Sunday, 21 June 2026
NEWS FEED

กาฬสินธุ์-รมว.กลาโหมย้ำครอบครัวสบายใจฝึกทหารไม่โหดอย่างที่คิด เข้าใจอากาศร้อนจะดูแลให้อย่างดี

นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม พร้อมคณะ ตรวจเยี่ยมหน่วยตรวจเลือกทหารกองเกิน ประจำปี 2567 ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ย้ำครอบครัว ทหารกองเกินที่เข้าประจำการ และฝึกภาคสนามสบายใจ ให้ความมั่นใจฝึกทหารไม่โหดอย่างที่คิด ยิ่งในช่วงสภาพอากาศร้อนจะดูแลอย่างดี พอใจบรรยากาศการคัดเลือกเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีชายไทยชาวกาฬสินธุ์ให้ความสนใจสมัครเป็นทหารกองเกิน 20% โดยเข้ารับการตรวจเลือกทั้งหมด 7,249 คน ต้องการกำลังพล 1,257 คน

เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2567 เวลา 13.30 น. ที่หอประชุมโรงเรียนยางตลาดวิทยาคาร อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม พร้อมคณะ เดินทางตรวจเยี่ยมการคัดเลือกทหารกองเกิน หรือคัดเลือกทหารเกณฑ์ ประจำปี 2567 โดยมีนายรุจติศักดิ์ รังษี รอง ผวจ.กาฬสินธุ์ พ.อ.วิเศษศิลป์ แสนภูวา สัสดี จ.กาฬสินธุ์ นายเอกรัตน์ มิสา นายอำเภอยางตลาด  พร้อมด้วย รองผอ.กอ.รมน.จังหวัดกาฬสินธุ์ ทหาร ตำรวจ ผู้บริหารโรงเรียน นักศึกษาวิชาทหาร ให้การต้อนรับ ทั้งนี้มี พ.ท.กิตติศักดิ์ บังพิมาย  ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 16 จ.ยโสธร  เป็นประธานกรรมการตรวจคัดเลือกทหารกองเกินในครั้งนี้ นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม กล่าวว่า จากการตรวจเยี่ยมการคัดเลือกทหารกองเกิน ที่ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ พบว่าบรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีชายไทยชาว อ.ยางตลาด ที่มีอายุ 21 ปีขึ้นไปที่ยังไม่ผ่านการเกณฑ์ทหาร และไม่เป็นบุคคลต้องห้าม นำหลักฐานแสดงตัว เพื่อเข้ารับการคัดเลือกและสมัครเป็นจำนวนมาก จากการสอบถามข้อมูลพบว่า ได้รับความสนใจสมัครเป็นทหารกองเกินล่วงหน้าถึง 247 คน หรือหากนับรวมทั้งจังหวัด ณ วันนี้ มีผู้สมัครถึง 20% ทีเดียว

นายสุทินกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ในการตรวจเยี่ยมการตรวจเลือกทหารกองเกินในครั้งนี้ ยังได้ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยคัดเลือก รวมทั้งขอขอบคุณครอบครัว ผู้ปกครอง ชายไทยชาว จ.กาฬสินธุ์ ที่สมัครใจสมัครเป็นทหาร  และที่จับสลากเข้ารับเป็นทหารประจำการทั้ง 3 เหล่าทัพ คือทหารบก ทหารเรือ และทหารอากาศ รวมทั้งชี้แจงถึงผลดีของการเป็นทหารรับใช้ชาติ ที่หากมีใจรักและต้องการมีอนาคตที่มั่นคง สามารถเรียนต่อนายสิบได้ โดยในปี 2568 ทางกระทรวงกลาโหม มีนโยบายที่จะทำเอ็มโอยูกับสถานศึกษา เพื่อแนะแนวผลดีของการเรียน รด. และสมัครเรียนต่อนายสิบ โดยไม่ต้องกู้ยืม กยศ.

นายสุทินกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ขอให้ครอบครัว และทหารกองเกินที่สมัครใจเป็นทหาร และจับสลากได้ ซึ่งจะเข้าประจำการเพื่อฝึกภาคสนามในลำดับต่อไปนั้น ขอให้มีความเชื่อมั่นและมั่นใจว่า การฝึกทหารไม่โหด ไม่หนัก อย่างที่คิด ที่ผ่านมาเป็นความเชื่อที่คลาดเคลื่อน ทางกองทัพมีมาตรการในการฝึกที่ถูกต้องตามหลักการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสภาพอากาศร้อนจะดูแลอย่างดี เรื่องการดูแลสุขภาพต้องมาก่อน มีการตรวจเช็คสภาพร่างการและความพร้อมก่อนฝึกภาคสนาม และจะฝึกตามศักยภาพร่างกายของแต่ละคน จึงขอย้ำอีกว่าขอให้มั่นใจในมาตรการของการฝึกภาคปฏิบัติและภาคสนาม ทางครอบครัวไม่ต้องกังวล

ด้าน พ.อ.วิเศษศิลป์ แสนภูวา สัสดี จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า สำหรับจำนวนชายไทยชาว จ.กาฬสินธุ์ 18 อำเภอ ที่จะเข้ารับการคัดเลือกเป็นทหารกองเกินประจำปี 2567 มีทั้งหมด  7,249 คน ต้องการกำลังพลทั้งสิ้น 1,257 คน เริ่มดำเนินการคัดเลือกมาตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.-10 เม.ย.67 โดยมีผู้สมัครล่วงหน้า  247 คน  และสมัครที่หน่วยคัดเลือก ณ วันนี้จำนวน 217 คน คาดว่าสิ้นสุดวันคัดเลือก 10 เม.ย.67 จะมียอดผู้สมัครเพิ่มมาอีกไม่น้อยกว่า 200 คน หรือคิดจำนวน 20%  ของผู้เข้ารับการคัดเลือกทั้งหมด

‘นายกฯ’ ยกนิ้วโป้งให้ ‘แกงไตปลา’ รสจัดจ้าน  ย้ำ!! ชอบกินอาหารไทย แต่ไม่ขอฝืนใจใครที่ไม่ชอบทาน 

(7 เม.ย.67) ที่ร้านเสบียงเล อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รับประทานอาหารกลางวัน โดยหนึ่งในเมนูโปรดที่ทางร้านจัดให้คือแกงไตปลา โดยนายกฯได้นั่งร่วมโต๊ะกับบรรดารัฐมนตรีพร้อมชิมแกงไตปลา และกล่าวว่า “อร่อยมากครับ” ก่อนจะยกนิ้วโป้งให้

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า รับประทานแล้วอยากจะบอกอะไรกับคนที่จัดอันดับแกงไตปลาหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ ไม่ขอตอบโต้ เพราะเขามีสิทธิ์ที่จะไม่ชอบ แต่ผมชอบ อย่างที่บอกว่าฝรั่งก็มีอะไรหลายอย่างที่แตกต่างจากเรา ซึ่งเราก็ยอมรับได้ ไม่ใช่ว่าเขาชอบบางอย่างหรือไม่ชอบบางอย่าง เราไปบอกเขาไม่ได้ และย้ำว่าอาหารไทยมีเยอะ ต้มยำกุ้ง แกงมัสมั่นไก่ ก็ติดอันดับโลกทั้งนั้น ”

เมื่อถามว่าการรับประทานแกงไตปลา จำเป็นจะต้องรับประทานกับข้าวสวยหรือรับประทานเปล่าได้เลย นายกฯ กล่าวว่า “ผมทานได้ พยายามไม่ทานข้าวเพราะลดน้ำหนักอยู่ ที่ชอบเพราะผมชอบทานอาหารรสจัด” จากนั้นนายกฯได้กินโชว์ พร้อมกับชมว่าอร่อยจริงๆไม่ได้อร่อยเล่นๆ

เชียงใหม่-พิธีสถาปนานายกสมาคมและคณะกรรมการสมาคมธรุกิจดิจิทัลภาคเหนือ

เมื่อวันศุกร์ที่ 5 เมษายน 2567 ณ ห้องเวิร์ค โคโค้ โรงแรม เดอะ แคนนาส เชียงใหม่ ดร.ณรงค์ ตนานุวัฒน์  นายกสมาคมธุรกิจดิจิทัลภาคเหนือ และคณะกรรมการฯ จัดพิธี สถาปนานายกสมาคมและคณะกรรมการสมาคมธุรกิจดิจิทัลภาคเหนือ และงานเสวนา Unlocking the Potential of AI in Business โดยได้รับเกียรติจากนายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมแสดงความยินดี พร้อมด้วย ภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันศึกษา ผู้มีเกียรติ ร่วมงานจำนวนมาก 

นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ก่อนอื่นผมขอแสดงความยินดีกับสมาคมธุรกิจดิจิทัลภาคเหนือ ที่สามารถรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็ง ผลักดันให้เกิดการก่อตั้งเป็นสมาคมและมีพิธีสถาปนาสมาคมอย่างเป็นทางการในวันนี้ รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมพิธีสถาปนานายกสมาคม และคณะกรรมการสมาคมธุรกิจดิจิทัลภาคเหนือ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความสําเร็จของภาคเหนือในการ เพิ่มขีดความสามารถให้ธุรกิจ สร้างธุรกิจใหม่ และช่วยยกระดับชุมชนให้มีนวัตกรรม องค์ความรู้ ทันต่อการเปลี่ยนแปลง 

โดยการพัฒนาส่งเสริมธุรกิจ SMEs ให้มีขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ด้วยกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลและ Startup พร้อมสนับสนุน เมืองอัจฉริยะ (Smart City) ผลักดันระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ (NEC) และร่วมมือแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสานประโยชน์กับภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และนานาชาติ 

ขอขอบคุณ คณะกรรมการและสมาชิกสมาคมทุกท่าน ที่ทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ และความร่วมมือระหว่างกัน ในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่สมาคมจนประสบความสําเร็จ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการดําเนินงานต่างๆ ภายใต้สมาคมธุรกิจดิจิทัลภาคเหนือ จะสามารถ ดําเนินงานอย่างต่อเนื่องเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ทั้งต่อองค์กร และสังคมสืบไป

ดร.ณรงค์ ตนานุวัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจดิจิทัลภาคเหนือ กล่าวว่า
ตามที่ สมาคมธุรกิจดิจิทัลภาคเหนือ ได้มีการจดทะเบียนจัดตั้งสมาคมฯ ต่อนายทะเบียนสมาคมประจํา จังหวัดเชียงใหม่ ไว้เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลด้านการค้า การลงทุนในกลุ่มธุรกิจดิจิทัลภาคเหนือ ช่วยเหลือแก้ไขปัญหา ให้คําปรึกษาแนะนํา เพิ่มประสิทธิภาพ ส่งเสริม สนับสนุนการ
สร้างความเข้มแข็งให้ภาคเศรษฐกิจ และภาครัฐ ในการนําเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ อํานวยความสะดวก ส่งเสริมเชื่อมโยงเครือข่าย 

สร้างโอกาสการค้า ขยายช่องทางการตลาดในการดําเนินธุรกิจของสมาชิก อบรม พัฒนา ถ่ายทอดองค์ความรู้ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมด้านดิจิทัลให้แก่สมาชิกและประชาชน ที่สนใจ และเพื่อผลักดันส่งเสริมให้ธุรกิจดิจิทัลภาคเหนือได้รับการเชื่อถือ ยอมรับ จนถึงได้รับการรับรองระบบ มาตรฐานความรู้และวิชาชีพทั้งในและต่างประเทศ 

ดร.ณรงค์ กล่าวอีกว่า โอกาสอันดีที่สมาชิกสมาคมธุรกิจดิจิทัลภาคเหนือ ได้รวมตัวกัน “ประชุมสามัญใหญ่ประจำปี 2567” ซึ่งได้มีการคัดเลือก ประธานสมาคม และคณะกรรมการ รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงชื่อจาก “สมาคมดิจิตอลภาคเหนือ” สู่ “สมาคมธุรกิจดิจิทัลภาคเหนือ” อย่างเป็นทางการ  ประกอบกับได้รับเลือกจากสมาชิกสมาคมธุรกิจดิจิทัลภาคเหนือ(NDEA)ให้เป็นนายกสมาคมฯ อีกหนึ่งสมัย(2ปี) โดยสมาคมได้มีคณะกรรมการรุ่นใหม่ที่เป็นผู้ประกอบการธุรกิจดิจิทัลที่เก่ง และมีความสามารถ มีความเชี่ยวชาญ เข้ามาช่วยขับเคลื่อนสมาคมฯ ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล 

สมาคมธุรกิจดิจิทัลภาคเหนือ จึงได้จัดพิธี สถาปนานายกสมาคมและคณะกรรมการสมาคมธุรกิจดิจิทัลภาคเหนือ พร้อมจัดงาน Unlocking the Potential of AI in Business นำโดยผู้ประกอบการดิจิทัลรุ่นใหม่ และผู้ประกอบการดิจิทัลรุ่นถัดไปที่พร้อมเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคเหนือให้เติบโตและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น  ซึ่งในแผนการดำเนินงานปีนี้ จะมีจัดกิจกรรมที่เน้นการส่งเสริมด้านของผู้ประกอบการ คนทำงาน นักเรียนนักศึกษา เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ต่อไป

นภาพร/เชียงใหม่

‘น้องโฟล์ค’ นศ.ราชภัฏจันทรเกษม เปิดใจเล่าทั้งน้ำตา หลังได้รับพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานทุนการศึกษา

(7 เม.ย.67) นายรัชพล เจริญผล โฟล์ค นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ได้เปิดใจ เล่าทั้งน้ำตาว่า 

ตนเองได้เขียนฎีกา ถวายในหลวงรัชกาลที่ 10 ขอทุนการศึกษาเพราะตนเองมีปัญหาเรื่องของค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียนจึงตัดสินใจเขียนถวายฎีกา ก่อนที่ราชเลขาฯในหลวงรัชกาลที่ 10 จะติดต่อกลับมาและได้ประสานทางมหาวิทยาลัยให้โอกาสตนได้เรียนหนังสือ

โดยทางด้าน “น้องโฟล์ค” ได้เล่าว่า ทางบ้านมีปัญหาเรื่องค่าศึกษาเล่าเรียน ตอนนั้นผมก็เขียนไปหาพระองค์ท่านด้วยใจจริง แล้วก็ได้รับโทรศัพท์ติดต่อกลับมา จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็สอบถามความเป็นอยู่ทางบ้าน รู้สึกตื้นตัน ปลาบปลื้มมาก รู้สึกซาบซึ้ง เพราะเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยมาก แต่พระองค์ท่านมองเห็น มีพระเมตตาที่เห็นจดหมายเล็กใบหนึ่ง แล้วตอบกลับมา พระองค์ท่านช่วยผม

ซึ่งเจ้าตัวกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า จะตั้งใจเรียนให้ดีที่สุด ตอบแทนที่พระองค์ท่านเมตตาให้ทุนการศึกษามา

กองบัญชาการตำรวจนครบาลเดินหน้าตามนโยบายรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดตลาดแก้หนี้นอกระบบ

กองบัญชาการตำรวจนครบาลเดินหน้าตามนโยบายรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดตลาดแก้หนี้นอกระบบ แก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน นำร่องพื้นที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 5 มั่นใจประชาชนจะได้รับประโยชน์อย่างยั่งยืน

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร.) สั่งการกองบัญชาการตำรวจนครบาลเร่งดำเนินการตามนโยบายของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ได้กำชับเรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ให้เร่งดำเนินการภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์ โดยให้ สน.ลุมพินี เป็นพื้นที่นำร่องจัดตลาดนัดแก้หนี้ โดยได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาลในทุกพื้นที่ดำเนินการตามข้อสั่งการดังกล่าวอย่างเคร่งครัดทันที ซึ่งทางกองบัญชาการตำรวจนครบาลขานรับนโยบายดังกล่าว ดำเนินการจัดกิจกรรม “ตลาดนัดแก้หนี้” นำร่องในพื้นที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 5

วันนี้ (7 เม.ย.67) กองบังคับการตำรวจนครบาล 5 บูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดกิจกรรม “ตลาดนัดแก้หนี้” ในพื้นที่เขตคลองเตย วัฒนา และปทุมวัน ที่ศูนย์นันทนาการบ่อนไก่ กรุงเทพมหานคร โดยมี พล.ต.ต.พงศ์อานันต์ คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) เป็นประธานเปิดงาน มี พล.ต.ต.วิทวัฒน์  ชินคำ ผบก.น.5, รอง ผบก. น.1-9 ที่รับผิดชอบเรื่องหนี้นอกระบบ , ผกก.และรอง ผกก.ในสังกัด บก.น.5, ผู้แทนคณะทำงานกำกับการแก้หนี้สินประชาชนรายย่อย , รอง ผอ.สำนักพัฒนาสังคมกรุงเทพมหานคร, ผู้อำนวยการสำนักงานเขตปทุมวัน คลองเตย วัฒนา, ผู้แทนจากสำนักงานอัยการสูงสุด , กรมการจัดหางาน , ธนาคารออมสิน , ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และพี่น้องประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในเขตปทุมวัน คลองเตย และวัฒนา ร่วมกิจกรรม

พล.ต.ต.พงศ์อานันต์ ฯ กล่าวว่า จากนโยบายของรัฐบาลและข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีและสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้น กองบัญชาการตำรวจนครบาลได้เห็นความสำคัญ จึงสั่งการให้กองบังคับการตำรวจนครบาล 5 และสถานีตำรวจนครบาลลุมพินี จัดกิจกรรมตลาดนัดแก้หนี้ขึ้น โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้คำปรึกษาให้ข้อมูล และให้ความปลอดภัยแก่ลูกหนี้ พร้อมช่วยดำเนินการไกล่เกลี่ยหนี้ให้แก่ลูกหนี้และเจ้าหนี้ได้พูดคุยและทำข้อตกลงกัน เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบให้เข้าสู่กระบวนการการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งหวังว่างานครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อทำให้หน่วยงานต่างๆ รวมถึงทุกกองบังคับการในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล นำไปเป็นรูปแบบในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของแต่ละพื้นที่ เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนที่ยั่งยืน 

สำหรับภายในงานมีกิจกรรมประกอบด้วย การไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทของลูกหนี้และเจ้าหนี้ จากสำนักงานเขตปทุมวันคลองเตย และเขตวัฒนา , การจัดตลาดแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน , การรับคำขอเพื่อพิจารณารับสินเชื่อต่ำ และให้คำปรึกษาทางการเงินโดยธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ และสถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร รวมถึงการให้ความรู้ทางกฎหมาย โดย สน. ลุมพินี

พัทลุง-นักวิจัยฯ ในพื้นที่ นำสื่อมวลชนและนักท่องเที่ยวนั่งเรือถ่ายถ่ายภาพวิถีชีวิตการใส่บาตรและถ่ายภาพพระบิณฑบาตรทางน้ำ ลุ่มคลองลำปำ

(7 เม.ย.67) นายนนท์ปวิธ แก้วนุ่ม นักวิจัยในพื้นที่ ภายใต้โครงการวิจัย เรื่อง “การบริหารจัดการภูมิทัศน์วัฒนธรรมชุมชน และการพัฒนาย่านวัฒนธรรมชุมชน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่อย่างยั่งยืน” มหาวิทยาลัยศิลปากร นำคณะสื่อมวลชนและนักท่องเที่ยวนั่งเรือถ่ายภาพวิถีชีวิตการใส่บาตรและถ่ายภาพพระบิณฑบาตรทางน้ำ ลุ่มคลองลำปำ ซึ่งเป็นคลองสายหลักที่หล่อเลี้ยงชาวลำปำ ตำบลลำปำ  อำเภอเมือง  จังหวัดพัทลุง โดยลงเรือจากท่าน้ำตลาดท้ายวังตั้งแต่เวลา 06.30 น. 

ทั้งนี้เรือของคณะสื่อมวลชนและนักท่องเที่ยวพายไปตามลำคลองขนาบข้างคู่กันไปกับเรือของพระอธิการยงยศ เจ้าอาวาสวัดยางงาม และเรือของสามเณร โดยมีชาวบ้านออกมารอตักบาตรอยู่ริมชานเรือนทั้ง 2 ฝั่งคลอง ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของคนริมฝั่งที่มีมาอย่างยาวนานแต่ไม่ได้รู้จักกันอย่างแพร่หลาย จนกระทั่งมีงานวิจัยเรื่องโครงการ “การพัฒนาทุนทางวัฒนธรรมชุมชนผ่านกลไกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาสังคมเพื่อเพิ่มศักยภาพและพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนในพื้นที่และโครงการวิจัย เรื่อง “การบริหารจัดการภูมิทัศน์วัฒนธรรมชุมชน และการพัฒนาย่านวัฒนธรรมชุมชน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่อย่างยั่งยืน” มหาวิทยาลัยศิลปากร ทำให้นักท่องเที่ยวรู้จักพื้นที่และกิจกรรมการท่องเที่ยวริม 2 ฝั่งคลองลำปำมากขึ้น
 
สำหรับการนำสื่อมวลชนและนักท่องเที่ยวนั่งเรือถ่ายภาพวิถีชีวิตการใส่บาตรและพระบิณฑบาตรทางน้ำลุ่มคลองลำปำในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์ทุนวัฒนธรรมที่มีอยู่ให้รู้จักกันอย่างแพร่หลาย และเพื่อเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวอื่นๆเข้ามาเที่ยวในพื้นที่โดยนั่งเรือถ่ายถ่ายภาพวิถีชีวิตการใส่บาตรและถ่ายภาพพระบิณฑบาตรทางน้ำลุ่มคลองลำปำในตอนเช้า ตั้งแต่เวลา 06.30 น. ของวันเสาร์และอาทิตย์ ซึ่งเดินทางมาขึ้นเรือของชาวบ้านที่ท่าน้ำตลอดท้ายวัง ซอย 34 ถนนอภัยบริรักษ์ ตำบลลำปำ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุงได้ ค่าเรือเหมาจ่ายเพียงลำละ 500 บาทเท่านั้น ผู้สนใจสามารถสำรองจองเรือได้ล่วงหน้าที่คุณธนภร รัตนขวัญ ประธานชมรมกลุ่มขับเรือเพื่อการท่องเที่ยวลุ่มคลองลำปำ เบอร์โทรศัพท์ 098-7863223

หลังจากเพลิดเพลินกับการถ่ายภาพวิถีชีวิตการใส่บาตรและพระบิณฑบาตรทางน้ำลุ่มคลองลำปำแล้วก็สามารถขึ้นเรือที่ท่าเรือโรงน้ำชาบ้านริมคลองเพื่อเดินเที่ยวตลาดริมคลองลำปำ ซึงมีของกิน ของฝากพื้นบ้านจากคนในชุมชนที่นำออกมาขายให้นักท่องเที่ยวได้ซื้อกลับบ้าน โดยตลาดริมคลองลำปำนั้นตั้งอยู่ 1 ใน 5 ย่านวัฒนธรรมชุมชนลำปำที่สามารถท่องเที่ยวเชื่อมโยงกันได้.

(สุรินทร์) มทบ.25 จัดโครงการ “Army youth Summer Camp ประจำปี 2567” สานต่อ นโยบาย กองทัพบก

วันที่ 7 เมษายน 2567 เวลา 09.30 น. ที่ สโมสรค่ายวีรวัฒน์โยธิน พลตรี ชินวิช  เจริญพิบูลย์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการ “Army youth Summer Camp ประจำปี 2567” โดย มณฑลทหารบกที่ 25 ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ของเยาวชน ในช่วงปิดภาคเรียน ประจำปี 2567 "Army youth summer Camp ภายใต้โครงการ "ขึ้นเขาสวายไหว้พระ ร่วมอนุรักษ์ผืนป่า และธรรมชาติ" โดยบูรณาการร่วมงาน "ประเพณีขึ้นเขาสวาย ประจำปี 2567 " ที่จังหวัดสุรินทร์จัดขึ้น ในระหว่างวันที่ 7 ถึง 9 เมษายน 2567 โดยนำเยาวชนนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ และมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ จำนวน 50 คน เข้าไปมีส่วนร่วม และสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมของจังหวัด ด้วยจิตอาสา ซึ่ง กองทัพบก มีนโยบายส่งเสริมและพัฒนาเยาวชนและบุตรหลานของกำลังพลในพื้นที่รับผิดชอบของหน่วย

โดยเปิดโอกาสการเข้าร่วมกิจกรรมที่จัดขึ้นในช่วงปิดภาคเรียน เพื่อเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ปลูกฝังและเสริมสร้างจิตสำนึกรักบ้านเกิด ชุมชน และครอบครัว มองเห็นความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ รักและเทิดทูนสถาบันหลักของชาติร่วมสืบสานประเพณีวัฒนธรรมไทย ได้ร่วมกันบำเพ็ญประโยชน์แก่ชุมชนและบ้านเมือง พร้อมทั้งได้ฝึกประสบการณ์ในช่วงเวลาปิดภาคเรียน พลตรี ชินวิช  เจริญพิบูลย์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 กล่าวว่า ท่านผู้บัญชาการทหารบก มีเจตนารมณ์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาเยาวชน ให้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรม ที่จัดขึ้นในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน และเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์พร้อมทั้งได้ฝึกประสบการณ์ในช่วงเวลาปิดเทอม เสริมสร้างอุดมการณ์ความรักชาติ และส่งเสริมความเป็นผู้นำในกลุ่มเยาวชนให้เติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ และขอให้เยาวชนทุกคนได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติ ต่อไป 

ปุรุศักดิ์  แสนกล้า  ข่าว/ภาพ

‘เชียงใหม่’ ประกาศเขตภัยพิบัติฉุกเฉิน 5 อำเภอ หลังไฟป่าลุกลามต่อเนื่อง และจนท.ดับไฟชุดแรก เริ่มเหนื่อยล้า

เมื่อวานนี้ 6 เม.ย.67 นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้เปิดเผยหลังจากมีการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย เขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน อัคคีภัย ไฟป่า ในพื้นที่ อ.เชียงดาว, อ.แม่แตง, อ.ไชยปราการ, อ.ฝาง และ อ.พร้าว เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีไฟไหม้ป่าเกิดขึ้นจำนวนมาก ติดต่อกันหลายวัน ทำให้การปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ โดยใช้กำลังหน่วยปฏิบัติปกติ ร่วมกับกำลังทหารที่มีอยู่ในชุดแรกเริ่มอ่อนล้า และต้องการกำลังสนับสนุนมากกว่าที่เป็นอยู่

จ.เชียงใหม่ จึงจำเป็นต้องบริหารสถานการณ์ให้เหมาะสมมากที่สุด ด้วยการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย เขตการให้ความช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินอัคคีภัย ไฟป่า ในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อเพิ่มการใช้กำลังทหารให้เหมาะสมกับสภาพความรุนแรงของสถานการณ์ และเปิดโอกาสให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องสามารถใช้เงินทดรองราชการในส่วนของตัวเองได้ โดยมีระเบียบกระทรวงการคลัง รองรับหลังการประกาศ เพื่อการใช้จ่ายงบประมาณที่ถูกต้องเหมาะสมและเกิดประโยชน์ในทางการบริหารสถานการณ์มากที่สุด

ขณะเดียวกัน จังหวัดเชียงใหม่ได้ประสานไปยังแม่ทัพภาคที่ 3 แล้ว เพื่อขอกำลังทหารเข้าไปช่วยเขตป่าอุทยานแห่งชาติและป่าสงวนแห่งชาติมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม จังหวัดเชียงใหม่ยังไม่สามารถประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน กรณีฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ได้ เพราะเป็นภัยที่ไม่มีระเบียบกระทรวงการคลังรองรับการใช้จ่ายงบประมาณ จึงไม่เกิดประโยชน์ในทางการบริหารสถานการณ์ พร้อมกันนี้ เพื่อให้อำเภอและจังหวัดสามารถดูแลประชาชน กลุ่มเปราะบางในพื้นที่ประสบภัยได้อย่างเต็มที่ จังหวัดจึงได้เชิญส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันหารือถึงวิธีการปฏิบัติแล้ว

‘รมว.ปุ้ย’ สั่งปลัดอุตฯ-อธิบดีกรมโรงงาน เร่งฝังกลบ ‘กากแคดเมียม’  กำชับ!! ต้องตรวจสอบให้ละเอียด เพื่อความปลอดภัย ของประชาชน

(7 เม.ย.67) ตามที่ปรากฏเป็นข่าวในช่วงที่ผ่านมาว่ากากแคดเมียมจากโรงงานในจังหวัดตากจำนวน 13,000 ตันเศษ ถูกขนออกจากพื้นที่ และพบกากแคดเมียมที่โรงงานในจังหวัดสมุทรสาครจำนวนประมาณ 2,500 ตัน ที่เหลืออีกกว่า 10,000 ตัน ไม่พบในบริเวณโรงงาน 

ซึ่งเรื่องดังกล่าว นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้สั่งการให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ร่วมกับ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ตรวจสอบข้อมูลการขนย้ายตลอดจนแหล่งปลายทางการขนย้ายทั้งหมด เพื่อให้สามารถติดตามและนำกากแคดเมียมกลับไปฝังกลบที่ต้นทางจังหวัดตาก นั้น

ช่วงบ่ายเมื่อวานนี้ (6 เม.ย.67) นางสาวพิมพ์ภัทรา เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ และ บก.ปทส. ว่าตรวจพบถุงบิ๊กแบ็กจำนวนมาก กระจายอยู่ในพื้นที่โรงเรือน ซึ่งตั้งอยู่ที่ ตำบลคลองกิ่ว อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี คาดว่าจะเป็นกองกากแคดเมียมที่มาจากโรงงานที่สมุทรสาคร โดยขณะนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปทส. กรมโรงงาน อุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี กำลังตรวจสอบกองกากดังกล่าว เบื้องต้น นับได้ประมาณ 4,200 ถุง คาดว่าน่าจะมีน้ำหนักรวม ประมาณ 6,720 ตัน และได้ทำการยึดอายัดไว้เป็นที่เรียบร้อย

“ดิฉันจะได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และอธิบดีกรมโรงงาน อุตสาหกรรมเร่งจัดการนำกากแคดเมียมทั้งหมด กลับไปฝังกลบยังแหล่งต้นทางให้เร็วและปลอดภัยที่สุด พร้อมทั้งต้องตรวจสอบว่ายังคงมีกากแคดเมียม หลงเหลือในพื้นที่อื่นอีกหรือไม่ เพื่อคลายความกังวลให้กับประชาชน ซึ่งในวันนี้ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร ก็ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์โรงงานที่สมุทรสาครไว้กับ บก.ปทส.เรียบร้อยแล้ว” รมว.อุตสาหกรรม กล่าว

‘นร.ร้อยเอ็ดวิทยาลัย’ สอบติดคณะแพทย์ 42 คน สร้างความภาคภูมิใจ ให้ ‘พ่อ-แม่-ครูอาจารย์’ 

(7 เม.ย.67) โรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัยแจ้งข่าวดี ปรากฏว่านักเรียนม.6 ของโรงเรียนสามารถสอบผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัยในคณะแพทยศาสตร์ในปีนี้ถึง 42 คน

โดยจำแนกเป็น คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล  1 คน และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 41 คน

ขอแสดงความยินดีกับน้อง ๆ ทุกคน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top