Friday, 31 July 2026
NEWS FEED

สำนักงานตำรวจแห่งชาติแนะนำ วาเลนไทน์นี้จะไม่ต้องปวดใจ หากหันกลับมาห่วงใยตนเองแลครอบครัว

(14 ก.พ.68) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 (ผบก.สอท.1) ในฐานะ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งจากสถิติการรับแจ้งความออนไลน์คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2565 ถึง 31 มกราคม 2567 พบว่ามีผู้เสียหายกว่า 8 แสนราย ความเสียหายรวม 81,500 ล้านบาท ซึ่งแบ่งออกเป็น วัยเรียน (อายุต่ำกว่า 25 ปี) ร้อยละ 15 วัยทำงาน (อายุ 26 - 60 ปี) ร้อยละ 78 และวัยสูงอายุ (อายุ 60 ปี ขึ้นไป) ร้อยละ 7 จำแนกเป็น เพศชาย ร้อยละ 37 และเพศหญิง ร้อยละ 63 ซึ่งเห็นได้ว่าคนทุกเพศทุกวัย ก็สามารถตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์ได้ ประกอบกับในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 เป็นเทศกาล “วันวาเลนไทน์” หรือที่เรียกกันว่าเทศกาลแห่งความรัก ที่พี่น้องประชาชนมักจะใช้โอกาสนี้ในแสดงความรักให้กับคนรัก หรือคนที่แอบชอบ นั้น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอใช้โอกาสนี้ แนะนำพี่น้องประชาชน ที่ไม่ต้องการเจ็บปวดใจจากความรักที่ไม่สมหวัง ให้หันมาแสดงความรักกับคนในครอบครัว ด้วยการสร้างภูมิคุ้มกันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งเป็นภัยคุกคามสำคัญที่สร้างความเสียหายให้กับพี่น้องประชาชนจำนวนมาก โดย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอแนะนำ ดังนี้

1. แนะนำให้อย่าหลงเชื่อข้อความหวานหูจากบุคคลแปลกหน้าในโลกออนไลน์

2. แนะนำให้รู้ทันมิจฉาชีพออนไลน์ โดยเฉพาะ หลอกรักออนไลน์ (Romance Scam), หลอกลงทุน และแอปพลิเคชันปลอม

3. แนะนำให้มีภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์
- ไม่กดลิงก์แปลกปลอม ที่ส่งมาทาง SMS หรือโซเชียลมีเดีย
- ใช้รหัสผ่านที่ปลอดภัย และไม่ใช้รหัสผ่านเดียวกันทุกแพลตฟอร์ม
- ตั้งค่าความปลอดภัยของบัญชีออนไลน์ เช่น ยืนยันตัวตนสองชั้น

4. แนะนำให้ดูแลทรัพย์สินให้ปลอดภัย
- อย่าหลงเชื่อการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริง
- ไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวหรือรหัส OTP กับผู้อื่น
- ตรวจสอบบัญชีธนาคารหรือธุรกรรมออนไลน์เป็นประจำ

5. ใช้เวลาอยู่กับคนในบ้านให้มากขึ้น เพื่อลดการเสี่ยงตกเป็นเหยื่อจากการแสวงหาความรักในโลกออนไลน์ และยัง สามารถแนะนำบุคคลในครอบครัว ให้ติดตั้งแอปพลิเคชัน Cyber Check ของกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ที่สามารถช่วยในการตรวจสอบและป้องกันมิจฉาชีพออนไลน์ โดยใช้ฐานข้อมูลจาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มีการร้องเรียนและดำเนินคดีจริง ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้ทั้งบน Google Play 
และ App Store

สุดท้าย หากท่าน หรือบุคคลในครอบครัว ได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ บนเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

'เชียงราย'ตม.จว.เชียงราย รับคนไทยพันโทษจากเมียนมาตรวจสอบพบหมายจับคดีสำคัญยาเสพติดและพยายามฆ่าของพื้นที่ภาคใต้ 4 ราย

(13 ก.พ.68) เวลาประมาณ 11.00 น. ณ จุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพข้ามแม่น้ำสาย แห่งที่ 1 อ.แม่สาย จว.เชียงราย โดยการอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. , พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. , พล.ต.ต.สราวุธ คนใหญ่ ผบก.ตม.5 , พ.ต.อ.เอกกร บุษบาบดินทร์ รอง ผบก.ตม.5 สั่งการให้ พ.ต.อ.สุรศักดิ์ เทียนทอง ผกก.ตม.จว.เชียงราย , พ.ต.ท.หญิง ธาราทิพย์ จำรัส รอง ผกก.ตม.จว.เชียงราย , พ.ต.ท.มนตรี อินเปรี้ยว รอง ผกก.ตม.จว.เชียงราย , พ.ต.ท.กฤษณ์ สมณาศักดิ์ สว.ตม.จว.เชียงราย, พ.ต.ท.ภัทรพงศ์ ชูชื่น สว.ตม.จว.เชียงราย ร่วมกันรับตัวบุคคลสัญชาติไทย พ้นโทษตามคำพิพากษาศาลประเทศเมียนมา จากเจ้าหน้าที่ ตม.จว.ท่าขี้เหล็ก จำนวน 4 ราย ประกอบด้วย
1. นายผกาเพชร (นามสมมุติ)อายุ 30 ปี ภูมิลำเนา ต.ปรางหมู่ อ.เมืองพัทลุง จว.พัทลุง 
2. นายพินิจนัย (นามสมมุติอายุ 35 ปี ภูมิลำเนา ต.น้ำรึม อ.เมืองตาก จว.ตาก  
3. นายอรรถสิทธิ์ (นามสมมุติอายุ 31 ปี ภูมิลำเนา ต.กงรถ อ.ห้วยแถลง จว.นครราชสีมา     
4. นายคมสัน (นามสมมุติอายุ 22 ปี ภูมิลำเนา ต.ควนขนุน อ.ควนขนุน จว.พัทลุง

จากนั้น เจ้าหน้าที่งานสืบสวนปราบปราม และงานตรวจบุคคลและพาหนะ ตม.จว.เชียงราย ได้ร่วมกันนำตัวบุคคลสัญชาติไทยทั้ง 4 ราย เข้าสู่ขั้นตอนพิธีการคนเข้าเมือง ณ จุดผ่านแดนถาวรสะพานข้ามแม่น้ำสาย แห่งที่ 1 อ.แม่สาย จว.เชียงราย จากการตรวจสอบในระบบฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ ระบบสารสนเทศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(POLIS) ระบบสารสนเทศสถานีตำรวจ(CRIMES) และระบบศูนย์ข้อมูลอาชญากรรม(PDC) พบว่า เป็นบุคคล  มีหมายจับ จำนวน 3 ราย ดังนี้ 

1. นายผกาเพชร (นามสมมุติอายุ 30 ปี สัญชาติ ไทย  เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพัทลุง ในความผิดฐาน “พยายามฆ่าผู้อื่น มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน    ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร และทำให้เสียทรัพย์” ได้หลบหนีไปอยู่ในพื้นที่จังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้เดินทางไปรับตัว นายผกาเพชร ช่วยบำรุง ที่บริเวณจุดผ่านแดนถาวรสะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 1 จากนั้น เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้แสดงหมายจับศาลจังหวัดจังหวัดพัทลุง ให้ นายผกาเพชร ช่วยบำรุง ดูและรับว่าตนเป็นบุคคลเดียวกันกับหมายจับนี้จริง และให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงได้ควบคุมตัว เพื่อรอนำส่ง พงส.สภ.เมืองพัทลุง ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

2. นายพินิจนัย (นามสมมุติอายุ 35 ปี สัญชาติ ไทย  เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพัทลุง ในความผิดฐาน “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย โดยกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนและพยายามจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยไม่ได้รับอนุญาต” ได้หลบหนีไปอยู่ในพื้นที่จังหวัด ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้เดินทางไปรับตัว นายพินิจนัย คงเพชรนุ่น ที่บริเวณจุดผ่านแดนถาวรสะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 1 จากนั้น เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้แสดงหมายจับศาลจังหวัดจังหวัดพัทลุง ให้ นายพินิจนัย (นามสมมุติดูและรับว่าตนเป็นบุคคลเดียวกันกับหมายจับนี้จริง และให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงได้ควบคุมตัว เพื่อรอนำส่ง พงส.สภ.ควนขนุน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

3. นายอรรถสิทธิ์ (นามสมมุติอายุ 31 ปี สัญชาติ ไทย  เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพัทลุง ในความผิดฐาน “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยมีไว้ เพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป” ได้หลบหนีไปอยู่ในพื้นที่จังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้เดินทางไปรับตัว นายอรรถสิทธิ์ อุ้ยเกษมสุข ที่บริเวณจุดผ่านแดนถาวรสะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 1 จากนั้น เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้แสดงหมายจับศาลจังหวัดจังหวัดพัทลุง  ให้ นายอรรถสิทธิ์ อุ้ยเกษมสุข ดูและรับว่าตนเป็นบุคคลเดียวกันกับหมายจับนี้จริง และการรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงได้ควบคุมตัว เพื่อรอนำส่ง พงส.สภ.เขาชัยสน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขณะนี้ทั้ง 3 คนอยู่ในระหว่างการควบคุมตัวเพื่อรอนำส่งพนักงานสอบสวน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

'รัฐมนตรี ทวี' เปิดหลักสูตรการบริหารงานยุติธรรมระดับสูง รุ่นที่ 16 ชู 'นวัตกรรมการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน'

(13 ก.พ.68) ที่วิทยาลัยการยุติธรรม สำนักงานกิจการยุติธรรม อาคารรัฐศาสนภักดี ชั้น 5 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ ถนนแจ้งวัฒนะ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรการบริหารงานยุติธรรมระดับสูง รุ่นที่ 16,(ยธส.16) โดยมี พ.ต.ท.พงษ์ธร ธัญญสิริ ผู้อํานวยการสํานักงานกิจการยุติธรรม พร้อมคณะผู้บริหารสำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม ให้การต้อนรับ

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง บรรยายพิเศษในหัวข้อ นโยบายการแก้ปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน โดยระบุว่า ปัญหายาเสพติด การป้องกันเป็นเรื่องสำคัญ วันนี้เราต้องเปลี่ยนบริบทการป้องกันปัญหายาเสพติดใหม่ ยาเสพติดไม่กลัวทหาร ยาเสพติดไม่กลัวตำรวจ ยาเสพติดกลัวแม่ ยาเสพติดกลัวครอบครัวที่อบอุ่น เราต้องให้การศึกษา ให้โอกาส และต้องช่วยกันไม่ให้ผู้ติดยาเสพติดกระทำผิดซ้ำ และที่สำคัญคือ พวกเราทุกคนต้องช่วยกันป้องกัน

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง กล่าวเพิ่มว่า  ภาวะผู้นำของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งเราต้องพัฒนาและให้ความสำคัญกับคน บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมต้องพึ่งกฎหมาย ต้องพึ่งกฎระเบียบ แต่คนที่ก่ออาชญากรรม ไม่ต้องพึงกฎระเบียบ เรื่องของกระบวนการยุติธรรม มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องจัดให้มีการฝึกอบรม และถอดบทเรียน

ด้าน พ.ต.ท.พงษ์ธร ธัญญสิริ ผู้อํานวยการสํานักงานกิจการยุติธรรม กล่าวว่า การพัฒนาบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมเป็นภารกิจหลักประการหนึ่ง ของสํานักงานกิจการยุติธรรม เนื่องจากตระหนักดีว่า บุคลากรเป็นผู้มีบทบาทสําคัญในการขับเคลื่อนงาน ด้านการอํานวยความเป็นธรรมให้กับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากรระดับสูง

ซึ่งถือเป็นผู้ที่มีส่วนในการกําหนดทิศทาง และขับเคลื่อนนโยบาย ของ หน่วยงานผลักดันและกำกับดูแล
ให้ผู้ใต้บังคับบัญชา สามารถนําไปปฏิบัติให้บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ดังนั้น จึงมีความจําเป็นที่บุคลากรระดับสูงของกระบวนการยุติธรรม และผู้บริหารจากภาคเอกชนที่มีบทบาทสําคัญในสังคม จะต้องได้รับการเพิ่มพูนองค์ความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่ดี อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ และบริบททางสังคม ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพื่อที่จะส่งเสริม ให้สามารถบริหารงานด้านการอํานวยความยุติธรรม ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หลักสูตรการบริหารงานยุติธรรมระดับสูง จะประกอบด้วยข้าราชการสังกัดกระทรวงยุติธรรม หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งนักบริหารภาคเอกชน รวมทั้งสิ้น 59 คน จาก 44 หน่วยงาน

ซึ่งการอบรมจะเน้นด้านการยกตัวอย่างกรณีศึกษา หรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการบริหารงานยุติธรรม การบูรณาการความร่วมมือ เพื่อเสริมสร้างให้ มีวิสัยทัศน์การทํางานเชิงรุก ภายใต้ ความเป็นพลวัตของสังคม เศรษฐกิจการเมือง รวมถึงเทคโนโลยี ที่พัฒนาก้าวกระโดด ในปัจจุบัน และอนาคต สําหรับ ยธส. รุ่นที่ 16 นี้ จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 13 กุมภาพันธ์-12 มิถุนายน 2568 ฝึกอบรม วันพฤหัสบดี และวันศุกร์ รวมระยะเวลา 34 วันทําการภายใต้หัวข้อหลัก คือ “นวัตกรรมการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน” กําหนดวิธีการฝึกอบรมในลักษณะผสมผสานผ่านระบบออนไลน์ และฝึกอบรม ณ วิทยาลัยกิจการยุติธรรมแห่งนี้

ศูนย์ฝึกทหารใหม่ จัดพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 4/67 มุ่งหวังสร้างทหารกองประจำการที่มีคุณค่าต่อประเทศชาติ และกองทัพเรือ

(13 ก.พ.68) น.อ.ทิวา อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ฯ โดยมีคณะผู้บังคับบัญชา , ข้าราชการ , ครูฝึก และครูหมวดวิชา เข้าร่วมพิธี ณ ลานสวนสนาม ศฝท.ยศ.ทร. ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

กองทัพเรือ โดยกรมยุทธศึกษาทหารเรือ มอบหมายให้ ศฝท.ยศ.ทร. รับการรายตัวทหารใหม่ ผลัดที่ 4/67 ระหว่างวันที่ 1 - 2 ก.พ.68 เพื่อเข้าสู่การฝึกอบรมฯ เป็นเวลาทั้งสิ้น 8 สัปดาห์ นั้น บัดนี้ทหารใหม่ จำนวน 2,894 นาย ผ่านขั้นตอนทางธุรการ การคัดกรองสุขภาพด้านร่างกายและจิตใจ เรียบร้อยแล้ว มีความพร้อมในการรับการฝึกอบรมฯ เพื่อหล่อหลอมให้เป็นทหารกองประจำการที่เป็น “สุภาพบุรุษทหารเรือ” ที่เข้มแข็ง องอาจ ก่อนเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของกองทัพเรือ โดยมีหัวข้อการฝึก ประกอบด้วย
- การฝึกบุคคลท่ามือเปล่า และบุคคลท่าอาวุธ
- การฝึกสวนสนาม
- การทดสอบสมรรถภาพร่างกาย
- การอบรมวิชาการเรือ , วิชาการอาวุธ , วิชาข้อบังคับ , วิชาสังคมและมนุษยศาสตร์ และการป้องกันความเสียหาย

โอกาสนี้ ผบ.ศฝท.ยศ.ทร. ได้มอบธงอันเป็นสัญลักษณ์ประจำหลักสูตร และให้โอวาทเพื่อเป็นแนวทางในการฝึกอบรมฯ ความว่า “...การที่ท่านได้เข้ามารับราชการทหารเรือ นั้น นอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ของลูกผู้ชาย ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ประการหนึ่งแล้ว ยังถือว่าท่านเป็นผู้ที่มีความเสียสละอย่างยิ่ง ที่ต้องห่างจากบ้าน และครอบครัวอันเป็นที่รัก เพื่อมารับใช้ประเทศชาติ ในห้วงการฝึกหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา 2 เดือนนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับสถานะ จากพลเรือนให้เป็นทหารเรือ ที่เข้มแข็ง องอาจ สง่างาม มีเกียรติ และศักดิ์ศรี มีความพร้อมที่การปฏิบัติหน้าที่ของทหาร ตลอดระยะเวลาการฝึกจะมีความเข้มงวด จริงจัง แต่จะอยู่ภายใต้กรอบของความเมตตา ความปรารถนาดี โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย  ดังนั้นจึงขอให้ท่านอุทิศตน อดทน ตั้งใจฝึกหัดศึกษาหาความรู้ ในส่วนของครูที่ทำหน้าที่ฝึก ก็จะเป็นผู้ที่สร้างความเชื่อมั่นดูแลทุกท่านด้วยความมุ่งมั่นเเละตั้งใจเป็นอย่างดี ดังนั้น ขอให้ทุกท่านแจ้งกับครอบครัวได้เลยว่า ไม่ต้องห่วงกังวล ตราบใดที่ท่านอยู่ในรั้วของ “ศูนย์ฝึกทหารใหม่ ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง” และเราจะดูแลท่านอย่างดีที่สุด ผมขอยืนยันว่า ศูนย์ฝึกทหารใหม่ จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ เเละคุ้มค่ามากที่สุด เพื่อสร้างทหารกองประจำการ ผลัดที่ 4/67 ที่มีคุณค่าต่อประเทศชาติ และกองทัพเรือ"

ทั้งนี้การฝึกฯ ของ ศฝท.ยศ.ทร. มีการเตรียมพร้อมทั้งครูฝึก สิ่งอำนวยความสะดวก และมาตรการด้านต่างๆ โดยอยู่ภายใต้กรอบความปลอดภัยสูงสุด เป็นไปตามนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือที่กำหนดให้เป็นปีแห่งความปลอดภัยของกองทัพเรือ "Navy-Safety 2025"

บิ๊กหวาน สั่งรวบผู้ต้องหาชาวญี่ปุ่นหลอกนักศึกษา ทำงานแก๊งคอลเซนเตอร์ พร้อมเพิกถอนวีซ่า ขึ้นแบล็คลิส ส่งกลับ ดำเนินคดี

สืบเนื่องจากกรณีเยาวชนชาวญี่ปุ่นถูกหลอกให้ไปทำงานขบวนการแก๊งคอลเซนเตอร์ที่ เมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 17 ม.ค.68 ที่ผ่านมา ซึ่งต่อมาได้มีการประสานงานกับทางการญี่ปุ่น จนสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายกลับประเทศญี่ปุ่นได้แล้ว

วันนี้(13 ก.พ.68) เวลา 20.00 น. ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. ,พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม ,พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม. ,พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม. ,พ.ต.อ.ชิตเดชา สองห้อง รอง ผบก.ปรท.บก.สส.สตม. และ พ.ต.อ.ชย  พานะกิจ ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. เปิดเผยกรณีจับกุมผู้ต้องหาชาวญี่ปุ่นหลอกลวงเหยื่อเด็กมัธยมสัญชาติเดียวกันข้ามฝัง ไปทำงานขบวนการแก๊งคอลเซนเตอร์ ที่ เมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา 

พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้ สตม. โดย บก.สส.สตม. สืบสวนกรณีดังกล่าว จนสามารถพิสูจน์ทราบตัวผู้ต้องหาในคดีนี้ได้ คือ คือ MR.TOM FUJINUMA หรือ นาย ทอม ฟูจินุมะ สัญชาติ ญี่ปุ่น อายุ 29 ปี หมายเลขหนังสือเดินทาง TT5861637 เจ้าหน้าที่ บก.สส.สตม. จึงได้ทำหนังสือเพิกถอนการอยู่ต่อในราชอาณาจักร ลงวันที่ 13 ก.พ.68 และได้ตรวจสอบข้อมูลของนายทอมฯ พบว่า เป็นผู้มีหมายจับจากทางการญี่ปุ่นในข้อหา “ ลักพาตัวโดยใช้กำลังเพื่อแสวงหากำไร ,การกักขังที่ผิดกฎหมาย ,การบุกรุกเข้าไปในที่พักอาศัย ทำร้ายบุคคลในที่เกิดเหตุ และปล้นทรัพย์ ” ต่อมาทราบว่า ผู้ต้องหาจะเดินทางกลับเข้ามาประเทศไทย จากประเทศเมียนมา มาลงที่ ท่าอากาศยานดอนเมือง จึงได้เข้าตรวจสอบพร้อมแจ้งการเพิกถอนการอยู่ต่อในราชอาณาจักร(ตม.83)ให้ผู้ต้องหาทราบ และนำตัวส่ง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย เตรียมผลักดันส่งกลับประเทศญี่ปุ่นต่อไป

จตช. กล่าวอีกว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ดำเนินคดีกับคนต่างด้าวที่กระทำผิด หรือมีพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อสังคม จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดและผลักดันออกนอกประเทศ รวมทั้งลงบัญชีเป็นบุคคลต้องห้ามเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยทุกราย   

เปิดฉากการฝึก กองทัพเรือประจำปี 68 ภายใต้แนวคิด 'รบอย่างไร ฝึกอย่างนั้น'

(13 ก.พ.68) พลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกกองทัพเรือ ประจำปี 2568 โดยมี ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพเรือ พร้อมกำลังพลที่เข้ารับการฝึก เข้าร่วมในพิธี ณ ท่าเรือแหลมเทียนกลางท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 

โดย ภายหลังพิธีเปิด ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้ร่วมสังเกตการณ์ การสาธิตการปฏิบัติการทางเรือและอากาศยาน และเยี่ยมชม การแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่จะใช้ในการฝึกกองทัพเรือใน ปี 2568 นี้

การฝึกกองทัพเรือประจำปี ถือเป็นการฝึกที่มีความสำคัญสูงสุดของกองทัพเรือ โดยใช้แนวคิดในการฝึกว่า 'รบอย่างไร ฝึกอย่างนั้น' ซึ่งในปีนี้ เป็นการฝึกป้องกันประเทศโดยกำหนดสถานการณ์ตั้งแต่ในขั้นปกติสถานการณ์วิกฤต ไปถึงขั้นป้องกันประเทศ ซึ่งมีการทดสอบและสร้างความคุ้นเคยทางด้านแนวความคิดหลักการ หลักนิยม ไปจนถึงขีดความสามารถของกำลังรบในแต่ละประเภท โดยส่วนต่าง ๆ ของกองทัพเรือ ทั้งในกองอำนวยการฝึก และหน่วยรับการฝึกทุกหน่วยได้มีการเตรียมและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการฝึกอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยนำวัตถุประสงค์การฝึกและหัวข้อการทดสอบที่กองทัพเรือกำหนด ไปกำหนดเป็นวัตถุประสงค์เฉพาะตามภารกิจของหน่วย และนำไปทดสอบในการฝึกปัญหาที่บังคับการ (CPX ) และการฝึกภาคสนาม (FTX) เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายคำสั่งและวัตถุประสงค์การฝึกที่ได้กำหนดไว้ ต่อไป

สำหรับการฝึกในปี 2568 นี้ได้ทำการฝึกแผนป้องกันประเทศ ในพื้นที่ทัพเรือภาคที่ 2 ประกอบด้วย การฝึกปัญหาที่บังคับการ และการฝึกภาคสนาม/ภาคทะเล โดยในส่วนของการฝึกภาคสนาม/ภาคทะเลในปีนี้ มีหัวข้อการฝึกที่สำคัญคือ การฝึกปฏิบัติการทางเรือของกองเรือเฉพาะกิจปฏิบัติการระยะไกลที่ 72 

โดยมีการจัดกำลังเข้าร่วมการฝึก ประกอบด้วย เรือหลวงช้าง เรือหลวงอ่างทอง เรือหลวงสุรินทร์ และเรือหลวงมันใน เป็นหมู่เรือลำเลียง โดยมีเรือหลวงนเรศวร เรือหลวงเจ้าพระยา และเรือหลวงกระบุรี ประกอบกำลังเป็นหมู่เรือคุ้มกัน ร่วมด้วยกำลังจากอากาศยานนาวีกำลังรบยกพลขึ้นบกและกำลังสนับสนุน อีกจำนวนหนึ่ง นอกจากนั้นจะมีการฝึกที่สำคัญอื่น ๆ อาทิ การฝึกยิงอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ MIistral ของเรือหลวงจักรีนฤเบศร การฝึกปฏิบัติการร่วมระหว่างกองทัพเรือและกองทัพอากาศ การฝึกปฏิบัติการยุทธสะเทินน้ำสะเทินบก การฝึกต่อต้านการก่อการร้ายบนแท่งผลิตก๊าซธรรมชาติ การฝึกให้ความช่วยเหลือ ด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ (HADR) การค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเล (SAR) และการขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันและเคมีภัณฑ์ในทะเล (Oil and chemical spill) การฝึกเป็นหน่วยกรมผสมนาวิกโยธิน และการดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง (CALFEX) การฝึกของหน่วยวิชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่งประจำพื้นที่และการฝึกยิงอาวุธทางยุทธวิธี 

โดยมีการเชิญกำลังพลจากกองทัพบก กองทัพอากาศ รวมถึงศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) เข้าร่วมการฝึกในครั้งนี้ 

หนุ่มวัย 15 ประสบอุบัติเหตุสมองตายได้สร้างบุญกุศลยิ่งใหญ่ หลังครอบครัวตัดสินใจบริจาคอวัยวะส่งมอบชีวิตใหม่ให้ผู้อื่น

หนุ่มวัย 15 ปี ประสบอุบัติเหตุจนสมองตาย ครอบครัวตัดสินใจบริจาคอวัยวะ เพื่อส่งต่อลมหายใจให้กับผู้ป่วย ที่รอรับการปลูกถ่ายอวัยวะ ให้กลับมามีชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น

(13 ก.พ. 68) เพจเฟซบุ๊ก 'คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (official)' ได้โพสต์เรื่องราวสุดเศร้า แต่ก็สร้างความประทับใจในเวลาเดียวกัน เมื่อหนุ่มวัย 15 ปี ประสบอุบัติเหตุ แล้วเกิดสมองตาย จึงทำให้ครอบครัวบริจาคอวัยวะ มอบชีวิตใหม่ให้แก่ผู้อื่น นับว่าเป็นกุศลยิ่งใหญ่ครั้งสุดท้าย

โดย เพจคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุข้อความว่า รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ สร้างสะพานบุญ ผู้ป่วยภาวะสมองตาย รายที่ 41“ส่งต่อ 'ชีวิตใหม่' ให้ผู้อื่นผ่านการบริจาคอวัยวะ”

คุณรัชชานนท์ พรหมเสน อายุ 15 ปี ประสบอุบัติเหตุทางจราจร เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568 ทีมแพทย์ของโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ให้การรักษาอย่างเต็มความสามารถ แต่อาการของโรคทรุดลงตามลำดับ จนในที่สุดทีมแพทย์วินิจฉัยว่า ผู้ป่วยอยู่ใน 'ภาวะสมองตาย' โดยประกาศการเสียชีวิต เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2568 ในเวลา 02.40 น. 

ทางครอบครัวมีความเห็นร่วมกันว่า มีความประสงค์จะบริจาคอวัยวะทุกส่วนของผู้เสียชีวิต ที่จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์และส่งมอบโอกาสการรอดชีวิตกับผู้ที่รอคอย โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ และสภากาชาดไทย จึงได้ประสานงานร่วมกัน เพื่อส่งต่อลมหายใจให้กับผู้ป่วยที่รอรับการปลูกถ่ายอวัยวะ ให้กลับมามีชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น 

การบริจาคอวัยวะในครั้งนี้ สามารถช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ได้ โดยส่งต่ออวัยวะคือ ตับ และ ไต 2 ข้าง 

คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวที่ได้สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก บุญกุศลอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ ขอให้ดวงวิญญาณของ คุณรัชชานนท์ พรหมเสน ไปสู่สุคติและสัมปรายภพที่ดี 

ร่วมสร้างความตระหนักรู้ในสังคม เกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะว่า นอกจากจะเป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในมิติใหม่แล้ว ยังช่วยให้กระบวนการทางการแพทย์ในด้านการปลูกถ่ายอวัยวะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และลดเวลารอคอยสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการ

การบริจาคอวัยวะผู้ป่วยภาวะสมองตายนั้น เปรียบเสมือน 'พินัยกรรมอวัยวะ' ถึงแม้ว่าผู้เสียชีวิตจะสมัครใจในการบริจาคอวัยวะ หากญาติไม่ให้ความยินยอม ผู้เสียชีวิตย่อมไม่สามารถบริจาคได้ ดังนั้น ครอบครัวและญาติ จึงเป็นแรงกำลังสำคัญที่จะร่วมกันสร้างบุญกุศลอันยิ่งใหญ่นี้ 

ตำรวจเตือนระวังภัยวาเลนไทน์ พร้อมแนะ 3 ข้อป้องกัน 

(13 ก.พ.68) พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้บังคับการกองสารนิเทศ เปิดเผยว่า เทศกาล 'วันวาเลนไทน์' หรือวันแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งจะมีประชาชนจำนวนมากถือเป็นโอกาสในการแสดงออกถึงความรัก ซึ่งมิจฉาชีพหรือผู้ไม่หวังดีมักจะใช้โอกาสพิเศษเหล่านี้ก่อเหตุร้าย ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวง การล่อลวง คุกคามทางเพศ และภัยออนไลน์ต่างๆ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมเหล่านี้

กองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอประชาสัมพันธ์ 3 ข้อป้องกันภัยช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ ดังนี้
1. ระมัดระวังพฤติกรรมเสี่ยง : ขอความร่วมไปยังพ่อแม่ ผู้ปกครอง ให้ดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด ระมัดระวังภัยที่อาจเกิดขึ้นจากการออกไปเที่ยวฉลองวันวาเลนไทน์
2. รู้ทันกลลวงที่มากับความรัก : กลลวงของมิจฉาชีพในการหลอกลวงแสวงหาประโยชน์จากประชาชนในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ เช่น หลอกให้รักหวังเอาเงิน ชวนให้เหยื่อวิดีโอคอล หรือถ่ายคลิปลามก บัญชีสื่อสังคมออนไลน์ปลอม แอบอ้างเป็นร้านอาหารต่างๆ จัดโปรโมชั่นช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ 
3. ประสานเจ้าหน้าที่รัฐ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง : หากพบการกระทำไม่เหมาะสมของเด็กและเยาวชน หรือเหตุการณ์อาชญากรรมต่างๆ ให้แจ้งเบาะแสข้อมูลข่าวสารให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทราบ ทางสายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง 

นอกจากนี้ ผู้บังคับการกองสารนิเทศ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ตำรวจหน่วยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จัดกำลังสายตรวจออกตรวจตราบุคคลกลุ่มเสี่ยง โดยเน้นพื้นที่ล่อแหลมหรือเสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรม การคุกคามทางเพศ แหล่งมั่วสุมของเด็กและเยาวชน พร้อมเน้นย้ำให้สถานบันเทิงและสถานบริการ ต้องไม่ปล่อยให้เด็กและเยาวชนเข้าไปใช้บริการ รวมถึงตรวจสอบการลักลอบจำหน่ายสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่เด็กและเยาวชน และสุ่มตรวจหาสารเสพติดในสถานบันเทิงและสถานบริการต่างๆ รวมทั้งเพิ่มความเข้มงวดและเฝ้าระวังตามแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ พร้อมตรวจสอบและเฝ้าระวังการกระทำผิดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ โดยเฉพาะกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศ สื่อลามกอนาจารที่มีผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน 

นครพนม-แม่ทัพภาคที่ 2 แถลงข่าวทหารพราน 'Seal Stop Safe' สกัดยาเสพติดชายแดน รวบ 3 ผู้หาขนยาไอซ์ 658 กิโลกรัมพร้อมยาบ้ากว่าแสนเม็ด ริมฝั่งแม่น้ำโขงบ้านอำเภอบ้านแพง 

เมื่อวันที่ (12 ก.พ. 68) เวลา 15.00 น. ที่กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2101 บ้านปากห้วยม่วง ตำบลนาเข อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2/ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดสารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24) พร้อมด้วยพลตรี สุคนธรัตน์ ชาวพงษ์  ผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี, พลเรือตรีณรงค์ เอมดี ผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำโขง,พันเอกศิวดล ยาคล้าย ผู้บังคับการกองบังคับการควบคุมที่ 1 ( ร.3 ), พันเอกอินทราวุธ  ทองคำ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21,นายคณิศร ภาพีรนนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 4 , นายอำเภอบ้านแพง พร้อมกับหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้องร่วมกันแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาชาว สปป.ลาว 3 ราย 

พร้อมตรวจยึดยาเสพติดประเภท 1 ยาไอซ์ จำนวน 16 กระสอบ 658 กิโลกรัม/ก้อน และยาบ้า  58 มัด จำนวน 116,000 เม็ด รถตู้ 1 คัน เรือกีบติดเครื่องยนต์ 2 ลำ ที่บริเวณริมตลิ่งแม่น้ำโขงบ้านแพงใต้ ตำบลบ้านแพง อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม โดยร้อยโท วันชาติ  เหมือนปืน ผู้บังคับกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2101 หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 21 ได้นำกำลังพลหน่วยขึ้นตรงกองบังคับการควบคุมที่ 1 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ได้รับแจ้งว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติด จากฝั่ง สปป.ลาวเข้ามายังพื้นที่ฝั่งไทยเพื่อนำเข้าสู่พื้นที่ตอนใน บริเวณริมตลิ่งแม่น้ำโขงบ้านแพงใต้ ตำบลบ้านแพง อำเภอบ้านแพงจึงได้ประสานกำลังกับหน่วยงานฝ่าวความมั่นคงที่เกี่ยวข้องซุ่มเฝ้าตรวจ พบเรือกลีบ จำนวน 2 ลำรถยนต์(รถตู้)จำนวน 1 คันพร้อมผู้ต้องหา จำนวน 3 คน เป็นชาวสปป.ลาว ประกอบด้วย ท้าวดำ (ไม่ทราบนามสกุล) อายุ 16 ปี บ้านนาข่า เมืองคูนคำ แขวงคำม่วน สปป.ลาว-ท้าว ลี (ไม่ทราบนามสกุล) อายุ 17 ปี บ้านทางแยกหลักซาว เมืองปากกะดิ่ง แขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว และท้าวพง อภัยโส อายุ 30 ปี อยู่บ้านดอน เมืองปากกระดิ่ง แขวงบอลิคำไซ สปป. ลาว พร้อมของกลาง 4 รายการ คือยาไอซ์ จำนวน 16 กระสอบ น้ำหนัก 658 กิโลกรัม/ก้อน,ยาบ้า 58 มัด 116,000 เม็ด,เรือกลีบเล็กพร้อมเครื่องยนต์ จำนวน 2 ลำ-รถยนต์ (รถตู้) จำนวน 1 คัน ทางหน่วยได้นำของกลางมาตรวจนับอีกครั้ง ที่กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2101 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21

และนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านแพง ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปจากการสอบถามผู้ต้องหาทั้งสามคนรับสารภาพว่าได้รับค่าจ้าจากนายทุนชาวลาวให้นำของกลางมาส่งที่ฝั่งไทยแลกค่าจ้างคนละ 20,000 บาทก่อนจะมาถูกจับกุมเสียก่อน โอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 /ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวขอบคุณกำลังพลทุกนาย และทุกภาคส่วน ที่ได้มีการบูรณาการกำลัง ได้ทุ่มเทเสียสละ แรงกายแรงใจ ร่วมกันสกัดกั้น ป้องกันและปราบปราม การลักลอบนำเข้ายาเสพติดตามแนวชายแดน ปฏิบัติภารกิจในการเสริมสร้างความมั่นคงป้องกัน/ปราบปราม ต่อการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ในทุกภารกิจต่อไป

ซึ่งหลังจากวันที่ 30 มกราคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาว แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดมอบนโยบายปฏิบัติการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด Seal Stop Safe ผนึกกำลัง 51 อำเภอชายแดน ในห้วงที่ผ่านมาในพื้นที่ชายแดนซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2  มีสถิติการจับกุมในพื้นที่อําเภอชายแดนของจังหวัดนครพนม จำนวน 139 ครั้งผู้ต้องหา 237 ราย โดยมีของกลางยาบ้ามากถึง 16,707380 เม็ด, ไอซ์ 778 กิโลกรัม, เฮโรอีน 67 กิโลกรัม และเคตามีน 320 กิโลกรัม การจับกุมในพื้นที่รับผิดชอบทั้งหมด 7 จังหวัด 25 อําเภอ จํานวน 428 ครั้ง ผู้ต้องหา 626 คน โดยมีของกลางยาบ้ามากถึง 74,168,318 เม็ด, ไอซ์ 2,566,308 กิโลกรัม, เฮโรอีน 123.95 กิโลกรัม, เคตามีน 573.83กิโลกรัม, และอื่น ๆ (ยาอี 1,490 เม็ด. happy Water 800 ซอง, ฝิ่น 0.66 กรัม)

รฟฟท. จัดโครงการ 'พี่หนูแดงพาน้องนั่งรถไฟไปเปิดโลกกว้าง' เสริมการเรียนรู้ผ่านการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสายสีแดง

(13 ก.พ.68) บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด จัดโครงการ CSR 'พี่หนูแดงพาน้องนั่งรถไฟไปเปิดโลกกว้าง ปี 2' เปิดโลกแห่งการเรียนรู้ผ่านเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีแดง เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ของเด็ก ๆ ในชุมชนตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า โครงการ 'พี่หนูแดงพาน้องนั่งรถไฟไปเปิดโลกกว้าง' ถือเป็นโครงการที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักเรียนและชุมชนในปี 2566 ที่ผ่านมา และในปี 2568 บริษัทฯ มีความยินดีที่จะสานต่อโครงการดีดีอย่างนี้ให้พัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 – 6 จำนวน 100 คน จากโรงเรียนชุมทางตลิ่งชัน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีแดง ได้ทัศนศึกษาโดยการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า ซึ่งเริ่มต้นที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ไปจนถึงสถานีหลักหก (ม.รังสิต) และเดินทางต่อไปยังพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ อ.คลองห้า จ.ปทุมธานี

โดยการเดินทางในครั้งนี้ เด็ก ๆ จะได้เห็นและสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ นอกห้องเรียนผ่านการเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนระบบรางที่มีมาตรฐานอย่างรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง และเด็ก ๆ จะได้สัมผัสการเรียนรู้นอกตำรา ผ่านกิจกรรมที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ซึ่งมีการจัดแสดงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในหลากหลายแง่มุม อาทิ วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ฟิสิกส์ เคมี คณิตศาสตร์ การทดลองทางวิทยาศาสตร์ และการศึกษาเรื่องราวของร่างกายมนุษย์ นอกจากนี้ยังมีการเรียนรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาของไทยและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นประสบการณ์ที่ดีแห่งการเรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจให้น้อง ๆ ต่อไป โดยกำหนดการจะจัดขึ้นในวันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรม 'พี่หนูแดงพาน้องนั่งรถไฟไปเปิดโลกกว้าง ปี 2' ในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการเป็นองค์กรที่รับผิดชอบต่อสังคม โดยไม่เพียงแต่เป็นผู้ให้บริการขนส่งมวลชนระบบรางที่มีคุณภาพเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตและโอกาสทางการศึกษาของเยาวชน เพื่อเป็นการเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคตต่อไปอย่างยั่งยืน โดยบริษัทฯ จะดำเนินกิจการเคียงข้างประชาชน และจะมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรสู่การเป็นผู้นำในการให้บริการรถไฟฟ้าด้วยมาตรฐานระดับสากล สร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ รักษามาตรฐานการปฏิบัติงานในด้านการเดินรถ และซ่อมบำรุง รวมทั้งรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจขององค์กร ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมืองอย่างยั่งยืนต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top