Saturday, 20 June 2026
NEWS FEED

'เพจดัง' ชวนอ่าน!! 'อำนาจ การเมือง เรื่องลือ' ความจริงที่หายไปจากกรณีสวรรคตรัชกาลที่ 8

(4 ก.ค. 67) จากเพจ 'ฤๅ - Lue History' ได้โพสต์ข้อความถึงหนังสือเล่มใหม่ ในชื่อ 'อำนาจ การเมือง เรื่องลือ' - ความจริงที่หายไปจากกรณีสวรรคตรัชกาลที่ 8 ระบุว่า...

หนังสือเล่มนี้ ว่าด้วยเรื่องปริศนาเรื่องเอกของวงการประวัติศาสตร์ไทย ที่ยังเป็นที่นิยมมาจนถึงปัจจุบัน นั่นก็คือ...

‘กรณีสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 8’

แม้ว่าในท้องตลาดจะมีหนังสือประเภทดังกล่าวอยู่จำนวนพอสมควร ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่เริ่มทยอยผลิตออกมาตั้งแต่เหตุการณ์สวรรคตบังเกิดขึ้นใหม่ ๆ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

เนื่องจากกระแสเรื่องกรณีสวรรคตยังคงเป็นปริศนาและยังไม่เป็นที่ยุติโดยได้ง่าย ความกระหายใคร่อยากรู้ของประชาชนในประเด็นดังกล่าว จึงยังเป็นสิ่งที่ไม่เคยจางหายแม้นเหตุการณ์วิปโยคนี้จะล่วงเลยมากว่าชั่วอายุคนแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ดี หนังสือเหล่านี้จำกัดอยู่เพียงแค่การเล่าถึงรูปคดีและการอธิบายทฤษฎีเบื้องลึก/เบื้องหลัง ตามหลักฐานเดิม ๆ ที่ถูกนำมาตีความใหม่ ๆ โดยผู้เขียนเหล่านั้นจำนวนไม่น้อยต่างมีธงหรือทฤษฎีในใจในการเขียนชี้นำผู้อ่านให้เลือกเชื่อตามแต่เจตนาของผู้เขียนอยู่แล้ว

แน่นอนว่าจำนวนเกินกว่าครึ่งของหนังสือเหล่านี้หาใช่หนังสือในรูปแบบวิชาการ หากแต่เป็นการเล่าเรื่องแนวซุบซิบ คำแก้ตัว การรวมคำพิพากษาคดีและบทวิเคราะห์ หรืองานเขียนกึ่งสารคดีทางการเมือง อันมีการใช้หลักฐานทางประวัติศาสตร์รวมถึงกรอบทฤษฎีอย่างวิชาการน้อยมาก ทำให้ความก้าวหน้าในเรื่องกรณีสวรรคตไม่ปรากฏ ‘เป็นการพายเรือวนในอ่าง’ แต่เพียงเท่านั้น

ทางคณะผู้เขียนซึ่งเห็นตรงกัน จึงรู้สึกเบื่อหน่ายกับการใช้กรณีสวรรคต ซึ่งเป็นเรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่จบไปแล้ว มาใช้ประโยชน์เป็นเครื่องมือทางการเมือง เช่น การเผยแพร่ข่าวลือหรือการกล่าวหาอย่างไร้หลักฐานและไม่เป็นธรรมต่อบุคคลใด ๆ ก็ตามในเรื่องนี้โดยปราศจากข้อมูลที่ถูกต้อง

พฤติการณ์เช่นนี้คือ การกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ แก่ชาติ และคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจุบันการใช้กรณีสวรรคตมาปลุกระดมทางการเมือง เป็นการกระทำการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นแกนกลางของกรณีสวรรคตนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้คณะผู้เขียนเห็นว่าควรต้องยุติได้แล้ว

>> ดังนั้น หนังสือเล่มนี้จึงถูกเขียนขึ้นมาด้วยเหตุข้างต้น คณะผู้เขียนตั้งใจจะฉายให้เห็นสภาพแวดล้อมทางการเมืองทั้งในและนอกประเทศ รวมถึงเหตุการณ์และรายงานจากเอกสารทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่เกี่ยวกับกรณีสวรรคตนับตั้งแต่ พ.ศ.2489-2500 และลงลึกไปถึงระดับจุลภาคว่ามีผู้ใดบ้างที่เกี่ยวข้องหรือเป็นผู้บงการการปล่อยข่าวลือดังกล่าว

โดยหนังสือเล่มนี้ได้เรียกเอาเอกสารชั้นต้นเท่าที่เสาะหาได้ล่าสุดในปัจจุบันมาทำการสอบปากคำอย่างละเอียดในทุก ๆ หน้ากระดาษและตัวอักษร เพื่อเค้นเอา ‘ความจริง’ ในเหตุการณ์ที่จบสิ้นไปนานแล้วออกมาให้มากที่สุด

และแน่นอน คณะผู้เขียนได้พยายามอย่างที่สุดที่จะสกัดเอาการเมืองออกไปจากความจริงแห่งยุคสมัยให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

*** คณะผู้เขียนหวังใจเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจทั่วไป ผู้ที่สนใจในเรื่องประวัติศาสตร์ทางการเมืองไทย หรือเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยากทราบความจริงเกี่ยวกับกรณีสวรรคตที่มีความเบื่อหน่ายกับการใช้ข่าวลือ เรื่องเท็จ หรือความเห็นทางการเมืองมาเขียนปะปนกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์

นอกจากนี้ หนังสือเล่มนี้หวังใจว่าจะเป็น ‘ก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่’ ในการจุดประกายสู่การนำไปต่อยอดทางวิชาการหรือวิพากษ์งานชิ้นนี้ต่อไปในอนาคต เพื่อเติมเต็ม ‘ความจริง’ ที่ยังขาดตกบกพร่องในประเด็นนี้ต่อไป

จีรวุฒิ (อุไรรัตน์) บุญรัศมี, จิตรากร ตันโห และธงรบ
มิถุนายน 2567, หาดใหญ่ - พระนคร

เราจะอัปเดตความคืบหน้าของหนังสือเล่มนี้ให้ทราบเป็นระยะครับ

ช่วยเป็นกำลังใจ และร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของพวกเราได้ที่...
บัญชี. มูลนิธิสยามรีกอเดอ
ธนาคารกรุงเทพ เลขที่บัญชี 0398045898

ขอบคุณครับ

'ภูมิธรรม' ขยายผล 'เศรษฐา' จับมือมาเลฯ ดันเป้า 1 ล้านล้านบาท ภายในปี 70 พร้อมเชื่อมโยงชายแดนใต้ด้วย Twins City

ภูมิธรรม เดินหน้าผลักดันให้มาเลเซียอำนวยความสะดวกและเปิดตลาดนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทย ตลอดจนยกระดับความเชื่อมโยงเศรษฐกิจชายแดนใต้ให้เป็นรูปธรรม หนุนการค้าสองฝ่ายขยายตัว พร้อมขยายความร่วมมือฮาลาล ดันแฟรนไชส์ไทยไปยังมาเลเซียมากขึ้น

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า ไทย -มาเลเซีย (Thailand  -Malaysia Joint Trade Committee :JTC) ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2567 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ว่า ทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์อันดีในทุกระดับโดยเฉพาะผู้นำประเทศโดยท่านนายกรัฐมนตรีประเทศมาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม กับนายกรัฐมนตรีประเทศไทย เศรษฐา ทวีสิน ได้มีการพบปะหารือเกี่ยวกับด้านเศรษฐกิจกันอย่างบ่อยครั้ง โดยมีการปรึกษาเกี่ยวกับเศรษฐกิจการค้าอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการมาเยือนมาเลเซียของผมในครั้งนี้ ผมได้มาสานต่อให้กับท่านผู้นำทั้งสองประเทศ ซึ่งจะมีผลที่สามารถนำไปกำหนดทิศทางอย่างเป็นรูปธรรม 

“การมาครั้งแรกหลังจากที่ได้รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากประเทศมาเลเซียเป็นเพื่อบ้านใกล้ชิดและเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 1 ในอาเซียนของไทย โดยการประชุมในครั้งนี้ ทั้ง 2 ประเทศ จะเดินหน้าทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่เพื่อส่งเสริมการค้าให้บรรลุเป้าหมาย 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือ 1 ล้านล้านบาทภายในปี 2570 ตามที่นายกรัฐมนตรีสองฝ่ายตั้งเป้าหมายไว้ โดยจะอำนวยความสะดวกในการเปิดตลาดสินค้าเกษตรของทั้งสองฝ่ายให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งไทยได้ขอให้มาเลเซียเร่งอนุญาตนำเข้าเนื้อโค เนื้อสุกร และนกเขาชวาเสียง รวมทั้งตรวจรับรองผู้ผลิตสินค้าไก่สดแช่เย็นแช่แข็งของไทยในการส่งออกไปยังมาเลเซีย”

นายภูมิธรรมเสริมว่า ทั้งสองฝ่ายจะเดินหน้าเชื่อมโยงเศรษฐกิจชายแดนและเพิ่มตัวเลขการค้าชายแดน โดยเร่งรัดให้คณะทำงานด้านการค้าชายแดน และการค้าการลงทุนที่นายกรัฐมนตรีสองฝ่ายได้จัดตั้งขึ้นทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ซึ่งมาเลเซียจะเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะทำงานครั้งแรกปลายเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อเป็นกลไกส่งเสริมและแก้ไขปัญหาการค้าและการลงทุนชายแดน และไทยได้เสนอการเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่นระหว่าง 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย กับ 5 รัฐตอนเหนือของมาเลเซียในรูปแบบเมืองคู่แฝดทางการค้า ระหว่างจังหวัดนราธิวาส-รัฐกลันตัน สงขลา-รัฐเคดาห์ สตูล-รัฐเปอลิส ยะลา-รัฐเปรัก และปัตตานี-รัฐตรังกานู ตลอดจนได้ผลักดันให้เร่งหาข้อสรุปในการจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารข้ามพรมแดนระหว่างไทย-มาเลเซีย เพื่อให้ลงนามได้ภายในปีนี้ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อความคืบหน้าการก่อสร้างถนนเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่และด่านบูกิตกายูฮิตัมฝั่งมาเลเซียที่กำหนดจะแล้วเสร็จในปี 2568 ซึ่งจะทำให้การขนส่งสินค้าและการเดินทางของนักท่องเที่ยวข้ามพรมแดนสะดวกมากยิ่งขึ้น

นายภูมิธรรม กล่าวด้วยว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือใหม่ๆ โดยเฉพาะการส่งเสริมผู้ประกอบการด้านฮาลาล และธุรกิจแฟรนไชส์ที่ไทยมีศักยภาพไปยังมาเลเซีย รวมถึงความร่วมมือด้านดิจิทัลและดาต้าเซนเตอร์ที่รัฐบาลทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการสร้างสภาพแวดล้อม ที่เอื้ออำนวยต่อการค้า ดึงดูดการลงทุน และเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล 

โดยในช่วงท้าย นายภูมิธรรม ได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนฝ่ายมาเลเซียเข้าร่วมงานมหกรรมการค้าชายแดน ณ จังหวัดสงขลา รวมทั้งกิจกรรมส่งเสริมการค้าของไทยในปี 2567 ที่จะจัดขึ้นในประเทศมาเลเซีย เช่น งาน Thailand Week 2024 และงานแสดงสินค้านานาชาติในประเทศไทยด้วย

ในนามรัฐบาลไทยขอขอบคุณอีกครั้งที่ได้ร่วมกันผลักดันการประชุมในวันนี้ให้สำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพในส่วนของฝ่ายไทยของจะนำผลประชุมในครั้งนี้ไปกราบเรียนนายกรัฐมนตรีให้ทราบถึงการผลักดันเศรษฐกิจร่วมของทั้งสองประเทศในครั้งนี้เพื่อผมจะรอต้อนรับคณะรัฐตรีและผู้บริหารของมาเลเซียในการประชุม JTC ครั้งที่ 4 ที่ไทย

ทั้งนี้ มาเลเซียเป็นประเทศเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในอาเซียน และอันดับที่ 4 ของไทยในโลก และเป็นคู่ค้าชายแดนอันดับ 1 ของไทย ในปี 2566 การค้ารวมไทย-มาเลเซีย มีมูลค่า 25,118.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (-7.14%) สำหรับในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2567 (ม.ค.-พ.ค.) การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 10,787.02 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (-0.54%) โดยเป็นการส่งออก 5,046.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 5,740.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สร้างชีวิต อย่างยั่งยืน มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ครัวเรือนยากจน มอบจักรยานให้กับโรงเรียนในพื้นที่ชนบท พร้อมนำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกบริการฟรีแก่ชาวสกลนคร

วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม 2567) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่าสังคมสงเคราะห์ และ นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ ร่วมในพิธีมอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้กับครัวเรือนยากจนในพื้นที่จังหวัดสกลนคร จำนวน 29 ครัวเรือน พร้อมทั้งมอบรถจักรยานในโครงการ จักรยานเพื่อน้องสัญจร ครั้งที่ 5 จำนวน 100 คัน กระบอกน้ำ จำนวน 500 ใบ ให้แก่โรงเรียนที่ขาดแคลน จำนวน 10 แห่ง เพื่อให้นักเรียนที่ประสบปัญหาในการเดินทางได้ยืมเรียน รวมถึงเป็นการแบ่งเบาภาระค่าพาหนะแก่ผู้ปกครองได้อีกทางหนึ่ง อีกทั้งยังเสริมสร้างให้นักเรียนได้ออกกำลังกาย เรียนรู้กฎจราจร เรียนรู้การแบ่งปัน และดูแลรักษาสาธารณสมบัติร่วมกัน รวมมูลค่าสิ่งของที่มอบในครั้งนี้เป็นเงิน 922,660 บาท (เก้าแสนสองหมื่นสองพันหกร้อยหกสิบบาทถ้วน) โดยมี นายชยุต วงศ์วณิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร พร้อมด้วย นางสาวนิภา ทองก้อน ผู้อำนวยการสำนักเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน เป็นประธานร่วมในพิธี นายสุรพล แก้วอินธิ ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน เขตตรวจราชการ ที่ 11 คณะเมตตาธรรมมูลนิธิสกลนคร ร่วมในพิธี รวมทั้ง ประชาชน เยาวชน และผู้แทนจากสถาบันการศึกษา เป็นผู้รับมอบ  ณ หอประชุมถนอมจันทร์เปล่ง กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 23 อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร

พร้อมกันนี้ นางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมหน่วยแพทย์ฯ และเจ้าหน้าที่กู้ชีพ  แผนกบรรเทาสาธารณภัยฯ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลงพื้นที่ให้บริการประชาชนฟรี ประกอบด้วย บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป จ่ายยา ตรวจวัดสายตาพร้อมแจกแว่น  และบริการตัดผม ฯลฯ โดยมีประชาชนเข้ารับบริการเป็นจำนวนมาก

โครงการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้สนับสนุนอุปกรณ์ประกอบอาชีพ ช่วยเหลือครัวเรือนยากจน ตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือแก้ไขปัญหาความยากจน  ระหว่างกรมการพัฒนาชุมชนและมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ซึ่งมูลนิธิฯ ได้จัดงบประมาณดำเนินการเพื่อจัดหาวัสดุอุปกรณ์การประกอบอาชีพมอบให้แก่ครัวเรือนยากจน ให้สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว โดยในกลุ่มเป้าหมายแรกดำเนินการในพื้นที่ภาคกลาง 17 จังหวัด รวม 98 ครัวเรือน ต่อมา ได้ดำเนินการในพื้นที่จังหวัดทางภาคเหนือ 17 จังหวัด รวม 230 ครัวเรือน ซึ่งได้ดำเนินการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และในขณะได้พิจารณาพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 20 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ นครราชสีมา อุดรธานี มุกดาหาร หนองบัวลำภู บึงกาฬ ยโสธร ศรีสะเกษ มหาสารคาม ขอนแก่น อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ สกลนคร เลย หนองคาย และ นครพนม ซึ่งปัจจุบันทางมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ลงพื้นที่มอบไปแล้วรวมทั้งสิ้น 12 จังหวัด

ตลอดระยะเวลา 114 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

#มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง #ช่วยชีวิต #รักษาชีวิต #สร้างชีวิต 
#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

ตำรวจ!! สแกน!! ‘พะงัน’ รวบต่างด้าวทำงานนอกเหนือสิทธิ หลังคนพื้นที่ร้องเรียน ‘เปิดร้านค้า-ขายของ-ขับรถเร่’ กันพรึ่บ

(4 ก.ค.67) พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (ผบช.ทท.) สั่งการให้ พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สว.ส.ทท.5 กก.2 บก.ทท.3 บูรณาการร่วมกับนายนพดล ขาวมะลิ นายอำเภอเกาะพะงัน , ผกก.สภ.เกาะพะงัน , สว.ตม.เกาะพะงัน หลังได้รับการร้องเรียนจากผู้นำท้องถิ่นว่ามีต่างด้าวลอบมาทำงานในพื้นที่ จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ และได้ทำการจับกุมผู้ต้องหาเป็นชาวเมียนมา และคนไทย รวม 7 ราย ข้อหา ‘เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ์จะทำได้ (ค้าขาย)’ และ ‘เป็นนายจ้างให้บุคคลต่างด้าวทำงานนอกเหนือสิทธิที่จะทำได้ (ค้าขาย)’ รวมถึง ‘เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต’ โดยมีทั้งเปิดร้านค้าขายข้าวราดแกง, ขายของหน้าร้านชำ, ขับรถเร่ขายของ, เปิดร้านขายน้ำชาพม่า และร้านขายหมากพลู พร้อมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน เพื่อดำเนินการตาม กฎหมายต่อไป

หนึ่งในชาวเมียนมาที่ถูกจับกุม กล่าวว่า ตนไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารที่ใช้แทนหนังสือเดินทางแต่อย่างใด เนื่องจากลักลอบเดินทางเข้ามาในประเทศไทยผ่านชายแดน จ.ระนอง โดยมีค่าใช้จ่าย 18,000 บาท ซึ่งมีนายหน้าชาวเมียนมาไม่ทราบชื่อเป็นผู้ช่วยเหลือลักลอบเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ตนเข้ามาอยู่ในพื้นที่ อ.เกาะพะงัน เป็นเวลา 6 เดือนแล้ว

ด้านนายนพดล ขาวมะลิ นายอำเภอเกาะพะงัน กล่าวว่า มีประชาชนร้องเรียนว่ามีบาร์เบอร์ชื่อดังเข้ามาตัดผมอยู่ที่เกาะพะงัน ทางผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยวได้สั่งการให้ตำรวจท่องเที่ยว ร่วมกับฝ่ายปกครอง ทำการตรวจสอบ แต่พบว่าไม่มี เป็นเพียงการเข้าใจผิด และตรวจสอบแล้วในพื้นที่เกาะพะงันไม่มีช่างตัดผมดังที่เป็นข่าวในพื้นที่แน่นอน จึงขอให้ประชาชนคำนึงถึงภาพลักษณ์การท่องเที่ยว ก่อนจะแชร์ข่าวอะไรออกไป

สำหรับการจับกุมในครั้งนี้ ส.ทท.5 กก.2 บก.ทท.3 กวดขัน ควบคุมพฤติกรรมชาวต่างชาติและบุคคลต่างด้าว แรงงานข้ามชาติ แย่งอาชีพคนไทย และการกระทำความผิดในคดี 10 กลุ่มต้องห้าม ในพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยวและเป็นการป้องปราบกลุ่มแรงงานหรือนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวแล้วแฝงตัวทำงานในพื้นที่

‘พี่เอ้’ ห่วง!! ‘เด็กไทย’ หลุดจากระบบการศึกษาทะลุ 1 ล้านคน หวั่น!! ‘คนขาดความรู้-ปัญหาสังคมลุกลาม-แข่งขันต่างชาติไม่ได้’

(4 ก.ค. 67) ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ 'ดร.เอ้' ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ ‘วิกฤติแล้ว! ตื่นเถิด คนไทย’ เมื่อ ‘เด็กไทย หลุดจากโรงเรียน’ ทะลุ 1 ล้าน เราจะช่วยกันอย่างไรดี? โดยระบุว่า…

สถิตินี้น่ากลัวมาก ทั้งที่มีเด็ก ‘เกิดน้อยลง’ คือ ‘วิกฤติ’ ที่สุดแล้ว แต่ ‘ผู้นำ’ ยังละเลย ทั้งที่เป็นเรื่องที่น่าอันตราย ต่ออนาคตประเทศไทยอย่างที่สุดแล้ว มันจะส่งผลอย่างไรบ้าง ต่อประเทศไทยและสังคมไทย 

1. ‘ที่นั่งในมหาวิทยาลัย จะยิ่งว่างมากขึ้น’ 

เพราะเราส่งเด็กไทย ‘ไปไม่ถึง’ ชั้นมหาวิทยาลัย ถือเป็น ‘ความสูญเสีย’ ทั้งเสียโอกาสในการเสริมศักยภาพ ‘คนรุ่นใหม่’ และ เสียโอกาส ‘การลงทุน’ ที่รัฐทุ่มไปกับการพัฒนามหาวิทยาลัยทุกปี ๆ แต่มีเด็กเรียนน้อยลง 

ขณะที่ เกาหลีใต้ สิงคโปร์ มุ่งเป้าส่งเด็ก เรียนไปถึงมหาวิทยาลัย ได้เกือบ 100% 

มาเลเซียก็ประกาศ ส่งเด็กเรียน ให้ถึงมหาวิทยาลัย อย่างน้อย 70% ขณะที่ประเทศไทยอาจมีเพียง 30% เท่านั้น! 

แบบนี้ ยิ่งนานวัน นอกจากไทย ‘แข่งขันไม่ได้’ ยังต้องเกิดเป็นภาระในการดูแล ‘พลเมืองด้อยโอกาส ข้ามรุ่น’ ซึ่งถือว่า น่ากลัวมาก 

2. ‘แรงงานทักษะต่ำเพิ่ม แรงงานทักษะสูงลด’

ส่งผลกระทบต่อ ‘เศรษฐกิจไทย’ รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ยิ่งกว่า ‘สึนามิ’ เพราะโลกยุคดิสรัปชั่น ไม่ได้แข่งที่ ‘ทำของถูก’ ไม่ได้แข่งกันที่ ‘ภาคการผลิตของพื้น ๆ ง่าย ๆ’ เท่านั้น แต่แข่งกันที่ ‘สินค้ามูลค่าสูง’ ที่ต้องใช้แรงงานทักษะระดับปัญญา มาเอาชนะกัน

ทุกวันนี้ ประเทศไทย ‘ตกหลุมลึก’ เรื่องการยกระดับทักษะพลเมือง การทำ ‘Upskill’ / ‘Reskill’ เป็นเพียง ‘วาทกรรม’ ให้มาผลาญงบประมาณ หาก ‘ผู้นำ’ ไม่ลงไปกำกับจริงจัง อาจทำให้ ‘อนาคตไทย หมดสภาพการแข่งขัน’ น่าห่วงที่สุด

3. ‘ปัญหาสังคมทุกเรื่อง กำลังตามมา’

เด็กไทย อยู่ในวัยเยาว์จนถึงวัยรุ่น ออกจากโรงเรียนก่อนเวลา ขาดการดูแล ทำให้สังคมไทยต้องเผชิญปัญหา ‘แม่วัยใส’ / ‘เด็กติดยาเสพติด’ / ‘เด็กติดการพนัน’ และ ‘สุขภาพทรุดโทรม’ เร็วกว่าคนที่มีความรู้มากกว่า

ปัญหาสังคมจากพลเมืองไม่มีความรู้ หรือเรียนน้อย จะเป็นปัญหาที่รัฐ ต้องมาตามแก้ไม่รู้จบ อันตรายมาก 

สาเหตุการ ‘ออกจากโรงเรียน’ มีหลายสาเหตุ ที่ต้องมาคิดวิเคราะห์ ด้วย ‘ข้อมูลรอบด้าน’ แม้ว่าสาเหตุใหญ่ อาจจะมาจาก ‘ความยากจน’ แต่ก็มีอีกหลายปัจจัย รุมเร้า เร่งให้ผู้ปกครอง ‘ยอมแพ้’ ไม่สู้ ไม่ส่งลูกเรียนต่อ 

‘ผู้นำ’ จึงต้องทำจริงจังเรื่อง ‘การพัฒนาคน’ ให้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด อย่าเพิกเฉย ปล่อยปัญหาให้หนักหนา ไม่เช่นนั้น ไม่นาน ไทยเราอาจซบเซา สู้เขาไม่ได้ น่าเสียดายครับ

เชียงใหม่-อบจ.เชียงใหม่ จัดฟรีคอนเสิร์ต Chiang Mai Music Journey 3 และวิ่ง Twilight Run 2

วันที่ 3 กรกฎาคม 2567 นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดงานวิ่ง Twilight Run 2 กิจกรรมวิ่ง FUN RUN ในงาน Chiang Mai Music Journey 3 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่จากชาวไทยและชาวต่างชาติ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจของท้องถิ่น ส่งเสริมการท่องเที่ยวด้านกีฬา และส่งเสริมให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญของการออกกำลังกาย ให้มีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงปราศจากโรคภัย โดยมีนายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวต้อนรับ พร้อมทั้งหัวหน้าส่วนราชการ และผู้เข้าร่วมวิ่งกว่า 5,000 คน เข้าร่วมกิจกรรม ณ สวนเฉลิมพระเกียรติ 82 พรรษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า กิจกรรมวิ่งเพื่อสุขภาพ Twilight Run 2 เป็นกิจกรรมที่ดีเสริมสร้างพลานามัยที่แข็งแรงให้ทุกคน ทั้งยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งในแต่ละครั้งที่จัดกิจกรรมก็มีประชาชนให้ความสนใจเป็นจำนวนมากและมากขึ้นทุกปี ในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 5,000 คน แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมดังกล่าวประสบความสำเร็จ และที่สำคัญ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ยังได้รังสรรค์พื้นที่กว่า 120 ไร่ของสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ให้เป็นแหล่งโอโซนหรือปอดของเมืองเชียงใหม่ ที่ทุกคนจะได้รับพลังงานธรรมชาติที่สะอาด สดชื่นและเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ด้านการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ

นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ จัดงานเทศกาลดนตรีกลางสวน ครั้งที่ 3  Chiang Mai Music Journey 3 และงานวิ่ง Twilight Run 2 เป็นกิจกรรมภายใต้โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยว ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่

สำหรับกิจกรรมคอนเสิร์ตจัดภายใต้แนวคิด Rhythm In The Rain เมื่อสายฝนโปรยหล่น...เป็นเสียงดนตรี พบกับนักร้องและวงดนตรีชื่อดัง ได้แก่ PAUSE, LHAM SOMPHOL, BOWKYLION และ BODYSLAM งานนี้เข้าชมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

ส่วนงานวิ่ง Twilight Run 2  เป็นกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสุขภาพ ระยะทางวิ่ง 5 กิโลเมตร บริเวณอ่างเก็บน้ำหนองเขียวและสนามด้านหลังศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่   หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่

นภาพร/เชียงใหม่

'อัษฎางค์' ซัด!! สื่อไทย ยกยอดสตรีมมิง Spotify 'เจนนี่' มาชน 'ลิซ่า' ทั้งที่ยอดสตรีมพันล้านที่ยกมา จริงๆ เป็นของ 'The Weeknd'

(4 ก.ค. 67) เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค นักประวัติศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยตั้งคำถามว่า "เป็นคนไทย สื่อไทย ทำไมไม่ยกย่อง น้องลิซ่า ที่เป็นคนไทย แต่ไปยก น้องเจนนี่ เอามาชนกับ น้องลิซ่า ทำไม?" มีเนื้อหา ดังนี้...

พาดหัวข่าวว่า…
“JENNIE วง BLACKPINK สร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ในวงการดนตรีอีกครั้ง ด้วยสถิติอันน่าทึ่งจากเพลง 'One Of The Girls' ที่ขณะนี้กลายเป็นเพลงของ ศิลปินเดี่ยวหญิงเคป๊อปที่มียอดสตรีมมิงแตะ 1 พันล้านครั้งเร็วที่สุดบนแพลตฟอร์มสตรีมมิงอย่าง Spotify”

พาดหัวข่าวแบบนี้ เพื่ออะไร?
ทั้งที่ความจริงที่เขียนอยู่ข้างในข่าวว่า…

เพลง One Of The Girls มียอดเข้าฟังมากกว่า 1 พัน ล้านครั้งแล้วภายในระยะเวลาแค่เพียง 376 วัน โดยเป็นเพลงประกอบซีรีส์เรื่อง The Idol จากค่าย HBO 

“JENNIE ร่วมแสดงและร้องเพลงนี้กับ The Weeknd และ Lily-Rose Depp”

ข้อเท็จจริงคือ “ยอดพันล้านนี้เป็นของ The Weeknd”

“JENNIE กับ Lily-Rose Depp (ลูกสาวของ Johnny Depp) เป็นนักร้องรับเชิญมาร่วมร้อง
…………………………………………………………………………..
ขอยกตัวอย่าง….
เหมือนเพลง ความเชื่อ ของ บอดี้สแลม ที่พี่แอ๊ด คาราบาว มาร้องเป็นนักร้องรับเชิญ

ถ้าสมมติว่า “เพลงความเชื่อ” นี้ทำยอดพันล้านใน Spotify จะพาดหัวว่า “เพลงของ แอ๊ด คาราบาว เป็นศิลปินเดี่ยวคนแรกของไทยที่มียอดสตรีมมิงแตะ 1 พันล้านครั้งเร็วที่สุดใน Spotify ได้หรือไม่?”

หรือควรจะพาดหัวว่า “บอดี้สแลม เป็นศิลปินไทยที่มียอดสตรีมมิงแตะ 1 พันล้านครั้งเร็วที่สุดใน Spotify”
…………………………………………………………………………..
แต่ The Standard พาดหัวข่าวว่า…

“JENNIE เป็นศิลปินเดี่ยวหญิงเคป๊อปที่มียอดสตรีมมิงแตะ 1 พันล้านครั้งเร็วที่สุดบนแพลตฟอร์มสตรีมมิงอย่าง Spotify”

ทั้งที่สถิตินั้นเป็นของ The Weekend 

และความจริง…
”ศิลปินเดี่ยวหญิงเคป๊อปที่มียอดสตรีมมิงแตะ 1 พันล้านครั้งเร็วที่สุดบนแพลตฟอร์มสตรีมมิงอย่าง Spotify คือ น้องลิซ่า ของเรา“
…………………………………………………………………………..
ทำไมไม่ยกย่อง น้องลิซ่า ที่เป็นคนไทย
แต่ไปยก น้องเจนนี่ เอามาชนกับ น้องลิซ่า ทำไม?

(แสดงความคิดเห็นด้วยความสุภาพนะครับ)

‘ขสมก.’ เตรียมจัดเดินรถเฉพาะกิจ ‘ฟรี 5 เส้นทาง’ บริการประชาชนร่วมงานเฉลิมพระเกียรติฯ สนามหลวง

(4 ก.ค.67) ดร.มนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ตนได้มอบหมายให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จัดรถโดยสารให้บริการฟรี เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนเดินทางไปร่วมงานมหรสพสมโภชเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ณ ท้องสนามหลวง ระหว่างวันที่ 11-15 กรกฎาคม 2567 ซึ่งเป็นไปตามนโยบาย ‘ราชรถยิ้ม’ ของกระทรวงคมนาคม ในการสนับสนุนให้พี่น้องประชาชนใช้บริการรถโดยสารด้วยรอยยิ้มและมีความสุข 

โดยนายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการ ขสมก. กล่าวว่า ขสมก. ได้เตรียมจัดเดินรถโดยสารเฉพาะกิจให้บริการฟรี (จอดรับ-ส่งทุกป้าย) เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการเดินทางไปร่วมงานมหรสพสมโภชฯ ระหว่างวันที่ 11-15 กรกฎาคม 2567 ณ สนามหลวง จำนวน 5 เส้นทาง ให้บริการตั้งแต่เวลา 12.00-22.00 น. โดยมีจุดจอดรับ-ส่ง บริเวณหน้าศาลฎีกา ดังนี้…

1) อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (ฝั่งเกาะพญาไท)
2) สายใต้ใหม่
3) หมอชิต 2
4) วงเวียนใหญ่
5) เดินรถเป็นวงกลม เส้นทางสนามหลวง - ท่าช้าง - ท่าเตียน

นอกจากนี้ ขสมก. ได้จัดเจ้าหน้าที่สายตรวจพิเศษ และนายตรวจประจำจุดจอดรับ-ส่ง เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการจราจร และดูแลความปลอดภัย หากประชาชนมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้บริการรถโดยสารประจำทาง ข้อมูลเส้นทางรถโดยสารประจำทาง สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Call Center โทร. 1348 ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 05.00 - 22.00 น.   

ทั้งนี้ งานมหรสพสมโภชฯ จัดโดยกระทรวงวัฒนธรรม มีการจัดแสดงศิลปวัฒนธรรมและการแสดงดนตรีเฉลิมพระเกียรติฯ แบ่งเป็น 2 เวที คือ เวทีกลาง จัดแสดงวันที่ 11-15 กรกฎาคม 2567 เวลา 18.30 - 22.00 น. อาทิ การแสดงมหาดุริยางค์ไทยแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ การแสดงโขนสด และการแสดงละครนอกเฉลิมพระเกียรติฯ ส่วนเวทีย่อย จัดแสดงวันที่ 12 - 14 กรกฎาคม 2567 เวลา 17.00 - 18.30 น. อาทิ การแสดงของสมาคมศิลปะพื้นบ้าน การแสดงรำวงพื้นบ้าน รวมทั้งมีตลาดวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติฯ จำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารไทย อาหารพื้นถิ่น มีการสาธิตอาหารในรูปแบบตลาดย้อนยุค และการสาธิตภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เช่น นวดไทย ทำว่าวไทย เป็นต้น

รองผู้บัญชาการทหารเรือเป็นผู้แทนผู้บัญชาการทหารเรือร่วมงานเลี้ยงรับรองเนื่องในวันชาติอเมริกา

เมื่อวันที่ (2 ก.ค.67) พล.ร.อ.สุวิน แจ้งยอดสุข รองผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นผู้แทนผู้บัญชาการทหารเรือ พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพเรือ ร่วมงานเลี้ยงรับรองเนื่องในวันชาติอเมริกา ตามคำเชิญของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย โดยมี นายโรเบิร์ต เอฟ. โกเดค (H.E. Mr.Robert F. Godec) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และภริยา เป็นเจ้าภาพ ณ Topgolf Megacity อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

ไทยกับสหรัฐอเมริกา สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ.2376 นับเป็นระยะเวลา 190 ปี โดยความสัมพันธ์ทางทหารและความมั่นคงนั้น ไทยได้รับสถานะเป็น Major Non-NATO Ally (MNNA) ของสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๖ โดยกรอบความร่วมมือทางด้านการทหารและความมั่นคงมีหลายระดับ ทั้งนี้ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพเรือไทย และกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาเป็นไปด้วยดีในหลายมิติ ดังนี้

1. การเยี่ยมเยือนของผู้บังคับบัญชา กองทัพเรือไทยและกองทัพเรือสหรัฐ มีการแลกเปลี่ยนการเยี่ยมเยือนของผู้บังคับบัญชาระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

2. การศึกษา กองทัพเรือสหรัฐ ให้การสนับสนุนที่นั่งการศึกษาหลักสูตรที่สำคัญ ได้แก่ นักเรียนนายเรือสหรัฐ , นักเรียนนายเรือยามฝั่งสหรัฐ , นักทำลายใต้น้ำจู่โจมสหรัฐ , เสนาธิการทหารเรือสหรัฐ , วิทยาลัยการทัพเรือสหรัฐ , เสนาธิการนาวิโยธินสหรัฐ และ Basic Officer (Infantry) นาวิกโยธินสหรัฐ เป็นต้น

3. การประชุม แบ่งเป็น
 - การประชุม Maritime Cooperation Talks (MCT) เป็นการประชุมระดับนโยบายของผู้แทนระดับสูงของกองทัพเรือไทยและกองกำลังทางเรือสหรัฐ ภาคพื้นอินโด - แปซิฟิก
- การประชุม MCT Mid-Term Review ซึ่งเป็นการประชุมในระดับ
ผู้ปฏิบัติ

4. การฝึก เช่น การฝึกร่วมผสม COBRA GOLD , การฝึกผสม CARAT โดยจะมีการฝึก CARAT Multilateral 2024 ในพื้นที่อ่าวไทย ระหว่าง 18 - 27 ก.ค.67 , การฝึก GUARDIAN SEA , การฝึก SEACAT , การฝึก SEA SURVEX, UNDERSEAL, MTWS, FLASH TORCH, RIMPAC และการฝึก PASSEX เป็นต้น

5. การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การประชุมแลกเปลี่ยนข่าวสาร (Intelligence Exchange Conference: IEC) ระหว่างกองทัพเรือไทย – กองทัพเรือสหรัฐ ภาคพื้นแปซิฟิก จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ปีละ 2 ครั้ง

6. การช่วยเหลือทางทหาร กำหนดเป็นโครงการเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล (Maritime Security Initiative: MSI) จำนวน 7 โครงการ ประกอบด้วย โครงการจัดหาอากาศยานไร้คนขับ (ศรชล.) , โครงการเพิ่มขีดความสามารถระบบตรวจการณ์ บ.DO-228 , โครงการจัดหาระบบสื่อสารแบบ CENTRIXS , โครงการฝึก ศึกษาด้านความมั่นคงทางทะเล , โครงการระบบรวบรวมข้อมูลข่าวสารในพื้นที่ลำน้ำ , โครงการปรับปรุงพื้นผิวทางวิ่งสนามบินอู่ตะเภา และโครงการจัดหาเรือยางท้องแข็ง

จากความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันมาอย่างยาวนานส่งผลให้กองทัพเรือไทยและกองทัพเรือสหรัฐมีความร่วมมือที่ดีในหลายมิติด้านความมั่นคงทางทะเล เป็นไปตามนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือในการเสริมสร้างความสัมพันธ์และการมีบทบาทนำด้านความร่วมมือ และความมั่นคงในภูมิภาคให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

‘เพจดัง’ อัปเดต!! งบจัดซื้อจัดจ้าง ‘ทุ่นลอยน้ำ’ กทม.แพงเกินจริง โป๊ะ!! ผู้จัดซื้อเจ้าเดิมได้งาน พร้อมส่วนต่างแพงกว่าตลาดครึ่ง

(3 ก.ค.67) เพจเฟซบุ๊ก ‘ชมรมSTRONGต้านทุจริตประเทศไทย’ โพสต์ภาพทุ่นลอยน้ำกรุงเทพมหานคร (กทม.) 2.5 ล้าน ระบุว่า…

ทุ่นลอยน้ำ กทม. 2.5 ล้าน แพงเกินครึ่ง

ตามกันต่อส่อพิรุธจัดซื้อจัดจ้างแพงเกินจริงของ กรุงเทพมหานคร ล่าสุดพบเจอความผิดปกติกรณีจัดซื้อจัดจ้างทุ่นลอยน้ำ บริเวณสวนลุมฯ และสวนเบญจกิติ

สืบเสาะข้อมูลพบว่าชื่อโครงการซื้อทุ่นลอยน้ำพร้อมอุปกรณ์ยึดต่อสำหรับเทียบเรือ จำนวน 2 ชุด โดยวิธีคัดเลือก หน่วยงาน กองการกีฬา สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว ราคากลาง 5,000,000 บาท ราคาจ้าง 4,998,000 บาท ต่ำกว่าราคากลาง 2,000 บาท

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าติดตั้งจำนวน 2 จุด มีขนาดกว้าง 20 เมตร ยาว 7.5 เมตร และทางกว้าง 2 เมตร ยาว 5 เมตร คำนวนคร่าว ๆ ประมาณ 160 ตร.ม. จากการสืบราคาตลาดพบว่าราคาทุ่นเทียบเรือรุ่นดังกล่าว อยู่ที่ ตร.ม. ละ 5-7 พันบาท ก็ราว ๆ ล้านนิด ๆ แต่ กทม.จัดซื้อ 2.5 ล้านต่อจุด งานนี้คำนวนส่วนต่างครึ่ง ๆ

เมื่อดูในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐฯ พบว่าโครงการฯ นี้ ใช้วิธีการคัดเลือก แทนที่จะต้องใช้วิธีการประมูลแบบอีบิดดิ้ง ตามระเบียบฯ กรมบัญชีกลาง The Comptroller General’s Department มีเอกชน 3 ราย ยื่นซองเสนอราคา คือ

1. บริษัท ไอ คอมเมิร์ซ จำกัด เสนอราคา 5,300,000 บาท

2. บริษัท วาล็อค สปอร์ต อีควิปเม้นท์ จำกัด เสนอราคา 4,998,000 บาท

3. บริษัท ทรี สปอร์ตฟลอริ่ง จำกัด เสนอราคา 5,500,000 บาท

บริษัท วาล็อค สปอร์ต อีควิปเม้นท์ จำกัด ที่จัดซื้อเครื่องออกกำลังกายแพง ๆ เสนอราคาต่ำสุดได้รับงานไป ส่วนรายอื่น ๆ เสนอราคาสูงกว่าราคากลาง แต่ กทม. ไม่เอา ทั้งนี้จากการตั้งข้อสังเกตในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ พบแต่ชื่อไฟล์ แต่ไม่มีข้อมูล ซึ่งตามระบบแล้วจะต้องอัพเดทเข้าไปในระบบ

อีกโพสต์หนึ่ง ระบุว่า "ทุ่นลอยน้ำสวนรถไฟ ส่วนต่างครึ่ง ๆ เจออีก…ทุ่นลอยน้ำ กทม.ที่สวนรถไฟจัดซื้อส่อแพงเกินจริง ชื่อโครงการจัดซื้อทุ่นลอยน้ำพร้อมอุปกรณ์ยึดต่อสำหรับเทียบเรือ ขนาดไม่น้อยกว่า 46 ตารางเมตร (ศูนย์กีฬาวชิรเบญจทัศ) โดยวิธีเฉพาะเจาะจง งบประมาณ 495,000 บาท หน่วยงานที่จัดซื้อ กองการกีฬา สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว สืบราคาตลาดรวมหมุดสกรูแล้วตก ตร.ม.ละ 5,400 บาท คำนวนคร่าว ๆ คูณด้วย 46 ตร.ม. เป็นเงิน 248,400 บาท แต่ กรุงเทพมหานคร เบิก 495,000 ไม่มีลดสักบาท...ครึ่ง ๆ แบบนี้เป็นของหวานให้ ผอ.กอง-เขต ต่าง ๆ"

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 2 ก.ค. ได้โพสต์ข้อความว่า "สวัสดีตอนเช้า ผ่านมา 27 วันแล้ว ตั้งแต่ผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานครแถลงข่าวจนบัดนี้ ยังไม่ทราบผลสอบจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายแพงเกินจริง ๆ"

เป็นการกล่าวถึงกรณีที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แถลงข่าวการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. โดยกล่าวว่า “ผิด ก็ยืนยันว่าผิด กระบวนการในการตรวจสอบราคากลาง คงต้องให้เข้มงวดขึ้นและสามารถให้สังคมตรวจสอบได้ และขบวนการต่าง ๆ ต้องตามกฎหมายอย่างชัดเจน ของฝ่ายบริหารเองก็ไม่มีนโยบายไปก้าวก่ายฝ่ายอื่นหรือคณะกรรมการราคากลางอยู่แล้ว ทุกอย่างต้องเป็นไปตามระเบียบและให้ประโยชน์ต่อประชาชนกับราชการ ของเราเองก็มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตกรุงเทพมหานคร (ศปท.กทม.) ก็จะดำเนินการตรวจสอบต่อไป”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top