Friday, 21 June 2024
KNOWLEDGE TIMES

ลงแขกอัฟกา​นิสถาน ศึกชิงผลประโยชน์จาก​ 3​ ชาติมหาอำนาจ​ อิสรภาพยังเป็นแค่ภาพลวงตา​ | Knowledge Times EP.19

????รอบรู้แบบรู้ลึก ในรายการ ‘KnowLedge Times’
???? ลงแขกอัฟกา​นิสถาน ศึกชิงผลประโยชน์จาก​ 3​ ชาติมหาอำนาจ​ อิสรภาพยังเป็นแค่ภาพลวงตา​

การถอนกองกำลังทหารของสหรัฐฯ ออกจากอัฟกานิสถานไปก่อนหน้านี้​ พร้อม ๆ​ กับการประกาศชัยชนะของกลุ่มตอลิบานทันทีนั้น​ อาจจะดูเหมือนโฉมใหม่ของอัฟกานิสถานในฐานะประเทศจะกลับมาอย่างชัดเจน

แต่ทันทีที่สหรัฐฯ​ ถอย!! จีนและรัสเซีย​ ก็เข้ามาเสียบเชื่อมความสัมพันธ์กับตอลิบานอย่างรวดเร็ว

กลุ่มอำนาจใหญ่ ๆ​ ในอัฟกานิสถาน​ ณ​ ตอนนี้​ จึงประกอบไปด้วย 3 ฝ่ายด้วยกัน ได้แก่ ตอลิบาน จีน​ และ​ รัสเซีย 

จากภาพภูมิทัศน์ทางรัฐศาสตร์นี้​ หลายคนคงเชื่อว่าสหรัฐ​ฯ​ หน้าแหก และยกธงขาวในเวทีผลประโยชน์ถิ่นอัฟกันฯ ที่เชื่อว่าเต็มไปด้วย​ Rare​ Earth​ สำคัญแห่งอนาคต

แต่แท้จริงแล้ว​ นี่เป็นเพียงแผนเปลี่ยนรูปแบบการรบของสหรัฐฯ จากเดิมที่สิ้นเปลืองงบไปกับกองกำลังคนและยุทโธปกรณ์ ซึ่งไม่คุ้มเสีย เปลี่ยนมาใช้ยุทธวิธีการ​ 'ก่อการร้าย'​ เพื่อ 'บ่อนเซาะทำลาย'​ อำนาจของกลุ่มตอลิบานที่ได้รับการหนุนหลังจากจีนและรัสเซียแทน

นี่คือเหตุการณ์ที่น่าติดตาม​ ซึ่งกำลังซ้ำรอยประวัติศาสตร์​ โดยเปรียบเทียบได้กับกรณีการเข้ายึดหาผลประโยชน์ในอัฟกานิสถานของสหภาพโซเวียตและสหรัฐฯ ช่วงยุคสงครามเย็นเมื่อปี 1970 ซึ่งครั้งนั้น​ 'ภาพ​ของโซเวียตหรือรัสเซีย'​ กำลังซ้ำรอยเดียวกันกับสหรัฐฯ​ ในปัจจุบัน

ย้อนไปในช่วงเวลานั้น​ อัฟกานิสถานได้พัฒนาประเทศไปถึงขีดสุดจากการเปิดรับโลกทุนนิยมเข้ามา​ และก็ไปเตะตาประเทศมหาอำนาจอย่าง​ โซเวียต และ​สหรัฐฯ​ 

โดยโซเวียตได้เข้ามาแทรกแซงในอัฟกานิสถาน มีการฝึกกองกำลัง รวมไปถึงเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ จึงทำให้มีการต่อสู้กันระหว่างฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย

ส่งผลให้เกิดสงครามในอัฟกานิสถาน​ และส่งผลให้โซเวียตตัดสินใจส่งกองกำลังเข้ามายึดกรุงคาบูล แต่ในที่สุดโลกเสรี​ หรือจะเรียกว่าสหรัฐฯ​ ก็ได้นั้น​ ก็ตอบโต้โซเวียตด้วยการสร้างขบวนการกลุ่มนักรบมูจาฮีดีน ที่มีความชำนาญในพื้นที่และเร้นกายตามหุบเขา ทำให้อาวุธของสหภาพโซเวียต ด้อยประสิทธิภาพไปในทันที

อีกทั้ง​ กลุ่มมูจาฮีดีน​ ซึ่งได้รับเครื่องยิงเฮลิคอปเตอร์มา ก็ตอบโต้สหภาพโซเวียตได้เจ็บแสบ​ ส่งผลให้เฮลิคอปเตอร์เสียหายไปหลายลำจนสุดท้ายต้องถอยทัพไปในที่สุด

ผลของสงครามครั้งนั้น​ ที่มี​ สหภาพโซเวียต -​ สหรัฐฯ และกลุ่มมูจาฮีดีน ทำให้สหภาพโซเวียตสิ้นเปลืองงบประมาณมากมายมหาศาล เป็นสาเหตุหลักหนึ่งที่ทำให้สหภาพโซเวียตประสบปัญหาในทางเศรษฐกิจและในที่สุดก็ต้องประกาศนโยบาย Perestroika นำไปสู่การปฏิรูปและล่มสลายลงในสมัย มิคาเอล​ กอร์บาชอฟ​ และ​ บอริส เยลต์ซิน เป็นต้นมา

ดังนั้นยุทธภูมิของอัฟกานิสถานในตอนนี้​ เป็นรอยซ้ำที่เปลี่ยนสถานะกันเท่านั้น​ หรือก็คือสหรัฐฯ​ ก็เดินซ้ำรอยของโซเวียตในอดีต

แต่สิ่งที่น่าจับตา คือ​ มหาอำนาจขั้วใหม่อย่างจีน​ ที่อัฟกานิสถานหันไปจับมือด้วย​ เดินเกมในแบบสร้างประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ​ร่วมกัน

อัฟกาฯ​ มีแร่สำคัญ​ ส่วนจีนก็มีเส้นทางสำคัญของโครงการ Belt and Road Rout ที่​ 4 ซึ่งต้องผ่านอิหร่านและผ่านมาทางอัฟกานิสถานเท่านั้น

ฉะนั้นอย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า​ สถานการณ์ในอัฟกานิสถานสวยงาม​ อิสรภาพและเสรีภาพจะหวนคืน​ เพราะนาทีนี้​ 3​ ขั้วมหาอำนาจ​ มีแผนเดินเกมใช้เวทีอัฟกาฯ​ เป็นสมรภูมิรบเพื่อประโยชน์บางประการชัดเกินชัด

แค่พลิกบทบาท!! แต่ยังแย่งชิงอำนาจกันจนกว่าจะกลายเป็นหนึ่งเดียวในโลกที่ครอบครองอัฟกานิสถานได้แบบเบ็ดเสร็จที่สุด...

.

.


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
- ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
- รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
- สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
- แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก???? https://lin.ee/vfTXud9

'แซม แบงก์แมน-ฟรายด์'​ มหาเศรษฐีแสนล้านในวัย 29 ผู้สะเทือนวงการโลกการเงินดิจิทัล! | Knowledge Times EP.18

????Knowledge Times BizView
????'แซม แบงก์แมน-ฟรายด์'​ มหาเศรษฐีแสนล้านในวัย 29 ผู้สะเทือนวงการโลกการเงินดิจิทัล!

หนทางพิสูจน์ม้า​ กาลเวลาพิสูจน์คน​ อาจจะใช้ไม่ได้กับ​ มหาเศรษฐี​แสนล้าน วัย​ 29​ อย่าง​ “แซม แบงก์แมน-ฟรายด์” ผู้ทรงอิทธิพล แห่งวงการคริปโตเคอร์เรนซี ที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี​ สะสมประสบการณ์และสร้างความมั่งคั่งจากช่องโหว่ของวงการเงินดิจิทัล

แซม เป็นเด็กหนุ่มชาวอเมริกันผู้มีความสนใจในคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เขาสามารถเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกอย่าง MIT ในสาขาวิชาฟิสิกส์ 

เขาได้มีโอกาสฝึกงานเป็นนักพัฒนาโมเดลทางคณิตศาสตร์เพื่อสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ หรือ “Quantitative Trading”

และดูเหมือนการฝึกงานในครั้งนี้​ จะพาเขาก้าวเข้ามาสู่โลกแห่งการเงินแบบถอนตัวไม่ออก... 

เมื่อแซมจบการศึกษา เขาก็มุ่งหน้าเอาดีทางด้านนี้ โดยเข้าทำงานที่ Jane Street Capital ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจ Quantitative Trading โดยเฉพาะ 

นอกจากนี้​ บริษัทดังกล่าว​ ก็ยังมีอีกธุรกิจ นั่นก็คือ “Liquidity Provider” หรือผู้ให้บริการเสริมสภาพคล่องของหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์ทางการเงินต่าง ๆ เพื่อควบคุม Bid Offer หรือราคาซื้อขายสินทรัพย์ให้มีเสถียรภาพ

3​ ปีในบริษัทแห่งนี้​ ช่วยทำให้เขาเข้าใจโลกแห่งสินทรัพย์ดิจิทัลในระดับสูง

สูงเสียจน​ ประสบการณ์ที่ได้มาจากการทำงานนั้น​ แซมเข้าใจถึงไส้ในของคริปโตฯ​ โดยในปี 2017 ซึ่งเป็นปีที่คริปโตฯ​ กำลังเป็นที่จับตามองของคนทั่วโลกนั้น เขาได้เข้าไปหาโอกาสโดยทันที

แซมทำยังไง? 
แซมเห็นช่องโหว่จากพื้นฐานและระบบที่รองรับนักลงทุน

เขามองเห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานหรือระบบที่จะมารองรับนักลงทุนในตลาดแห่งนี้ ยังไม่มีศักยภาพมากพอ

โดยเฉพาะเมื่อมีนักลงทุนให้ความสนใจในคริปโตฯ​ เกินกว่าสภาพคล่องทั้งระบบจะรับไหว 

มักจะเกิด​ 'ส่วนต่าง'​ ระหว่าง​ 'ราคารับซื้อ'​ และ 'ราคาเสนอขาย' หรือที่เรียกว่า​ Spread อย่างมาก

ทันทีที่เขาเห็นภาพของส่วนต่างด้านราคานี้​ จึงคาดการณ์ว่าธุรกิจให้บริการเสริมสภาพคล่องรวมถึงโมเดลการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลนี่แหละจะเติบโตไปได้อีกมากในอนาคต

เขาจึงได้ก่อตั้งบริษัท Alameda Research ขึ้นทันที ในปี 2017

Alameda Research เรียกได้ว่าถอดแบบมาจากประสบการณ์การทำงานของแซม

ที่บอกแบบนี้ก็เพราะว่าบริษัทดำเนินธุรกิจเหมือนกับสิ่งที่เขาเคยทำแทบจะทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโมเดลคณิตศาสตร์เพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับลูกค้าหรือการให้บริการเสริมสภาพคล่อง

โดยสิ่งที่แตกต่างกันเพียงอย่างเดียว ก็คือ Alameda Research จะโฟกัสไปที่สินทรัพย์ดิจิทัลและคริปโทเคอร์เรนซีโดยเฉพาะ

และสิ่งที่แซมคาดการณ์ไว้ก็เป็นไปตามนั้น เพราะในเวลาต่อมา คริปโตฯ​ ได้กลายมาเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจสูงมากในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน​ ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนและให้บริการด้านสภาพคล่องในตลาดแห่งนี้​ ยังหาได้ยาก!! 

ทำให้ Alameda Research ของแซม​ ที่นาทีนี้เริ่มมีความพร้อมทั้งด้านการลงทุนและให้บริการสภาพคล่อง​ จึงเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

ปัจจุบันบริษัทแห่งนี้ มีสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้การจัดการ สูงถึง 3.3 หมื่นล้านบาท

หลังจาก Alameda Research สำเร็จ ด้วยความที่เป็นนักเทรดอยู่แล้ว แซมจึงได้มองไปที่การต่อยอดธุรกิจ Exchange เพื่อซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีที่เป็นของตัวเองอีกด้วย

โดย แซม ได้ร่วมมือกับ แกรี่ หวัง ก่อตั้งบริษัท “FTX” ธุรกิจ Exchange ซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี

และแน่นอนว่า​ ด้วยความที่เขาคลุกคลีกับการลงทุนตั้งแต่สมัยฝึกงาน จึงทำให้เขาออกแบบผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและเรียกได้ว่าซับซ้อน ลงบนแพลตฟอร์มแห่งนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็น... 

- Options สิทธิ์ในการซื้อหรือขายคริปโทเคอร์เรนซี
- Leveraged Token โทเคนแบบมีอัตราทด ที่อ้างอิงตามมูลค่าของสินทรัพย์ดิจิทัล
- Volatility Products อนุพันธ์ที่อิงตามความผันผวนของตลาด

ส่งผลให้ ปัจจุบัน​ FTX มีมูลค่าการซื้อขายถึงราว 4.6 แสนล้านบาทต่อวัน

แซมยังไม่หยุด​ เขาได้สร้างเหรียญเป็นของตัวเอง ชื่อว่า FTX Token หรือ FTT ที่พัฒนาขึ้นให้เป็นเหรียญประจำ Exchange คล้ายกับ Binance Coin บน Binance หรือ Bitkub Coin บน Bitkub ซึ่งผู้ถือครอง FTT ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ​ อาทิ จ่ายเป็นค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหรือนำไปฝากไว้กับระบบเพื่อรับผลตอบแทน 

ปัจจุบัน FTX ได้รับการประเมินมูลค่ากิจการอยู่ที่ 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5.9 แสนล้านบาท 

โดยแซม ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและเจ้าของ มีทรัพย์สินอยู่กับตัวมากถึง 2.8 แสนล้านบาท​ ส่งเจ้าตัวเข้าสู่มหาเศรษฐีอันดับที่ 274 ของโลก​ และถูกยกให้เป็นผู้ทรงอิทธิพลในวงการคริปโทเคอร์เรนซี 

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของ​ แซม​ ที่ปัจจุบันมีอายุ 29 ปี...

.

.


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
- ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
- รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
- สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
- แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก???? https://lin.ee/vfTXud9

ห้ามเด็กเล่นเกมเกิน 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แผนพัฒนาคุณภาพเด็กรุ่นใหม่ของรัฐบาลจีน | Knowledge Times EP.17

???? รอบรู้แบบรู้ลึก ในรายการ ‘Knowledge Times’
???? ห้ามเด็กเล่นเกมเกิน 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ : แผนพัฒนาคุณภาพเด็กรุ่นใหม่ของรัฐบาลจีน

รัฐบาลจีนออกคำสั่งตรงถึงผู้ให้บริการเกมออนไลน์ในจีน โดยจำกัดการเข้าถึงผู้เล่นเกมที่เป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี ให้เล่นเกมได้ในช่วงเวลา 2-3 ทุ่ม เฉพาะวันศุกร์ - เสาร์ - อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์เท่านั้น ซึ่งเท่ากับว่าเด็กจีน สามารถเล่นเกมออนไลน์ได้เพียง 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จีนมีนโยบายจำกัดการเล่นเกมออนไลน์ของเยาวชน เพราะก่อนหน้านี้ ในปี 2019 จีนได้ออกระเบียบที่ระบุว่าเยาวชนไม่ควรเล่นเกมเกินวันละ 1 ชั่วโมงครึ่ง เพื่อป้องกันปัญหาการติดเกมในเยาวชน โดยเปรียบการเล่นเกมมาก ๆ นั้น ก็เหมือนกับการติดยาเสพติดทางจิตใจที่จะส่งผลเสียต่อเด็กทั้งสุขภาพทางกาย และสุขภาพจิตอย่างมากในอนาคต

โดยกฎเหล็กนี้ ผู้สมัครใช้บริการเกมออนไลน์ จะต้องลงทะเบียนด้วยชื่อจริง และข้อมูลจริงเท่านั้น อีกทั้งยังจำกัดวงเงินในการเติมเกมสำหรับผู้เล่นเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี ให้ใช้ได้ไม่เกิน 200 หยวนต่อเดือน (ประมาณ 1,000บาท/เดือน) หากอายุ 16-18 ปี ให้ใช้ได้ไม่เกิน 400 หยวนต่อเดือน (ประมาณ 2,000 บาท/เดือน) โดยทางการจีนจะมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบระบบผู้ให้บริการออนไลน์อยู่เสมอ เพื่อให้มั่นใจว่า มาตรการใหม่นี้จะมีการบังคับใช้จริงอย่างเคร่งครัด

สำหรับในประเทศไทยเด็กและวัยรุ่น ร้อยละ 5 อยู่ในภาวะติดเกม หรือใช้ชีวิตหมกมุ่นอยู่กับการเล่นเกมอย่างหนัก ซึ่งมีอัตราที่สูงกว่าประเทศฝั่งยุโรป ที่มีปัญหาเด็กติดเกมอยู่เพียงร้อยละ 1 ส่วนสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ร้อยละ 2

โดย รศ.นพ.ชาญวิทย์ อนุกรรมการการเฝ้าระวังสื่อที่ไม่ปลอดภัยและไม่สร้างสรรค์ ประจำภาควิชาจิตเวชศาสตร์ กล่าวว่า สิ่งที่น่าห่วง คือ อายุของเด็กที่เริ่มติดเกมในประเทศไทย มีอายุลดน้อยลงเรื่อย ๆ จากปี 2543 ที่เป็นกลุ่มระดับอุดมศึกษาปีที่ 1 - 2 แต่ปัจจุบันพบเด็กติดเกมเริ่มตั้งแต่ ป.4 - ป.6 

ซึ่งหากเด็กในช่วงวัยดังกล่าวติดเกม จะกระทบต่อพัฒนาการด้านภาษา ด้านกล้ามเนื้อ การคิดวิเคราะห์ การควบคุมตนเอง หรือความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ที่จะลดน้อยลงไปด้วย

อย่างไรก็ตาม คำสั่งของรัฐบาลจีนในการจำกัดช่วงเวลาเล่นเกมครั้งนี้ น่าจะทำให้หลาย ๆ ประเทศกลับมามองอนาคตของชาติที่จะได้รับผลกระทบจากการติดเกมที่เกินเหตุมากขึ้น 

แต่แน่นอนว่า เรื่องนี้ย่อมสร้างผลกระทบแก่ผู้ให้บริการเกมออนไลน์รายใหญ่ โดยเฉพาะในจีนอย่าง บริษัท Tencent และ NetEase ซึ่งทันทีที่มีมาตรการเข้มดังกล่าวออกมา ก็ทำให้หุ้นของทั้ง 2 บริษัท ร่วงลงทันทีที่รัฐบาลจีนออกมาตรการจำกัดการเล่นของผู้ใช้งานกลุ่มเยาวชน ที่เชื่อว่ามีมากกว่า 110 ล้านคนทั่วประเทศ 

นโยบายนี้ของจีน ได้ถูกวิเคราะห์กันว่า มีความเชื่อมโยงไปถึงนโยบายของรัฐบาลจีน ที่ต้องการตัดตอนบริษัทผู้ให้บริการเทคโนโลยี ที่มีเครือข่ายผู้ใช้งานบนโลกออนไลน์จำนวนมหาศาลในจีน อย่างเช่น Alibaba, Tencent, Baidu ไป่ตู้, Didi ตีตี หรือ Meituan เหม่ยถวน ไม่ให้มีอิทธิพลในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจในจีนมากเกินไป 

นี่อาจจะเป็นแผนการวางรากฐานใหม่ให้เยาวชนจีน ที่แม้จะดูเหมือนลิดรอนเสรีภาพ แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนก็ได้ออกมาตรการหลาย ๆ อย่าง เพื่อส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพเยาวชนจีนรุ่นใหม่ควบคู่กันไปอย่างสมเหตุสมผล เช่น ยกเลิกระบบการสอบในชั้นเรียนของเด็กที่อายุต่ำกว่า 6 ปี เพื่อลดความกดดันในการสอบแข่งขันตั้งแต่ในวัยเด็ก 

เปิดนโยบาย งดการเรียน-การสอน ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ห้ามธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และต้องจดทะเบียนบริษัทในรูปแบบองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง เพื่อให้เด็กได้เรียนอย่างเต็มที่ในชั้นเรียน และมีเวลาว่างเหลือให้ใช้ร่วมกับครอบครัวในวันหยุด

นโยบายเพื่อเด็กจีนสุดดุเหล่านี้จะช่วยพัฒนาคุณภาพของเด็กจีนในอนาคตได้แค่ไหน คงต้องมาตามดูกันต่อไป

.

.


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
- ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
- รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
- สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
- แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก???? https://lin.ee/vfTXud9

เกมปั่นหัว!! สะเทือน​ 'พญามังกร'​ เมื่อ​ ‘สหรัฐฯ’ ปักหมุด ‘เวียดนาม’ ปั่นหัว​ 'ชาติอาเซียน'​ สร้างรอยร้าว​กับจีน​ | Knowledge Times EP.16

???? รอบรู้แบบรู้ลึก ในรายการ ‘Knowledge Times’
????เกมปั่นหัว!! สะเทือน​ 'พญามังกร'​
เมื่อ​ ‘สหรัฐฯ’ ปักหมุด ‘เวียดนาม’ ปั่นหัว​ 'ชาติอาเซียน'​ สร้างรอยร้าว​กับจีน​ 

การมาเยือนภูมิภาคอาเซียน​ โดยเฉพาะกับล่าสุดที่ประเทศเวียดนามของรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 'กมลา แฮริส' นั้น​ ดูจะเต็มไปด้วยนัยยะทางการเมืองอย่างเปิดเผย

โดยท่าทีของสหรัฐฯ​ ผ่านรองผู้นำ​ กมลา ในขณะนี้​ ชัดเจนกับการเดินเกม​ เพื่อหวังสกัดอิทธิพลของจีนในน่านน้ำทะเลจีนใต้ อย่างจริงจัง

รายงานจากหนังสือพิมพ์ไชนา เดลี ได้กล่าวถึงการมาเยือนของแฮร์ริส ในอาเซียนหนนี้ว่า​ แท้จริงแล้ว​ เป็นแผนความพยายามสร้างรอยร้าว ระหว่างจีนและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดยใช้กล่าวหารัฐบาลจีนว่า​ กำลังบีบบังคับและข่มขู่ให้ประเทศเหล่านี้สนับสนุนการอ้างสิทธิเหนือพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้ของจีน

ฉะนั้นฟากสหรัฐฯ เอง​ จึงพยายามหยิบประเด็นดังกล่าวมาผลักดันให้บางชาติในอาเซียนเข้าร่วมกับ สหรัฐฯ เพื่อต่อต้านจีน

โดยมีคำกล่าวปราศัย​ของ แฮร์ริส ที่เกิดขึ้นถึง​ 2​ ครั้ง​ ทั้งในการเยือนเวียดนาม​ และ​สิงค์โปร์​ เป็นตัวตอกย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลของนายโจไบเดนที่ต้องการสร้างความแตกแยกระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อจีนว่า... 

"พวกเราจะต้องหาทางกดดัน และต้องยกระดับการกดดันรัฐบาลปักกิ่งให้มากขึ้นไปอีก เพื่อให้จีนรู้จักเคารพกฎหมาย และข้อตกลงเรื่องสิทธิ์ทางทะเลขององค์การสหประชาชาติ เราต้องรวมตัวกันต่อต้านการกดขี่ และรุกรานทางทะเลอย่างแข็งกร้าวของจีน”

สอดคล้องกับเดือนมี.ค.ที่ผ่านมาที่ “แอนโธนี บลิงเคน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้เผยแพร่รายงานวิสัยทัศน์ด้านนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงของประเทศที่มีเนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวกับจีน

สำหรับการมาเยือนอาเซียนของ แฮร์ริส และการปราศรัยทั้ง​ 2​ ครั้ง​ มีความน่าสนใจคู่ขนาน เพราะนอกจากจะเป็นการส่งสัญญาณถึงประเทศในย่านทะเลจีนใต้ที่มีข้อพิพาททางทะเลกับจีนอย่างชัดเจนว่า​ หากใครไม่พอใจจีน​ต้องต้านแล้วนั้น​ ทางสหรัฐฯ​ เอง​ ก็พร้อมเข้ามาเป็นผู้หนุนหลังให้อย่างเต็มที่

และดูเหมือนยุทธศาสตร์นี้จะเป็นผล​ เมื่อท่าทีที่เอนเอียงของหลายประเทศคู่พิพาทกับจีน​ เช่น เวียดนาม, บรูไน, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, ไต้หวัน เกิดขึ้น​ โดยที่สหรัฐฯ ใช้เครื่องมืออย่าง ‘วัคซีน’ มาเป็นตัวกระชับมิตร​ เพื่อหาพวกต้านจีนอย่างเปิดเผย

โดยทันทีที่ชาติใดบรรลุข้อตกลงความร่วมมือกับรัฐบาลสหรัฐฯ ก็จะได้รับการบริจาควัคซีน Pfizer​ เช่น​ กรณีเวียดนามที่ได้รับ Pfizer 1 ล้านโดส บินตรงจากสหรัฐฯ ถึงมือรัฐบาลเวียดนามทันทีภายใน 24 ชั่วโมง เป็นต้น

อีกทั้งยังเปิดศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคระบาดของสหรัฐฯ (CDC) ที่กรุงฮานอยเพื่อเป็นศูนย์การประสานงานด้านการควบคุมโรคระบาดของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด แถมยังบริจาคเงินให้กองทุนวัคซีนอีก 5 แสนดอลลาร์

นอกจากนี้ยังมีการทุ่มงบถึง 1.2 พันล้านเหรียญ เพื่อทำโครงการสร้างสถานทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงฮานอยแห่งใหม่ โดยมีสัญญาเป็นระยะเวลากว่า 99 ปี อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม​ เกมการมาเยือนของรองผู้นำสหรัฐฯ และสั่นสะเทือนความคิดชาติอาเซียนครั้งนี้​ แสดงให้เห็นถึงความต้องการแทรกกลางระหว่าง​ 2​ มหาอำนาจอย่างจีนกับรัสเซีย​ ที่ระยะหลังพยายามแนบชิดกับประเทศในภูมิภาคนี้เพื่อประโยชน์ในอนาคต

โดยการเลือกเวียดนามเป็นฐานทัพของรัฐบาลสหรัฐฯ เพราะรู้จุดอ่อนของเวียดนามที่ไม่ต้องการอยู่ภายใต้อำนาจของจีน​

ขณะที่ถ้อยแถลงของ กมลา แฮริส ทั้ง​ 2​ ครั้ง​นั้น​ ทางสื่อสหรัฐฯ ชี้ว่า​ เป็นการกระตุ้นประเทศย่านอาเซียนออกมา "Call Out" เพื่อเคลื่อนไหวต่อต้านจีนแบบชัดเจน​ ซึ่งจะเป็นการสร้างพันธมิตรสหรัฐฯ​ ให้เพิ่มพูนมากขึ้นไปในเวลาเดียวกัน

และนี่คือการเคลื่อนไหวเชิงยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ ในการชิงพรรคพวก​ ด้วยแผนศัตรูของศัตรู​ คือ​ มิตรที่ต้องจับตากันต่อไป

.

.


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
- ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
- รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
- สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
- แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก???? https://lin.ee/vfTXud9

‘เดลตา’ มหาโหด!! วัคซีนเอาไม่อยู่ ‘ภูมิคุ้มกันหมู่’ = ‘ยิ่งเป็นไปไม่ได้’ | Knowledge Times EP.15

???? รอบรู้แบบรู้ลึก ในรายการ ‘Knowledge Times’
 ????‘เดลตา’ มหาโหด!! วัคซีนเอาไม่อยู่ ‘ภูมิคุ้มกันหมู่’ = ‘ยิ่งเป็นไปไม่ได้’

นักจุลชีววิทยา มหาวิทยาลัยฮ่องกง ชี้! วัคซีนโควิด-19 ที่มีในปัจจุบันท่ามกลางการระบาดของสายพันธุ์เดลตา (อินเดีย) ทำให้เราไม่สามารถสร้าง “ภูมิคุ้มกันหมู่" (Herd Immunity) ได้อีกต่อไป

“หยวนกั๋วหย่ง” นักจุลชีววิทยาและทีมวิจัยมหาวิทยาลัยฮ่องกง ระบุบทความตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์หมิงเป้า (Ming Pao) ว่า เกณฑ์ขั้นต่ำสำหรับสร้างภูมิคุ้มกันหมู่เพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากสายพันธุ์เดลตายังสามารถทำให้เกิดการแพร่เชื้อได้อยู่ ในกลุ่มที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 อยู่ ซึ่งพวกเขากล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ภูมิคุ้มกันหมู่สามารถสร้างขึ้นได้หาก 70% ของประชากรได้รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของไฟเซอร์ แต่จากการคำนวณล่าสุด ทีมวิจัยพบว่า เกณฑ์ดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 97.4% แล้ว เมื่อเจอกับสายพันธุ์เดลตา

นั่นหมายความว่า ประเทศที่ต้องการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ท่ามกลางสายพันธุ์เดลตาด้วยวัคซีนโควิด-19 ของไฟเซอร์ จะต้องฉีดวัคซีนให้ประชากรถึง 97.4% ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งตัวเลขนี้ คิดจากกรณีประสิทธิภาพป้องกันต่อสายพันธุ์เดลตาของไฟเซอร์อยู่ที่ 88% แต่ในบางประเทศก็รายงานประสิทธิภาพไฟเซอร์ลดลงเมื่อเจอเดลตา ซึ่งอาจหมายความว่า “ไม่ว่าจะฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่มีในปัจจุบันให้ประชากรกี่คน ก็อาจไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ต่อสายพันธุ์เดลตาให้เกิดขึ้นได้”

ขณะเดียวกัน เมื่อคำนวณประสิทธิภาพการใช้วัคซีนโควิด-19 ของซิโนแวค ซึ่งมีอัตราประสิทธิภาพประมาณ 60% พบว่า อัตราการฉีดวัคซีนที่จำเป็นสำหรับสร้างภูมิคุ้มกันหมู่จะต้องฉีดวัคซีนให้ได้ 142.9% ของจำนวนประชากร ซึ่งเป็นเรื่องที่ “เป็นไปไม่ได้” !! 

เมื่อการฉีดวัคซีนให้ได้มากกว่า 100% เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่กลับกันไวรัสยังคงกลายพันธุ์และแพร่เชื้อได้มากขึ้น จนทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนลดลง การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ จึงเหมือนการพยายามสร้างปราสาทบนท้องฟ้า และสะท้อนให้เห็นว่าวัคซีนรุ่นแรกไม่ดีพออีกต่อไป 

ฉะนั้น จำเป็นต้องมีกลยุทธ์ในการจัดการกับระยะต่าง ๆ ของการระบาด โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายวันเป็น 0 และผลักดันให้เกิดการใช้ชีวิตร่วมกับไวรัส โดยทุกคนต้องได้รับการฉีดวัคซีน จากนั้นค่อยมาหารือถึงแนวทางการใช้ชีวิตร่วมกับไวรัสต่อไป

แต่หากอัตราการฉีดวัคซีนยังต่ำ ก็เป็นเรื่องยากที่จะพูดถึงมาตรการต่อต้านการแพร่ระบาดที่ควรนำมาใช้ในระยะต่อไป

ด้าน ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ได้โพสต์ข้อความถึงการศึกษาดังกล่าวว่า “นี่เป็นการคำนวณของทีมวิจัยที่มหาวิทยาลัยฮ่องกง เพื่อหาค่าเปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ได้รับวัคซีนแต่ละชนิด เพื่อให้ได้ภูมิคุ้มกันหมู่ต่อไวรัสสายพันธุ์เดลตา ซึ่งภูมิคุ้มกันหมู่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากวัคซีนและไวรัสที่มีอยู่ในปัจจุบัน...วัคซีนช่วยให้เราไม่ป่วยหนัก ส่วนเรื่องการป้องกันการติดเชื้อเราต้องช่วยวัคซีนทำงานด้วยการป้องกันตัวเอง

“หลักการของภูมิคุ้มกันหมู่ คือ ไวรัสจะถูกตัดตอนเมื่อเชื้อเข้าไปสู่คนที่มีภูมิคุ้มกันจากวัคซีน เพราะไม่สามารถแพร่กระจายต่อให้คนอื่นได้สำหรับเดลตาและวัคซีนที่มีอยู่ตอนนี้ คนฉีดวัคซีนติดเชื้อได้และมีปริมาณไวรัสพร้อมส่งต่อให้คนอื่น ๆ ไม่น้อยกว่าไปกว่าคนที่ไม่ได้รับวัคซีน ภูมิคุ้มกันหมู่ในนิยามนี้คงไม่เกิดขึ้น วัคซีนช่วยให้เราต่อสู้กับโควิด-19 ที่รุนแรงได้ แต่คงไม่ช่วยให้เราปลอดจากโควิด-19 ได้”

ดังนั้นต้องเร่งฉีดวัคซีนแก่ประชาชนให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด เพื่อป้องกันอาการรุนแรงและการเสียชีวิต 

แม้วัคซีนสามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนและการเสียชีวิตจากโควิด-19 ได้ แต่ไม่สามารถหยุดการแพร่กระจายของไวรัสได้ ไม่ว่าจะมีอัตราการฉีดวัคซีนกี่เปอร์เซ็นต์ก็ตาม

.

.


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก???? https://lin.ee/vfTXud9

มาดใหม่ ‘ตอลิบาน’!! ปรองดองนานาชาติ สิทธิสตรีเบ่งบาน ใต้เงากฎหมายอิสลาม! | Knowledge Times EP.14

???? รอบรู้แบบรู้ลึก ในรายการ ‘Knowledge Times’ 

????มาดใหม่ ‘ตอลิบาน’!! ปรองดองนานาชาติ สิทธิสตรีเบ่งบาน ใต้เงากฎหมายอิสลาม! 

นับจากการเข้าบุกยึดครองกรุงคาบูลสำเร็จ กลุ่มตอลิบานได้ออกมาแถลงอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกโดยมีประเด็นที่น่าสนใจที่ทั่วโลกจับตามอง ทั้งเรื่องของการเคารพสิทธิสตรีภายใต้กรอบกฎหมายอิสลาม และพวกเขาต้องการความสัมพันธ์ที่สงบสุขกับประเทศอื่น ๆ

โดยโฆษกของกลุ่มตอลิบานได้กล่าวถึงประเด็นของสิทธิสตรีในอัฟกานิสถานว่า สตรีชาวอัฟกัน จะได้รับอนุญาตให้ทำงาน เข้าเรียน รวมถึงการเคลื่อนไหวในสังคม แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายอิสลาม

โดยรายละเอียดในเรื่องการมอบสิทธิสตรียังไม่เป็นที่ชัดเจนมากนัก รวมถึงการกำหนดการแต่งกายของสตรีอัฟกัน อย่างไรก็ตามโฆษกของกลุ่มตอลิบานได้เน้นย้ำว่า พลเมืองอัฟกานิสถานทุกคนจะต้องใช้ชีวิตอยู่ภายในกรอบธรรมเนียมของศาสนาอิสลาม

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ภายใต้กรอบกฎหมายอิสลามนั้นเปิดกว้างถึงเพียงไหน? เมื่อย้อนกลับไป ในยุคกลุ่มตอลิบานปกครองอัฟกานิสถานในปี 1996-2001 พวกเขาได้นำกฎหมายชารีอะห์ของอิสลามมาใช้

ส่งผลให้สตรีไม่มีสิทธิทำงาน เด็กผู้หญิงไม่ได้รับอนุญาตให้ไปโรงเรียน นอกจากนี้ สตรีในอัฟกานิสถานยังต้องสวมผ้าคลุมแบบอิสลามตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าโดยเว้นเพียงดวงตาเมื่ออยู่นอกบ้าน และจะออกข้างนอกได้ก็ต่อเมื่อมีญาติผู้ชายอยู่ด้วยเท่านั้น

ในอีกประเด็นที่สำคัญจากแถลงในครั้งนี้ คือ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้คน โดยเฉพาะชาวอัฟกันที่ทำงานให้กับสหรัฐฯ และชาติตะวันตกที่กลัวว่าจะถูกแก้แค้น ซึ่งโฆษกตอลิบานได้ประกาศนิรโทษกรรมให้และระบุว่าจะไม่มีใครได้รับอันตราย

ส่วนในระดับนานาชาติที่เกรงกันว่า อัฟกานิสถานจะกลายเป็นแหล่งซ่องสุมของกลุ่มก่อการร้ายอีกครั้งนั้น โฆษกตอลิบานย้ำว่า จะไม่ยอมให้ใครใช้อัฟกานิสถานเพื่อก่อการร้ายและจะไม่ให้ใครใช้แผ่นดินนี้ไปทำร้ายประเทศอื่น

ในขณะที่ 'อับดุล กานี บาราดาร์' หนึ่งในแกนนำและผู้ก่อตั้งกลุ่มตอลิบาน ได้เดินทางกลับมายังอัฟกานิสถานเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี โดยก่อนหน้านี้ เขาถูกจับกุมในปี 2010 และได้รับการปล่อยตัวในปี 2018 เพื่อให้เขามีส่วนร่วมในการเจรจาสันติภาพ

แม้ว่าจะมีการออกมาแถลงและให้คำมั่นสัญญาของกลุ่มตอลิบาน แต่สหรัฐฯ และชาติตะวันตกยังคงเดินหน้าเปิดเที่ยวบินอพยพเจ้าหน้าที่สถานทูตและพลเรือนอีกครั้ง หลังเกิดเหตุชุลมุนที่สนามบินคาบูล โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลสหรัฐฯ เผยว่า เที่ยวบินของกองทัพสหรัฐฯ อพยพชาวอเมริกันออกจากกรุงคาบูลได้ราว 1,100 คน

ซึ่งดูเหมือนว่าการออกมาให้คำมั่นสัญญาของกลุ่มตอลิบานในครั้งนี้ ยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวอัฟกานิสถานและนานาชาติ ได้มากพอ เพราะนอกจากนี้ยังมีประชาชนชาวอัฟกันจำนวนมากพยายามเดินทางออกจากอัฟกานิสถาน

ขณะที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ของอังกฤษระบุว่า พวกเขาตกลงที่จะจัดการประชุมผ่านระบบออนไลน์ของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก หรือจี 7 ในสัปดาห์หน้า เพื่อหารือเกี่ยวกับกลยุทธ์และแนวทางร่วมกันต่ออัฟกานิสถาน

การบุกยึดครองกรุงคาบูลของกลุ่มตอลิบานในครั้งนี้ ดูจะสร้างความหวาดหวั่นในกับชาวอัฟกันและนานาชาติได้ไม่น้อย และต้องรอติดตามกันต่อไปว่าคำมั่นสัญญาในครั้งนี้จะเป็นกลุ่มตอลิบานโฉมใหม่ที่ไม่สร้างประวัติศาสตร์นองเลือดเหมือนครั้งก่อน ๆ 

.

.


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
- ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
- รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
- สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
- แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ชะลอรวยเศรษฐีจีน!! 'สีจิ้นผิง' เดินหน้า 'ควบคุมคนรวย' หวั่น!! เหลื่อมล้ำสังคมจีน ใต้นโยบาย 'มั่งคั่งร่วมกัน' | Knowledge Times EP.13

???? รอบรู้แบบรู้ลึก ในรายการ ‘Knowledge Times’
 ???? ชะลอรวยเศรษฐีจีน!! 'สีจิ้นผิง' เดินหน้า 'ควบคุมคนรวย' หวั่น!! เหลื่อมล้ำสังคมจีน ใต้นโยบาย 'มั่งคั่งร่วมกัน'

สัญญาณเตือนคนรวยในจีนจาก “สี จิ้นผิง” ประธานาธิบดีจีน เกิดขึ้นเมื่อผู้นำจีนเตรียม “เบรกรายได้ที่มากเกินไปของคนรวยในประเทศ” เพื่อคอยเตือนชนชั้นสูงของประเทศเหล่านี้ว่า พวกคุณกำลังสร้างความไม่เท่าเทียมกันให้เกิดขึ้นในสังคม

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม “สี จิ้นผิง” กล่าวในการประชุมคณะกรรมการการเงินและเศรษฐกิจกลางของพรรคคอมมิวนิสต์จีนว่า รัฐบาลจะสร้างระบบ เพื่อกระจายความมั่งคั่ง จากคนร่ำรวยในประเทศไปสู่ทุกชนชั้น เพื่อสร้างความเสมอภาคในสังคม โดยรัฐบาลจำเป็นต้องควบคุมรายได้ที่สูงเกินไปอย่างสมเหตุสมผล และกระตุ้นให้ผู้ที่มีรายได้สูงและบริษัทต่าง ๆ รู้จักตอบแทนสังคมให้มากขึ้น

เรื่องนี้ถูกพูดถึงภายใต้นโยบายที่เรียกว่า “มั่งคั่งร่วมกัน” ของจีน หลังจากมีรายงานความไม่พอใจภายในคณะกรรมการกลางของพรรคฯ เกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของเศรษฐีหน้าใหม่ ในหลายภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่เทคโนโลยีไปจนถึงการศึกษา

ทันทีที่แนวนโยบายดังกล่าวถูกพูดถึง บริษัทเกมและโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ของจีนอย่าง Tencent ที่มีการรายงานผลกำไรไตรมาสสองเพิ่มขึ้น ได้กล่าวว่า จะขยายส่วนงานคืนกำไรให้สังคมมากขึ้น โดย “โพนี หม่า” ผู้บริหารระดับสูงของ Tencent กล่าวว่า “บริษัทอยู่ในธุรกิจเพื่อช่วยเหลือสังคมในวงกว้าง ซึ่งเราจะปรับใช้เทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญของบริษัทในการช่วยธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง บริการสาธารณะ และองค์กรต่าง ๆ มากขึ้น”

ทั้งนี้หากย้อนไปในเดือน พฤศจิกายน 2020 หน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินของจีน ที่ดูแลไม่ให้เกิดการผูกขาดธุรกิจพยายามขัดขวางไม่ให้ บริษัท เทคโนโลยี Ant ซึ่งถือหุ้น 33% โดย Alibaba ได้ทำธุรกิจในเซี่ยงไฮ้และฮ่องกง จาก “แจ็ก หม่า” หนึ่งในนักธุรกิจจีนที่ร่ำรวยอย่างมากรายหนึ่งของโลก และมีรายงานว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีนพยายามที่จะเข้าไปควบคุมเหล่าผู้นำบริษัทที่เป็นมหาเศรษฐีเกือบทุกสัปดาห์ เพราะธุรกิจเหล่านี้ กำลังนำวิถีทางแห่งจีนออกนอกกรอบ และนำความคิดทุนนิยมแบบตะวันตกเข้ามาครอบงำคนในประเทศ

ทั้งนี้ ภาคเอกชนและความมั่งคั่งของประเทศจีน ถือว่าเติบโตไว โดยในปี 2019 จำนวนมหาเศรษฐีชาวจีนสามารถแซงหน้าชาวอเมริกันได้เป็นครั้งแรก 

ตามรายงานของ Hurun Global Rich List 2021 ที่เผยแพร่ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ชี้ว่าจีนแซงหน้าสหรัฐฯ ด้วยการเป็นประเทศแรกของโลกที่มีมหาเศรษฐีพันล้านมากกว่า 1,000 คน โดยในปี 2020 จีนมีมหาเศรษฐีพันล้าน 1,058 คน ขณะที่สหรัฐฯ มี 696 คน และจากจำนวนมหาเศรษฐีหน้าใหม่ทั้งหมด 610 คนจากทั่วโลกนั้นมาจากประเทศจีนถึง 318 คน และจำนวนเศรษฐีเงินล้านในจีนจะเพิ่มขึ้นถึง 92.7% คิดเป็นจำนวนทั้งสิ้น 10.17 ล้านคนภายในปี 2025

จากตัวเลขอาจจะดูเป็นเรื่องดี แต่สำหรับผู้นำจีนแล้ว นี่เป็นจุดเริ่มต้นถึงการสะท้อนช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน หรือ คนชนบทและคนเมืองในจีนที่มากขึ้น จนเป็นชนวนเหตให้ผู้นำจีนกล่าวว่า "เป็นสิ่งที่ต้องการแก้ไข" เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าเมื่อเกิดรายได้ เกิดความร่ำรวย เกิดเศรษฐี ความฟุ้งเฟ้อและความอยากได้อยากมี ที่เป็นสิ่งสวนทางกับความอดออมตามหลักดำเนินชีวิตของวิถีชาวจีนก็จะค่อย ๆ หายไป

อย่างไรก็ดี สื่อไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่า “สี จิ้นผิง” จะบรรลุเป้าหมาย “มั่งคั่งร่วมกัน” นี้ด้วยวิธีการเช่นไร เพียงแต่ระบุว่ารัฐบาล อาจนำระบบภาษี หรือวิธีอื่นมาใช้เพื่อกระจายรายได้ และความมั่งคั่งให้เกิดแก่ทุกชนชั้น ซึ่งเรื่องนี้ก็คงต้องตามติดกันต่อไป

.

.


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ธรรมเนียมล้าสมัย!! กระเทาะเปลือก​ ‘สินสอด’ ค่าของ​ 'คน'​ ทำไมต้องวัดด้วยเงินตรา? | Knowledge Times EP.12

???? รอบรู้แบบรู้ลึก ในรายการ ‘Knowledge Times’
???? ธรรมเนียมล้าสมัย!! กระเทาะเปลือก​ ‘สินสอด’ ค่าของ​ 'คน'​ ทำไมต้องวัดด้วยเงินตรา?

‘สินสอด’ เป็นธรรมเนียมที่มีมาช้านานในหลากหลายสังคมโลก รวมถึงเมืองไทยของเรา ซึ่งความแตกต่างของธรรมเนียมส่วนใหญ่ก็มักขึ้นอยู่กับบริบททางสังคมนั้น ๆ โดยสินสอดบนโลกใบนี้ อาจจำแนกได้เป็น 2 รูปแบบใหญ่ ๆ ผ่านผู้รับและผู้จ่าย

- รูปแบบแรก ‘ฝ่ายชายเป็นผู้จ่ายค่าตอบแทนให้กับฝ่ายหญิง’ โดยไม่ได้จำกัดว่าผู้ที่รับจะต้องเป็นเจ้าสาวโดยตรง แต่อาจรวมไปถึงครอบครัวฝ่ายเจ้าสาวที่ได้รับทรัพย์สินในส่วนนี้ด้วย 

- รูปแบบที่สอง ‘ฝ่ายหญิงเป็นผู้ให้ค่าตอบแทนแก่ฝ่ายชาย’ โดยมากแล้วทรัพย์สินที่ได้จากค่าตอบแทนผู้ที่รับจะเป็นฝ่ายชายโดยตรง

แต่เมื่อมองให้ลึกลงไปสินสอดต่าง ๆ เหล่านี้ มีความลึกซึ้งมากกว่าแค่การเป็นค่าตอบแทนสำหรับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากแต่สามารถสะท้อนผ่านความเป็นเศรษฐศาสตร์ ผ่าน 3 แนวคิดที่บอกถึงที่มาและหน้าที่ ของค่าตอบแทนการสมรสได้ดังนี้

แนวคิดแรกเพื่อชดเชยปัจจัยการผลิต โดยการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องจ่ายค่าสินสอด เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขของสังคมที่ให้ความสำคัญกับแรงงาน ซึ่งถือเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญของสังคมเกษตรกรรม เป็นเสมือนการจ่ายเพื่อชดเชยกำลังการผลิตที่ครอบครัวต้องสูญเสียไปในกรณีของครอบครัวฝ่ายหญิง เช่นในจีน และประเทศในกลุ่มแอฟริกา หรือชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการรับสมาชิกซึ่งไม่มีผลิตภาพเข้าสู่ครัวเรือนในกรณีของฝ่ายชาย

แนวคิดต่อมาเพื่อเป็นแรงจูงใจในตลาดคู่สมรส ซึ่งเกิดขึ้นจากความไม่สมดุลของประชากรเพศหญิงและเพศชาย ทำให้ต้องมีการกำหนดสินสอดขึ้นเพื่อเป็นแรงจูงใจ 

แนวคิดสุดท้ายเพื่อให้ฝ่ายหญิงมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ซึ่งสามารถแบ่งได้ 2 รูปแบบจาก สินสอดที่ฝ่ายชายมอบให้ฝ่ายหญิง และ ฝ่ายหญิงมอบให้ฝ่ายชาย 

โดย รูปแบบแรกสินสอดที่ฝ่ายชายมอบให้ฝ่ายหญิง เป็นเหมือนหลักประกันให้กับหลังชีวิตแต่งงาน หากหย่าร้างหรือฝ่ายชายเสียชีวิต ฝ่ายหญิงจะได้นำทรัพย์สินจากส่วนนี้มาใช้ดำเนินชีวิตต่อได้

รูปแบบที่สองสินสอดที่ฝ่ายหญิงมอบให้ฝ่ายชาย มีขึ้นเพื่อใช้แสดงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของฝ่ายหญิง แต่จุดประสงค์แต่เดิม คือทรัพย์สินที่ครอบครัวฝ่ายหญิงมอบให้แก่เจ้าสาวเมื่อสมรส จากความต้องการแบ่งมรดกให้กับลูกสาว ก่อนที่บิดามารดาจะเสียชีวิต

แต่ด้วยบริบททางสังคมที่แตกต่างกันและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้วิถีชีวิตปรับเปลี่ยนไป แนวคิดทั้ง 3 รูปแบบ จึงอาจไม่สามารถอธิบายผ่านเศรษฐศาสตร์ได้ทั้งหมด

รวมไปถึงสังคมไทยในปัจจุบัน การเรียกสินสอดโดยครอบครัวฝ่ายหญิง “เพื่อเป็นค่าน้ำนม” และ “เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าฝ่ายชายสามารถเลี้ยงดูบุตรสาวได้” อาจไม่สอดคล้องกับแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ทั้ง 3 ในข้างต้นเท่าไหร่นัก

โดยวัตถุประสงค์ในการเรียกสินสอดเพื่อเป็นค่าน้ำนม อาจคล้ายกับแนวคิดชดเชยปัจจัยการผลิต ที่มองว่าสินสอดคือส่วนที่มาชดเชยกำลังการผลิตที่ครอบครัวต้องสูญเสียไป แต่ในกรณีของค่าน้ำนม คือ การคิดจากต้นทุนการเลี้ยงดูฝ่ายหญิงมาตั้งแต่อดีต และผลผลิตที่ฝ่ายชายจะได้ในอนาคตทั้งในฐานะแรงงานหรือความพึงพอใจ 

อีกหนึ่งวัตถุประสงค์ของสินสอดในสังคมไทย มีขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือที่ใช้คัดกรองสถานภาพทางสังคม รวมถึงประกาศสถานะทางการเงิน ความพร้อมของฝ่ายชายผ่านมูลค่าสินสอด และใช้สร้างกำแพงสำหรับกีดกันคู่แข่งอื่น ๆ ที่มีฐานะไม่เป็นไปตามความต้องการของฝ่ายหญิง

จะเห็นได้ว่า ‘สินสอด’ เป็นธรรมเนียมที่อยู่ในทุกสังคมโลก แม้อาจดูเป็นเหมือนเครื่องมือในการวัดค่าความเป็นคนผ่านเม็ดเงิน แต่เมื่อมองลึกลงไป ‘สินสอด’ คือสิ่งที่สะท้อนสังคมและแสดงให้เห็นถึงความเป็นเศรษฐศาสตร์ ต้นทุน ผลผลิต ที่รวมไปถึงหลักประกันคุณภาพชีวิตเมื่อทั้งสองฝ่ายตัดสินใจก้าวออกไปสร้างครอบครัวเป็นของตนเอง

.

.


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
- ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
- รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
- สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
- แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

วิกฤตอินเดีย! ประชากรล้นประเทศ ดันนโยบาย 'มีลูกไม่เกินสอง’ >> ใครทำได้มีรางวัล ใครสวนกระแสเสียสิทธิ์รัฐ!! | Knowledge Times EP.11

???? รอบรู้แบบรู้ลึก ในรายการ ‘Knowledge Times’ 
???? วิกฤตอินเดีย! ประชากรล้นประเทศ ดันนโยบาย 'มีลูกไม่เกินสอง’ ใครทำได้มีรางวัล ใครสวนกระแสเสียสิทธิ์รัฐ!!

จากข้อมูลเชิงสถิติชี้ว่า “อินเดีย” จะเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกภายในปลายทศวรรษนี้ ทำให้รัฐใหญ่ ๆ บางรัฐของอินเดีย พยายามหาวิธีการสกัดกั้นการเติบโตของจำนวนประชากร ผ่านมาตรการจูงใจต่าง ๆ เพื่อเป็นรางวัลแก่คู่สามี-ภรรยาที่มีลูกไม่เกินสองคน

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าว กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในสังคมอินเดีย ขณะที่อีกมุมมองก็ดูจะให้ความสนใจ เพราะทุกวันนี้ประชากรที่เพิ่มสูง อาจส่งผลกระทบต่อวงกว้างต่ออินเดีย ทั้งปริมาณอาหารในประเทศ, การใช้ไฟฟ้า, สาธารณสุข และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศอ่อนแอ จากปัญหาการเติบโตอย่างรวดเร็วของจำนวนประชากร

สำหรับข้อเสนอดังกล่าว มีรัฐอุตตรประเทศตอนเหนือของอินเดีย ซึ่งเป็นรัฐที่มีฐานะยากจน มีประชากรกว่า 200 ล้านคน เป็นผู้เผยร่างกฏหมาย พร้อมทั้งสนับสนุน นโยบาย “มีลูกสองคน” โดยครอบครัวที่มีลูกสองคนจะได้รางวัลจากรัฐบาลในหลายรูปแบบ เช่น การปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ รัฐช่วยแบ่งเบาค่าน้ำ-ค่าไฟ และโดยเฉพาะครอบครัวที่มีลูกคนเดียว จะได้รับเงินสนับสนุนด้านการศึกษาจากรัฐ เงินช่วยเหลือด้านการดูแลสุขภาพ และการจ้างงาน

ขณะเดียวกันนโยบายดังกล่าว จะให้ผลสวนทางกับครอบครัวที่มีลูก 3 คน หรือมากกว่านั้น โดยจะไม่มีสิทธิ์ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล รวมทั้งได้รับผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่เป็นสวัสดิการสังคม ทั้งยังสูญเสียสิทธิ์ทางการเมืองในรัฐนั้น ๆ ด้วย

สอดคล้องกับรัฐอัสสัม ที่กำลังพิจารณาใช้กฎกับครอบครัวที่มีลูก 3 คน หรือมากกว่านั้น ด้วยการห้ามให้พ่อแม่เข้ารับราชการ

ด้าน “นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี” ของอินเดีย กล่าวว่า “การที่ประชากรขยายตัวอย่างรวดเร็วสร้างความท้าทายใหม่ ๆ สำหรับชาวอินเดียในอนาคตหลากหลายรูปแบบ การมีประชากรจำนวนมาก ทำให้การเข้าถึงสวัสดิการของรัฐและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ของภาครัฐเป็นไปอย่างไม่ทั่วถึง เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคม นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมชาวอินเดียที่ยากจน ไม่มีห้องน้ำใช้ ไม่มีไฟฟ้าในบ้าน ไม่มีบ้านจะอยู่ และไม่มีแม้แต่บัญชีเงินฝากของธนาคาร”

ด้านธนาคารโลก หรือ เวิลด์แบงก์ คาดการณ์ว่าประชากรวัยทำงานของอินเดียที่มีอายุ 15 ปี และ 15 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นประมาณ 1.3 ล้านคนในทุก ๆ เดือน ไปจนถึงปี 2568 และเพื่อให้ตลาดแรงงานมีเสถียรภาพ อินเดียจำเป็นต้องสร้างงานปีละประมาณ 8 ล้านตำแหน่งงาน แต่ในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 เป็นปัญหาในเรื่องนี้อย่างมาก

ขณะที่ ธนาคารกลางของอินเดีย คาดการณ์การเติบโตของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในเดือน มิถุนายน เหลือเติบโตที่ 9.5% สำหรับปีงบประมาณไปจนถึงเดือนมีนาคม ปี 2565 จาก 10.5% ขณะที่อัตราการเจริญพันธุ์ของอินเดียโดยรวมอยู่ที่อัตรา 2.2 ในปี 2563 ลดลงมากจากอัตรา 6 ในปี 2503 ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนถึงอัตราการเจริญพันธุ์ทั่วโลกที่ลดลงจาก 5.05 ในปี 2507 มาอยู่ที่ 2.4 ในปี 2562 แต่การลดลงของจำนวนประชากรของอินเดียเป็นการลดลงเพียงเล็กน้อย ไม่สามารถบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับจำนวนประชากรได้

ปัจจุบัน อินเดียมีประชากรประมาณ 1,380 ล้านคน เพิ่มขึ้น 145 ล้านคนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่จำนวนประชากรจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 1,500 ล้านคน ภายในปี 2573 แซงหน้าจีนในฐานะเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกไปโดยปริยาย ตามการประเมินของสหประชาชาติ (UN)

.

.


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
- ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
- รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
- สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
- แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ผู้นำสิงโปร์ ออกโรงเตือน!! ‘สหรัฐฯ’ อย่าเดินเกมงัดข้อกับ ‘พญามังกร’ เพราะทุกแรงปฏิปักษ์​ เต็มไปด้วย​ ‘อันตราย’ | Knowledge Times EP.10

???? รอบรู้แบบรู้ลึก ในรายการ ‘Knowledge Times’
???? ผู้นำสิงโปร์ ออกโรงเตือน!! ‘สหรัฐฯ’ อย่าเดินเกมงัดข้อกับ ‘พญามังกร’ เพราะทุกแรงปฏิปักษ์​ เต็มไปด้วย​ ‘อันตราย’

ไม่นานมานี้​ นายกรัฐมนตรี ลี เซียนลุง ของสิงคโปร์ กล่าวเตือนท่าทีของสหรัฐฯ​ ที่มีต่อจีนได้อย่างน่าสนใจว่า นาทีนี้สหรัฐฯ​ ไม่ควรท้าทายจีนในทุก ๆ​ ด้านด้วยความก้าวร้าว และทัศนะอันแข็งกร้าว เพราะอาจนำมาสู่สิ่ง “อันตรายอย่างมาก”

โดย นายกฯ ลี ได้ให้มุมมองว่า ตอนนี้สหรัฐฯ​ เริ่มกลับมาเปลี่ยนท่าทีกับจีน จากการที่คิดจะมุ่งสร้างประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย สู่ท่าทีที่ สหรัฐฯ “ต้องชนะ” ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ซึ่งท่าทีนี้ไม่แน่ใจว่าจะนำไปสู่ความถูกต้องเพียงใด

ผู้นำสิงคโปร์ กล่าวอีกว่า ไม่รู้ว่าสหรัฐฯ ได้ตระหนักหรือไม่ ว่าจีนขณะนี้ถือเป็นปรปักษ์ที่น่าเกรงขามอยากมากในการรับมือ ถ้าหากสหรัฐฯ ตัดสินใจว่า จีนเป็น “ศัตรู”

เพราะ​ผู้นำสิงคโปร์ ซึ่งนับว่าเป็นอีกบุคคลที่มีความเข้าใจทั้งสองชาติอย่างลึกซึ้ง​ เชื่อว่า​ ทัศนะแบบแข็งกร้าวของสหรัฐฯ ที่มีต่อจีน ยิ่งตอกย้ำความเชื่อของจีนที่ว่า สหรัฐฯ​ นั้นไม่สามารถไว้วางใจได้และต้องการที่จะขัดขวางการก้าวขึ้นมาของจีน

ซึ่งอย่างน้อย ๆ​ ก็มี 5 ประเด็นอ่อนไหวในตอนนี้​ ที่จีนจะไม่มีวันยอม หากสหรัฐฯ หรือชาติอื่นใดจะมาล้ำเส้นจีน​ จนเกินงาม!! อาทิ​ เรื่องของ​ ไต้หวัน​ / ฮ่องกง​ / ทิเบต​ / ซินเจียง​ และ​ ทะเลจีนใต้

นอกจากนี้ นายกฯ ลี ยังวิพากษ์วิจารณ์การที่คณะบริหารไบเดนแสดงความแข็งกร้าวในการพบปะหารือทวิภาคีระดับสูงครั้งแรกกับฝ่ายจีนที่เมืองแองเคอเรจ รัฐอะแลสกา ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาว่า ในความเป็นจริง​ ก็คือ​ ไม่มีฝ่ายไหนสามารถดูหมิ่นหรือบดขยี้อีกฝ่ายหนึ่งได้

แต่ในขณะเดียวกันก็ได้ชื่นชมคณะบริหารไบเดน ที่เลือกใช้นโยบายการต่างประเทศ “ที่มีแบบแผนมากขึ้น” หลังจากคณะบริหารของโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สร้างความยุ่งเหยิงไว้ หลังจากประเทศต่าง ๆ​ ทั่วโลก ยังคงเฝ้าคอยยุทธศาสตร์ระยะยาวที่คงเส้นคงวาจากทางสหรัฐฯ รวมทั้งนโยบายที่พึ่งพาอาศัยและคาดการณ์ได้

ผู้นำสิงคโปร์ ยังเตือนถึงประเด็นไต้หวันที่สามารถเป็นชนวนลุกลามได้มากเป็นพิเศษ โดยมองว่าจีนคงไม่อยากเดินหมากฝ่ายเดียว เช่น การรุกรานไต้หวัน และเชื่อว่ายังมีอันตรายจากการคิดคำนวณที่ผิดพลาดครั้งใหญ่จากเรื่องนี้ พร้อมชื่นชม ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ซึ่งได้กล่าวเตือนการเปลี่ยนแปลงสถานะเดิมที่เป็นอยู่ของสถานการณ์ไต้หวัน 

เรียกได้ว่า​ ถ้าหากสหรัฐฯ รักษาจุดยืนเช่นนี้ได้ ก็จะสามารถประคับประคองสันติภาพและเสถียรภาพข้ามช่องแคบไต้หวันไว้ได้

โดยสรุปแล้ว​ ผู้นำสิงคโปร์​ ก็หวังเห็น​ ฝั่งจีนและสหรัฐฯ​ รักษาปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเอาไว้​ ภายใต้สถานการณ์โลก​ ณ​ ปัจจุบัน​ และทั้งสองฝ่ายควรหยุด และคิดอย่างรอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจเดินหน้าทำการณ์บางอย่างแบบ​ Fast​ Foward 

เพราะอาจเกิดอันตราย ที่จะสร้างหายนะให้กับทั้งสองฝ่ายและทั้งโลกได้ในอนาคต...

.

.


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
- ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
- รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
- สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
- แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top