Monday, 15 June 2026
NEWS FEED

'พล.ต.ท.ประจวบฯ' ตรวจเยี่ยมพร้อมมอบสิ่งของบำรุงขวัญตำรวจในพื้นที่ประสบอุทกภัยจังหวัดพะเยา กำชับระวังป้องกันอาชญากรรมซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน และมอบหมวกนิรภัยขับเคลื่อนโครงการสุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย ประจำปี 2567

(20 ก.ย.67) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร.รรท.รอง ผบ.ตร. เดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบสิ่งของบำรุงขวัญให้กับข้าราชการตำรวจในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ จว.พะเยา ณ ภ.จว.พะเยา โดยมี พล.ต.ต.พิทักษ์ นาสมวาส ผบก.ภ.จว.พะเยา, พ.ต.อ.พรเทพ น้องการ รอง ผบก.ภ.จว.พะเยา, ผกก.ในสังกัด ภ.จว.พะเยา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รอรับการตรวจเยี่ยม และรับมอบสิ่งของบำรุงขวัญและหมวกนิรภัย 

พล.ต.ท.ประจวบฯ กล่าวว่า จังหวัดพะเยาได้เกิดเหตุอุทกภัยน้ำท่วมฉับพลัน มีข้าราชการตำรวจในสังกัดได้รับผลกระทบ บ้านเรือนและทรัพย์สินเสียหาย จำนวน 49 นาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใย จึงเดินทางมาตรวจเยี่ยมมอบสิ่งของบำรุงขวัญเพื่อเป็นกำลังใจให้กับข้าราชการตำรวจที่ได้รับผลกระทบให้พ้นวิกฤต และเป็นกำลังใจให้กับข้าราชการตำรวจที่ได้ร่วมแรงร่วมใจ ปฏิบัติหน้าที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัย 

รวมทั้งกำชับให้เพิ่มความเข้มในการตรวจตราป้องกันเหตุอันเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย และรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน อำนวยความสะดวกและจัดระบบการจราจรในพื้นที่ที่ประสบภัยและพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนสนับสนุนกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องมือ อุปกรณ์ และยานพาหนะ เพื่อป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

พล.ต.ท.ประจวบฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดำเนินโครงการสุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย ประจำปี 2567 สรุปผลการดำเนินการประเภทหน่วยงาน ภ.จว.พะเยา ได้รับคัดเลือกเป็นอันดับที่ 1 ของตำรวจภูธรภาค 5 ประกอบกับ ภ.จว.พะเยา ร่วมกับจังหวัดพะเยา จัดทำโครงการ รณรงค์กวดขันมีวินัย สวมหมวกนิรภัย 100% เพื่อสร้างจิตสำนึกให้กับประชาชนได้รับความปลอดภัยในการสวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ ตลอดจนสร้างจิตสำนึกให้กับข้าราชการตำรวจและครอบครัว 

เพื่อเป็นต้นแบบในการปฏิบัติตามกฎหมายจราจร การสวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่อย่างเคร่งครัด ได้มอบหมวกนิรภัยให้กับข้าราชการตำรวจ จำนวน 50 นาย เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี พร้อมเน้นย้ำให้ดำเนินการขับเคลื่อนโครงการสุภาพบุรุษจราจรฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนตระหนักถึงความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน และลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอขอบคุณ เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่ได้ปฏิบัติงานตามนโยบายของรัฐบาลและ ตร. อย่างเต็มกำลังความสามารถตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และขอเป็นกำลังใจให้ทุกนายมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ ปฏิบัติภารกิจด้วยความระมัดระวัง และพึงระลึกเสมอว่าทุกคนนั้นคือกำลังสำคัญ ที่ปฏิบัติหน้าที่ขับเคลื่อนประเทศชาติต่อไป

ผู้ใหญ่ใจดี!! ‘คุณย่าอุไรวรรณ’ มอบอุปกรณ์ไฟฟ้า ช่วยเหลือพื้นที่น้ำท่วม

(20 ก.ย. 67) นับว่าเป็นเรื่องราวดีดีที่ธารน้ำใจหลั่งไหลช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ถึงแม้น้ำจะลดแล้วแต่ผู้ประสบภัยก็ยังต้องการการช่วยเหลือฟื้นฟูหลังน้ำลด 

ล่าสุดเพจดังอย่าง 'เจ๊มอย 108' ได้นำเรื่องราวดีดีมาแชร์ มีการเปิดเผยว่า คุณย่าอุไรวรรณ คุณแม่ของ 'น็อต' วิศรุต รังษีสิงห์พิพัฒน์ สามีของนางเอกตัวแม่ 'ชมพู่' อารยา เอ ฮาร์เก็ต

โดยทางเพจดัง 'เจ๊มอย 108' ได้เผยข้อมูลจาก 'รายการทุบโต๊ะข่าว' ระบุข้อความว่า "พี่กันจอมพลัง ลงพื้นที่ฟื้นฟู แม่สาย เชียงราย ทีมจิตอาสาที่ไปช่วย บอกว่าไม่มีอุปกรณ์ไฟฟ้า พี่กันจึงโทรศัพท์ไปหาคุณย่าอุไรวรรณ เพื่อขอติดต่อสั่งซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าลอตใหญ่ในราคาพิเศษ”

“คุณย่าอุไรวรรณ : มาเอาที่ฉันนี่ ไม่ต้องไปหาซื้อที่ไหนเลย อยากได้เท่าไร จะช่วยทั้งหมด ซึ่งคุณย่าตั้งใจช่วยแต่แรก ตั้งแต่เห็นข่าว โดยเตรียมอุปกรณ์ไฟฟ้า ทุกอย่างไว้ก่อนนี้อยู่แล้ว เพื่อจะส่งไปช่วยชาวบ้านที่ประสบภัย แล้วพี่กันโทรติดต่อมาพอดี เลยบอกให้พี่กันเอารถมาขนไปได้เลย เตรียมไว้หมดแล้ว ไม่ต้องจ่ายให้สักบาท ซึ่งมีหลอดไฟ สายไฟ อุปกรณ์ติดตั้งทุกอย่างครบจบ!! ทีมพี่กันเตรียมแค่ช่างไฟไปติดตั้งแค่นั้น"

งานนี้ทำเอาชาวเน็ตต่างเข้ามาชื่นชมน้ำใจของ คุณย่าอุไรวรรณ และครอบครัว รังษีสิงห์พิพัฒน์กันยกใหญ่และร่วมอนุโมทนาบุญกันเพียบ

‘สมเด็จพระสังฆราช’ ประทานพระคติธรรม ‘วันเยาวชนแห่งชาติ’ ขอให้เยาวชนไทย หมั่นเจริญสมาธิ จดจ่อต่อคุณค่าของความดีงาม

(20 ก.ย. 67) สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันเยาวชนแห่งชาติ ๒๐ กันยายน ๒๕๖๗ ความว่า…

“สังคมโลกทุกวันนี้ผันแปรไปอย่างรวดเร็ว ตัวชี้วัดความสำเร็จเชิงวัตถุเริ่มหลากหลายไกลห่างเกินจะบรรลุได้ เป็นภาวะที่สวนทางกับความสงบ เรียบง่าย และสามัญธรรมดา ทำให้มนุษย์ในยุคใหม่ มีใจหวั่นไหวคลอนแคลนง่ายไปตามโลกธรรมทั้ง ๔ คู่ กล่าวคือ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ สรรเสริญ นินทา สุข ทุกข์ เผลอหลงยึดมั่นถือมั่นในโลกธรรมเหล่านั้นว่าเป็นของตน พอจับยึดโลกธรรมฝ่ายไม่น่าพอใจ ก็เร่าร้อนนอนทุกข์ อาจดิ้นรนไขว่คว้าแม้โดยทุจริตเพื่อให้โลกธรรมนั้น ๆ พ้นไป พอจับยึดโลกธรรมฝ่ายน่าพอใจ ก็ยึดติดหลงใหล อาจดิ้นรนไขว่คว้าแม้โดยทุจริตเพื่อให้โลกธรรมนั้น ๆ ยังอยู่หรือเข้ามาบังเกิดแก่ตน ภาวะเช่นนี้ทำให้สุขภาวะของผู้คนในโลกปัจจุบัน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนค่อย ๆ เสื่อมถอยลงทุกขณะ…

“สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงอบรมสั่งสอนให้มนุษย์แสวงหาความสุขที่เรียบง่ายอันเกิดจากความสงบ ด้วยกาย ด้วยวาจา และด้วยใจ มุ่งสร้างสรรค์สุขให้บังเกิดได้ง่าย ๆ ด้วยการนำจิตตนเองไปจดจ่อต่อสิ่งดีงาม จึงขอฝากข้อคิดให้เด็กและเยาวชน หันมาสนใจอบรมเจริญสมาธิ ทำใจให้สงบ ฝึกระงับจิต ข่มความคิด ให้ทุเลาความฟุ้งซ่าน ปล่อยวางความหวือหวา วางเฉยต่อความรวดเร็วปุบปับฉับไวของกระแสข่าวสาร สมัยนิยม ความหลงใหล ความรักใคร่ และความชิงชัง ผ่อนพักจากความเครียดต่าง ๆ ที่รุมเร้า แล้วหันไปจดจ่อต่อคุณค่าของความดีงาม เช่น การศึกษาเล่าเรียน การทำงานอดิเรกที่เป็นประโยชน์ การอุทิศตนช่วยเหลือผู้อื่น การทำบุญกุศล การช่วยงานอาสาสมัคร ฯลฯ เพื่อให้เกิดสุขภาวะทางใจ อันจะเกื้อกูลให้เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่เข้มแข็งในอนาคต…

“ขออนุโมทนาความดีที่เด็ก เยาวชน และผู้ทำประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชนได้บำเพ็ญด้วยดีตลอดมา ขอคุณพระศรีรัตนตรัยและกุศลธรรมจริยาที่ท่านทั้งหลายได้สั่งสมไว้ ดลบันดาลให้ท่านมีสรรพกำลังพรั่งพร้อม ในอันที่จะบำเพ็ญกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของสังคมประเทศชาติสืบไป เทอญ”

แม่สายจมโคลน บางบ้านสูงถึงชั้น 2 ตักยังไงก็ไม่หมด-จ้างไม่ไหว หลายคนเริ่มคิดสั้น 'หลังหมดตัว-หมดใจ' วอนภาครัฐเข้าช่วย

(20 ก.ย. 67) เพจ 'เรียนหมอ' โพสต์ข้อความถึงสถานการณ์แม่สายเชียงรายหลังน้ำลด แต่ชาวบ้านกำลังประสบกับปัญหาใหญ่จากน้ำหลากที่จากไปเหลือไว้แต่โคลนตมที่ทับถมบ้านเรือนอย่างหนัก ระบุว่า...

รถดูดโคลนต้องเข้าแม่สายแล้ว โคลนหนามาก บางบ้านถึงชั้น 2 หลายคนร้องไห้ไปตักโคลนไป ตักเท่าไหร่ก็ไม่หมดสักที จะจ้างทำก็แสนแพง เงินก็ไม่มี

ที่แม่สายหนักมากค่ะ ตามถนนหลาย ๆ ที่โคลนยังหนา จะเอารถไปแจกของก็ยาก คนออกมาเอาก็ลำบาก

ในบ้านเรือนโคลนหนามาก ๆ ถ้าเป็นคนแก่คงทำไม่น่าไหว 

หลายคนพูดถึงความคิดจะคิดสั้นขึ้นมา คือมันหมดตัวไม่พอ ยังต้องมาตักโคลนที่สูงมาก ๆ ๆ อีก ซึ่งตักเท่าไหร่ก็ไม่หมดสักที 

เข้าใจเค้านะคะ คือ หมดตัวอยู่แล้ว ยังต้องมาตักโคลนที่แบบหนา ๆ สูง ๆ ทุกวัน ๆ มันดิ่งนะคะ คือสงสารมาก

หน่วยงานก็พยายามช่วยกันแต่ว่ามันเยอะมาก ๆ

ถ้าช่วยกันหลาย ๆ คน หลาย ๆ ฝ่าย น่าจะหนักเป็นเบาขึ้น

รถดูดโคลนสักกำเนอะจ้าวว ดูด ๆ ๆ ๆ

ความเดือดร้อน มันรอกันไม่ได้ 

คือใช่ เราต้องช่วยตัวเองก่อนที่จะขอคนอื่นมาช่วย  แต่ดูทรงละ งานหนักงานช้างมันทุกบ้าน ทุกหลัง ทุกคนกระทบหมด

ต้องใช้เครื่องจักรมาช่วยละ

ขณะที่โลกโซเชียล ก็ช่วยกันออกมาช่วยแชร์เรื่องนี้ พร้อมกับคอมเมนต์ที่เข้าใจผู้ประสบภัยด้วยว่า...

- "โคลนขนาดนั้นคนหนุ่มสาวก็ทำไม่ไหวค่ะหมอ มีแต่ยอดมนุษย์นั่นแหละค่ะที่จะทำได้แบบไม่ต้องร้องไห้ไปด้วย รัฐบาลควรเข้ามาจัดการเรื่องโคลนที่อยู่ในบ้านประชาชนอย่างเร่งด่วนเลยค่ะ เรื่องนี้ไม่ธรรมดาเลยนะคะ"

- "ตอนนี้เริ่มโฟกัสความช่วยเหลือไปที่ภาคอีสานเพราะกำลังจะเจอพายุ น่าจะหนักหน่วงอยู่ ภาพทางเชียงรายเลยแทบหายไปจากสื่อ ต้องกลับมาช่วยกันสื่อสารทั้งภาพทั้งการขอความช่วยเหลืออีกครั้ง แรงงาน เครื่องมือเครื่องจักร อุปกรณ์อะไรบ้าง บางคนนึกไม่ออกจะส่งแต่ข้าวสาร อาหารแห้ง เสื้อผ้าไปแค่นั้นมันจะเยอะเกินความจำเป็น เพราะบ้านยังไม่เคลียร์เลย"

- "อันดับแรกเอาโคลนออกจากถนนก่อน แล้วโคลนในบ้านก็เอามากองข้าง ๆ ถนน ไว้ให้รถมาเก็บไปทิ้งเป็นส่วนรวมอีกที แบบการจัดการขยะ ไม่งั้นจะจัดการยาก ต้องทำซ้ำ ๆ ไปจนกว่าจะหมด แต่ใครจะช่วยละ เจ้าของบ้านคงไม่ไหว บทเรียนราคาแพงที่คนตัดไม้ทำลายป่า ไม่ได้รับความเดือดร้อนนี้ น้ำพาโคลนมา น้ำแห้งระเหยได้ แต่โคลนนี้สิไม่ไปไหนเลย สู้ ๆ ครับ"

- "รัฐต้องระดมเครื่องจักรจากทุกหน่วยงานของทางราชการที่มีอยู่ทั้งในตัวจังหวัดเองและจังหวัดใกล้เคียงให้เข้ามาช่วยรวมทั้งภาคเอกชนด้วย เพราะดูจากสภาพแล้วปริมาณดินมากมายมหาศาลลำพังแรงคนไม่ไหวแน่ และที่สำคัญน้ำมันเชื้อเพลิงที่จะใช้ในการนี้รัฐต้องอุดหนุนอย่างเต็มที่"

ขณะที่ด้าน ผู้ใช้เฟซบุ๊ก 'Tiger Cm' ก็ได้โพสต์คอมเมนต์ถึงกรณีด้วยว่า...

"ข่าวดีคนเชียงราย...ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่า กทม. ได้ส่งรถดูดโคลน (เลน) มาช่วย 2 คัน รถตรวจการณ์ 1 คัน รถหน่วยซ่อมเคลื่อนที่เร็ว (BEST) 1 คัน รถบรรทุกติดตั้งเครนขนาด 65 ตัน 1 คัน รถไฟส่องสว่าง 1 คัน และรถตู้ 12 ที่นั่ง 1 คัน พร้อม จนท.กทม. ที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษที่เคยมีประสบการณ์การใช้รถดูดโคลนสมัยสึนามิมาด้วย"

'เจ้าของแผงตลาดบางบอน' โชว์ 'บัตรประชาชนไทย' ยันเป็นคนไทย 100% แต่โซเชียลยังเอ๊ะ!! สำเนียงแปลกๆ

(20 ก.ย. 67) จากรายการ 'เข้มข่าวค่ำ' ทาง PPTV HD 36 ได้ลงสำรวจพื้นที่ตลาดในเขตบางบอน และสัมภาษณ์เจ้าของร้านในย่านนั้น ภายหลังจากแม่ค้าคนไทยในตลาดบางบอนเริ่มเดือดร้อน หลัง สส.ไอซ์-รักชนก ได้จุดประเด็นให้สังคมเข้าใจผิดว่า เป็นตลาดพม่า ทั้ง คนซื้อ คนขายเป็นพม่าหมด ทำให้คนไม่กล้ามาเดินตลาด

ทั้งนี้แม่ค้าท่านหนึ่งชื่อ 'เหลงจวิง แซ่ลี้' เจ้าของร้านค้าในตลาดย่านบางบอนได้โชว์บัตรและบอกว่าเป็นคนไทย 100% แต่ก็ให้เหตุผลว่า ที่ร้านมีการจ้างลูกน้องชาวพม่ามาช่วย เพราะคนซื้อบางส่วนก็เป็นคนพม่า จะได้สื่อสารกันเข้าใจ ที่สำคัญผู้ซื้อส่วนใหญ่ก็มีบัตรเข้าเมืองมาทำงานถูกต้อง แต่พอ สส.ไอซ์ ตีข่าว ก็ทำให้ผู้คนทั่วไปไม่สบายใจและไม่กล้ามาจับจ่าย

อย่างไรก็ตาม แม่ค้าคนดังกล่าวพูดในส่วนของร้านตนเอง แต่ร้านอื่นไม่รู้ว่าเป็นจริงหรือไม่ ไม่สามารถตอบแทนได้ แต่จะเหมารวมว่าเป็น #ตลาดพม่า เลย คงไม่ถูกต้อง

ทั้งนี้ หลังสัมภาษณ์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ ก็มีชาวเน็ตตั้งข้อสังเกตว่า เจ้าของร้านบางท่านเหมือนคนพม่าที่อยู่ไทยจนพูดภาษาไทยได้คล่อง แต่ก็ยังฟังสำเนียงออกว่าเป็นคนพม่า ขณะเดียวกันก็มีการมองว่า คนพม่าบางคนก็อยู่มานานจนได้บัตรประชาชนไทย และบ้างก็บอกว่าเจ้าของแผงตัวจริงอาจจะเป็นคนไทย แต่ไปปล่อยให้คนพม่าเช่าขายต่อ 

ส่วนกรณีว่ามีเรียกเก็บส่วยคนพม่าจากเจ้าหน้าที่หรือไม่นั้น บรรดาเจ้าของร้านไม่ยืนยัน

เปิดผลสอบ 'ปิยะโสภิชา' อันดับ 1 แทน 'ครูเบญ' ติด 1 ใน 400 สนามครูอาชีวะ รอเรียกบรรจุอีก 1 สนาม

จากกรณี ครูเบญ หรือ น.ส.เบญญาภา สอบติดครู ได้อันดับที่ 1 แต่ผ่านไป 3 วันชื่อหาย และมีสาวอีกราย ‘ปิยะโสภิชา’ นามสกุลใหญ่ ปรากฏชื่อ ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงประกาศผลการสอบตำแหน่งพนักงานราชการ สพม.สระแก้ว และชื่อ ครูเบญ หายไป จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด (20 ก.ย. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในโลกออนไลน์ได้มีการแชร์ข้อความและผลสอบจากผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งที่ออกมาเปิดเผยผลสอบของ ‘ปิยะโสภิชา’ ที่สอบได้อันดับ 1 ในการประกาศครั้งที่ 2 แทนที่ของ ครูเบญ

โดยระบุว่า “จากข่าว น้องคนหนึ่งสอบครูติด อันดับ 1 ผ่านไป 3 วัน ชื่อหาย ขออย่าเพิ่งด่า น้องคนที่มาเสียบแทน เพราะเอาชื่อน้องไปเสิร์ชในกูเกิล น้องคนนี้ก็เก่งระดับหัวกะทิ..

“เพราะน้องสอบผ่าน ภาค ก. ภาค ข. สนามอาชีวะ ซึ่งเป็นข้อสอบที่ยากกว่า สพม.ที่เป็นข่าวนี้ น้องติด 1 ใน 400 คน จาก 10,000 คน น้องก็ไม่ธรรมดา รอตรวจสอบให้แน่ชัด ถ้าน้องใช้เส้นสายจริงค่อยด่า”

เรามาวิเคราะห์คร่าว ๆ ถึงความน่าจะเป็นของเหตุการณ์นี้ บรรยายใต้ภาพ

1.ทำไมชื่อน้องคนแรกหายไปเลย เป็นไปได้มั้ย หายเพราะประกาศชื่อผิด เพราะเลขลำดับผู้เข้าสอบของน้องสองคนติดกันเลย เลข ๑๐๐๔๐๐๒๐ กับ ๑๐๐๔๐๐๒๑ มีโอกาสที่จะคีย์เลขท้ายผิดโดยไม่ทวนรายชื่อ ส่วนลำดับที่ 2-10 รายชื่อครบ แต่สลับอันดับกัน ตามคำชี้แจงที่บอกว่าเฉลยข้อสอบผิด

2.นามสกุลน้องคนที่มาเสียบ นามสกุลเดียวกับ ผอ.โรงเรียน ภาพที่แชร์มา 2 ปีแล้ว ตอนนั้นน้องน่าจะเป็นครูอัตราจ้าง ปัจจุบันน้องคนนี้ยังไม่รู้จะได้ลงที่โรงเรียนนี้รึป่าว

3.น้องคนที่มาเสียบ สอบติดสนามอาชีวะ ซึ่งเป็นข้อสอบที่ยากกว่า สพม. รอสัมภาษณ์ภาค ค 

4.ศูนย์สอบธรรมศาสตร์ เคยโพสไว้ เมื่อ 6 กันยา ว่าสนามนี้ยาก คนที่สอบผ่านคือ ระดับหัวกะทิ 

5.วิทยาศาสตร์ทั่วไป น้องติด 1 ใน 400+ คน

ต่อมาเฟซบุ๊กดังกล่าว ยังได้โพสต์ข้อความระบุว่า “แชร์กันไปมั่งสิ อันที่น้อง ปิยะโสภิชา เค้าสอบติด ปี 67 นี้ สอบติดรอเรียกบรรจุ 1 สนาม รอเรียก สัมภาษณ์ครูผู้ช่วยอาชีวะอีก 1 สนาม…

“ไปแชร์แต่อันที่เค้าสอบไม่ติด สนามนี้ใครสอบผ่านคือหัวกะทินะ พี่ไม่ได้พูดเอง เพจศูนย์สอบธรรมศาสตร์เป็นคนพูด แชร์ไปให้ถึง #โหนกระแส #หนุ่มกรรชัย #สพมสระแก้ว”

ทั้งนี้ ในส่วนที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะนัดแถลงข้อสรุปกรณี น.ส.เบญ ร้องขอความเป็นธรรมเรื่องการสอบครู หลังสอบติดพนักงานราชการทั่วไปอันดับที่ 1 เอกวิทยาศาสตร์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) สระแก้ว แต่ผ่านไป 3 วัน ปรากฏว่าชื่อของเธอหาย นั้น

ล่าสุด ทาง สพฐ.ขอเลื่อนการแถลงข่าวผลการสืบข้อเท็จจริงออกไปก่อน เนื่องจาก พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการศธ.และเลขาธิการ กพฐ.ประสงค์ให้ ครูเบญ ได้ร่วมแถลงข่าวด้วย สพฐ.จึงขอเลื่อนการแถลงข่าวในวันนี้ออกไปก่อน ทั้งนี้ เมื่อครูเบญมีความพร้อม จะได้นัดหมายการแถลงข่าวร่วมกัน ต่อไป

'บุ๋ม ปนัดดา' ขอแรงคนไทยช่วยตักดินออกจากบ้านชาวเชียงราย พบพลเมืองดีให้ความช่วยเหลือกันเพียบ ขอเพียงแค่หนุนค่าน้ำมัน

ความคืบหน้าน้ำท่วมใน จ.เชียงราย หลังน้ำลดได้ทิ้งความเสียหายไว้ให้ชาวบ้านเป็นจำนวนมาก ล่าสุดบรรยากาศหน้าด่านพรมแดนไทย-เมียนมา อ.แม่สาย จ.เชียงราย ยังคงวุ่นวายตลอดทั้งวันเนื่องจากเจ้าหน้าที่เทศบาล ต.แม่สาย และหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งชาวบ้าน ห้างร้าน ฯลฯ ต่างออกมาทำความสะอาดตามท้องถนนและอาคารต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นไปด้วยความยากลำบากเนื่องจากขาดแคลนน้ำประปา และทางเทศบาล ต.แม่สายต้องแบ่งช่วงเวลาจ่ายน้ำตามจุดต่าง ๆ

ทั้งนี้ เมื่อวานนี้ (19 ก.ย. 67) บุ๋ม ปนัดดา ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กขอความช่วยเหลือตักดินออกจากบ้าน โดยได้ระบุข้อความว่า…

“มีจิตอาสา หรือใครที่อยู่เชียงราย ที่รับตักดินออกจากบ้านคนไหมคะ บุ๋มมีโครงการช่วยทำความสะอาดบ้านให้กับประชาชนที่โดนน้ำท่วมและบ้านเต็มไปด้วยโคลน บางบ้านมีแต่คนแก่และผู้หญิง บางบ้านก็มีคนไข้ติดเตียง บุ๋มเห็นใจค่ะ เลยอยากหาคนไปช่วยทำความสะอาด โดยทางมูลนิธิจะเป็นผู้ดูแลค่าใช้จ่ายให้ แค่คราบฝุ่นก็เหนื่อยแล้ว เจอสภาพแบบนี้เครียดแทนเลย ซึ่งบ้านแรกที่อยากให้ไปอยู่ผามควาย เหมืองแดงค่ะ”

ทั้งนี้ พบว่ามีจิตอาสาจำนวนมากพร้อมให้ความช่วยเหลือ โดยต้องการเพียงค่าน้ำมันในการเดินทางเพียงเท่านั้น ทำชาวเน็ตจำนวนมากแห่คอมเมนต์ขอบคุณจิตอาสาเหล่านี้ที่พร้อมช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน

'โซเชียล' แห่อาลัยฮีโร่ผู้กล้า 'ปูเป้' เจ้าหน้าที่อาสา ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตหลังไปช่วยน้ำท่วมเชียงราย

เมื่อวานนี้ (19 ก.ย. 67) เฟซบุ๊ก ‘NattyRescue ChiangRai’ เผยเรื่องราวสุดเศร้า ระบุว่า

“ร่วมไว้อาลัย ฮีโร่ ผู้กล้าที่มาช่วยชาวจังหวัดเชียงรายบ้านเรา ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวพี่อาสาท่านนี้ด้วย ที่สูญเสียฮีโร่ คุณจันทิมา ครุฑหมื่นไวย (พี่ปูเป้) สมาชิกอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยแห่งประเทศไทย หน่วยธน 19-146 รถกู้ภัยเดินทางกลับจากช่วยน้ำท่วมเชียงราย เกิดประสบอุบัติเหตุที่พิจิตร เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา คุณงามความดีที่สร้าง ขอให้สู่สุคติในชั้นที่สุขสงบและดียิ่งขึ้นไป ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวและเพื่อนร่วมงานกู้ภัยด้วยครับ…

“หลับให้สบาย บุญกุศลแห่งการเป็นจิตอาสา ขอให้ไปสู่ภพภูมิที่ดี เป็นเทวดานางฟ้าบนสรวงสวรรค์ ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่เท่ากับการช่วยเหลือ ‘เพื่อนมนุษย์’ ”

ทั้งนี้ ร่างของคุณปูเป้ถูกนำมาประกอบพิธีทางศาสนาที่วัดมหาบุศษ์ ซอยอ่อนนุช 7 ถนนสุขุมวิท 77 กทม. ก่อนจะมีการฌาปนกิจในวันที่ 21 กันยายน 2567

เอฟเคไอไอ.ร่วม 'ท็อป-จิรายุส' เปิดเวทีตอบโจทย์อนาคตประเทศไทย เสนอรัฐเร่งเดินหน้าความตกลงดิจิทัลอาเซียนดึงเม็ดเงินลงทุนกว่า 60 ล้านล้านบาท มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต สร้างฐานวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี เสริมทักษะเอไอ ยึดแนวทาง Green-ESG

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ ไทยแลนด์( FKII Thailand) เปิดเผยวันนี้ว่า สถาบันเอฟเคไอไอ.ได้จัดกิจกรรมการสนทนาวาระประเทศไทย ( FKII NATIONAL DIALOGUE )เพื่อนำประเด็นที่เป็นความท้าทายและโอกาสในปัจจุบันและอนาคตมาวิเคราะห์เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับประเทศในหัวข้อ 'อนาคตปัญหาประเทศไทย' โดยจัดร่วมกับสถาบันทิวา มีผู้ร่วมการสนทนาแลกเปลี่ยน(Dialogue) ได้แก่ รศ.ดร.อาณัฐชัย รัตตกุล รองประธานเอฟเคไอไอ.

นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา และ นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (ท็อป-จิรายุส) ดำเนินรายการโดย นางสาวนวรัตน์ สัมพันธ์ศรี หัวหน้าคณะทำงานคณะกรรมการขับเคลื่อนเอฟเคไอไอ.ทั้งนี้ รศ.ดร.อาณัฐชัย รัตตกุล ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน ณ สวนเสียงไผ่ สถาบันทิวา ทาวน์อินทาวน์ กรุงเทพมหานคร

ในกิจกรรมการสนทนาดังกล่าว 'ท็อป-จิรายุส' ได้แบ่งปันประสบการณ์ในการเข้าร่วมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum; WEF) ณ เมืองดาวอส ซึ่งมีผู้นำประเทศต่างๆ ทั่วโลก และนักธุรกิจที่มีมูลค่าตลาดสูงกว่า 5 Billion USD รวมกันประมาณ 3,000 คน ซึ่งในประเทศไทยผู้ที่ได้เข้าร่วมก็จะบริษัทใหญ่ ๆ ได้แก่ CP, ThaiBev, PTT,SCG, KBank เป็นต้น ซึ่งใน WEF มีการพูดถึงเรื่อง ESG หรือ Environment, Social, และ Governance ที่เป็นกระแสของโลกในอนาคตที่จะมีผลบังคับใช้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า (2030) ซึ่งทุกๆ กิจการโดยเฉพาะ SMEs ต้องทราบและเริ่มปรับตัวตั้งแต่วันนี้ เนื่องจากจะทำให้ไม่สามารถขายสินค้าให้กับลูกค้าเดิม ๆ ได้อีกต่อไป เพราะกระบวนการการผลิตที่ไม่สามารถแจกแจงปริมาณการปล่อยคาร์บอนหรือมีส่วนร่วมในการทำลายสภาพแวดล้อมของโลก นอกจากนี้ สถาบันการเงินก็จะไม่ยินดีปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจที่มีส่วนร่วมในการทำลายสภาพแวดล้อมของโลกตลอดทั้งซัพพลายเชนเช่นเดียวกัน ปัจจัยดังกล่าวจึงเป็นข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจของผู้ที่ไม่ปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจตามเทรนด์โลก

แนวทางการปรับตัวของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเล็ก ๆ ได้แก่ การรวมกลุ่มทางภูมิศาสตร์และการค้า (Regionalization) เพื่อเพิ่มขนาดของเศรษฐกิจและประชากร (จาก 67 ล้านคน เป็น 600 ล้านคน) ซึ่งในภูมิภาค ASEAN กำลังอยู่ในขั้นตอนการจัดทำ DEFA (2025) หรือ Digital Economy Framework Agreement ซึ่งหากบรรลุข้อตกลงนี้ได้ประมาณ 60% จะสามารถดึงเม็ดเงินเข้ามาลงทุนในภูมิภาคนี้กว่า 2 Trillion USD ดังนั้น ประเทศใดมีความพร้อมมากกว่าก็มีโอกาสที่จะดึงเม็ดเงินลงทุนดังกล่าวได้มากกว่ากัน นอกจากนี้ ยังเป็น ASEAN Single Window, Free Flow for People และ Regional Money

อุตสาหกรรมแห่งอนาคต จะไม่มีอุตสาหกรรมที่มีอยู่ในปัจจุบันอีกต่อไป เนื่องจากหยุดเติบโตแล้ว และเน้นแข่งขันด้านราคา (Red Ocean) ในอนาคตจะขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (S&T) Deep Tech, Digital Infrastructure บนอุตสาหกรรม Frontier Technology ได้แก่ AI, Big Data, IoT, Block Chain, 3D Printing ฯลฯ

ผลกระทบต่อตลาดหลักทรัพย์เมื่อประกาศใช้ Net Zero ในปี 2030
-กองทุนต่าง ๆ จะไม่สามารถเข้าไปถือหุ้นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่ไม่ Green ไม่ได้ ดังนั้น บริษัทและ Supplier ทั้งหมดต้อง Green ทั้งประบวนการ
-บริษัทที่ไม่ปรับตัวเข้าสู่ Green จะไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ เนื่องจากธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อให้บริษัทที่ไม่ Green
-บริษัทในตลาดหลักทรัพย์เดิมเป็น SET กับ MAI แต่ในอนาคตจะเป็น ESG กับ Non-ESG

เทคโนโลยี AI จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น คนต้องมีความสามารถในการสื่อสาร (Prompt) กับ AI ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด (Ask the right Question) ดังนั้น จำเป็นที่จะต้อง Up-Skill / Re-Skill ในรูปแบบ Open Education Platform ตามความสะดวกของผู้เรียน

เรื่องการศึกษา เสนอว่าให้มีกระบวนการ Build Character ให้กับนักเรียน ทั้งนี้ เนื่องจากคนไทยมีความ Creativity สูงอยู่แล้ว จึงควรส่งเสริมให้พัฒนาขึ้น นอกจากนี้ ควรส่งเสริมด้าน Soft Skill (การสื่อสาร การเข้าร่วมกิจกรรม) และผลักดันเรื่อง Blue Ocean Competition.

สำหรับสถาบันเอฟเคไอไอ. ไทยแลนด์ (FKII Thailand: Field for Knowledge Integration and Innovation) เป็นองค์กรวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ทำหน้าที่สนับสนุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศรวมทั้งเป็นตัวกลางเชื่อมประสานระหว่างหน่วยงานวิจัยกับภาคเอกชนภาครัฐทั้งในและต่างประเทศทางด้านนวัตกรรมและองค์ความรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพใหม่ของประเทศและการพัฒนาอย่างยั่งยืนตอบโจทย์ความท้าทายใหม่ของโลกปัจจุบันและอนาคต

ติดตาม FKII Thailand
FB: FKIIThailand https://shorturl.at/87OHy
LineOA: FKIIThailand https://lin.ee/BgPCPvd

เริ่มปิดไม่มิด!! กลิ่นโชย 'ต่างด้าวผิดกฎหมาย' คลุ้ง มุ้งการเมืองเริ่มสะกิด ติดตรงเก้าอี้ใหญ่เอาไงต่อ

(19 ก.ย. 67) ปัญหาชาวต่างชาติแย่งงานคนไทยดูจะไม่ใช่ปัญหาเล่น ๆ เสียแล้ว เพราะเท่าที่เห็นผ่านสายตา ก็มีดาวดังประจำสภาอย่างน้อย 2 คน หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาถกแบบยกใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น 'กอล์ฟ-ศาสตรา ศรีปาน' ผู้แทนของคนหาดใหญ่ จากพรรครวมไทยสร้างชาติ กับ 'ไอซ์-รัชนก ศรีนอก' สาวเสื้อส้มตัวแทนคนบางบอน 

ศาสตรา เขย่าเรื่องนี้ โดยยกเอาเรื่องต่างชาติแย่งงานคนไทย และต่างชาติแปลงร่างเป็นนายทุนมาหารือในรัฐสภาแล้วหลายครั้ง เพราะปัญหาดังกล่าวผุดขึ้นในพื้นที่หาดใหญ่เอง โดยมีชาวต่างชาติประกอบอาชีพต้องห้ามหลายอาชีพ รวมไปถึงในเชียงใหม่, ภูเก็ต และเมืองท่องเที่ยวอีกหลายเมืองที่มีชาวต่างชาติแปลงร่างเป็นนายทุนเจ้าของกิจการหลายกิจการ 

เรื่องน่าห่วงที่ผู้แทนหาดใหญ่จากรวมไทยสร้างชาติ คนนี้กลัวและมักจะทิ้งท้ายให้รัฐบาลเปิดรับฟังเยอะ ๆ เพราะเริ่มเห็นช่องการดึงเงินออกนอกประเทศแบบ 100% จากต่างชาติเหล่านี้ คล้าย ๆ กับกรณีที่เกิดขึ้นแล้วแบบทัวร์ศูนย์เหรียญ ก็ต้องดูว่าจะมีประกาศิตจากรัฐบาลที่เริ่มเจอเสียงกดดันดังขึ้นแค่ไหน...

ข้ามมาฟากบางบอน 'ไอซ์ รัชนก' ออกลูกอึ้ง!! หลังเจอพม่าครองแผงตลาดบางบอน พร้อมจี้ให้รัฐบังคับใช้กฎหมาย-เก็บภาษีให้คุ้มนั้น ก็ต้องบอกว่างวดนี้น้องไอซ์ออกเชิงสวนกระแส สส.พรรคส้มเขตปทุมวัน ที่รายนั้นดอดออกตัวปกป้องคนต่างชาติบางประเทศ จนถูกประชาชนโซเชียล ติดแฮชแท็ก #พรรคประชาชนพม่า #สสพรรคประชาชนพม่า 

จะว่าไปแล้ว กระแสต่างด้าวสาวไส้ไปสักคืบ ก็จะพบว่า มีประเด็นที่ถูกจุดติดมาจาก AYA IRRAWADEE หนึ่งในคอลัมนิสต์ของ THE STATES TIMES ที่กัดไม่ปล่อยกับขบวนการต่างด้าวยึดบางกอก ซึ่งว่ากันว่า พอลอกคราบออกมาแล้ว มีเลือดสีส้มเจือปนอยยู่ในระดับอนุบาล พาลกระทบไปถึงคนทำงานในหน่วยงานภาคราชการต้องร้อน ๆ หนาว ๆ 

แน่นอนว่า 'ข้าของประชาชน' ตัวจริง ที่รู้ข่าวก็ใช่ว่าจะเงียบกริบ โดยล่าสุดหนึ่งในข้าราชการประจำของกรุงเทพมหานคร อย่าง 'อุ๊-วรชล ถาวรพงษ์' ผู้อำนวยการเขตบางกอกน้อย ก็ขยับตัวออกมาตรวจสอบเขตพื้นที่ต่าง ๆ เอง โดยเฉพาะตลาดวังหลัง ซึ่งผลคือพบ 'คนต่างด้าว-ต่างชาติ' ทั้งมีบัตรและไม่มีบัตรเดินขายของกันว่อน แถมคนพวกนี้ยังมีการอัปเดตผลงานให้แฟนคลับติดตามชมเป็นระยะ ๆ ใน Tiktok เสียด้วย...

ย้อนไปอีกนิดกับ 'อุ๊-วรชล' ถือเป็นข้าราชการฝีมือดีคนหนึ่ง ที่มักจะขยับตัวได้อย่างรวดเร็วเวลาเกิดประเด็นดรามาต่าง ๆ ในสังคม ครั้นตั้งแต่การเริ่มแจกผ้าอนามัยฟรีที่เขตบางขุนเทียน / 'แคมเปญคุณกั๊กเราเก็บ' ที่ไล่จัดการกับการกั๊กที่จอดรถหน้าบ้าน รวมถึงจัดการปัญหาหาบเร่โบ๊เบ๊ที่เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย และล่าสุดก็กับต่างด้าวบางกอกน้อย 

สุดท้าย มีตัวเลขมาฝากให้คิดตามจาก 'กรมการจัดหางาน' กระทรวงแรงงาน ที่ได้รายงานผลปฏิบัติการเพื่อตรวจสอบ จับกุม และดำเนินคดีนายจ้าง/สถานประกอบการ และคนต่างชาติ ที่ลักลอบทำงานผิดกฎหมายระหว่างวันที่ 5 มิถุนายน - 11 กรกฎาคม 2567 รวม 36 วัน

โดยมีการเข้าตรวจสอบสถานประกอบการที่จ้างแรงงานข้ามชาติทั่วประเทศ 8,776 แห่ง ดำเนินคดีแล้ว 280 แห่ง และตรวจสอบพบคนต่างชาติ จำนวน 108,875 คน แยกเป็นสัญชาติเมียนมา 80,913 คน, กัมพูชา 16,507 คน, ลาว 7,804 คน, เวียดนาม 104 คน และสัญชาติอื่น ๆ 3,547 คน ซึ่งในนี้มีการดำเนินคดีทั้งสิ้น 726 คน แยกเป็นสัญชาติเมียนมา 473 คน กัมพูชา 74 คน ลาว 101 คน เวียดนาม 14 คน และสัญชาติอื่น ๆ 64 คน

นี่แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นของแรงงานต่างชาติที่ถูกตรวจตราในช่วงครึ่งปี ยังไม่นับก่อนหน้าที่มีอยู่อีกเท่าไรต่อเท่าไรที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยโดยไม่เคารพกฎหมายและอยู่ภายใต้กรอบแรงงานต่างชาติ เช่น ใบอนุญาตทำงานถูกต้อง และทำงานตามสิทธิ (ทำได้-ทำไม่ได้) ตามประกาศกระทรวงแรงงาน เพื่อให้สามารถทำงานและอยู่ในราชอาณาจักรอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แบบไม่ต้องหลบซ่อนและได้รับการคุ้มครองตามสิทธิที่พึงมี

ก่อนไทยแลนด์จะกลายเป็นแดนต่างด้าว...จะรัฐบาลหรือจะใคร หากรีบโชว์พาวไว ๆ กระแสเลือดรักชาติอาจเทให้กระจุยเชียวนะ...ทำเป็นเล่น!!


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top