Friday, 25 September 2026
NEWS FEED

ผู้ช่วย ผบ.ตร. เตือนขับขี่จักรยานยนต์ยกล้อซิ่ง ผิดกฎหมาย ล่าสุดศาลสั่งปรับหนักและริบรถบิ๊กไบค์ยกแก๊ง

วันนี้ (1 มิ.ย.67) พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานป้องกันและปราบปรามการขับขี่รถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น แข่งรถในทางและความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะทำงานฯ ได้วางแนวทางการดำเนินคดีอย่างเข้มงวดในกรณีขับขี่รถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งของตนเองและผู้อื่น และขับเคลื่อนงานแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากการขับขี่รถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย รวมทั้งการโพสต์ชักชวน เชิญชวนบนสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ และการรวมตัวกันบนท้องถนนที่สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน

ล่าสุดมีกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจงานศูนย์ควบคุมจราจรวิภาวดี-รังสิต/ทางพิเศษ ได้รับแจ้งจากประชาชนว่ามีการเผยแพร่ในโลกโซเชียล เป็นคลิปคนขับชี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์พร้อมคนซ้อนท้ายในลักษณะการยกล้อ ซึ่งเป็นการขับรถในลักษณะประมาทหวาดเสียวและไม่คำนึงถึงความปลอดภัย บนถนนวิภาวดี ซึ่งเป็นถนนสาธารณะเส้นหลักในการเข้าออกกรุงเทพมหานคร ที่มีรถปริมาณมากตลอดเวลา อาจจะเกิดอันตรายแก่ผู้ร่วมใช้ทางคนอื่นได้ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่รับผิดชอบ พบว่าหลังจากเลิกรวมกลุ่มจักรยานยนต์ กลุ่มนี้ได้ขับขี่เข้าถนนวิภาวดี บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง ซึ่งมีผู้ใช้ทางจำนวนมาก จากนั้นได้มีรถจักรยานยนต์จำนวน 3 คัน ขับขี่ในลักษณะยกล้อ ส่วนบางคันที่ไม่ได้ขับขี่ยกล้อ จะทำหน้าที่ถ่ายคลิปวิดีโอรถจักรยานยนต์คันที่ยกล้อ

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจงานศูนย์ควบคุมจราจรวิภาวดี-รังสิต/ทางพิเศษ ได้ออกหมายเรียกผู้ขับขี่ ผู้ซ้อนท้าย พร้อมรถจักรยานยนต์ในวันเกิดเหตุของกลุ่มรถจักรยานยนต์ดังกล่าว มาแจ้งข้อกล่าวหาและนำตัวส่งฟ้องศาลแขวงพระนครเหนือ โดยผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ในลักษณะยกล้อ 3 คน คือ นายธีระพงษ์ฯ , นายทศพรฯ และนายวันชัยฯ มีความผิดฐาน “ขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน, ขับรถในลักษณะที่เห็นได้ว่าไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตหรือร่างกายของผู้อื่น” ศาลแขวงพระนครเหนือพิพากษาจำคุก 1 เดือน 15 วัน ปรับคนละ 3,000 บาท โทษจำรอ 2 ปี คุมประพฤติ 1 ปี รายงานตัว 4 ครั้ง พักใบขับขี่ 6 เดือน บริการสังคม 24 ชั่วโมง

ส่วนผู้ต้องหาอีก 3 คน คือ นางสาวสุภาภรณ์ฯ , นายมนตรีฯ และนางสาวเจนจิราฯ มีความผิดฐาน “สนับสนุน ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น” ศาลแขวงพระนครเหนือพิพากษาจำคุก 1 เดือน ปรับคนละ 2,000 บาท โทษจำรอ 2 ปี คุมประพฤติ 1 ปี รายงานตัว 4 ครั้ง บริการสังคม 24 ชั่วโมง พร้อมริบรถของกลางรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ จำนวน 4 คัน รวมมูลค่ากว่า 3 ล้านบาท

นอกจากนี้ พล.ต.ท.สำราญฯ ย้ำว่า การขับขี่ยกล้อ ประมาทหวาดเสียว โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งของตนเองและผู้อื่น ในลักษณะดังกรณีข้างต้น เป็นอันตรายและสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นเป็นอย่างมาก และศาลมีแนวทางคำพิพากษาลงโทษหนัก ทั้งผู้ขับขี่และเจ้าของรถ ทั้งนี้ พี่น้องประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสเหตุได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘มทร.พระนคร’ เข้ารับธงเป็นเจ้าภาพ จัดการประชุมระดับชาติ ‘EENET2025’ เน้น!! สร้างนวัตกรรม-เทคโนโลยี เพื่อการวิจัยพัฒนาท้องถิ่น สร้างเศรษฐกิจสู่ชุมชน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่โรงแรมอัศวรรณหนองคาย อ.เมือง จ.หนองคาย รศ.ดร.นัฐโชติ รักไทยเจริญชีพ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและพัฒนาคณาจารย์ พร้อมด้วย ผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากรของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (มทร.พระนคร) ยกทีมเข้าร่วมรับธง EENET ในการรับเป็นเจ้าภาพ EENET2025 อย่างเป็นทางการ

สืบเนื่องจากการที่ มทร.พระนคร ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการระดับชาติ ‘การประชุมวิชาการเครือข่ายวิศวกรรมไฟฟ้า ครั้งที่ 17 (EENET2025)’ ในปี พ.ศ.2568 ซึ่งจะจัดขึ้น ณ เฮอริเทจ แกรนด์ คอนเวนชั่น อ.เมือง จ.ระนอง ระหว่างวันที่ 28-30 พ.ค.2568 

โดยทั้งนี้ การประชุมวิชาการ EENET ถือเป็นการประชุมวิชาการที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมการประชุมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนการวิจัยระหว่างนักวิจัย และนักวิชาการทางด้านวิศวกรรมไฟฟ้าที่มาจากสถาบันต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยธีมงานการประชุมวิชาการ EENET ในครั้งที่ 17 จะจัดขึ้นในหัวข้อการวิจัยที่ว่า ‘การสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการวิจัยมาพัฒนาท้องถิ่นสร้างเศรษฐกิจสู่ชุมชน’

‘เอกนัฏ-รทสช.’ ร่วมเปิดงาน Bangkok Pride Festival 2024 ฉลองเทศกาลแห่งความหลากหลายสุดยิ่งใหญ่ระดับโลก

เมื่อวานนี้ (31 พ.ค. 67) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วยนางรัดเกล้า สุวรรณคีรี รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ นางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรครวมไทยสร้างชาติ และสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ เข้าร่วมเปิดงาน Bangkok Pride Festival 2024 ณ Parc Paragon ถ. พระราม 1 ปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

นายเอกนัฏ กล่าวด้วยว่า งาน Bangkok Pride ในปีนี้ นอกจากจะเป็นการร่วมฉลองเดือนไพรด์ที่จัดได้อย่างยิ่งใหญ่ระดับโลก เพื่อสนับสนุนความเท่าเทียมกันของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศแล้ว ยังถือเป็นการร่วมยินดีกับ ‘กฎหมายสมรสเท่าเทียม’ ที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรเป็นที่เรียบร้อย จึงถือเป็นช่วงเวลาของการเฉลิมฉลองเข้าสู่หน้าประวัติศาสตร์สมรสเท่าเทียม ซึ่งเป็นประเทศแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย

ทั้งนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติเอง เป็นหนึ่งในพรรคการเมืองที่ให้ความสำคัญและสนับสนุนความเท่าเทียมของบุคคลทุกกลุ่ม และยังมีบทบาทสำคัญที่ช่วยผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียมมาอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่า เป็นกฎหมายที่สำคัญที่จะเป็นจุดเริ่มในการสร้างครอบครัวที่แข็งแรง สร้างความสมดุลระหว่างสิทธิและศักดิ์ศรี และยังเป็นการปกป้องค่านิยม ความเชื่อ ความศรัทธา และวัฒนธรรมของไทย และยังเป็นการพลิกหน้าประวัติศาสตร์ของการสมรสของผู้มีความหลากหลายทางเพศที่จะได้รับสิทธิและสวัสดิการอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรครวมไทยสร้างชาติเห็นด้วยและผลักดันมาโดยตลอดนั่นเอง

อนึ่ง เดือนมิถุนายน เป็นเดือนแห่งการรำลึกและเฉลิมฉลองความหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTIQN+ เพื่อแสดงออกถึงตัวตน ความภาคภูมิใจ ส่งเสริมให้สังคมตระหนักเรื่องสิทธิและความเท่าเทียมทางเพศที่จัดขึ้นทั่วโลก 

สำหรับการจัดงาน ‘Bangkok Pride’ ในปีนี้ มีกิจกรรมไฮไลต์ ดังนี้...

- การเปิดมหกรรม Bangkok Pride Festival 2024 ที่บริเวณ Parc Paragon ในวันที่ 31 พ.ค. 67 เพื่อจัดกิจกรรม Pride Economic Forum, Pride Clinic and Wellness Forum, Pride Technology Forum, Drag Bangkok, และ Youth Pride อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 5 วันตั้งแต่ 31 พฤษภาคม - 4 มิถุนายน

- พาเหรดที่ยาวถึง 3 กิโลเมตร จากสนามกีฬาแห่งชาติไปยังราชประสงค์ ซึ่งจะมีกลุ่มนักเคลื่อนไหว, ดารา, อินฟลูเอนเซอร์, และการแสดงธงสีรุ้งอย่างตระการตา รวมถึงดนตรี, การเต้น, วงดุริยางค์, และรถแห่ อย่างคึกคัก

'ศิริ สาระผล' นั่งนายกฯ สมาคมช่างภาพผู้สื่อข่าวโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

'ศิริ สาระผล' นั่งนายกสมาคมช่างภาพผู้สื่อข่าวโทรทัศน์แห่งประเทศไทยฯ คนใหม่ พร้อมสานต่อนโยบายของนายกฯ คนเก่า ส่งเสริมสวัสดิการของสมาชิก ให้ครอบคลุม และทำงานเพื่อสังคม

วันนี้ (1 มิ.ย.67) คณะกรรมการสมาคมช่างภาพผู้สื่อข่าว โทรทัศน์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมสมาชิกสมาคมฯ เข้าร่วมประชุม ประจำปี2567 พร้อมทั้งมีหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชน ที่เป็นเครือข่าย และ สนับสนุนช่วยเหลือ มอบทุนใหักับสมาคมฯ 

โดยนายจำลอง อนันตสุข นายกสมาคมฯ และคณะกรรมการชุดเก่า กล่าวถึงภารกิจของสมาคมที่ผ่านมา โดยทุก ๆ ปี มีการมอบสวัสดิการแก่สมาชิกช่างภาพ ผู้สื่อข่าว ทั้ง 6 ช่อง ประกอบด้วย ช่อง 3  / ททบ.5 /ช่อง 7 / Mcot / NBT และ Thai PBS เช่น ทุนการศึกษาบุตร ธิดา ,ค่ารักษาพยาบาล และช่วยเหลือกรณีเสียชีวิต

ทั้งนี้ในการประชุมมีการชี้แจงการดำเนินงานของสมาคมฯ และเสนอแก้ข้อบังคับ รวมถึงชี้แจงงบดุล,พิจารณาผู้ตรวจสอบบัญชี และมีการเลือกตั้งนายกสมาคมฯคนใหม่ 

ผลการเลือกตั้ง ผู้ที่ได้รับเลือก คือนาย ศิริ สาระผล บก.ข่าวกีฬา อาวุโส จากช่อง 7 โดยกล่าวว่า หลังจากนี้จะดูและสมาชิกและครอบครัว ให้ได้รับสวัสดิการที่ครอบคลุม ทั้งค่ารักษาพยาบาล ทุนการศึกษาของบุตร ธิดา รวมถึงตัวสมาชิก ตลอดจนเป็นการเสริมสร้างความรัก ความสามัคคีของสมาชิกทุกช่อง

นอกจากนี้ ทางสมาคมฯ จะยังคงดำเนินนโยบายทางสังคม เพื่อช่วยภาคส่วนต่าง ๆ ในการประชาสัมพันธ์ ในกิจกรรมที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน 

สำหรับสมาคมช่างภาพผู้สื่อข่าวโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2534 เพื่อช่วยเหลือกิจกรรมของสาธารณประโยชน์ การกุศล และดูแลสวัสดิการของสมาชิกสมาคมฯ ทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 659 คน 

‘ตร.ระยอง’ เข้าอายัดตัว ‘เจ้าของโรงงานวินโพรเสส’ จากศาลจังหวัดอยุธยา เร่งดำเนินคดีข้อหา ‘ครอบครองวัตถุอันตราย’ พร้อมเตรียมฝากขัง 2 มิ.ย.นี้

เมื่อวานนี้ (31 พ.ค. 67) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านค่าย จ.ระยอง ได้อายัดตัวนายโอภาส เจ้าของโรงงานไฟไหม้วินโพรเสส ม.4 ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง มาจากที่ศาล จ.พระนครศรีอยุธยา โดยนำตัวมาดำเนินคดีข้อหาฐาน ร่วมกันมีไว้ในครอบครอง ซึ่งวัตถุอันตราย ชนิดที่ 3 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ กระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อให้เกิดข้อขัดข้องแก่การใช้น้ำ ซึ่งเป็นสาธารณูปโภค น่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น เอาของที่มีพิษ หรือสิ่งอื่นที่น่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพ เจือลงในอาหาร หรือในน้ำ ซึ่งอยู่ในบ่อ สระ หรือที่ขังน้ำใด ๆ และอาหาร หรือน้ำนั้นได้มีอยู่ หรือ จัดไว้เพื่อประชาชนบริโภค

ย้อนไปเมื่อวันที่ 29 พ.ค.2567 ตร. สภ.มาบตาพุด ได้จับกุมตัวนายโอภาส บุญจันทร์ เจ้าของโรงงานวินพาเสส มาบตาพุด มาดำเนินคดีข้อหาครอบครองวัตถุอันตราย และข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานเกี่ยวกับการครอบครองวัตถุอันตราย โดย ตร.สภ.มาบตาพุด ตามจับกุมตัวได้ที่โรงงานอีกแห่งใน จ.เพชรบูรณ์ นำตัวมาดำเนินคดีที่ สภ.มาบตาพุด ก่อนจะมีการนำตัวนายโอภาส ส่งฟ้องศาลจังหวัดระยอง ต่อมานายโอภาส ได้ให้ทนายความใช้เงิน 20,000 บาท ประกันตัวมา แต่ถูก ตร.สภ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา อายัดตัวไปดำเนินคดีในข้อหาปลอมแปลงตราเอกสารต่อ

กระทั่งตำรวจ สภ.บ้านค่ายได้เดินทางไปรับตัว นายโอภาส ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา มาถึง สภ.บ้านค่าย ในช่วงหัวค่ำ ซึ่งทันทีที่มาถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านค่าย ได้นำตัวเข้าห้องสอบสวน ลงบันทึกจับกุม และใช้เวลาสอบสวนประมาณ 45 นาที ก่อนจะนำตัวมาควบคุม ยังห้องควบคุมตัวผู้ต้องขัง โดยผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามนายโอภาส บุญจันทร์ ว่า เหนื่อย และเครียด หรือมีอะไรจะพูดหรือไม่ นายโอภาส ตอบว่า ไม่เหนื่อย ไม่เครียด ส่ายหัวและปิดหน้าตลอดเวลา ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้นำตัวเข้าไปยังห้องควบคุมผู้ต้องหา โดยนายโอภาส ได้ร้องขอยาที่รักษาโรคประจำตัว และยืนยันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ไม่รู้สึกเครียดแต่อย่างใด โดยในวันที่ 2 มิ.ย.67 นี้ เวลาประมาณ 10.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านค่าย จะนำตัวนายโอภาส ไปฝากขังยังศาลจังหวัดระยองต่อไป

‘ไรเดอร์แม่สู้ชีวิต’ กระเตง ‘ลูก’ ส่งอาหาร ท่ามกลางสายฝนที่กระหน่ำ เปิดใจ!! ได้กำไรแค่วันละร้อย ต้องหอบลูกน้อยซ้อนท้าย เพราะไม่มีคนช่วยเลี้ยง

(1 มิ.ย. 67) ภาพของไรเดอร์หญิงขี่มอเตอร์ไซค์ส่งอาหาร โดยที่มีเด็กหญิงซ้อนท้ายมาด้วย ท่ามกลางสายฝนที่ตกอย่างกระหน่ำ และรถติดหนึบตลอดเส้นทาง จากนั้นแม่ก็ถอดเสื้อไรเดอร์มาห่มให้ลูก 

ภาพนี้ได้สร้างความสงสาร และความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ได้เห็น ในสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ คนเป็นแม่ต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว และยิ่งยากไปกว่าเดิม หากต้องเลี้ยงลูกน้อยโดยไม่มีคนช่วย จนต้องพาลูกออกมานั่งรถไปส่งอาหารด้วยกัน

‘ฆาตกร’ สังหารโหดหมกคอนโด ย่านงามวงศ์วาน โดนรวบ!! หลังพยายามหลบหนีลงใต้ ล่าสุดอยู่ระหว่างนำตัวมาสอบสวน

(31 พ.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงาน จับตัวได้แล้ว คนร้ายสังหารโหด นายไพศาล อายุ 54 ปี พ่อค้าเสื้อผ้ามือสอง หมกศพไว้ในคอนโดมิเนียม ย่านงามวงศ์วาน จ.นนทบุรี คนก่อเหตุเป็นชายคนสนิท ที่พักอยู่ในห้องด้วยกัน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา

จากกรณีเมื่อคืนวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนนทบุรี ได้รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกแทงเสียชีวิต 1 ราย ภายในคอนโดสูง 8 ชั้น ภายในห้องหนึ่ง ที่ชั้น 6 บริเวณห้องครัว พบศพนายไพศาล อายุ 54 ปี พ่อค้าเสื้อผ้ามือสอง พบบาดแผลถูกแทงด้วยของมีคมบริเวณคอ และตามร่างกายหลายแห่ง ประมาณ 10 กว่าแผล นอนจมกองเลือดอยู่ ตรวจสอบภายในห้องคาดว่าเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 4 - 5 วันนั้น

ต่อมาตำรวจได้เบาะแสชายต้องสงสัย วงจรปิดจับภาพแท็กซี่ไปเช่าโรงแรมหรู พบใช้เอกสารการเข้าพักของคนอื่น โดยเจ้าหน้าที่เร่งแกะรอยล่าตัว พบหนีไปพัทยาและไปโผล่ยัง จ.ประจวบคีรีขันธ์

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชุดสืบสวน บก.สส.ภ.1 นำกำลังควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย ตามภาพจากกล้องวงจรปิดของคอนโดมิเนียม โดยตามแกะรอยติดตามจนทราบว่าเป็นใคร

จากนั้นเจ้าหน้าที่สืบสวนและติดตามล็อกตัวได้ที่บ้านของคนใกล้ชิดคนหนึ่งใน อ.เมือง จ.ชุมพร ขณะหลบหนีลงภาคใต้ โดยผู้ต้องสงสัยทราบชื่อ นายภูริณัฐ อายุ 27 ปี

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน บก.สส.ภ.1 อยู่ในระหว่างการนำตัวชายต้องสงสัยที่ก่อเหตุในครั้งนี้มาสอบสวนที่ สภ.เมืองนนทบุรี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำรวจ สภ.เมืองนนทบุรี อนุมัติหมายจับ นายภูริณัฐ อายุ 27 ปี ชาวกรุงเทพฯ เป็นอดีตนักศึกษา มหาวิทยาลัยชื่อดัง และจบโรงเรียนมัธยมชื่อดังระดับประเทศ ในข้อหาฆ่าผู้อื่นตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หลังตำรวจชุดสืบสวน ภ.1 และตำรวจชุดสืบสวน บก.ภ.จว.นนทบุรี ติดตามจับกุมตัวได้ในพื้นที่ จ.ชุมพร

เบื้องต้นทราบว่ารู้จักคนตายมาประมาณ 1 ปี

‘ตร.ท่องเที่ยวธนบุรี’ รุดช่วยเหลือ ‘ชาวจีน’ พลัดตกบันไดวัดอรุณฯ เร่งประสานกู้ชีพฯ นำตัวส่งรพ. ญาติผู้บาดเจ็บต่างเข้ามาขอบคุณ

(31 พ.ค.67) พ.ต.ท.จิรพัฒน์ เขียวศิริ รอง ผกก.1ฯ รรท.สวญ.สถานีตำรวจท่องเที่ยวธนบุรี พร้อมตำรวจชุดชุมชนท่องเที่ยวเข้มแข็ง S.T.C.ส.ทท.3ฯ ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหารว่า มีนักท่องเที่ยวชาวจีน ชื่อ Mrs. XUN XIAOHANG อายุ 50 ปี พลัดตกบันได จึงเข้าให้การช่วยเหลือ พร้อมด้วย ร.ต.ท.สมโภชน์ พรมวงศ์ รอง สว.จร.บางกอกใหญ่ ประสานรถกู้ชีพวิชัยเวช นำส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน 1 เพื่อดูอาการ ภายหลังนำส่งโรงพยาบาล นักท่องเที่ยวและญาตินักท่องเที่ยวที่เห็นเหตุการณ์ต่างเข้าขอบคุณ

พ.ต.ท.จิรพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวทางตำรวจท่องเที่ยวถือปฏิบัติตามนโยบาย พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท., พล.ต.ต.มล.สันธิกร วรวรรณ ผบก.ทท.1 และ พ.ต.อ.กรฤวิศวร์ ทองศรีวานิช ผกก.1 ที่เน้นย้ำเรื่องการดูแลความปลอดภัย และช่วยเหลือนักท่องเที่ยว สร้างความมั่นใจในความปลอดภัยตั้งแต่ก้าวแรกจนก้าวสุดท้าย พบเห็นการเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยวสามารถแจ้งได้ทางสายด่วน 1155 ตลอด 24 ชม.

‘การรถไฟฯ’ ทยอยทุบตึก ในพื้นที่พิพาท เร่งก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ‘โคราช’

โดยบริเวณห้องแถวด้านข้างโรงแรมสีมาธานี ทางการรถไฟได้นำเครื่องจักรเข้าไปทุบ และเริ่มเคลียร์พื้นที่ในบริเวณดังกล่าวเป็นบางส่วนแล้ว ในขณะเดียวกันอาคารพาณิชย์ที่บริเวณด้านหน้าสถานีรถไฟนครราชสีมา ริมถนนมุขมนตรีนั้น ทางการรถไฟได้เริ่มทุบอาคารพาณิชย์ในบริเวณดังกล่าวแล้วเกือบหมดทุกคูหา เหลือเพียง 1 คูหา ที่ยังไม่ได้เข้าไปดำเนินการ เนื่องจากทางผู้เช่านั้นต้องการเรียกค่าชดเชยจากทางการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งเรื่องดังกล่าวกำลังอยู่ในชั้นการพิจารณาของศาล

ขณะที่ความคืบหน้าของประชาชน ที่ได้มีการเรียกร้องให้การรถไฟแห่งประเทศไทยนั้น ได้มีการเปลี่ยนแบบแปลนของโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง บริเวณพื้นที่ตำบลโคกกรวดตลอดจนมาถึงตำบลบ้านใหม่ในพื้นที่อำเภอเมือง ซึ่งจากเดิมนั้นจะเป็นการยกระดับโดยใช้คันดิน แต่ทางประชาชนในพื้นที่นั้นเห็นว่าถ้าหากเป็นแบบคันดินนั้นจะส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ทั้งเรื่องของปัญหาน้ำท่วมและปัญหาด้านการเดินทางไปมาในพื้นที่ดังกล่าว

ซึ่งล่าสุดทาง นายประพจน์ ธรรมประทีป ตัวแทนชาวต.บ้านใหม่ อำเภอเมืองนครราชสีมา แกนนำคัดค้านการก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงแบบยกคันดินสูง 5 เมตร ได้ออกมาเปิดเผยว่า ตอนนี้ทางการรถไฟแห่งประเทศไทยนั้น ยอมปรับแก้แบบแปลนจากทางยกระดับแบบคันดินมาเป็นยกระดับแบบใช้ตอม่อแล้ว หลังจากที่ตนและชาวบ้านในพื้นที่ ร่วมกันต่อสู้เรียกร้องมาตั้งแต่ปี 62 ซึ่งตนทราบมาว่า ขณะนี้งบประมาณที่จะสร้างต่อม่อนั้น กำลังเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ซึ่งตนมั่นใจว่าทางการรถไฟจะไม่บิดพลิ้ว หรือมีการปรับแก้แบบแปลนอีกหลังจากนี้

เพจเฟซบุ๊ก ‘กทม.’ โพสต์รูประบุข้อความ ‘ใช้หนี้ BTS แล้ว’ ด้านเพจ ‘รถไฟฟ้าบีทีเอส’ ช็อตแรง!! ‘หนี้ยังใช้ไม่หมด’

เมื่อวานนี้ (30 พ.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก ‘กรุงเทพมหานคร’ โพสต์ข้อความพร้อมรูปประกอบ เรื่องการใช้งาน ‘ฟอนต์ Sao Chingcha’ พร้อมรูปที่นำมาโพสต์ประกอบมีข้อความต่าง ๆ ที่ระบุเป็นนโยบายที่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. และคณะ ได้ทำมา 2 ปี ของการดำรงตำแหน่ง เช่น ไล่ออกข้าราชการทุจริต 29 ราย, มีสวน 15 นาทีใกล้บ้าน 100+ แห่ง, มี Pride Clinic 31 แห่ง, ปลูกต้นไม้แล้ว 9.4 แสนต้น, ฟองดูว์แก้แล้ว 4.7 แสนเรื่อง, ฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูก HPV ฟรี, แจกผ้าอนามัยฟรี 341 โรงเรียน

ซึ่งหนึ่งในรูปที่นำมาโพสต์นั้นมีข้อความระบุว่า ‘ใช้หนี้ BTS แล้ว’ ต่อมาทางเพจ ‘รถไฟฟ้าบีทีเอส’ ได้แชร์รูปนั้นพร้อมข้อความประกอบว่า

‘หนี้ยังไม่หมดนะครั้บบบผม😁😆😅😂 #หยอกน๊าคุณน้าา’

ทั้งนี้ชาวโซเชียลได้เมนต์แสดงความเห็นไปในทางเดียวกันว่า ‘แรงมากก’ / ‘แรงเกินคุณน้า5555’ / ‘ช๊อตแรงจัด’

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า เมื่อย้อนกลับไปวันที่ 4 เมษายน 2567 นายชัชชาติ เปิดเผยถึงความคืบหน้า การชำระหนี้ให้กับ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสซี ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส ในงานระบบการเดินรถ (ไฟฟ้า และเครื่องกล หรือ E&M) โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 2

นายชัชชาติกล่าวว่า กทม.ได้สั่งจ่ายเช็คให้กับ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) ไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา ก็ถือว่า มีการกลั่นกรองอย่างละเอียด โดยสภา กทม.มีการตั้งคณะกรรมการพิจารณาจนออกเป็นข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร รวมถึงตนยังได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบความถูกต้อง ก่อนที่จะมีการจ่ายเงิน เพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชน

‘ก็หวังว่า จะสร้างความมั่นใจ จริง ๆ แล้วภาคเอกชนมีความสำคัญในการพัฒนาเมือง อนาคตจะมีผู้มาลงทุนทำโครงการต่าง ๆ เพราะงบประมาณของ กทม.อาจจะไม่เพียงพอ การสร้างความร่วมมือ การสร้างความไว้ใจซึ่งกันและกัน ความโปร่งใส และตรวจสอบได้ เป็นเรื่องสำคัญ’ นายชัชชาติกล่าว

โดยจำนวนเงินที่ชำระคืนให้กับบีทีเอส เป็นจำนวน 23,312,577,476.49 บาท

ทั้งนี้ ยังเหลือการชำระหนี้อีก 1 ก้อนคือ ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุง หรือ ค่า O&M รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 1 (อ่อนนุช-แบริ่ง และสะพานตากสิน-บางหว้า) และส่วนต่อขยายที่ 2 (แบริ่ง-สมุทรปราการ และหมอชิต-สะพานใหม่ - คูคต) ที่ทางบีทีเอสซีได้ยื่นฟ้อง ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาชั้นศาลปกครองสูงสุด วงเงินเกือบ 3 หมื่นล้านบาท ยังไม่รวมดอกเบี้ย

โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ การฟ้องครั้งที่ 1 วงเงิน 11,755.06 ล้านบาท ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้ กทม. และเคที ร่วมกันจ่ายหนี้ให้กับบีทีเอสซี ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด ส่วนการฟ้องครั้งที่ 2 วงเงิน 11,068.5 ล้านบาท ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2565

นอกจากนี้ กทม.อยู่ระหว่างดำเนินการรับโอนทรัพย์สินและหนี้สิน ในส่วนของงานโครงสร้างพื้นฐาน หรืองานโยธารถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 2 วงเงินรวม 65,307.08 ล้านบาท แบ่งเป็น ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ 20,967.48 ล้านบาท และช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต 44,339.60 ล้านบาท ซึ่งการดำเนินการนี้ เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเดือน พ.ย. 2561ที่กำหนดให้ กทม.รับโอนทั้งหนี้สินและทรัพย์สินจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ซึ่งหนี้ก้อนนี้เป็นหนี้ทางบัญชี และเป็นหนี้ระหว่างรัฐกับรัฐ มีกระทรวงการคลังเป็นเจ้าของ

โดยนายชัชชาติเคยออกมาระบุว่า ได้ทำหนังสือตอบกลับกระทรวงมหาดไทย ขอให้ทางรัฐบาลช่วยเหลือ สนับสนุนค่าโครงสร้างพื้นฐานกว่า 6.5 หมื่นล้านบาท


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top