Monday, 29 June 2026
NEWS FEED

สวธ.เปิดแหล่งเรียนรู้มีชีวิต ณ “บ้านพิพิธภัณฑ์” นายเอนก นาวิกมูล ศิลปินแห่งชาติ

“เก็บวันนี้ พรุ่งนี้ก็เก่า” คือ จุดเริ่มต้นแนวคิดการเป็นนักสะสมของนายเอนก นาวิกมูล  ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พุทธศักราช 2563 ผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณศิลป์โดยเฉพาะงานด้านสารคดี และหลงใหลในการเป็นนักสะสมของเก่า ที่คนในสังคมอาจหลงลืมหรือคนทั่วไปมักมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นของเล่นวัยเด็ก ภาพถนนหนทาง ยวดยานพาหนะ สถาปัตยกรรมบ้านเรือน จิตรกรรมฝาผนัง เอกสารสิ่งพิมพ์ หนังสือเก่า ใบแจ้งโฆษณา ย้อนยุค ร้านทอง ร้านกาแฟโบราณ ร้านขายยา ร้านตัดผม ร้านตัดเสื้อ ร้านถ่ายรูป ห้องครัวและ โรงหนัง ฯลฯ 

เพื่อกระตุ้นให้อนุชนรุ่นหลังเกิดความรักและหวงแหนในมรดกของชาติอันนำไปสู่การอนุรักษ์ เพื่อความเป็นชาติอันมีรากเหง้าสมบูรณ์ สามารถต่อยอดพัฒนาไปในอนาคต  ในโอกาสอันดีนี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม จึงได้จัดงานเปิดบ้านพิพิธภัณฑ์มีชีวิตหลังนี้ให้ผู้รักงานวรรณศิลป์ รวมถึงเหล่าผู้ที่ชื่นชอบของสะสมได้เข้ามาสัมผัสและย้อนวันวาน ณ บ้านศิลปินแห่งชาติ นายเอนก นาวิกมูล เลขที่ 170/17 หมู่ที่ 17 ซอยศาลาธรรมสพน์ 3 ถนนศาลาธรรมสพน์ แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒน กรุงเทพมหานคร โดยมี นางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธานพิธีเปิดงานฯ โอกาสนี้ ศิลปินแห่งชาติ สารวัตรป้องกันปราบปรามสถานีตำรวจนครบาลธรรมศาลา ผู้แทนสำนักงานเขตทวีวัฒนา ผู้บริหารกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมงานเพื่อแสดงความยินดี       

วันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม 2566  เวลา 10.00 น. นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม มอบหมายให้ นางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธาน เปิดบ้านศิลปินแห่งชาติฯ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 “บ้านพิพิธภัณฑ์” ได้เปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมของชุมชน  วันนี้จึงถือเป็นโอกาสครบรอบ 22 ปี ของการเปิดบ้านพิพิธภัณฑ์จากแนวคิดของนายเอนก นาวิกมูล ศิลปินแห่งชาติ ที่ว่า “เก็บวันนี้ พรุ่งนี้ก็เก่า” และความร่วมมือของกลุ่มอาสาสมัครต่าง ๆ ที่มีอุดมการณ์เดียวกันร่วมกันจัดตั้งขึ้น เพื่อทำให้บ้านพิพิธภัณฑ์ เป็นสถานที่รวบรวมของเก่าโบราณที่หาดูได้ยาก โดยได้มาทั้งจากการบริจาคและซื้อเพื่อเก็บรวบรวมไว้เป็นประวัติศาสตร์และความทรงจำร่วมกันในช่วงเวลาที่ผ่านมาซึ่งแสดงถึงวิถีชีวิต ความเป็นมา และการดำเนินชีวิตของชาวบ้าน ชาวเมือง ชาวตลาด ในห้วงเวลายุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีกลิ่นอายบรรยากาศสมัยก่อนที่ไม่สามารถหาดูได้ที่ไหนในปัจจุบัน ตามแนวทางการออกแบบเป็นเหมือนห้องแถวในตลาด เพื่อให้เด็ก เยาวชน และประชาชนที่สนใจได้ศึกษาเรียนรู้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม มุ่งหวังว่าบ้านศิลปินแห่งชาติหลังนี้ จะเป็นแหล่งเรียนรู้วิถีชีวิตชาวบ้าน ชาวตลาด ชาวเมืองที่จะเล่าประวัติศาสตร์สังคม (Social History) ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตทางสังคม และเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่ยั่งยืน     

จากนั้น นายอนุกูล ใบไกล ผู้อำนวยการกองกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่ากองกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวกับการส่งเสริมและขับเคลื่อนการดำเนินงานวัฒนธรรมของศิลปินแห่งชาติ ได้ดำเนินกิจกรรมเปิดบ้านศิลปินแห่งชาติและผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรมไปแล้ว จำนวน 31 แห่ง วันนี้นับเป็นโอกาสอันดีของบ้านพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ จึงได้จัดพิธีเปิดบ้านศิลปินแห่งชาติ นายเอนก นาวิกมูล ขึ้นอีกแห่งหนึ่ง นับเป็นบ้านหลังที่ 32 ที่ได้รับการเปิดเป็นบ้านศิลปินแห่งชาติ บ้านพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถือเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของชุมชนที่เก็บสั่งสมองค์ความรู้ทั้งเครื่องมือทำมาหากินภูมิปัญญาชาวบ้าน เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ภาพถ่ายต่าง ๆ มากมาย ที่จะพาเราย้อนเวลาไปสัมผัสกับอดีตผ่านภาพและห้องจำลองที่จัดแสดงถึงวิถีชีวิตของผู้คน และประวัติศาสตร์อันล้ำค่าจากของสะสมที่ซ่อนเรื่องราวน่าสนใจเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา เรียนรู้ให้แก่เด็กและเยาวชนในชุมชนจนก่อเกิดเป็นแรงบันดาลใจและภาคภูมิใจในรากเหง้ามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมต่อไป     

สำหรับบรรยากาศในบ้านพิพิธภัณฑ์ ได้จัดแสดงผลงานเขียนและของสะสมต่าง ๆ ของนายเอนก 
นาวิกมูล ประกอบด้วย บริเวณชั้น 1 จัดเป็นร้านของเล่น ร้านขายยา ร้านขายของจิปาถะ มุมหนังสือ และร้านขายของที่ระลึก ส่วนชั้น 2 จัดเป็นโรงหนัง โรงพิมพ์ ร้านตัดผม ร้านตัดเสื้อ ร้านให้เช่าหนังสือนิยาย ร้านถ่ายรูป ห้องครัว บ้านสุวัตถี และห้องจัดแสดงของทั่วไป และชั้น 3 จัดเป็นห้องเรียน ห้องนายอำเภอ  ร้านขายแผ่นเสียง ร้านทอง และร้านสรรพสินค้า ซึ่งรอให้ทุกคนไปเยี่ยมชมและร่วมเพลิดเพลินกับบรรยากาศของวันวานที่หลายคนอาจโหยหาถึงความเรียบง่าย ความสงบ และความสนุกสนานของวงสนทนาสภากาแฟยามเช้าในอดีต

โอกาสนี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจและชื่นชอบของสะสมมาร่วมย้อนวันวาน ณ บ้านพิพิธภัณฑ์ 1 แหล่งเรียนรู้ของชุมชนที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์  เปิดให้ชมเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00-17.00 น. ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็กโต 10 บาท ผู้พิการ นักบวช เด็กเล็กและผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป เข้าชมฟรี ณ บ้านเลขที่ 170/17 หมู่ที่ 17 ซอยศาลาธรรมสพน์ 3 ถนนศาลาธรรมสพน์ แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร และบ้านพิพิธภัณฑ์ 2 แหล่งเรียนรู้ใหม่ที่ตำบลงิ้วราย ซอยงิ้วราย 4 อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เปิดให้บริการทุกวัน เสาร์-อาทิตย์ สามารถติดต่อนัดหมายก่อนเข้าชมได้ที่ 089 200 2801 (อ.เอนก) หรือ 089 666 2008 (คุณวรรณา)

ผบ.ตร. ลงใต้ ตรวจเยี่ยม บำรุงขวัญ เร่งรัดคดีสำคัญ จังหวัดชายแดนใต้ ย้ำขวัญกำลังใจ ความปลอดภัยเจ้าหน้าที่ภาคสนาม พร้อมติดตามโครงการชุมชนยั่งยืน ชื่นชมความร่วมมือเข้มแข็งทุกฝ่าย จนประสบความสำเร็จ ส่งต่อความยั่งยืนให้ชุมชน

วานนี้ (13 ก.ค. 66)  พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.สราวุฒิ การพานิช ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.ณัฐ สิงห์อุดม ผบช.ตชด., พล.ต.ท.นพดล ศรสำราญ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ตร., พร้อมคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญ ประชุมติดตามสถานการณ์ความมั่นคงและคดีสำคัญของตำรวจภูธรภาค 9 (ภ.9) ณ ศปก.ตร.ส่วนหน้า จ.ยะลา โดยมี พล.ต.ท.นันทเดช ย้อยนวล ผบช.ภ.9 , รอง ผบช.ภ.9 ,ผบก.ในสังกัด ภ.9 และเจ้าหน้าที่เข้าร่วม 

ผบ.ตร.ได้ติดตามคดีสำคัญที่เกิดขึ้นในห้วงที่ผ่านมา ติดตามสถานการณ์ความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรม การดำเนินการตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 หรือ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ พร้อมรับฟังข้อมูลปัญหา  สถานภาพกำลังพล ยุทโธปกรณ์ ความต้องการสนับสนุนด้านต่างๆของจังหวัดชายแดนได้

ผบ.ตร.ได้กำชับการฝึกทางยุทธวิธีที่จะต้องดำเนินการต่อเนื่องเพื่อลดการสูญเสีย ความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ภาคสนาม อบรมความรู้งานสืบสวนสอบสวน และการขับเคลื่อนศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ เน้นย้ำให้ความสำคัญกับกำลังผู้ปฏิบัติ ให้มีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนกำลังตามความเหมาะสม ฝึกทบทวนยุทธวิธี แผนเผชิญเหตุ เตรียมความพร้อมสมรรถนะด้านต่างๆ ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมจะสนับสนุนช่วยเหลือขวัญกำลังใจการทำงานอย่างเต็มที่

จากนั้น ผบ.ตร.พร้อมคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมโครงการดำเนินงานชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจร ตามยุทธศาสตร์ชาติ ชุมชนทุ่งยามู ต.ยุโป อ.เมือง จ.ยะลา  โดยมี นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ฝ่ายปกครอง สาธารณสุข ผู้นำท้องถิ่น ชุมชน เข้าร่วม

สำหรับชุมชนบ้านทุ่งยามู มี 234 ครัวเรือน ประชากร 694 ราย มีการเอ็กซเรย์ 100% สามารถค้นหาพบผู้เสพยาเสพติดเป็นจำนวน 10 คน นำผู้เสพเข้าสู่การบำบัดฟื้นฟู  มีกิจกรรมบำบัดแบบผสมผสาน บำบัดทางการแพทย์ อาชีพบำบัด และบำเพ็ญสาธารณประโยชน์บำบัด มีการฝึกอาชีพกิจกรรมดนตรี เลี้ยงไก่ ปลาดุก หลังการบำบัดฟื้นฟู เจ้าหน้าที่ได้ส่งต่อความยั่งยืน มอบสมุดประจำตัวให้ผู้เข้ารับการบำบัด โดยจะมีการตรวจสารเสพติดและติดตามอย่างสม่ำเสมอ ส่วนชุมชนจะต่อยอดความยั่งยืนโดยการสร้างชุมชน ปรับปรุงภูมิทัศน์ให้เหมาะสม ติดกล้อง CCTV เพิ่มแสงสว่าง และให้ผู้นำชุมชนร่วมติดตามแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง  ส่วนมิติการปราบปราม ตำรวจได้ดำเนินการปราบปรามจับกุมดำเนินคดีผู้ค้า และคดียาเสพติด 12 คดี จนปัญหายาเสพติดลดน้อยลง
 
ต่อมาในช่วงบ่าย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ พร้อมคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมโครงการดำเนินงานชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจร ตามยุทธศาสตร์ชาติ ชุมชนสถานี 2 ต.หาดใหญ่ จ.สงขลา  ซึ่งแม้จะเป็นพื้นที่ไม่ใหญ่มาก แต่มีประชาชนอาศัยอยู่จำนวนมากถึง  817 ครัวเรือน 2,873 คน สภ.หาดใหญ่ ได้ร่วมกับเทศบาลหาดใหญ่ ทำการตรวจสารเสพติดเอ็กซเรย์ 100% พบผู้เสพและสมัครใจเข้ารับการบำบัด  39 คน นำเข้าสู่โครงการบำบัดฟื้นฟูจนประสบความสำเร็จ  ส่วนมิติการป้องกันปราบปรามยาเสพติด ตำรวจได้ส่งชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด เข้ากดดันจับกุมผู้ค้า ผู้จำหน่ายยาเสพติด จนกระทั่งออกนอกพื้นที่ไปหมด  และเพิ่มมาตรการป้องกันไม่ให้กลุ่มผู้จำหน่ายในพื้นที่อื่นเข้ามาด้วยการร่วมกันตั้งจุดสกัดบริเวณรอบๆ ชุมชน

นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอผลการดำเนินการของโครงการชุมชนยั่งยืนฯ ชุมชนทุ่งแม่บัว ของ สภ.คลองหอยโข่ง ที่ทาง อบจ.สงขลา ให้การสนับสนุน ดำเนินการค้นหาผู้มีสารเสพติด ทำการเอ็กซ์เรย์ 100% จำนวน 154 ครัวเรือน ประชากร 449 คน ค้นพบผู้เสพและสมัครใจบำบัด รวม 22 ราย ขณะนี้ได้ผ่านการบำบัดประสบความสำเร็จ ซึ่งปัจจัยในความสำเร็จของโครงการบ้านทุ่งแม่บัวเกิดจากตัวผู้เสพที่เปิดใจยอมรับในการแก้ไข ครอบครัวเข้าใจเอาใจใส่ ชุมชนให้โอกาส รัฐให้ความสำคัญ ส่วนมิติการปราบปราม สภ.คลองหอยโข่ง ได้ดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจังร่วมกับภาคส่วนต่างๆ จนผู้ค้าถูกจับ หลบหนีออกจากพื้นที่ไปหมด ได้รับคำชื่นชมจากชาวบ้าน ที่สามารถคืนลูกหลานเป็นคนดี และส่งต่อความยั่งยืนให้ชุมชน

โมเดลความสำเร็จของชุมชนทุ่งแม่บัวดังกล่าว ทำให้ อบจ.สงขลา สนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมให้ สภ. คลองหอยโข่ง ขยายโครงการไปอีก 2 หมู่บ้าน คือ  บ้านโคกพยอม และ บ้านพรุกง ซึ่งเป็นหมู่บ้านพื้นที่ติดกับหมู่บ้านทุ่งแม่บัว โดยบ้านโคกพยอม มีประชากร 268 ครัวเรือน 913 ราย และบ้านพรุกง มีประชากร 130 ครัวเรือน 415 ราย ซึ่งได้เริ่มโครงการฯ และลงนามความร่วมมือร่วมกันแก้ไขปัญหายาเสพติด เมื่อ 10 ก.ค.66 ที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้ผู้ค้า ผู้เสพยาเสพติดหมดไปจากพื้นที่ ครอบคลุมทั้งอำเภอคลองหอยโข่ง 

ผบ.ตร. กล่าวว่า “ขอขอบคุณ และชื่นชมเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่ร่วมดำเนินการโครงการชุมชนยั่งยืน ทั้งชุมชนยั่งยืนทุ่งยามู อ.เมือง จ.ยะลา ชุมชนสถานี 2 ต.หาดใหญ่ และ ชุมชนทุ่งแม่บัวอ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา ที่มีความเข้มแข็ง แสดงถึงความพร้อมเพียง ร่วมมือร่วมใจ มีศักยภาพ จนโครงการประสบความสำเร็จ พร้อมให้กำลังกำลังใจผู้เข้ารับการบำบัด และครอบครัว ที่ส่วนใหญ่เลิกได้ สำหรับส่วนที่ยังเลิกไม่ได้ เจ้าหน้าที่จะช่วยในการลดการเสพให้น้อยลง จนเลิกได้ในที่สุด ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือทุกฝ่าย สิ่งที่ตำรวจได้ดำเนินการควบคู่การบำบัดฟื้นฟู คือ การป้องกันปราบปราม จับกุมกดดันผู้ค้าดำเนินการตามกฎหมาย บางส่วนหลบหนีออกพื้นที่ พร้อมกับร่วมกันตั้งจุดตรวจป้องกันไม่ให้ยาเสพติดเข้ามาในพื้นที่อีก เพื่อส่งต่อความยั่งยืนให้ชุมชน 

ทั้งนี้ สำหรับโครงการ โครงการดำเนินงานชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเริ่มดำเนินโครงการฯ มาตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 จนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลา 3 ปี มีชุมชน/หมู่บ้าน ที่เข้าร่วมโครงการฯ ในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล และตำรวจภูธรภาค 1-9 ปีละ 1,483 ชุมชน/หมู่บ้าน รวม 4,449 ชุมชน/หมู่บ้าน ปัจจุบันสามารถค้นหาผู้เข้ารับการบำบัดกับโครงการฯ สะสมได้ จำนวน 52,209 คน ในปีงบประมาณ พ.ศ.2566 อยู่ในขั้นตอนของการดำเนินโครงการฯ เป็นระยะเวลา 3 เดือน (เม.ย. – มิ.ย.66)  สามารถค้นหาผู้เข้ารับการบำบัดกับโครงการฯ ได้จำนวน 25,822 คน”

ไม่เห็นชอบ!! 'คอร์ดแบดอุตรดิตถ์' แสดงจุดยืน แบน 'ส.ว.-กกต.' เชือด 'พิธา' ส่วน 'ส.ส.-ส.ว.' หนุน 'พิธา' นั่งนายกฯ เล่นฟรีตลอดชีพ

(14 ก.ค.66) เพจ 'สนามแบดมินตัน Panda Arena อุตรดิตถ์' ได้โพสต์จุดยืนชัด ระบุว่า...

สนามเราไม่อนุญาตให้ ส.ว. และ กกต. รวมไปถึงลูกหลานของพวกเขาทุกคน ห้ามเข้ามาใช้บริการ เสนียดมากค่ะ ขอบคุณค่ะ

ผบ.ทบ.ลงพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนตรวจเยี่ยมการให้ความช่วยเหลือผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมาในพื้นที่ปลอดภัยบ้านเสาหิน อ.แม่สะเรียง

พล.อ.ณรงค์พันธ์  จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก และคณะ เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ทหาร (ฮ.ท.06 ) ตรวจเยี่ยมการดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมาในพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว ที่กองร้อยทหารพราน 3601 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 36 ฐานปฏิบัติการบ้านเสาหิน ต.เสาหิน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน โดยมีนายประเสริฐ  จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ,พันเอก วันชัย มณีวรรณ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจสิงหนาท ( ฉก.ร.17) และ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 36  ภายหลังรับฟังบรรยายสรุปภารกิจการช่วยเหลือดูแลผู้ลี้ภัยสงครามความไม่สงบชาวเมียนมา ผู้บัญชาการทหารบกได้มอบสิ่งของเครื่องใช้ให้กับกำลังพลทหารพรานและฝ่ายปกครองเพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลทุกข์สุขความเดือดร้อนของผู้ลี้ภัยตามหลักมนุษยธรรม พร้อมกันนี้ผู้บัญชาการทหารได้เดินไปเยี่ยมดูสภาพความเป็นอยู่ของผู้ลี้ภัยภายในพื้นที่พักพิงชั่วคราวบ้านเสาหิน จากนั้นผู้บัญชาการทหารบก ได้เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ทหารจากฐานปฏิบัติการกองร้อยทหารพราน 3601 บ้านเสาหิน อ.แม่สะเรียง ไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจทหารกองร้อยทหารราบที่ 713 ฐานนาป่าแปก บ้านรักไทย ต.หมอกจำแป่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน

ปัจจุบัน มีผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมา (ผภสม) เดินทางเข้ามายังฝั่งไทย จำนวน 8,504 คน ในพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ พื้นที่ชั่วคราวบ้านเสาหิน หมู่ที่ 1 ตำบลเสาหิน อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอนยอดเดิม 3,530 คน ไม่มียอดเดินทางเข้าเพิ่มเติม พื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว บ้านพะแข่ หมู่ที่ 3 ตำบลแม่กิ๊ อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 826 คน เดินทางเข้ามาเพิ่มอีก  6 คน พื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว บ้านอุน หมู่ที่ 4 ตำบลแม่คง อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 316 คน และพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว บ้านจอปร่าคี หมู่ที่ 9 ตำบลแม่คง อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 501 คน และพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราวบ้านในสอย หมู่ 4 ต.ปางหมู อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน จำนวน 3,331 คน ซึ่งเดินทางเข้ามาในเขตไทยเมื่อวันที่ 12 ก.ค.66 ที่ผ่านมา หลังจากมีการสู้รบการเกิดขึ้นระหว่างทหารเมียนมากับกอง

โดย กองกำลังนเรศวร และฝ่ายปกครองจังหวัดแม่ฮ่องสอน ติดตามสถานการณ์ ในฝั่งประเทศเมียนมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทย กองทัพอากาศ เฝ้าตรวจทางอากาศ และติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมขึ้นบินลาดตระเวนรบ หากอากาศยานมีแนวโน้มจะลุกล้ำน่านฟ้าไทย ศูนย์สั่งการชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านด้านเมียนมา จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการดูแลความปลอดภัย และการให้ความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม 

‘น.ร.หญิง’ โรงเรียนเตรียมอุดมฯ รัชดา ทำ CPR ช่วยชีวิตคน โซเชียลชื่นชม!! ฮีโร่ไม่ต้องมีพลังวิเศษ แค่สองมือเปล่าก็เป็นได้

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 66 ปัจจุบันมีข่าวการเสียชีวิตอย่างกะทันหันเพิ่มมากขึ้นทุกๆ วัน ทั้งในผู้ที่มีสุขภาพดี แข็งแรง ซึ่งการเสียชีวิตอย่างกะทันหันนั้นส่วนมากเกิดจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ที่พบมากขึ้นก็เพราะในยุคสมัยนี้ เพราะไลฟ์สไตล์ที่มีการเปลี่ยนไป ปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มเติมจากโรคประจำตัวเดิม ทำให้การปั๊มหัวใจช่วยชีวิต (CPR) จึงเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นพื้นฐานสำคัญที่ประชาชนควรเรียนรู้ไว้ เพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน

ทั้งนี้ มีเหตุการณ์ที่เรียกเสียงชื่นชมจากโลกออนไลน์จำนวนมาก เมื่อผู้ใช้บัญชี TikTok รายหนึ่ง โพสต์คลิปนักเรียนช่วย CPR ผู้ป่วย โดยระบุข้อความว่า…

“ฮีโร่ไม่ต้องมีพลังวิเศษ แค่สองมือเปล่าก็เป็นได้ ขอบคุณน้องนักเรียนมาก ๆ นะครับ ที่มาช่วยพี่ทำ CPR ช่วยผู้ป่วย”

ในคลิปจะเห็นทีมกู้ภัยให้การช่วยเหลือชายรายหนึ่ง และมีนักเรียนหญิงช่วยทำซีพีอาร์อยู่ด้วย ทั้งนี้ เจ้าของโพสต์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นักเรียนหญิงคนดังกล่าว ชื่อ น.ส.ประติภา ดีหามแห เรียนอยู่ชั้น ม.6 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รัชดา

หลังจากคลิปนี้เผยแพร่ไปมีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก เช่น

“ชื่นชมเลยครับ สร้างชื่อเสียงให้โรงเรียน”
“น้องน่ารักมากก ยอมชุดเปื้อนเลือดเพื่อ 1 ชีวิต น้องน่ารักมากก อนาคตของชาติต้องแบบนี้สิ เก่งมากๆ”
“สุดดดดดดดยอดดดดด”
“ฮีโร่ไม่จำเป็นต้องมีพลังวิเศษ”
“น้องเก่งมากครับ อีกอย่างน้องเป็นอาสาสมัครด้วยครับ”
“ทุกโรงเรียนควรมีการสอนนี้”
“การ CPR ผู้ชายทำยากนะคะ หน้าอกแข็งแน่น แต่คือน้องทำได้ดีมากๆ” เป็นต้น

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นประธานเปิดการอบรมยกระดับความสามารถการตรวจเรือประมงและแรงงานในเรือประมงของศุนย์ PIPO รุ่น 10

วันนี้ (13 ก.ค.66) เวลา 11.30 น. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง (ศพดส.ตร.) ได้เป็นประธานในการเปิดโครงการอบรมสัมมนา ยกระดับขีดความสามารถในการตรวจเรือประมงและแรงงานในเรือประมงของผู้ปฏิบัติงานศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออก รุ่นที่ 10 ณ โรงแรมมณีจันทร์ รีสอร์ท จ.จันทบุรี โดยจะอบรมระหว่างวันที่ 12 – 14 ก.ค.66 ซึ่งในครั้งนี้มีผู้เข้ารับการฝึกอบรมมาจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมประมง กรมเจ้าท่า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรมการจัดหางาน และพนักงานสอบสวน รวมจำนวนกว่า 702 คน

การจัดการฝึกอบรมนี้ สืบเนื่องจากการประเมินระดับการป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ของทางการสหรัฐฯ ซึ่งประเทศไทยได้รายงาน TIP Report และได้รับคำแนะนำเป็นข้อสังเกตว่า ประเทศไทยยังต้องมีการพัฒนาการตรวจแรงงานที่ท่า ซึ่งยังไม่ได้ใช้วิธีการตามมาตรฐานในการตรวจสอบการสูญหายในทะเล และการค้ามนุษย์บนเรือประมง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ยังขาดความสม่ำเสมอและขาดประสิทธิภาพในการตรวจเนื่องจากยังขาดประสบการณ์ ดังนั้น ในปีที่ผ่านมา ศพดส.ตร. จึงได้มีการปรับปรุงคู่มือการปฏิบัติงานศูนย์ PIPO ประจำปี 2566 โดยมุ่งพัฒนา 4 ด้าน ได้แก่ เพิ่มแนวทางปฏิบัติกรณีพบลูกเรือพลัดตกน้ำ การตรวจหนังสือคนประจำเรือ การตรวจคุ้มครองแรงงานบนเรือประมง และตรวจสภาพแวดล้อมของแรงงานเพื่อความปลอดภัย ทั้งนี้เป็นการยกระดับมาตรฐานแนวทางการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ยังมีความจำเป็นในการสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานเพื่อให้เป็นไปตามแนวทางดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ได้มีแผนที่จะอบรมเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ PIPO ทั่วประเทศในปีนี้จำนวน 10 รุ่นด้วยกัน

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า การอบรมสัมมนารุ่นนี้ เป็นรุ่นสุดท้ายประจำปีงบประมาณ 2566  เป็นการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มความรู้เกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ PIPO ซึ่งในปีนี้ ศพดส.ตร. จึงได้มีการพัฒนาคู่มือการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ PIPO รวมทั้งจัดการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ร่วมกัน เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและพัฒนาศักยภาพในการตรวจแรงงานในเรือประมง รวมทั้งสร้างมาตรฐานในการปฏิบัติหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อให้การป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ของประเทศไทยก้าวหน้าไปอีกขึ้นหนึ่ง และยกระดับประเทศไทยสู่เทียร์ 1 ต่อไป

รมช.สธ.เปิดการฝึกซ้อมแผนกู้ชีพทางน้ำและการลำเลียงทางอากาศ ช่วยเหลือ ปชช. และ นทท.บนเกาะ ลดความสูญเสีย พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ นทท.

เมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ห้องประชุมเสม็ด แกรนด์วิว รีสอร์ท เกาะเสม็ด ม.4 ต.เพ อ.เมือง จ.ระยอง นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดการฝึกซ้อมแผนปฏิบัติการการลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศยาน ภายใต้โครงการพัฒนาระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินจังหวัดระยอง ด้านการปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ทางอากาศ มีบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่กู้ภัยที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการฝึกซ้อมแผนดังกล่าว

ทั้งนี้เพื่อพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ ซ้อมแผนปฏิบัติการกู้ชีพทางน้ำและลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศให้ได้ตามมาตรฐาน ช่วยให้ ปชช.และนทท.ได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนทันท่วงที ลดความสูญเสีย และเป็นการพัฒนาศักยภาพทีมปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉินให้มีประสิทธิภาพ มีความเข้มแข็ง สร้างความมั่นใจต่อการเข้าถึงบริการการแพทย์ฉุกเฉินในพื้นที่ทางทะเลและเกาะต่างๆ ในพื้นที่

กระทรวงแรงงาน “ร่วมสร้างวัฒนธรรมไทยเชิงป้องกัน สู่ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และความผาสุกที่ยั่งยืน”

วันที่ 13 กรกฎาคม 2566 เวลา 09.00 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีเปิดงานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยแห่งชาติ ครั้งที่ 35 และมอบรางวัลประกาศเกียรติคุณให้แก่สถานประกอบกิจการต้นแบบ ที่ผ่านเกณฑ์พิจารณากิจกรรมส่งเสริมความปลอดภัย ของ สสปท. จำนวน 84 รางวัล โดยมีผู้บริหารส่วนราชการ ผู้บริหารสถานประกอบกิจการ ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยในการทำงาน เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ณ อาคาร 11-12 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี 

นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง กล่าวว่า ในปัจจุบันยังมีการประสบอันตรายและโรคจากการทำงานเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทรวงแรงงาน จึงได้ผลักดันระเบียบวาระแห่งชาติ “แรงงานปลอดภัยและสุขภาพอนามัยดี” สู่ระยะที่ 2 (พ.ศ.2560 – 2569) และขับเคลื่อนนโยบาย Safety Thailand เพื่อลดอัตราการประสบอันตรายจากการทำงานให้ได้อย่างยั่งยืน โดยเมื่อพิจารณาเหตุที่เกิดขึ้นจะพบว่า การประสบอันตรายและโรคจากการทำงานมากกว่าร้อยละ 80 มีสาเหตุมาจากตัวผู้ปฏิบัติงานเอง กระทรวงแรงงานจึงมอบหมายให้ สสปท.ซึ่งมีภารกิจหลักในการส่งเสริมและพัฒนางานด้านวิชาการ ดำเนินการศึกษาเครื่องมือในการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงานที่เหมาะสมกับสถานประกอบกิจการทุกประเภท ตามแนวคิดในการจัดงานครั้งนี้ คือ “ร่วมสร้างวัฒนธรรมไทยเชิงป้องกัน สู่ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และความผาสุกที่ยั่งยืน” และได้ผลผลิตเป็นชุดค่านิยมร่วมด้านความปลอดภัย MDC ที่เหมาะสมกับสถานประกอบกิจการทุกประเภท 

ประกอบ ด้วย Mindfulness (สติรู้ตัว) คือ การจดจ่อกับการทำงาน รู้ตัว รู้คิด ทำงานอย่างรอบคอบ ถูกต้อง มีความตระหนัก คำนึงถึงความปลอดภัย และสามารถพิจารณาอันตรายและลดจุดเสี่ยงในการทำงานได้ Discipline (วินัยถูกต้อง) คือ การปฏิบัติอยู่ในข้อบัญญัติ กฎหมาย หรือแนวที่กำหนดอย่างเคร่งครัดเพื่อให้สามารถดำเนินงานได้อย่างถูกต้องเหมาะสมและปลอดภัย และ Caring (เอื้ออาทรใส่ใจ) คือ การมีน้ำใจ เอาใจใส่ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เมตตาช่วยเหลือเพื่อนร่วมงาน เพื่อร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี และลดปัจจัยที่ก่อให้เกิดอันตรายและโรคจากการทำงาน ซึ่งชุดค่านิยมนี้ นอกจากจะใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติติงานแล้ว ยังสามารถเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท และส่งเสริมให้สังคมมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันอีกด้วย

ด้าน นายสมัย โชติสกุล ประธานกรรมการ สสปท. กล่าวว่า การที่สถานประกอบกิจการได้ดำเนินการสร้างวัฒนธรรมเชิงป้องกัน จะเป็นการสร้างมาตรฐานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ให้เกิดขึ้นในสถานประกอบกิจการทุกระดับ อันจะนำไปสู้การลดสถิติการประสบอันตรายและโรคจากการทำงานได้ในระยะยาว ส่งผลให้ลดต้นทุนในการผลิตลดลง และสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้ปฏิบัติงานได้อย่างยั่งยืน โดยการเสริมสร้างค่านิยมด้านความปลอดภัย เพื่อให้เกิดการปฏิบัติงานในสภาวะที่มีสติรู้ตัวทุกขณะ และสามารถปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ด้วยวินัยที่ถูกต้อง  ตลอดจนมีความเอื้ออาทรใส่ใจต่อบุคคลรอบข้างเสมอ

ในส่วน นางบุปผา พันธุ์เพ็ง ผู้อำนวยการ สสปท. กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยแห่งชาติ ครั้งที่ 35 (Thailand Safe@Work#35) นั้นมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้นายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และเอกชนตระหนักถึงความสำคัญ และเป็นพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ทางวิชาการ พัฒนาแนวคิดด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ภายใต้แนวคิด “ร่วมสร้างวัฒนธรรมไทยเชิงป้องกัน สู่ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และความผาสุกที่ยั่งยืน (Forward Culture of Prevention for Safety Thailand)” โดยกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วยการจัดสัมมนาวิชาการทั้งรูปแบบ On Site และ Online ประเด็นการสัมมนา มีทั้งการบริหารงานด้านความปลอดภัยและยุทธศาสตร์ กฎหมาย และมาตรฐานต่าง ๆ การนำเสนอ Best Practice และนวัตกรรมความปลอดภัยและอาชีวอนามัย 

นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการ และมีการจัดกิจกรรมด้านความปลอดภัยใน 3 พื้นที่กิจกรรม ได้แก่ พื้นที่สุขภาพ (Health Me With T- OSH Zone) พื้นที่แสดงผลงานการศึกษา (Education Zone) และพื้นที่แสดงผลงานนวัตกรรม (Innovation Zone) ตลอดจนการจัดแสดงการสาธิตด้านความปลอดภัยในการทำงานบนที่สูง การช่วยเหลือผู้ประสบอันตรายจากที่สูงและที่อับอากาศ การช่วยฟื้นคืนชีพ และการใช้เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ

ททท. เชียงใหม่ จับมือพันธมิตรกระตุ้นการท่องเที่ยวเชื่อมโยงสงขลา-กระบี่

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงใหม่ ผนึกกำลังร่วมกับสายการบินไทยแอร์เอเชีย และผู้ประกอบการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เร่งทำการตลาดเชิงรุกนำสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่เสนอขายให้แก่ผู้ประกอบการนำเที่ยวจังหวัดสงขลา และจังหวัดกระบี่ ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน – 4 กรกฎาคม 2566 โดยกำหนดจัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจ Table Top Sale ในวันที่ 30 มิถุนายน 2566 ณ โรงแรมบุรีศรีภู คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และในวันที่ 3 กรกฎาคม 2566 ณ โรงแรมปาหนัน กระบี่ รีสอร์ท จ.กระบี่ หวังดึงนักท่องเที่ยวจากจังหวัดสงขลาและกระบี่ เดินทางท่องเที่ยวข้ามภูมิภาคมายังจังหวัดเชียงใหม่ในช่วง Green Season และหน้าหนาวที่กำลังจะถึงนี้ พร้อมกันนี้ยังได้นำสื่อมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงเชียงใหม่ สงขลา และกระบี่ ภายใต้โครงการ The Link Local to Global ส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง Domestic to Domestic ผ่านการนำเสนอเรื่องราววิถีชีวิต สินค้าและบริการที่ได้รับการพัฒนาและยกระดับคุณภาพมาตรฐานบริการ และสอดคล้องกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเป้าหมายของพื้นที่

นางสาวสุลัดดา ศรุติลาวัณย์ ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานเชียงใหม่ กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่ได้เชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับจังหวัดสงขลา และจังหวัดกระบี่ ผ่านการนำเสนอสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวที่ได้รับการพัฒนาและยกระดับคุณภาพมาตรฐานบริการ โดยจังหวัดสงขลาเชื่อมโยงการท่องเที่ยวภายใต้แนวคิด The Bleisure Route เที่ยวได้งาน นำเสนอสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวสำหรับกลุ่มประชุม/สัมมนา/Team Building รวมถึงสินค้าและบริการเชิงสุขภาพ Zodiac Spa สปาราศี สำหรับจังหวัดกระบี่เชื่อมโยงการท่องเที่ยวภายในแนวคิด Green Route นำเสนอประสบการณ์ท่องเที่ยวตามแนวคิด Sustainable Tourism Goals: STGs และ Low Carbon Tourism เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน นอกจากเราจะเชื่อมโยงกันด้วยสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมายแล้ว เรายังเชื่อมโยงกันด้วยเส้นทางบิน ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่มีเส้นทางบินตรงเชื่อมโยงเชียงใหม่ – หาดใหญ่ (สงขลา) โดยสายการบินไทยแอร์เอเชีย วันละ 1 เที่ยวบิน และเชียงใหม่ - กระบี่ โดยสายการบินไทยแอร์เอเชีย จันทร์/พุธ/ศุกร์/อาทิตย์ วันละ 1 เที่ยวบิน อังคาร/พฤหัส/เสาร์ วันละ 2 เที่ยวบิน

สอบถามข้อมูลการท่องเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่ ททท. สำนักงานเชียงใหม่ เปิดให้บริการวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 08.30 – 16.30 น. (ยกเว้นวันหยุดราชการ) โทรศัพท์ 0 5324 8604-5 และสามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวด้านการท่องเที่ยวของ ททท.สำนักงานเชียงใหม่ได้ทาง

‘เอเอฟซี’ ลงดาบ นักเตะ-สตาฟฟ์ ‘ช้างศึก’​ ฟุตบอลซีเกมส์ 2023 หลังเกิดเหตุทะเลาะวิวาทที่อินโดฯ สั่งแบนยาว-ปรับเงินอ่วม

‘เอเอฟซี’ ประกาศลงโทษนักเตะ และสตาฟฟ์โค้ช ‘ช้างศึก’ จากเหตุความวุ่นวายในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลชายซีเกมส์ 2023 โดย ไทย โดนลงโทษทั้งหมด 8 ราย รวมสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ถูกปรับเงินด้วย

(13 ก.ค. 66) จากเหตุทะเลาะวิวาทในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลชายซีเกมส์ ครั้งที่ 32 ที่ประเทศกัมพูชา ระหว่างไทยกับอินโดนิเซีย ที่ทัพ ‘ช้างศึก’ ปราชัยคู่แข่งในช่วงต่อเวลาพิเศษ 2-5 ก่อนหน้านี้สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ทำการลงโทษ นายประสบโชค โชคเหมาะ ผู้ฝึกสอนผู้รักษาประตู, นายมายีด หมัดอะด้ำ เจ้าหน้าที่ทีม, นายภัทราวุธ วงษ์ศรีเผือก เจ้าหน้าที่ทีม ห้ามยุ่งเกี่ยวทีมชาติเป็นเวลา 1 ปี ขณะที่ 2 นักฟุตบอลอย่าง นายโสภณวิชญ์ รักญาติ และ นายธีรภักดิ์ เปรื่องนา ถูกลงดาบแบนห้ามยุ่งกับทีมชาติคนละ 6 เดือน

ล่าสุด สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย หรือ ‘เอเอฟซี’ ทำการแจ้งบทลงโทษของสมาพันธ์ฯ มายังสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ โดยนักเตะไทยโดนลงโทษเพิ่ม 2 คน ได้แก่ นายชยพิพัฒน์ สุพรรณเภสัช ถูกแบน 6 นัด และนายปุรเชษฐ์ ทอดสนิท แบน 6 นัด ขณะที่อีก 2 คน ที่ถูกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยลงโทษอยู่ก่อนหน้านี้ ถูกเอฟเอฟซี แบนเพิ่มอีก โดยนายธีรภักดิ์ เปรื่องนา ถูกแบน 6 นัด, นายโสภณวิชญ์ รักญาติ ถูกแบน 6 นัด พร้อมปรับเงินคนละ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 34,000 บาท

ส่วนทีมงานสตาฟฟ์โค้ชของไทย 3 คนที่โดนแบนจากสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ก่อนหน้านี้ ถูกเอเอฟซีลงโทษเช่นกัน โดย นายประสบโชค โชคเหมาะ โค้ชผู้รักษาประตู ถูกแบน 6 นัด, นายมายีด หมัดอะด้ำ เจ้าหน้าที่ทีม ถูกแบน 6 นัด, นายภัทราวุธ วงษ์ศรีเผือก เจ้าหน้าที่ทีม ถูกแบน 6 นัด ทั้งหมดถูกปรับเงินคนละ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 34,000 บาท ขณะที่ นายบำรุง บุญพรม อีกหนึ่งสตาฟฟ์โค้ช โดนโทษแบน 6 นัด ด้วยเช่นกัน

ด้าน สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ถูกเอเอฟซีปรับเงิน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 3.4 แสนบาท ขณะที่ฝั่งอินโดนีเซีย โดนเอเอฟซี แบน ผู้เล่น 2 ราย และสต๊าฟโค้ช 2 ราย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top