Sunday, 28 June 2026
NEWS FEED

ชื่นชม จนท.กรมแพทย์ทหารเรือ ช่วยเหลือ ปชช.ประสบอุบัติเหตุรถชน

วันที่ 12 กันยายน 2566 เวลา 07.00 น. น.ต.สมควร วรรณสวัสดิ์ หัวหน้าแผนกป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ กองเวชกรรมป้องกัน กรมแพทย์ทหารเรือ และ จ.อ.ทำนุรัฐ มูลเมือง เจ้าหน้าที่สอบสวนควบคุมโรคฯ ร่วมกับหน่วยกู้ชีพสว่างประทีปศรีราชาได้เข้าช่วยเหลือปฐมพยาบาลเบื้องต้น ประชาชน (เพศชาย อายุ 40 ปี) ที่ประสบอุบัติเหตุทางจราจร รถยนต์เฉี่ยวชนมอเตอร์ไซด์  ณ บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา และนำส่งผู้ป่วยเข้ารับการรักษาต่อที่ โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา 

สมควรได้รับการยกย่องเชิดชูและเป็นแบบอย่างที่ดี ของกำลังพลกองทัพเรือ และบุคคลโดยทั่วไป เมื่อพบผู้ประสบเหตุไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม สมควรเข้าให้การช่วยเหลือในทันที 
นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีแจกเครื่องอุปโภคบริโภคครั้งยิ่งใหญ่ในงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2566 

โดยมี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์  ผู้ว่าฯ กทม. เป็นประธานในพิธี ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย พร้อมเผยงบประมาณ ปีนี้ลงพื้นที่แจกทั้งสิ้น 4 จังหวัด รวมมูลค่า 15 ล้านบาท

วันนี้ (วันอังคารที่ 12 กันยายน 2566 เวลา 08.00 น.) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ ดร.สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการ นายสัก กอแสงเรืองรองประธานกรรมการ พร้อมด้วยคณะกรรมการ และผู้ช่วยกรรมการมูลนิธิฯ จัดพิธีแจกเครื่องอุปโภคบริโภค เนื่องในงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2566  จำนวน 20,000 ชุด ให้แก่ประชาชนผู้ยากไร้ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดที่เดินทางมารอรับกันอย่างเนืองแน่น โดยสิ่งของที่แจกประกอบด้วย   ข้าวสาร  บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป  ปลากระป๋อง  น้ำปลา น้ำมันพืช  ขนม ฯลฯ บรรจุถุงผ้ามูลนิธิฯ พร้อมมอบค่าพาหนะคนละ 100 บาท  โดยมี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์  ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย แขกผู้มีเกียรติ และ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์ อาทิ  นางศิริวรรณ โอภาสวงศ์  และนางศิริพร โอภาสวงศ์ ร่วมในพิธี ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

โดยบรรยากาศภายในงาน ได้มีผู้มีจิตศรัทธา ร่วมแจกจ่ายอาหาร และเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับประชาชนที่มารอรับสิ่งของ รวมถึงเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครมูลนิธิฯ จัดทีมดูแลประชาชนตั้งแต่เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2566 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ได้จัดให้มีเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครศิลปิน นำโดย นางดวงตา ตุงคะมณี (ตุ๊ก ดวงตา) นายกวินรัฏฐ์ ยศอมรสุนทร (หยวน-กวินรัฏฐ์) นายสวิช  เพชรวิเศษศิริ (บี๋) นายธรรศภาคย์ ซี (บี้)  นางสุมณทิพย์ ซี (กุ๊บกิ๊บ)  นายธวัชชัย คชาอนันต์ (แฮ็ค ชวนชื่น)  นายปิยะวัฒน์ รัตนหรูวิจิตร (หรูหรา)  นางสาวพรชดา วราพชระ (มะเหมี่ยว) นางสาวอาจารียา พรหมพฤกษ์ (หลิว) นางสาวอธิชา เทศขำ (เมย์)  ฯลฯ  ร่วมแจกจ่ายสิ่งของ แสดงดนตรี และสร้างสีสันภายในงาน โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน และอิ่มเอมใจทั้งผู้ให้และผู้รับ

นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เปิดเผยว่า งานประเพณีทิ้งกระจาด เป็นงานบุญที่สำคัญของชาวพุทธ ซึ่งปฏิบัติสืบทอดมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ด้วยการนำสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค ข้าวสาร อาหารแห้ง มาเซ่นไหว้ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพชน และดวงวิญญาณที่ไร้ญาติ แล้วแจกเป็นทานแก่ผู้ยากไร้ เป็นงานบุญที่ครบทั้งการทำบุญและให้ทาน ซึ่งมูลนิธิ
ป่อเต็กตึ๊งได้จัดทำสืบทอดประเพณีทิ้งกระจาดต่อเนื่องมาตั้งแต่ก่อตั้งมูลนิธิฯ เป็นเวลากว่า 100 ปี  โดยเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 24 สิงหาคม 2566 และ 1 กันยายน 2566 ที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้ทำพิธีแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค ณ สุสานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร  และ คลินิกการประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาโคราช จังหวัดนครราชสีมา และสาขาศรีราชา จังหวัดชลบุรี  รวมงบประมาณการจัดงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2566 เป็นจำนวนเงิน 15,000,000 บาท (สิบห้าล้านบาทถ้วน)

ตลอดระยะเวลากว่า 113 ปี มูลนิธิฯ ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง เพื่อเป็นองค์กร สาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

‘โบว์ ณัฏฐา’ ชี้!! สังคมพูดเรื่อง ‘หยก’ โดยไม่ดูข้อเท็จจริง ฟากพ่อแม่นิ่งเฉย ส่วนโรงเรียนต้องรับมือความปั่นป่วนรายวัน

(12 ก.ย. 66) น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ โบว์ พิธีกรรายการวิเคราะห์ข่าว และนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์เฟซบุ๊ก ‘โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา - Nuttaa Mahattana’ ระบุข้อความว่า…

หลายคนพูดเรื่องหยกโดยไม่ดูข้อเท็จจริงเลยค่ะ ประเด็นสำคัญที่ต้องเข้าใจตรงกันคือ 

📍โรงเรียนจะรับเด็กให้มีสถานะเป็นนักเรียนของโรงเรียนได้จะต้องมีผู้ปกครองมารับรอง เพราะการดูแลนักเรียนคือการทำงานร่วมกันระหว่างบ้านกับโรงเรียน หากไม่มีผู้ปกครอง เด็กจะต้องอยู่ในความดูแลของรัฐและได้รับการศึกษาในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นการคุ้มครองสิทธิเพื่อสวัสดิภาพของเด็ก

📍แม่ของหยกเคยไปยืนยันความเป็นผู้ปกครองไว้กับโรงเรียนเพื่อขอผ่อนผันการมอบตัวแล้ว โรงเรียนจึงไม่สามารถรับรองบุคคลอื่นที่อ้างตนเป็นผู้ปกครองโดยปราศจากการมอบอำนาจได้ โดยเฉพาะบุคคลที่มีอายุห่างกับเด็กไม่ถึง 15 ปีและมีปัญหาคุณสมบัติหลายประการ 

📍ก่อนครบกำหนดการมอบตัว โรงเรียนพยายามติดต่อแม่และมีครูฝ่ายปกครองเดินทางไปตามที่บ้านไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง โดยปราศจากความร่วมมือของหยกและบุ้งในการประสาน 

📍หลังจากนั้นมีการโอนเงินค่าเทอมจากบัญชีรับบริจาคของกลุ่มทะลุวังเข้าบัญชีโรงเรียน เมื่อการมอบตัวไม่เคยเกิดขึ้น โรงเรียนจึงโอนเงินคืน แต่ยังต้องรับมือกับสถานการณ์ความปั่นป่วนอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ปรากฏและไม่ปรากฏในข่าว

📍นักเรียนในโรงเรียนเริ่มทนไม่ไหวหลังอยู่กับสถานการณ์มาสี่เดือน โรงเรียนได้รับความกดดันทั้งจากนักเรียนและผู้ปกครองให้ปกป้องสิทธิของเด็ก ๆ ที่เหลือในโรงเรียน ให้สามารถมีสมาธิเรียนในบรรยากาศที่เป็นปกติ ปราศจากการรบกวนของกลุ่มบุคคลภายนอก 

📍กระบวนการแก้ปัญหาตามกฎหมายเรื่องการมีผู้ปกครองยังต้องดำเนินอยู่โดยปราศจากความร่วมมือของหยกและกลุ่มบุคคลที่น้องไปอาศัยอยู่ด้วย และโรงเรียนยังต้องใช้ทรัพยากรบุคคลและอาคารสถานที่ในการรับมือกับสถานการณ์รายวัน 

📍เพราะคำว่า ‘เด็ก’ และแรงกดดันจากคนบางกลุ่ม จึงไม่มีใครกล้าดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดในช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่ผลเสียนั้นเกิดต่อตัวเด็กเอง และน่าจะคลี่คลายในเร็ววัน

สมุทรปราการ-โครงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และศึกษาดูงานของบุคลากรเทศบาลตำบลแพรกษา ประจำปี 2566 

วันอังคารที่ 12 กันยายน 2566 เวลา 08.00 น. ท่าน ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 จังหวัดสมุทรปราการ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา และที่ปรึกษาสภาเกษตรกรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ให้เกียรติเป็นประธาน

กล่าวเปิดโครงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพและศึกษาดูงานของบุคลากรของเทศบาลตำบลแพรกษา ประจำปี 2566 ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 12-16  กันยายน  2566  ณ  จังหวัดสุราษฎร์ธานี

โดยมี คณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล ร่วมเป็นเกียรติ สำหรับวิทยากรที่มาบรรยายให้ความรู้ในครั้งนี้  ได้แก่
1. นายวีรชาติ  คงอภัย
ผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์และข้อมูลเพื่อการพัฒนาจังหวัด สำนักงานจังหวัดสมุทรปราการ
2. นายทนง  พงษ์ธีรวัฒน์
ผู้อำนวยการกลุ่มงานกฎหมาย ระเบียบและเรื่องร้องทุกข์ท้องถิ่นจังหวัดสมุทรปราการ
ณ  ห้องประชุมเทศบาลตำบลแพรกษา ชั้น 5

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

ตำรวจไซเบอร์รวบมือขวาเอเย่นต์หลอกเปิดบัญชีม้าในชลบุรี พบเหยื่อนับร้อย เสียหายมากกว่า 10 ล้านบาท

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับรายงานว่า มีขบวนการกว้านซื้อบัญชีม้าจำนวนมาก ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.2 บก.สอท.1 ได้ทำการลงพื้นที่เพื่อสืบสวนข้อเท็จจริงในกรณีนี้ดังกล่าวแล้วพบว่า
มีการซื้อบัญชีม้าจำนวนมากจริง จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบทราบได้ว่าผู้ใดทำหน้าที่เป็นมือขวาของเอเย่นต์ชาวจีนที่ทำหน้าที่รวบรวมบัญชีม้าภายในประเทศไทย สำหรับใช้ในการกระทำความผิด ซึ่งพบมูลค่าความเสียหายจำนวนมากในสังคมขณะนี้

ต่อมาวันที่ 11 กันยายน 2566 ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สอท.1 ได้ทำการลงพื้นที่ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง
จ.ชลบุรี และได้ทำการค้นหาติดตามตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลังในการรับซื้อบัญชีม้า จนกระทั่งพบ นายสุริยา (สงวนนามสกุล) ชาวจังหวัดชลบุรี และ นางสาวปาริชาต (สงวนนามสกุล) ชาวจังหวัดจันทบุรี ผู้ซึ่งเป็นมือขวาคนสำคัญของเอเย่นต์ชาวจีน ที่บริเวณริมถนนภายใน ซ.เขาตาโล 14 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จึงได้แสดงหมายจับและทำการจับกุมตัวบุคคลทั้ง 2 ราย ในข้อหา “ร่วมกันโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น”

ในเบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา และให้การว่า หลังจากรวบรวมบัญชีม้าและข้อมูลของชาวบ้านที่รู้จัก จึงส่งต่อให้กับเอเย่นต์ชาวจีนอีกที โดยเอเย่นต์กลุ่มนี้ จะมีลักษณะการติดต่อโดยการ ใช้เบอร์โทรศัพท์ของผู้อื่นติดต่อมายังผู้ต้องหา และนัดหมายเวลาและสถานที่เพื่อขอข้อมูลบัญชีและเอกสารในการทำธุรกรรมในการเปิดบัญชี ที่ผู้ต้องหาหามาได้ และหลังจากนั้นจะทำการตัดช่องทางการติดต่อดังกล่าวทันที และจะติดต่อกลับมาใหม่โดยเบอร์โทรศัพท์ของผู้อื่น ที่เชื่อว่าได้ถูกหลอกให้เปิดซิมโทรศัพท์เพื่อใช้ในการติดต่อมายัง นายสุริยาฯ และ นางสาวปาริชาตฯ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่ามีผู้ถูกหลอกให้เปิดบัญชีในพื้นที่จังหวัดชลบุรี มากกว่า 100 ราย มูลค่าความเสียหายหลายล้านบาท

เตือนภัยสังคม
1. รับจ้างเปิดบัญชี หากบัญชีถูกนำไปใช้ในทางทุจริต อาจเข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงิน อัตราโทษจำคุกตั้งแต่
1-10 ปี ปรับ 10,000 -200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
2. ผลของกฎหมายยังมีผลให้เจ้าของบัญชีม้าหรือเบอร์ม้ามีโทษอาญาหนักจำคุก 3 ปี หรือ ปรับ 3 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงผู้ที่ได้เป็นธุระจัดหา ก็มีโทษอาญาหนักเช่นกัน มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 2-5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2-5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ดังนั้น อย่า! ขายบัญชีธนาคารของตนเองให้กับคนอื่นเด็ดขาด อย่า! รับจ้างเปิดบัญชี อย่า! ยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชี

ลุงรปภ.สนามบินสุวรรณภูมิ โชว์สกิลพูดได้ 5 ภาษา เพื่อเตือนนักท่องเที่ยวห้ามสูบบุหรี่ในพื้นที่ต้องห้าม

(12 ก.ย.66) ต้องบอกว่าทำชาวเน็ตชื่นชมเป็นจำนวนมาก เมื่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสนามบินสุวรรณภูมิ โชว์ความสามารถพูดได้ถึง 5 ภาษา โดยเป็นคลิปการเตือนนักท่องเที่ยวจีนและญี่ปุ่น ห้ามสูบบุหรี่ในที่ห้ามสูบ โดยผู้ใช้ TikTok บัญชี wit494497 บอกว่า "น่าจะไปอยู่ตำแหน่งประชาสัมพันธ์นะครับ" 

หลังคลิปนี้กลายเป็นไวรัล มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมากและยังมีการเปิดเผยอีกว่า คุณลุงคนนี้มีความสามารถพูดได้ถึง 5 ภาษา เพราะอดีตเคยไปทำงานอยู่ต่างประเทศ 

เก่งนะเนี่ย ได้ทั้งจีน ญี่ปุ่นเลย, เก่งมาก ไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น จีน ต่อไปเกาหลีจ้า, สุดยอดคุณลุง เก่งอะไรเบอร์นี้ ถ้าได้ทำงานร่วมกับคุณลุงคงมีความสุข, พี่ๆ รปภ.ที่นี่น่ารักทุกคนจ้ะ จากใจพนักปล่อยรถสุวรรณภูมิชั้น 1 

ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสงขลา รวบ “วุธ แม่กลอง” หัวหน้าทีมขนแรงงานต่างด้าวซุกรถทัวร์หนีใต้

ตม.จว.สงขลา, กก.สส.บก.ตม.6  ร่วมกับ ตม.จว.สมุทรสงคราม , สภ.รัตภูมิ และ สภ.เมืองสมุทรสงคราม จับกุม นายวุธ (นามสมมติ) อายุ 49 ปี สัญชาติไทย บุคคลตามหมายจับศาลจังหวัดสงขลา ข้อหา ร่วมกันให้ที่พักพิงให้การช่วยเหลือคนต่างด้าวที่เดินทางเข้ามาผิดกฎหมายเพื่อให้พ้นจากการจับกุมของพนักงานเจ้าหน้าที่ พฤติการณ์การกระทำความผิด คือ เมื่อประมาณเดือน มิ.ย.66 เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม.จว.สงขลา จับกุมตัว นายอภิวัธ (นามสมมติ) อายุ 46 ปี สัญชาติไทย ขณะขับรถยนต์ยี่ห้อ อีซูซุ มิว 7 ขนแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา หลบหนีเข้ามาในประเทศไทย จำนวน 13 คน ในท้องที่ สภ.รัตภูมิ จว.สงขลา จากการสืบสวนขยายผลทราบว่า ก่อนถูกจับกุม คนต่างด้าวทั้ง 13 คนได้มาพักคอยที่จว.สมุทรสงคราม เพื่อรอขึ้นรถประจำทางสาย กทม.-กระบี่ และ กทม.-ภูเก็ต รวม 3 คัน โดยนายวุธจะทำหน้าที่ประสานงานก่อนส่งต่อคนต่างด้าวให้กับนายอภิวัธกับพวกรวม 3 คน เพื่อพาคนต่างด้าวไปยัง จว.สงขลา และเปลี่ยนรถไปยังชายแดนไทย-มาเลเซีย ที่ อ.ตากใบ จว.นราธิวาส จากการขยายผลดังกล่าว สามารถออกหมายจับพนักงานขับรถประจำทาง พนักงานต้อนรับประจำรถ และกลุ่มผู้นำพาคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองรวม 12 คน ในข้อหา ร่วมให้ที่พักพิง ซ่อนเร้น หรือช่วยเหลือด้วยประการใด ๆ อันเป็นการอุปการะหรือช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกแก่คนต่างด้าวให้เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย เพื่อให้พ้นจากการจับกุมของพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งผู้ต้องหากลุ่มพนักงานขับรถประจำทางที่ถูกจับกุมตามหมายจับข้างต้น ให้การตรงกันว่ารับคนต่างด้าวมาจากนายสราวุธหรือ นายวุธ แม่กลอง โดยได้ค่านำพาเป็นเงินจำนวน 1,500 บาทต่อคน เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอหมายจับนายสราวุธ ในข้อหาเดียวกัน ต่อมานายสราวุธ ติดต่อ   ขอมอบตัวเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงควบคุมตัวส่ง พงส.สภ.รัตภูมิ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นอกจากนี้ ในห้วงระหว่างวันที่ 1 ก.ค. – 30 ก.ย.66 ผบช.สตม. ได้สั่งการตามหนังสือ ตร. ด่วนที่สุด ที่ 0007.22/2536 ลง 30 มิ.ย.66 เรื่อง มาตรการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม โดยให้ทุกหน่วยในสังกัด สตม. ระดมกวาดล้างอาชญากรรม กำหนดเป้าหมายในการระดมกวาดล้างความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทั่วไป การจับกุมบุคคลตามหมายจับและการสืบสวนจับกุมปราบปรามการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มีผลการปฏิบัติในห้วง 1 ก.ค. – 31 ส.ค.66 ได้ทำการตรวจสอบบุคคลต่างด้าวที่เข้ามาขออยู่ต่อในราชอาณาจักรทั้งสิ้น 9,937 ราย พบว่าเป็นบุคคลต่างด้าวที่อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (Overstay) จำนวน 729 ราย จึงได้จับกุมส่งพนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป รวมทั้งยังได้มีการจับกุมบุคคลต่างด้าวที่หลบหนีเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตได้อีกจำนวน 1,557 ราย และจับกุมข้อหาช่วยเหลือ ซ่อนเร้นบุคคลต่างด้าวฯ จำนวน 50 ราย

เชียงใหม่-อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับ อุทยานวิทย์ มช.  ติดอาวุธผู้ประกอบการในโครงการ Begin to Tech Startup เตรียมพร้อมก้าวสู่โลกธุรกิจด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรม

วันที่ 12 กันยายน 2566 อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ ผสานกำลัง อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) จัดกิจกรรม Chiangmai Startup Driven Economy ในรอบ Pitch Demo  ของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ Begin to Tech Startup ภายใต้กิจกรรมเร่งการเติบโตของผู้ประกอบการ จากกระบวนการ Spin-out และวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) ที่มีศักยภาพสูง (SMEs Spin-out to Tech Startup) โดยมีผู้ประกอบการ SMEs ในจังหวัดเชียงใหม่ กว่า 30 สถานประกอบการ เข้ารับการบ่มเพาะธุรกิจอย่างเข้มข้น ตลอดระยะเวลากว่า 6 เดือน และทำการคัดเลือกให้เหลือเพียง 10 สถานประกอบการ เพื่อทำการนำเสนอ แผนธุรกิจรูปแบบ Private Pitching ในวันที่ 11 กันยายน 2566 ที่ผ่านมา และนำเสนอแผนธุรกิจรูปแบบ Public Pitching ในวันที่ 12 กันยายน 2566 โดยได้รับเกียรติจาก นายศักดิ์ชัย คุณานุวัฒน์ชัยเดช  รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้มอบโล่ประกาศเกียรติคุณและเงินรางวัลแก่ผู้ผ่านการคัดเลือกทั้งหมด 3 สถานประกอบการ พร้อมมอบใบประกาศนียบัตรแก่ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ  ณ NSP Rice Grain Auditorium อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ (จังหวัดเชียงใหม่)

ทั้งนี้ กิจกรรมการคัดเลือกผู้ประกอบการทั้ง 2 วัน ได้มีตัวแทนนักลงทุนระดับแนวหน้าของประเทศ ได้แก่ Krungsri Finnovate, Beacon Venture Capital, 500 TukTuks, KT Venture Capital และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ร่วมเป็นคณะกรรมการในการเฟ้นหาผู้ชนะที่มีความพร้อมด้านการนำเสนอแผนธุรกิจSpin-out เพื่อชิงรางวัลมูลค่ารวมกว่า 150,000 บาท พร้อมรับโล่ประกาศเกียรติคุณ โดยผลการแข่งขันผู้ประกอบการที่สามารถคว้าชัยการนำเสนอแผนธุรกิจใหม่ในรอบชิงชนะเลิศ ได้แก่ ผู้ประกอบการจากบริษัท เชียงใหม่ ที.ดี. จำกัด พร้อมเงินรางวัล จำนวน 70,000 บาท ตามมาด้วยรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 บริษัท เวลเนส มี จำกัด พร้อมเงินรางวัล จำนวน 50,000 บาท และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ แอนด์ เอ แคนเดิล แอนด์ โซป ซัพพลายส์ และเงินรางวัล จำนวน 20,000 บาท

ด้านนางพัชรี ใบยา สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า การดำเนินโครงการฯ เป็นไปตามนโยบาย MIND จากกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมสู่วิถีใหม่ ภายใต้แนวคิด “อุตสาหกรรมดี อยู่คู่กับชุมชนอย่างยั่งยืน” เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจฐานรากผ่านนโยบาย 4 มิติ อันได้แก่  มิติที่ 1 ด้วยการปรับธุรกิจและอุตสาหกรรมสู่ S-Curve มิติที่ 2 การดูแลสังคมโดยรอบโรงงานอุตสาหกรรม   มิติที่ 3 การรักษาสิ่งแวดล้อมสู่ความเป็นอุตสาหกรรมสีเขียว มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ตอบโจทย์ประชาคมโลก และมิติที่ 4 การกระจายรายได้สู่ชุมชน เพื่อมุ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจของจังหวัดและของภูมิภาค โดยการสร้างกลไกในการผลักดัน Startup รูปแบบใหม่ เน้นพัฒนาศักยภาพความเป็นผู้ประกอบการ เสริมสร้างความเข้มแข็งในช่วงเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ด้วยการพัฒนาแนวคิดธุรกิจต่อยอด ให้เกิดการจัดตั้งธุรกิจใหม่ (SMEs Spin out)  เพื่อเป็นการเร่งพัฒนาหน่วยธุรกิจ (Business Unit) ของภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดเชียงใหม่ ให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้นและผลักดันให้เกิดการจัดตั้งบริษัทใหม่ (Spin-out)

ผศ.ดร.จุฬาลักษณ์ เขมาชีวะกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการอุทยานฯ กล่าวว่าเสริมอุทยานฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญในการสร้างระบบบ่มเพาะองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการธุรกิจ สู่การเพิ่มโอกาสและพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัวสู่ธุรกิจใหม่ พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจเขตภาคเหนือ ผลักดันและพัฒนาให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางแห่งการเติบโตต่อโลกธุรกิจเทคโนโลยีสตาร์ทอัพ (Tech Startups) สู่อุตสาหกรรมระดับประเทศ 

วิภาดา/เชียงใหม่

จับกุมหนุ่มแดนปลาดิบ ฉ้อโกงเงินสวัสดิการแห่งรัฐ หลบหนีเข้าประเทศไทย

• ในช่วงต้นเดือน ก.ย. 66 กก.2 บก.สส.สตม. ได้รับการประสานงานจากกองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรณีตำรวจสากลประเทศญี่ปุ่น ขอให้ตรวจสอบบุคคลซึ่งเป็นที่ต้องการตัวของประเทศญี่ปุ่น ผู้ต้องหารายสำคัญ คือ นายยูกิ (นามสมมุติ) อายุ 35 ปี สัญชาติญี่ปุ่น ผู้ต้องหาตามหมายจับของประเทศญี่ปุ่น ข้อหา ฉ้อโกงเงินสวัสดิการแห่งรัฐในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งได้หลบหนีอยู่ในประเทศไทย 

• บก.สส.สตม. ได้ตรวจสอบข้อมูลในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตม. ผลการตรวจสอบพบว่า นายยูกิ เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ผ่านช่องทางด่าน ตม.ทอ.สุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 17 พ.ค.65 ได้รับอนุญาต ให้อยู่ในราชอาณาจักรประเภท THAILAND PRIVILEGE CARD (PE) และได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ได้ถึงวันที่ 7 มิ.ย.66 โดยการอนุญาตสิ้นสุดแล้ว เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมทำการสืบสวนจนทราบว่าผู้ต้องหาพัก อาศัยอยู่ที่ คอนโด Q Asok แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ จึงได้เฝ้าสังเกตการณ์และได้รวบรวม พยานหลักฐานขออนุมัติหมายค้นต่อศาลแขวงดุสิต โดยศาลแขวงดุสิตอนุมัติหมายค้นให้เข้าตรวจค้นคอนโด ดังกล่าว จากการเข้าตรวจค้นพบผู้ต้องหามาพักอาศัยอยู่จริงและไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายในห้องดังกล่าว ได้ขอตรวจสอบหนังสือเดินทางพบว่า การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุดแล้ว จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาและควบคุมตัวนำส่ง พนักงานสอบสวน บก.สส.สตม. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป โดยนายยูกิไม่ได้กระทำ ผิดกฎหมายในประเทศไทยแต่อย่างใด 

• ต่อมาวันที่ 9 ก.ย.66 เวลาประมาณ 11.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้เบิกตัวนายยูกิ ออกจากสถาน กักกันคนต่างด้าว ของ กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อไปฟ้องคดีต่อศาลแขวงพระนครใต้ หลังจากศาลได้มีคำ พิพากษาปรับและได้ชำระค่าปรับเรียบร้อยแล้ว จึงได้พาตัวกลับมายังสถานกักกันคนต่างด้าว เมื่อมาถึงบริเวณ ด้านหน้าสถานกักกันคนต่างด้าว นายยูกิ ได้หลบหนีไป โดยใช้รถควบคุมผู้ต้องหา ป้ายทะเบียนตราโล่ ในการ หลบหนี จากนั้นนำรถไปจอดทิ้งไว้ที่หน้าโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ แขวง/เขตบางคอแหลม กรุงเทพฯ แล้วขึ้นรถแท็กซี่หลบหนีไปที่พัทยา จว.ชลบุรี เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงได้ลงพื้นที่ติดตามตัวนายยูกิ จนสืบทราบ ว่านายยูกิ เข้าพักอาศัยอยู่ที่โรงแรมบริเวณซอยบัวขาว พัทยา อ.บางละมุง จว.ชลบุรี จึงได้เข้าตรวจสอบพบ ตัวนายยูกิ และควบคุมตัวกลับมาที่ กก.3 บก.สส.สตม. และให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาว่า เป็นคน ต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต, เป็นคนต่างด้าวหลบหนีไปในระหว่างที่ถูกกักตัวหรือควบคุม ตามอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ ทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ และทำให้เสียทรัพย์ และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จะขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

นำหมอ และหัวใจฝ่าสภาพการจราจรติดขัดท่ามกลางสายฝน !!!ทุกวินาทีคือชีวิต!!! ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ นำส่งอวัยวะหัวใจ ครั้งที่ 73 ‘ผบ.ตร.-รอง ผบ.ตร.’ ชมเชยเป็นตำรวจมืออาชีพ ยกเป็นตัวอย่าง ‘สุภาพบุรุษจราจร’ 

วันนี้ (12 กันยายน 2566) พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศจร.ตร.) เปิดเผยว่า ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ กองบังคับการตำรวจจราจร อำนวยความสะดวกการจราจรเร่งนำส่งอวัยวะหัวใจส่ง รพ.ศิริราช ได้ทันเวลา 

โดยเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2566 เวลาประมาณ 17.35 น. ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริฯ ได้รับการประสานงานจากศูนย์บริจาคอวัยวะ รพ.สมุทรสาคร ผ่านศูนย์วิทยุจราจรโครงการพระราชดำริ แจ้งว่าขอสนับสนุนนำอวัยวะหัวใจจาก รพ.สมุทรสาคร ส่งยัง รพ.ศิริราช หลังจากรับแจ้ง ตำรวจโครงการพระราชดำริฯ ได้นำกำลังตำรวจไปรอรับที่ รพ.สมุทรสาคร เพื่ออำนวยความสะดวกการจราจร เร่งนำส่งอวัยวะหัวใจไปยัง รพ.ศิริราช แต่การนำส่งหัวใจในครั้งนี้เหลือเวลาที่จำกัด และเป็นเวลาช่วงเย็นที่มีฝนตก สภาพการจราจรค่อนข้างหนาแน่น  คุณหมอจึงตัดสินใจนำอวัยวะหัวใจขึ้นซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ โดยมี ร.ต.ต.ศักดิ์ชาย กระแสร์ญาณ เป็นผู้ขับขี่มุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลเป้าหมายทันที  ระหว่างทางมีฝนตกลงมาอย่างหนัก แต่ทั้งหมอ และตำรวจทุกนายก็มีความมุ่งมั่นที่จะนำพาหัวใจดวงนี้ไปยัง รพ.ที่หมาย รวมถึงได้รับความร่วมมือจากตำรวจจราจร สน.ท้องที่ ในเส้นทางทุกพื้นที่ และผู้ใช้เส้นทางที่ช่วยเปิดทางให้จนภารกิจชีวิตในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี 

พล.ต.ท.นิธิธร กล่าวว่า ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริฯ ได้เปิดเส้นทางนำส่งอวัยวะหัวใจ ซึ่งระยะเวลาตั้งแต่ผ่าตัดหัวใจของผู้บริจาค จนกระทั่งปลูกถ่ายให้ผู้รับ มีเวลาเพียง 4 ชั่วโมงเท่านั้น (อวัยวะหัวใจหากทำการผ่าตัดออกมาจากร่างกายของผู้บริจาคแล้วจะอยู่ได้ไม่เกิน 4 ชั่วโมง นับจากเวลาที่ปิดทางเดินเลือดในการผ่าตัดหัวใจของผู้บริจาค จนกระทั่งเปิดให้เลือดผ่านหัวใจใหม่ในร่างกายของผู้รับการปลูกถ่าย) จึงเป็นภารกิจที่ต้องแข่งกับเวลา กรณีนำส่งอวัยวะหัวใจในครั้งนี้ นับเป็นรายที่ 73 แล้ว ที่ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริฯ นำส่งอวัยวะลุล่วงจนแพทย์สามารถปลูกถ่ายหัวใจ ต่อชีวิตใหม่ให้กับผู้รับบริจาคได้ 

ทั้งนี้ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศจร.ตร. ได้ชมเชยการปฏิบัติหน้าที่ของทีมตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริฯ ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างมืออาชีพ มีทักษะคล่องแคล่ว สามารถให้ความช่วยเหลือ เป็นที่พึ่งของประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ซึ่งถือเป็นหนึ่งตัวอย่างของตำรวจจราจรที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยจิตอาสาบริการ มีมาตรฐานสากล ตามแนวทางการสร้าง “สุภาพบุรุษจราจร” ที่ ศจร.ตร.กำลังขับเคลื่อนสร้างมาตรฐานตำรวจจราจรทั่วประเทศ เพื่อยกระดับการบริการประชาชน สร้างความเชื่อถือศรัทธา และนำไปสู่การลดอุบัติเหตุบนท้องถนนในที่สุด 

นอกจากนี้ พล.ต.ท.นิธิธร กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ยังมีผู้รอรับการบริจาคอวัยวะอยู่มากกว่า 6,000 คนทั่วประเทศ จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมต่อลมหายใจให้กับผู้ป่วย เพราะการบริจาคอวัยวะแก่เพื่อนมนุษย์ คือที่สุดแห่งการให้ โดยตำรวจจราจรพร้อมสานต่อเจตนารมณ์ของผู้บริจาค และเติมเต็มความหวังของผู้รับบริจาค เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างชีวิตใหม่ อำนวยความสะดวกนำทางส่งต่ออวัยวะสำคัญ ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อประสานงานตำรวจโครงการพระราชดำริฯ ได้ที่ โทร 1197 กองบังคับการตำรวจจราจร


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top