Saturday, 20 June 2026
NEWS FEED

‘ลูกค้า’ อึ้ง!! ซื้อข้าว 2 ถุงกับไข่เจียวธรรมดา ราคา 100 บาท ‘ชาวเน็ต’ ประสานเสียง ‘แพงเกินไป อาหารที่ได้ไม่สมกับราคา’

กลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊ก ‘Wolf Children’ ได้โพสต์ภาพไข่เจียวที่สั่ง พร้อมกับข้าวเปล่า 2 ถุง เพื่อสอบถามสมาชิกกลุ่ม ‘พวกเราคือผู้บริโภค’ ว่า หมดนี่ 100 บาท แพงไปไหม ข้าวเซเว่นหมด เลยสั่งข้าวไข่เจียวในคอนโดไม่คิดว่าจะแพงขนาดนี้ เรามีถามไปว่า ข้าวไข่เจียวเท่าไรคะ เขาบอก 60 บาท เราเลยสั่ง ไข่เจียว 1 / ข้าวเปล่า 2 คิดว่าบวกข้าว 1 ถุง รวมน่าจะประมาณ 80 บาท สรุปจบที่ 100 บาท

ซึ่งหลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ต่างก็มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็น โดยส่วนใหญ่ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าแพงเกินไป บ้างก็บอกอาหารที่ได้ไม่สมกับราคาที่จ่าย

ล่าสุด (17 มิ.ย. 67) สาวเจ้าของโพสต์ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าว โดยเล่าเหตุการณ์ว่า ก่อนหน้าเราไปซื้อน้ำพริกกะปิทูน่าที่ร้านสะดวกซื้อ แต่ข้าวสวยหมด มีแต่ข้าวต้ม เลยคิดว่าเดี๋ยวออกไปซื้อร้านข้าวตามสั่งใต้คอนโดฯ ก็ได้ เพราะต้องรีบไปทำงานต่อ

เราถามร้านข้าวไข่เจียวธรรมดา เท่าไรคะ ร้านบอก 60 บาท เราอึ้งราคา กะไม่เอา แต่ก็ต้องกินเพราะต้องรีบไปทำงานต่อ เลยบอก งั้นเอาไข่เจียวธรรมดา 1 ข้าวเปล่า 2 ค่ะ (เพราะคิดว่าน่าจะบวกแล้วไม่เกิน 80 บาท เลยไม่ได้ย้ำถามราคาอีกทีว่าเท่าไร) ตอนร้านบอกข้าวได้แล้ว เราถามเท่าไร ร้านบอก 100 บาท เราย้ำถามอีกทีเท่าไรนะคะ ร้านบอก 100 บาทค่ะ จบที่ 100 บาทมาแบบงง ๆ

เมื่อถามว่า เคยซื้ออาหารร้านดังกล่าวมาก่อนไหม เจ้าของโพสต์เผยว่า เคย แต่ไม่ใช่ข้าวค่ะ เห็นราคากับปริมาณที่ได้ อึ้งสตั้น จ่ายเงินแบบงง ๆ ตอนร้านบอก 100 บาท (เพราะก่อนหน้านี้ข้าวไข่เจียว ร้านบอก 60 บาทว่าอึ้งแล้ว แต่พอรับได้ เพราะต้องรีบกิน รีบทำงานต่อ เลยสั่งไข่เจียว 1 ข้าวเปล่า 2 เพราะคิดว่าไข่เจียว 60 บาท ข้าวถุงละ 10 บาท ไม่น่าจะเกิน 80 บาท ราคาแบบพอเข้าใจได้)

ทั้งยังบอกอีกว่า ไม่คิดว่าจะมีคนเข้ามาคอมเมนต์เยอะขนาดนี้ ทุกคนมีสิทธิ์คิดว่าแพงหรือไม่ ราคาเหมาะสมกับปริมาณไหม แต่ไม่ต้องมาบอกทำไมไม่ทำกินเอง ทำไมนู่นนี่นั่น เพราะตอนนั้นรีบ และไม่คิดว่าจะอยู่ในยุคที่ข้าวไข่เจียว 100 บาท ไม่เจอกับตัว ใครก็พูดได้ค่ะ ย้ำถามก่อนสั่ง อย่าคิดไปเอง ต่อให้ถามแล้วก็ต้องถามอีก เอาให้ชัวร์ จะได้ไม่จุกแบบเรา

‘นิพิฏฐ์’ อัปเดตอาการป่วย ‘ชูวิทย์’ ยังต้องรักษาแบบประคับประคอง ด้าน 'ชูวิทย์' ไม่ทิ้งลาย โผล่เมนต์ปม 'ศรีสุวรรณ' ของเก๊ก็เก๊วันยังค่ำ

(17 มิ.ย. 67) จากกรณีเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว’ โพสต์ข้อความอ้างว่าเป็นข้อความจากนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง ที่แสดงความเห็นประเด็นการจับกุมนายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติรักแผ่นดิน ว่า สักวันความจริงจะปรากฏ ไม่ว่านานสักเพียงใด ของเก๊มันคือของเก๊วันยังค่ำ และยังแสดงความเห็นถึงโมฆะบุรุษนาม ‘สีสากกะเบือ’ ทำตัวดั่ง ‘พระเวชสันดรมาโปรดสัตว์’ แต่ที่ไหนได้พอโปรดได้ที่ก็ตีกิน พร้อมฝากถึงสื่ออย่าให้เป็นส่วนหนึ่งของ ‘ศาลาคนชั่วแสร้งทำดี’ นั้น

โพสต์ดังกล่าวบรรดาแฟนคลับของนายชูวิทย์ได้เข้าไปแสดงความขอบคุณนายชูวิทย์ที่ยังสนใจ และติดตามเรื่องที่เมืองไทย พร้อมทั้งขอให้นายชูวิทย์หายจากอาการป่วย และมีสุขภาพแข็งแรงในเร็ววัน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า “หลายท่านถามผมเรื่องคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผมไลน์ไปคุยกับคุณชูวิทย์ท่านตอบว่าตอนนี้รักษาแบบประคับประคอง คุณชูวิทย์ถามผมว่าจะเล่นการเมืองต่อไหม ผมตอบว่า วางมือแล้ว ท่านตอบว่าดีแล้ว การเมืองยุคนี้ใช้เงินเยอะไม่เหมาะกับผม เขียนเล่ามาเพื่อให้หลายท่านหายคิดถึงคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์”

สำหรับ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองและเจ้าของธุรกิจอาบอบนวด ได้ประกาศยุติภารกิจแฉต่าง ๆ เมื่อเดือน ส.ค. 66 หลังพบว่าตัวเองป่วยเป็นมะเร็ง และจะมีชีวิตอยู่ได้อีกแค่ 8 เดือน ก่อนได้เดินทางไปรักษาโรคมะเร็งตับระยะสุดท้ายที่ประเทศอังกฤษ ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ก่อนจะเดินทางไปพักรักษาตัวต่อยังโรงพยาบาลที่ประเทศสกอตแลนด์

ตลอดเวลาที่รักษาตัวต่างแดนมีข่าวลือออกมาตลอดว่า ชูวิทย์เสียชีวิตแล้ว ก่อนที่ต่อมา ต๊ะ ตระการตา กมลวิศิษฎ์ ซึ่งเป็นลูกสาวของชูวิทย์จะได้มีการลงภาพคู่กับคุณพ่อ ในสตอรีไอจีสยบข่าวลือดังกล่าว

‘ทนายวิญญัติ’ ยัน!! 18 มิ.ย. ‘ทักษิณ’ เข้าพบอัยการตามนัด ชี้!! ตรงตามเงื่อนไขประกัน พร้อมปัดข่าวยื่นร้องขอความเป็นธรรม

(17 มิ.ย. 67) นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ต้องหาที่อัยการสูงสุด (อสส.) มีคำสั่งฟ้องคดีหมิ่นเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ฯ

โดยกรณีที่นายทักษิณ ได้ให้สัมภาษณ์กับเดอะโชซอนมีเดีย (The ChosunMedia) สื่อของเกาหลีใต้เมื่อปี 2558 มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน

ซึ่งด้าน นายวิญญัติ ทนายความ ได้กล่าวถึงการนัดนายทักษิณ เพื่อส่งตัวฟ้องต่อศาลอาญา ในวันพรุ่งนี้ (18 มิ.ย.) ว่า นายทักษิณจะเดินทางไปพบพนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 8 ในเวลา 09.00 น. ช่วงเข้าตามนัด เพื่อรับทราบคำสั่งฟ้อง และส่งฟ้องต่อศาลอาญาอย่างแน่นอน เนื่องจากหากไม่ไปพบพนักงานอัยการตามนัด ก็จะผิดสัญญาประกัน ส่วนเรื่องกระแสข่าวการร้องขอความเป็นธรรมไม่มีหรอก เช่นเดียวกับเรื่องถุงขนม ภาค 2 ซึ่งรายละเอียด วันพรุ่งนี้ (18 มิ.ย.) ตนพร้อมให้ความเห็นกับสื่อมวลชน

‘มาดามแป้ง-เจ ชนาธิป’ รับมอบเงินอัดฉีดจาก ‘สุริยะ’ 3 ล้านบาท หลังเปิดบ้านชนะสิงคโปร์ 3-1 พร้อมขอบคุณที่สนับสนุนช้างศึก

(17 มิ.ย.67) ‘มาดามแป้ง’ นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ และ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ตัวแทนนักฟุตบอลทีมชาติไทย เข้ารับเงินอัดฉีด จาก สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 3 ล้านบาท ที่กระทรวงคมนาคม จากเกมที่ ช้างศึก เปิดบ้านชนะ สิงคโปร์ 3-1 ในศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2  

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลไทย นำโดย เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี อัดฉีด ทัพช้างศึก อยู่แล้วในทุกเกม แต้มละ 1 ล้าน แต่ในเกมเปิดบ้านพบกับ สิงคโปร์ มีความสำคัญ คือ ชี้ชะตาเข้ารอบคัดบอลโลก รอบ 3 ทำให้ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมตรี อัดฉีดส่วนตัวเพิ่มเติมลูกละ 1 ล้านบาท แบ่งเป็นประตูละ 5 แสนบาท และ แอสซิสต์ละ 5 แสนบาท รวม 3 ลูก เป็นเงิน 3 ล้านบาท

‘มาดามแป้ง’ นายกสมาคมฯ กล่าวว่า “ปัจจุบัน เป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก ที่สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน จนมาถึง รองนายกฯ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ โดย แป้ง ต้องขอบคุณแทนทีมงานสตาฟโค้ช และนักกีฬา ที่ทุกคนเล็งเห็นถึงความสำคัญ ความเสียสละ และ ความมุ่งมั่นเพื่อทีมชาติไทย ซึ่งแม้ว่าเรายังเสียดายที่ไม่ได้ผ่านเข้าสู่รอบ 3 ด้วยเงื่อนไขขาดอีกแค่ประตูเดียว แต่อย่างน้อยแป้งเชื่อว่า นี่เป็นนิมิตรหมายอันดีของฟุตบอลไทย ที่ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากภาครัฐฯ”

ทั้งนี้โปรแกรมต่อไป ทีมชาติไทย เตรียมลงเล่นเกมอุ่นเครื่อง 2 นัด ในช่วง ฟีฟ่า เดย์ ระหว่างวันที่ 2-10 กันยายน 2567

‘ทนายเดชา’ แนะวิธี ‘สไปรท์’ สู้คดี ปมค่ายเก่าฟ้อง 14 ล้าน ยัน!! ส่วนใหญ่จบด้วยถอน-ยกฟ้อง เพราะสัญญาไม่เป็นธรรม

(17 มิ.ย.67) จากกรณีแร็ปเปอร์ดัง ‘สไปรท์ ศุกลวัฒน์’ ถูกสังกัดเก่าฟ้องเรียกค่าเสียหาย 14 ล้านบาท โดยอ้างว่าผิดสัญญาว่าจ้างศิลปิน โดยทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ได้ออกมาโพสต์แสดงความคิดเห็นผ่าน เพจ ทนายคลายทุกข์ ว่า...

“ต้นสังกัดฟ้องนักแสดง 14 ล้านผมเคยทำคดีประเภทนี้มาแล้วส่วนใหญ่ถอนฟ้องหรือไม่ก็ยกฟ้องเพราะ #เป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม"

คดีเกี่ยวกับการผิดสัญญานักแสดงทนายเดชาทำมาหลายคดีแล้วส่วนใหญ่ถอนฟ้องหรือยกฟ้อง เพราะข้อสัญญามีการกำหนดค่าปรับไว้จำนวนนับสิบล้านซึ่งเป็นการกำหนดเบี้ยปรับที่ไม่เป็นธรรม

เป็นการเอาเปรียบนักแสดงในขณะเดียวกันในสัญญาไม่ได้กำหนดสิทธิ์ให้นักแสดงสามารถปรับต้นสังกัดได้แต่อย่างใด สัญญาประเภทนี้เรียกว่าสัญญาทาส ผมเชื่อว่านักแสดงทุกคน สามารถต่อสู้คดีได้ไม่ยากครับจากประสบการณ์ที่ผมเคยทำคดีประเภทนี้มา

เกี่ยวกับประเด็นนี้ด้านเพจ 'โหนกระแส' ได้เผยด้วยว่า ตอนนี้ต้สังกัดเก่ายอมลดให้เหลือ 7 ล้าน แต่ นายกาวี พวงสมบัติ พ่อของสไปรท์ มองว่าไม่เป็นธรรมถึงแม้จะลดลงมา 50% เหลือ 7 ล้านบาท รายได้น้องที่เขาฟ้องมา ไม่ได้เข้ากระเป๋าน้องกับพ่อแม่เลย เข้าช่องที่น้องไปประกวด ได้แค่ค่าน้ำมัน น้องผลักดันตัวเอง 100% ไปด้วยตัวเองตลอดไม่ได้มีใครช่วยเหลือ

“ไม่เป็นธรรม จากเด็กคนหนึ่งที่ช่วยเหลือครอบครัว  ด้วยการทำทุกวิถีทางหาเงินให้พ่อให้แม่ พอน้องมีชื่อเสียง  เห็นน้องลืมตาอ้าปากได้ คุณกลับมา มาฟ้องเพื่ออะไร คุณไม่เห็นความตั้งใจของเด็กคนหนึ่งที่จะช่วยเหลือพ่อแม่เหรอ กลับมาฟ้องเด็กคนหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นน้องพึ่งอายุ 12-13 พอน้องมีอายุที่ดีกว่าเดิมนิดหน่อยคุณกลับมาฟ้อง”

พ่อของสไปรท์ บอกอีกว่า เชื่อมั่นในความดี ความจริงก็จะได้เห็นว่าเป็นอย่างไร ทางครอบครัวไม่ได้ผิดอะไร ตอนลำบากเขาก็ไม่ได้ช่วยอะไร ไม่ติดต่อมา 6 ปี ตอนนี้รู้ซึ้งกับคำว่ากลับมาหากินกับเด็ก

สำหรับประวัติของ ‘สไปร์ท-ศุกลวัฒน์ พวงสมบัติ’ เกิดวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2548 ปัจจุบันอายุ 18 ปี เติบโตมาในครอบครัวที่ขยันทำมาหากิน พ่อ-แม่ทำงานประจำ แต่ก็ยังหารายได้เสริมด้วยการขายของที่ตลาดนัด และงานเทศกาลต่าง ๆ โดย ‘สไปร์ท’ เคยเล่าว่า ตั้งแต่จำความได้ครอบครัวขายข้าวโพดคั่วตามงานวัด ตนก็ไปช่วยขายตั้งแต่เด็ก ๆ สิ่งที่ฝันเอาไว้ในอนาคตคืออยากให้ครอบครัวสบาย และวันนี้เขาก็ทำสำเร็จ ซื้อบ้านให้ครอบครัวอยู่ด้วยกันและเป็นเสาหลักด้วย

สไปร์ท เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น หลังจากไปออกรายการ Super 10 Season 2 (ปี 2561) โชว์ความสามารถการร้องเพลงลูกทุ่ง และโชว์แร็ปให้กรรมการฟัง จนแจ้งเกิดจนได้ฉายา ‘สไปร์ท แรปเปอร์รองเท้าแตะ’ และกลายเป็นที่ชื่นชมในโซลเชียลเพราะความเป็นเด็กกตัญญู

สไปร์ทเป็นเด็กกิจกรรมตัวยง มีโอกาสได้ร้องเพลงและเล่นคอนเสิร์ตของโรงเรียน ยิ่งกระตุ้นความที่ชื่นชอบการร้องเพลง โดยมี ‘ปู่จ๋าน ลองไมค์’ เป็นต้นแบบและเป็นจุดเริ่มต้นให้สนใจแนวดนตรีฮิปฮอป 

จากนั้นก็เดินหน้าสานฝันตัวเองลงแข่งรายการ ‘Show me the money Thailand ซีซั่น 2’ โชว์ศักยภาพอย่างเต็มความสามารถ แม้จะถูกตั้งข้อกังขาว่าเด็กวัย 15 ปี จะมีดีแค่ไหน แต่ทว่าเด็กน้อยบนเวทีมีดีกว่าที่หลายคนคิด ผลงานประจักษ์คว้า ‘รองแชมป์’ กลายเป็นที่ยอมรับ และปูทางสู่การเป็นแร็ปเปอร์น้องใหม่

ก่อนที่จะสร้างตำนานบทใหม่ให้วงการเพลงไทย ด้วยการพาเพลง ‘ทน’ ที่ฟีเจอร์ริ่งกับ ‘GUYGEEGEE’ ทะยานขึ้นบนชาร์ตเพลงระดับโลกอย่าง Billboard Global ในอันดับที่ 89 เมื่อปี 2564 ที่ผ่านมา และปัจจุบันยอดวิวพุ่งไปถึง 420 ล้านวิว

ชื่อเสียงของ ‘สไปร์ท’ ค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นเป็นแร็ปเปอร์ตัวท็อปในเวลาอันรวดเร็ว และได้เข้าสังกัดค่าย HYPE TRAIN ของ NINO โปรดิวเซอร์คนดัง มีเพลงฮิตเป็นที่รู้จัก อาทิ ‘เดียวดาย’, ‘ปิก้า ปิก้า’, ‘บังอร’, ‘ไอต้าว’, ‘ดาวดึงส์’, ‘ปิ้ว ปิ้ว’ ฯลฯ และยังคงมีงานคอนเสิร์ตและมีผลงานเพลงออกมาอย่างต่อเนื่อง นับว่าเป็นนักร้องที่ประสบความสำเร็จด้วยความพยายามและด้วยความสามารถของจริง

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จับมือ หน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงาน และรายการสถานีประชาชน ไทยพีบีเอส มอบรถเข็นวีลแชร์ เติมกำลังใจให้ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ จ.นครศรีธรรมราช

วันที่ 17 มิถุนายน 2567 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมด้วย น.ส.นราภรณ์ สุวรรณประเสริฐ แรงงานจังหวัด นายวิระ อุ่นอก ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 22 นครศรีธรรมราช และทีมงานมวลชนสัมพันธ์ กลุ่มไทย สมายล์ กรุ๊ป ลงพื้นที่ ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมี อาสาสมัครแรงงาน ผู้นำชุมชน ให้การต้อนรับ

นางเธียรรัตน์ กล่าวว่า มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ได้รับการประสานขอรับบริจาครถเข็นวีลแชร์ จาก แรงงานจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อมอบให้ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ จำนวน 2 ราย ได้แก่ รายแรก นางอารมณ์ จินดามณี อายุ 84 ปี อาศัยอยู่หมู่ที่ 3 ต.ปากพนังฝั่งตะวันออก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช เป็นผู้ป่วยเส้นเลือดตีบและหัวใจเต้นผิดจังหวะ และ รายที่ 2 นายเนือง แก้วประจุ อายุ 91 ปี อาศัยอยู่หมู่ที่ 15 ต.เสาเภา อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช เป็นผู้ป่วยอัลไซเมอร์ แขนขาอ่อนแรงเดินไม่ได้ โดยมูลนิธิได้รับการบริจาคจาก กลุ่มไทยสมายล์กรุ๊ป ผู้ให้บริการรถและเรือโดยสารสาธารณะพลังงานไฟฟ้า

“การที่มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ได้นำอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ มามอบในครั้งนี้ 
เพื่อต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อน เติมกำลังใจ ให้แก่ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ และถือเป็นกิจกรรมหลักที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิในด้านการสร้างสาธารณประโยชน์ ต่อชุมชน สังคม และที่สำคัญจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ ที่มีความยากลำบากในการดำเนินชีวิต ต้องการอุปกรณ์ช่วยเหลือดังกล่าวมากกว่าบุคคลทั่วไป  ทั้งนี้ ท่านที่มีความประสงค์จะร่วมบริจาคหรือสมทบทุน ให้แก่ มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ สามารถติดต่อได้ที่ เพจมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ หรือ ติ๊กต๊อก มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์” นางเธียรรัตน์ กล่าว

สมุทรปราการ- “หอย ปากน้ำ” จัดเต็ม!! มหกรรมงานประกวดพระเครื่อง เซียนพระรุ่นใหญ่ร่วมงานคับคั่ง

วันที่ 16 มิถุนายน 2567 เวลา 08.30 น. ที่บริเวณห้องคอนเวนชั่นฮอลล์ ชั้น 6 ศูนย์การค้าอิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง อ.เมือง จ.สมุทรปราการ โดยทางสมาคมนิยมพระเครื่องพระบูชาไทย สาขาจังหวัดสมุทรปราการ นำโดย นายพิเชษฐ โปร่งแก้วงาม (หอย ปากน้ำ) ประธานกรรมการบริหารสมาคมนิยมพระเครื่องพระบูชาไทย สาขาจังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกับชมรมพระเครื่องจังหวัดสมุทรปราการ จัดงานมหกรรมการประกวดอนุรักษ์ พระบูชา พระเครื่อง เหรียญพระคณาจารย์ และเครื่องรางของขลัง ทั่วประเทศ ครั้งที่ 7 ณ ศูนย์การค้าอิมพีเรียลเวิลด์สำโรง

โดยมี คุณโอฬาร กิจเลิศไพโรจน์ รองประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ ศูนย์การค้าอิมพีเรียล เวิลด์ สำโรง เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย  พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ ประธานจัดงาน พร้อมด้วย นายพิเชษฐ โปร่งแก้วงาม (หอย ปากน้ำ) ประธานกรรมการบริหารสมาคมนิยมพระเครื่องพระบูชาไทย สาขาจังหวัดสมุทรปราการ และประธานชมรมพระเครื่องจังหวัดสมุทรปราการ ประธานดำเนินงานการประกวดพระเครื่องในครั้งนี้

ภายในงานการประกวดพระเครื่องครั้งนี้ ยังได้รับเกียรติจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ คุณต้อย เมืองนนท์ คุณพิศาล เตชะวิภาค คุณหมึก ท่าพระจันทร์ คุณบี บ่อล้อ ร่วมงานเป็นต้น ตลอดจนเซียนพระชื่อดังอีกหลายท่านและพี่น้องประชาชนที่รักและชื่นชอบพระเครื่องร่วมงานเป็นจำนวนมาก กว่า 3,000 คน และสำหรับรางวัลการประกวดพระเครื่องครั้งนี้แบ่งออกเป็น รางวัลชนะเลิศคะแนนรวม ยอดเยี่ยม จะได้รับพระบูชาหลวงพ่อโตวัดบางพลีใหญ่ใน หน้าตัก 9 นิ้ว ปิดทอง เงินรางวัล 50,000 บาท รางวัลชนะเลิศคะแนนรวมพระยอดนิยม จะได้รับพระบูชาหลวงพ่อโต หน้าตัก 9 นิ้ว เงินรางวัล 30,000 บาท และรางวัลชนะเลิศพระทั่วไปจะได้รับพระบูชาหลวงพ่อโต หน้าตัก 9 นิ้ว เงินรางวัล 30,000 บาท อีกทั้ง รางวัลชนะเลิศแต่ละรายการยังจะได้รับหนังสือพระรวมภาพถ่ายหลวงปู่เผือก วัดกิ่งแก้ว จำนวน 1 เล่ม

โดยทางด้าน นายพิเชษฐ โปร่งแก้วงาม (หอย ปากน้ำ) ประธานกรรมการบริหารสมาคมนิยมพระเครื่องพระบูชาไทย สาขาจังหวัดสมุทรปราการ และประธานดำเนินงาน กล่าวว่า การจัดงานมหกรรมการประกวดอนุรักษ์ พระบูชา พระเครื่อง เหรียญพระคณาจารย์ และเครื่องรางของขลัง ครั้งที่ 7 นี้ ที่จัดขึ้นภายในศูนย์การค้า อิมพีเรียลเวิลด์สำโรง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุลักษณ์พระเครื่องของจังหวัดสมุทรปราการและพระเครื่องทั่วประเทศ ทั้งนี้ รายได้ส่วนหนึ่งจากการจัดงานในครั้งนี้ เพื่อสานต่องานด้านการกุศล อีกทั้ง เพื่อช่วยเหลือพี่น้องสมาชิกที่เจ็บป่วย ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนชาวสมุทรปราการที่เดือดร้อนและมอบเป็นทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนต่อไป

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

‘ต่างชาติ’ ข้องใจ!! ทำไม ‘คนไทย’ ชอบเล่นโทรศัพท์เสียงดังในที่สาธารณะ ด้านชาวเน็ตช่วยตอบ การกระทำนี้เจอได้ทุกที่ แต่คนไทยมัก ‘เมิน-อดทน’

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.67 ชาวต่างชาติรายหนึ่งได้ตั้งกระทู้เรดดิทสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมของคนไทย หลังจากพบว่าคนไทยชอบเล่นโทรศัพท์ โดยเปิดเสียงดังในที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นการดูวิดีโอ การดูอินสตาแกรม หรือแอปฯ อื่น ๆ

โดยอ้างอิงจากประสบการณ์ของเขา สิ่งนี้เกิดขึ้นแทบทุกที่และทุกเวลา ไม่ว่าจะบนรถเมล์ที่มีผู้โดยสารแออัด หรือจะบนรถทัวร์และเรือ ซึ่งเขาไม่เข้าใจอย่างมาก เพราะมองว่าในหลาย ๆ พื้นที่และในหลายวัฒนธรรม การเปิดเสียงดังในที่สาธารณะนั้นไม่เหมาะสม แต่ในไทยมันไม่ใช่

เขาคบแฟนสาวชาวไทยได้ปีครึ่งซึ่งเธอทำแบบนี้เช่นกัน เขาเคยถามเธอเกี่ยวกับเรื่องนี้แต่ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน ทั้ง ๆ ที่เธอเคยอยู่อเมริกามาระยะหนึ่งและเคยเดินทางไปต่างประเทศ เธอน่าจะรู้ว่าการกระทำเช่นนี้ไม่เป็นที่ยอมรับในวัฒนธรรมอื่น เขาจึงอยากรู้ว่ามีใครเคยเจอสถานการณ์เช่นนี้หรือไม่ และสามารถอธิบายได้หรือไม่ว่า ทำไมในไทยถึงไม่ใช่เรื่องใหญ่และเป็นที่ยอมรับโดยทั่ว

สำหรับคำตอบของชาวเน็ตนั้นมองว่า “ไม่ใช่เรื่องปกติทั้งในไทยและในประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก” ซึ่งสิ่งนี้พบเจอได้ทุกที่ ไม่ใช่แค่ประเทศไทย มันเป็นพฤติกรรมที่หยาบคายและไร้ความเกรงใจ บางครั้งที่เห็นว่าไม่มีใครแย้ง อาจเป็นเพราะพวกเขากำลังอดทนกับมัน

โดยมีชาวเน็ตรายหนึ่งให้ความเห็นว่า คนไทยอดทนเก่งและสามารถทนต่อเสียงรบกวนได้สูง พร้อมยกตัวอย่างครอบครัวของภรรยา ภายในห้องมีคนอยู่หลายคน โดย 3 คนกำลังนอน มี 2 คนนั่งคุยเสียงดัง และอีก 2 คนเล่นโทรศัพท์เสียงดัง นอกจากนี้คนไทยยังมีความสามารถเหนือมนุษย์ สามารถหลับได้ทุกที่และรวดเร็ว เขาจึงคิดว่าความสามารถเหล่านี้มาพร้อมกับความสามารถในการเมินเฉยต่อเสียง

'ธีรัตถ์-คำผกา' ลุย 'คุยคลายข่าว' เอ็นบีทีวันแรก  ยัน!! มาทำรายการตามกระบวนการคัดสรรปกติ

(17 มิ.ย.67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายการคุยคลายข่าวที่ออกอากาศผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) กรมประชาสัมพันธ์ ออกอากาศเป็นวันแรก โดยมีนายธีรัตถ์ รัตนเสวี และ น.ส.ลักขณา ปันวิชัย หรือ คำ ผกา อดีตผู้ดำเนินรายการสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี (VOICE TV) ที่ปิดกิจการไปเมื่อวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา เป็นผู้ดำเนินรายการ ในช่วงกลางรายการยังมีนายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข โฟนอินเข้ามาในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และนายภูวนาท คุนผลิน มาจัดรายการช่วงสุดท้าย

น.ส.ลักขณากล่าวถึงกระแสข่าวที่ว่าพวกตนจะมายึดช่องนั้น คำว่ายึดช่องเป็นภาษาจากคลิกเบต (Clickbait หรือ ล่อให้คนเข้ามาคลิก) นิดหนึ่ง ต้องทำความเข้าใจว่าในยุคของสื่อใหม่มีการช่วงชิงเอนเกจเมนต์ (Engagement หรือการที่ผู้ชมหรือผู้อ่านมีส่วนร่วมกับสื่อใหม่) หรือยอดวิว เพราะฉะนั้นถ้าใครเขียนพาดหัวหวือหวาที่สุดก็ดึงดูดความสนใจ แต่ไม่ได้คำนึงถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะการยึดช่องไม่มีวันเกิดขึ้นและไม่มีวันเป็นไปได้ อีกทั้งตนและนายธีรัตถ์ไม่มีศักยภาพที่จะไปยึดช่องไหนแน่นอน รายการนี้มานั่งพูดคุยกัน อัปเดตสถานการณ์ พร้อมกับคลี่คลายประเด็นไปด้วย

ด้านนายธีรัตถ์กล่าวว่า ตนไม่ได้คิดจะมายึดช่องอะไรทั้งสิ้น ทำงานแบบที่อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์กล่าวว่า อยู่ในกระบวนการคัดสรรมาตามปกติ รายได้ที่ได้รับก็ตามปกติเหมือนกับที่ทุกคนได้มา รายการนี้เป็นรายการที่ให้ผู้ชมเข้าใจข่าว เราอาจจะไม่ใช่รายการที่เอาทุกข่าวมาคุยกัน แต่เป็นข่าวที่พวกเราสนใจ เพราะฉะนั้นเราอาจจะไม่ได้มีข่าวทุกข่าว ยึดไม่ไหว ไม่ได้มีพลังที่จะไปยึดขนาดนั้น กว่าที่จะมาทำรายการตรงนี้ได้ ลุ้นกันทุกนาทีจริง ๆ นอกจากนี้ยังมีรายการ ‘คุยกับเศรษฐา’ ในวันเสาร์ เวลา 08.00 น. ซึ่งจะไปคุยวิธีคิดการทำงานของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ว่าทำไมถึงทำแบบนั้นออกมา

ก่อนหน้านี้ นายธีรัตถ์ และ น.ส.ลักขณา กล่าวในรายการ Sit Beautiful with KamPhaka ในตอนหนึ่งระบุว่า การจดทะเบียนจัดตั้ง บริษัท คำดี จำกัด ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อยึดช่องเอ็นบีทีแต่อย่างใด เพราะกรมประชาสัมพันธ์ไม่มีวิธีการเข้าไปผลิตรายการในรูปแบบบริษัท นอกเสียจากซื้อเวลาไปผลิตรายการเอง ซึ่งช่องเอ็นบีทีเป็นทีวีของรัฐ มีโฆษณาไม่ได้ ยกเว้นรายการกีฬาบางรายการ เรื่องการทำรายการให้กับช่องเอ็นบีทีมีการคุยกันมาก่อนตั้งแต่วอยซ์ทีวีปิดกิจการ แต่พวกตนชี้แจงว่ายังเป็นลูกจ้างของวอยซ์ทีวีอยู่ ตราบใดที่ยังไม่ยุติกิจการเราไม่มา การไปช่องเอ็นบีทีเราไม่ได้ไปแย่งพื้นที่ใคร การที่เราไปเป็นการเสริมสร้างเนื้อหาข่าวให้กับช่องเอ็นบีทีเท่านั้นเอง ไม่มีทางที่จะไปยึดช่อง ไปแบบคนตัวเล็ก ๆ ไม่คิดจะยึดสถานี

ทั้งนี้ รายการดังกล่าวเตรียมตัวโปรโมตมา 2 สัปดาห์ และวันที่ 11 มิ.ย. เป็นวันเปิดตัวสปอตรายการอย่างเป็นทางการจากช่องเอ็นบีที เรื่องที่จะไปจัดรายการที่ช่องเอ็นบีทีตนได้บอกกับคนใกล้ชิดไปหมดแล้ว แต่ยังไม่โพสต์ลงในสื่อโซเชียลฯ เพราะตัวโปรโมตหลักยังไม่ออก แล้วจู่ ๆ กลุ่มฟ้าเดียวกันมาโพสต์ ไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่สปอตโปรโมตของช่องเอ็นบีทีจะออก ซึ่งถ่ายทำมา 3 สัปดาห์แล้ว ที่ผ่านมามีการเตรียมตัวและประชุมกับช่องเอ็นบีทีมา 3 เดือนแล้ว และยังต้องซ้อมการจัดรายการ ซึ่งต้องให้เกียรติคนทำงานทุกคนเพราะเราเป็นคนใหม่ที่นั่น เพราะฉะนั้นเราทำงานแบบมืออาชีพ มีขั้นตอน เรียนรู้ระบบ รู้จักคน รู้จักวิธีการทำงานในฐานะผู้ร่วมผลิตรายการ การทำงานต้องทำร่วมกันเป็นทีม ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งเก่งกว่ากัน และเห็นใจซึ่งกันและกัน

อนึ่ง ก่อนหน้านี้บนโซเชียลฯ มีการก๊อปรูปภาพจากเฟซบุ๊ก ‘Teerat Ratanasevi’ ของนายธีรัตถ์ ที่ซ้อมการจัดรายการก่อนออกอากาศจริง แล้วปรากฏว่ามีชาวเน็ตจับผิดภาพฉากด้านหลังว่ามีลายน้ำของเว็บไซต์ 123RF ซึ่งเป็นเว็บไซต์ขายภาพสต๊อก ปรากฏว่าในวันนี้ซึ่งเป็นวันออกอากาศจริง ไม่ได้ใช้รูปดังกล่าว แต่เป็นรูปอาคารในกรุงเทพมหานครที่ไม่มีลายน้ำใด ๆ

ผู้ช่วย ผบ.ตร.เปิดเผยผลจับกุมการพนันฟุตบอล ช่วงการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2024 พบ 2 วัน จับกุมกว่า 120 ราย

วันนี้ (17 มิถุนายน 2567) พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผล.ตร.) เปิดเผยว่า  พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร. สั่งการให้จัดตั้งศูนย์ป้องกันและปราบปรามการลักลอบเล่นการพนันทายผลฟุตบอลยูโร 2024 ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2567 เพื่อป้องกันและปราบปรามการลักลอบเล่นการพนันทายผลฟุตบอล ซึ่งมีการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ครั้งที่ 17 หรือฟุตบอลยูโร 2024 (UEFA European Football Championship 2024) ในวันที่ 14 มิถุนายน ถึง 14 กรกฎาคม 2567 

ผลการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทายผลการแข่งข้นฟุตบอลยูโร 2024 ห้วงวันที่ 14-15 มิถุนายน 2567 ภาพรวมทั่วประเทศ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหารวม 126 คน แบ่งเป็น เจ้ามือ  6 ราย ผู้ต้องหา 7 คน , ผู้เล่น 117 ราย และคนเดินโพย 2 ราย พร้อมตรวจยึดของกลางโพยบอล 150 ใบ วงเงินหมุนเวียนในการเล่นการพนัน 14,351 บาท ยึดเงินสด 11,021 บาท

พล.ต.ท.อัคราเดชฯ กล่าวว่า ได้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศ ตรวจตราสถานบริการ สถานบันเทิง หรือสถานที่อื่นใดที่เปิดให้บริการรับชมการแข่งขันฟุตบอล รวมทั้งทางออนไลน์ต่างๆ ด้วย พื่อเป็นการป้องกันปราบปรามและสืบสวนจับกุมอย่างเข้มข้น หากประชาชนมีเบาะแสหรือเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการพนันทายผลฟุตบอล หรืออาชญากรรมอื่น ๆ สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 191 หรือ สายด่วน 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top