Monday, 3 August 2026
NEWS FEED

นครราชสีมา - กองทัพภาคที่ 2 จัดพิธี รับ–ส่งหน้าที่ แม่ทัพภาคที่ 2 คนใหม่ ดูแลพื้นที่ภาคอีสาน

เมื่อวานนี้ (28 ก.ย. 67) เวลา 10.30 น. ณ กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ แม่ทัพภาคที่ 2 และพลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 (ท่านใหม่) ร่วมกระทำพิธีรับ – ส่งหน้าที่แม่ทัพภาคที่ 2 โดยได้กระทำพิธีสักการะพระศรีสัมพุทธโมลี พระพุทธวิชัยเสนีย์นาถ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อนุสาวรีย์วีรไทย พระบรมรูป ร.5 พระบรมราชานุสาวรีย์  หลังจากนั้นจึงลงนามเอกสารรับ – ส่งหน้าที่แม่ทัพภาคที่ 2 ณ ห้องประชุมกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2  ก่อนจะเดินทางมายังบริเวณพิธีรับ – ส่งหน้าที่แม่ทัพภาคที่ 2 ณ ลานหน้าสโมสรร่วมเริงไชย โดยขึ้นแท่นรับการเคารพ  พันเอก กิติพงศ์ พ่วงอยู่ ผู้อำนวยการกองกำลังพล ได้อ่านประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ตามที่ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ  แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวมอบหน้าที่และการบังคับบัญชา และได้ส่งมอบธงประจำกองทัพภาคที่ 2 พร้อมทั้งเอกสารรับ - ส่งหน้าที่ แก่แม่ทัพภาคที่ 2 (ท่านใหม่) จากนั้น จึงกล่าวรับมอบหน้าที่และการบังคับบัญชา เสร็จแล้วทั้ง 2 ท่าน จึงขึ้นแท่นรับการเคารพจากกองผสมหมู่ธงสวนสนาม ซึ่งจัดจาก หมู่ธงประจำหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 2 จำนวน 83 หมู่ธง

สำหรับ พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 26 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 37 โรงเรียนเสนาธิการทหารบก หลักสูตรหลักประจำ ชุดที่ 77 เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 3 ค่ายพระยอดเมืองขวาง จ.นครพนม ,ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 22, เสนาธิการกองพลทหารราบที่ 3, ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 3 ค่ายกฤษณ์สีวะรา จ.สกลนคร, ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 3, รองแม่ทัพภาคที่ 2, แม่ทัพน้อยที่ 2 ก่อนที่จะดำรงตำแหน่ง แม่ทัพภาคที่ 2 ลำดับที่ 44 
สำหรับท่านแม่ทัพบุญสิน หรือแม่ทัพกุ้ง ได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชาให้ดำรงตำแหน่งโดยเฉพาะตำแหน่งคุมกำลังรบสำคัญๆตลอดการรับราชการ รวมทั้งได้รับความร่วมมือจากผู้ใต้บังคับบัญชาทุกระดับ โดยการนำความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ในการบูรณาการขับเคลื่อนนโยบายทั้งในส่วนของกองทัพบกและในส่วนของรัฐบาล  รวมถึงส่วนราชการ และภาคเอกชน ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน การปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มขีดความสามารถ ส่งผลให้มีผลการปฏิบัติงานสำเร็จมากมาย จนเป็นที่ประจักษ์  โดยที่สำคัญท่านได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาหน่วย พัฒนากำลังพล ดูแล ใส่ใจ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา กำลังพลในทุกระดับจนถึงพลทหารน้องเล็กคนสุดท้องกองทัพบก เสมือนคนในครอบครัวเดียวกัน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานให้กำลังพล ส่งผลให้บรรลุทุกๆภารกิจอย่างมีประสิทธิภาพ  จนเป็นที่ยอมรับของผู้บังคับบัญชาระดับสูงในทุกระดับ และเป็นที่เชื่อมั่นศรัทธาของพี่น้องประชาชน คนรากหญ้าชาวอีสาน ซึ่งท่านใช้ภาษาอีสานสื่อสารกับพี่น้องประชาชนในการลงพื้นที่ทุกครั้ง จึงสามารถเข้าใจบริบทของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคอีสานได้อย่างดี ตลอดการทำงานที่ผ่านมาจนมาถึงปัจจุบัน  

#ศูนย์ข่าวมุกดาหาร
#กองทัพภาคที่2
#กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี

เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน 092-5259777

ทร.โดย สอ.รฝ. ระดมพลเร่งฟื้นฟูบ้านพักอาศัย ในพื้นที่แม่สาย เชียงราย

(เมื่อวานนี้ 28 ก.ย. 67) ชุดฟื้นฟู หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง (สอ.รฝ.) กองทัพเรือ ร่วมกับหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง เริ่มดำเนินการตามแผนฟื้นฟูบ้านพักอาศัย ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ตามที่ได้รับแจ้งจากหัวหน้าชุมชน ที่ได้ลงสำรวจและรับแบ่งมอบงาน จากอำเภอและกรมการทหารช่าง โดยแบ่งออกเป็น 2 พื้นที่  ได้แก่ พื้นที่เหมืองแดงใต้ จำนวน 4 หลัง และพื้นที่ชุมชนปิยะพร จำนวน 6 หลัง
ซึ่งในแต่ละพื้นที่ได้ดำเนินการฟื้นฟูและนำโคลนที่อุดตัน บริเวณท่อระบายและพื้นที่บ้านเรือนของประชาชนออก โดยในบางพื้นที่ได้ดำเนินการเสร็จแล้ว 100 % โดย ชุดฟื้นฟูหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง จะดำเนินการ เร่งฟื้นฟู ตามพื้นที่ต่าง ๆ ในเขต อำเภอเมืองแม่สาย จังหวัดเชียงราย ที่ได้รับมอบหมาย ต่อไป

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี รายงาน 0909535645

'พล.ต.ท.ประจวบฯ' ชื่นชมสองตำรวจ สภ.เมืองราชบุรี บุกชาร์จตัวช่วยเหลือหญิงสาวคิดสั้นหวังกระโดนสะพานข้ามแม่น้ำจบชีวิต ปฏิบัติหน้าที่สมความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

เมื่อวานนี้ (28 ก.ย. 67) พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.รรท.รอง ผบ.ตร.) ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานขับเคลื่อนงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้กำชับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรหน่วยต่าง ๆ ทั่วประเทศ ให้อำนวยความสะดวกและช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลัง ตามมาตรฐานสุภาพบุรุษจราจร สำหรับตำรวจจราจรที่ปฏิบัติหน้าที่จนเป็นที่ชื่นชมของประชาชนในวงกว้างจนเป็นที่ประจักษ์ ขอให้ผู้บังคับบัญชาชื่นชมให้กำลังใจ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ตำรวจนายอื่น และเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีต่อไป

วันนี้ (28 กันยายน 2567) พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร คณะทำงานขับเคลื่อนงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.ท.ประจวบ ฯ ได้ชื่นชมเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองราชบุรี 2 ราย ได้แก่ ร.ต.ต.วิเชียร มณีวิหค รอง สว.(จร.) สภ.เมืองราชบุรี และ ร.ต.ต.สุพจน์ อุดมสุข รอง สว.(ป.) สภ.เมืองราชบุรี ที่รีบเดินทางไปช่วยเหลือหญิงสาวคิดสั้น หวังจบชีวิตหนีปัญหา บริเวณสะพานรถไฟจุฬาลงกรณ์ อ.เมือง จ.ราชบุรี ได้สำเร็จและปลอดภัย

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 13.30 น. ศูนย์วิทยุ 191 ได้รับแจ้งเหตุจากพลเมืองดีว่า พบหญิงสาวนั่งร้องไห้อยู่บนขอบสะพานรถไฟจุฬาลงกรณ์ อ.เมือง จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำแม่กลอง เกรงว่าจะกระโดดน้ำหวังฆ่าตัวตาย จึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบ หลังรับแจ้งเหตุ ร.ต.ต.วิเชียร มณีวิหค รอง สว.(จร.) สภ.เมือง และ ร.ต.ต.สุพจน์ อุดมสุข รอง สว.(ป) สภ.เมืองราชบุรี  จึงรีบเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมเจ้าหน้าที่มูลนิธิปฐมบรมราชานุสรณ์ ราชบุรี และเจ้าหน้าที่มูลนิธิประชานุกูล ราชบุรี ที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์ของหญิงสาวดังกล่าวจอดอยู่บริเวณทางขึ้นสะพาน และพบหญิงสาวนั่งอยู่บนขอบสะพานรถไฟ อยู่ในอาการร้องไห้เศร้าโศกเสียใจ เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสองนายจึงใช้ยุทธวิธีการเจรจาเกลี้ยกล่อมพูดจาหว่านล้อม ให้หญิงสาวคนดังกล่าวสงบสติอารมณ์ และเข้าชาร์จตัวช่วยเหลือได้สำเร็จ นำตัวมาอยู่ในที่ปลอดภัย พร้อมพูดปลอบใจจนหญิงสาวกลับมามีสติ และยอมให้ทางเจ้าหน้าที่นำตัวไปโรงพยาบาลเพื่อดูอาการ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะพาหญิงสาวกลับไปส่งที่บ้านใน อ.จอมบึง 

จากการสอบถามทราบว่าหญิงสาวคนดังกล่าว กล่าวว่า ตนป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและมีโรคประจำตัวหลายโรค ซึ่งที่ผ่านมาทำงานหนักเพื่อหาเงินมารักษาตัวแต่ก็ยังไม่พอ จนต้องทำให้ครอบครัวช่วยหาเงินมารักษา ทำให้คิดมากว่าเป็นภาระของครอบครัว จึงตัดสินใจจบชีวิตตนเอง ซึ่งระหว่างกำลังจะโดดลงแม่น้ำ ได้โทรศัพท์ไปสั่งลาญาติ แต่ทางตำรวจมาช่วยเหลือไว้ได้ทัน

พล.ต.ท.ประจวบ ฯ กล่าวว่า จากกรณีเหตุการณ์ดังกล่าว ต้องขอขอบคุณและชื่นชม ร.ต.ต.วิเชียรฯ และ ร.ต.ต.สุพจน์ฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองราชบุรี ที่ได้รับแจ้งเหตุดังกล่าวแล้วออกไปให้การช่วยเหลือด้วยความรวดเร็ว ตลอดจนเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ และพลเมืองดีทุกคนที่ไม่นิ่งดูดายในการรีบให้ความช่วยเหลือผู้ที่ประสบปัญหา ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่อย่างรวดเร็วของตำรวจในเหตุการณ์ดังกล่าวจนสามารถช่วยเหลือประชาชนได้สำเร็จ ถือเป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลพี่น้องประชาชนสมความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ 

ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบเห็นหรือประสบเหตุ สามารถแจ้ง ขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง ทางช่องทาง
- โทร. 191 จราจรทุก สน./สภ. ทั่วประเทศ 
- โทร. 1197 สายด่วนตำรวจจราจร ในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล 
- โทร. 1193 ตำรวจทางหลวงทั่วประเทศ 
- โทร. 1599 สายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

'นิคอสรพิษวิทยา' โต้!! PETA ควรมองความจริง ปมให้เอา 'หมูเด้ง' ไปปล่อยป่า ถาม!! นี่ใช่องค์กรเดียวกับที่ประณามไทย 'ทรมานลิง-เก็บมะพร้าว' หรือไม่?

(28 ก.ย.67) จากกรณี องค์กรพิทักษ์สัตว์ หรือ PETA ได้ออกมาเรียกร้องให้ปล่อยหมูเด้ง ฮิปโปแคระ สวนสัตว์เปิดเขาเขียว ที่กำลังฮอตสุดขีดในหลากหลายวงการเวลานี้ กลับเข้าป่า โดยให้เหตุผลว่า การเอาหมูเด้งมาไว้ในสวนสัตว์เป็นการทรมานสัตว์ นั้น ด้าน นายนิรุทธิ์ ชมงาม หรือ 'นิคอสรพิษวิทยา' หัวหน้าผู้ก่อตั้งกลุ่มอสรพิษวิทยา และผู้เชี่ยวชาญการจับงูและสัตว์เลื้อยคลาน ก็ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า "มันเยอะไปไหม?" พร้อมทั้งกล่าวต่ออีกว่า...

จากข่าวองค์กรแห่งหนึ่ง ที่บอยคอต 'สวนสัตว์เขาเขียว' ในกรณีของหมูเด้ง ลูกฮิปโปแคระที่เป็นกระแสอยู่ตอนนี้ ว่าใช้สัตว์เพื่อผลประโยชน์และแสวงหาผลกำไร ลั่น!! ฮิปโปต้องอยู่ในป่าเท่านั้น

มีเพื่อนมาถามว่าในมุมมองของกลุ่มคนที่อนุรักษ์เขาคิดกันยังไง? ตอบได้แค่ว่า “อย่าสุดโต่งและอย่าเยอะ”

บางครั้งคนเราก็อินกันมากเกินไปจนตกขอบ เพราะอยู่แต่ในมุมของตัวเอง ในเรื่องของตัวเอง จนไม่ได้ดูบริบทแวดล้อมอะไรเลย

มันต้องอยู่ในป่า มันต้องอยู่ในธรรมชาติ จนไม่ได้คิดว่า ฮิปโปแคระที่เกิดในที่เลี้ยง พ่อแม่มันก็อยู่ในที่เลี้ยง แล้วรณรงค์ให้มันไปอยู่ป่า มันจะรอดไหม? แล้วมันได้จะอะไรขึ้นมา ซึ่งบางทีก็ไม่เข้าใจว่าเขามองแบบตีรวมเลยหรือเปล่า ว่าเพราะญาติโก โหติกามันถูกจับมาจากธรรมชาติ เชื่อมโยงไปสู่กระบวนการค้าสัตว์ป่า ผ่านมา รุ่น3 รุ่น4 มันเลยต้องถูกตีรวมทั้งหมด ต้องถูกประณามทั้งหมด

มันต้องแยกแยะให้ได้ สัตว์ในธรรมชาติก็ไม่ควรถูกนำมาเลี้ยงโดยไม่จำเป็น แต่สัตว์ที่มันถูกเพาะเลี้ยงมามันก็เป็นอีกประเด็น แต่ก็ควรได้รับสวัสดิภาพที่ดีในที่เลี้ยง บางทีการมองอะไรแค่ด้านเดียวมันก็ไม่ถูกต้อง

ต้องไม่ลืมว่าพันธุกรรมสัตว์หลายๆ ชนิดก็ถูกปกป้องในที่เลี้ยงนี่แหละ เรามีการปล่อยสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์กลับสู่ธรรมชาติ เช่น นกกระเรียน อีแร้ง ละมั่ง วัวแดง และสัตว์อีกหลายๆ ชนิดได้ ก็เพราะการถูกรักษาไว้ในที่เลี้ยงนี่แหละ (แต่ต้องทำตามกระบวนการศึกษาที่ถูกต้องนะครับ ไม่ใช่อยากปล่อยก็เอาไปปล่อย)

ไฟมีอันตราย แต่ก็ยังนำมาใช้ประโยชน์ได้ ดังนั้นทุกอย่างมี 2 ด้านเสมอ ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้มันยังไง

บางทีการคิดการมองแค่มุมเดียวจนสุดโต่ง มันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร นอกจากนั้นยังทำให้ค่านิยมต่อคนที่ทำงานอนุรักษ์ด้วยความเป็นจริง ต้องถูกมองลบไปด้วย ว่า คนอนุรักษ์ต้องเป็นแบบนี้มองโลกแค่มุมเดียว

“ขอประณามกลับไป หัดกลับไปมองความจริง และคิดอะไรให้เหมือนชาวบ้านเขาบ้าง”

ปล.เกือบลืม องค์กรเดียวกับที่ประณามเราเรื่อง ประเทศไทยทรมานลิง ใช้ลิงเก็บมะพร้าวส่งออก

แอดมิน 'เพจขาหมูแอนด์เดอะแก๊ง' และ 'เพจ EDU zoo say' ได้รางวัลเชิดชูเกียรติจากองค์การสวนสัตว์ฯ ในพระบรมราชูปถัมภ์

(28 ก.ย.67) องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดพิธีมอบรางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลที่มีผลงานดีเด่น สร้างชื่อเสียง และทำคุณประโยชน์ให้กับหน่วยงาน ให้แก่ Admin เพจขาหมูแอนด์เดอะแก๊ง และ Admin เพจ EDU zoo say

โดยเมื่อวันที่ 27 ก.ย.67 นายอรรถพร ศรีเหรัญ ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย เผยว่า ได้จัดพิธีมอบรางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลที่มีผลงานดีเด่น สร้างชื่อเสียง และทำคุณประโยชน์ให้กับหน่วยงาน ได้แก่ (Admin เพจขาหมูแอนด์เดอะแก๊ง) นายอรรถพล หนุนดี พนักงานบำรุงและจัดการสวนสัตว์ 3 งานบำรุงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ฝ่ายบำรุงสัตว์ สังกัดสวนสัตว์เปิดเขาเขียว และ (Admin เพจ EDU zoo say) นางสาวอารีรัตน์ ทับทิม เจ้าหน้าที่สื่อการศึกษา 3 งานสื่อการเรียนรู้ ฝ่ายการศึกษา ในฐานะที่ได้สร้างผลงานอันเป็นประโยชน์ต่อองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย อย่างโดดเด่นตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการส่งเสริมกำลังใจในการทำงาน สร้างแรงบันดาลใจให้บุคลากร ได้เห็นถึงความสำคัญของการทำงานเพื่อส่วนรวม สร้างค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กร Zoogether ไปด้วยกัน ไปได้ไกล ไปกับเรา

ในการนี้ ได้รับเกียรติจาก รศ.เจษฎ์ โทณะวณิก ประธานกรรมการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย เป็นประธานมอบรางวัลในพิธีฯ พร้อมด้วย นายภัทระ คำพิทักษ์ กรรมการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย นายชวลิต ชูขจร ที่ปรึกษาคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย รวมถึงคณะผู้บริหารองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยร่วมเป็นเกียรติในพิธีด้วย

ข่าวดี MOU สกสค.-ธอส.จัดใหญ่ ปรับลดดอกเบี้ยพัฒนาคุณภาพชีวิตครู จากร้อยละ 6-7 บาท/ปี เหลือ 1.71 บาท/ปี

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ร่วมกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) จัดแชมเปญใหญ่ โครงการสวัสดิการเพื่อลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา ปรับลดดอกเบี้ย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จากอัตราร้อยละ  6-7 บาทต่อปี เหลือเพียง 1.71 บาทต่อปี

ที่ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.กระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)  ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการ สำนักงาน สกสค. และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) โดยนายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ในการร่วมกันให้บริการทางวิชาการด้านการบริหาร หรือวางแผนทางการเงินและการออม 

เพื่อการมีบ้านตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ทางการเงิน อาทิ เงินฝาก สินเชื่อ เพื่อส่งเสริมสวัสดิการและลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยมีนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ คณะที่ปรึกษา รมว.กระทรวงศึกษาธิการ และโฆษกประจำกระทรวงศึกษาธิการ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา และผู้บริหารจากทั้ง 2 หน่วยงาน ร่วมพิธี

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ได้หารือกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ จนมีความเห็นและแนวทางร่วมกันในการจัดสวัสดิการการออม สวัสดิการผู้เกษียณอายุ และแก้ไขปัญหาหนี้สินด้วยการลดดอกเบี้ยสูงจากอัตราร้อยละ  6 - 7  บาทต่อปี เหลือ 1.71 บาทต่อปี เพื่อให้ครูมีเงินได้รายเดือนเหลือมากขึ้น จนมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ครูและบุคลากรทางการศึกษา จะได้มีสวัสดิการ รวมทั้งมีบริการผลิตภัณฑ์ด้านการเงินต่างๆ ทั้งด้านการออมและสินเชื่อที่มีคุณภาพเป็นทางเลือกเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ครอบครัวครูและบุคลากรทางการศึกษา ส่งผลให้สามารถพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนของครูและนักเรียนให้ดียิ่งขึ้น

นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ กล่าวว่า สกสค. และ ธอส. ร่วมมือกันให้บริการทางวิชาการด้านการบริหารหรือวางแผนทางการเงิน และการออมเพื่อการมีบ้านตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้คำปรึกษาแก้ไขปัญหาทางการเงินและกฎหมายแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา 

ซึ่งมีภาระผูกพันกับสถาบันการเงินอื่น และมีความประสงค์ปรับโครงสร้างหนี้กับทางธนาคาร และความร่วมมือในการการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ทางการเงิน อาทิ เงินฝาก สินเชื่อเพื่อส่งเสริมสวัสดิการและลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา ประกอบด้วย

1)โครงการโรงเรียนการเงิน เงินฝากประจำสะสมทรัพย์ 24 เดือน เพื่อส่งเสริมการออมอย่างยั่งยืน สม่ำเสมอ ในวงเงินตั้งแต่ 1,000 บาท ถึง 25,000 บาทต่อเดือน ในอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1.7% ต่อปี เมื่อฝากครบ 24 เดือนติดต่อกันจะได้รับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มอีก 1% ตั้งแต่ต้น, 

2) โครงการสวัสดิการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา Refinance In เพื่อลดค่าครองชีพจากอัตราดอกเบี้ยสูง 6 – 7 % เหลือ 1.71 % โดยให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยกับสถาบันการเงินอื่นมา Refinance ปรับโครงสร้างหนี้กับ ธอส. ซึ่งจะทำให้มีรายได้ต่อเดือนคงเหลือเพิ่มขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง และ 3) โครงการสวัสดิการเกษียณสุขสำราญ Reverse Mortgage ให้ผู้เกษียณได้มีรายได้เพิ่มเป็นการช่วยเหลือค่าครองชีพ โดยให้ผู้เกษียณแล้วอายุระหว่าง 60 – 75 ปี ที่มีบ้านปลอดภาระจำนอง ได้เข้าโครงการกู้เงินในอัตราครึ่งหนึ่งของราคาประเมินทรัพย์สินแต่ไม่เกิน 10 ล้านบาท รับเงินกู้เป็นรายเดือนโดยไม่ชำระดอกเบี้ยได้ถึงอายุ 85 ปี”

ด้าน ดร. พีระพันธ์  เหมะรัต เลขาธิการ สำนักงาน สกสค. กล่าวว่า “ทั้ง 3 โครงการข้างต้นจะเป็นการลดภาระและแก้ไขปัญหาหนี้สินให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ที่ Line OA : สกสค. 'ศูนย์ปรึกษาทางการเงิน' ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ขณะที่ พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรงศึกษาธิการมีนโยบาย 'เรียนดี มีความสุข' เพื่อลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษาให้สามารถพัฒนาการศึกษาของชาติให้บรรลุเป้าหมาย  การจัดให้มีสวัสดิการต่าง ๆ รวมทั้งการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูเป็นภารกิจสำคัญอย่างหนึ่ง ที่กระทรวงศึกษาธิการต้องขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยมีสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. เป็นหน่วยงานหลักที่มีบทบาทหน้าที่สำคัญในการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ ดังนั้นการลงนามความร่วมมือ MOU ระหว่าง สกสค. กับ ธอส. จัดใหญ่ลดดอกเบี้ยเหลือ 1.71 บาทต่อปี จึงถือได้ว่าเป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตครู และบุคลากรให้ดีขึ้น ที่จะเป็นการหนุนเสริมให้การพัฒนาศักยภาพการเรียนการสอน และการปฏิบัติหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพและคุณภาพมากขึ้น

ทัพเรือภาคที่ 1 ส่ง 'เรือหลวงเทพา-เรือตรวจการณ์' ดูแลน่านน้ำ 'จันทบุรี-ตราด' ลั่น!! เฝ้าดูแลอธิปไตยของชาติทางทะเล 'อย่างสุดกำลัง'

(28 ก.ย.67) 'เสียงจากทหารเรือ' ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

ทัพเรือภาคที่ 1 ส่ง เรือหลวงเทพา พร้อม เรือตรวจการณ์ อีก 3 ลำ สับเปลี่ยนกำลัง หมู่เรือลาดตระเวนชายแดนส่วนที่ 1 ดูแลชายแดนทางทะเลตะวันออก

โดย เรือหลวงเทพา พร้อมด้วย เรือ ต.997 เรือ ต.264 และ เรือ ต.265 พร้อมแล้วสำหรับการเดินทางสับเปลี่ยนกำลังทางเรือ รับหน้าที่ หมู่เรือลาดตระเวนชายแดนส่วนที่ 1 ซึ่งจะรับผิดชอบ ปกป้องอธิปไตย ดูแลความมั่นคงของชาติ รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล รวมถึง การช่วยเหลือดูแลพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยในทะเล ในพื้นที่รับผิดชอบ ชายแดนทางทะเลตะวันออกจังหวัดจันทบุรี และ จังหวัดตราด รวมถึงการดูแลพี่น้องประชาชนทางบกในพื้นที่รับผิดชอบอีกด้วย โดยจะขึ้นการบังคับบัญชาทางยุทธการ กับ กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด และมีที่ตั้งอยู่ที่ ฐานส่งกำลังบำรุงทหารเรือตราด ทัพเรือภาคที่ 1 อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2567 เวลา 15.30 น. นาวาเอก อโศก ศรีสวัสดิ์ ผู้บังคับหมวดเรือลาดตระเวนชายแดน ทัพเรือภาคที่ 1 เป็นประธานในพิธีส่งเรือไปปฏิบัติหน้าที่ หมู่เรือลาดตระเวนชายแดนส่วนที่ 1 พร้อมทั้งให้โอวาทแก่กำลังพล เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานอีกด้วย

ในการนี้...พลเรือโท สุระศักดิ์ สิงขรวัฒน์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 เน้นย้ำ หมวดเรือลาดตระเวนชายแดน อยู่เสมอ สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ ของ หมู่เรือลาดตระเวนชายแดนส่วนที่ 1 จะต้องมีความเสียสละ มุ่งมั่น ตั้งใจ และ พร้อมปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประเทศชาติ และ พี่น้องประชาชน ตามที่ได้กล่าวมา

'วิทยุการบินฯ' โชว์วิสัยทัศน์องค์กรใหม่ มุ่งสู่การเป็น 'Aviation Hub' ของภูมิภาค

วิทยุการบินฯ ประชุมกำหนดทิศทางและแนวทางการดำเนินงาน ปี 2568 พร้อมโชว์วิสัยทัศน์ใหม่ มุ่งเน้น 'การเป็นองค์กรที่ให้บริการการเดินอากาศด้วยคุณภาพสูงสุดอย่างยั่งยืน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค' ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม โดยให้ความสำคัญด้านการพัฒนาบุคลากรและนวัตกรรมด้านการบิน เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินและการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีการบินในอนาคต

นายณพศิษฏ์ จักรพิทักษ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) กล่าวในการสัมมนาฝ่ายจัดการประจำปี 2567 ว่า “บวท. ได้ปรับวิสัยทัศน์การดำเนินงานขององค์กร “เป็นองค์กรที่ให้บริการการเดินอากาศด้วยคุณภาพสูงสุดอย่างยั่งยืน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค” 

เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ที่มุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพด้านการบินของประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) ของภูมิภาค โดย บวท. ให้ความสำคัญด้านสร้างบุคลากรด้านการบินให้กับประเทศ โดยจะยกระดับความสามารถและคุณภาพของบุคลากรให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาบุคลากรด้านการบิน (NGAP - Digital transformation) ตามแนวทางของ ICAO เพื่อให้มีบุคลากรที่มีคุณภาพและปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรมการบินของประเทศ 

นอกจากนี้ยังได้กำหนดทิศทางการดำเนินงานของปี 2568 เน้นการพัฒนาคน ควบคู่ไปกับการพัฒนานวัตกรรม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาองค์กรให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน และยังเป็นการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติต่อไป

ผบช.ตชด.บินด่วน เยี่ยม ตชด.บาดเจ็บจากเหตุลอบวางระเบิดรถบัสของ ตชด. บนถนนสาย 42 นราธิวาส-ปัตตานี อ.สายบุรี จ.ปัตตานี 

(28 ก.ย.67) พล.ต.ท.ยงเกียรติ มนปราณีต ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ผบช.ตชด.) เดินทางมายังโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อเยี่ยมและติดตามอาการของ ตชด. 4 นายที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุลอบวางระเบิดรถบัสของ ตชด. บนถนนสาย 42 นราธิวาส-ปัตตานี อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา ระหว่างเดินทางกลับที่ตั้ง จ.ชุมพร หลังจากเสร็จภารกิจในพื้นที่ จ.นราธิวาส ปัจจุบัน ตชด. ทั้ง 4 นาย มีอาการปลอดภัย แต่ยังต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

1.จ.ส.ต.ขจรพล เพชรกูลง รู้สึกตัวดี ได้รับบาดเจ็บ บริเวณหัวเข่าซ้าย มีแผลฉีกขาดจากสะเก็ดระเบิด แพทย์ให้การพยาบาล และรอผลX-rays
2.ส.ต.ท.ศุภวิชญ์ ป้องแก้ว รู้สึกตัวดี ศีรษะบริเวณด้านขวาแตก เบื้องต้นแพทย์ได้ทำการเย็บแผลแล้ว และสังเกตอาการต่อ
3.จ.ส.ต.ดำเนินยุทธ สง่าปู รู้สึกตัวดี เเขนขวาได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด มีแผลฉีกขาดบริเวณแขนขวา แพทย์ให้การรักษาพยาบาลและรอผล X-rays 
4. ส.ต.ท.นพคุณ นำศิลป์ (พลขับ) ซึ่งส่งต่อจากโรงพยาบาลปัตตานี มารักษาต่อที่ รพ.มอ.เมื่อช่วงเช้า มีอาการสาหัสและแผลฉกรรจ์ตามร่างกายหลายแห่ง ปัจจุบันรอเข้ารับรักษาในห้อง ICU และการผ่าตัด

ผบช.ตชด.กล่าวว่า การปฏิบัติงานในพื้นที่ที่มีสถานการณ์ต้องมีความพร้อมและมีสติอยู่เสมอ ตั้งอยู่บนความไม่ประมาทอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ก็ได้นำความห่วงใยจาก ผบ.ตร. มาถ่ายทอดให้ผู้ใต้บังคับบัญชาที่เสียขวัญ ทั้งนี้ได้นำเงินสวัสดิการ และสิทธิประโยชน์ต่างๆของกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ตลอดจนเงินบำรุงขวัญของตนเองมามอบให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา และญาติ เป็นจำนวนกว่า 200,000 บาท

'อาจารย์อุ๋ย' ชี้!! แจกเงินหมื่น เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ห่วง!! รัฐไร้แผนระยะยาว โดยเฉพาะการแก้หนี้ครัวเรือนไทย

(28 ก.ย.67) จากกรณีที่รัฐบาลได้ดำเนินการแจกเงินหนึ่งหมื่นบาทให้ประชาชนแล้วกว่า 3 ล้านคน นั้น นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรือ 'อาจารย์อุ๋ย' นักวิชาการด้านกฎหมายและอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขตบางกะปิ พรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความเห็นว่า

เงินหนึ่งหมื่นบาทนั้น เมื่อเทียบกับค่าครองชีพในยุคปัจจุบัน รวมกับภาระหนี้ครัวเรือนที่ประชาชนต้องแบกรับอยู่ขณะนี้ ผมคาดว่าใช้เวลาประมาณสองอาทิตย์ เงินที่ได้รับมาก็คงหมดลง เงินหนึ่งหมื่นบาทก็เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ที่ไม่นานก็จะละลายหายไป ซึ่งผมก็ยังไม่เห็นว่า รัฐบาลจะมีแผนระยะยาวอย่างไร เมื่อถึงเวลานั้น เพราะปัญหาเศรษฐกิจในขณะนี้ เกิดขึ้นจากหลายปัจจัยในเชิงโครงสร้าง ซึ่งสั่งสมมาเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศที่ถดถอย สังคมผู้สูงอายุ และที่สำคัญคือ ปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยเฉพาะในระดับกลางและระดับล่าง ซึ่งทำให้อัตราการจับจ่ายใช้สอยหดตัวลงในระดับรุนแรง โดยเฉพาะหลังวิกฤตโควิด 

ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า ในปี 2566 ครัวเรือนทั่วประเทศ มีหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนทั้งสิ้นครัวเรือนละ 197,255 บาท และในสิ้นปี 2567 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแตะระดับ 91.4% ต่อ GDP และที่น่าห่วงคือ คือ 2 ใน 3 ของบัญชีหนี้ครัวเรือนไทยเป็น ‘สินเชื่อที่ไม่สร้างรายได้’ กล่าวคือ เป็นสินเชื่อส่วนบุคคล 39% และบัตรเครดิต 29% ซึ่งเป็นหนี้เพื่อการอุปโภค ใช้แล้วหมดไป ไม่ช่วยให้มีรายได้เพิ่มหรือมีชีวิตดีขึ้นในอนาคต

ปัญหาในขณะนี้คล้ายกับปี 40 ตรงที่ว่าเป็นปัญหาเกี่ยวกับการขาดสภาพคล่อง ขาดเงินทุนหมุนเวียน เพียงแต่คราวนี้ไม่ได้เกิดกับบริษัทการเงิน แต่เกิดกับพี่น้องประชาชนในระดับกลางถึงระดับรากหญ้า แม้เม็ดเงินอาจจะไม่มากเท่าปี 40 แต่กระจายตัวเป็นวงกว้างและลึกกว่า จนส่งผลกระทบไปถึงเศรษฐกิจระดับบน ดังนั้นหนทางแก้ปัญหาประการหนึ่งคือ ต้องเปิดทางให้ลูกหนี้ในระดับบุคคลธรรมดาที่มีหนี้ไม่มาก (เช่น ไม่เกิน 1 ล้านบาท) ยื่นคำขอฟื้นฟู เพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยใช้หลักการเดียวกับการยื่นขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้นิติบุคคลและ SME 

ซึ่งหลักการสำคัญของการฟื้นฟูกิจการหรือฟื้นฟูหนี้ครัวเรือนสำหรับบุคคลธรรมดาก็คือ การกำหนด ‘สภาวะพักชำระหนี้’ (automatic stay) ให้อำนาจลูกหนี้จัดการสินทรัพย์ตัวเองต่อไปได้ จัดทำแผนฟื้นฟูหนี้สินเพื่อยื่นต่อเจ้าหนี้ได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าวันไหนจะถูกเจ้าหนี้รายไหนมาฟ้องร้องหรือบังคับคดี ซึ่งปัจจุบันลูกหนี้ประเภทบุคคลธรรมดาที่ไม่ใช่ SME ยังไม่มีสิทธิดังกล่าว ซึ่งกระบวนการนี้อาจจะต้องมีการตั้งองค์กรเชิงสถาบันขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนสำหรับหนี้ครัวเรือนโดยเฉพาะ

และเมื่อลูกหนี้สู่กระบวนการฟื้นฟูหนี้สินแล้ว ก็จะมีเวลาหายใจ ลืมตาอ้าปาก มีกำลังใจทำงาน เพราะเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ หลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์ที่ต้องก่อหนี้ใหม่เพื่อใช้หนี้เก่าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และสุดท้ายแล้วกำลังซื้อในระดับกลางและล่างก็จะฟื้นตัวอย่างยั่งยืน 

ผมจึงขอฝากท่านนายกแพทองธารให้เร่งผลักดันมาตรการนี้โดยเร็วครับ ด้วยความปรารถนาดี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top