญิงอายุเยอะเพียงคนเดียวที่เข้ามาเขย่าธรรมเนียมปฏิบัติของการประกวดนางงามในประเทศของเธอเอง โดยก่อนหน้านี้ ไฮดี ครูซ คุณแม่ลูก 2 วัย 43 ปี โค้ชด้านสุขภาพและผู้เชี่ยวชาญด้านฟิตเนส กำลังแข่งขันเพื่อเป็นตัวแทนของสาธารณรัฐโดมินิกัน เข้าประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2024

เรื่องราวนี้มีขึ้นหลังจากกองประกวดได้บังคับใช้กฎเกณฑ์ใหม่เป็นครั้งแรก หนึ่งในนั้นคือการยกเลิกจำกัดอายุผู้เข้าประกวด และตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป ผู้หญิงทุกคนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปจะได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมชิงชัย โดยไม่สนว่าจะมีอายุเท่าใดก็ตาม หลังจากที่ผ่าน ๆ มา จนถึงปี 2023 ผู้เข้าประกวดจำเป็นต้องมีอายุระหว่าง 18 ปีถึง 28 ปี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top