Saturday, 13 June 2026
NEWS FEED

นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม สมาชิกวุฒิสภา ,รองประธานคณะกรรมาธิการพลังงาน คนที่ 1 ให้สัมภาษณ์รายการ 'FOCUS ผู้นำ'

เมื่อวานนี้ (1 ต.ค. 67) ที่ผ่านมา ณ ห้องรับรองชั้น 2 โซนกลางฝั่งริมถนนสามเสน อาคารรัฐสภา นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม สมาชิกวุฒิสภา ,รองประธานคณะกรรมาธิการพลังงาน คนที่ 1 และประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณวุฒิสภาฯ ให้สัมภาษณ์รายการ เปิดฟ้า ช่วง 'FOCUS ผู้นำ' สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 ถึงแนวทางการทำงานใจตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาฯ ก่อนอื่นต้องบอกว่า รู้สึกมีความยินดี และ ดีใจ ขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกคนที่สนับสนุนให้เข้ามาดำรงตำแหน่งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ช่วยลงคะแนนเลือกตั้ง ซึ่งเลือกกันมาในระดับ อำเภอ จังหวัด และระดับประเทศ รวมถึงได้ดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมาธิการพลังงาน คนที่ 1 และประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณวุฒิสภาฯด้วย ซึ่งผมพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ลุล่วง

แนวทางในการทำงาน ในตำแหน่งวุฒิสภา ก็จะนำประสบการณ์จากการทำงาน เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย และในฐานะที่ เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาก่อน วันนี้มีโอกาสได้มาทำหน้าที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา ก็จะทำหน้าที่ในการกลั่นกรองกฏหมาย เสนอแนะแนวทางจากรัฐบาล ในการทำงานที่เป็นประโยชน์ รวมทั้งสิ่งที่พี่น้องประชาชนต้องการ เป็นการสะท้อนภาพกับพี่น้องประชาชนในการทำงานในฐานะวุฒิสมาชิก

นายสรชาติ กล่าวว่า ในฐานะที่ท่านเป็นคณะกรรมาธิการพลังงาน มีทิศทางและการขับเคลื่อนพลังงานในประเทศไทยไปในทิศทางไหนนั้นในฐานะที่เป็นกรรมาธิการวุฒิสภา ซึ่งไม่สามารถที่จะไปกำหนดแนวนโยบายได้โดยตรง แต่จะเป็นการศึกษาเสนอแนะต่อรัฐบาล ซึ่งครั้งนี้ ผมเชื่อว่าวุฒิสมาชิกของเราในชุดนี้เป็นชุดที่สามารถศึกษาต่อชุดที่ผ่านมา เพราะชุดที่ผ่านมาสามารถทำหน้าที่การไปศึกษาแนวทางพลังงานทดแทน หรือพลังงานไฟฟ้า พลังงานขยะ ซึ่งวันนี้ได้มีการพูดคุยกันแล้วก็จะดำเนินการต่อในสิ่งที่ ต่อเติมในสิ่งที่ยังขาดตกบกพร่องอยู่ เป็นการวิจัยทดสอบซ้ำกับคณะที่ผ่านมา เพื่อนำไปเสนอกับรัฐบาลให้กำหนดแนวทางและนโยบายในการไปแก้ไขปัญหา 

แน่นอนวุฒิสมาชิกของเรานั้นอาจจะไม่มีหน้าที่โดยตรงในการกำหนดนโยบาย เราจะเป็นผู้ทำหน้าที่ในการศึกษา เหมือนกับการทำวิทยานิพนธ์ เล่มใหญ่ของการทดแทนพลังงาน แล้วไปเสนอให้กับรัฐบาลให้รัฐบาลทำในสิ่งที่เราเชื่อว่าเราไม่มีผลประโยชน์อะไรเหมือนทางอื่นในการทำวิจัย เราเป็นวุฒิสภาซึ่งมีหน้าที่เป็นตัวแทนประชาชนชาวไทยที่เสนอแนะแนวทางให้กับรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา มีความน่าเชื่อถือ

ส่วนในเรื่องของทิศทางและการขับเคลื่อนของประเทศไทย ทิศทางของพลังงานจะเป็นการใช้พลังงานทดแทน มาใช้แทนน้ำมันเชื้อเพลิง จะต้องเป็นพลังงานไฟฟ้า คาดว่ารถที่ใช้น้ำมันน่าจะลดลง ใช้รถ EV มากขึ้นเรื่อยๆ และเป็นสิ่งที่เราพัฒนาทดแทนกัน รวมไปถึงการผลิตไฟฟ้ามาเป็นพลังงมาเป็นพลังงานทดแทนสิ่งนี้มากยิ่งขึ้น

แน่นอนซึ่งปัจจุบันนี้ในส่วนราชการต่างๆยังมีระเบียบการจัดซื้อรถประจำตำแหน่งอย่างเป็นระเบียบใช้รถน้ำมันอยู่ จะหาแนวทางในการปรับเปลี่ยนที่จะมาเป็นวิธีการจัดซื้อหรือเช่าซื้อรถ EV รถพลังงานไฟฟ้า มาใช้เป็นส่วนราชการ แน่นอนที่สุดว่าส่วนราชการ จะต้องเป็นผู้นำ เป็นตัวนำ ในการเดินหน้าในการดำเนินการใช้สิ่งเหล่านี้ ซึ่งเชื่อแน่ว่า รถใหม่ๆที่จะมาทดแทน น่าจะเป็นรถพลังงานไฟฟ้าซึ่งจะมาแทนรถใช้น้ำมันในปัจจุบัน

คิดว่าหลังจาก ท่านประธานรัฐสภา ประกาศรัฐสภาสีเขียว มีการปรับเปลี่ยนแก้ไขระเบียบในการใช้ต่างๆให้เกิดขึ้น ซึ่งปัจจุบันระเบียบยังเป็นการใช้รถน้ำมันแบบเดิมอยู่ ในเมื่อท่านประกาศเป็นผู้นำด้านนี้แล้ว ท่านก็จะมีแนวทางในการที่จะปรับปรุงแก้ไขระเบียบต่างๆเพื่อให้นำรถ EV เข้ามาใช้ในรัฐสภาได้ เมื่อรัฐสภาเป็นต้นแบบจะนำไปสู่หน่วยงานราชการอื่นๆ ซึ่งสามารถที่จะใช้หลักเกณฑ์เดียวกันในการไปปรับรถประจำตำแหน่งของผู้บริหาร ผู้นำต่างๆมาใช้รถไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น

ประโยชน์แน่นอนที่สุด เป็นการลดค่าใช้จ่าย ลดต้นทุน ทั้งผู้ผลิตรถยนต์รถพลังงานทดแทน พร้อมลดต้นทุน ของผู้บริโภค ซึ่งผู้ใช้รถพลังงานทดแทน จำเป็นอย่างยิ่งจะต้องเห็นถึงความแตกต่าง ระหว่างการใช้รถน้ำมันพลังงานแบบเดิม กับการใช้รถพลังงานทดแทน หรือรถพลังงานไฟฟ้า จะเห็นความแตกต่างกัน ซึ่งหลายท่านได้ใช้รถไฟฟ้ามาแล้ว ทุกคนก็บอกต่อกันว่าสามารถลดค่าใช้จ่ายได้มากยิ่งขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ บริษัทต่างๆก็จะปรับปรุงแข่งขันกันให้มีราคาต้นทุนที่ต่ำลงในการผลิตแบตเตอรี่ขึ้นมาทดแทนกัน

ในส่วนของภาคประชาชนอยากจะใช้รถไฟฟ้า ภาครัฐเองจะมีส่วนสนับสนุนในการใช้พลังงานสะอาดให้ประชาชน ในฐานะวุฒิสมาชิก ก็ได้ทำเฉพาะหน้าที่ในการแนะนำให้รัฐบาลสนับสนุน อาจจะเป็นอุดหนุนเงินช่วยเหลือในการให้ผู้ส่งออก นำเข้า ลดต้นทุนการผลิต ลดภาษีต่างๆให้กับรถไฟฟ้า ให้สามารถแข่งขันกันได้และลดต้นทุนให้มาแข่งขันกับรถมือสอง และรถอื่นๆที่มีอยู่ทั้งประเทศ เชื่อได้ว่าพลังงานไฟฟ้าจะเป็นที่นิยมของพี่น้องประชาชน

ดังนั้นสิ่งที่จะขับเคลื่อนและผลักดัน ก็คือการอนุรักษ์ทรัพยากรด้านพลังงานที่มีอยู่ให้คงอยู่และไม่สูญสิ้นไป โดยการส่งเสริมให้เกิดพลังงานทดแทน อาทิ การใช้รถไฟฟ้า ทดแทนรถน้ำมัน ซึ่งใน ปีที่ผ่านมาก็ได้รับการตอบรับที่ดี จึงจะสานต่อและผลักดันให้เกิดการใช้รถไฟฟ้า เพื่อลดมลพิษ และรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งพร้อมที่จะร่วมหารือและผลักดันโครงการต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนสูงสุด

ส่วนแนวทางในการรณรงค์ ให้หน่วยงานของรัฐหันมาใช้ยานพาหนะไฟฟ้า เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและป้องกันมลพิษ รถไฟฟ้าถือว่า เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่มีการปล่อยไอเสียหรือก๊าซเรือนกระจกออกมา และไม่สร้างมลพิษ จะต้องเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจต่อประชาชนให้มีความเข้าใจว่า การใช้ยานพาหนะไฟฟ้า นั้น มีข้อดีอย่างไร มีข้อจำกัดอย่างไร ตรงนี้ต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมีความเข้าใจ และเกิดการเข้าถึงข้อมูลอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ในส่วนของหน่วยงานภาครัฐ เองต้องมีข้อมูลที่ถูกต้อง การศึกษาถึงข้อดีในการนำยานพาหนะมาใช้ รวมถึงการส่งเสริมให้เกิดการวิจัยในแง่มุมต่างๆ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ควรทำ และสิ่งสำคัญที่ควรคำนึง คือเรื่องของมลพิษ สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรที่เราต้องคงรักษาไว้ให้มากที่สุด จึงถือได้ว่า การนำนวัตกรรมใหม่ๆมาใช้ การนำพาหนะไฟฟ้ามาใช้จึงเป็นสิ่งที่ดีที่ควรเร่งดำเนินการ ในฐานะที่ผมดำรงตำแหน่งประธานกรรมาธิการด้านพลังงาน กระผมจะส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน การนำรถไฟฟ้ามาใช้เป็นทางเลือก และใช้แทนรถยนต์ เพื่อให้เกิดการรักษาสิ่งแวดล้อมและลดมลภาวะ ซึ่งพร้อมที่จะผลักดันอย่างเต็มที่

นายสรชาติ กล่าวต่อไปอีกว่า เศรษฐกิจถือเป็นปัจจัยหลักสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้เจริญเติบโต ทั้งนี้ในส่วนของแนวคิดด้านกรรมาธิการทางทหารและความมั่นคง จึงมีความเกี่ยวข้อง เพราะประเทศมั่นคง เศรษฐกิจต้องมั่งคั่งด้วย เพราะฉะนั้นประชาชนกินดี อยู่ดี มีความสุข จึงทำให้ประเทศมีความมั่นคง รวมถึงปัญหาต่างๆ ที่จะตามมาก็จะลดลงด้วย การจัดงานสัมมนาสัญจร หรือการจัดสัมมนาอะไรก็แล้วแต่ ก็จะสามารถนำเสนอสินค้าในพื้นที่ จากพี่น้องประชาชน กลุ่มวิสาหกิจต่างๆเข้ามาเปิดร้านค้า ร้านขายสินค้าของดี ของเด่นกันมากยิ่งขึ้น จะทำให้กลุ่มเหล่านี้ มีรายได้จากการจำหน่ายสินค้าให้กับพี่น้องประชาชนที่ เข้ามาร่วมงานอยู่แล้วในการสัญจรไปทุกครั้ง ซึ่งกรรมาธิการได้มีการประชุมไปแล้ว ตั้งเป้าไว้ว่าจะออกไปสัญจรหลายๆที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดที่จะต้องใช้พลังงานทดแทน จังหวัดที่มีโรงงานไฟฟ้าเกิดขึ้นใหม่ ๆ เชื่อได้ว่าประชาชนในพื้นที่ๆจัดงานจะสามารถสร้างรายได้ สร้างอาชีพได้อย่างแน่นอน และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับตนเองและครอบครัว จึงถือเป็นพันธกิจที่ต้องทำงาน ร่วมกันทุกภาคส่วน โดยกรรมาธิการด้านพลังงานเอง ก็ต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการกระตุ้นให้เกิดเศรษฐกิจโดยรวม รวมถึง ต้องรวมเอาการรักษาสิ่งแวดล้อม รักษ์โลก รักษ์พลังงาน เข้ามามีบทบาทต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน

ก็ต้องขออนุญาตสร้างความมั่นใจให้พี่น้องประชาชนว่า สว.ชุดนี้เป็น สว.ชุดที่เลือกกันมาตามกลุ่มสาขาอาชีพเข้ามา มีที่มาคนละรูปแบบกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นหลักการที่ถูกต้องในการที่จะได้มาซึ่งวุฒิสภา ถ้าสมมุติว่าวุฒิสภา มีที่มาอย่างเช่นเดียวกับผู้แทนราษฎรนั้น ไม่ควรมี 2 สภา ดังนั้นเมื่อวุฒิสภา มีความจำเป็นที่จะต้องมีอยู่นั้น ที่มาก็จะต้องแตกต่างจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ณ วันนี้เองผมเห็นวุฒิสมาชิกส่วนใหญ่นั้น มีการศึกษาในระดับที่สูงกว่าปริญญาตรี ต่ำกว่าปริญญาตรีเพียง 10% ของทั้งหมด ซึ่งถึงแม้ว่าจะคัดเลือกมาระบบนี้ ก็สามารถมีคนที่มีความรู้ความสามารถที่เพียงพอ ซึ่งการทำงานแค่ 2 เดือนเศษๆที่ผ่านมา ก็ได้เห็นศักยภาพของวุฒิสมาชิกหลายๆท่านได้แสดงบทบาทในการประชุมแต่ละครั้งๆออกมา สะท้อนภาพให้เห็นว่าวุฒิสมาชิกชุดนี้มีคุณภาพและการทำงานเข้าได้กับพี่น้องประชาชน เป็นที่พึ่งหวังในการกลั่นกรองกฎหมาย เป็นที่พึ่งหวังพี่น้องประชาชนในการเสนอแนะแนวทางนโยบายให้รัฐบาลไปสู่การปฏิบัติได้

ในส่วนของการทำงานทางด้าน สว.นั้น มีความแตกต่างกันอย่างไรกับท่านสส.ทั้งหลาย ผมเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สามารถจะทำหน้าที่ในการศึกษาและกำหนดแนวทาง การกำหนดนโยบายได้ แต่ในขณะวุฒิสมาชิก นั้นเป็นการศึกษาเพื่อการเสนอแนะต่อรัฐบาล เช่นเดียวกับการออกกฎหมายเช่นกัน เราไม่มีสิทธิ์ที่จะเสนอกฎหมายวุฒิสภา เราจะให้สภาผู้แทนราษฎร นั้นเป็นผู้เสนอกฎหมายและกำหนดนโยบายขึ้นมา เราจะกลั่นกรองว่าอะไรดีไม่ดีอย่างไร นั่นเป็นหน้าที่ของวุฒิสมาชิก 

ณ วันนี้ในฐานะซึ่งอยู่ในสภาบน เราจะพยายามดูแนวทางทางการเมือง ซึ่งพี่น้องประชาชนต้องการอย่างไร กลั่นกรองกฎหมาย แทนพี่น้องประชาชนโดยจากสภาผู้แทนราษฎร ขึ้นมาและทำหน้าที่ต่อ เช่นเดียวกับพลังงานสีเขียว เราก็จะต้องทำหน้าที่ในการศึกษาต่อเนื่อง บางครั้งอาจจะมีเรื่องที่สภาผู้แทนราษฎร เสนอ ศึกษามาแล้ว เราสามารถศึกษาทดสอบซ้ำเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าสภาล่างศึกษามาแล้ว สภาบนศึกษาต่อ แล้วมีแนวทางที่น่าเชื่อถือเพิ่มขึ้นให้ประชาชนและผลักดันให้รัฐบาลไปนำไปสู่การปฏิบัติ ให้รัฐบาลนำไปสู่การกำหนดนโยบายและต่อไป 
 
นายสรชาติ กล่าวย้ำด้วยว่า ที่สำคัญในส่วนของการทำงาน และการบูรณาการทำงานของส่วนราชการต่างๆทั่วประเทศ อยากให้ทุกหน่วยงานได้มีการทำงานร่วมกัน การประสานงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ หรือเอกชน ต้องเร่งสร้างความเข้าใจ ในด้านพลังงาน พลังงานทดแทน หรือการรักษา สิ่งแวดล้อมให้คงอยู่ต่อไป ซึ่งตรงนี้ต้องอาศัยความร่วมมือภาคประชาชน ภาครัฐ และรวมถึงกรรมาธิการ เองก็ต้องทำงานอย่างหนักเช่นกัน

ฝากถึงพี่น้องประชาชน ว่าให้มั่นใจ กรรมาธิการพลังงาน ในฐานะ
ที่ดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภาวุฒิสภา จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะผลักดัน ส่งเสริมด้านการใช้พลังงานและการรักษา สิ่งแวดล้อมอย่างเต็มที่ ขอให้ประชาชนมั่นใจ เชื่อมั่น และให้โอกาสกระผมและทุกท่าน ได้เข้ามาทำงาน และเป็นตัวแทนทุกท่านต่อไป และสุดท้ายนี้ ขอให้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ที่มีผลิตภัณฑ์ชุมชนและ ผู้ผลิตและจำหน่ายของกินของใช้ ต่าง ๆ ขอเชิญทุกท่านมาร่วมงาน มหกรรม กรรมาธิการสัญจร โดยจะจัดขึ้นจามสถานที่ราชการต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยจะเปิดให้ผลิตภัณฑ์ของชุมชนต่าง ๆ ได้มาร่วมออกร้านเพื่อแสดงสินค้าฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และเป็นการนำเสนอสินค้าต่างๆของจังหวัดนั้น ให้เป็นที่รู้จักชาวไทย และชาวต่างชาติ เป็นการสร้างความมั่นคั่ง มั่นคงต่อคุณภาพชีวิต ของชุมชนนั้น ๆ และในทุกครั้งที่มีการจัดงาน ก็จะมีการประกวด 10 ผลิตภัณฑ์สุดยอด โดยผู้ที่ได้รับการคัดเลือก จะได้รับประกาศนีบัตรจากท่านประธานกรรมาธิการฯ โดยจะใช้ชื่อการจัดงานทุกครั้งว่า มหกรรม 'กรรมาธิการสัญจรฯ'

'สืบนครบาล' รวบ 'ผู้ต้องหาคดีรับของโจร' ครอบครองแบตเตอรี่เสาสัญญาณโทรศัพท์ที่ถูกขโมยไป

เมื่อวานนี้ (1 ต.ค.67) เจ้าหน้าที่ กก.สส.4 บก.สส.บช.น. จับกุม นายเอกสิทธิ์ อายุ 49 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพัทยา ที่ จ.355/2567 ลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2567

ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน 'รับของโจร' และ หมายศาลจังหวัดพัทยา ที่ จ.374/2567 ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2567 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน 'รับของโจร' สถานที่จับกุม บริเวณหน้าบ้าน แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กทม.

พฤติการณ์แห่งคดี เมื่อประมาณเดือน มิ.ย.67 เกิดเหตุคนร้ายเข้าไปในรั้วของเสาโทรศัพท์สถานีฐานเนินพลับหวาน และลักเอา แบตเตอรี่ลิเที่ยม ยี่ห้อ SACRED SUN รุ่น SCIFP48100 จำนวน3 SET มูลค่าทัพย์สิน 113,250 บาท หายไปนั้น 

จากการสืบสวนสอบสวน สามารถจับกุมคนร้าย จำนวน 2 ราย ซึ่งเป็นคนก่อเหตุลักเอาทรัพย์สินดังกล่าวไป และจากการขยายผลทราบว่า นายเอกสิทธิ์ ฯ ผู้ต้องหามีส่วนในการรับซื้อและเกี่ยวของในการก่อเหตุ พนักงานสอบสวนจึงได้ขออนุมัติศาลจังหวัดพัทยาออกมาหมายจับและศาลอนุมัติตามคำขอ ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ทำการสืบสวนจนทราบว่า นายเอกสิทธิ์ฯ ได้มาพักอาศัยอยู่ย่านสะพานสูง กทม. จึงได้ทำการจับกุมนำส่ง พนักงานสอบสวน สภ.หนองปรือ 

ในชั้นจับกุมผู้ต้องหาให้การภาคเสธโดยรับว่า ตนเป็นช่างซ่อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และได้มีลูกค้าส่งมาให้ซ่อม ก่อนที่จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาทำตรวจตรวจยึดสิ่งของที่เชื่อว่าได้มาจากการกระทำความผิด และ ถูกจับกุมในครั้งนี้ จากนั้นได้นำตัวส่ง สภ.หนองปรือ จว.ชลบุรี เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ กล่าวเตือนภัยรับซื้อของมือสอง ระวังเป็นแพะรับซื้อของโจร แนะให้สังเกตของมือสองก่อนตกเป็นเหยื่อ ดังนั้นควรตรวจสอบประวัติการซื้อขายของบุคคล หรือร้านค้าให้ดีก่อน เพราะหากสินค้าที่ท่านได้ซื้อมานั้นเป็นสินค้าที่ได้มาจากการกระทำความผิดแล้ว ท่านอาจตกเป็นผู้ต้องหาที่เข้าข่ายกระทำความผิดฐาน 'รับของโจร' ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357

พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ให้สำภาษณ์รายการ 'FOCUS ผู้นำ'

เมื่อวานนี้ (1 ต.ค.67) เวลา 13.30 -14.10 น. ณ ห้องรับรองชั้น 2 โซนกลางฝั่งริมถนนสามเสน อาคารรัฐสภา

พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ได้ให้สำภาษณ์พิเศษรายการ 'FOCUS ผู้นำ' สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 โดยมีคุณสาวิตรี  สาโรวาท เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งกำหนดออกอากาศทุกวันจันทร์เวลา 14.30-15.00 น. 

โดยสนทนาในประเด็นที่สำคัญเกี่ยวกับทิศทางและการขับเคลื่อนการทำงานของคณะกรรมาธิการทหารและความมั่นคงของรัฐโดยยึดถือหลักการที่ว่า

1) ประเทศมีความมั่นคงในเอกราชและอธิปไตยมีการปกครองระบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สถาบันชาติ ศาสนาพระมหากษัตริย์มีความเข้มแข็งเป็นศูนย์กลางและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชน
2) เพื่อศึกษาและพิจารณาแนวทางในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาความมั่นคงในมิติต่าง ๆ ที่สำคัญ 

โดยเฉพาะงานกิจการทหารเพื่อความมั่นคง งานทหารผ่านศึก การช่วยเหลือประชาชน และการพัฒนาประเทศ งานวิจัยและพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ ยุทธภัณฑ์ รวมถึงเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรมความมั่นคง รวมถึงการสร้างขวัญ และกำลังใจของหน่วยงานรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติงานความมั่นคงและการบริหารจัดการความมั่นคงแบบองค์รวม กลไกและกระบวนการบริหารจัดการ เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ภัยคุกคามในปัจจุบันแลเสนอแนะแนวทางการพัฒนาปรับปรุงการบริหารจัดการความมั่นคงแบบองค์รวมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งนี้ ถือเป็นเป้าหมายที่สำคัญในการทำงานในห้วง 5 ปี (2567-2572) ของคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภาต่อไป

‘พล.ต.ท.กรไชยฯ’ ร่วมปล่อยแถวการไฟฟ้านครหลวง ลงพื้นที่ จ.เชียงราย ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยตรวจสอบ ปรับปรุงระบบไฟฟ้าในครัวเรือน

(2 ต.ค. 67) เวลา 06.00 น. พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะคณะกรรมการไฟฟ้านครหลวงและประธานกรรมการกิจการสัมพันธ์การไฟฟ้านครหลวง พร้อมด้วย นายวิลาศ เฉลยสัตย์ ผู้ว่าการไฟฟ้านครหลวง , นายเสนอ วิสุทธนะ ประธานสหภาพแรงงาน การไฟฟ้านครหลวง และผู้บริหารการไฟฟ้านครหลวงที่เกี่ยวข้อง ร่วมปล่อยคาราวาน “MEA ช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ผู้ประสบอุทกภัย” ณ บริเวณสถานีชาร์จรถไฟฟ้า EV การไฟฟ้านครหลวง สำนักงานใหญ่ เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร โดยมีพนักงานการไฟฟ้านครหลวงอาสา จำนวน 100 คน พร้อมด้วยรถตู้จำนวน 10 คัน , รถกระบะจำนวน 3 คัน , รถบรรทุกหกล้อ จำนวน 2 คัน ลงพื้นที่ตรวจสอบ ปรับปรุงระบบไฟฟ้า และเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในครัวเรือน ตลอดจนมอบเงินบริจาค อุปกรณ์และเครื่องมือเครื่องใช้ให้แก่เจ้าหน้าที่และหน่วยงานในการช่วยเหลือประชาชนเพื่อความปลอดภัย พื้นที่ ต.รอบเวียง อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย ใน 6 หมู่บ้าน จำนวน 65 หลังคาเรือน ที่ประสบอุทกภัย ระหว่างวันที่ 2 - 8 ตุลาคม 2567

พล.ต.ท.กรไชยฯ กล่าวว่า การที่เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ซึ่งเป็นภัยธรรมชาติในหลายพื้นที่ทางภาคเหนือของประเทศไทย เกิดปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่สูญเสีย ในการดำรงชีวิตปกติ ทรัพย์สิน และกำลังเผชิญกับความยากลำบากจากภัยพิบัติทางธรรมชาติอันร้ายแรง ตนขอชื่นชมในความเสียสละและความมุ่งมั่นของพนักงานการไฟฟ้านครหลวงทุกคน ที่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อเข้าไปช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยอย่างเต็มกำลังความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคสิ่งของ เงินทุน หรือการอาสาสมัครลงพื้นที่ช่วยเหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การฟื้นฟูระบบไฟฟ้าในพื้นที่ประสบภัย ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต และขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มจิตอาสาสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวง ชมรมวิศวกรการไฟฟ้านครหลวง และหน่วยงานต่างๆ ในการดำเนินงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยครั้งนี้ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการฟื้นฟูชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ให้กลับคืนสู่สภาวะปกติได้โดยเร็ว

ทั้งนี้ พล.ต.ท.กรไชยฯ ได้มอบหมายให้กองบังคับการตำรวจจราจร นำขบวนจากการไฟฟ้านครหลวง สำนักงานใหญ่ เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร และกองบังคับการตำรวจทางหลวง รับช่วงต่อบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต นำขบวนไปยังที่หมาย เพื่ออำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยด้วย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตือนมิจฉาชีพฉวยโอกาสตบทรัพย์ผู้เกษียณ หลอกโอนเงินและข้อมูลส่วนตัว

(2 ต.ค. 67) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท.ผบ.ตร.) มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ โดยเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา เป็นวันเกษียณอายุราชการของข้าราชการหลายท่าน ซึ่งอาจต้องติดต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องของสิทธิประโยช์ต่าง ๆ ของผู้เกษียณอายุราชการ ทั้งในเรื่องเงินสวัสดิการ เงินบำเหน็จบำนาญ เงินภาษี ฯลฯ ทำให้กลุ่มมิจฉาชีพอาจใช้โอกาสนี้ในการหลอกลวงสร้างความเสียหายให้กับพี่น้องประชาชน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ผู้เกษียณอายุราชการและบุคคลในครอบครัว เพิ่มความระมัดระวังกลุ่มมิจฉาชีพที่อาจแอบอ้างเป็นหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับเงินสิทธิประโยชน์ และสวัสดิการต่าง ๆ เช่น กรมบัญชีกลาง กรมสรรพากร หรือหน่วยงานต้นสังกัดที่รับผิดชอบเงินสวัสดิการของผู้เกษียณอายุราชการ ติดต่อมาเพื่อหลอกลวงให้ส่งข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลบัญชีธนาคาร และเอกสารสำคัญต่าง ๆ รวมถึงการหลอกให้กดลิงก์ หรือหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อเป็นหลักประกันในการรับเงินบำเหน็จบำนาญและเงินตอบแทนต่าง ๆ

โดยหากได้รับการติดต่อในลักษณะดังกล่าว ขอให้ท่านโทรศัพท์ไปสอบถามข้อมูลกับหน่วยงานต้นสังกัดโดยตรง และขอให้บุตรหลานของผู้เกษียณอายุราชการ คอยให้คำแนะนำและสอดส่องดูแลผู้เกษียณอายุราชการ เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

สุดท้ายนี้ หากพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ และหากเป็นคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ สายด่วน 1441 หรือเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ประธานศาลปกครองสูงสุด สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศาลปกครอง ในโอกาสรับตำแหน่งใหม่

(2 ต.ค. 67) ตามที่ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมประกาศแต่งตั้ง นายประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ รองประธานศาลปกครองสูงสุด ให้ดำรงตำแหน่งประธานศาลปกครองสูงสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป นั้น  

โอกาสนี้ ในวันที่ 1 ตุลาคม 2567 เวลา 09.00 น. นายประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ ประธานศาลปกครองสูงสุด ได้สักการะพระพุทธมหากรุณาประชานาถ ศาลพระภูมิ และถวายราชสักการะพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศาลปกครอง เพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องในโอกาสเข้าปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธานศาลปกครองสูงสุดอย่างเป็นทางการ โดยมี นายสุชาติ มงคลเลิศลพ รองประธานศาลปกครองสูงสุด และนายพรชัย มนัสศิริเพ็ญ รองประธานศาลปกครองสูงสุด พร้อมด้วย นายจำนงค์ ถาวรวิสิทธิ์ รองเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง และผู้บริหารสำนักงานศาลปกครอง ให้การต้อนรับและร่วมแสดงความยินดีในการดำรงตำแหน่ง ณ อาคารศาลปกครอง

นายประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ ประธานศาลปกครองสูงสุด คนที่ 6 มีประวัติการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน ดังนี้ จบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง รัฐศาสตรมหาบัณฑิต (บริหารรัฐกิจ) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนติบัณฑิต จากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา และได้รับประกาศนียบัตรการอบรมหลักสูตรหลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.) รุ่นที่ 2 จากสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ โดยดำรงตำแหน่งที่สำคัญ ดังนี้

- 1 ตุลาคม 2540 - 7 มกราคม 2544 อัยการจังหวัดประจำกรม ชั้น 4 สำนักงานอัยการสูงสุด
- 2 กุมภาพันธ์ 2544 - 30 กันยายน 2545 ตุลาการศาลปกครองกลาง
- 1 ตุลาคม 2545 - 30 กันยายน 2551 ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลาง
- 1 ตุลาคม 2551 - 14 กันยายน 2552 รองอธิบดีศาลปกครองระยอง
- 15 กันยายน 2552 - 20 เมษายน 2559 ตุลาการศาลปกครองสูงสุด
- 21 เมษายน 2559 - 19 กุมภาพันธ์ 2560 ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด
- 20 กุมภาพันธ์ 2560 - 30 กันยายน 2563 ประธานแผนกคดีละเมิดและความรับผิดอย่างอื่นในศาลปกครองสูงสุด
- 1 ตุลาคม 2563 - 30 กันยายน 2567 รองประธานศาลปกครองสูงสุด

ครูต้นคูณ ชี้ทัศนศึกษาสำคัญต่อการเรียนรู้ของเด็ก ย้ำต้องไม่ประนีประนอมในเรื่องความปลอดภัย

(1 ต.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.ณัฐพงศ์ ลาภบุญทรัพย์ หรือ ครูต้นคูณ ติวเตอร์และวิทยากรพิเศษวิชาภาษาไทยและสังคมศึกษาฯ ในสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวให้ความเห็นเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับนักเรียนที่กำลังเดินทางไปทัศนศึกษาว่า  

"ทัศนศึกษา" สำคัญและสมควรต่อการจัดการการเรียนรู้ของเด็ก แต่เราต้องไม่ประนีประนอมกับเรื่องความปลอดภัย ต้องไม่มักง่าย ต้องไม่ชุ่ยหรือละเลยอะไรแม้เพียงเล็กน้อย

การเดินทางไปทัศนศึกษาไม่ได้เสี่ยงมากไปกว่าการเดินทางไป-กลับโรงเรียนตามปกติ คนซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์แบบไม่สวมหมวก หรือนักเรียนวัยคะนองที่โหนท้ายสองแถวยังเสี่ยงตายมากกว่าการนั่งรถบัสด้วยซ้ำ

ความมักง่าย การไม่บำรุงรักษา การไม่ลงทุนกับเรื่องที่ควรลงทุนนั่นแหละที่ต้นเหตุ และข้อสำคัญคือทัศนศึกษาควรทำให้สมกับวุฒิภาวะและวัย ความรู้มีทุกแห่งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมมีให้ศึกษาได้ทุกที่เด็กที่เล็กเกินไปก็ไม่จำเป็นต้องหอบหิ้วกันข้ามจังหวัดเพื่อไปทัศนศึกษาเพราะหลายครั้งเด็ก ๆ ไม่รู้จักท้องถิ่นของตัวเองเลย แล้วท้องถิ่นจะไปเติบโตได้อย่างไร

"อย่าชุ่ย"
สำคัญกว่าสิ่งอื่น

‘หมอเดว’ ชี้!! เด็กเล็กไม่อยู่ในสถานะช่วยตนเองได้ ย้ำชัด!! โลกของเด็กคือบ้าน – ชุมชน ไม่ต้องพาไปไกล

(1 ต.ค.67) รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณีเกิดเหตุไฟไหม้รถบัสทัศนศึกษาของนักเรียน โรงเรียนวัดเขาพระยา จ.อุทัยธานี บริเวณถนนวิภาวดีรังสิต ส่งผลให้มีเด็กบาดเจ็บ และเสียชีวิตจำนวนมาก ว่า เศร้าสะเทือนใจกับข่าวสูญเสีย !!!!!

พร้อมระบุว่า เด็กเล็ก ๆ บนรถบัส ฝากสู่คุณครูทั่วประเทศ !! การพัฒนาเด็กเล็กระดับอนุบาล ซึ่งเป็นวัยจินตนาการ และ ยังไม่อยู่ในสถานะช่วยตนเองได้ดี ไม่มีความจำเป็นต้องพาไปไหนไกลๆ ยิ่งถ้าเป็นรถใหญ่มาก จะยิ่ง ยากแก่การควบคุมชีวิตและความปลอดภัย 

เด็กเล็ก ๆ ยังไม่สามารถช่วยเหลือตนเองและป้องกันความปลอดภัยได้ด้วยตนเอง เมื่อเกิดเหตุ

สำหรับเด็กวัยอนุบาล โลกของเด็ก ๆ คือ บ้านของเขา ชุมชนที่เขาอาศัย โรงเรียนที่เขาไป พร้อมๆกับการสร้างความปลอดภัย ก็สำคัญมาก ๆ แล้ว

อีกทั้ง ยังย้ำด้วยว่า การนำพาไปพื้นที่ห่างไกล โรงเรียนยิ่งต้องทราบเลยว่า ต่อให้ไม่เกิดอะไรขึ้น ก็ มีความเสี่ยงสูงหลายอย่างมาก ทั้งการเดินทาง พื้นที่ที่ไป ผู้คนแปลกหน้าที่อาจเข้าถึงได้ง่าย สูญหายได้ง่าย ล้วนต้องคำนึงถึงทั้งสิ้น แม้แต่อาหารเครื่องดื่ม ระหว่างทาง เส้นทางระหว่างที่อยู่ในสถานที่ 

ซึ่งการเรียนรู้ของเด็กเล็ก ก็มีข้อจำกัดและสมาธิสั้นอยู่แล้ว จึงลำบากมากในการควบคุมทุกอย่าง

กรณีเด็กโต ที่มีความจำเป็นจริง ต้องอยู่บนการวิเคราะห์และเตรียมตัวที่ดีแล้ว ควรต้อง มีรถนำขบวน ติดป้ายรถขนส่งนักเรียนที่มีคุณภาพชั่วคราว บนการตรวจสภาพรถที่ดีเพียงพอ มีผู้ปกครองจิตอาสาที่ติดปลอกแขน ได้รับการซักซ้อมกระบวนการกันดีแล้ว ระมัดระวังทั้งต้นทาง ระหว่างทาง และปลายทาง ซักซ้อมป้องกัน และ หากมีเหตุจนมั่นใจทุกประการ

‘มาริษ เสงี่ยมพงษ์’ โชว์วิสัยทัศน์กลางที่ประชุมสหประชาชาติ ไทยพร้อมเดินหน้าสู่คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

(1 ต.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2567 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวถ้อยแถลงในการอภิปรายทั่วไปของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ ครั้งที่ 79 (UNGA79) ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก

นายมาริษได้ย้ำความมุ่งมั่นของไทยในการดำเนินนโยบายรัฐบาลแบบมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยยึดแนวนโยบายเศรษฐกิจเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมกล่าวถึงความสำคัญของการปฏิรูปสหประชาชาติเพื่อรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ในโลกอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการสร้างเสริมความเข้มแข็งของกระบวนการเพื่อสันติภาพและความมั่นคง ให้สามารถแก้ไขสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในภูมิภาคทั่วโลก 

ทั้งยังยกตัวอย่างสถานการณ์ในเมียนมาที่ไทยให้ความสำคัญในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิด ถึงการส่งเสริมให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการสร้างสันติภาพในเมียนมาที่ควรเกิดขึ้นจากภายในเมียนมาเอง ขณะที่ไทยพร้อมสนับสนุนความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้นายมาริษยังได้กล่าวถึงความสำคัญของการดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) โดยไทยพร้อมสร้างสะพานเชื่อมเพื่อส่งเสริมความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างโลกเหนือกับโลกใต้ ผ่านความหวังที่จะเข้าเป็นสมาชิก OECD และ BRICS ซึ่งสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในโลก อาทิ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วนและทุกประเทศทั่วโลก เพื่อลดผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนและความมั่นคงมนุษย์ 

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีฯ ได้ย้ำความมุ่งมั่นของไทยที่จะปกป้องและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนสำหรับทุกคน ผ่านการผลักดันความยุติธรรมและความเท่าเทียมในสังคม โดยกล่าวถึงการสมัครเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) วาระปี ค.ศ. 2025-2027 ของไทย

นายมาริษเน้นถึงการสร้างอนาคตร่วมกันของโลก โดยให้ทุกคนจะได้รับการปกป้องและมีความเจริญรุ่งเรือง ผ่านความมุ่งมั่นทางการเมืองเพื่อรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ของโลกไปด้วยกัน ก่อนจะแสดงความพร้อมของไทยในการเป็นสะพานเชื่อม ส่งเสริมการเจรจาและความเชื่อใจระหว่างประเทศ

‘ภูเก็ต’ สุดเจ๋ง!! คว้า 2 รางวัลใหญ่ เมืองเทศกาลโลก เชื่อ!! ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาเยือนไทย

(1 ต.ค. 67) นายพัฒนชัย สิงหะวาระ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการภาคใต้ เปิดเผยผ่านทางโซเชียลมีเดียว่า “Phuket ได้มา 2 รางวัลที่ใหญ่สุดครับ คือ จังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย ได้รับการประกาศให้เป็น #เมืองเทศกาลโลก (World Festival and Event City)” ประจำปี 2024 และงาน #ประเพณีถือศีลกินผัก ได้ Grand Pinnacle Award ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของสมาคมเทศกาลและกิจกรรมระหว่างประเทศ (IFEA) ครับ เดี๋ยวรายละเอียดจะมาเล่าให้ฟังครับ”

การได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของภูเก็ตในการจัดงานระดับนานาชาติที่มีมาตรฐานระดับโลก โดย IFEA พิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น การมีงานเทศกาลที่โดดเด่น การทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ และความสามารถในการสร้างเศรษฐกิจจากการจัดงานเทศกาล

นอกจากภูเก็ตแล้ว ยังมีเมืองอื่นๆ ที่ได้รับรางวัลนี้ด้วย ได้แก่ กวางจู เกาหลี, แม็คอัลเลน รัฐเท็กซัส, มิลวอกี รัฐวิสคอนซิน, และ ฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย, พิทต์สเบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา

โดยพิธีมอบรางวัลจัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2567 ณ เมือง Pittsburgh สหรัฐอเมริกา โดย นายพัฒนชัย สิงหะวาระ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการภาคใต้ เป็นผู้รับมอบรางวัล ของจังหวัดภูเก็ตประเทศไทย

รางวัลนี้ไม่เพียงแต่เป็นความภาคภูมิใจของชาวภูเก็ต แต่ยังเป็นการยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานานาชาติ โดยแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลก และส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การได้รับรางวัล “เมืองเทศกาลโลก” เป็นก้าวสำคัญของภูเก็ตและประเทศไทย ที่จะนำไปสู่การพัฒนาการจัดงานเทศกาลต่างๆ ให้มีมาตรฐานสูงขึ้น และดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาเยือนประเทศไทยมากยิ่งขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top