Wednesday, 5 August 2026
NEWS FEED

ตำรวจภาค 4 ชู 'ร้อยเอ็ดโมเดล' สร้างชุมชนเข้มแข็ง ปูพรมเด็ดปีกนักค้า 73 ราย ผู้เสพ 1,632 ราย ขยายผลยึดทรัพย์ 188 รายการ กว่า 7.7 ล้านบาท

ตามนโยบายรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เร่งแก้ไขปัญหายาเสพติดทั่วประเทศ โดยให้จังหวัดร้อยเอ็ดเป็นพื้นที่ปลอดยาเสพติดและอาชญากรรม พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ภ.4 ได้ระดมสรรพกำลัง ทั้งตำรวจในจังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดใกล้เคียง กวาดล้างจับกุมยาเสพติด และบูรณาการกับหน่วยงานจังหวัดร้อยเอ็ด ดำเนินมาตรการป้องกันและบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด รวมทั้งเปิดปฏิบัติการเด็ดปีกค้ารายย่อยทั้ง 12 จังหวัด ในพื้นที่ตำรวจภาค 4 มาอย่างต่อเนื่อง  ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 มิ.ย.67 เวลาประมาณ 19.30 น. ชุดปราบปรามยาเสพติดของ ภ.จว.ร้อยเอ็ด นำโดย พ.ต.ท.สมนึก ปัญญา สว.สส.ภ.จว.ร้อยเอ็ด ได้ร่วมกันจับกุมขบวนการค้ายาบ้า รวม 7 คน ผู้ต้องหา ขบวนการค้ายาบ้า คือ นายศักดิ์ศรี, นายวิรัตน์, นายพชร, นายสุรชาติ, นายนัฐพล, นายประทีป และนายสามารถ พร้อมของกลางยาบ้า 1,280,000 เม็ด อาวุธปืน 2 กระบอก รถยนต์กระบะ 3 คัน  

โดยตำรวจชุดจับกุมได้สืบสวนทราบว่า จะมีขบวนการค้ายาเสพติดขนลำเลียงยาบ้าล็อตใหญ่ จากจังหวัดมุกดาหาร เพื่อไปส่งลูกค้าที่จังหวัดกาฬสินธุ์ จึงนำกำลังเฝ้าสกัดจับกุม ต่อมาเมื่อวันที่ 25 มิ.ย.67 เวลาประมาณ 19.30 น. พบรถกระบะยี่ห้อ Isuzu สีขาว ทะเบียน 7 กข 45XX ขับขี่ผ่านมาบนถนนเส้นตัดใหม่ มุกดาหาร – กาฬสินธุ์ ต.คำนาดี อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด มีพิรุธน่าสงสัยจึงเข้าทำการตรวจค้นผลการตรวจค้น พบยาบ้าจำนวน 350 มัด จำนวน 700,000 เม็ด เม็ด และปืนพกสั้น 2 กระบอก ซุกซ่อนอยู่ในรถ มีนายสุรชาติ เป็นผู้ขับขี่ และนายพชร นั่งไปด้วย จากนั้นได้ขยายผลไปจับกุมนายศักดิ์ศรี และนายวิรัช ซึ่งใช้รถยนต์กระบะ ยี่ห้อเชฟโรเลต สีเทา ทะเบียน กฉ 81xx ทำหน้าที่เป็นรถนำทาง และได้ติดตามไปตรวจค้นบ้านพัก ใน อ.เมือง จ.มุกดาหาร พบยาบ้าอีกจำนวน 580,000 เม็ด และจับกุมนายนัฐพล , นายประทีป และนายสามารถ ซึ่งผู้ต้องหาทั้งหมดรับว่าเป็นยาบ้าที่เตรียมขนไปส่งลูกค้า จึงยึดเป็นของกลาง (รวมยาบ้า 1,280,000 เม็ด) จากนั้นจับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางนำส่ง พงส.สภ.โพนทอง ดำเนินคดี

พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ภ.4 เปิดเผยว่า ตำรวจภูธรภาค 4 ได้ขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด ในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด โดยทำเป็น “ร้อยเอ็ดโมเดล” ให้เป็นพื้นที่ไม่มียาเสพติด ตั้งแต่ 4 มิ.ย.67 ดำเนินการปราบปรามนักค้า 73 ราย ดำเนินการกับผู้เสพ 1,632 ราย ขยายผลจากผู้เสพนำไปสู่การดำเนินการกับนักค้าเพิ่มเติมอีก 131 ราย ยึดทรัพย์ 188 รายการ รวมมูลค่ากว่า 7.7 ล้านบาท ใช้มาตรการสกัดกั้นไม่ให้ยาเสพติดผ่านเข้า-ออกพื้นที่ แล้วกวาดล้างจับกุมในพื้นที่ให้สิ้นซาก 

ด้านการป้องกันยาเสพติดได้ดำเนินโครงการชุมชนยั่งยืน(CBTx) จัดตั้งชุด ชรบ. เพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็ง และส่งครูตำรวจ DARE ให้ความรู้เด็กและเยาวชนในการป้องกันยาเสพติด สำหรับใน อ.ธวัชบุรี มีครูตำรวจ DARE ให้ความรู้ครบทั้ง 46 โรงเรียน และได้ร่วมกับหน่วยบูรณาการในพื้นที่ ค้นหาผู้เสพยาเสพติดและผู้ป่วยจิตเวช เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟู  นอกจากนี้ตำรวจภาค 4 ได้ปฏิบัติการเด็ดปีกนักค้ารายย่อยทั้ง 12 จังหวัดในภาคอีสานเหนือ ซึ่งอยู่ใน 25 จังหวัดเป้าหมาย ตามนโยบายรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง สามารถกวาดล้างจับกุมนักค้ารายย่อย 7,665 ราย ยึดยาบ้ากว่า 46 ล้านเม็ด ไอซ์ 1,429 กก. เฮโรอีน 260 กก. ยึดทรัพย์มูลค่าประมาณ 467 ล้านบาท และจะปราบปรามอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ยาเสพติดหมดไปจากพื้นที่ ผบช.ภ.4 กล่าวในที่สุด

‘รร.สาธิต มศว.ปทุมวัน’ เริ่มแล้ว!! จัดกิจกรรม ‘OPEN HOUSE 2024’ เตรียมพบปะศิษย์เก่า 4 อาชีพ มาแลกเปลี่ยนความรู้ 30 มิ.ย. - 1 ก.ค.นี้

เมื่อวานนี้ (26 มิ.ย.67) เพจเฟซบุ๊ก ‘เปิดบ้านสาธิตปทุมวัน - PDS Open House’ โพสต์ข้อความระบุว่า…

“ขอเชิญชวนนักเรียน ผู้ปกครอง และผู้สนใจทุกท่าน ร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับศิษย์เก่าสาธิตปทุมวันในกิจกรรม ‘พบศิษย์เก่าสาธิตปทุมวัน’ จัดโดยสมาคมศิษย์เก่าสาธิตปทุมวัน”

“พบปะพูดคุยกับพี่ ๆ ศิษย์เก่าสาธิตปทุมวันหลากหลายอาชีพที่จะมาถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานให้แก่น้อง ๆ และผู้ที่สนใจทุกคน ตั้งแต่เวลา 09.00 - 15.30 น. ในวันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน - 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 ณ ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ I ชั้น 2 อาคารสาธิตปทุมวัน 4 ในงานเปิดบ้านวิชาการสาธิตปทุมวัน : PDS OPEN HOUSE 2024 ‘สนุกรู้ สนุกคิด สไตล์สาธิตปทุมวัน’ ณ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน”

“ลุ้นรับของรางวัลจากพี่ ๆ ศิษย์เก่าและสมาคมศิษย์เก่าสาธิตปทุมวัน”

อย่างไรก็ตาม สำหรับในกิจกรรม ‘พบศิษย์เก่าสาธิตปทุมวัน’ จะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์กับ 4 ข้อหัวที่มีทั้งหมด 4 อาชีพที่น่าสนใจ เช่น พี่หมอขอเล่า, นักกฎหมายเราทำอะไรกันบ้าง, คุยง่ายง่าย Style เด็กการเงิน, โลกยุคใหม่กับอาชีพที่น่าสนใจ เป็นต้น

‘ดีอี’ ระดม 400 หน่วยงาน รุกปราบ ‘ข่าวปลอม’ ตัดวงจร ‘โจรออนไลน์’

วันที่ 26 มิถุนายน 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวในเป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ ‘การใช้งานระบบสำหรับประสานงานการตรวจสอบข่าวปลอมฯ’ ภายใต้โครงการศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหาข่าวปลอม (Anti Fake News Center: AFNC) ว่า รัฐบาลตระหนักและให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาของข่าวปลอม โดยมอบหมายให้กระทรวง ดีอี เป็นผู้ดำเนินการแก้ไขปัญหาร่วมกับหน่วยงานรัฐและเอกชน ในการต่อสู้กับข่าวปลอม โดยได้พัฒนาเครือข่าย fact checking ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยงานรัฐและเอกชน กว่า 400 หน่วยงาน ร่วมเป็นเครือข่าย นับว่าเป็นเครือข่าย fact checking ที่ใหญ่ที่สุดของไทย ร่วมมือกัน ในแก้ปัญหาข่าวปลอม และช่วยยืนยัน ข้อเท็จจริง สำหรับประชาชน

สำหรับการดำเนินการของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ได้ใช้เครื่องมือ social listening tool คัดกรองข้อมูลที่เปิดเผยบนพื้นที่สาธารณะ ทั้งจากโซเชียลมีเดียและข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตที่เปิดเผย จำนวน 95 ล้านข้อความต่อเดือน (หรือเฉลี่ยวันละ 3.1 ล้านข้อความ) ข้อความข่าวที่เข้าเกณฑ์การตรวจสอบทั้งหมด 2.9 หมื่นข้อความ ข้อความเรื่องที่เข้าเกณฑ์การตรวจสอบทั้งหมด 791 เรื่อง ซึ่งจะส่งเข้าสู่ระบบ fact checking โดยได้รับผลการตรวจสอบแล้ว 444 เรื่อง และได้ทำการเผยแพร่เรียบร้อยแล้ว 215 เรื่องต่อเดือน (ข่าวปลอม 152 เรื่อง ข่าวจริง 50 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 13 เรื่อง)

นายประเสริฐ กล่าวว่า กระทรวงดีอี ได้มีนโยบายสำหรับศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม 3 เรื่องโดย 1. ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยให้ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ พัฒนาเทคนิควิธีการและเครื่องมือสนับสนุนการทำงานมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปัจจุบัน ศูนย์ฯ ได้นำเอาระบบ AI มาใช้ในการสืบค้น รวบรวม วิเคราะห์ ข้อมูล ข่าวสาร ข้อความ ที่มีการกล่าวถึงประเด็นสำคัญต่าง ๆ ในโลกอินเทอร์เน็ตบนสื่อสังคมออนไลน์ในทุกช่องทางที่เป็นที่นิยมใช้งานกัน อาทิ Facebook, X (Twitter), Instagram, TikTok และระบบสามารถหาข้อมูลจากข้อความ (text) รวมทั้ง ภาพ วีดีโอ กราฟฟิก ตลอดจน ค้าหาต้นโพส และเฝ้าระวังได้อัตโนมัติ เป็นต้น

2. เร่งแก้ปัญหาข่าวปลอมในหมวดอาชญากรรมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นข่าวปลอมการหลอกให้ลงทุนในรูปแบบต่างๆ หรือการปล่อยกู้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ข่าวปลอมรับสมัครงาน การสร้างอาชีพ หารายได้เสริม โดยอ้างความร่วมมือจากหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ ทำให้ประชาชนหลงเชื่อ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล หรือทำการเผยแพร่ต่อๆกัน จนกระทั่งสูญเสียทรัพย์สินส่วนบุคคล และสร้างความเดือดร้อนอย่างเป็นวงกว้างในสังคม โดยเผยแพร่ข่าวเตือนภัย 155 ข่าวต่อเดือน เข้าถึง ประชาชน (reach) 18.6 ล้านครั้งต่อเดือน

3. ขยายเครือข่ายความร่วมมือ ทั้งเครือข่าย fact checking และเครือข่ายให้ความรู้และแจ้งเตือนข่าวปลอม อาทิ ความร่วมมือกับ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดช่องทางการให้ความรู้และแจ้งเตือนภัยจากข่าวปลอมหรือภัยออนไลน์สำคัญ ผ่านทางแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โดยมีสถิติการแจ้งเตือน การเข้าถึงของประชาชน (reach) มากกว่า 22 ล้านครั้งต่อเดือน

“ดีอี ได้เร่งรัดการแก้ไขปัญหาข่าวปลอม ที่มีผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้าง ความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล เป็นเกราะป้องกันตัวให้กับประชาชน สร้างความสุขที่อย่างยั่งยืนให้กับสังคม ซึ่งประชาชนสามารถตรวจสอบ ติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ที่ ไลน์ @antifakenewscenter เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ตลอด 24 ชั่วโมง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี กล่าว

เจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ เปิดมูลนิธิ โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์

พลเรือโท ณัฐ อิศรางกูร ณ อยุธยา เจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวเปิดพร้อมทั้งตัดริบบิ้น ในพิธีเปิดมูลนิธิโรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ พลเรือตรี ประทีป ตังติสานนท์ รองเจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ ในฐานะประธานมูลนิธิโรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ กล่าวถึงความเป็นมาและวัตถุประสงค์การจัดตั้งมูลนิธิในครั้งนี้ว่า เพื่อให้การส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาสวัสดิการบุคลากรรวมถึงพัฒนาระบบบริการทางการแพทย์และกิจกรรมต่างๆ ของโรงพยาบาล  เพื่อให้การส่งเสริมและสนับสนุนการรักษาพยาบาลผู้ป่วยของโรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ ให้มีประสิทธิภาพในการรักษาพยาบาลดียิ่งขึ้น และเพื่อดำเนินการด้านสาธารณประโยชน์และให้ความร่วมมือกับองค์การการกุศล โดยไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ประการใด โดยมูลนิธิโรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ได้จดทะเบียนถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งในการนี้ ได้มีหน่วยงานราชการ พ่อค้า ประชาชน รวมถึงผู้มีจิตอันเป็นกุศล ได้ร่วมในพิธีดังกล่าวและได้ร่วมบริจาคเงินเพื่อเป็นสายธารบุญให้แก่มูลนิธิ โดยได้จัดพิธีรับมอบเงินบริจาค ณ ห้องประชุมลุมพิกานนท์ และ จัดพิธีเปิดมูลนิธิโรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ณ ห้องมูลนิธิฯ บริเวณส่วนตรวจโรคผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645

เจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ เปิดศูนย์ฝึกอบรมภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์

พลเรือโท ณัฐ อิศรางกูร ณ อยุธยา เจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ ให้เกียรติเป็นประธาน กล่าวเปิดและตัดริบบิ้น เปิดศูนย์ฝึกอบรมภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ พร้อมกันนี้ ได้ปฏิบัติตามนโยบายและแนวทางปฏิบัติงาน ผู้บัญชาการทหารเรือ ประจำปี งบประมาณ 2567 เรื่อง การเพิ่มขีดความสามารถการกู้ชีพขั้นพื้นฐานให้กับ กำลังพลกองทัพเรือ และนโยบายเจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ ประจำปีงบประมาณ 2567 เรื่อง การพัฒนาศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการด้านการแพทย์ฉุกเฉินทาง ทะเล ให้สมบูรณ์ ได้มาตรฐาน มีความยั่งยืน และต่อยอดการพัฒนางานด้าน เวชศาสตร์ทางทะเลอย่างเป็นรูปธรรม
เพื่อเป็นการตอบสนองนโยบายดังกล่าว พลเรือตรี สรรชัย เลิศวีระศิริกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอาภากร เกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ มีดำริให้จัดทำโครงการพัฒนาทักษะการกู้ชีพโรงพยาบาล อาภากรณ์เกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ เพื่อดำเนินการฝึกอบรมการกู้ชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) และการใช้เครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ (AED) ให้แก่กำลังพลกองทัพเรือ และประชาชน ตั้งแต่ วันที่ 6 ตุลาคม 2566 จนถึงปัจจุบัน

เพื่อให้การดำเนินกิจกรรมดังกล่าว เป็นการรองรับการพัฒนากำลังพลกองทัพเรือ และเครือข่ายการแพทย์ฉุกเฉิน พื้นที่ชายฝั่งและอ่าวไทยตอนบน 11 จังหวัดชายทะเล เพื่อให้เกิดความเหมาะสมตรงตามวัตถุประสงค์สอดคล้องกับภารกิจที่หน่วยดำเนินการ จึงได้ขออนุมัติ เปิดศูนย์ฝึกอบรมภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2567 ซึ่งได้ดำเนินการฝึกอบรมให้แก่กำลังพลกองทัพเรือ เกินค่าเป้าหมาย 10,000 คน ในการนี้ กรมแพทย์ทหารเรือ ขอชื่นชมและแสดงความภาคภูมิใจ จากกรณีที่กำลังพลกองทัพเรือได้ช่วยชีวิตชาวต่างชาติโดยการทำ CPR ทำให้ผู้ป่วยได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีและทำการส่งต่อ เพื่อทำการรักษาจนปลอดภัย และได้มีการมอบโล่ห์ประกาศเกียรติคุณให้กับ พันจ่าเอก นิวัฒน์ กังหัน ผู้ให้การช่วยเหลือชาวต่างชาติจนปลอดภัย และมอบใบประกาศนียบัตรให้กับหน่วยที่ผ่านการอบรม โดยได้กระทำพิธีดังกล่าว ณ ห้องศูนย์ฝึกอบรม ภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โรงพยาบาล อาภากรณ์เกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645

‘ชาวเน็ตเกาหลี’ วิจารณ์ ‘ลิซ่า ROCKSTAR’ ฉีกกฎ K-POP พร้อมจุดประเด็น ‘Blackfishing’ ฉกฉวยอัตลักษณ์สีผิว

เมื่อวานนี้ (25 มิ.ย. 67) จากช่องยูทูบ ‘Hello Lisa Day’ โพสต์คลิปวิดีโออัปเดตเรื่องราวของสาว ‘ลิซ่า ลลิษา มโนบาล’ หรือ ‘ลิซ่า BlackPink’ หลังจากได้ปล่อยโปสเตอร์ ROCKSTAR ออกมา ซึ่งสร้างเสียงฮือฮาและเป็นไวรัลต่าง ๆ ไปทั่วโลก แถมฝั่งอินเตอร์ก็ยังชื่นชมเกี่ยวกับสีผิวของลิซ่า ที่ดูสวย ดูอิ่มน้ำ ดูผิวน้ำผึ้ง ผิวแทน ซึ่งเหมาะมาก ๆ อย่างไรก็ตามนี่คือส่วนหนึ่งที่ทางฝั่งอินเตอร์ชื่นชม เพราะว่าในเกาหลีนั้นกลับมองว่าการทําสีผิวแบบนี้ของลิซ่า ถือว่าเป็นการฉกฉวยวัฒนธรรม เรียกได้ว่าเป็นการตั้งกระทู้ที่ค่อนข้างจะรุนแรงเกี่ยวกับเรื่องราวของวัฒนธรรมและสีผิว 

ซึ่งในทางโพสต์ของกระทู้นี้ มีการบอกเอาไว้ว่าภาพถ่ายนั้นได้เผยแพร่ออกมา และดูเหมือนว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนอย่างรุนแรงของภาพลักษณ์ไอดอล K-POP อย่างลิซ่า ซึ่งรูปภาพนี้ลิซ่าแสดงออกด้วยความกล้าหาญและเฉียบคม พร้อมด้วยทรงผมแบบวูฟคัต และโทนสีผิวที่เปลี่ยนไปอย่างมาก โดยการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงนี้ทําให้เกิดความตื่นเต้นและก็เกิดชนวนความขัดแย้งเกิดขึ้นเช่นกัน ซึ่งอาจจะพูดได้ว่าภาพหนึ่งภาพนี้ปรับเปลี่ยนมุมมองของลิซ่าตลอด 7 ปีที่ผ่านมาโดยสิ้นเชิง…

โดยหลายคนเชื่อว่าเป็นการปรับเปลี่ยนเพื่อเข้าสู่ภาพลักษณ์ระดับโลก ตามสไตล์คอนเซ็ปต์ที่เรียกว่า ‘Rockstar’ ที่ลิซ่าได้ปล่อยออกมา ซึ่งชาวเน็ตบางกลุ่มบอกว่าการทําแบบนี้นั้นอาจจะได้รับอิทธิพลจากบุคคลสําคัญ อย่างเช่น รีฮันนา หรือ บียอนเซ่ เป็นต้น เพื่อให้ภาพลักษณ์ของเพลง หรือการคัมแบ็กครั้งนี้ดูเป็นสากลมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ในโลกออนไลน์ตอนนี้ชาวเน็ตเกาหลี ได้ออกมาพูดว่าการทําผิวสีแทนหรือว่าผิวสีน้ำผึ้งของลิซ่านั้น ดูเหมือนเป็นการจุดประเด็นอย่างเรื่องของ ‘Blackfishing’ ขึ้นมารึเปล่า? 

สำหรับ ‘Blackfishing’ หากพูดกันง่าย ๆ ก็คือ การที่เรายกอัตลักษณ์ของกลุ่มชนกลุ่มหนึ่งออกมาทําเพื่อล้อเลียน หรือทำเพื่อความสนุกสนาน ถ้าพูดให้เห็นภาพ อย่างเช่น ตะวันตก ชาวยุโรป ที่ทําตาหรือดึงตาให้ดูเหมือนกับตาชั้นเดียว เพื่อเป็นการล้อเลียนชาวเอเชีย รวมไปถึงการทำเมคอัพต่าง ๆ ที่แต่งหน้าแต่งกาย ทาสีผิวเพื่อเป็นสีดำ ถักเดทร็อค ซึ่งในจุด ๆ นี้ลิซ่าเคยโดนติงในเรื่องของการถักเดทร็อคมาแล้ว 1 ครั้ง ในการคัมแบ็กอย่างเพลง Money และมาตอนนี้ครั้งล่าสุดลิซ่าก็ถูกจ้องมองเกี่ยวกับเรื่องราวของการใช้สีผิวสีแทน หรือว่าสีผิวสีน้ำผึ้งนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวทั้งหมดนี้ ทางฝั่งแฟนคลับและฝั่งนักวิจารณ์ หรือผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ ก็ได้ออกมาพูดถึงว่า การพูดเชิงประมาณนี้อาจจะเป็นการพูดที่เกินจริงไปก็ได้เกี่ยวกับเรื่องราวการเหยียดสีผิว หรือการล้อเลียนของวัฒนธรรม เพราะว่าสิ่งที่ลิซ่าทํานั้น ไม่ใช่เป็นการทําเพื่อล้อเลียน หรือทำเพื่อความสนุกสนานเฮฮา แต่เป็นการทําเพื่อบริบทต่าง ๆ ของคอนเซ็ปต์ใน ‘Rockstar’ และการถ่ายภาพนั้นอาจเป็นคอนเซ็ปต์ หรือเป็นซิกเนเจอร์ของช่างแต่งภาพคนนั้นนั่นเอง ซึ่งไม่ได้มีเจตนาล้อเลียน และทำการเหยียด ทั้งเชื้อชาติหรือสีผิวแต่อย่างใด 

‘รัดเกล้า-มินิ วปอ.รุ่นที่ 1’ ลงพื้นที่ภาคอีสาน 5 จว. รับฟังปัญหา ปชช. พร้อมเดินหน้าเซ็น MOU ผลักดันอุตฯ-ผลิตภัณฑ์เลือดอีสานสู่เวทีโลก

(26 มิ.ย. 67) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะสื่อสารของหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรสำหรับผู้บริหารในอนาคต หรือ วปอ.บอ. หรือที่รู้จักกันในนาม ‘มินิ วปอ. รุ่นที่ 1’ ได้เปิดเผยกำหนดการการลงพื้นที่ครั้งที่ 2 ของหลักสูตรที่มีกำหนดการเดินทางต่อเนื่อง 5 วัน ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายนจนถึง วันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2567 

โดยการเดินทางครอบคลุม 5 จังหวัดในแดนอีสาน เริ่มต้นตั้งแต่จังหวัดเลย เดินสายต่อไปที่จังหวัดอุดรธานี จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย และปิดท้ายด้วยจังหวัดนครราชสีมา 

ซึ่งกำหนดการมีทั้งเนื้อหาของการลงพื้นที่เพื่อเรียนรู้ปัญหาเชิงลึก การฟังการบรรยายในหัวข้อที่หลากหลาย เช่น การพัฒนาการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน และผลกระทบการบริหารจัดการลุ่มแม่น้ำโขง ที่ได้เรียนรู้ถึงผลกระทบต่อสภาวะโลกร้อนที่มีต่อจังหวัดเลย ที่มุ่งเน้นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และเรียนรู้ถึงความกังวลใจของประชาชนที่ใช้ชีวิตอยู่บริเวณชายแดนแม่น้ำโขงที่ได้รับผลกระทบจากโครงการสร้างเขื่อน เพื่อผลิตไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำโขงของประเทศลาว โดยเฉพาะชาวประมงที่จะพบเจอการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศที่ส่งผลให้มีจำนวนปลาน้อยลง จำนวนสาหร่ายเพิ่มขึ้น เป็นต้น

นางรัดเกล้า เผยเพิ่มเติมว่า วันนี้ (26 มิ.ย. 67) พลโท ศักดิ์สิทธิ์ แสงชนินทร์ ที่ปรึกษาสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กรรมการบริหารการศึกษา และ ผู้อำนวยการหลักสูตร วปอ.บอ. นำทัพเดินทางมาจังหวัดบึงกาฬเพื่อฟังการบรรยายเรื่อง ‘ประตูการค้าสู่อินโดจีน’ และคณะนักศึกษาได้ประกอบกิจกรรมเพื่อพัฒนาสังคม (CSR) รวมถึงการลงนามเซ็นในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ (MOU) ในการให้คำปรึกษาเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการของจังหวัดบึงกาฬไปสู่เวทีโลกภายใต้แนวคิด Connect to the future: Moving forward together ซึ่งจะเป็นการลงนามระหว่าง 5 ฝ่ายได้แก่ หลักสูตร วปอ.บอ. จังหวัดบึงกาฬ องค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ หอการค้าจังหวัดบึงกาฬ และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดบึงกาฬ 

นางสาวธนนนท์ นิรามิษ ประธานคณะกรรมการฝ่ายพัฒนาสังคม CSR นักศึกษาหลักสูตร วปอ.บอ. รุ่นที่ 1 ชี้แจงภายหลังจากการร่วมลงนามใน MOU ว่า สาระสำคัญใน MOU คือการทำงานร่วมกันเชิงบูรณาการ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าหรือบริการของจังหวัดบึงกาฬไปสู่เวทีโลก อันจะนำไปสู่การพัฒนาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของจังหวัดบึงกาฬอย่างยั่งยืน 

โดยนักศึกษา วปอ.บอ. รุ่นที่ 1 จะช่วย Connect จังหวัดบึงกาฬไปสู่อนาคตที่สดใส ภายใต้แนวคิด Moving forward together ขับเคลื่อนทำงานร่วมกันกับอีก 4 ฝ่ายในจังหวัดบึงกาฬ ผ่านการให้คำปรึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าหรือบริการของจังหวัดที่ประสบปัญหาในการสร้างรายได้ให้สามารถเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืนและเป็นที่รู้จักในระดับประเทศและนานาชาติ ร่วมกันให้คำปรึกษาในการพัฒนาและขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ของไทยไปสู่เวทีโลก รวมถึงการขยายช่องทางการค้าและส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกันอีกด้วย

"ในอีก 2 วันที่เหลือของการเดินทาง คณะจะเดินทางไปหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เพื่อฟังการบรรยายเกี่ยวกับ ‘การรักษาความสงบตามแม่น้ำโขง’ และ ‘การจัดการและพัฒนาแหล่งน้ำทรัพยากรและผลกระทบลุ่มแม่น้ำโขง’ ตามด้วยการทำ MOU อีกฉบับร่วมกับจังหวัดหนองคาย จังหวัดอุดรธานี สภาอุตสาหกรรมจังหวัดหนองคาย และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี ในการผลักดันกลุ่มอุตสาหกรรมลุ่มแม่น้ำโขงสู่เวทีโลก โดยในการลงพื้นที่ก่อนหน้านี้ได้มีการเซ็น MOU ลักษณะเดียวกันที่จังหวัดสุโขทัยและจังหวัดตากอีกด้วย จะเห็นได้ว่าการลงพื้นที่ของ หลักสูตร วปอ.บอ. จะมีกำหนดการและเนื้อหาสาระที่อัดแน่น และมีการพ่วงกิจกรรมเพื่อพัฒนาสังคมทุกครั้ง เหตุเพราะหลักสูตร วปอ.บอ. นี้เป็นการรวมตัวของผู้นำแห่งอนาคตที่มุ่งหวังรวมตัวกันทำการดี เป็นการสร้างเครือข่ายคนรุ่นใหม่ที่ต้องการร่วมกันพัฒนาประเทศไทยที่ดีขึ้น" นางรัดเกล้า กล่าวเสริม

‘กรมทะเลฯ’ เตือนภัย!! ‘แมงกะพรุนหัวขวด’ พิษร้ายแรง โผล่หาดภูเก็ต ย้ำ นทท.เฝ้าระวัง อาจเสี่ยงถึงตาย พร้อมแนะวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น

(26 มิ.ย.67) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ออกมาแจ้งเตือนว่า มีการพบแมงกะพรุนหัวขวด (Blue Bottle Jellyfish) ซึ่งเป็นแมงกะพรุนพิษร้ายแรง กลุ่มแมงกะพรุนไฟ ที่อ่าวหลา อ่าวทือ เกาะราชาใหญ่ จ.ภูเก็ต ขอให้นักท่องเที่ยว หรือผู้ทำกิจกรรมทางน้ำระวังการสัมผัส หากสัมผัสโดนแมงกะพรุนจะทำให้มีอาการปวดแสบปวดร้อน อาจส่งผลต่อระบบผิวหนัง ระบบประสาทหัวใจ และอาจเสียชีวิตได้ ล่าสุด รับแจ้งจาก Seafarer Divers Phuket บริษัท ซีฟาร์เรอร์ ไดเวอร์ ภูเก็ต จำกัด ว่า เจ้าหน้าที่เรือ 1 นาย สัมผัสแมงกะพรุนหัวขวดได้รับบาดเจ็บ หายใจติดขัด นำส่งโรงพยาบาล ล่าสุดอาการปลอดภัยแล้ว นอกจากนั้น ยังมีนักดำน้ำ สัมผัสอีก 2 คน

อย่างไรก็ตาม หากสัมผัสควรใช้วัสดุแข็งเขี่ยหนวดออกจากร่างกาย ห้ามใช้มือสัมผัสโดยตรง และห้ามนวดหรือทายาใดๆ ใช้น้ำส้มสายชูราดบริเวณที่สัมผัสอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 30 วินาที และห้ามใช้น้ำจืดในการล้างแผลโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้พิษกระจายเร็วขึ้น และรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด

สำหรับแมงกะพรุนหัวขวด (Blue Bottle Jellyfish) : สกุล Physalia จัดอยู่ในกลุ่มแมงกะพรุนไฟ ไฟลัม Cnidaria คลาส Hydrozoa แมงกะพรุนหัวขวดมีลักษณะส่วนบนลอยโผล่พ้นน้ำคล้ายลูกโป่งรูปร่างรี ยาว คล้ายหมวกของทหารเรือชาวโปรตุเกส มีหนวดยาวสีฟ้าหรือสีม่วง มีเข็มพิษ (nematocyst) สำหรับป้องกันตัวและจับเหยื่อ กระจายอยู่ทุกส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณหนวด (tentacle) แมงกะพรุนชนิดนี้ทั่วโลกพบ 2 ชนิดคือ แมงกะพรุนไฟหมวกโปรตุเกส (P. physalis) และแมงกะพรุนไฟเรือรบโปรตุเกสอินโด-แปซิฟิก (P. utriculus)

สำหรับในประเทศไทยมีรายงานพบแมงกะพรุนหัวขวดประปราย ระหว่างเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ บริเวณชายหาดชลาทัศน์ และชายหาดสมิหลา จ. สงขลา ชายหาดแหลมตาชี จ.ปัตตานี หาดนาเทียน หาดละไม และหาดริ้น จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวอ่าวไทยได้รับอิทธิพลของลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้คลื่นลมพัดพาแมงกะพรุนเข้ามาชายฝั่งอ่าวไทยได้

ทั้งนี้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้จัดทำแอปพลิเคชัน Marine Warning Application on Mobile ระบบเตือนภัยท่องเที่ยวทางทะเล (Marine Tourism Warning System) เป็นระบบแจ้งเตือนภัยนักท่องเที่ยวหรือประชาชนในพื้นที่ใกล้จุดเกิดเหตุ ในการเฝ้าระวังและรวบรวมสถิติการเกิดปรากฏการณ์ภัยทางทะเล เช่น น้ำทะเลเปลี่ยนสี คลื่นย้อนกลับ ปัญหาคราบน้ำมัน จุดที่พบแมงกะพรุนพิษ และการกัดเซาะชายฝั่งในรูปแบบ Web Application และ Mobile Application โดยมีเมนูการใช้งาน ประกอบด้วย แสดงจุดเตือนภัยตามพิกัดที่เกิดเหตุในรัศมีที่กำหนด ระบบแจ้งเตือนบนมือถือ (Notification) พร้อมให้ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับระบบรับแจ้งเหตุฉุกเฉินเกี่ยวกับภัยพิบัติทางทะเลและชายฝั่ง ดาวน์โหลดติดตั้งฟรีได้แล้ววันนี้

‘โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ’ ประกาศถอนตัวจาก ‘ประกันสังคม’ ในปีหน้า หลังโดนผู้ประกันตนเจ้าเล่ห์ รักษาที่อื่น แต่ให้รพ.รับผิดชอบกว่า 8 หมื่นบาท

(26 มิ.ย.67) พล.ต.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ ออกประกาศ เรื่อง การเตรียมการถอนตัวออกจากการเป็นโรงพยาบาลคู่สัญญากับสำนักงานประกันสังคม ระบุว่า เนื่องจากคณะกรรมการอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 คําวินิจฉัยที่ 235/2567 ลงวันที่ 29 ก.พ. 2567 ได้แจ้งให้สํานักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ 9 มีคําสั่งให้ รพ.มงกุฎวัฒนะรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลของผู้ประกันตนรายหนึ่ง จํานวน 80,295.20 บาท ทั้ง ๆ ที่เป็นกรณีผู้ประกันตนตั้งใจไปรับการรักษากับ รพ.นอกสิทธิเอง แต่ผู้ประกันตนกลับร้องเรียนให้ รพ.มงกุฎวัฒนะรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาล ซึ่งเป็นการใช้สิทธิของผู้ประกันตนโดยไม่ถูกต้อง

ทั้งนี้ คณะกรรมการอุทธรณ์ฯ ได้พิจารณาอุทธรณ์จากเอกสารและการสอบถามผู้ร้องเรียนเพียงฝ่ายเดียว การฟังความข้างเดียวดังกล่าวทําให้เกิดการวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรมต่อ รพ.มงกุฎวัฒนะ ทั้งยังกล่าวหาว่า รพ.มงกุฎวัฒนะให้การตรวจวินิจฉัยรักษาอาการเจ็บป่วยของผู้ประกันตนไม่เหมาะสมตามมาตรฐานทางการแพทย์ และไม่เป็นไปตามสัญญาให้บริการทางการแพทย์ อีกทั้งยังมีมติบังคับให้ รพ.มงกุฎวัฒนะรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลส่วนเกินนอกเหนือจากการจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามระบบ Adjust RW ถึงแม้จะเป็นเงินจํานวนน้อยแค่ 80,295.20 บาทก็ตาม แต่กรณีนี้จะกลายเป็นบรรทัดฐานให้ผู้ประกันตนที่เจ้าเล่ห์ไม่ประสงค์ใช้สิทธิกับ รพ.ตามสิทธิอ้างอิงคําวินิจฉัยที่ 235/2567 ลงวันที่ 29 ก.พ. 2567 เพื่อเป็นบรรทัดฐานในการไปรักษากับ รพ.นอกสิทธิตามอําเภอใจ แล้วร้องเรียนให้ รพ.ตามสิทธิตามจ่ายค่ารักษาพยาบาลโดยไม่ถูกต้อง บรรทัดฐานดังกล่าวจะก่อให้เกิดการพิพาทร้องเรียน รพ. จากกรณีผู้ประกันตนเจ้าเล่ห์ในลักษณะเช่นนี้อีกอย่างต่อเนื่องไม่สิ้นสุด

ดังนั้น ในกลางปีหน้า พ.ศ. 2568 รพ.มงกุฎวัฒนะจะขอถอนตัวออกจากการเป็นคู่สัญญากับสํานักงานประกันสังคม การที่ รพ.มงกุฎวัฒนะประกาศขอถอนตัวแต่เนิ่น ๆ ตั้งแต่บัดนี้ก็เพื่อให้ผู้ประกันตนจํานวนมากกว่า 100,000 คนที่ขึ้นทะเบียนกับ รพ.มงกุฎวัฒนะได้เตรียมการล่วงหน้าเพื่อย้ายสิทธิไปยัง รพ.อื่น ๆ โดยผู้ประกันตนยังสามารถใช้บริการกับ รพ.มงกุฎวัฒนะไปได้อย่างต่อเนื่องไปอีก 18 เดือน จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2568 หรือสิ้นปีหน้า อย่างไรก็ตาม รพ.มงกุฎวัฒนะขอแนะนําให้ผู้ประกันตนเริ่มพิจารณา รพ.แห่งใหม่ตั้งแต่บัดนี้ หากท่านสามารถย้ายสิทธิได้แต่เนิ่น ๆ ก็จะทําให้ท่านไม่ประสบปัญหาฉุกละหุกในช่วงกลางปีหน้า พ.ศ. 2568 ไปแล้ว ทั้งนี้ ผู้ประกันตนสามารถติดต่อ ขอรับสรุปประวัติการรักษาของท่านได้ที่แผนกเวชระเบียน (ประกันสังคม) อาคาร 1 ชั้น 6 ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 67 เป็นต้นไป

เชียงใหม่-หอการค้าเชียงใหม่ เตรียมจัดงาน “หอการค้าแฟร์ 2567 CCC Fair 2024

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย นายจุลนิตย์ วังวิวัฒน์ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ นางนัยนภัส สังขนุกิจ พาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ และนายปรกฤษฎิ์ สายหัสดี กรรมการเลขาธิการหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกันแถลงข่าว หอการค้าแฟร์ 2567 CCC Fair 2024 ณ ชั้น 1 อาคารตันตราภัณฑ์ บริษัท ชอยส์มินิสโตร์ จํากัด ( สํานักงานใหญ่

นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า การจัดงานแสดงนวัตกรรมและจำหน่ายสินค้า Lanna Expo 2024 ภายใต้แนวคิด BCG Creative LANNA   ภายในงานจะพบกับสุดยอดนวัตกรรม สินค้า และงานบริการ กว่า 800 คูหา โดยร่วมบูรณาการกับหน่วยงานให้เที่ยวชม มากกว่า 10 โซน

พร้อมทั้งกิจกรรมเจรจาธุรกิจเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการในกลุ่มภูมิภาค ขยายฐานการตลาดสู่ระดับนานาชาติ พร้อมสนุกสนานไปกับกิจกรรมบันเทิง และร่วมลุ้นรับของรางวัลมากมายภายในงาน ระหว่างวันที่ 8 – 14 กรกฎาคม 2567 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่

นายจุลนิตย์ วังวิวัฒน์ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่  กล่าวว่าหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่  ในฐานะที่ส่งเสริมการดำเนินธุรกิจของสมาชิก สนับสนุนและส่งเสริมการค้า การลงทุน ตลอดจนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัดมาอย่างต่อเนื่องอย่างเป็นรูปธรรม ในปีนี้ทางหอการค้ามาในคอนเซ็ปต์ Local Food Good Taste เน้นไปที่อาหารพร้อมทาน อาหารปรุงสดใหม่ สะอาด ถูกหลักอนามัย โดยในปีนี้ได้เสียงตอบรับของบรรดาผู้ประกอบการจองบูธเข้ามาอย่างรวดเร็ว โดยมีโซนอาหารพร้อม เครื่องดื่ม ของทานเล่น  โซนเสื้อผ้า ของใช้ สินค้า บริการ ต่างๆมากมาย

ซึ่งภายในโซนหอการค้าแฟร์จะมีไฮไลท์ภายในงานที่ดึงดูด และกระตุ้นการซื้อขายนั่นก็คือการไลฟ์สินค้าภายในงานของผู้ประกอบ สำหรับผู้ที่อยู่ต่างที่ต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ก็สามารถสั่งซื้อสินค้าภายในงานได้เช่นเดียวกัน ถือได้ว่าเป็นการนำเอาเทคโนโลยีใกล้ตัว มาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างง่ายได้ อีกทั้งกิจกรรมเวิคช็อป DIY สุดสร้างสรรค์อาทิเช่น เวิคช็อปทำน้ำหอมที่บ่งบอกความเป็นตัวคุณ เวิคช็อปร้อยลูกปัด เวิคช็อปทำบาธบอมบ์ เวิคช็อปแต่งหน้าเค้ก จัดดอกไม้ Coding เด็ก

กิจกรรม Workshop ที่เป็นงาน Craft ต่าง ๆ การนำเอาวัสดุเหลือใช้มาสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ เพื่อสร้างการรับรู้ในเรื่อง BCG สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักในการจัดงาน รวมถึงกิจกรรมการแสดงบนเวที ทั้งการแสดงดนตรี Cover Dance และ แฟชั่นโชว์ จากหลากหลายโรงเรียนในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพให้กับคนรุ่นใหม่

ด้าน นางนัยนภัส สังขนุกิจ พาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า สำหรับงาน Lanna Expo 2024 ในปีนี้ คอนเซปต์คือ BCG Creative LANNA โดยในปีนี้ทางเราได้เตรียมความพร้อม ความร่วมมือกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ต้องคัดสรรสินค้าและบริการ เพื่อยกระดับการจัดงานให้มีความน่าสนใจ มีความเป็นสากล และสามารถพัฒนาให้กลายเป็นงานระดับนานานชาติในอนาคต

ซึ่งในปีนี้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ ได้ประสานความร่วมมือกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เพื่อเชิญชวนผู้ซื้อ หรือ Buyer เข้าร่วมเจรจาธุรกิจการค้ากับผู้ประกอบการกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ที่เข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในงาน  Lanna Expo 2024 ซึ่งคาดว่าจะช่วยผลักดันการเติบโตทางการค้า และการลงทุนเพิ่มมากขึ้น ทั้งยังเป็นการส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการ สร้างโอกาสการเข้าสู่ตลาด และขยายช่องทาง การตลาดสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น ด้วยทางจังหวัด ภายในงานพบกับสุดยอดนวัตกรรมสินค้าและงานบริการกว่า 800 คูหา โดยร่วมบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆมีมากกว่า 10 โซน พ้อมทั้งมีกิจกรรมเจรจาธุรกิจเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการในกลุ่มภูมิภาค ขยายฐานการตลาดสู่ระดับนานาชาติ

นายปรกฤษฎิ์ สายหัสดี กรรมการเลขาธิการหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่กล่าวอีกว่า หอการค้า ยังได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและตระหนักถึงเทรนด์ที่กำลังเป็นที่น่าจับตามอง และควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง จึงเป็นที่มาของความพิเศษภายในโซนของหอการค้าแฟร์ เราจะเน้นการตกแต่งด้วยวัสดุเหลือใช้จากธรรมชาติ  นำมาตกแต่งเป็นฉากเวที นอกจากนี้ยังเพิ่มจุดแยกขยะที่มีมากถึง 20 กว่าจุด เพื่อรองรับให้เพียงต่อการบริการของผู้ที่มาจับจ่าย ซื้อของภายในงาน  และทางหอการค้าเองยังร่วมกับทางบางจาก ตั้งจุดบริการรับซื้อน้ำมันที่ใช้แล้วจากบรรดาพ่อค้า แม่ค้า เพื่อลดการใช้ซ้ำ และยังเป็นการนำน้ำมันไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป

นภาพร/เชียงใหม่


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top