Tuesday, 30 June 2026
NEWS FEED

โรงเรียนนายเรือ จัดกิจกรรมจิตอาสาพระราชทานตามแนวพระราชดำริ “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” บริจาคโลหิต 

โรงเรียนนายเรือ จัดกิจกรรมจิตอาสาพระราชทานตามแนวพระราชดำริ “เราทำความ ดี 
ด้วยหัวใจ” ในการบริจาคโลหิต เพื่อถวายเป็นพระกุศล เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี วันสิ้นพระชนม์ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ 

พลเรือตรี จักรชัย น้อยหัวหาด เสนาธิการโรงเรียนนายเรือ นำคณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่โรงเรียนนายเรือ และกำลังพลจิตอาสาโรงเรียนนายเรือ เข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสาพระราชทานตามแนวพระราชดำริ “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ”ในการบริจาคโลหิต เพื่อถวายเป็นพระกุศลเนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี วันสิ้นพระชนม์ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ 19 พฤษภาคม 2566 ณ สโมสรสัญญาบัตรโรงเรียนนายเรือ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ 
สืบเนื่องจาก สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนไม่สะดวกในการเดินทางไปบริจาคโลหิตให้แก่สภากาชาดไทย และโรงพยาบาลต่างๆ ส่งผลให้ปริมาณโลหิตสำรองขาดแคลนไม่เพียงพอต่อความต้องการของโรงพยาบาลต่างๆโรงเรียนนายเรือ จึงได้จัดกำลังพลจิตอาสา ในการบริจาคโลหิตให้กับโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือในการช่วยแก้ไขวิกฤตการณ์ขาดแคลนโลหิตสำรองให้กับโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ

โดยการบริจาคในครั้งนี้ โรงเรียนนายเรือ ได้บริจาคโลหิตเป็น จำนวน 34,650  ซีซี.
นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี รายงาน

ผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรือ ประดับเครื่องหมายยศให้แก่ผู้ที่ได้เลื่อนยศสูงขึ้น

พลเรือโท ประวุฒิ รอดมณี ผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรือ เป็นประธานในพิธีประดับเครื่องหมายยศ ให้แก่กำลังพลของโรงเรียนนายเรือที่ได้เลื่อนยศสูงขึ้น จำนวน 6 นาย ประกอบด้วยนายทหารสัญญาบัตร 3 นาย และนายทหารประทวน 3 นาย โดยมีนายทหารผู้ใหญ่ของโรงเรียนนายเรือเข้าร่วมพิธีฯ ดังกล่าว ณ ห้องหัวเรือ กองบัญชาการโรงเรียนนายเรือ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ 


นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี รายงาน 

ผบ.ทร. ตรวจเยี่ยมการฝึกยิงอาวุธทางยุทธวิธี และการฝึกดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง ในการฝึกกองทัพเรือ ปี 66

วันที่ 18 พ.ค.66 พลเรือเอก เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พร้อมด้วยคณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพเรือ เดินทางไปตรวจเยี่ยมการฝึกยิงอาวุธทางยุทธวิธี ของหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ณ สนามฝึกยิงอาวุธ กองการฝึก กองเรือยุทธการ หาดยาวทุ่งโปรง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี และการฝึกดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริงของหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ณ สนามฝึกกองทัพเรือ หมายเลข 16 บ้านจันทเขลม อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี

การฝึกยิงอาวุธทางยุทธวิธี และการฝึกดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกภาคสนาม/ภาคทะเล ในการฝึกกองทัพเรือ ประจำปี 2566 โดยเป็นการฝึกในสถานการณ์ต่อเนื่องจากการฝึกยุทธวิธีร่วมของเรือในทะเล ในการป้องกันพื้นที่สำคัญของทัพเรือภาคที่ 1 และการฝึกตีโต้ตอบกำลังของข้าศึกที่ได้รุกล้ำอธิปไตย เข้ามาในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพเรือ
โดยการฝึกยิงอาวุธทางยุทธวิธี ของหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง เป็นการฝึกในการปฏิบัติการของหน่วยต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่งประจำพื้นที่ โดยใช้อาวุธสำหรับป้องกันพื้นที่ทางบกจากการโจมตีของกำลังทางเรือและกำลังทางอากาศของฝ่ายตรงข้าม เพื่อตอบสนองภารกิจในการป้องกันประเทศ ซึ่งกำลังรบสำคัญในการฝึกครั้งนี้ ประกอบด้วย ปืนต่อสู้อากาศยาน อาวุธนำวิถีต่อสู้อากาศยานระยะใกล้แบบเคลื่อนที่ IGLA - S ปืนรักษาฝั่ง ซึ่งเป็นอาวุธประจำการของหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง และปืนรักษาฝั่งขนาด 155 มม. (ATMG) นอกจากนั้นยังมียานเกราะโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบก แบบ VN – 16 จากหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน และอากาศยานไร้คนขับแบบ RQ - 21 Blackjack จากกองเรือยุทธการร่วมในการฝึกด้วย

สำหรับการฝึกดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง (CALFEX) ของหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ณ สนามฝึกกองทัพเรือ หมายเลข 16 บ้านจันทเขลม อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี นั้น เป็นการฝึกสถานการณ์ต่อเนื่องจากการฝึกกองทัพเรือ ประจำปี 2565 ในการปฏิบัติการต่อกำลังของฝ่ายตรงข้ามที่รุกล้ำอธิปไตยเข้ามาในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพเรือตามแผนป้องกันประเทศ มีกำลังจากหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน และหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ซึ่งมีกำลังรบสำคัญ ประกอบด้วย ยานเกราะ (BTR 3E1) พร้อมด้วยอาวุธสนับสนุนในอัตรา ยานเกราะโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบก แบบ VN – 16 ปืนใหญ่สนามขนาด 155 มม. เครื่องยิงลูกระเบิดหนักขนาด 120 มม. และปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน กองเรือยุทธการจัด เฮลิคอปเตอร์ลำเลียง เครื่องบินตรวจการณ์และชี้เป้า และอากาศยานไร้คนขับแบบ Schiebel Camcopter S - 100 และกำลังของกองทัพบก ประกอบด้วย
รถถังแบบ T - 84 Oplot รวมทั้งกำลังของกองทัพอากาศ ประกอบด้วย เครื่องบินขับไล่แบบ F–16

ผบ.ตร.ติวเข้มกำชับแนวทางการปฏิบัติการ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 เน้นย้ำการบันทึกภาพ เสียงขณะจับ ควบคุมตัว รับ ตร.ขาดแคลนอุปกรณ์ แต่จะบริหารจัดการที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และระเบียบฯ ที่ออกโดยคณะกรรมการป้

วันนี้ (18 พ.ค.66) เวลา 16.00 น. พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร.ได้เรียกประชุมด่วนตำรวจระดับหัวหน้าหน่วยประเทศ เพื่อกำชับการปฏิบัติการ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565  โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร. พร้อมผู้บังคับบัญชาทุกระดับ (ผบช. ผบก. และหัวหน้าหน่วยระดับพื้นที่) เข้าร่วม ณ ห้องประชุม ศปก.ตร.ชั้น 20 อาคาร 1 ตร. 

การประชุมดังกล่าวสืบเนื่องจาก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565  มาตรา 22 กำหนดให้ ในการควบคุมตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบต้องบันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องในขณะจับและควบคุมจนกระทั่งส่งตัวให้พนักงานสอบสวนหรือปล่อยตัวบุคคลดังกล่าวไป รวมถึงการแจ้งให้การจับกุม การควบคุมตัวให้พนักงานอัยการ ฝ่ายปกครองรับทราบ

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ จึงได้เรียกประชุมตำรวจเพื่อกำชับการปฏิบัติตามแนวทางกฎหมายให้ได้มากที่สุด แม้ว่าขณะนี้ ตร.จะขาดแคลนอุปกรณ์ อยู่ระหว่างการจัดซื้อจัดหา แต่ก็เน้นย้ำให้หน่วยบริหารจัดการตามที่มีอยู่เดิม ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด 

 เบื้องต้น ตร. มีกล้องติดตัวเดิม 120,597 ตัว กำลังพล ตร. ที่จะใช้ 160,000 นาย อยู่ระหว่างจัดหาอีกราวๆ 37,000 ตัว  โดยได้เร่งให้ทางสำนักงานส่งกำลังบำรุง รับผิดชอบการจัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์เครื่องบันทึกภาพและเสียง  และ เร่งให้ สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (สทส.) รับผิดชอบจัดทำระบบจัดเก็บข้อมูลการบันทึกภาพและเสียง คาดว่าจะเสร็จสิ้นและส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ประมาณต้นเดือนกันยายน 2566 ประกอบกับระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายว่าด้วยการบันทึกภาพและเสียงในขณะจับและควบคุม การแจ้งการควบคุมตัวและบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูกควบคุมตัว พ.ศ. 2566 ซึ่งจะต้องออกโดยคณะกรรมการฯ ดังกล่าว   ยังไม่แล้วเสร็จ แต่ ตร. ได้แก้ปัญหา โดยจะออกแนวทางให้ตำรวจปฏิบัติไปพลางก่อน

ผบ.ตร.จึงได้สั่งการ เน้นย้ำข้าราชการตำรวจ ให้การดำเนินการเกี่ยวกับการบันทึกภาพและเสียงในขณะทำการจับและควบคุม และการแจ้งเรื่องการจับและควบคุม เป็นไปตามกฎหมาย พ.ร.บ.ฯ ดังนี้ 

1. ให้หัวหน้าหน่วยงานบริหารจัดการอุปกรณ์กล้องบันทึกภาพและเสียงที่มีอยู่เดิม ให้กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน (ส.) ฝ่ายป้องกันปราบปราม (ป.) และฝ่ายจราจร (จร.) หรือเจ้าหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่จับและควบคุมตัวเป็นหลักก่อน และหากไม่เพียงพอให้จัดให้กับเจ้าหน้าที่ที่เข้าเวรปฏิบัติหน้าที่ประจำวันก่อน  
2. การบันทึกภาพและเสียง ตามมาตรา 22 วรรคหนึ่ง ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้รับผิดชอบ บันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องในขณะจับและควบคุมจนกระทั่งส่งตัวให้พนักงานสอบสวนหรือปล่อยตัวบุคคลดังกล่าวไป โดยให้ใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์บันทึกภาพและเสียงที่รัฐจัดหาให้ หรือในกรณีจำเป็นอาจใช้อุปกรณ์อื่นใดที่สามารถบันทึกภาพเหตุการณ์และเสียงได้ชัดเจนเพียงพอ เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยที่ไม่สามารถกระทำได้ก็ให้บันทึกเหตุนั้นเป็นหลักฐานไว้ในตามแบบบันทึกการควบคุมตัวที่ ตร.ได้ดำเนินการทำเป็นแนวทางการปฏิบัติ
3. การแจ้งการควบคุมตัวไปยังพนักงานอัยการ และนายอำเภอท้องที่ที่มีการจับกุม หรือผู้อำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติการ ตาม ม.22 วรรคสอง เบื้องต้นให้ใช้วิธีประสานแจ้งไปยังศูนย์รับแจ้งของสำนักงานอัยการสูงสุด และกรมการปกครอง ซึ่งได้แจ้งแนวทางไปยังหน่วยแล้ว  พร้อมให้จัดทำสมุดคุมการแจ้ง ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ ชื่อผู้ต้องหา ข้อหา เจ้าหน้าที่ผู้แจ้ง - ผู้รับแจ้งพร้อมหมายเลขโทรศัพท์ วัน เวลาที่แจ้ง
4. การจัดเก็บบันทึกข้อมูลภาพและเสียง ในเบื้องต้นให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้รับผิดชอบในการจับและควบคุมตัว บันทึกข้อมูลภาพและเสียงลงในเครื่องคอมพิวเตอร์หน่วยงานของตนเองไปพลางก่อน   โดยในการเก็บข้อมูลให้จัดทำให้ปรากฎชื่อและนามสกุลของผู้ถูกจับ พร้อมทั้งหมายเลขประจำวันไว้ด้วย  ส่วนการจัดเก็บในระบบภาพรวม ตร. ขณะนี้ สทส. อยู่ระหว่างการจัดหาระบบจัดเก็บข้อมูลภาพและเสียงในระบบ CRIMES ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในเดือน ส.ค.66 

กองกำลังสุรนารี จัดกิจกรรมแข่งขันกีฬาเชื่อมความสัมพันธ์ ระหว่าง 3 ประเทศ ตามโครงการ “หมู่บ้านเข้มแข็งคู่ขนานตามแนวชายแดน”

วันที่ 18 พฤษภาคม 2566 ที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี พลโท สวราชย์  แสงผล แม่ทัพภาคที่ 2  เป็นประธานมอบรางวัล กับ นักกีฬา 3 ประเทศ ในการแข่งขันกีฬาเชื่อมความสัมพันธ์ ระหว่าง 3 ประเทศ ตามโครงการ “หมู่บ้านเข้มแข็งคู่ขนานตามแนวชายแดน” โดยในช่วงเช้า มี พลตรี วีรยุทธ  รักศิลป์ ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี พลโท เจีย  โซะเพียะ รองผู้บัญชาการประจำยุทธการบริเวณด้านภูมิภาคทหารที่ 4 พื้นที่ 2 และท่าน อำนวย  สุริยการ รักษาการหัวหน้าแผนกการต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว ร่วมเป็นประธานเปิด กิจกรรมการแข่งขันกีฬาเชื่อมความสัมพันธ์ ระหว่าง 3 ประเทศ ตามโครงการ “หมู่บ้านเข้มแข็งคู่ขนานตามแนวชายแดน” โดยมี วัตถุประสงค์ เพื่อให้หน่วยทหาร และส่วนราชการด้านความมั่นคง รวมถึงประชาชนในโครงการ “หมู่บ้านเข้มแข็งคู่ขนานตามแนวชายแดน” ของทั้ง 3 ประเทศ ได้มีกิจกรรมร่วมกัน

เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่าง 3 ประเทศ โดยใช้กีฬาเป็นสื่อกลาง เพื่อส่งเสริมความมั่นคงตามแนวชายแดน ให้มีความยั่งยืน และมีเสถียรภาพ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมการแข่งขัน จำนวน 240 คน มีส่วนราชการ และประชาชน จากประเทศไทย สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว และประเทศกัมพูชา มีการแข่งขันกีฬา 4 ประเภทกีฬา ประกอบไปด้วย ฟุตบอลชาย เปตอง วอลเล่ย์บอล และ กอล์ฟ VIP  แบ่งเป็น 4 ทีม  มี ทีมไทย (กองทัพภาคที่ 2 และกองกำลังสุรนารี) จำนวน 60 นาย ทีมไทย (ม.ราชภัฏอุบลราชธานี และส่วนราชการ) จำนวน 60 คน  ทีม สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว (แขวงจำปาสัก) จำนวน 60 คน และทีมประเทศกัมพูชา (ภูมิภาคทหารที่ 4 และ พลสนับสนุนที่ 3) จำนวน 60 คน 


ปุรุศักดิ์  แสนกล้า  ข่าว/ภาพ

ผบ.ทร.เป็นประธานกิจกรรมเทิดพระเกียรติ "พระอาจารย์พระองค์แรกของนักเรียนนายเรือ”  

พลเรือเอก เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในกิจกรรมเทิดพระเกียรติ "พระอาจารย์พระองค์แรกของนักเรียนนายเรือ” โดยมีพลเรือโท ประวุฒิ รอดมณี ผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรือ พร้อมด้วยนายทหารผู้ใหญ่ของโรงเรียนนายเรือ ให้การรับรอง และมีราชสกุลอาภากร สามสมอสมาคม สมาคมภริยาทหารเรือ นายทหารผู้ใหญ่ของกองทัพเรือ หัวหน้าหน่วยขึ้นตรงกองทัพเรือในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดสมุทรปราการ และข้าราชการในสังกัดเข้าร่วมกิจกรรมฯ ณ โรงเรียนนายเรือ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อรำลึกถึงพระกรุณาคุณของพระองค์ท่าน ที่ทรงมีต่อโรงเรียนนายเรือ กองทัพเรือและประเทศชาติ

โดยมีกิจกรรมต่างๆ ดังนี้ เวลา 09.20 น.พิธีถวายสักการะ กล่าวสดุดี และร้องเพลงพระนิพนธ์จำนวน 3 เพลง(ดาบของชาติ เดินหน้า ดอกประดู่) เทิดพระเกียรติฯ ณ พระอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรฯ  
เวลา 09.45 น.พิธีเปิด และชมนิทรรศการเทิดพระเกียรติกรมหลวงชุมพรฯ ในชื่อ“เสด็จเตี่ยของนักเรียนนายเรือ สืบสานคำสอนเสด็จเตี่ยจวบจนปัจจุบัน" เวลา 10.00 น. กิจกรรมเสวนา “เสด็จเตี่ยของนักเรียนนายเรือ” โดยมีผู้ให้ความรู้งานเสวนา ได้แก่ หม่อมราชวงศ์ อภิเดช อาภากร พลเรือเอก ไพโรจน์ แก่นสาร พลเรือเอก จุมพล ลุมพิกานนท์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ด็อกเตอร์ รังสิพันธุ์ แข่งขัน และมีคุณเบส อรพิมพ์ รักษาผล เป็นพิธีกรดำเนินการเสวนา ณ หอประชุมภูติอนันต์ โรงเรียนนายเรือ 

ทั้งนี้ ระหว่างวันที่ 16 -19 พฤษภาคม 2566 เวลา 08.30 น. -17.00 น. โรงเรียนนายเรือได้เปิดให้หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน นักเรียนนักศึกษา ตลอดจนประชาชนที่มีความสนใจเข้ามาสักการะพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และนิทรรศการเทิดพระเกียรติฯ  ตามห้วงเวลาดังกล่าว

โดยสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ กองกิจการพลเรือน กองบัญชาการโรงเรียนนายเรือ  โทร.02 475 7403 02 475 3963


นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี รายงาน 0909535645

จันทบุรี-กองทัพเรือ ฝึกการสนธิกำลังดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของกำลังรบจากเหล่าทัพต่าง ๆ อันจะนำไปสู่การวางแผนการใช้กำลังทางทหารและการปฏิบัติการรบร่วมที่มีประสิทธิภาพ

วันนี้ (18 พ.ค.66 ) ที่ สนามฝึกกองทัพเรือ หมายเลข 16 บ้านจันทเขลม (จัน-ทะ-เขม) อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี พลเรือเอก เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พร้อมคณะนายทหารระดับสูงของกองทัพเรือ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการฝึก ชมการสาธิตสนธิกำลังดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง ในการฝึกกองทัพเรือ ประจำปี 2566 โดยมีพลเรือโท เผดิมชัย สุคนธมัต ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน,นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ตลอดจนข้าราชการระดับสูงในพื้นที่ ให้การต้อนรับ 

การตรวจเยี่ยมการฝึกของผู้บัญชาการทหารเรือ และคณะในวันนี้ นอกจากจะทำให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพเรือได้รับทราบรายละเอียดการปฏิบัติในการฝึก และทราบถึงขีดความสามารถ ตลอดจนความพร้อมในการปฏิบัติการของหน่วยต่าง ๆ ที่เข้ารับการฝึกแล้ว ยังเป็นแนวทางที่เปิดโอกาสให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้ใกล้ชิดผู้บังคับบัญชาชั้นสูง อันจะเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับกำลังพลที่เข้ารับการฝึกกองทัพเรือ ได้ตระหนักในหน้าที่หลัก ด้านการเตรียมความพร้อมของกำลังรบทางเรือเพื่อการป้องกันประเทศ โดยการพัฒนากำลังพลและระบบยุทโธปกรณ์ให้มีความพร้อมในการปฏิบัติการทางทหาร ในฐานะหน่วยงานหลักด้านความมั่นคงทางทะเลของประเทศไทย ในการเตรียมกำลังให้เกิดความพร้อม เพื่อปฏิบัติตามแผนป้องกันประเทศผ่านการฝึก ทั้งนี้ กองทัพเรือได้กำหนดให้หน่วยกำลังรบในทุกระดับ ดำเนินการเตรียมความพร้อมในระดับหน่วยตามความเชี่ยวชาญเฉพาะของกิจที่ได้รับ จนถึงการบูรณาการกำลังขนาดใหญ่เข้าด้วยกัน เพื่อฝึกการปฏิบัติการภายใต้สถานการณ์การฝึกตามแผนป้องกันประเทศในแต่ละด้านโดยกำหนดแนวคิดหลักอ้างอิงจากสถานการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุดไว้ในการฝึกกองทัพเรือประจำปี ซึ่งนอกจากจะเป็นการเตรียมความพร้อมของกำลังรบในการปฏิบัติการแล้ว การฝึกกองทัพเรือยังเป็นการทดสอบแผนการปฏิบัติระบบการควบคุมการบังคับบัญชา ระบบการสื่อสารและระบบการส่งกำลังบำรุงในภาพรวม ตลอดจนเป็นการทดสอบการปฏิบัติการร่วมระหว่างเหล่าทัพอีกด้วย รวมทั้งเพิ่มประสบการณ์ในเรื่องการจัดทำแผนการฝึกปัญหาที่บังคับการ การดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง และการควบคุมบังคับบัญชา การประสานการยิงสนับสนุนอากาศ - พื้นดิน การติดต่อสื่อสาร การต่อต้านข่าวกรองของข้าศึก และการประสานการปฏิบัติร่วมกันให้มีความเข้าใจในหน้าที่ของกันและกัน โดยมีหัวข้อการฝึกที่สำคัญ คือ การฝึกแลกเปลี่ยน/ปรับมาตรฐาน (ปืนใหญ่) การฝึกแลกเปลี่ยน/ปรับมาตรฐาน (ทหารราบ) การฝึกยิงจรวดนำวิถี TOW การสนับสนุนทางอากาศ การส่งกลับสายแพทย์ และการฝึกดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง ซึ่งกำลังที่เข้าร่วมฝึกจัดจาก กองพันทหารราบที่ 1 กองพันทหารราบที่ 6 กองพันรถถัง กองพันรถสะเทินน้ำสะเทินบก และกองพันลาดตระเวน ในสังกัดกองพลนาวิกโยธิน หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ประกอบด้วย กำลังทหารนาวิกโยธิน พร้อมยุทโธปกรณ์ อาทิ ปืนใหญ่ ขนาด 155 มม. ปืนใหญ่ขนาด 105 มม. ปืนต่อสู้อากาศยาน ขนาด 40/60 มม. ยานเกราะล้อยาง แบบ BRT รถสะเทินน้ำสะเทินบก (AAV) และรถฮัมวี่ติดจรวดนำวิถี TOW กำลังจากกองพันรักษาฝั่งที่ 12กรมรักษาฝั่งที่ 1 หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง พร้อมยุทโธปกรณ์ คือ ปืนใหญ่รักษาฝั่ง ขนาด 155 มม.

องคมนตรี เป็นประธานประสาทอนุปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา วิทยาลัยชุมชนยะลา ประจำปีการศึกษา 2565

วันนี้ (18 พฤษภาคม 2566) ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา พลเอกกัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี เป็นประธานในพิธีประสาทอนุปริญญาบัตรผู้สำเร็จการศึกษา ของวิทยาลัยชุมชนยะลา ประจำปีการศึกษา 2565

ซึ่งมีผู้สำเร็จการศึกษาของวิทยาลัยชุมชนจังหวัดยะลา จำนวน 346 คนจำแนกเป็นสาขาวิชาการจัดการ สาขาวิชาการปกครองท้องถิ่น สาขาวิชาการพัฒนาชุมชน สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ สาขาวิชาเทคโนโลยีการเกษตร สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน

โดยมีสภามหาวิทยาลัยชุมชน คณาจารย์ของวิทยาลัย เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา และหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ร่วมในพิธี
พลเอกกัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี มีความยินดีและรู้สึกเป็นเกียรติในการเป็นประธานมอบประสาทอนุปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาวิทยาลัยชุมชนยะลา ขอแสดงความยินดีและชื่นชมแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ขอให้ยึดมั่นในคำปฏิญาณ อย่างไรก็ตาม การสำเร็จการศึกษา

แสดงให้เห็นถึงความมีความมุ่งมั่น วิริยะอุตสาหะในการศึกษาเล่าเรียนจนประสบความสำเร็จ นำมาซึ่งความภาคภูมิใจของผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้การศึกษานอกจากจะทำให้เป็นผู้มีความรู้ ก็ขอให้นำหลักการที่สำคัญไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต การประกอบอาชีพและการพัฒนาคุณภาพงาน

เพื่อส่งผลดีต่อการพัฒนาบ้านเมือง จังหวัดชายแดนภาคใต้ และประเทศชาติต่อไป
สำหรับวิทยาลัยชุมชนจังหวัดยะลา เป็นสถาบันอุดมศึกษา สังกัดสถาบันวิทยาลัยชุมชน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดตั้งขึ้นเพื่อให้คนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ขาดโอกาสทางการศึกษา ได้เข้ามาศึกษาในระดับอุดมศึกษา ด้วยค่าใช้จ่ายที่ถูก เรียนใกล้บ้านและพัฒนาอาชีพให้กลุ่มเปราะบางทุกช่วงวัย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

ก.แรงงาน เปิดตัวโครงการส่งเสริมอาชีพ ปั้นแรงงานสู่ผู้ประกอบการร้านสตรีทฟู๊ด สร้างงาน เพิ่มรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจ

วันที่ 18 พฤษภาคม 2566 นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานกล่าวเปิดงานกิจกรรมเปิดตัวโครงการพัฒนาส่งเสริมอาชีพผู้ประกอบการร้านสตรีทฟู้ด (Street Food) กระทรวงแรงงาน
โดยมี นายประทีป ทรงลำยอง รองปลัดกระทรวงแรงงาน นางสาวกรจิรัฏฐ์ พงจันทร์ศธร ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน และบุคลากรหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมในครั้งนี้ด้วย ณ ห้องวายุภักษ์ 3 - 4 ชั้น 4 อาคารวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทรา บายเซ็นทารา ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 

นายบุญชอบ กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจากปัจจัยของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด -19 คลี่คลายลง ทำให้ภาคธุรกิจสตาร์ทอัพและเอสเอ็มอีด้านอาหารและเครื่องดื่มเร่งปรับตัวนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาให้บริการ รวมทั้งเชื่อมโยงธุรกิจร้านสตรีทฟู้ดเพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น จากข้อมูลของยูโรมอนิเตอร์ พบว่า ในปี 2564 ประเทศไทยมีผู้ประกอบการร้านสตรีทฟู้ด (Street Food) อยู่มากกว่า 560,000 ราย และมีมูลค่ากว่า 3.4 แสนล้านบาท มีอัตราการเติบโตประมาณร้อยละ 5 ต่อปี ซึ่งสะท้อนถึงความนิยมในร้านอาหารสตรีทฟู้ดของประเทศไทยเป็นอย่างดีทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาในประเทศ เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจปีละกว่า 2.21 ล้านล้านบาท รัฐบาลจึงได้เร่งผลักดันให้สตรีทฟู้ดของไทยเกิดการขยายตัวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่ประชาชน 

นายบุญชอบ กล่าวต่อว่า การเปิดตัวโครงการพัฒนาส่งเสริมอาชีพผู้ประกอบการร้านสตรีทฟู้ดในวันนี้
กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงานจัดขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ว่างงานให้มีโอกาสเข้าสู่อาชีพรวมถึงผู้ประกอบการร้านสตรีทฟู้ดเดิมให้มียอดขายเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 - 2580) ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ภายใต้ 4 กิจกรรม ประกอบด้วย การเปิดตัวโครงการในกรุงเทพมหานครในวันนี้ กิจกรรมจัดฝึกอบรมให้แก่ผู้สนใจประกอบอาชีพสตรีทฟู้ดรายใหม่ 300 รุ่น เป้าหมายจำนวน 15,000 คน เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าสู่เส้นทางอาชีพร้านสตรีทฟู้ด และจัดฝึกอบรมให้แก่ผู้ประกอบอาชีพสตรีทฟู้ดรายเดิม 300 รุ่น เป้าหมายจำนวน 15,000 คน กิจกรรมแสดงร้านค้าสตรีทฟู้ด จำนวน 5 ครั้ง 

ตำรวจไซเบอร์ รวบเจ้าแม่ซิมผีเมืองยโสลงทะเบียนพร้อมใช้ เปิดทางแก๊งคอลเซ็นเตอร์ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.วรวัฒน์  วัฒน์นครบัญชา  ผบช.สอท. ได้สั่งการให้ให้มีตรวจสอบการกระทำความผิดตามสื่อสังคมออนไลน์ ระดมกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งขบวนการซื้อขายซิมผีบัญชีม้า 
สร้างความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.สอท.3 สืบสวนติดตามพฤติกรรมสมาชิกกลุ่มเฟสบุ๊ค “ซิม sim” ตรวจพบการซื้อขายซิมโทรศัพท์ที่ถูกลงทะเบียนแล้วโดยบุคคลอื่น โดยได้มีซึ่งผู้ใช้เฟสบุ๊ค ชื่อ “คุณนุ่น เบอร์มงคล” 

ทำการโพสต์ข้อความระบุว่า “ดีแทคลงทะเบียนไม่เปิดเบอร์มี 300 เบอร์” จึงได้ออกอุบายติดต่อซื้อซิมโทรศัพท์ดังกล่าว โดยผู้ต้องหาแจ้งให้ชำระเงินเข้าบัญชีธนาคาร ชื่อบัญชี นางสาววรภาชา บุญเล่ห์ กระทั่งได้รับพัสดุจึงตรวจสอบพบว่าเป็นซิมการ์ดที่ถูกลงทะเบียนด้วยบุคคลอื่นที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ ถูกส่งมาจากบ้านแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลสงยาง อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร ซึ่งจากการตรวจสอบพบเป็นที่อยู่อาศัยของ นางสาววรภาชาฯ โดยข้อมูลตรงกันกับชื่อบัญชีและข้อมูลที่ให้ไว้ในการจัดส่งพัสดุ

ต่อมาในวันที่ (17 พ.ค.66) พล.ต.ต.สถิตย์ พรมอุทัย ผบก.สอท.3 สั่งการ พ.ต.อ.มรกต แสงสระคู ผกก.2 บก.สอท.3 เร่งรัดนำทีมสืบสวนพร้อมหมายค้นศาลจังหวัดยโสธรเข้าทำการตรวจค้นบ้านพักหลังดังกล่าว พบนางสาววรภาชาฯ แสดงตัวเป็นเจ้าของบ้านและนำตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบซิมการ์ดโทรศัพท์พร้อมหมายเลขเบอร์โทรศัพท์ จำนวน 26 ซิมการ์ด และตรวจพบกล่องพัสดุ บรรจุหีบห่อเตรียม ส่งสินค้าให้กับลูกค้าโดยจ่าหน้าซองผู้ต้องหาในช่องผู้ส่ง ภายในยังพบซิมการ์ดโทรศัพท์อีก จำนวน 6 ซิม

พ.ต.อ.มรกต แสงสระคู ผกก.2 บก.สอท.3 ยังกล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบซิมทั้งหมดพบว่ามีการลงทะเบียนเป็นชื่อบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ชื่อนางสาววรภาชาฯ อีกทั้งยังไม่สามารถให้ข้อมูลได้โดยไม่ทราบว่าผู้ใดเป็น

ผู้ลงทะเบียนไม่สามารถระบุตัวตนได้ โดยบัญชีธนาคารที่พบเป็นบัญชีธนาคารที่มีชื่อเจ้าของบัญชีตรงกันกับบัญชีที่ใช้กระทำความผิด จึงได้จับกุมตัว นางสาววรภาชา บุญเล่ห์ อายุ 35 ปี ชาวจังหวัดยโสธร ในความผิดฐาน “เป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือไขข่าวโดยประการใดๆ เพื่อให้มีการซื้อหรือขายเลขหมายโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งลงทะเบียนผู้ใช้บริการในนามของบุคคลใดบุคคลหนึ่งแล้ว แต่ไม่สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการได้” พร้อมด้วยของกลาง บัญชีธนาคาร, โทรศัพท์เคลื่อนที่ และซิมการ์ดที่ลงทะเบียนพร้อมใช้อีกจำนวนมากหลายรายการ ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย

ผลการปฏิบัติภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท., พล.ต.ต.อำนาจ ไตรพจน์ รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.สถิตย์ พรมอุทัย ผบก.สอท.3, พ.ต.อ.มรกต แสงสระคู ผกก.2 บก.สอท.3  ได้สั่งการให้ พ.ต.ต.ธเนตร กาละกุล สว.กก.2 บก.สอท.3 พร้อมชุดสืบสวนดำเนินการจับกุม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top