‘พ่อแม่’ สะอื้น!! เมื่อลูกชายทาสยา ‘เผาบ้าน-เผารถ’ เหตุขอเงินซื้อน้ำมันโช๊คอัพไม่ได้ ล่าสุดคุมตัวได้แล้ว
(30 เม.ย.66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกว่า 10 นาย ระดมรถดับเพลิงกว่า 4 คัน ช่วยกันดับไฟที่กำลังลุกไหม้ บ้าน 2 ชั้น ครึ่งปูนครึ่งไม้ เลขที่ 34 หมู่ 11 ตรงข้ามศาลาประชาคม บ้านแสนสุข ต.บึงกาฬ อ.เมืองบึงกาฬ ของนายแสง แดนเขาเม็ง อายุ 73 ปี ซึ่งใช้เวลาราวกว่า 40 นาที จึงควบคุมไฟเอาไว้ได้ ข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านได้รับความเสียหายทั้งหมด
หลังเพลิงสงบ นายเชิดชัย เจริญดี รองปลัดเทศบาลเมืองบึงกาฬ และจ่าเอกพินิจ สินนาง หัวหน้าฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เข้าสอบถามผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และคณะกรรมการชุมชน ทราบว่า คนที่เผาบ้านหลังดังกล่าว คือลูกชายของเจ้าของบ้าน ทราบชื่อนายณัฐพงศ์ อายุ 31 ปี ซึ่งเป็นลูกชายเจ้าของบ้านจุดไฟเผามอเตอร์ไซค์และจุดไฟเผา เบื้องต้น หลังเผาบ้าน ได้หลบหนีไป
ด้านนายแสง ผู้เป็นพ่อ หลังกลับมาเห็นบ้านไฟไหม้ถึงกับทรุด น้ำตาไหล ยืนถือน้ำมันโช้กอัพ สะอื้อบอกกับเจ้าหน้าที่ว่า เมื่อเช้าลูกชายโทรไปขอเงิน จะซื้อน้ำมันโช้กอัพมอเตอร์ไชค์ ตนก็บอกว่าไม่มี เดี๋ยวเย็นๆ กลับมาจากวิ่งสามล้อ พอได้เงินค่าวิ่งสามล้อแล้วจะซื้อมาให้ แต่มาไม่ทัน บ้านไฟไหม้ก่อน คาดว่าลูกชายคงไม่พอใจ ที่ผ่านมาลูกชายก่อปัญหาตลอด วิ่งสามล้อได้เงินมา ก็ขอวันละ 500-600 บาท พ่อวิ่งสามล้อได้วันละ 100-200 บาท ต้องป้อนให้ลูกชาย พ่อแม่ไม่มีอะไรจะกิน ตนกับภรรยาต้องไปเช่าบ้านอยู่ที่อื่นเพราะกลัวลูกชายจะปาดคอ ครั้งนี้ขอให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีตามกฎหมาย น้ำตาก็เสียมาหลายหยดแล้ว













ตามนโยบายของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ให้ปราบปรามกลุ่มเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมที่กระทำความผิดทุกรูปแบบซึ่งสร้างความเดือนร้อนให้กับประชาชนผู้สุจริตจำนวนมาก โดยชุดลาดตระเวนออนไลน์สืบนครบาลร่วมกับชุด PCT5 ได้รับแจ้งเบาะแสพฤติกรรมของยุทธ ท่าเรือ หลอกให้ผู้เสียหายร่วมลงทุนระดมทุน โดยอ้างให้ผลตอบแทนคิดเป็น 100 เปอร์เซ็นต์ต่อปี หรือ 10 เปอร์เซ็นต์ต่อเดือนเป็นอย่างน้อย โดยใช้วิธีการให้นักลงทุนหรือลูกค้ามาทำสัญญาคู่ค้าร่วมหรือกิจการร่วมค้า และให้ค้ำประกันเป็นสลากออมสิน แต่มิได้บอกว่าสลากออมสินนั้นเปิดเป็นประเภทบุคคลธรรมดา โดยมีชื่อเป็นผู้ทรงตั๋วร่วมกับเจ้าของเงินด้วย ซึ่งถ้าเจ้าของเงินที่หลงเชื่อร่วมลงทุนไม่เข้าใจระบบการเงินจะตกเป็นเหยื่อทันที โดยผู้ก่อเหตุไม่แจ้งข้อมูลนี้ให้ผู้ที่หลงเชื่อร่วมลงทุนทราบ รวมทั้งมีพฤติการณ์หลอกให้ผู้เสียหายโอนค่าดำเนินการต่างๆ เช่น ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก ค่าทนาย ตลอดจนค่าใช้จ่ายอื่นๆ เป็นเหตุให้ได้รับความเสียหาย กว่า 2 ล้านบาท




