Monday, 29 June 2026
NEWS FEED

'น้องเทนนิส' คว้าแชมป์ปัญญาชนโลก 3 สมัยรวด เตะถอนแค้น 'คู่ปรับเก่า-แชมป์โลกคนล่าสุด' 2-0 ยก

(1 ส.ค.66) การแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยโลก ครั้งที่ 31 'เฉิงตูเกมส์ 2021' ที่เมืองเฉิงตู ประเทศจีน เมื่อวันที่ 1 ส.ค.66 โดยกีฬาเทควันโด ประเภทต่อสู้ มีจอมเตะไทย ลงชิงชัย 3 คน ไฮไลต์อยู่ที่รุ่น 49 กก.หญิง 'น้องเทนนิส' พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ เจ้าของเหรียญทอง โอลิมปิกเกมส์ 2020 และเจ้าของเหรียญกีฬาปัญญาชนโลก 2 สมัยรวด โดยเคยทำได้ที่ไต้หวันและอิตาลี รอบ 16 คน พาณิภัค เอาชนะ ครี ลีเดน จากกัมพูชา 2-0 ยก เข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ ชนะ อูชราล บัต-เออร์เดเน จากมองโกเลีย 2-0 ยก จากนั้นรอบรองชนะเลิศ เอาชนะ หลัว เหมียวอี้ จากจีน 2-0 ยก

ในรอบชิงชนะเลิศ 'น้องเทนนิส' เจอกับ แมร์เว ดินเซน แชมป์โลกคนล่าสุด ที่เอาชนะ ศุภรดา คัลคิสต์ ลูกครึ่งไทย-เยอรมัน 2-0 ยก คู่นี้เพิ่งเจอกันมาในศึกชิงแชมป์โลก 2023 ที่อาเซอร์ไบจาน ซึ่ง แมร์เว ดินเซล เป็นฝ่ายชนะมา

ส่วนครั้งนี้ 'น้องเทนนิส' โชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมถอนแค้นเอาชนะไป 2-0 ยก (5-3, 5-1) ผงาดคว้าเหรียญทอง 3 สมัยติดต่อกันรวดมาอย่างยิ่งใหญ่ และเป็นนักกีฬาไทยคนแรกที่ทำได้อีกด้วย

'ผู้ว่าฯ ชัชชาติ-จนท.' เคลียร์พื้นที่ชุมชนทิ้งเศษซากขยะ หลังภาพรถไฟญี่ปุ่นวิ่งกลางขยะ จนเป็นไวรัลสนั่นโซเชียล

(1 ส.ค.66) หลังจากที่โลกโซเชียลมีการแชร์คลิป รถไฟขบวน KIHA 183 ซึ่งประเทศญี่ปุ่นได้บริจาคให้การรถไฟแห่งประเทศไทย พร้อมมีการระบุข้อความไว้ว่า "นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นมาดูรถไฟ KIHA 183 ที่บริจาคให้ไทย พอมาเห็นนางก็เป็นช็อก แล้วยิงคำถามว่า จะให้รถไฟเขาวิ่งในสภาพเศษแก้ว เศษขยะแบบนี้อีกนานมั้ย? ขอร้องให้หน่วยงานไทยจัดการให้หน่อย ฟีลสงสารรถไฟตัวเอง แต่ดูสภาพเป็นใครก็ต้องสงสาร แถมเสียดาย"

ล่าสุด นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงพื้นที่ทันทีบริเวณชุมชนแดงบุหงา ชุมชนบุญร่มไทรและชุมชนโค้งรถไฟยมราช เขตราชเทวี แขวงทุ่งพญาไท กทม. บริเวณสถานีพญาไท โดยพบว่าจุดนี้ชาวบ้านเพิ่งมีการรื้อถอนบ้านเรือนออกไปโดยได้ทิ้งเศษซากขยะไว้ หลังจากที่ภาพกลายเป็นกระแสข่าว เจ้าหน้าที่กทม.จึงเข้ามาเร่งเก็บทำความสะอาดขยะบางส่วนออกไป

‘กองทัพเรือ’ ชี้แจง เหตุ ‘เรือหลวงนเรศวร’ เสียหายระหว่างฝึกซ้อม เผย!! กำลังพลปลอดภัย พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง

(1 ส.ค.66) พล.ร.อ.ปกครอง มนธาตุผลิน โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณี เรือหลวงนเรศวร ได้รับความเสียหาย ขณะเทียบท่าเรือ ภายในท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ว่า เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ก.ค.66 ขณะที่เรือหลวงนเรศวร กำลังทำการฝึกซ้อมแผนความปลอดภัยของเรือและท่าเรือระหว่างประเทศ (ISPS CODE) ภายในท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด 2566 ภายใต้รหัสการฝึก "Naval  Security Port and Ship Map Taphut Excercise  2023" (NASMEX 2023) ซึ่งจัดที่มีการฝึกในระหว่างวันที่ 25-27 กรกฎาคม 2566 ในพื้นที่ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด อำเภอเมือง จังหวัดระยอง  

โดยการฝึกดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างรัฐ หน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองท้องถิ่น เรือและท่าเรือ ในการร่วมตรวจสอบและป้องกันภัยคุกคามที่มาจากทางทะเล ทดสอบความพร้อมของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้มีความพร้อมรับสถานการณ์ ตามแนวทางปฏิบัติด้านการรักษาความปลอดภัยของเรือและท่าเรือระหว่างประเทศ (International Ship and Port Facility Security Code : ISPS Code)  

“ในขณะที่เรือหลวงนเรศวร กำลังนำเรือออกจากท่าเทียบเรือ ตัวเรือกราบซ้ายได้ไปกระแทกกับมุมท่าเทียบเรือ ทำให้แท่นยิงตอร์ปิโดและแพชูชีพ ได้รับความเสียหาย ในขณะที่ตัวเรือได้รับความเสียหายเล็กน้อยโดยเป็นรอยถลอก ส่วนกำลังพล ปลอดภัยไม่มีนายได้รับบาดเจ็บ ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ศูนย์ปฏิบัติการทัพเรือภาคที่ 1 ได้ดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อรายงานผลการสอบสวนให้กองทัพเรือได้รับทราบ พร้อมทั้ง ประสานไปยังหน่วยด้านเทคนิคที่รับผิดชอบอุปกรณ์ที่เสียหายในเบื้องต้น เพื่อประเมินความเสียหาย” พล.ร.อ.ปกครอง กล่าว  

โฆษกกองทัพเรือ​ กล่าวอีกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กองทัพเรือได้รับรายงานในเบื้องต้น​แล้ว  พร้อมทั้งได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนต่อกรณีดังกล่าว​ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดจากอุบัติเหตุหรือไม่​อย่างไร​ ทั้งนี้​ ต้องรอผลการสอบสวนจากคณะสอบสวนต่อไป​ สำหรับความเสียหายของอุปกรณ์​ นั้น​ หน่วยเทคนิคที่เกี่ยวข้องได้เข้าทำการซ่อมทำแล้ว

เผยความจริง ‘ในหลวงรัชกาลที่ 10’ ทรง 'สืบสาน-รักษา-ต่อยอด' ตามรอยพระราชปณิธานในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อปวงชนชาวไทย

(1 ส.ค. 66) ผู้ใช้ TikTok บัญชี @user4667894730230 ได้แชร์คลิปวิดีโอเกี่ยวกับ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงปิดทองหลังพระและทรงทำงานอย่างเงียบๆ มาโดยตลอด เพื่อให้เข้าถึงประชาชนให้มากที่สุด ไม่ว่าที่แห่งนั้นจะทุรกันดารแค่ไหน ตามพระราชปณิธาน ‘สืบสาน รักษา ต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป’ โดยในคลิปได้ระบุว่า…

ส่วนใหญ่คนที่อ้างว่า ‘ในหลวงรัชกาลที่ 10’ ไม่เห็นทําอะไรเลย เราต้องดูว่าท่านขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลปัจจุบันมาแล้วกี่ปี หากจะไปเปรียบเทียบกับรัชกาลที่แล้วของพ่อท่าน ก็คงไม่ได้ เพราะสิ่งที่ท่านทํา ท่านได้เคยพูดเอาไว้แล้วตั้งแต่วันนั้น คือ ‘การสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป’ ซึ่งขณะนี้ท่านก็ได้ทรงต่อยอดอยู่ ไม่ว่าจะเป็น โครงการเกษตรวิชญา, โครงการจัดหาน้ำบาดาลขนาดใหญ่ แก้ปัญหาภัยแล้ง, โครงการก่อสร้างระบบประปาบ้านผัง 16, โครงการฝายห้วยโสกรังพร้อมระบบส่งน้ำ ซึ่งโครงการเหล่านี้ที่เราได้นำเสนอมา คือโครงการในรัชกาลปัจจุบันที่พระองค์ท่านทรงทําและริเริ่มขึ้นมาในสิ่งที่ประชาชนเดือดร้อนจริงๆ แล้วพวกเราเดือดร้อนเรื่องอะไร? ดูได้จากเรื่องน้ำ ตรงไหนที่แห้งแล้ง น้ำก็ไปถึงประชาชน จนสามารถอยู่ดีกินดี และมีน้ำใช้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อเลี้ยงสัตว์ หรือทําการเกษตร มีฝาย มีโคกหนองนา เคยรู้หรือเปล่าว่าสิ่งเหล่านี้คือของในหลวงรัชกาลที่ 10 หากศึกษาให้ดี ยังสามารถลองเอามาปรับใช้ในชีวิตจริงได้อีกด้วย อย่างน้ำบาดาล ภาคอีสาน และภาคกลาง ที่ไหนแห้งแล้งน้ำก็ไปถึง จนสามารถทําการเกษตรได้แบบที่เปลี่ยนไปเลย จากที่ทําแล้วเก็บเป็นรายปีไป ตอนนี้สามารถทําได้ทุกวันแล้ว

“ทุกวันนี้สบายกันเร็ว ตั้งแต่มีโครงการพระราชดําริเข้ามา ทำให้เราเลือกกินเลือกใช้ได้ จนสามารถใช้คําว่าสบายได้เลย” ชาวบ้านท่านหนึ่ง ได้กล่าว

นอกจากนี้ยังสามารถต่อยอดทางด้านอาชีพได้อีกด้วย จากสิ่งที่เห็นในรัชกาลปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นน้ำบาดาล ทําฝาย โคกหนองนา หรืออื่นๆ สำหรับคนที่มองว่าในหลวงรัชกาลที่ 10 ไม่ทําอะไร อยากให้ไปดูและท่านจะได้เบิกเนตรว่าของจริงเป็นแบบนี้ ถ้าไม่รู้จริงๆ ไม่ควรพูด และไม่เปรียบเทียบดีกว่า เพราะสิ่งที่ได้เห็นจากการไปลงพื้นที่ และคิดว่าหลายๆคนอาจยังไม่ทราบ อย่างโครงการน้ำบาดาล ที่จังหวัดกาญจนบุรี ในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงเสด็จเปิดพิธีเอง แต่หากพูดถึงเรื่องน้ำอยากจะบอกว่ามันชัดเจนมากสำหรับบ้านเราในหลายๆที่ที่ขาดแคลนน้ำ ทั้งนี้ ยังมีเหตุการณ์ที่ในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงเสด็จไปถึง แล้วไปดูว่าประชาชนได้เขียนจดหมายถึงในหลวงว่าพวกเขาเดือดร้อนอะไรกันบ้าง แล้วท่านก็รับทราบปัญหานี้ ซึ่งก็อยู่ในพระเนตรพระกรรณมาตลอด จากนั้นท่านก็ทรงแก้ปัญหาให้ 

หลังจากนั้นได้มีชาวบ้านต่างเล่าว่าพระองค์จะคอยส่งคนถวายฎีกามาเฝ้าติดตามและมาสอบถามเสมอ “ที่นี่ดีขึ้น เพราะว่าโครงการทำให้ ไม่ว่าอะไรท่านก็ทำให้หมด”

มันมีคนดื้อด้านที่ไม่ยอมรับ ประมาณว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ทํามาเยอะแล้ว 4 พัน 5 พันโครงการ ใช่…คุณรู้แค่นั้น แต่รัชกาลปัจจุบันท่านทํา คุณไม่รู้ไง…เพราะท่านทรงทําผ่านโครงการต่างๆ

“มีพื้นที่ทําในหมู่บ้านแล้วไม่ต้องไปที่ไหน เราสามารถสร้างอาชีพ สร้างรายได้ในหมู่บ้านได้เลย ที่สําคัญเกษตรกรจะมีรายได้ตลอดหมุนเวียน” ทั้งนี้ ได้มีชาวบ้านท่านหนึ่ง เอ่ยพร้อมน้ำตาที่ซึมว่าตนนั้นรักพระมหากษัตริย์มากแค่ไหน 

“เพราะพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอด และทรงทํางานอย่างเงียบๆ แต่เข้าถึงความต้องการของคนไทย ไม่ว่าจะถิ่นทุรกันดารแค่ไหน ในหลวงก็ไปถึง”

นักแสดงหนุ่มรุ่นใหญ่!! 'บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์' ชวนดารานักแสดงช่อง 7 และพุทธศาสนิกชน เข้าวัดทำบุญขอพร 'พระครูแจ้' ในวันอาสาฬหบูชา

ที่วัดบางพลีใหญ่กลาง ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ นายบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ดารานักแสดงชื่อดังและนักสังคมสงเคราะห์ พร้อมด้วย นายชนะพล สัตยา ดารานักแสดง ช่อง 7 สี และเหล่าเพื่อนดารานักแสดงร่วมในพิธีทำบุญตักบาตร ถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องในวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา ประจำปี 2566 ณ วัดบางพลีใหญ่กลาง ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

โดยได้รับความเมตตา จากท่านพระครูปลัดสุวัฒนศีลคุณ (พระครูแจ้) เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง ประธานสงฆ์ พร้อมนำคณะสงฆ์วัดบางพลีใหญ่กลาง รับบิณฑบาตข้าวสาร อาหารแห้ง จากพุทธศาสนิกชน จากนั้น ท่านพระครูปลัดสุวัฒนศีลคุณ เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง ได้แสดงพระธรรมเทศนาเนื่องในวันอาสาฬหบูชา ต่อมานำคณะสงฆ์วัดบางพลีใหญ่กลาง ประกอบพิธีเจริญชัยมงคลคาถา 

โดยมี นายฉะโอด รุ่งเรือง อดีตนายก อบต.บางพลีใหญ่ และไวยาวัจกร นายโสภณ มหาบุญ รองนายก อบต.บางพลีใหญ่ นายภูมินันท์ ขวัญเมือง อดีตรอง ผอ.สพป.เขต 2 สมุทรปราการ พ.ต.อ.กรวัฒน์ หันประดิษฐ์ อดีตรอง ผบก.ชลบุรี ดร.วีร์สุดา รุ่งเรือง นายก อบต.บางพลีใหญ่ ข้าราชการตำรวจ สภ.บางพลี และข้าราชการพลเรือน ตลอดจนพุทธศาสนิกชนชาวจังหวัดสมุทรปราการ ร่วมในพิธี

และสำหรับในช่วงบ่าย เวลาประมาณ 14.00 น. คณะสงฆ์วัดบางพลีใหญ่กลาง ร่วมประกอบพิธีเจริญชัยมงคลคาถาสวดปาติโมกข์ เนื่องในวันอาสาฬหบูชา จากนั้น ในช่วงเวลา 17.00 น. คณะสงฆ์วัดบางพลีใหญ่กลาง พร้อมด้วยพุทธศาสนิกชนและเหล่าดารานักแสดง ร่วมประกอบพิธีเวียนเทียนรอบพระอุโบสถ เนื่องในวันอาสาฬหบูชา อีกทั้ง เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัวอีกด้วย

'พล.ต.อ.รอยฯ /ผอ.ศจร.ตร.' กำชับตำรวจจราจรทั่วประเทศเตรียมพร้อมดูแลประชาชน ที่เริ่มทยอยเดินทางกลับ อำนวยความสะดวกจราจร ขอ ปปช.ให้ความร่วมมือ ขับขี่ด้วยความไม่ประมาท และให้ใช้ความระมัดระวังในการขับขี่เป็นพิเศษเนื่องจากในห้วงนี้ มีฝนตกหนักและถนนเปียกลื่น

วันนี้ (1 ส.ค.66) พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศจร.ตร.) เปิดเผยว่า พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ได้สั่งการกำชับให้ดูแลอำนวยความสะดวกด้านการจราจรแก่พี่น้องประชาชนที่ใช้เส้นทางการจราจรในการเดินทางกลับหลังจากวันหยุดต่อเนื่อง โดยวันนี้เป็นวันหยุดวันที่ 5 แล้ว ทั้งประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนา และที่เดินทางออกไปท่องเที่ยวตามต่างจังหวัด ต่างเริ่มทยอยเดินทางกลับที่พัก ทำให้การจราจรมีปริมาณรถหนาแน่น สภาพการจราจรโดยรวมบนถนนสายหลักในหลายพื้นที่ติดขัดเป็นบางช่วง จึงกำชับตำรวจจราจรทั่วประเทศ พร้อมอำนวยความสะดวกจราจร ป้องกัน เเละลดอุบัติเหตุทางถนนของประชาชนในพื้นที่ ขอให้ประชาชนตรวจสอบความพร้อมของร่างกาย สภาพรถและตรวจสอบเส้นทางก่อนออกเดินทางเพื่อความปลอดภัย ประกอบกับมีประกาศเตือนของ กรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมาก ซึ่งวันที่ 1 – 2 ส.ค.2566 นี้มีฝนตกหนักเกือบทั้งประเทศ ซึ่งอาจจะทำเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุทางถนนได้ เนื่องจากทัศนวิสัยในการขับขี่จะลดลงเนื่องจากสภาพอากาศที่มีฝนตกหนัก ถนนมีสภาพเปียกลื่น ขอให้พี่น้องประชาชนใช้ความระมัดระวังในการขับขี่เป็นพิเศษด้วย หากต้องขับขี่ยานพาหนะขณะที่เกิดฝนตกหนักดังกล่าวตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือน  ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงเน้นในการจับกุมเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุใน 10 ข้อหาหลัก ได้แก่ 
1. ขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด
2. ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร
3. ขับรถย้อนศร
4. ไม่พกพาใบขับขี่
5. ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย
6. แซงในที่คับขัน
7. ขับขี่รถขณะเมาสุรา
8. ไม่สวมหมวกกันน็อก
9. ใช้รถมอเตอร์ไซค์ที่ไม่ปลอดภัย
10. ใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถ

ด้าน พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศจร.ตร. กล่าวว่า ตามที่ ผบ.ตร. ได้ออกข้อบังคับหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรทั่วราชอาณาจักร เพื่อกำหนดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงใช้ในการเปิดช่องทางพิเศษ เร่งระบายรถให้กับพี่น้องประชาชนในการเดินทางในห้วงวันหยุดยาว (28 ก.ค. – 2 ส.ค.66) นั้น เบื้องต้นกองบังคับการตำรวจทางหลวง มีความพร้อมในการปฏิบัติตามข้อบังคับดังกล่าว และหากในถนนมิตรภาพ ถนนพหลโยธิน และถนนสายเอเชีย มีปริมาณรถมากในช่วงใด เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง ก็จะดำเนินการเปิดช่องทางพิเศษ เพื่อเร่งระบายรถให้พี่น้องประชาชนได้รับความสะดวกมากขึ้นในการเดินทาง 

นอกจากนี้ข้อมูลสถิติจากศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุทางถนน (https://www.thairsc.com/) พบว่าในห้วงวันหยุดที่ผ่านมานั้นตั้งแต่วันที่ 27 – 31 ก.ค.66 มียอดผู้เสียชีวิตสะสมแล้วถึง 153 ราย และเมื่อวาน (31 ก.ค.66) วันเดียว มียอดผู้เสียชีวิตถึง 45 ราย บาดเจ็บ 2,173 ราย สาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุก็คือ ขับรถเร็ว หลับใน ขับรถตัดหน้า/เปลี่ยนช่องทางเดินรถ(เลน)ในระยะกระชั้นชิด และเมาแล้วขับ ในส่วนการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจในความผิดฐานเมาแล้วขับ ตั้งแต่วันที่ 27 – 31 ก.ค.66 มียอดจับกุมสะสม 958 ราย ขอแจ้งเตือนประชาชนว่าหากท่านขับขี่รถในขณะเมาสุราและเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุแล้วมีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตนั้น จะมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี ปรับ 200,000 บาท และจะต้องถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถในทันทีอีกด้วย  

ทั้งนี้หากเกิดอุบัติเหตุ หรือเหตุฉุกเฉินต้องการความช่วยเหลือ ประชาชนสามารถสอบถาม แจ้งขอความช่วยเหลือ และแจ้งเหตุขัดข้องด้านการจราจร ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่
โทร. 191 จราจรทุก สน./สภ.
โทร. 1197 สายด่วนตำรวจจราจรในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล
โทร. 1193 ตำรวจทางหลวงทั่วประเทศ

ในห้วงหยุดยาวนี้ ขอให้ประชาชนทุกท่านขับขี่ด้วยความระมัดระวัง เคารพกฎจราจร มีน้ำใจกับเพื่อนร่วมทาง เดินทางท่องเที่ยว และกลับภูมิลำเนาโดยสวัสดิภาพ ด้วยความห่วงใยจาก ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สภาพ 'คลองผดุงฯ' วันนี้ กลับมาเน่าเหมือนเดิม หวัง!! ผู้ว่าฯ แก้ปัญหาคลองด้วยระบบหมุนเวียนน้ำ

เมื่อวานนี้ (31 ก.ค.66) เพจเฟซบุ๊ก 'โครงสร้างพื้นฐาน ประเทศไทย Thailand Infrastructure' ได้โพสต์ภาพและข้อความ ระบุว่า...

คลองผดุงกรุงเกษม กลับมาเน่าเหมือนเดิม...จากคลองสวย แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ กลางกรุงเทพฯ ฝากผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แก้ปัญหาคลองเน่า ด้วยการหมุนเวียนน้ำ (Flushing) วันนี้ขอมาพูดถึงเรื่องการแก้ปัญหาน้ำเน่าเสีย ในคลองของกรุงเทพหน่อยครับ

ล่าสุดมีลูกเพจส่งภาพ คลองผดุงกรุงเกษม ซึ่งน้ำในคลองมีสีดำ สภาพเน่าเสีย!! กลับไปสู่สภาพก่อนมีการปรับปรุงอีกครั้ง!! ซึ่งผมไปมาเองกับตัว ชัดเจนว่าน้ำนิ่งไม่มีการไหลเวียน กลิ่นน้ำเน่า ค่อนข้างแรง พร้อมกับ ชาวบ้านที่อยู่แถวนั้นก็คอนเฟิร์มว่า บางวันน้ำเป็นสีดำสนิท

ผมเลยอยากฝากถึงการวางแผนการหมุนเวียนน้ำในคลอง (Flushing) ตามระบบเดิมที่เคยออกแบบไว้ เพื่อให้น้ำในคลองมีความสะอาด และไม่เน่าเสีย

รายละเอียดการปรับปรุงคุณภาพน้ำในคลองผดุงกรุงเกษม
https://www.thethaipress.com/2020/12240

ระบบการหมุนเวียนน้ำ (Flushing) ในคลองผดุงกรุงเกษม สำคัญอย่างไร???

***ความรู้พื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อม
น้ำเสีย สามารถบริหารจัดการ และลดค่าความเน่าของน้ำ (BOD) ด้วยจากการเจือจาง คู่ขนานกับการหมุนเวียนน้ำเพื่อเพิ่ม ออกซิเจน ลงสู่น้ำเพื่อให้ แบคทีเรียใช้อากาศ (แบคทีเรียดี) มีออกซิเจนเพียงพอในการย่อยสลายความเน่าเสียที่รั่วไหลลงสู่คลอง

ตัวอย่างแผนการแก้ปัญหาน้ำเสียในคลองช่องนนทรี ซึ่งมีการหมุนเวียนน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำเสีย https://fb.watch/a4Skoj_2xI/ ในคลองผดุงกรุงเกษม เป็นโครงข่ายคลองกรุงเทพชั้นใน ซึ่งเชื่อมต่อกับคลองแสนแสบ บริเวณโบ๊เบ๊ โดยคลองเป็นระบบเปิด มีประตูน้ำ และปั๊มสูบน้ำ ขนาดใหญ่ทั้ง ประตูน้ำเทเวศร์ และ ประตูน้ำกรุงเกษม นอกจากนั้นฝั่งประตูน้ำกรุงเกษมยังมีโรงบำบัดน้ำเสียสี่พระยา ที่สามารถบำบัดน้ำลงแม่น้ำเจ้าพระยาได้กว่า 30,000 ลูกบาศก์เมตร/วัน

การทำงานของโรงบำบัดน้ำเสียสี่พระยา https://youtu.be/vOvVO1EHZmA ซึ่งคลองผดุงกรุงเกษมได้มีการปรับปรุง โดยการขุดลองตะกอนน้ำเสีย และปรับปรุงสภาพแวดล้อมริมคลองไปแล้ว

จากนั้นก็มีการบริหารจัดการป้องกันน้ำเน่าเสีย โดยการหมุนเวียนน้ำ ให้เกิดการไหลของน้ำ โดยมีการผันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา เข้ามาจากทางฝั่งเทเวศร์ และฝั่งกรุงเกษม ตามจังหวะน้ำขึ้น-น้ำลง และจะมีการสูบน้ำจากฝั่งประตูน้ำฝั่งตรงข้าม ซึ่งถ้ามีการวางระบบการหมุนเวียนน้ำได้อย่างสมบูรณ์ สามารถเปลี่ยนทางไหลของน้ำเสีย หลังจากการบำบัดจากโรงบำบัดน้ำเสียสี่พระยา มาช่วยสร้างการหมุนเวียนได้อีกด้วยเช่นกัน

ซึ่งจากแผนเดิม จะมีการทำท่อรองรับน้ำเสีย ในคลองผดุงกรุงเกษม และคลองแสนแสบ เพื่อจะลดการรั่วไหลของน้ำเสียลงสู่คลอง

ก็หวังว่าจะได้เดินงานหน้าโครงการระบบรวบรวมน้ำเสียส่วนเกิน เพื่อจะแก้ปัญหาน้ำเสียในคลองได้อย่างยั่งยืน

'สมเด็จพระสังฆราช' ประทานพระคติธรรมวันอาสาฬหบูชา ชี้!! หากอ้างตนเป็นชาวพุทธ แต่ไม่ศึกษาพระธรรมย่อม 'ปฏิบัติผิด-หลงผิด'

(1 ส.ค.66) เนื่องใน วันอาสาฬหบูชา ซึ่งตรงกับวันที่ 1 สิงหาคม 2566 สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เผยแพร่พระคติธรรมของเจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ความว่า...

ดิถีอาสาฬหบูชาได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่งแล้ว ควรที่พุทธบริษัทจะได้บำเพ็ญกุศลเป็นพิเศษ เพื่อรำลึกถึงวันที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตรโปรดปัญจวัคคีย์ เริ่มประกาศพระศาสนา กระทั่งบังเกิดมีพระอริยสงฆ์ครบถ้วนพร้อมเป็น ‘พระรัตนตรัย’ อันเป็นสรณะสูงสุดในพระพุทธศาสนา

พระมหากรุณาคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทอดพระเนตรตระหนักเห็นความทุกข์ในสังสารวัฏของสรรพสัตว์นั้นใหญ่หลวงนัก หาใช่เพียงเฉพาะในพระชาติสุดท้ายที่เสด็จอุบัติมาเป็นพระโพธิสัตว์เจ้าชายสิทธัตถะ หากแต่สั่งสมมาเนิ่นนานถึง 4 อสงไขยแสนกัป ทรงตั้งพระหฤทัยบำเพ็ญเพียร เพื่อจะได้ทรงรื้อขนสรรพชีวิตให้ล่วงพ้นจากทุกข์ได้อย่างถาวร ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมที่ตรัสรู้ เราทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัท จึงพึงสืบอายุพระพุทธศาสนาไวัให้ยั่งยืนนาน ด้วยการ ‘ศึกษา’ และ ‘ปฏิบัติ’ ตามพระธรรมวินัย

ทั้งนี้ การทำหน้าที่พิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนาต้องเริ่มที่การสร้างสรรค์ตนเองให้เป็นพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกาที่มีคุณภาพ ตามพระพุทธประสงค์ให้ได้ก่อนเป็นเบื้องต้น ถ้าบรรพชิตบวชแล้วไม่เข้าใจและไม่ประพฤติปฏิบัติตามพระวินัย อีกทั้งถ้าพุทธศาสนิกชนอ้างตนเป็นชาวพุทธ แต่ไม่ศึกษาเรียนรู้พระธรรมให้เข้าใจกระจ่างก็ย่อมปฏิบัติผิด หลงผิด ทำให้พระพุทธศาสนาก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้นาน

วันอาสาฬหบูชา นอกจากจะเตือนใจให้รำลึกถึงคุณพระรัตนตรัยอันเป็นสรณะสูงสุดของพุทธบริษัทแล้ว ยังนำพาให้เราทั้งหลายมั่นคงแน่วแน่ด้วยอธิษฐานจิตตั้งมั่น ในอันที่จะพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนาด้วยการศึกษาพระปริยัติธรรมให้เข้าถึงการปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้องตรงทางอริยมรรค เพื่อให้ได้ชื่อว่าท่านกำลังเจริญรอยตามพระยุคลบาทของพระพุทธองค์ ในการช่วยกันสืบอายุพระพุทธศาสนา แล้วจงประคับประคองจิตใจให้อาจหาญร่าเริง เบิกบานด้วยกุศลฉันทะพร้อมกระทำคุณประโยชน์ ด้วยการพลีสรรพกำลัง เกื้อกูลให้เพื่อนร่วมชาติ ร่วมสังคม สามารถก้าวพ้นจากทุกข์ภัย นำมาซึ่งสันติสุขร่วมกันของสรรพชีวิตบนโลกนี้สืบไป ตลอดกาลนาน เทอญ

'ดร.อานนท์' แชร์มุมมอง 'ต่างชาติ' ปลื้มน้ำใจคนสุราษฎร์ฯ แค่ 'จะป่วย-หาซื้อยา' ก็มีคนอาสาช่วยเหลือแบบไม่คิดเงิน

(1 ส.ค. 66) ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ คณาจารย์สถาบันทิศทางไทย ได้แชร์เรื่องราวดีๆ ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในหัวข้อ 'อเมซิ่งสุราษฎร์ธานี' ความว่า...

สามีเพื่อนเป็นฝรั่งชาวอังกฤษเดินพาลูกสาวที่ตากแดดตากฝนในเมื่อตอนกลางวันกลางเขื่อนจนตัวรุมๆ ไปหาร้านขายยากันสองคนพ่อลูกเพื่อซื้อพาราเซตามอล

ร้านขายยาปิดแล้ว เลยถามลุงร้านเช่าพระเครื่องใกล้ๆ กันว่าจะไปหาซื้อยาพาราได้ที่ไหน

ลุงบอกรอแป๊บแล้วกระโดดขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ออกไปไม่ถึงห้านาทีก็กลับมาพร้อมยาพาราหนึ่งแผง

สามีเพื่อนจะเอาเงินให้ลุงก็ไม่รับเงิน ขอบอกขอบใจกันยกใหญ่

ฝรั่งสามีเพื่อนกลับมาโม้ให้ฟังด้วยความประทับใจยกใหญ่

สุราษฎร์ธานีเมืองคนดี มีน้ำใจ

ผบ.ฉก.นราธิวาส นำกำลังพล พร้อมทั้ง เครื่องมือ ยุทธโทปกรณ์ทางทหาร บูรณาการปฎิบัติร่วมกับทุกภาคส่วน เร่งให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พลตรี เฉลิมพร  ขำเขียว ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15 / ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส พร้อมกับ คุณสมฤดี ขำเขียว ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองพลทหารราบที่ 15 และกำลังพลจิตอาสา รุดเดินทางลงพื้นที่เกิดเหตุโกดังเก็บประทัด และดอกไม้ไฟ ระเบิด ในพื้นที่ ตำบลมูโนะ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส จากกรณี เกิดเหตุระเบิดที่โกดังเก็บประทัดและดอกไม้ไฟระเบิด เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2566 เวลา 15.10 น. ที่ผ่านมา แรงระเบิดกระจายรัศมีเป็นวงกว้าง ทำให้มีผู้เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บหลายราย บ้านเรือน ทรัพย์สิน และรถยนต์พังเสียหายจำนวนมาก จากเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมสั่งการหน่วยทหารในพื้นที่ เร่งให้ความช่วยเหลือ  บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน เน้นย้ำกำลังพล และเครื่องมือยุทโธปกรณ์ ต้องมีความพร้อม ในการประสานการปฏิบัติตลอด 24 ชั่วโมง โดยข้อมูลล่าสุดนั้น มีผู้เสียชีวิต 9 ราย รอพิสูจน์ฯ  2 ราย และได้รับบาดเจ็บ 111 ราย 

ทั้งนี้ พลตรี เฉลิมพร ขำเขียว กล่าวว่า จากเหตุโกดังเก็บประทัด และดอกไม้ไฟ ระเบิด ในพื้นที่ ตำบลมูโนะ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส นั้น ได้สั่งการจัดกำลังพล และเครื่องยุทโธปกรณ์ทางทหาร มีความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตลอด 24 ชั่วโมง โดยการบรูณาการปฎิบัติร่วมกับทุกภาคส่วน ซึ่งอยู่ภายใต้การดำเนินการดูแลของ นายสนั่น พงษ์อักษร ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส โดย ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กรมทหารราบที่ 151 ได้ปฎิบัติตามนโยบาย ของพลเอก ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก และ พลโท ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4/ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ในเน้นย้ำให้หน่วยทหารทุกหน่วย ได้เตรียมความพร้อม ในการให้ความช่วยเหลือ บรรเทาสาธารณภัย ให้แก่ผู้ประสบภัยในทุกรูป ซึ่ง ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กรมทหารราบที่ 151 จัดรถครัวสนามพระราชทาน จำนวน 1 คัน ประกอบเลี้ยงอาหารให้แก่ผู้ประสบภัย ,รถยนต์  FTS จำนวน 3 คัน 

ซึ่งเป็นรถยนต์ขนาดใหญ่เข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ขนย้ายประชาชน พร้อมทั้งทรัพย์สิน อพยพเข้ามายังศูนย์พักพิง , จัดกำลังพล ชุดปฎิบัติการจิตอาสาฯ  จากกรมทหารราบที่ 151 และ หน่วยขึ้นตรง จำนวน 50 นาย  ทำหน้าที่อำนวยการความสะดวก และให้การช่วยเหลือกับพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนในพื้นที่เกิดเหตุ และศูนย์พักพิง (ศูนย์กีฬาองค์การบริหารส่วนตำบลมูโนะ ), รถบรรทุกน้ำ จำนวน 1 คัน ให้บริการน้ำแก่ผู้ประสบภัย ,ชุดทหารช่าง จำนวน 5 ชุดปฎิบัติการ พร้อมเครื่องยุทโธปกรณ์ในการวางแผน รื้อถอน ซากสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ก่อนจะพร้อมทำการเร่งปลูกสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ให้กับผู้ประสบภัย  พร้อมทั้ง ได้เน้นย้ำให้พี่น้องประชาชนให้ดูแลตัวเอง หากต้องการความช่วยเหลือสามารถแจ้ง หรือร้องขอความช่วยเหลือไปยังเจ้าหน้าที่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ตลอดจนได้ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ และกำลังพลที่ปฎิบัติหน้าที่ ช่วยเหลือประชาชน โดยกล่าวว่า “ พวกเราคือ ครอบครัวเดียวกัน เราจะไม่ทิ้งกัน” ในสถานการณ์ที่พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อน เช่นนี้ “ทหารเป็นต้องที่พึ่งให้กับประชาชนในทุกโอกาส”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top