Monday, 22 June 2026
NEWS FEED

มโหฬาร !! ตำรวจ ปส. รวบทีมนักบินตายแทน หวังสร้างตัว 9 เครือข่าย 21 ราย ยึดยาบ้า 14 ล้านเม็ด ไอซ์ 1.2 ตัน

ตามนโยบายการปราบปรามยาเสพติดของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เน้นใช้มาตรการทางกฎหมาย  เพื่อทำลายเครือข่ายยาเสพติดอย่างจริงจังทั้งระบบ ประกอบกับนโยบายของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร.  และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. และ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา, พล.ต.ท.นิรันดร เหลื่อมศรี, พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะ รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. มุ่งเน้นให้เดินหน้าเชิงรุกปราบปรามจับกุมผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่และขยายผลการเครือข่ายที่จับกุมได้ทุกระดับ รวมทั้งสืบสวนขยายผลเพื่อยึดทรัพย์สินที่ได้มาจากการค้ายาเสพติด ทั้งของผู้ค้ายาเสพติด รวมทั้งผู้ช่วยเหลือและสนับสนุนเครือข่ายทั้งหมดมาตรวจสอบ

วันนี้ 4 มี.ค.67 เวลา 13.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส., พล.ต.ท.คีรีศักดิ ตันตินวะชัย ผบช.ปส., พล.ต.ต.สมเกียรติ วัฒนพรมงคล, พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว, พล.ต.ต.ออมสิน   ตรารุ่งเรือง, พล.ต.ต.พลัฎฐ์ วิเศษสิงห์ รอง ผบช.ปส., พล.ต.ต.นพสิทธิ์ มิตรภักดี ผบก.ปส.1,                        พล.ต.ต.ธนรัชน์ สอนกล้า ผบก.ปส.2, พล.ต.ต.อดิศ เจริญสวัสดิ์ ผบก.ปส.3, พล.ต.ต.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ ผบก.ปส.4, พล.ต.ต.อิทธิพล จันทร์ศรีบุตร ผบก.ขส.และพล.ต.ต.วิทัศน์ บริรักษ์ ผบก.สกส. ร่วมแถลงผลการจับกุมนักบิน 9 เครือข่าย 9 คดี ได้ผู้ต้องหารวม 21 คน ตรวจยึดยาบ้ารวม  14,407,600 เม็ด และ ไอซ์ 1,250 กก. ยึดทรัพย์ของกลางมูลค่า 2 ล้านบาท

คดีที่แรก เมื่อวันที่ 19 ก.พ.67 ที่ผ่านมา ตำรวจ กก.1 บก.ปส.1 หน่วยปราบปรามยาเสพติดนานา จับกุม 4 ผู้ต้องหา“เครือข่าย เอก สายใต้” หลังรับแจ้งจากสายลับว่าขบวนการลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ จว.ประจวบคีรีขันธ์  เตรียมลักลอบนำยาเสพติดจากพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ไปส่งทางภาคใต้ โดยใช้รถกระบะสีขาว หมายเลขทะเบียน กน 51xx ประจวบคีรีขันธ์ และรถยนต์สีดำ หมายเลขทะเบียน กน 83xx ประจวบคีรีขันธ์ ตรวจสอบพบรถเป้าหมาย 2 คันขับมุ่งหน้า จว. เชียงใหม่ วันที่ 22 ก.พ.67 พบขับลักษณะตามกันเป็นขบวนผ่าน จว.ลำพูน-ลำปาง-นครสวรรค์-อุทัยธานี มุ่งหน้า จว.สุพรรณบุรี ชุดจับกุมจึงกระจายกำลังติดตามในเส้นทางลำเลียง กระทั่งพบรถยนต์จอดริมถนนหมายเลข 3043 ต.วังคัน  อ.ด่านช้าง จว.สุพรรณบุรี ตำรวจจึงขอเข้าตรวจค้น มีนายเอกนรินทร์ หรือเอก หน่อพันธุ์ ผู้ขับขี่ นายก้องภพ หรือเม้ง เลือดแดง โดยสารมาด้วย ตรวจค้นพบยาบ้า 488 มัด รวม 976,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ภายในรถ ด้านรถกระบะอีก 1 คัน รู้ว่าถูกติดตามจึงขับรถหลบหนี มุ่งหน้า อ.อู่ทอง จว.สุพรรณบุรี ชุดจับกุมจึงประสานตำรวจ สภ.อู่ทอง ช่วยสกัดจับไว้ได้บริเวณแยกอู่ทอง ถ.มาลัยแมน ต.อู่ทอง อ.อู่ทอง จว.สุพรรณบุรี พบนายภิญโญ  เฟื่องฟู ผู้ขับขี่ และนายภัทรพล มาระสิน โดยสารมาด้วย จากพฤติการณ์ของผู้ต้องหาทั้ง 2 รายนี้ ตำรวจเชื่อว่าอาจจมียาเสพติดถูกซุกซ่อนอยู่ที่บ้านพักจึงประสานตำรวจ  กก.4 บก.สกส โดยอาศัยอำนาจเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. เพื่อเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 464 ม.1 ต.ไร่เก่า อ.สามร้อยยยอด จว.ประจวบคีรีขันธ์ เบื้องต้นพบยาบ้ารวม 5,600 เม็ด อยู่ในกระดาษชุบเทียนไขมีสัญลักษณ์ดาวห้าดวง ใต้ดาวมีเลข 888 และรูปเสือซุกซ่อนในถุงสีดำ ถูกฝังดินไว้ข้างคอกไก่หลังบ้าน ด้าน นายภิญโญ ยอมรับว่าเป็นยาเสพติดของตนเอง รวมยาบ้า 981,600 เม็ด 

คดีที่ 2 วันที่ 20 ก.พ.67 ตำรวจ กก.1 บก.ปส.1 หน่วยปราบปรามยาเสพติดนานา  สืบทราบว่ามีเครือข่ายเตรียมลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่จังหวัดเชียงราย ไปส่งกลุ่มผู้จำหน่ายในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยใช้รถยนต์นิสสัน อัลเมร่า สีแดง หมายเลขทะเบียน ขล 74xx ขอนแก่น จากการตรวจสอบพบรถยนต์ขับขี่มุ่งหน้าไปจังหวัดเชียงราย จนวันที่ 23 ก.พ.67 ขับลงมาจากทางภาคเหนือ ผ่านจังหวัดเชียงราย-พะเยา-แพร่-ลำปาง-กำแพงเพชร-นครสวรรค์ มุ่งหน้ากรุงเทพมหานคร ตามถนนหมายเลข 32 สายเอเชีย กระทั่งเวลา 00.20 น.ของ ที่ 24 ก.พ.67 ชุดจับกุมได้ประสานตำรวจทางหลวงหน่วยบริการประชาชนอ่างทอง ตั้งจุดสกัดเพื่อทำการหยุดรถยนต์เป้าหมาย พบนายประพันธ์ หรือเบิร์ด จันทร์คล้าย เป็นผู้ขับขี่ ตรวจค้นรถพบยาบ้า  อยู่ในกระสอบสีรุ้งจำนวน 5 กระสอบ 500 มัด รวม 1,000,000 เม็ด บรรจุอยู่ในถุงพลาสติก สีดำตราแอปเปิล ห่อด้วยกระดาษสีขาวมีตราสัญลักษณ์รูปดาวห้าดวงและเลข 999 บนมัดยา ทั้งนี้ เบิร์ด จันทร์คล้าย เป็นสมาชิกของ “เครือข่าย ซาตานบ้าพลัง999 ” ซึ่งขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างการขยายผลติดตามเครือข่ายที่เหลือมาดำเนินคดี

คดีที่ 3 เมื่อวันที่ 17 ก.พ.67 ตำรวจ กก.2 บก.ปส.3 สืบสวนกลุ่มเครือข่ายยาเสพติด ที่มีพฤติการณ์ลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ภาคเหนือนำไปส่งต่อให้กับกลุ่มนักค้ายาเสพติดในพื้นที่ภาคกลางของประเทศ จนทราบว่ากลุ่มเครือข่ายดังกล่าวจะใช้รถยนต์กระบะบรรทุกในการลำเลียงยาเสพติด กลางดึกของวันที่ 16 ก.พ.67 เวลาประมาณ 23.50 น.  ตำรวจพบรถกระบะบรรทุกเสริมโครงเหล็ก ยี่ห้อโตโยต้า สีเทา หมายเลขทะเบียน ยน 44XX เชียงใหม่ บริเวณท้ายกระบะว่างเปล่า ขับมุ่งหน้าบ้านแม่อ้อใน ต.แม่นะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ต่อมาเวลา 02.00 น. รถเป้าหมายขับออกมาจากพื้นที่มุ่งหน้า อ.เมืองเชียงใหม่ จว.เชียงใหม่ พบมีการบรรทุกพืชผลทางการเกษตรมาเต็มท้ายกระบะ กระทั่งช่วง 04.00 น. ได้ขับมาถึงบริเวณด่านตรวจแม่ทา ถ.ซุปเปอร์ไฮเวย์ เชียงใหม่-ลำปาง ต.ทาสบเส้า อ.แม่ทา จว.ลำพูน ตำรวจจึงเรียกให้หยุดรถเพื่อสอบถาม พบนายอ่องฟ้า เป็นคนขับ และนายวัญชิต โดยสารมาด้วย สารภาพว่าได้ลำเลียงยาเสพติดบริเวณท้ายรถกระบะจริง โดยได้นำผักกาดขาว วางปิดทับมาเพื่ออำพรางการตรวจค้น ตำรวจจึงเข้าตรวจค้นพบไอซ์ น้ำหนัก 1,200 กิโลกรัม  

คดีที่ 4 จากการสืบสวนของตำรวจ กก.2 บก.ปส.3 ทราบมาว่านายตี๋ หรือ นายอภิชาติ แซ่ห่อ ซึ่งเป็นบุคคล  ตามหมายจับของศาลอาญา ที่ 572/2563 ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2563 จะจำหน่ายไอซ์ จำนวนมาก ชุดจับกุมจึงวางแผน  เข้าติดต่อซื้อขาย จนวันที่ 12 ก.พ.67 ชุดล่อซื้อได้รับแจ้งจาก นายตี๋ ว่าจะส่งลูกน้อง 2 คน มาเจรจาซื้อขายยาเสพติดกระทั่งวันที่ 20 ก.พ.67 ติดต่อนัดพบชุดล่อซื้อที่ร้านกาแฟมัชรูมคาเฟ่ ต.ป่าแดด อ.เมือง จว.เชียงใหม่ เพื่อตรวจสอบเงิน หลังจจากนั้น ได้แจ้งพิกัดของยาเสพติดหลังถูกวางไว้บริเวณหลังป้ายประกาศห้ามทิ้งขยะ หมู่ 3 ต.อุโมงค์ อ.เมืองลำพูน   จว.ลำพูน จากนั้นชุดจับกุมจึงเข้าตรวจสอบพิกัดที่รับแจ้งพบไอซ์ 2 กระสอบ กระสอบละ 25 ก้อน รวมจำนวน 50 ก้อน น้ำหนัก 50 กิโลกรัม ขณะเดียวกันชุดสืบสวนอีกส่วนหนึ่งที่อยู่ในบริเวณร้านกาแฟ จึงเข้าแสดงตัวจับกุมลูกน้องของนายตี๋ ทราบชื่อภายหลังคือ นายภัทร์บดินทร์ และ นายยอด 

คดีที่ 5 ตำรวจ กก.2 บก.ปส.3 สืบสวนพบเครือข่ายยาเสพติด จะลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่แนวชายแดน เข้ามาส่ง   ในพื้นที่ตอนใน กระทั่งวันที่ 22 ก.พ.67 เวลา 15.00 น. ทราบว่าจะส่งมอบยาเสพติดบริเวณถนน ชุดสืบสวนจึงตรวจสอบ พบรถกระบะ หมายเลขทะเบียน ยท 78XX เชียงใหม่ จอดริมถนนสาธารณะ หมายเลข 107 ต.เวียง อ.ฝาง จว.เชียงใหม่  และคนขับรถได้ลงมายกกระสอบนำไปวางไว้ข้าง ๆ หลักกิโลเมตรที่ 158 ก่อนจะขับขี่รถออกไปตามเส้นทาง อ.แม่อาย    จว.เชียงใหม่ ตำรวจส่วนหนึ่งจึงติดตามรถกระบะไปและสามารถจับกุมนายสันติ ผู้ต้องหา ได้บริเวณสี่แยกไฟแดงโค้งเจ๊ทา หมู่ 4 ต.เวียง อ.ฝาง จว.เชียงใหม่ ตำรวจอีกส่วนหนึ่งได้เข้าพิสูจน์ทราบกระสอบต้องสงสัยพบเป็นยาบ้าจำนวน 200,000 เม็ด  

คดีที่ 6 ตำรวจ กก.2 บก.ปส.3 สืบสวนเครือข่ายยาเสพติดมีพฤติการณ์ลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ชายแดน นำไปส่งต่อให้กับกลุ่มนักค้ายาเสพติดในพื้นที่ อ.เชียงดาว จว.เชียงใหม่ กระทั่งช่วง 05.00 น. วันที่ 26 ก.พ.67  พบความเคลื่อนไหวเครือข่ายขับรถกระบะเดินทางมารับยาเสพติดมุ่งหน้า ต.เมืองงาย อ.เชียงดาว จว.เชียงใหม่ ซึ่งบริเวณท้ายกระบะมีการเสริมโครงเหล็กสูงข้างในบรรทุกกระสอบเสมอคอกเหล็ก จนช่วงเช้าของวันเดียวกันพบรถกระบะสีเทา หมายเลขทะเบียน ยฉ 57XX เชียงใหม่ จอดบริเวณหน้าร้านขายของชำ บริเวณแยกปิงโค้ง-พร้าว ทางหลวง 1150 ต.ปิงโค้ง อ.เชียงดาว จว.เชียงใหม่ ก่อนที่คนขับจะเดินเข้าร้านขายของชำ ตำรวจจึงแสดงตัวเข้าจับกุม สอบถามทราบชื่อคนขับคือ นายจิรพัทร์ ระบุว่าบรรทุกกระสอบข้าวโพดที่มีการซุกซ่อนยาเสพติดจริง ตรวจสอบพบยาบ้า 7,920,000 เม็ด  

คดีที่ 7 ตำรวจ บก.ปส.4 ได้สืบสวนพบเครือข่ายค้ายาเสพติด จะลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ภาคกลางไปส่งในภาคใต้ โดยใช้รถ 2 คัน กระทั่งพบรถเป้าหมายคือ รถกระบะ หมายเลขทะเบียน 2ฒฆ 2xxx กทม. และรถยนต์ หมายเลขทะเบียน               7กก 6xxx กทม. ขับเข้ามาในพื้นที่ จว.ชุมพร จึงประสานให้ตั้งด่านสกัดกั้นบริเวณสี่แยกปากคลอง ต.ปากคลอง อ.ปะทิว     จว.ชุมพร แต่เมื่อรถกระบะขับเข้าด่านกลับเร่งเครื่องเพื่อหลบหนี ก่อนจะเสียหลักตกลงไปบริเวณคอสะพานคลองน้ำดำ  ชุดจับกุมจึงเข้าตรวจสอบพบยาบ้า 1,600,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ท้ายรถกระบะ แต่ไม่พบผู้ขับขี่ ตำรวจจึงกระจายกำลังค้นหาบริเวณโดยรอบกระทั่งจับกุมตัว นายสิทธิกร ได้หลังซ่อนตัวอยู่ในโพรงหญ้า สอบสวนสารภาพว่าเป็นผู้ขับขี่รถกระบะบรรทุกยาบ้ามาจริง ส่วนรถยนต์ซึ่งทำหน้าที่สำรวจเส้นทางสามารถติดตามได้ที่ปั๊มน้ำมันพีทีปะทิว ขาล่องใต้ ต.เขาไชยราช อ.ปะทิว จว.ชุมพร พร้อมจับกุม นายคมกริช เป็นผู้ขับขี่และนายอรรถพล ผู้โดยสารมาด้วย 

คดีที่ 8 ระหว่างที่ ตำรวจ บก.ปส.4 ร่วมกับตำรวจในพื้นที่สนธิกำลังตั้งด่านตรวจบริเวณริมถนนเพชรเกษม (กรุงเทพฯ -ชุมพร) หน้าด่านตรวจยานพาหนะชุมพร พบรถยนต์สีขาว หมายเลขทะเบียน 3ขก 5xxx กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถยนต์                      อยู่ในระบบเฝ้าระวังขับผ่านมา มี นายชานนท์ เป็นผู้ขับขี่ และนายสิทธิชัย โดยสารมาด้วย ชุดจับกุมจึงเรียกให้หยุดรถ                    ก่อนจะนำรถเข้าด่านตรวจฯ เพื่อตรวจค้นระหว่างตรวจค้น 2 หนุ่ม แสดงอาการมีพิรุธ เจ้าหน้าที่จึงตรวจหาสารเสพติดในร่างกายพบผลเป็นบวก ก่อนนำรถยนต์เข้าเครื่องเอกซเรย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด พบวัตถุลักษณะเป็นก้อน เชื่อว่าเป็นยาเสพติด ซุกซ่อนในช่องลับที่ถูกดัดแปลงท้ายรถยนต์พบยาบ้า 706,000 เม็ด สอบสวนทั้ง 2 สารภาพว่าถูกว่าจ้างให้ขนยาบ้าจากเมืองหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว เพื่อไปส่งให้ลูกค้าที่ จว.สงขลา  

คดีที่ 9 ตำรวจ บก.สกส., บก.ปส.3, บก.ขส.บช.ปส.และ ตำรวจภูธรภาค 6 ร่วมกันจับกุม 5 ผู้ต้องหาเครือข่ายยาเสพติด สืบเนื่องจาก บก.สกส. รับแจ้งว่ามีเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่มักลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ ดอยตุง อ.แม่สาย จว.เชียงราย ไปส่งมอบให้กับลูกค้าในพื้นที่ จว.พระนครศรีอยุธยา กระทั่งวันที่ 18 ก.พ.67 พบความเคลื่อนไหวของรถเป้าหมาย 3 คัน ในลักษณะขับตามกันเป็นคาราวาน กระทั่งสามารถจับกุมนายชินภัทร อินทอง และ นายรัตนกุล รังเพชร              ได้ที่บริเวณริมถนนเลี่ยงเมืองนครสวรรค์ (ถนน 206) กม.2 ต.กลางแดด อ.เมืองนครสวรรค์ จว.นครสวรรค์ พร้อมรถกระบะ หมายเลขทะเบียน กน 38xx กำแพงเพชร ที่ซุกซ่อนยาบ้าไว้ 800 มัด รวม 1,600,000 เม็ด ส่วน นายธวัช แก้วศรีงาม ถูกจับกุมพร้อมรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ขข 13xx พิษณุโลก บริเวณแยกยอเซฟ ต.ในเมือง อ.เมืองพิจิตร จว.พิจิตร สารภาพนำยาบ้าไปทิ้งไว้ในป่ามันใกล้บึงบอระเพ็ด ตำรวจจึงเข้าตรวจสอบพบยาบ้า 200 มัด รวม 400,000 เม็ด

‘คนภูเก็ต’ เหลืออด!! ความรู้สึกดีๆ ต่อ นทท.เริ่มเสื่อมถอย แปลงกายมา ‘หากิน-กอบโกย-ยึดเกาะ’ ย่ำยีหัวใจเจ้าบ้าน

(4 มี.ค.67) จากเพจ ‘เหยี่ยวข่าว ภูเก็ต Newshawk Phuket’ ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า...

ขออนุญาตเจ้าของบทความนะครับ ... อ่านแล้วจุก!!

#เมื่อเจ้าบ้านกลายเป็นพลเมืองชั้น2 ฉันเป็นคนโลคัล คนท้องถิ่นภูเก็ต ภูมิใจในความเป็นคนภูเก็ตเสมอมา ทำมาหากินอยู่ในวงการท่องเที่ยว ด้านให้บริการ ขายอาหาร และอีกหลากหลาย ฉันยินดีแบ่งปันชายหาดแสนสวย ผู้คนยิ้มแย้มต้อนรับ และช่วยเหลือนักท่องเที่ยวเสมอ ไม่ชอบการที่นักท่องเที่ยวถูกเอาเปรียบ และไม่ชอบให้ชาวบ้านถูกเอาเปรียบเหมือนกัน 

ความรู้สึกดีๆ เหล่านี้เริ่มเสื่อมถอย เมื่อเริ่มมีนักท่องเที่ยวแปลงกายเป็นนักธุรกิจอสังหา และอีกมากมายหลายอาชีพ เริ่มเข้ามากอบโกย จนหลายคนกลายเป็นมหาเศรษฐีจากการทำมาหากินโดยใช้ทรัพยากรของภูเก็ต และเริ่มแปลงกายแสดงศักดาด้วยอำนาจเงินที่มี ว่าตัวเองคือเจ้าของหาด เจ้าของเกาะ พื้นที่ชายหาดสาธารณะทั้งหมดในภูเก็ต ค่อยๆ ถดถอย คนท้องถิ่นไม่มีสิทธิ์ลงไปเดินผ่าน เดินเที่ยว กางเสื่อปิคนิคได้อีกต่อไป 

คนภูเก็ตอดทนกันมามากพอแล้ว เราใจดีกันมากแล้ว คนจากพื้นที่ทั่วประเทศทั่วโลก เข้ามาหากินกอบโกย เริ่มต้นกัดกินบ่อนทำลายภูเก็ต ซ้ำร้ายคนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนไทยด้วยกัน ที่ลงมาหากินมีรายได้ มีผัวจนมีหน้ามีตา กลับหันมาแว้งกัดเจ้าบ้าน เพียงเพราะเปลี่ยนสถานะตัวเอง ใช้วาจาแทนเท้าเหยียบหัวใจเจ้าบ้าน

#ถึงเวลาที่ เจ้าหน้าทั้งภาครัฐและเอกชนรวมถึงเจ้าบ้านคนโลเคิล ที่จะต้องทวงคืน #หาดสาธารณะ มาไว้ให้ลูกหลานเราได้กลับไปกางเสื่อนอนปิคนิคกันได้หรือยัง 
#ถึงเวลาตรวจสอบ การทำมาหากินของต่างชาติกันบ้างได้แล้วหรือยัง
#ถึงเวลาควบคุมคุณภาพนักท่องเที่ยวว่ามาเที่ยว หรือ #มาทำลาย
#ทำไมเจ้าบ้านจึงกลายเป็นพลเมืองชั้นสอง
#ทำไมหน่วยงานต่างๆต้องอวยนักธุรกิจต่างชาติและที่สำคัญ เขาดูถูกเราได้ เพราะใครหิวเงิน สวาปามกันจนอ้าปากกันไม่ขึ้น 
#คืนชายหาดสาธารณะให้คนโลเคิล

คนปู๊นเต่ ที่เคยต่อสู้ ลงถนนเพราะการเมืองที่เลวร้าย
จนเบื่อมานาน และก็ต้องหลังพิงฝา ลุกขึ้นปลุกคนท้องถิ่นออกมาเรียกร้อง
***วันนี้ต้องไปแก้ที่ต้นเหตุกันครับ
จะคอยดู คณะ กธ.การท่องเที่ยว สภาบน ว่าจะดำเนินการอย่างไรกับต้นสายปลายเหตุที่เละเป็นโจ๊กอยู่ ณ.ตอนนี้

###เน้นนะครับ
ต่างชาติ ทำผิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรอาทิ ขับรถเครื่องก่อกวน จับ ปรับ ดำเนินคดี ส่งตัวกลับ ขึ้นบัญชีแบล็กลิสต์ ห้ามเข้าราชอาณาจักร ส่วนทรัพย์สิน ให้ยึดตกเป็นของแผ่นดินสยาม

คนภูเก็ต หัวใจรักชาติ

'สว.วีระศักดิ์' ร่วมถกเสวนา 'ชุมชนกับภาวะโลกร้อน…โลกรอด…เรารอด' ชี้!! กทม.น่าห่วง 'ฝุ่นพิษ-มลพิษจากขยะ-อากาศแปรปรวน' รุม ควรเร่งแก้

ไม่นานมานี้ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ได้รับเชิญจากสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ร่วมลงพื้นที่พบปะและสนทนากับชาวชุมชนในกรุงเทพมหานคร เพื่อสนทนากับผู้นำชุมชนในเขตดุสิต ในหัวข้อสิ่งแวดล้อมในกรุงเทพฯ ขยะ ฝุ่น PM2.5 ทางระบายน้ำ และภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงที่เกิดในกรุงเทพมหานครแล้ว

ในการนี้ นายทรงศัก สายเชื้อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นประธานในกิจกรรม มี แพทย์หญิง วันทนีย์ วัฒนะ ปลัดกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน, หม่อมหลวง ปุณฑริก สมิติ อดีตปลัดกระทรวงแรงงานในฐานะที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน, นางสาวรุจิรา อารินท์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตดุสิต ร่วมในกิจกรรม

หลังจากเยี่ยมเยือนกลุ่มผู้เปราะบางตามบ้านพักในชุมชนบางกระบือแล้ว คณะได้จัดให้มีการเสวนารับฟังปัญหาของชาวชุมชนและกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในเขตดุสิต ที่ห้องประชุมโรงเรียนวัดจันทรสโมสร 

จากนั้นเปิดเวทีเสวนา 'ชุมชนกับภาวะโลกร้อน…โลกรอด…เรารอด' โดยมีนายทรงศัก สายเชื้อ และนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นวิทยากร ซึ่งได้รับความสนใจอย่างดียิ่งจากชาวชุมชน ว่าเป็นประเด็นที่ใกล้ตัวกว่าที่คาดคิด มีทั้งมุมคิดทางแก้ไข และมุมคิดการปรับตัวเพื่อรับมือกับภาวะภูมิอากาศสุดขั้วที่มีแต่จะเพิ่มทวีรุนแรงขึ้นตามลำดับ

การเสวนานี้ดำเนินรายการโดยนายสรรเสริญ เริงฤทธิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตดุสิต อดีตผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดก่รน้ำจากสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร

เปิดประวัติ ‘เทพรัตน์ เทพพิทักษ์’ ผู้ว่าฯ ‘กฟผ.’ คนใหม่ ‘คว่ำหวอด-เชี่ยวชาญ’ สายงานด้านพลังงานแบบรู้ลึก

เมื่อวานนี้ (3 มี.ค. 67) คณะรัฐมนตรี (ครม.) วาระพิเศษ มีติเห็นชอบการแต่งตั้งนายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ เป็นผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คนใหม่ คนที่ 16 ซึ่งกระทรวงการคลัง โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้เห็นชอบในรายละเอียดแล้ว

สำหรับการเสนอแต่งตั้งนายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ เป็นผู้ว่าฯ กฟผ. คนใหม่ ครั้งนี้ ถือว่าค้างมาจากรัฐบาลก่อน โดยจากนี้ไปจะต้องไปดูมติครม.ก่อนว่าเมื่อครม.มีมติแล้วนายเทพรัตน์ จะเริ่มเข้าทำงานอย่างเป็นทางการเมื่อใดต่อไป

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา คณะกรรมการ กฟผ. ในการประชุมครั้งที่ 1/2567 ได้มีมติเห็นชอบการยืนยันเสนอชื่อ นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ ปฏิบัติงานที่บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าฯ กฟผ. คนใหม่ ตามที่คณะกรรมการสรรหาเสนอ เพื่อแทนนายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร อดีตผู้ว่าฯ กฟผ. ซึ่งครบวาระการดำรงตำแหน่งไปเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา

จากการตรวจสอบพบว่า ก่อนหน้านี้นายเทพรัตน์ได้เคยลงสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าการ กฟผ. เมื่อปี 2563 แต่พลาดตำแหน่ง จนกระทั่งเมื่อเดือนมิถุนายน 2563 นายเทพรัตน์ ซึ่งอยู่ในตำแหน่งรองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้รับตำแหน่ง ขึ้นเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของเอ็กโก กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ กฟผ.  เริ่มงานตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563

>> ส่วนประวัติของ ‘เทพรัตน์ เทพพิทักษ์’ ประกอบด้วย   

- วันเกิด : 31 ก.ค. 2508 
- อายุ : 58 ปี

>> ประวัติการศึกษา

- ระดับปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 
- ปริญญาโท วิศวกรรมศาสตร์ สาขา Electricity Industry Management and Technology มหาวิทยาลัยสแตรธไคลด์ (University of Strathclyde) สหราชอาณาจักร 

>> ประวัติการอบรม

- หลักสูตร Advanced Management Program จาก Harvard Business School สหรัฐอเมริกา
- หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร จากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร 
- หลักสูตร Senior Executive Program จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ 
- หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาการพลังงาน จากสถาบันวิทยาการพลังงาน 
- หลักสูตรผู้นำผู้สร้างแรงบันดาลใจสำหรับผู้บริหารระดับสูง จากสถาบันพระปกเกล้า

>> ประวัติการทำงาน 

- ปี 2560 - 2561 ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ 
- ปี 2561 - 2563 ดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน 
- ปี 2563 - ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ ปฏิบัติงานที่บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่

'ดนัย เอกมหาสวัสดิ์' ประกาศพักจัดรายการ 'เจาะลึกทั่วไทยฯ' ชี้!! ปวดหลัง เมื่อสุขภาพดีขึ้นจะกลับมา

(4 มี.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายดนัย เอกมหาสวัสดิ์ หรือ หมาแก่ ผู้ดำเนินรายการ เจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ ได้ประกาศก่อนอ่านข่าว ว่าวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายของหมาแก่ โดยจะกลับมาอีกที เมื่ออะไรต่ออะไรดีขึ้น รับทราบตามนี้ ซึ่งในช่วงไลฟ์สดช่วง 11 โมงจะยังไปทำ ซึ่งตนพักไปสักระยะ ให้อะไรต่ออะไรดีขึ้น

ทั้งนี้ นายดนัย ไม่ได้บอกเหตุผลชัดเจนสำหรับการเลิกจัดรายการในครั้งนี้ แต่นายดนัยมีแอบบ่นว่าปวดหลังในรายการ ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เลิกจัดรายการหรือไม่ อย่างไรก็ตาม รายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ยังคงมีอยู่ โดยพิธีกรคู่นายดนัย คือ น.ส.อมรรัตน์ มหิทิรุกข์ ยังมาจัดรายการตามปกติ

เวลา 11.00 น.วันเดียวกัน ในเฟซบุ๊ก เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ได้ ชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ตามที่หมาแก่พูดในรายการ เจาะลึกทั่วไทยเมื่อเช้านี้ว่า จะจัดรายการเป็นวันสุดท้าย และจะกลับมาอีกครั้ง เมื่ออะไรต่อมิอะไรดีขึ้นนั้น หมาแก่พูดสั้นเกินไปจริงๆ แล้วตั้งใจจะบอกว่า เมื่อสุขภาพดีขึ้นจะกลับมา (พักชั่วคราว) รายการยังมีปกติเหมือนเดิม

ขอย้ำอีกครั้ง เป็นปัญหาสุขภาพเท่านั้น

ศาลไม่ให้ประกันตัว ‘ไบรท์ ชินวัตร’ จากคดี ‘มาตรา112-มั่วสุม’ กรณีปราศรัยในการชุมนุม 25 พ.ย. 63 ที่หน้าธ.ไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่

(3 มี.ค.67) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่ให้ประกันตัว ไบรท์ ชินวัตร จันทร์กระจ่าง ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จากข้อหาความผิดตามมาตรา 112 และข้อหามั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ตามมาตรา 215 และมาตรา 216 กรณีปราศรัยในการชุมนุม ที่บริเวณหน้าสำนักงานใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2563

โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 29 ก.พ. ที่ผ่านมา ศาลอาญามีคำพิพากษาให้จำคุกรวม 6 ปี ลดเหลือ 3 ปี ไม่รอลงอาญา ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ลงโทษจำคุก 4 ปี, ข้อหา “มั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป” และ “เจ้าพนักงานสั่งให้เลิกมั่วสุมแต่ไม่เลิก” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 และมาตรา 216 ลงโทษจำคุก 2 ปี

ข้อหาฝ่าฝืนข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ลงโทษปรับ 10,000 บาท, ข้อหา “กีดขวางทางสาธารณะ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 385 และข้อหาตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ลงโทษปรับ 2,000 บาท และข้อหา “ใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต” ตาม พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงฯ ลงโทษปรับ 200 บาท

รวมจำคุก 6 ปี ปรับ 12,200 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษลงกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี ปรับ 6,100 บาท ไม่รอลงอาญา

ต่อมาทนายความแจ้งว่าได้ยื่นขอประกันตัวนายชินวัตรระหว่างอุทธรณ์แล้ว โดยนายประกันของนายชินวัตรวางหลักทรัพย์เป็นเงินสดจำนวน 150,000 บาท ตามที่เจ้าหน้าที่ศาลประเมินมูลค่าให้ ศาลอาญามีคำสั่งส่งคำร้องขอประกันตัวให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา กระทั่งวันที่ 3 มี.ค. มีคำสั่งไม่ให้ประกันตัว ขณะนี้ ไบรท์ ชินวัตร ถูกคุมขังมาแล้ว 4 วัน

ครู โพสต์เฟซบุ๊ก ระบายความอัดอั้น หลังนร.ไม่ใส่ใจ ใฝ่ศึกษา เพราะคิดว่า ยังไงก็สอบผ่านอยู่แล้ว ไม่มีการเรียนซ้ำชั้น

(3 มี.ค.67) ครูสุชญา ได้ ระบายความอัดอั้น เกี่ยวกับเรื่องที่มีนักเรียนบางคน ไม่ใฝ่รู้ใฝ่เรียน ไม่คิด ไม่อ่าน ไม่มีความเพียร แม้แต่เรื่องระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ หรือมารยาทก็ยังไม่มี โดยได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ...

แค่อยากบอกความรู้สึกในมุมของครูผู้สอนบ้าง เมื่อเจอครูใจดี ควรเกรงใจ ไม่ใช่มักง่ายจะทำอะไรก็ได้ แล้วคิดว่ายังไงครูก็ให้ผ่านอยู่แล้ว ใครเคยเรียนกับครูจะรู้ว่าครูสุชญาไม่ใช่คนเรื่องมาก แต่แบบนี้มันเกินจะรับไหว 

รู้มั้ยว่าสิ่งที่นักเรียนบางคนทำ (ย้ำว่าบางคน) มันบั่นทอนความเป็นครูมากแค่ไหน นอกจากไม่ใฝ่รู้ใฝ่เรียน ไม่คิด ไม่อ่าน ไม่มีความเพียรแล้ว ระเบียบวินัยก็ไม่ผ่าน ความรับผิดชอบก็ไม่มี มารยาทก็ติดลบ แบบนี้จะเรียกตัวเองว่า นักเรียน ได้ยังไง

ในฐานะครูคนหนึ่ง ครูได้ทำหน้าที่ของครูอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่มันคงไม่มากพอที่จะขัดเกลาบางคนให้ฉลาดหลักแหลมได้ แม้แต่ตัวเธอเองเธอยังไม่รัก ไม่พยายามทำเพื่อตัวเอง อย่างอื่นก็คงไม่ต้องพูดถึง

ขอเป็นอีกหนึ่งเสียงสนับสนุนให้โรงเรียนประกาศนโยบาย #เรียนซ้ำชั้น สักทีเถอะ อย่าปล่อยให้เด็กพูดต่อหน้าครูว่า “ไม่ทำ ไม่ส่ง เพราะยังไงก็ผ่านอยู่แล้ว” คนเป็นครูน้ำตาตกใน ดิ่งขั้นสุด ไฟมอดดับลงทุกวัน

เกาให้ถูกที่คัน ไม่ใช่สรรหาแต่คำมาบั่นทอนครูผู้สอน #ผู้ปกครองร้องเรียน บ้างหละ #ครูไม่ใส่ใจ บ้างหละ #ครูไม่ติดตามเด็ก บ้างหละ ยกเด็กขึ้นหิ้ง แล้วเหยียบครูให้จมดิน #การศึกษาไทย     

สถานทูตเมียนมา ส่งหนังสือลับถึง ก.ต่างประเทศไทย ห้ามจัดกิจกรรม  หวั่นกระทบความสัมพันธ์ ‘ปานปรีย์’ ไม่ไปร่วมงาน ด้าน ‘โรม’ ย้ำทำเพื่อสันติ

เมื่อวันที่1 มี.ค. 67 หนังสือราชการลับที่สถานเอกอัครราชทูตเมียนมาประจำประเทศไทยส่งถึงกระทรวงการต่างประเทศของไทย ลงวันที่ 1 มีนาคม 2024 นั้น มีเนื้อความระบุว่า กระทรวงการต่างประเทศของเมียนมา ขอคัดค้านอย่างรุนแรงต่อรัฐสภาของไทย ที่จะจัดสัมมนาดังกล่าว โดยระบุว่า จะสร้างผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี ระหว่างเมียนมากับไทย และขอให้รัฐบาลไทยแจ้งให้รัฐสภาทราบถึงความกังวลของรัฐบาลเมียนมา และไม่ให้จัดกิจกรรมใดๆ ที่อาจขัดขวางความสัมพันธ์อันดีในอนาคต

สำหรับงานสัมมนาเมื่อวานนี้ นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเดิมมีกำหนดขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษ แต่ได้ยกเลิกหมายดังกล่าวไปโดยไม่ได้ระบุเหตุผล 

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศไทยปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น เช่นเดียวกับ โฆษกกองทัพเมียนมาที่ยังไม่ออกมา แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่อย่างใด

ทั้งนี้ เมียนมาตกอยู่ในสถานการณ์วุ่นวายนับตั้งแต่กองทัพก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2021 

ด้าน รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การสัมมนาที่รัฐสภาจัดขึ้นนั้นขัดแย้งกับความต้องการของรัฐบาลไทยที่ต้องการจะมีส่วนร่วมกับรัฐบาลทหารเมียนมา โดยการทำงานร่วมกับกองทัพเมียนมาและกลุ่มอื่นๆ เพื่อปูทางไปสู่การเจรจาร่วมกัน 
.
“การสัมมนาที่จัดโดยคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐสภาเป็นการเปิดพื้นที่ให้กับกลุ่มสนับสนุนประชาธิปไตยมากขึ้น” รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าว

สำหรับงานดังกล่าว รัฐสภาไทยได้เชิญตัวแทนของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมามาร่วมพูดคุยด้วย 

“สิ่งที่เราทำในวันนี้เป็นก้าวแรกในการนำผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ มาพูดคุยกัน” รังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นผู้จัดการสัมมนา กล่าว “มันจะปูทางไปสู่การแก้ปัญหาทางการเมืองสำหรับเมียนมาอย่างสันติและยั่งยืน” 

การสัมมนา ‘3 ปีหลังรัฐประหาร สู่ประชาธิปไตยเมียนมา และผลกระทบต่อความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย’ จัดขึ้นเป็นเวลา 2 วัน ในวันที่ 2-3 มีนาคม 2024 วิทยากรประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (National Unity Government: NUG) หรือรัฐบาลเงาเมียนมา และกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ แต่ไม่มีตัวแทนจากรัฐบาลเมียนมา

ชาวภูเก็ต หลายร้อยคน รวมตัวแสดงพลัง หน้าวิลล่าหรู ที่เกิดเหตุ เพื่อให้กำลังใจ หมอที่ถูกฝรั่งทำร้าย พร้อมประกาศจุดยืน คนไทยคือเจ้าของประเทศ 

(3 มี.ค.67) เมื่อช่วงเช้าของวันนี้ เวลาประมาณ 09.00 น. บริเวณแหลมยามู ชาวภูเก็ตนัดรวมตัวเพื่อแสดงจุดยืนอย่างสันติและสงบ ว่า ที่นี่คือแผ่นดินไทย คนไทยคือเจ้าของประเทศนี้ มาดีเราต้อนรับ มาไม่ดีเชิญไปที่อื่น อย่ามาสร้างปัญหาในบ้านเมืองของเรา

กิจกรรมในครั้งนี้ มีประชาชนรวมตัวกันกว่า 200 คน เพื่อแสดงจุดยืน มีการร่วมร้องเพลงชาติไทย ชูธงชาติไทย บริเวณบันได ริมชายหาดด้านหน้าวิลล่าหรู ที่เกิดเหตุชาวต่างชาติทำร้ายหมอชาวไทย ทั้งนี้ชาวภูเก็ตที่เดินทางมารวมตัว ยังได้ชูป้ายมีข้อความทวงคืนหาดยามู และข้อความขับไล่ชาวต่างชาติ สัญชาติสวิส ขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและตำรวจได้เดินทางมาดูแลความสงบเรียบร้อย ในกิจกรรมการรวมตัวแสดงพลัง ดังกล่าว

นักท่องเที่ยว - ปชช. ที่โคราช วิ่งหนีตาย แตกตื่น อลหม่าน เพราะเข้าใจว่า เกิดเหตุ กราดยิง ซ้ำรอยในอดีต ขึ้นอีกครั้ง

ช่วงค่ำวานนี้ (2 มี.ค.67) เกิดเหตุยิงกันบริเวณหน้าศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 จ.นครราชสีมา ทำให้ประชาชนซึ่งอยู่ภายใน ต่างวิ่งหลบหนีตามจุดต่างๆ หลังเกิดเหตุ ตำรวจ และหน่วยกู้ภัยเมตตา ได้เข้าตรวจสอบ

พบผู้บาดเจ็บ 1 คน คือ นายณัฐดนัย เหล็กกล้า อายุ 30 ปี ถูกยิงด้วยอาวุธปืนลูกซองสั้นไทยประดิษฐ์ บริเวณคาง และไหล่ขวา ก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล นายณัฐดนัย บอกว่า ตัวเองเป็นฝ่ายรักษาความปลอดภัยของโรงแรมแห่งหนึ่ง

ก่อนหน้านี้ เห็น นายศุภพรพงษ์ ซึ่งเป็นเชฟของโรงแรมเดียวกัน นำสุราเข้าไปดื่มภายในที่ทำงาน 2-3 ครั้ง จึงได้ตักเตือน และรายงานให้หัวหน้างานทราบ ทำให้นายศุภพรพงษ์ ถูกไล่ออกจากงาน และมีปากเสียงกับตัวเอง จากนั้นผู้ก่อเหตุได้กลับไปที่ห้องพักซึ่งอยู่ด้านหลังศูนย์การค้าฯ ก่อนนำปืนลูกซองสั้น มายิงตัวเองได้รับบาดเจ็บ แล้วขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไปทาง บขส.นครราชสีมา แห่งที่ 2 ซึ่งขณะนี้ตำรวจ อยู่ระหว่างติดตามตัว

สำหรับศูนย์การค้าแห่งนี้ เป็นที่เดียวกับเหตุการณ์ที่มีทหารนายหนึ่ง ได้มาซ่อนตัวหลังก่อเหตุยิงผู้บังคับบัญชาเสียชีวิตจากปมขัดแย้งเรื่องบ้านพักทหาร เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2563 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต รวม 30 คน และบาดเจ็บอีก 58 คน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top