Monday, 14 September 2026
NEWS FEED

เปิดคลิปนาทีชนตำรวจจราจรขณะนำส่งอวัยวะ (ปอด)! เตือนผู้ขับขี่ชะลอความเร็ว หยุดรถ ให้ทาง ไม่ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร เพื่อรักษากฎหมายและช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์

พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในการดำเนินการช่วยเหลือเพื่อนำส่งอวัยวะจากผู้บริจาคไปยังผู้รับบริจาคนั้น ตำรวจจราจรทั่วประเทศ และตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ได้ร่วมดำเนินการอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ภารกิจลุล่วงด้วยดีมาโดยตลอด ทำให้สามารถต่อชีวิตผู้ป่วยได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะได้รับความร่วมมือด้วยดีจากพี่น้องประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน ที่ช่วยหลีกทางให้กับรถของตำรวจจราจร และรถพยาบาล เพื่อร่วมส่งต่อลมหายใจแก่ผู้ป่วยร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดวานนี้ (22 กันยายน 2568) เวลา 12.28 น. เกิดเหตุผู้ขับรถแท็กซี่สาธารณะไม่ชะลอความเร็วเพื่อหยุดรถเมื่อสัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีแดง ประกอบกับมีขบวนรถของตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริที่เปิดไฟสัญญาณฉุกเฉินขณะกำลังปฏิบัติภารกิจนำส่งอวัยวะ (ปอด) จากจังหวัดชลบุรี เพื่อส่งต่อยังโรงพยาบาลศิริราช ทำให้เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนบริเวณแยกสวนมิสกวัน ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร เป็นเหตุให้ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริผู้ปฏิบัติหน้าที่ คือ ด.ต.วัชรนนท์ คงสินจีราภัทร์ ผู้บังคับหมู่งาน 3 กองกำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจจราจร ได้รับบาดเจ็บที่ขาขวาและข้อมือ แต่ยังคงมีสติ ยังมีความโชคดีตำรวจนายดังกล่าวไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส และที่สำคัญยิ่งกว่าคือ รถแท็กซี่คันก่อเหตุไม่เฉี่ยวชนกับรถพยาบาลที่บรรทุกอวัยวะดังกล่าว ซึ่งอาจจะเกิดความเสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้ และแม้ต้องพบเจออุบัติเหตุขบวนรถนำส่งอวัยวะยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนสามารถนำส่งอวัยวะ (ปอด) ให้ถึงมือแพทย์ได้ทันเวลา

พล.ต.ท.นิธิธรฯ กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าทุกเสี้ยววินาทีของรถที่เปิดสัญญาณไฟฉุกเฉินคือเส้นทางแห่งชีวิต การเปิดทางไม่ใช่เพื่อความสะดวกของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่คือการมอบโอกาสใหม่ให้กับประชาชนผู้ป่วยที่รอการรักษาอยู่ปลายทาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอเน้นย้ำไปยังผู้ขับขี่ทุกท่านให้ตระหนักว่า “เมื่อเห็นสัญญาณไฟและเสียงไซเรน โปรดให้ทาง” รวมทั้งขอให้เคารพกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด 

สำหรับการให้ทางรถฉุกเฉิน เมื่อได้ยินเสียงสัญญาณไซเรน ผู้ขับขี่ควรมองกระจกหลังเพื่อกะระยะของรถฉุกเฉินที่ขับมา และชะลอความเร็วเปิดสัญญาณไฟเบี่ยงซ้ายเพื่อหลีกทาง หรือหากไม่สามารถหลีกทางได้ด้วยเพราะสภาพการจราจรที่หนาแน่น ให้หยุดรถเพื่อให้รถฉุกเฉินหาทางขับผ่านไป และข้อสำคัญเมื่อรถฉุกเฉินขับผ่านไปแล้วห้ามขับตามเด็ดขาด ทั้งนี้ การเจตนาไม่หลบรถฉุกเฉิน หรือขับรถกีดขวางเส้นทาง เข้าข่ายผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 76 ระบุว่า เมื่อเห็นรถฉุกเฉินในขณะปฏิบัติหน้าที่ใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ หรือได้ยินเสียงสัญญาณไซเรน จะต้องให้รถฉุกเฉินผ่านไปก่อน หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท และกรณีขับรถฝ่าสัญญาณไฟจราจร มีโทษปรับไม่เกิน 4,000 บาท

พล.อ.ทรงวิทย์ ลงพื้นที่ภูมะเขือ–ปราสาทตาควาย จารึกชื่อ “ถนนนักรบไทย” สดุดีผู้ปกป้องแผ่นดิน

เมื่อวันที่ (22 ก.ย. 68) พลเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกำลังพลตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา บริเวณปราสาทตาควาย และภูมะเขือ พร้อมให้กำลังใจหน่วยปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงทีมเก็บกู้ทุ่นระเบิด และเจ้าหน้าที่ที่ร่วมก่อสร้างถนนขึ้นภูมะเขือ

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ พล.อ.ทรงวิทย์ได้ร่วมเขียนชื่อ “ถนนนักรบไทย” บนพื้นถนนซีเมนต์ที่กำลังก่อสร้าง โดยถนนเส้นดังกล่าวเป็นผลงานของหน่วยพัฒนาเคลื่อนที่ 53 (นพค.53) ซึ่งสร้างขึ้นจากเงินบริจาคของประชาชนและพระสงฆ์ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการคมนาคมในพื้นที่ชายแดน

ผบ.ทหารสูงสุดได้ให้คำจำกัดความของคำว่า “นักรบ” ว่าไม่ได้หมายถึงเพียงทหารหรือตำรวจตระเวนชายแดน แต่ครอบคลุมถึงคนไทยทุกคน ทุกอาชีพ ที่ร่วมกันปกป้องผืนแผ่นดิน พร้อมย้ำว่า “ขอสลักชื่อนี้ไว้ในแผ่นดิน เพื่อสดุดีนักรบไทยทุกหมู่เหล่า และผู้สละชีพเพื่อชาติ เพราะคนไทยรักอิสรภาพและไม่ยอมให้ใครมาข่มเหง”

กองพันทหารราบ ร.16 พัน.2 ส่งทหารสอบปลายภาค กศน. เพื่อพัฒนาความรู้–สร้างเส้นทางอาชีพหลังปลดประจำการ

(23 ก.ย. 68) กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 16 ได้นำกำลังพลทหารกองประจำการของหน่วย ที่ศึกษา กศน. เข้าสอบปลายภาค ทั้งระดับ ม.ต้น และ ม.ปลาย ประจำภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ณ กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 16 (บดินทร2) เพื่อส่งเสริมให้น้องๆ ทหาร ได้มีความรู้ และวุฒิการศึกษานำไปต่อยอดสอบเข้าเป็นนักเรียนนายสิบ และประกอบอาชีพอื่นๆ อีกต่อไป

ผบช.น. - ผบก.น.1 สั่งตรวจสอบเหตุสามี-ภรรยา ทะเลาะกัน ไล่เคาะ-ถีบห้องเพื่อนบ้านคอนโดย่านดินแดง ทำหนุ่มอินฟลูฯ ผวา แจ้งความดำเนินคดี

เมื่อวันที่ (23 ก.ย. 68) ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา ผบก.น.1 ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ภษิต กะเตื้องงาน ผกก.สน.ดินแดง ตรวจสอบกรณี กรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊ก Thanid Thungtongkam เป็น อินฟลูเอนเซอร์ โพสต์ข้อความเตือนภัยคนอยู่คอนโดย่านดินแดง มีเพื่อนบ้านเคาะประตู ถีบประตู เอามีดมาเคาะ และเอาเลือดสกปรกมาป้าย ด่าทอด้วยคำที่หยาบ คำกล่าวหามีการหมิ่นประมาทข่มขู่ จะตัวเราต้องไปหลบ และเกิดอาการวิตกกังวล โทรแจ้งนิติบุคคลให้คุมเหตุ
ผลที่ได้คือได้แต่เฝ้าดูให้ผ่านกล้องวงจร โทรหาตำรวจ ตำรวจอยู่ที่ล็อบบี้ไม่ได้ขึ้นมา จนผู้ก่อเหตุเดินลงไปเองที่ล็อบบี้เนื่องจากตอนเคาะประตูเผลอทำมีดบาดหัวตัวเอง ทางด้านค่าเสียหาย และทางด้านจิตใจ

จากการตรวจสอบทราบว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2568 เวลา 22:47 น.  สายตรวจสน.ดินแดง ได้ลงพื้นที่ ผู้ก่อเหตุและภรรยา ลงมารอพบเจ้าหน้าที่อยู่ด้านล่างซึ่งเป็นเหตุภายในครอบครัว ภรรยาผู้ก่อเหตุแจ้งว่า สามีของตนเกิดมีอาการมึนเมาและทำร้ายตัวเองและมีบาดแผลบริเวณศีรษะ จากการซักถามผู้ก่อเหตุอยู่ในอาการมึนเมา พูดจาไม่รู้เรื่องและไม่ยอมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ญาติและกู้ภัยจึงนำตัวส่ง รพ.แพทย์ปัญญา  เจ้าหน้าที่จึงได้เรียกกู้ภัยเข้ามาปฐมพยาบาลเบื้องต้นและนำตัวสามีส่ง รพ.แพทย์ปัญญา เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ประชาสัมพันธ์ให้นิติบุคคลและผู้แจ้งสำรวจความเสียหายที่เกิดจากผู้ก่อเหตุ หากต้องการดำเนินคดีประชาสัมพันธ์ให้มาแจ้งความกับพนักงานสอบสวนสน.ดินแดง

ต่อมา ผู้เสียหายผู้โพสต์ข้อความดังกล่าว เดินทางมาแจ้งความกับพนักงานสอบสวนสน.ดินแดง มาเคาะห้องเพื่อหาเรื่อง ที่ไม่พอใจ ผู้เสียหายที่ไปแจ้งนิติบุคล ให้มาตรวจสอบเรื่องที่ กรณีผู้ก่อเหตุทะเลาะกับภรรยาเสียงดัง
 อย่างไรก็ตาม ทางพนักงานสอบสวนสน.ดินแดง ดำเนิการแล้ว สอบคำให้การผู้เสียหาย ประสานชุดสืบสวนสน.ดินแดง ตรวจสอบกล้องวงจร พร้อมนัดสอบปากคำผู้เสียหายเพิ่มเติม โดยนัดหมายอีกครั้ง วันที่ 23 ก.ย.เวลา 11.00  น. เพื่อยืนยันภาพผู้ก่อเหตุ ทางพนักงานสอบสวนจะรวบรวมพยานหลักฐานออกหมายเรียกผู้ก่อเหตุดำเนินคดีพยายามบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ฯ รวมถึงการกระทำความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย ทั้งนี้ หากมีผู้เสียหายประสงค์จะแจ้งความเพิ่ม สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่สน.ดินแดง ต่อไป

ยกระดับเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานสู่ธุรกิจ กฟผ. จับมือ IWRM ลงนามให้บริการบริหารจัดการด้านพลังงานสะอาด

เมื่อวันที่ (22 ก.ย. 68) นายเมธาวัจน์ พงศ์รดาภิรมย์ รองผู้ว่าการธุรกิจเกี่ยวเนื่อง (รวธ.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมเป็นเกียรติในงานลงนามสัญญา (MOU) ให้บริการบริหารจัดการพลังงานโดยระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ระหว่าง กฟผ.และ บริษัท ไอดับบลิวอาร์เอ็ม จำกัด (IWRM) ผู้ให้บริการน้ำเพื่ออุตสาหกรรมรายใหญ่ในพื้นที่ ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) โดยมีนายสายัณห์ ปานซัง ผู้ช่วยผู้ว่าการบริหารธุรกิจ (ชธก.) และนายธนวัฒน์ สันตินรนนท์ กรรมการผู้จัดการ IWRM ร่วมลงนามในสัญญา พร้อมด้วยนางณิศรา ธัมมะปาละ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการธุรกิจนวัตกรรมพลังงาน (อธพ.) และนางอัมพวัน พงศ์สิทธิศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ IWRM ลงนามในฐานะพยาน ณ ห้อง Press Conference สำนักงานใหญ่ กฟผ. จ.นนทบุรี

สำหรับการให้บริการดังกล่าว เป็นการให้บริการบริหารจัดการพลังงานโดยระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็ก (Micro-Grid) ณ สถานีผลิตน้ำประปามรกตสยาม อ.พานทอง จ.ชลบุรี เพื่อยกระดับความมั่นคงและประสิทธิภาพในการผลิตน้ำประปา ด้วยเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่ทันสมัย ประกอบด้วยระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบทุ่นลอยน้ำ (Floating PV System) ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) และระบบบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management System: EMS) ของ กฟผ. หรือ “ENZY Platform” ซึ่งจะช่วยยกระดับการบริหารจัดการพลังงาน และประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ทั้งในด้านการควบคุมค่าไฟฟ้า การพยากรณ์พลังงาน ตลอดจนรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าให้มีความต่อเนื่องและยั่งยืน การลงนามในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่าง กฟผ. และภาคเอกชน ในการผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน และเทคโนโลยีด้านพลังงานอัจฉริยะ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

‘อนุทิน’ ย้ำปิดด่านชายแดนต่อ มอบอำนาจทหาร ตัดสินใจเต็มที่!! ยันรัฐบาลหนุนกองทัพ 100%

เมื่อวันที่ (21 ก.ย. 68) ที่จังหวัดศรีสะเกษ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยยืนยันว่าได้หารือกับกองทัพแล้ว และมอบอำนาจให้ทหารตัดสินใจเต็มที่ รัฐบาลมีหน้าที่สนับสนุนด้านการทูตและการเจรจาตามความจำเป็น

นอกจากนี้ นายอนุทินยังปฏิเสธกระแสข่าวเรื่องผู้นำต่างประเทศพยายามล็อบบี้ ย้ำว่า “ไม่มีใครล็อบบี้ผมได้” และยืนยันว่าการตัดสินใจทั้งหมดจะทำเพื่อประโยชน์ของประเทศไทยและประชาชนเท่านั้น เงื่อนไขใด ๆ จะถูกยอมรับก็ต่อเมื่อคู่เจรจายอมตามข้อกำหนดของไทย

สำหรับพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว และบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว ที่ยังมีเหตุความไม่สงบจากฝั่งกัมพูชา นายอนุทินระบุว่า หากยังมีการใช้โล่มนุษย์หรือกดดันด้วยอาวุธ จะไม่มีการเจรจาใด ๆ ด่านชายแดนจะปิดต่อไป และรัฐบาลอาจเพิ่มมาตรการควบคุมเข้มงวดขึ้นหากจำเป็น

“Thailand Pavilion” ฮิตกระหึ่ม Expo 2025 โอซากา – ดันท่องเที่ยวไทย Low Carbon โชว์เสน่ห์ธรรมชาติสู่สายตาโลก

เมื่อวันอาทิตย์ที่ (21 ก.ย. 68) นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เข้าเยี่ยมชมคูหานิทรรศการกรมการท่องเที่ยว ภายใน Thailand Pavilion ในงาน Expo 2025 Osaka Kansai ณ เกาะยูเมะชิมะ นครโอซากา ประเทศญี่ปุ่น

โดยมีนายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว ให้การต้อนรับและนำชมบูธซึ่งจัดขึ้นภายใต้ธีม “Journey Through Nature’s Wonders” โชว์แนวคิด “Low Carbon Tourism” หรือการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ เส้นทางท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ พร้อมกิจกรรมให้ผู้ร่วมงานได้สนุกและตระหนักถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมภายใต้คอนเซปต์ “Save the world, enjoy low carbon travel”

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมถ่ายรูปใส่หัวน้องช้างชูงวงเริงร่า (สัญลักษณ์มาตรฐานการท่องเที่ยวไทย) และแจกกระเป๋าผ้า DIY stamp ลาย Low Carbon Tourism สุดเก๋ เป็นของที่ระลึก

ในวันเดียวกันนี้ มีผู้เข้าเยี่ยมชมคูหานิทรรศการกว่า 3,380 ราย สะท้อนกระแสความสนใจจากนักท่องเที่ยวและผู้เข้าร่วมงานนานาชาติอย่างล้นหลาม ยืนยันศักยภาพการท่องเที่ยวไทยในเวทีโลก 

เปิดตัว “T-Alert” ระบบเตือนภัยรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน ครอบคลุม 14 ภัยพิบัติ!! ส่งข้อมูลเข้าถึงมือถือประชาชนทันที

(22 ก.ย. 68) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดตัว “T-Alert” ระบบแจ้งเตือนภัยแห่งประเทศไทย ที่โรงแรมชาเทรียม ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ โดยมีผู้แทนจากหลายภาคส่วนเข้าร่วม เพื่อร่วมขับเคลื่อนการยกระดับระบบแจ้งเตือนภัยของประเทศให้ทันสมัยและเข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับระบบ T-Alert ใช้เทคโนโลยี Cell Broadcast ส่งข้อความตรงถึงโทรศัพท์มือถือของประชาชนโดยไม่ต้องใช้อินเทอร์เน็ต ถือเป็นการเสริมศักยภาพกลไกการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) เพื่อให้คนไทยสามารถรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินได้ทันท่วงที

ปัจจุบันระบบรองรับภัยพิบัติแล้ว 8 ประเภท ได้แก่ แผ่นดินไหว สึนามิ วาตภัย อุทกภัย ดินโคลนถล่ม ภัยหนาว ฝุ่น PM2.5 และเหตุรุนแรงในที่สาธารณะ พร้อมเตรียมเพิ่มอีก 6 ประเภท อาทิ โรคระบาด อัคคีภัย–สารเคมี ภัยไซเบอร์ และภัยจากการจราจร โดยคาดว่าจะพัฒนาเสร็จสิ้นภายในปี 2569

‘กองทัพบก’ โต้!! ‘กัมพูชา’ ยันไทยใช้กฎหมายในเขตอธิปไตย ไม่ละเมิด MOU 2000 ย้ำ!! ประเทศไทยมีสิทธิใช้กฎหมาย ในพื้นที่ของตนเอง กรณีพิพาทหมู่บ้านชายแดน

(21 ก.ย. 68) กรณีกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาออกแถลงการณ์ เมื่อ 20 ก.ย. 68 ระบุว่า “กัมพูชาได้ยื่นหนังสือประท้วงและคัดค้านอย่างเป็นทางการต่อรัฐบาลไทย เกี่ยวกับเจตนาที่จะใช้กฎหมายภายในประเทศของไทยกับพลเมืองกัมพูชาในหมู่บ้านโจกเจย และหมู่บ้านไปรจัน ตำบลโอเบยเจือน อำเภอโอโจรว จังหวัดบันเตียเมียนเจย โดยมีรายละเอียดกล่าวหาฝ่ายไทยว่า

ฝ่ายไทยอ้างสิทธิ์ใช้กฎหมายภายในประเทศกับพลเมืองกัมพูชาในพื้นที่พิพาท โดยการอ้างสิทธิดังกล่าวของไทยละเมิดพันธกรณีตามกฎบัตรสหประชาชาติ (มาตรา 2(3) และ 2(4)) เป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจ MOU 2000 ว่าด้วยการสำรวจและปักปันเขตแดนทางบก ขัดต่ออำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ขอเรียกร้องให้ไทยยุติกิจกรรมที่บ่อนทำลายความพยายามลดความตึงเครียด ตามข้อตกลงหยุดยิง

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ชี้แจงต่อกรณีนี้ว่าฝ่ายไทยมีสิทธิและหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศกับบุคคลที่อยู่ในเขตดินแดนของไทย ซึ่งเป็นหลักการสากลที่ทุกประเทศยอมรับ และขอยืนยันว่าพื้นที่ที่ฝ่ายไทยอาจจำเป็นต้องดำเนินการก่อนนั้น ไม่ได้อยู่ในเขตของพื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ อย่างที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามบิดเบือน แต่อยู่ในเขตอธิปไตยของประเทศไทยอย่างชัดเจน ซึ่งทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักอธิปไตยของรัฐ

พลตรี วินธัย  ระบุว่า ส่วนเรื่องพันธกรณีตามกฎบัตรสหประชาชาติ ในมาตรา 2(3) ที่ได้ระบุไว้ว่า “รัฐสมาชิกต้องระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศด้วยวิธีสันติ เพื่อไม่ให้สันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศตกอยู่ในอันตราย” นั้นในความเป็นจริงกลับพบว่าฝ่ายกัมพูชามักจะเป็นผู้ละเมิด อย่างกรณีการปลุกปั่น จัดฉาก ใช้ประชาชนมาเป็นผู้สร้างสถานการณ์ความรุนแรง

ส่วนในมาตรา 2(4) ที่ระบุว่า “รัฐสมาชิกต้องละเว้นจากการคุกคามหรือการใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งดินแดน” กลับเป็นฝ่ายกัมพูชาอีกเช่นกันที่เป็นผู้ละเมิด อย่างกรณีการรุกรานรุกล้ำอธิปไตยไทย ด้วยการนำกำลังทหารพร้อมอาวุธมาวางกำลังในดินแดนอธิปไตยไทย และการแอบลักลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ในดินแดนอธิปไตยไทย แม้ว่าจะมีข้อตกลงหยุดยิงแล้วก็ตาม

พลตรี วินธัย  ระบุว่า สำหรับกรณีที่กล่าวหาว่าเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจ MOU 2000 ว่าด้วยการสำรวจและปักปันเขตแดนทางบก ขัดต่ออำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมนั้น ต่อกรณีนี้เป็นฝ่ายกัมพูชาอีกเช่นกันที่เป็นผู้ละเมิดบันทึกความเข้าใจ MOU 2000 ด้วยการละเลย ไม่จริงใจ ปล่อยให้มีการก่อสร้างอาคาร สถานที่ บ้านเรือนชุมชน ทั้งในเขตพื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ และในเขตพื้นที่อธิปไตยของไทย ฝ่ายไทยได้ทำการประท้วงตามข้อกำหนด MOU 2000 จำนวนกว่า 500 ครั้งตลอดแนวชายแดนไทย–กัมพูชา แต่ฝ่ายกัมพูชาเพิกเฉยและไม่ยอมแก้ไขมากว่า 20 ปี

พลตรี วินธัย  ระบุว่า สำหรับกรณีที่กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยยุติกิจกรรมที่บ่อนทำลายความพยายามลดความตึงเครียด ตามข้อตกลงหยุดยิงนั้น
ต่อกรณีนี้อีกเช่นกันที่เป็นฝ่ายกัมพูชาเองที่เป็นผู้สนับสนุนและดำเนินการแบบไม่เปิดเผย เพื่อให้มีกิจกรรมการชุมนุมของประชาชนในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ด้วยท่าทีที่ก้าวร้าว และมีการใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยในเขตอธิปไตยของไทย จนมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บจำนวนหลายราย

“จึงขอยืนยันว่าฝ่ายไทยมีเจตนาที่จะแก้ไขปัญหาชายแดนโดยสันติวิธี โดยจะไม่ใช้กำลังรุกรานใคร การดำเนินการในสิ่งต่าง ๆ ที่จำเป็นนั้น อยู่ภายใต้กรอบกติกาสากลและกฎหมายไทย เพื่อรักษาอธิปไตย และปกป้องตนเองจากการคุกคามของฝ่ายกัมพูชา” พลตรี วินธัย ระบุ

ชาวภูเก็ต ร้อง!! ผู้ว่าฯ ค้าน!! ปาร์ตี้ปีใหม่ ‘อิสราเอล’ บนชายหาด ชี้!! ยั่วยุ กระทบใจผู้รักความยุติธรรม หวั่นมือที่ 3 ปลุกปั่นสถานการณ์

(21 ก.ย. 68) ชาวภูเก็ตยื่นหนังสือถึงผู้ว่าฯระงับปาร์ตี้ปีใหม่อิสราเอล บนชายหาดพื้นที่สาธารณะ ชี้ประเทศฆ่าล้างเผ่าพันธ์ปาเลสไตน์ หากปล่อยให้จัด เท่ากับเป็นการยั่วยุ และทำร้ายความรู้สึกของผู้รักความเป็นธรรม อาจนำไปสู่มือที่ 3 ก่อความรุนแรง

วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๖๘ ชมรมคนไทยรักปาเลสไตน์ นำโดยนายมูฮัมหมัดยูซุฟ มามะ ผู้ประสานงานชมรม ได้เข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตนายโสภณ สุวรรณรัตน์ เพื่อยื่นข้อร้องเรียนความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับกิจกรรมของชาวอิสราเอล

รายละเอียดระบุว่า เนื่องด้วย ชมรมคนไทยรักปาเลสไตน์ เป็นตัวแทนของพี่น้องชาวภูเก็ต ร้องเรือนคัดค้านการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองปีใหม่ อิสราเอลและกิจกรรมทางศาสนาของอิสราเอลบนพื้นที่สาธาธารณะ ในฐานะตัวแทนมุสลิมภูเก็ต ขอแสดงความคัดค้านการจัดกิจกิรรม เฉลิมฉลองปีใหม่อิสราเอล และ กิจกรรมทางศาสนาของอิสราเอล บนพื้นที่สาธารณะ เพราะอิสราเอลคืออาชญกรสงครามฆ่าล้าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ ซึ่งตามหลักศาสนาอิสลาม ดังดำรัสของอัลกุรอ่านว่า มุสลิมผู้ศรัทธาคือพี่น้องกัน 

เราจึงรู้สึกเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ต่อความชั่ว และ การอธรรมกดขี่ที่อิสราเอลกระทำต่อพี่น้องปาเลสไตน์ของเรา ตั้งนั้นการปล่อยให้อิสราเอลมาเฉลิมฉลองแสดงสัญลักษณ์ในพื้นที่สาธารณะ ของจังหวัดภูเก็ต ที่มีประชากรมสลิมจำนวนมาก จึงถือเป็นการกระทำที่ท้าทายยั่วยุ

และเหยียบย่ำจิตใจชาวภูเก็ตอย่างที่สุด ประกอบกับกับประเทศไทย เพิ่งทำการประณามความชั่วของรัฐอิสราเอล ที่ละเมิดกฏสากลโจมตีประเทศกาต้าร์ เพื่อสังหารคณะผู้เจรจาสันติภาพ การปล่อยให้อิสราเอล จัดงานเฉลิมฉลองในไทยจึงเป็นการปฏิบัติที่ย้อนแย้งกับจุดยืนของรัฐ 

อีกทั้งล่าสุดเมื่อสองวันที่ผ่านมา องค์กรสหประชาชาติ ก็ได้ประณาม และ ยืนยันว่า อิสราเอลก่ออาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวปาเลสไตน์ในอนวนกาซ่า นอกจากนั้นแล้ว ศาลโลกก็ได้พิพากษาตัดสินว่า อิสราเอลคือฆาตกรสงครามที่ก่ออาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์เด็กและสตรีในฉนานกาซ่าจริง ซึ่งเกรงว่าหากหน่วยงานของรัฐ ปล่อยให้อิสราเอลมีกิจกรรมท้าทาย และ ข่มเหงความรู้สึกเช่นนี้ อาจมีมือที่สาม ที่อยู่เหนือการควบคุมใช้เป็นขนวน ในการสร้างสถานการณ์ในภูเก็ต ซึ่งสิ่งที่จะตามมาก็คือภาพลักษณ์ของเมืองท่องเที่ยวระดับประเทศ หากเกิดสถานการณ์ความรุนแรง 

ดังนั้นแนวทางแห่งปัญญาชนก็คือการป้องกันนั้นย่อมดีกว่าการแก้ไข การไม่สนับสนนหรือปล่อยให้มีกิจกรรมในที่สาธารณะ ที่กระทบกระเทือนต่อนต่อจิตใจพลเมืองประชาชน หรือเป็นการยั่วยที่จะนำไปสู่ความรุนแรง ก็ควรงด และ หลีกเลื่อง และไปจัดในสถาณที่ปิดจะเหมาะสมกว่า อนึ่ง เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เรามิได้ต่อต้านชาวยิว แต่เราต่อต้านอิสราเอล ซึ่งมีชาวอิวจำนวนมากทั่วโลก ที่เป็นทันธมิตรกับเราในการต่อต้านอิสราเอล "ลัทธิไซออนิสต์ "


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top