Monday, 8 June 2026
NEWS FEED

ตำรวจ ปส. ถล่มเครือข่ายยานรก ยึดยาบ้ากว่า 46.88 ล้านเม็ด ไอซ์ 1,408 กก. และคีตามีน 150 กก.รวบทั้งพระ นักบิน แก๊งส่งด่วน!

​เมื่อวันที่ (30 ก.ค.68) ณ บช.ปส. นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานแถลงผลการปฏิบัติงานด้านการปราบปรามยาเสพติดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาล ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ขับเคลื่อน แผนปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด ภายใต้ชื่อ “NO Drugs NO Dealers ผนึกกำลัง ชุมชนปลอดยาเสพติด” อย่างเป็นรูปธรรมในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเป็นหนึ่งในแผนสำคัญที่รัฐบาลได้ประกาศให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายปกครอง ฝ่ายความมั่นคง และภาคประชาชน ร่วมบูรณาการปฏิบัติการอย่างเข้มข้น เพื่อยุติปัญหายาเสพติดในทุกระดับ
​ผลงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติในรอบเกือบ 10 เดือนที่ผ่านมา (1 ต.ค. 67 – 30 ก.ค. 68) เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ โดยมีการดำเนินคดี 210,780 คดี จับผู้ต้องหา 211,529 คน รวมทั้งจับตามหมายจับ 5,411 ราย พร้อมดำเนินคดีในข้อหาสมคบ สนับสนุน 3,122 คดี และข้อหาฟอกเงินอีก 235 คดี ของกลางที่ตรวจยึดได้มีปริมาณมหาศาล ได้แก่ ยาบ้า จำนวน 851.66 ล้านเม็ด, ไอซ์ 41,137 กิโลกรัม, เฮโรอีน 1,209 กิโลกรัม, คีตามีน 5,512 กิโลกรัม, ยาอี 286,726 เม็ด ขณะเดียวกัน ยังสามารถ ยึดอายัดทรัพย์จากขบวนการค้ายาเสพติดได้ถึง 12,417 ล้านบาท
​นอกจากนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังเปิด “ปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นเครือข่ายยาเสพติด” อย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ ตั้งแต่ มิ.ย.67 ถึง ก.ค.68 จำนวนรวมทั้งสิ้น 8 ครั้ง ผลจากการปฏิบัติการดังกล่าวสามารถปิดล้อมตรวจค้นเครือข่ายได้ 9,252 เครือข่าย,  ตรวจค้นเป้าหมาย 33,242 จุด, ศาลอนุมัติหมายจับ 2,316 หมาย, ดำเนินคดี 61,420 คดี,  จับกุมผู้ต้องหา 62,616 คน, จับตามหมายจับได้ 3,346 ราย พร้อมตรวจยึดของกลางเพิ่มเติมอีกจำนวนมหาศาล ประกอบด้วย อาวุธปืน 2,849 กระบอก, ยาบ้า 329,773,549 เม็ด, เฮโรอีน 1,432.53 กิโลกรัม, คีตามีน 1,926.77 กิโลกรัม, ไอซ์ 27,974.43 กิโลกรัม, ยาอี 108,259 เม็ด, มูลค่าทรัพย์สินที่ยึดได้ 4,580 ล้านบาท
​ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลจากนโยบายระดับสูงที่ขับเคลื่อนแบบบูรณาการ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ที่กำชับทุกหน่วยเร่งด่วนทำลายเครือข่ายตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. ในการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติของ บช.ปส.

นำโดย พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผบช.ปส. พร้อม รอง ผบช. และ ผบก.ในสังกัด ที่ลงพื้นที่จริง ลุยสืบสวน สกัดจับ ขยายผล จนถึงยึดทรัพย์ โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 1–30 ก.ค. 68 บช.ปส. ได้บูรณาการกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร, นบ.ยส.35,ป.ป.ส., ศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 2 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร, กรมการปกครอง และหน่วยข่าวกรองทางทหาร จับกุมเครือข่ายยาเสพติดรายสำคัญได้ถึง 19 คดี ผู้ต้องหา 45 คน พร้อมของกลาง ยาบ้า 46.88 ล้านเม็ด, ไอซ์ 1,408 กิโลกรัม และ คีตามีน 150 กิโลกรัม ดังนี้ ​บก.ปส.1 : บุกจับ “พระอาจารย์บี” ยึดยาบ้า 881,600 เม็ด ไอซ์ 12 กิโลกรัม ​เมื่อวันที่ 9 ก.ค.68 เวลา 05.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปส.1 สนธิกำลังเปิดปฏิบัติการลับกลางกรุง บุกจับ “พระอาจารย์บี” หรือ นายบรรณวัฒน์ พระลูกวัดชื่อดังย่านพระประแดง จว.สมุทรปราการ หลังพบพฤติกรรมใช้ผ้าเหลืองบังหน้า คุมเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ส่งยาทั่วกรุงเทพฯ สืบเนื่องจากการจับกุม นายชัยวัฒน์ พร้อมยาบ้าเกือบ 16,000 เม็ด และไอซ์ 732 กรัม เมื่อวันที่ 8 ก.ค.68 ที่ผ่านมา ซัดทอดว่าเป็นเครือข่ายของพระอาจารย์บี เจ้าหน้าที่จึงให้สายลับนัดส่งยาล็อตใหญ่ 40,000 เม็ด ที่หน้าร้านสะดวกซื้อ ตรงข้าม รพ.ศิครินทร์ เขตบางนา  เมื่อถึงจุดนัด พบ นายชูศักดิ์ ยืนอยู่ใกล้รถต้องสงสัย ฮอนด้า แจ๊ส สีขาว ทะเบียน 2 กด 4XX กทม. ตรวจค้นพบยาบ้า 780,000 เม็ด และไอซ์ 12 กก. ซุกซ่อนในรถ ผู้ต้องหารับว่าเป็นเพียงคนส่ง เจ้าของยาคือ "พระอาจารย์บี" จำวัดอยู่ที่โยธินประดิษฐ์ จว.สมุทรปราการ และสามารถจับกุมพระอาจารย์บี ได้ขณะซ้อนท้ายจักรยานยนต์ออกจากวัด  ตรวจค้นกุฏิพบเครื่องชั่งดิจิตอล 2 เครื่อง และไปตรวจค้นห้องพักของนายชูศักดิ์ในซอยบางนา–ตราด 46 เมื่อตรวจสอบต่อ พบยาบ้าอีก 101,600 เม็ด รวมของกลางยาบ้า 881,600 เม็ด, ไอซ์ 12 กก., รถยนต์ 1 คัน, โทรศัพท์ 3 เครื่อง, เงินสดกว่า 2.7 ล้านบาท, รถ จยย. 2 คัน และของกลางอื่นรวม 11 รายการ ตำรวจแจ้งข้อหาหนัก และอยู่ระหว่างขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการ พร้อมตรวจสอบทรัพย์สินที่ได้จากการค้ายาเสพติด เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ว่าที่ทูตสหรัฐฯ เตือนไทย!! สงครามกับ ‘กัมพูชา’ อาจกระทบความสัมพันธ์อเมริกา ชี้ใช้กำลังไม่ใช่ทางออก

(30 ก.ค. 68) ฌอน โอนีลล์ (Sean O'Neill) ว่าที่เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ออกโรงเตือนว่า ความขัดแย้งหรือการใช้กำลังกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กรณีชายแดนไทย–กัมพูชา อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ พร้อมย้ำว่าสงครามไม่ใช่คำตอบของปัญหา

โอนีลล์แสดงจุดยืนดังกล่าวระหว่างการพิจารณาแต่งตั้งโดยวุฒิสภาสหรัฐฯ โดยระบุว่าสหรัฐฯ ต้องการเห็นความสงบสุขในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเน้นว่าการทูตและความร่วมมือคือแนวทางที่ควรยึดถือ มากกว่าการเผชิญหน้าทางทหาร

ทั้งนี้ ทางการสหรัฐฯ ยังแสดงความกังวลต่อเหตุการณ์รุนแรงชายแดนไทย–กัมพูชา และเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายลดความตึงเครียดโดยเร็ว พร้อมสนับสนุนกระบวนการเจรจาและการหยุดยิงทันทีเพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียเพิ่มเติม

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ มอบทุนการศึกษาให้กับบุตรข้าราชการตำรวจ จำนวน 2,323 ทุน เพื่อสนับสนุนส่งเสริมการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

(30 ก.ค.68) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานพิธีมอบทุนการศึกษาให้กับบุตรข้าราชการตำรวจ ของสมาคมแม่บ้านตำรวจ ประจำปีพุทธศักราช 2568 โดยมี คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ , พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ , พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ , พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รองจเรตำรวจแห่งชาติ , พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ คุณศิริเพ็ญ ตั้งทวีสุโข นวลมา กรรมการบริหารสมาคแม่บ้านตำรวจ ในฐานะที่ปรึกษาโครงการทุนการศึกษาบุตรข้าราชการตำรวจ ร่วมพิธี ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

คุณศิริเพ็ญ ตั้งทวีสุโข นวลมา กรรมการบริหารสมาคแม่บ้านตำรวจ ในฐานะที่ปรึกษาโครงการทุนการศึกษาบุตรข้าราชการตำรวจ กล่าวว่า ทุนการศึกษาบุตรข้าราชการตำรวจเป็นโครงการของสมาคมแม่บ้านตำรวจ ซึ่งคุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ มีนโยบายสานต่อโครงการอย่างต่อเนื่อง ในการดำเนินการเพื่อสนับสนุนส่งเสริมการศึกษาของบุตรข้าราชการตํารวจที่เรียนดี ประพฤติดี และบุตรข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ ตลอดจนเป็นการสร้างขวัญกําลังใจให้กับบุตรข้าราชการตํารวจให้ได้รับโอกาสในการศึกษา และเพื่อเป็นความภูมิใจของครอบครัวข้าราชการตำรวจ

ทั้งนี้ ทุนการศึกษาบุตรข้าราชการตำรวจของสมาคมแม่บ้านตำรวจ แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่
ประเภทที่ 1 ทุนการศึกษาบุตรข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ ทุนละ 50,000 บาท จำนวน 23 ทุน ในวันนี้มีผู้แทนเข้ารับมอบทุน จำนวน 5 ทุน
ประเภทที่ 2 ทุนการศึกษาบุตรข้าราชการตำรวจประพฤติดี ทุนละ 3,000 บาท จำนวน 2,200 ทุน ในวันนี้มีผู้แทนเข้ารับมอบทุน 17 ทุน
ประเภทที่ 3 ทุนพิเศษ โดยมูลนิธิมาดามแป้ง ทุนละ 10,000 บาท จำนวน 100 ทุน โดยมีการจัดสรรให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล และตำรวจภูธรภาค 1 - 9 ในวันนี้มีผู้แทนเข้ารับมอบทุน 5 ทุน

พิธีมอบทุนการศึกษาแก่บุตรข้าราชการตำรวจในครั้งนี้ ทางสมาคมแม่บ้านตำรวจคำนึงถึงความสะดวกในเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ตลอดจนเวลาปฏิบัติราชการของผู้ปกครอง จึงคัดเลือกผู้แทนที่เป็นหน่วยใกล้เคียงสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้แทนเข้ารับมอบทุนในวันนี้ รวม 27 ทุน จากทั้งหมด 2,323 ทุน สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมพิธีในวันนี้ สมาคมแม่บ้านตำรวจจะได้ดำเนินการส่งมอบทุนให้กับผู้ได้รับทุนต่อไป

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอขอบคุณสมาคมแม่บ้านตำรวจที่ดำเนินโครงการมอบทุนการศึกษาให้กับบุตรข้าราชการตำรวจที่เรียนดี ประพฤติดี มาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง รวมทั้งขอขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโครงการทุกภาคส่วน ซึ่งโครงการมอบทุนการศึกษาให้กับบุตรข้าราชการตำรวจเป็นการสนับสนุนครอบครัวข้าราชการตำรวจ ตามนโยบายที่ได้กำหนดไว้ พร้อมขอให้บุตรข้าราชการตำรวจทุกคนที่ได้รับทุนการศึกษาตั้งใจศึกษาเล่าเรียน เพราะการศึกษาทำให้ได้พัฒนาตนเองและประกอบอาชีพตามที่มุ่งหวังไว้ รวมทั้งทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด และเรียนรู้ความรับผิดชอบ เพื่อให้ประสบความสำเร็จ เป็นความภาคภูมิใจของพ่อแม่ปกครอง และเป็นพลังเยาวชนที่มีคุณภาพของสังคมในอนาคต

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวฝากถึงบุตรข้าราชการตำรวจว่า ในปัจจุบันนี้ขอให้ติดตามสถานการณ์ชายแดนและเป็นกำลังใจให้กับตำรวจและทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ และขอให้มีจิตสำนึกในการเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า และพระบรมวงศ์ทุกพระองค์ ที่ทรงมีพระเมตตาต่อปวงชนชาวไทย รวมทั้งทหารและตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน พร้อมขอให้เด็กและเยาวชนหันหลังหลีกเลี่ยงที่จะเข้าใกล้ยาเสพติดทุกวิถีทาง รวมทั้งเตือนเรื่องการใช้โซเชียล ขอให้เล่นอย่างมีคุณภาพ สร้างสรรค์ อย่าคล้อยตามโดยไม่วิเคราะห์หรือไม่มีเหตุผลโดยเด็ดขาด

มาเลเซียขยับหมากเงียบ สงครามพรมแดนเปิดพื้นที่ลงทุน จับตาช่องว่างทุนไทยในกัมพูชา!! จากบทไกล่เกลี่ยเปิดทางสู่ผู้เล่นเศรษฐกิจ

(30 ก.ค. 68) ขณะที่มาเลเซียได้รับเสียงชื่นชมจากนานาชาติในบทบาทผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา แต่ในอีกด้านหนึ่งรัฐบาลมาเลเซีย และภาคเอกชนกลับเดินเกมคู่ขนาน ด้วยการเร่งขยายบทบาททางเศรษฐกิจในกัมพูชา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่นักลงทุนไทยต้องถอนตัวออกมา

จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์กัมพูชา การลงทุนจากไทยมีมูลค่ากว่า 1.2 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ครอบคลุมทั้งอาหาร เกษตร อุตสาหกรรม และค้าปลีก ทว่าความขัดแย้งชายแดนที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 40 รายและผู้อพยพอีกหลายแสนคน ส่งผลให้บริษัทใหญ่หลายแห่ง เช่น Carabao Group และ President Foods ต้องระงับกิจการชั่วคราว สูญเสียรายได้รวมกันหลายร้อยล้านดอลลาร์

จุดผ่านแดน 7 แห่งถูกปิดลง ทำให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก การค้าชายแดนไทย-กัมพูชาหดตัวกว่า 65% ภายในสัปดาห์เดียว ในสภาพที่เศรษฐกิจหยุดชะงัก กัมพูชาจำเป็นต้องมองหาพันธมิตรรายใหม่ และมาเลเซียกำลังก้าวเข้ามาแทนที่ด้วยความพร้อมและประสบการณ์

บริษัทมาเลเซียหลายแห่งเริ่มขยับ เช่น Axiata Group ที่เป็นเจ้าของเครือข่ายมือถือ Smart Axiata ในกัมพูชา, Gamuda และ IJM Corporation ที่เร่งเสนอแผนฟื้นฟูถนน-โรงพยาบาลที่เสียหายจากการสู้รบ รวมถึง Petronas ซึ่งกำลังศึกษาพื้นที่พลังงานใหม่ใกล้ชายแดนที่คาดว่ามีทรัพยากรธรรมชาติมูลค่ามหาศาล

ในภาคการท่องเที่ยว บริษัท Berjaya Corporation ของมาเลเซียก็เริ่มเจรจากับทางการเสียมราฐเพื่อพัฒนาโรงแรม รีสอร์ต และโครงการอสังหาริมทรัพย์รองรับการฟื้นตัวหลังความขัดแย้ง โดยอาศัยจังหวะที่คู่แข่งอย่างไทยต้องชะลอหรือถอนตัว

แม้มาเลเซียจะไม่ใช่ผู้เล่นที่ดังที่สุดในสมรภูมินี้ แต่การเดินเกมอย่างสุขุม มีระยะห่างทางการทูตจากทั้งจีนและสหรัฐ ทำให้มาเลเซียสามารถขยับตัวได้ยืดหยุ่นกว่า และในขณะที่ทุนไทยยังรอความชัดเจนทางความมั่นคง เพื่อนบ้านรายนี้อาจกลายเป็นผู้ครองพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจของกัมพูชาในระยะยาว

‘กองทัพบก’ ประณามเขมรไม่หยุดยิงตามข้อตกลง ลั่น หากยังละเมิดต่อเนื่องจะดำเนินการอย่างเด็ดขาด

(30 ก.ค. 68) เมื่อเวลา 09.30 น. พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก(ทบ.) ได้อ่านแถลงการณ์กองทัพบก เรื่อง การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงโดยกองทัพกัมพูชา มีใจความว่า ตามที่รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาได้ตกลงร่วมกันในการประกาศหยุดยิง เพื่อยุติการปะทะทางทหารบริเวณแนวชายแดน โดยข้อตกลงดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 24.00 นาฬิกา ของวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 นั้น

กองทัพบกขอยืนยันว่า ฝ่ายไทยได้ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด โดยได้ระงับการใช้กำลังทุกรูปแบบ และลดกิจกรรมทางทหารในพื้นที่ เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดบรรยากาศแห่งสันติภาพ ความไว้เนื้อเชื่อใจ และความร่วมมือที่สร้างสรรค์ระหว่างทั้งสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม กองทัพบกได้รับรายงานจากหน่วยในพื้นที่ว่า ในวันที่ 29 ถึง 30 กรกฎาคม 2568 กองทัพกัมพูชาได้กระทำการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอีกครั้ง โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. พื้นที่ช่องอานม้า จังหวัดศรีสะเกษ
ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 เวลา 21.30 นาฬิกา กองทัพกัมพูชาใช้อาวุธปืนเล็กยิงเข้าใส่แนวกำลังฝ่ายไทย เป็นเหตุให้เกิดการปะทะจนถึงเวลา 22.00 นาฬิกา จึงยุติ

2. พื้นที่เขาพระวิหาร บริเวณภูมะเขือและห้วยตามาเรีย จังหวัดศรีสะเกษ
ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 22.00 นาฬิกา กองทัพกัมพูชาใช้อาวุธปืนเล็กยิงอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับใช้อาวุธยิงสนับสนุนประเภทเครื่องยิงลูกระเบิด ฝ่ายไทยจึงจำเป็นต้องใช้สิทธิตามหลักสากลในการตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง การยิงจากฝ่ายกัมพูชายังคงเกิดขึ้นเป็นระยะจนถึงช่วงเช้า วันที่ 30 กรกฎาคม 2568

3. พื้นที่ผามออีแดง จังหวัดศรีสะเกษ
ในวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 เวลา 05.17 นาฬิกา ตรวจพบการยิงเครื่องยิงลูกระเบิดจากฝั่งกัมพูชา เข้ามาในเขตแดนประเทศไทยอย่างชัดเจน

การกระทำของกองทัพกัมพูชาในครั้งนี้ ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างร้ายแรง นับเป็นครั้งที่สองภายหลังจากที่ข้อตกลงมีผลบังคับใช้ และสะท้อนถึงพฤติกรรมที่ไม่เคารพต่อพันธกรณีระหว่างประเทศ ตลอดจนเป็นการบ่อนทำลายความพยายามในการคลี่คลายสถานการณ์ด้วยสันติวิธี อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความไว้วางใจที่ควรมีระหว่างสองประเทศ

กองทัพบกขอประณามการกระทำอันไม่รับผิดชอบของกองทัพกัมพูชาอย่างถึงที่สุด และขอแจ้งให้ทราบว่า ฝ่ายไทยจะยังคงดำรงตนอยู่บนหลักแห่งความอดกลั้น สันติภาพ และมนุษยธรรมอย่างสูงสุด อย่างไรก็ดี หากมีการละเมิดต่อเนื่อง กองทัพบกจะดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสมและจำเป็นอย่างเด็ดขาด เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนไทยโดยไม่ละเว้น
จึงเรียนมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

จเรตำรวจแห่งชาติประชุมผู้แทน 10 ประเทศ และ UNODC จับมือร่วมปฏิบัติการในวอร์รูม ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ

วันนี้ (29 กรกฎาคม 2568) เวลา 13.30 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (จตช./ผบ.ศกค.) /International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (IAC) ประชุมหารือเตรียมความพร้อมในการดำเนินการร่วมกันในวอร์รูม IAC โดยมี พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว/รอง ผบ.เหตุการณ์ (2) ร่วมกับผู้แทนทูตนานาประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม ได้แก่ ผู้แทนทูตจากประเทศ บังกลาเทศ ญี่ปุ่น ลาว เมียนมา แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เวียดนาม สิงคโปร์ และ UNODC ณ ห้องประชุมวอร์รูม ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์นานาชาติ

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า จากการที่รัฐบาลสั่งการให้เดินหน้าปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้เห็นผลภายใน 3 เดือน โดยให้ร่วมมือกับนานาชาติในการปฏิบัติการ จึงเป็นที่มาของการตั้งวอร์รูมศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (IAC) ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีประเทศต่างๆ รวม 10 ประเทศ รวมทั้ง UNODC ในการทำงานร่วมกัน เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่สร้างปัญหาให้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งการทำงานร่วมกันของนานาประเทศในวอร์รูม IAC นี้ จะเป็นประโยชน์อย่างสูงในการแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างรวดเร็วในกรณีฉุกเฉินเร่งด่วน ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการปฏิบัติการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศต่างๆ โดยวอร์รูมนี้จะเป็นการยกระดับปฏิบัติการในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในทุกมิติ 

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ผ่านมา พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (รอง ผบช.สอท.)/รอง ผบ.เหตุการณ์ (1) ประชุมเตรียมความพร้อมผู้ประสานงานวอร์รูม IAC โดยมีผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมปฏิบัติการในวอร์รูมร่วมประชุม อาทิ ผู้แทน บช.สอท. , กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง , สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง , ตำรวจภูธรภาค 2 , ผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ , กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม , ธนาคารแห่งประเทศไทย , สำนักงาน กสทช. , สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ , สำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ , สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลบุคคล และ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

โดยการปฏิบัติการของวอร์รูม IAC จะเป็นการยกระดับการปฏิบัติการให้เข้มข้นและเป็นเอกภาพมากขึ้น ในการเร่งรัดข้อมูลเพื่อวิเคราะห์เส้นทางการเงินและอายัดบัญชีธนาคาร/Wallet/Cryto Wallet ทันที , เร่งรัดข้อมูลเพื่อวิเคราะห์จุด IP หาพิกัดที่ใช้ในการกระทำความผิด ขอข้อมูลการจดทะเบียนทั้งผู้ให้บริการและผู้ขอรับบริการ รวมทั้งระงับการใช้หมายเลขโทรศัพท์ หรือจุดที่จ่ายสัญญาณอินเทอร์เน็ต , วิเคราะห์แผนประทุษกรรม วิเคราะห์ความเชื่อมโยงขบวนการ และนำเสนอแนวทางการป้องกันปราบปราม นอกจากนี้ ยังจะสามารถปิดเพจ ปิดแพลตฟอร์มทันทีเมื่อรับแจ้งคดี และป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล ซึ่งจะทำให้การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์มีประสิทธิภาพและสัมฤทธิ์ผลภายในระยะเวลาที่กำหนดได้

หมดห่วงเรื่องการเดินทาง เพราะ 'อุตสาหกรรมแฟร์ 2568' จัดเต็มให้ทุกเส้นทางสู่ ไม่ว่าจะ MRT, รถไฟฟ้าสายสีแดง หรือรถส่วนตัว—มาง่าย เดินสะดวก จอดสบาย!

(30 ก.ค. 68) หมดห่วงเรื่องการเดินทาง เพราะ 'อุตสาหกรรมแฟร์ 2568' จัดเต็มให้ทุกเส้นทางสู่ ไม่ว่าจะ MRT, รถไฟฟ้าสายสีแดง หรือรถส่วนตัว—มาง่าย เดินสะดวก จอดสบาย!
📍เจอกันที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ 31 ก.ค. – 3 ส.ค. เวลา 10:00 - 21:00 น. 

ครบทุกทางเลือก เดินทางมาแฟร์ได้หมด!
ช้อปฟิน 4 วันเต็ม เดินทางก็ฟินไม่แพ้กัน
✔️ MRT ลงสถานีบางซื่อ
✔️ รถไฟฟ้าสายสีแดง เชื่อมตรงจากกรุงเทพฯ รอบนอกถึงใจกลางงาน
✔️ รถไฟทางไกล สำหรับผู้ที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด
✔️ รถโดยสาร อสมก. 15 เส้นทางผ่านสถานีกลางฯ 3 (2-47), 5, 26 (1-36), 49 (2-43), 96 (1-42), 134 (2-20), 136 (3-47), 145 (3-18), 204 (2-52), 509 (4-60), 536 (3-24E), 3-19E, 4-33E, A1
✔️ รถยนต์ส่วนตัวจอดฟรี!

📍เจอกันที่ “สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์”
ในงานอุตสาหกรรมแฟร์ 2568 – รถไฟอุตสาหกรรมนำความสุขสู่คนไทย

เลือกวิธีเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ แล้วมาเจอกันที่ 'อุตสาหกรรมแฟร์ 2568'

ผบก.ตม.3 ลงพื้นที่ตรวจจุดผ่านแดนจันทบุรี หนุนภารกิจด้านความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวานนี้ (29 ก.ค.68) พล.ต.ต.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 พร้อมด้วย พ.ต.อ.เพลิน กิ่งพยอม รองผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 และ พ.ต.อ.จิรพงศ์ รุจิรดำรงค์ชัย ผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงาน พร้อมมอบสิ่งของบำรุงขวัญให้แก่เจ้าหน้าที่ ณ จุดผ่านแดนบ้านแหลม และบ้านผักกาด จว.จันทบุรี

ในการนี้ พล.ต.ต.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 ได้เข้าร่วมประชุมและรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จาก พ.ต.อ.เขมชาติ วัฒนนภาเกษม ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรี โดยทราบว่าปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่สำคัญในการแลกเปลี่ยนคนไทยและกัมพูชาในการดินทางกลับบ้าน ภายใต้เงื่อนไขและกรอบข้อตกลงต่างๆ และเนื่องจากมีประชาชานทั้งสองประเทศอยู่มาก จึงมอบนโยบายในการปฏิบัติหน้าที่ให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรี กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 และกำชับให้เจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและเข้มงวดในการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากพื้นที่ภายใต้การดูแลของกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 มีช่องทางธรรมชาติและช่องทางการค้าติดชายแดนกัมพูชาอยู่หลายแห่ง 

พล.ต.ต.ชัยฤทธิ์ ผบก.ตม.3 เผยอีกว่า
ในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้นอกจากเพื่อเป็นการบำรุงขวัญเจ้าหน้าที่ แล้ว ยังได้กำชับการดำเนินการเกี่ยวกับผู้ผ่านแดนให้เป็นไปตามกฏหมาย ยึดหลักมนุษยธรรม มีการประสานการปฏิบัติร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติให้กับภารกิจของฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่อีกด้วย

เพื่อนร่วมรบ ‘จ่าโต๋’ สดุดีวีรกรรมอันกล้าหาญและเสียสละ ยกเป็นวีรบุรุษแห่งเขาสัตตะโสม!! ผู้ไม่เคยถอยจากการปฏิบัติหน้าที่

(30 ก.ค. 68) หลังการหยุดยิงระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา กองทัพบกเผยรายชื่อผู้เสียชีวิตจากการปะทะรวม 15 นาย โดยหนึ่งในนั้นคือ จ.ส.อ.ธวัชชัย บุสภา หรือ 'จ่าโต๋' นายสิบชุดตรวจการณ์หน้าประจำฐานฟ้าลั่น เขาสัตตะโสม อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งได้รับการยกย่องจากเพื่อนร่วมรบว่าเป็น 'วีรบุรุษแห่งเขาสัตตะโสม'

เพื่อนร่วมรบของจ่าโต๋ซึ่งใช้ชื่อเฟซบุ๊กว่า Suttipong Pongwan โพสต์ข้อความรำลึกถึงวีรกรรมของเขาในสมรภูมิ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา จ่าโต๋ได้ค้นหาและระบุตำแหน่งเป้าหมายที่เป็นภัยต่อทหารฝ่ายไทย พร้อมประสานยิงเพื่อทำลายเป้าหมายเหล่านั้น โดยเฉพาะบริเวณช่องตาเฒ่าและผามออีแดง ช่วยชีวิตเพื่อนร่วมกองทัพไว้นับร้อย

โดยในเช้าของวันที่ 25 ก.ค. ที่ผ่านมา ฝ่ายตรงข้ามเปิดฉากโจมตีอย่างหนักด้วยรถถัง ปืนใหญ่ และจรวด จ่าโต๋ยังคงปฏิบัติหน้าที่แนวหน้า คอยแจ้งเตือนและร้องขอการยิงโต้กลับ จนในที่สุดกระสุนปืนใหญ่จากรถถังฝ่ายตรงข้ามพุ่งเข้าใส่บังเกอร์ที่เขาประจำการอยู่ ทำให้เขาเสียชีวิตในสนามรบ

เสียงวิทยุแจ้งข่าวร้ายทำให้ทุกคนในชุดขวัญเสีย ผู้บันทึกเหตุการณ์เล่าว่า แม้ใจจะเจ็บแค่ไหน แต่ทุกคนยังคงต้องสู้ต่อ โดยให้สัญญาในใจว่า "เราจะแก้แค้นให้เพื่อน" เพราะรู้ดีว่าจ่าโต๋ได้สละชีพเพื่อพวกพ้องและผืนแผ่นดินอย่างกล้าหาญ

แม้เวลาจะผ่านไปและผู้คนอาจลืมชื่อ 'จ่าโต๋' แต่ทหารทุกนายที่ร่วมรบ ณ เขาสัตตะโสมไม่มีวันลืมวีรกรรมของเขา จ่าโต๋ถูกจดจำในหมู่พี่น้องทหารว่าเป็น 'ราชาแห่งสนามรบ' ที่แม้จากไปแล้ว แต่บางคนยังคงรู้สึกว่าเห็นเขายืนตรวจการณ์อยู่ที่เดิมเหมือนเช่นวันวาน

พิธีพระราชทานเพลิงศพของ จ.ส.อ.ธวัชชัย บุสภา จัดขึ้นวานนี้ (29 ก.ค.) ท่ามกลางความอาลัยจากครอบครัว เพื่อนร่วมรบ และประชาชนที่รับรู้ถึงความเสียสละของวีรบุรุษแห่งแนวหน้า ผู้ซึ่งได้ทิ้งเกียรติยศไว้เหนือยอดเขาแห่งนี้ตลอดกาล

กรมการขนส่งทหารเรือจัดเรือสุพรรณหงส์จำลองพร้อมกำลังพลฝีพาย เพื่อสนับสนุนโรงเรียนสตรีวัดระฆัง

 

เมื่อวานนี้ (29 ก.ค.68) กรมการขนส่งทหารเรือจัดเรือสุพรรณหงส์จำลองพร้อมกำลังพลฝีพาย เพื่อสนับสนุนจัดการบรรยายและสาธิตการพายและเห่เรือราชพิธี แก่คณะผู้บริหาร และนักเรียน โรงเรียนสตรีวัดระฆัง เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ ณ โรงเรียนสตรีวัดระฆัง

การสนับสนุนในครั้งนี้ เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย และประเพณีไทย ซึ่งการเห่เรือถือว่าเป็นมรดกอันทรงคุณค่าที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยอยุธยา สะท้อนถึงความงดงาม ความพร้อมเพียง และภูมิปัญญาของชาวไทยในอดีต ทั้งนี้เพื่อเป็นการปลูกฝังให้เยาวชนรุ่นใหม่ มีความรักและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ตลอดจนปลูกฝังจิตใต้สำนึก ในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมไทยสืบไป

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top