Monday, 20 May 2024
อีสานไทม์

กาฬสินธุ์ - รำบวงสรวงฆ้องชัยใหญ่ศักดิ์สิทธิ์อธิษฐานขอความเป็นสิริมงคล

นางรำชาวอำเภอฆ้องชัย จังหวัดกาฬสินธุ์สวมชุดผ้าพื้นเมืองกว่า 1,500 ชีวิต จัดริ้วขบวนรำบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์และฆ้องชัยมหามงคลขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ที่บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอฆ้องชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ พร้อมบูชาหลวงปู่เทพศากยมุนีศรีฆ้องชัย และเหรียญเสมารุ่นฉลองครบรอบการก่อตั้งอำเภอ 24 ปี เพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมอธิษฐานขอความร่มเย็นเป็นสุขก่อนเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ ไม่ประสบปัญหาพายุฤดูร้อน และขอให้ประเทศไทยผ่านพ้นสถานการณ์โควิด-19

ที่บริเวณลานฆ้องชัยมหามงคล หน้าที่ว่าการอำเภอฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์ พระครูโอภาสชยานุกูล เจ้าคณะอำเภอฆ้องชัย เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายศิวัชฐ์ ระวังกุล นายอำเภอฆ้องชัย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ลานฆ้องชัยมหามงคล โดยมีพระอาจารย์สุริยันต์ โฆสปัญโญ เจ้าอาวาสวัดป่าวังน้ำเย็น จ.มหาสารคาม พร้อมด้วยคณะสงฆ์ ข้าราชการ ผู้นำชุมชน ประชาชน ร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก และมีมาตรการคัดกรองและป้องกันโควิด-19 ผู้เข้าร่วมงาน

ทั้งนี้หลังประกอบพิธีบวงสรวง หน้าฆ้องชัยมหามงคล พระเกจิสมณศักดิ์ 9 รูป เจริญพระพุทธมนต์ สวดชยันโตและปะพรมน้ำมนต์ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่สถานที่ และผู้เข้าร่วมพิธีแล้ว จากนั้นเหล่านางรำ ซึ่งแต่งกายด้วยชุดเสื้อผ้าพื้นเมืองจำนวนกว่า 1,500 ชีวิต จัดริ้วขบวนรำบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างสวยงาม และพร้อมเพียงกัน

นายศิวัชฐ์ ระวังกุล นายอำเภอฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ในโอกาสปี 2564 เป็นปีครบรอบ 24 ปีการก่อตั้งอำเภอฆ้องชัย  เพื่อร่วมกันสร้างสัญลักษณ์ในโอกาสครบรอบ 24 ปีดังกล่าว คณะสงฆ์รวมทั้งข้าราชการ ผู้นำชุมชน พ่อค้า ประชาชน จึงมีมติร่วมกันจัดสร้างหลวงปู่เทพศากยมุนีศรีฆ้องชัยองค์ใหญ่ ขนาดหน้าตัก 9 เมตร สูง 21 เมตร เพื่อเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ประดิษฐานบริเวณด้านหน้าที่ว่าการอำเภอ โดยกำหนดประกอบพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อบอกกล่าวพระภูมิเจ้าที่ รุกขเทวดาทั้งหลาย เพื่อความเป็นสิริมงคลสำหรับการจัดสร้างหลวงปู่เทพศากยมุนีศรีฆ้องชัย ซึ่งทุกคนที่เข้าร่วมพิธี ต่างน้อมจิตอธิษฐานขอความร่มเย็นเป็นสุขก่อนเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ ไม่ให้ประสบปัญหาพายุฤดูร้อน และขอให้ประเทศไทยผ่านพ้นสถานการณ์โควิด-19 ไปให้ได้

นายศิวัชฐ์ กล่าวอีกว่า ในการจัดสร้างพระพุทธรูปหลวงปู่เทพศากยมุนีศรีฆ้องชัยดังกล่าว เพื่อให้พุทธศาสนิกชนทั่วไป ตลอดจนผู้มีจิตศรัทธาได้มีส่วนร่วม จึงได้มีประชาสัมพันธ์เชิญชวน ร่วมเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการจัดสร้าง โดยสั่งจองหลวงปู่เทพศากยมุนีศรีฆ้องชัย ขนาดบูชา 3 ขนาด คือ พระบูชา ขนาด 9 นิ้ว, พระบูชา ขนาด 5 นิ้ว และเหรียญบูชาเหรียญเสมา "รุ่นฉลองครบรอบการก่อตั้งอำเภอ 24 ปี” เนื้อทองเหลือง พร้อมเลี่ยมกรอบและสร้อยไมคอน ทั้งนี้ เพื่อนำรายได้ ดำเนินการจัดสร้างพระพุทธรูปหลวงปู่เทพศากยมุนีศรีฆ้องชัย และพัฒนาลานฆ้องชัย ซึ่งมีฆ้องชัยขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เส้นผ่าศูนย์กลาง 10 เมตรเป็นสัญลักษณ์ ให้เป็นสถานที่แหล่งท่องเที่ยวประจำ อ.ฆ้องชัย ที่จะสามารถดึงดูดความสนใจทั้งจากนักท่องเที่ยวทั่วไป ได้แวะเวียนมาเยี่ยมชมกันมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะสร้างรายได้ให้กับประชาชนชาวฆ้องชัยได้อย่างยั่งยืน

นายศิวัชฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่าสำหรับพิธีพุทธาภิเษกพระพุทธรูปหลวงปู่เทพศากยมุนีศรีฆ้องชัย กำหนดวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 พิธีเททองหล่อและพิธีวางศิลาฤกษ์พระพุทธรูปหลวงปู่เทพศากยมุนีศรีฆ้องชัย พร้อมรับวัตถุมงคลวันที่ 1 มิถุนายน 2564 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 24 ปีก่อตั้งเป็นอำเภอ ทั้งนี้ ผู้มีจิตศรัทธาสนใจร่วมทำบุญ และสั่งจองพระพุทธรูปและเหรนียญบูชา สามารถติดต่อได้ที่ที่ทำการปกครอง อ.ฆ้องชัย 0631870804  ธ.ก.ส.สาขาฆ้องชัย หรือโอนเงินเข้าบัญชีกองทุนสร้างพระองค์ใหญ่ หลวงปู่เทพศากยมุนีศรีฆ้องชัย และพัฒนาลานฆ้องชัย เลขที่บัญชี 020144546976

ทั้งนี้ ประวัติความเป็นมาของอำเภอฆ้องชัย จากคำบอกเล่าของบรรพบุรุษ เมื่อประมาณ 285 ปีมาแล้ว ในวันธรรมสวนะช่วงใกล้สว่างประมาณ ตี 3 หรือ ตี 4 จะมีเสียงฆ้องใหญ่ดังกังวานขึ้นมาจากหนองน้ำกุดฆ้องบึงขยอง แหล่งน้ำสาธารณะประจำ ต.ฆ้องชัยพัฒนา ซึ่งเสียงดังกล่าวคล้ายกับเสียงพระตีฆ้องตีกลอง หรือภาษาอีสานเรียกว่า “ตีกลองดึก” เพื่อเป็นสิริมงคลในการตั้งชื่อกิ่งอำเภอ ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2540 จึงได้นำเอานาม “ฆ้องชัย” จากชื่อ ต.ฆ้องชัยพัฒนา มาตั้งเป็นชื่อกิ่งอำเภอฆ้องชัย ก่อนที่จะยกฐานะเป็นอำเภอฆ้องชัยในปี 2550


ภาพ/ข่าว  ณัฐพงษ์  ประชากูล จ.กาฬสินธุ์

ขอนแก่น - ญาติผู้ต้องขังยังคงเดินทางมาเยี่ยมภายในเรือนจำกลางขอนแก่นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากยังไม่ทราบประกาศของทางกรมราชทัณฑ์ ที่มีการประกาศงดเยี่ยมทุกเรือนจำทั่วประเทศจากสถานการณ์โควิด-19

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 6 เม.ย.2564 ผู้สื่อข่าวไปสังเกตการณ์บริเวณหน้าอาคารเยี่ยมญาติภายในเรือนจำกลางขอนแก่น เขตเทศบาลนครขอนแก่น หลังจากกรมราชทัณฑ์ ประกาศงดเยี่ยมญาติทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย. ที่ผ่านมา พบว่ายังคงมีญาติผู้ต้องขังทยอยมาเยี่ยมญาติที่ถูกคุมขังในเรือนจำ ซึ่งส่วนใหญ่มาเป็นครอบครัว บางครอบครัวมาจากต่างจังหวัด แต่ต้องผิดหวัง เนื่องจากเรือนจำติดประกาศงดเยี่ยมไว้ที่กระจกหน้าอาคาร ในขณะเดียวกันก็มีเจ้าหน้าที่มาอธิบาย และทำความเข้าใจการงดเยี่ยม รวมถึงแนะนำการเยี่ยมผ่านกลุ่มไลน์ ซึ่งญาติพี่น้องต่างก็เข้าใจ แต่ยังคงมีผู้สูงอายุที่ต้องการฝากเงินให้ลูก แต่ใช้แอบพลิเคชันไม่เป็น เจ้าหน้าที่จึงแนะนำวิธีใช้และเชิญเข้าร่วมกลุ่มไลน์ญาติผู้ต้องขังเรือนจำกลางขอนแก่น ซึ่งญาติพอใจอย่างมาก และเชื่อว่า เจ้าหน้าที่และผู้ต้องขังปลอดภัยจากไวรัสโควิด-19 ทุกคน

นายกฤติพงษ์ แสนสุข  ผู้อำนวยการส่วนควบคุมผู้ต้องขัง เรือนจำกลางขอนแก่น เปิดเผยกับผู้สื่อข่าว ถึงมาตรการรับตัวผู้ต้องหาจากตำรวจ เข้าเป็นผู้ต้องขังในเรือนจำกลางขอนแก่น ในช่วงที่มีการระบาดของโควิด19 และกรมราชทัณฑ์ กำหนดมาตรการเข้ม ประกาศงดเยี่ยมญาติทั่วประเทศว่า การงดเยี่ยมผู้ต้องขังในเรือนจำกลางขอนแก่นนั้น ปฏิบัติตามนโยบายของกรมราชทัณฑ์ หลังพบเจ้าหน้าที่และผู้ต้องขัง ที่จังหวัดนราธิวาส ติเชื้อโควิด19 ฉะนั้นเพื่อเป็นการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อดังกล่าวกรมราชทัณฑ์ จึงประกาศงดเยี่ยมญาติทางห้องเยี่ยมญาติในเรือนจำตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย.เป็นต้นไป จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

"การรับต้องผู้ต้องหาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อนจะเข้ามาเป็นผู้ต้องขังในเรือนจำกลางขอนแก่นอีกว่า เรือนจำกลางขอนแก่นจะต้องทำการตรวจวัดอุณหภูมิในร่างกายให้เรียบร้อย หากอุณหภูมิเกินก็ไม่รับและต้องส่งตัวไปรักษาต่อ แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยพบผู้ต้องหาที่รับเข้ามาในเรือนจำกลางขอนแก่นมีอุณหภูมิเกิน โดยเมื่อรับเข้ามาเป็นผู้ต้องขังแล้ว ทุก ๆ คนจะต้องเข้าในพื้นที่กักตัวตามมาตรการทางสาธารณสุข โดยต้องกักตัว14 วัน ในทุก ๆ วัน จะมีเจ้าหน้าที่แพทย์และพยาบาล เข้าตรวจร่างการ วัดอุณหภูมิในร่างกายว่าปกติหรือไม่ และทุกคนจะต้องกินนอนในพื้นที่กักตัวจนครบ เมื่อครบแล้วจึงจะออกจากที่กักตัวได้ และเมื่อออกจากสถานที่กักตัวมาอยู่ร่วมกับผู้ต้องขังในแดนหญิงหรือแดนชาย ผู้ต้องขังทุกคนจะต้องใส่หน้ากากอนามัยและมีเจลแอลกอฮอล์ล้างมือติดตัวทุกคน เพื่อให้ทุกคนรวมถึงเจ้าหน้าที่ ที่ดูแลในเรือนจำกลางมีความปลอดภัยจากโควิด -19 กันทุกคน"

นายกฤติพงษ์ กล่าวต่ออีกว่า  สำหรับอาคารสถานที่ภายในเรือนจำกลางขอนแก่น จะมีการล้างทำความสะอาดอยู่บ่อย ๆ รวมถึงยานพาหนะที่จะเข้ามาส่งสิ่งของในเรือนจำกลางขอนแก่น หรือยานพาหนะจากสถานที่อื่นที่จะเขในเรือนจำกลางขอนแก่นนั้น มาได้แค่ด้านหน้า จากนั้นเจ้าหน้าที่ของเรือนจำกลางขอนแก่น จะทำการขับรถเข้าไปภายใน รวมถึงการฉีดล้างยางรถยนต์ให้สะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด- 19 อย่างเข้มงวดด้วย

ขณะที่ นางสุเพ็ญ ทองนาคะ ผู้อำนวยการส่วนสวัสดิการผู้ต้องขัง เรือนจำกลางขอนแก่น กล่าวว่า สำหรับการงดเยี่ยม ตามที่กรมราชทัณฑ์ประกาศงดเยี่ยมผู้ต้องขังในเรือนจำนั้น เรือนจำกลางขอนแก่นก็ถือปฏิบัติเป็นนโยบายสำคัญ โดยเรือนจำกลางขอนแก่นได้มีการประกาศในเพจเฟซบุ๊กของเรือนจำกลางขอนแก่นและกลุ่มไลน์สื่อสารญาติของเรือนจำกลางขอนแก่น ให้ทุกคนได้ทราบ และเพื่อให้ญาติและผู้ต้องขังเข้าใจ เรือนจำกลางขอนแก่น ได้มีการประกาศให้ผู้ต้องขังทั้งแดนชายและแดนหญิง ได้ทราบว่า มีการระบาดของโควิด- 19ทุกคนต้องมีความปลอดภัย

"ในส่วนของกลุ่มไลน์นั้นหากญาติเข้ามาในกลุ่มไลน์ ทุกข้อความที่เคลื่อนไหว ทั้งการเยี่ยมผู้ต้องขัง และการสั่งซื้อสินค้าทางไลน์ รวมถึงการฝากเงิน และการจัดคิวเยี่ยมทางไลน์ ทุก ๆ ความเคลื่อนไหว ผบ.เรือนจำจะเห็นทุกข้อความ ส่วนการฝากเงินนั้น เรือนจำกลางขอนแก่น มีบริการฝากเงินด้วยระบบธนาคารพาณิชย์ ทำการโอนผ่านธนาคาร ซึ่งจะถึงผู้ต้องขังเช่นเดิม รวมถึงการเงินส่งทางธนาณัติก็มีบริการเช่นกัน  แต่หากพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ ที่ไม่เชี่ยวชาญหรือเล่นโซเชียลไม่เป็น ก็ขอให้ลูกหลานญาติพี่น้องคอยกำกับดูแล หรือถ้ามีโอกาสมาที่เรือนจำกลางขอนแก่น  จะมีเจ้าหน้าที่แนะนำการเข้าถึงกลุ่มไลน์ญาติผู้ต้องขัง"

นางสุเพ็ญ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การเยี่ยมญาติทางไลน์ เรือนจำกลางก็มีเครื่องมือและจอคอมพิวเตอร์ให้บริการไว้อย่างพร้อมเพรียง แต่ญาติต้องจองคิวในช่วงวันปกติ เพราะการเยี่ยมไม่มีวันหยุด ญาติสามารถพูดคุยกับผู้ต้องขังได้ในครั้’ละ 15  นาที โดยทางเรือนจำกลางขอนแก่น จะมีการจัดกลุ่มมาพูดคุยกับญาติครั้งละ 10 คน จึงยืนยันว่าการงดเยี่ยมคือไม่ได้เห็นตัวเป็นๆของญาติมายืนตรงหน้า แต่ทุกคนยังสามารถเจอกัน คุยกันได้ในไลน์ได้ทุกวัน ไม่มีวันหยุด อย่างไรก็ตามเรือนจำกลางขอนแก่น ได้ปิดประกาศและการปฏิบัติตัวของญาติไว้ที่กระจกหน้าห้องเยี่ยมญาติ ว่าญาติสามารถเยี่ยมผู้ต้องขังได้ผ่านช่องทาง Application Line,ฝากเงินให้ผู้ต้องขังผ่านทางธนาณัติ สั่งจ่าย ปณ.ศรีจันทร์ หรือ ปณ.ขอนแก่น,ฝากเงินผ่านทางธนาคารกรุงไทย หรือ Krungthai Next,ให้ญาติสามารถสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทาง Application Line ตามปกติ, ให้ญาติส่งจดหมายผ่านทาง Application Lineและจดหมายปกติ หากสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติหรือมีการเปลี่ยนแปลง เรือนจำกลางขอนแก่น จะแจ้งให้ทราบต่อไป

นครพนม - ผู้ว่านครพนม ลมออกหู สั่งสอบผู้ประกอบการท่าทราย 10 ล้าน จ่อถอนใบอนุญาตขึ้นแบล็คลิส

ผู้ว่านครพนม เอาจริง สั่งสอบผู้ประกอบการท่าทราย บางรายฉวยโอกาสเลี่ยงจ่ายภาษีให้ท้องถิ่น ติดต่อหลายปี พบมูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ตั้งคณะทำงานตรวจสอบ จับตากลุ่มเลี่ยงภาษี ทำรัฐเสียหาย ฉวยโอกาสลักลอบนำเข้าส่งออกสิ่งของผิดกฎหมาย แรงงานต่างด้าว ยาเสพติด พบสั่งเพิกถอนใบอนุญาตทันที ขึ้นแบล็คลิส ย้ำผู้ประกอบการอย่าเห็นแก่ได้ ต้องทำตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2564 นายไกรสร กองฉลาด ผวจ.นครพนม เปิดเผยเกี่ยวกับกรณีปัญหากิจการดูดทรายในพื้นที่ จ.นครพนม ยอมรับว่า ปัจจุบันยังคงมีปัญหา มีผู้ประกอบการบางราย ที่ฉวยโอกาสขออนุญาตดูดทราย ทั้งนำเข้า ซึ่งเป็นส่วนที่ศุลกากรดูแลรับผิดชอบ ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร มาตรา 86 วรรค 2 เกี่ยวกับการขออนุญาตนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ในส่วนของจังหวัดนครพนม จะดูแลเรื่องความมั่นคง รวมถึงในมาตรา 9 ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการขออนุญาตให้ดูดทราย พ.ศ.2546 โดยเป็นการดูดทรายในราชอาณาจักร แต่จะต้องไม่เป็นพื้นที่มีเขื่อนป้องกันตลิ่ง

ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องขออนุญาต จากทางคณะกรรมการระดับจังหวัดทำการตรวจสอบก่อนออกใบอนุญาต โดยมีอายุ ครั้งละ 1 ปี แต่ปัจจุบันยอมรับว่า จากการตรวจสอบของคณะกรรมการระดับจังหวัด มีผู้ประกอบการบางราย ฉวยโอกาสเลี่ยงจ่ายภาษีให้ท้องถิ่น คือ องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ ทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ติดต่อกันมาหลายปี มูลค่าไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการติดตามตรวจสอบแก้ไข

ทั้งนี้การที่จังหวัดนครพนม เห็นชอบกับผู้ประกอบการในการทำกิจการดูดทราย เพราะมีทั้งผลดี และผลเสีย แยกเป็นผลดี คือ ทรายสะสมมากขึ้นทุกปี ทำให้เกาะสันดอนเกิดขึ้นเป็นพื้นที่กว้าง หากมีการดูดทรายจะเกิดประโยชน์ ลดปัญหาการเกิดสันดอนทรายกีดขวางทางน้ำ และส่งผลดีต่อภาคเศรษฐกิจการค้า เกี่ยวกับโครงการก่อสร้าง ส่วนผลเสีย ต้องยอมรับว่ายังมีผู้ประกอบการบางราย ฉวยโอกาสแฝงลักลอบกระทำผิดกฎหมาย ในการนำเข้า ส่งออกของผิดกฎหมาย ยาเสพติด แรงต่างด้าว 

ล่าสุดได้ตั้งคณะทำงานระดับจังหวัด ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง ในการลงพื้นที่ตรวจสอบดูแล ป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย หากพบผู้ประกอบการบางรายกระทำผิดระเบียบขั้นตอน จะต้องดำเนินคดี ตามกฎหมายทันที เพราะผู้ประกอบการได้ประโยชน์มหาศาล แต่ละปี แต่กับมีการเลี่ยงภาษี เพราะทางจังหวัดไม่ได้มีการติดตามตรวจสอบ ว่ามีการจ่ายชำระภาษีทุกปีให้ท้องถิ่น จนเกิดปัญหายืดเยื้อมานาน ทั้งที่ได้ประโยชน์มหาศาล 

อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ จะต้องตรวจสอบ ทุกราย ซึ่งมีผู้ประกอบการ ยื่นขออนุญาต ประมาณกว่า 20 ราย ในพื้นที่ จ.นครพนม หากใครมีการเลี่ยงจ่ายภาษา จะมีการเพิกถอนใบอนุญาต และขึ้นบัญชีแบล็คลิส ไม่มีการต่อใบอนุญาต รวมถึงเฝ้าตรวจสอบติดตามผู้ประกอบการบางรายที่ฉวยโอกาสหาผลประโยชน์ที่ผิดกฎหมาย จะต้องดำเนินคดี และเพิกถอนใบอนุญาตทันทีหากตรวจสอบพบกระทำผิด 

ซึ่งที่ผ่านมา ยอมรับมีการปล่อยปะละเลยมานาน แต่ทางจังหวัดยินดีอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ประกอบการที่ดำเนินการตามกฎหมาย


ภาพ/ข่าว  สุเทพ หันจรัส (ผสข.นครพนม)

นครพนม - ฤทธิ์พายุฤดูร้อนพัดถล่ม จ.นครพนม 5 อำเภอ เสียหายนับร้อยหลังคา

เมื่อวันที่ 2 เม.ย.64 ได้เกิดพายุฤดูร้อนฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง พัดพัดเข้าสู่พื้นที่จังหวัดนครพนม หลายอำเภอประกอบด้วย อ.เมืองนครพนม ธาตุพนม เรณูนคร นาแก และ อ.ปลาปาก ส่งผลให้บ้านเรือนของชาวบ้านถูกแรงลมพัดได้รับความเสียหาย จำนวนหลายหลังเสาไฟฟ้า ล้มหลายสิบต้น รวมถึงโรงเรียนทำการเกษตรได้รับความเสียหายเป็นบริเวณกว้าง

เริ่มต้นที่อำเภอนาแก โดยนายพีรพล ลือล่านายอำเภอนาแกได้รายงานความเสียหายเบื้องต้น มีบ้านพังได้รับความเสียหาย 18 หลังคา พื้นที่ บ.ต้นแหน ต.นาแก จำนวน 10 หลัง บ.สร้างติ่ว ต.นาแก จำนวน 2 หลัง บ.โคกสะอาด ต.นาแก จำนวน 6 หลัง รวม 18 หลัง

อำเภอเรณูนคร ว่าที่ร.ต.ภูมิศักดิ์ ขำปู่ นายอำเภอเรณูนคร พื้นที่ ต.นางาม ในเบื้องต้น มีหมู่บ้านที่ได้รับความเสียหาย พื้นที่หมู่ 8 บ้านโนนคำ ตำบลนางาม ลมพัดหลังคาเรือนเสียหายบางส่วนจำนวน 7 หลัง พื้นที่หมู่ 14 ตำบลนางามเสียหายบางส่วน 1 หลัง

ขณะที่อำเภอปลาปาก นายเชิดพันธ์ ผลวิเชียร ปลัดอำเภอ (จพง.ปค.ชพ) รักษาราชการแทนนายอำเภอปลาปาก รายงานความเสียหาย รวมทั้งหมด 17 หลัง พื้นที่ ม.1 ต.หนองเทาใหญ่  1 หลัง ม.2 ต.หนองเทาใหญ่  6 หลัง ม.5 ต.หนองเทาใหญ่ 3 หลัง ม.8 ต.หนองเทาใหญ่  7 หลัง รวมทั้งหมด  17  หลัง

ส่วนที่อำเภอเมืองนครพนม นำโดยนายสมลักษ์ ยกน้อยวงษ์ นายอำเภอ ได้ออกไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ ถูกพายุพัดเมื่อวันที่ 1 เม.ย.ประกอบด้วย บ้านกล้วย ม.7 ต.ขามเฒ่าต้นไม้หักทับโค ตาย1ตัว และที่ตำบลหนองญาติ เสียหายเล็กน้อยจำนวน 5 หลัง บ้านหนองจันทร์ ตำบลท่าค้อจำนวน 22 หลังคา

ด้านอำเภอธาตุพนม โดยนายวรวิทย์ พิมพนิตย์  นายอำเภอธาตุพนมได้ออกไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ถูกพายุพัดเมื่อ 1 เม.ย.เช่นกันพื้นที่ บ้านคำผักแพว ม.8 ต.น้ำก่ำ อ.ธาตุพนม (ติดต่อเขต จ.มุกดาหาร) เป็นเหตุให้บ้านเรือนราษฎรเสียหายรวม 6 หลัง (เสียหายหนัก 2 หลัง เล็กน้อย 4 หลัง) โดยนายอำเภอธาตุพนม พร้อมด้วยปลัดอำเภอ กำนัน ผญบ ช่างเทศบาลตำบลน้ำก่ำออกสำรวจความเสียหาย และให้กำลังใจผู้ประสบภัย พร้อมทั้งได้สั่งการให้เทศบาลตำบลน้ำก่ำ ดำเนินการนำวัสดุมาช่วยเหลือซ่อมแซม

โดยในเช้าวันนี้ 3 เม.ย.64 เหล่ากาชาดจังหวัดนครพนม จะได้นำสิ่งของ และถุงยังชีพ ไปมอบให้กับประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากวาตภัยทุกอำเภอในครั้งนี้ โดยเหล่ากาชาดนครพนม ร่วมกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยจังหวัดนครพนม จะได้ออกไปช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น อย่างเร่งด่วนต่อไป  


ภาพ/ข่าว  สุเทพ หันจรัส (ผสข.นครพนม)

บึงกาฬ - ยกระดับอาหารพื้นถิ่นเสริมทัพรับท่องเที่ยวเทศกาลสงกรานต์

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 1 เม.ย.ที่พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต บ้านขี้เหล็กใหญ่ ตำบลหนองพันทา อำเภอโซ่พิสัย  จังหวัดบึงกาฬ นายวิสูตร ดวงสิมา วัฒนธรรมจังหวัดบึงกาฬ ได้เปิดโครงการยกระดับอาหารพื้นถิ่นเสริมทัพรับท่องเที่ยวภายใต้ โครงการพัฒนาและบริหารจัดการองค์ความรู้สนับสนุนการท่องเที่ยว  กิจกรรมส่งเสริม สนับสนุน อนุรักษ์ฟื้นฟู วัฒนธรรมประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นของจังหวัดบึงกาฬ  มีผู้เข้าร่วมการอบรม เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดบึงกาฬ จำนวน 42 คน วิทยากรอบรมให้ความรู้โดยนายสุทธิพงษ์  สุริยะ ฟู้ดสไตลิสต์ชั้นนำในวงการศิลปะและอาหารระดับโลก

นายวิสูตร ดวงสิมา วัฒนธรรมจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่าการฝึกอบรมครั้งนี้เป็นการดำเนินโครงการตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัด ประจำปีงบประมาณ 2564 ภายใต้โครงการพัฒนาและบริหารจัดการองค์ความรู้สนับสนุนการท่องเที่ยว กิจกรรม ส่งเสริม สนับสนุน อนุรักษ์ฟื้นฟู วัฒนธรรมประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นของจังหวัดบึงกาฬ ในการจัดอบรมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการประกอบอาหารพื้นบ้าน การจัดประดับตกแต่งสำรับอาหารพื้นบ้าน ให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดบึงกาฬ สามารถเสริมสร้างมูลค่าจากทุนทางวัฒนธรรมด้านอาหาร ยกระดับอาหารพื้นถิ่นเพื่อการต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนในโอกาสเทศกาลวันสงกรานต์ใกล้จะมาถึงนี้ และในโอกาสต่าง ๆ ที่นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมเยือนในพื้นจะได้ลิ้มรสความอร่อย ถูกปาก สวยงาม เกิดความประทับใจและกลับมาเที่ยวอีกครั้ง สามารถสร้างรายได้ให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดบึงกาฬ

ด้านนายธนวณิช ชัยชนะ นายกสภาอุตสาหกรรมจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า ทางสภาอุตสาหกรรมจังหวัดบึงกาฬมีนโยบายที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมกับอุตสาหกรรมอาหารของกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดบึงกาฬ ถ้าหากมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จะช่วยสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็น แพ็คเกจจิ้งก็ดี การผลิตก็ดี หรือการใช้เทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาคุณภาพ ทัดเทียมต่างชาติ หรือการถนอมอาหารให้สามรถเก็บไว้ได้นาน เพื่อเป็นของฝากให้นักท่องเที่ยวนำกลับไปได้อีกด้วย


ภาพ/ข่าว  เกรียงไกร  พรมจันทร์

คณะแพทยศาสตร์ มข. เปิดตัวแอพพลิเคชั่นครบ จบในที่เดียวตอบโจทย์ยุคไอที ที่เข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ทุกวัน สะดวก สบาย รวดเร็ว เพียงแค่ปลายนิ้ว

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 30 มี.ค.2564 ที่บริเวณชั้น 1 อาคารกัลยานิวัฒนานุสรณ์ รพ.ศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หรือ มข. นายสมศักดิ์ จังตระกูล ผวจ.ขอนแก่น พร้อมด้วย ศ.นพ.อภิชาติ จิระวุฒิพงศ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ รศ.นพ.ทรงศักดิ์ เกียรติชูสกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีนครินทร์ ร่วมกันเปิดตัวแอพพลิเคชั่น "MDKKU CARE แอพเดียวจบ ครบทุกบริการ"  ซึ่งคณะแพทยศาสตร์ มข. ได้จัดทำขึ้น ท่ามกลางความสนใจจากประชาชนที่มาขอรับบริการและประชาชนจำนวนมาก

รศ.นพ.อภิชาติ จิระวุฒิพงศ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มข. กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าปัจจุบัน  รพ.ศรีนครินทร์ เป็นโรงพยาบาลทีมีผู้ป่วยมาใช้บริการจำนวนมากในแต่ละวัน ซึ่งการรักษาพยาบาลในแต่ละรายก็มีความยากง่ายแตกต่างกัน และมีผู้ป่วยที่มารอเข้ารับบริการทางการแพทย์และธุรกรรมต่าง ๆ เป็นเวลานาน แอปพลิเคชั่น "MDKKU CARE" ที่ รพ.ฯ ได้จัดทำขึ้นนั้น จะช่วยทำให้ผู้ป่วยได้รับบริการที่รวดเร็วและสะดวกมากขึ้น ทั้งในเรื่องการทำนัดตรวจกับแพทย์ การทำประวัติกับโรงพยาบาล การเช็คอินก่อนเข้าตรวจผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งข้อดีของแอปพลิเคชันนี้จะช่วยลดขั้นตอนและลดเวลาในการรอรับบริการต่าง ๆ รวมทั้งการชำระเงินผ่านแอปพลิเคชันและตู้ชำระเงินอัตโนมัติ ถือเป็นสิ่งใหม่ที่ทำได้ง่าย สะดวกต่อการเข้ารับบริการของผู้ป่วย

" รพ.ฯ ได้รับความร่วมมืออันดีจากธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด (มหาชน) ในการพัฒนาแอปพลิเคชันร่วมกัน โดยมีความเชื่อมั่นว่าแอปพลิเคชัน MD KKU จะเป็นผู้ช่วยสำคัญในการทำธุรกรรมต่าง ๆ ทางการแพทย์และธุรกรรมทางการเงินร่วมกันได้เป็นอย่างดี MDKKU CARE  จะอำนวยความสะดวก ในการเข้ารับบริการ ของ ประชาชนที่มารับบริการในโรงพยาบาลศรีนครินทร์  ตอบโจทย์ life style คนรุ่นใหม่ มีฟังก์ชั่นต่างๆมากมาย ซึ่งโรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ ได้ร่วมกับ ธนาคารไทยพาณิชย์ จํากัด (มหาชน) พัฒนาแอปพลิเคชันที่จะตอบโจทย์การทำธุรกรรมทางการเงินและธุรกรรมทางการแพทย์ ในแอปเดียว ภายใต้ชื่อ “MDKKU CARE”

รศ.นพ.อภิชาติ กล่าวต่ออีกว่า  MDKKU CARE นับว่านวัตกรรมครั้งสำคัญในโรงพยาบาล ที่สามารถทำธุรกรรมทางการแพทย์อย่าง นัดตรวจ เช็คอินก่อนพบแพทย์โดยไม่ต้องวางบัตร เลื่อนนัดด้วยตัวเอง ทำประวัติสร้างเวชระเบียนอย่างง่าย ผนวกกับการทำธุรกรรมทางการเงินร่วมกันอย่าง การจ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชัน และตู้ชำระเงินอัตโนมัติ ที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นตลอดการเข้ารับบริการในโรงพยาบาล

ขณะที่ นพ.ไพฑูรย์ ประฏิภาณวัตร  ผู้ช่วยฝ่ายศูนย์ความเป็นเลิศและศูนย์กลางบริการสุขภาพ รพ.ศรีนครินทร์ กล่าวว่า  แอพพลิเคชั่นดังกล่าว จะเป็นการอำนวยความสะดวก ในการเข้ารับบริการ ของ ประชาชนที่มารับบริการ ซึ่งมีฟังก์ชั่น ใช้แทนบัตรผู้ป่วยแสดงรายการนัดพร้อมการแจ้งเตือนและสามารถตั้งการแจ้งเตือนได้ด้วยตัวเองไม่ว่าจะเตือนล่วงหน้า 1 วันหรือ 1 สัปดาห์  เพื่อเพิ่มความสะดวกในการมารับบริการ และที่ห้องบัตรสามารถดูประวัติการรักษาครั้งล่าสุดและดูย้อนหลังได้ 6 เดือน แสดงรายการแพ้ยาที่บันทึกไว้ที่ รพ.ศรีนครินทร์ ระบบคิวห้องจ่ายยาจะแสดงบน แอพพลิเคชั่น  ตรวจสอบสิทธิการรักษาด้วยตนเอง เพื่อลดขั้นตอน และชำระค่าบริการผ่านแอพพลิเคชั่น โดยไม่ต้องรอคิวจ่ายเงิน ซึ่งเปิดให้ชำระได้ผ่านบัตรเครดิต ส่วนการชำระผ่านคิวอาร์โค้ด  และ โมบาย แบงค์กิ้ง กำลังอยู่ระหว่าง ขอเปิดบริการกับทางธนาคารอีกด้วย

กองทัพประชาชนปกป้องสถาบัน บุกศาลากลางจังหวัด พบผู้ว่าฯ เอาจริง กลุ่มจาบจ้วงสถาบัน พร้อมส่งบันทึกลับรายชื่อ 5 นักวิชาการชื่อดัง มข. หนุนหลังกลุ่มผู้ชุมนุมที่ขอนแก่น

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 30 มี.ค.2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณด้านหน้าศาลากลาง จ.ขอนแก่น ได้กลุ่มคนขอนแกนปกป้องสถาบันและกลุ่มกองทัพประชาชนปกป้องสถาบัน ในเขต จ.ขอนแก่น จำนวนมาก พร้อมใจกันใส่เสื้อสีเหลือง นำพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 รวมทั้งธงชาติไทย รวมตัวกันร่วมร้องเพลงสดุดีจอมราชา พร้อมทั้งยื่นหนังสือต่อนายสมศักดิ์  จังตระกุล ผวจ.ขอนแก่น เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบการกระทำของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ที่มีพฤติกรรมจาบจ้วงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบ จำนวนมาก

น.ส.วรพรรณ  เบญจวรกุล แกนนำกลุ่มคนขอนแก่น ปกป้องสถาบัน กล่าวว่า การออกมารวมตัวกันครั้งนี้สำคัญที่สุดคือการยื่นจดหมายเปิดผลึกจากกองทัพประชาชนปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์และจากกลุ่มคนขอนแก่นปกป้องสถาบัน ในการให้ทางจังหวัดในฐานะกำกับปกครองพื้นที่ต้องดำเนินการอย่างจริงจังและเข้มงวดกับการกระทำของกลุ่มผู้ชุมนุมทุกกลุ่มที่แสดงออกถึงการใส่ร้าย จาบจ้วง ก้าวล่วงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ชัดเจน จากการชุมนุมในหลายครั้งที่ผ่านมา

“ เรามีการเข้าพบกับผู้บริหารของมหาวิทยาลัยขอนแกนแล้วเพื่อให้ดำเนินการอย่างจริงจังกับกลุ่มบุคคลที่กระทำการดังกล่าว และวันนี้เรามาแสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการต่อต้าน ไม่เห็นด้วยอย่างสันติวิธีในการที่กลุ่มคนดังกล่าว โดยเฉพาะนักวิชาการ เด็กและเยาวชน รวมทั้งผู้ชุมนุมที่ออกมาเคลื่อนไหวสร้างความแตกแยกและความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ทำให้เกิดการเข้าใจผิดอย่างมาก ถือเป็นบ่อนทำลายรากเหง้าทางวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของความเป็นไทย และเป็นปัญหาต่อความมั่นคงของชาติไทย "

ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 6 ที่ระบุว่า องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ขณะเดียวกันในการรวมตัวกันวันนี้ได้มีการส่งรายชื่อนักวิชาการ 5 คนที่เป็นผู้ให้การสนับสนุนการกระทำการดังกล่าวให้กับทางจังหวัดได้ดำเนินการอย่างเข้มงวด ตามกรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด ขณะที่การที่กลุ่มผู้ชุมนุมมีการเปิดเผยว่า แนวร่วม นปช.และกลุ่มคนเสื้อแดง จะออกมาเคลื่อนไหวนั้น ยอมรับว่าขณะนี้กลุ่มผู้ชุมนุมเดินหน้าไปด้วยความลำบาก ดังนั้นเมื่อกลุ่มดังกล่าวออกมาจะแสดงถึงความรุนแรงและก้าวร้าวและหวั่นจะเกิดจราจลหรือเหตุการณ์ดังกล่าวซ้ำรอยซึ่งก็อาจจะเกิดขึ้นได้เช่นกัน”

ขณะที่นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผวจ.ขอนแก่น กล่าวว่า ขอบคุณทุกคนที่ออกมาปกป้องสถาบัน และร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งเอกสารที่ได้รับนั้นจะดำเนินการตรวจสอบและดำเนินการตามระเบียบ ข้อบังคับ อย่างละเอียดต่อไป

ศรีสะเกษ!! สั่งปิดสำนักสงฆ์สอนญาติโยมลามกเสพเมถุน ปฏิบัติธรรมสุดเพี้ยนมุดน้ำกลั้นหายใจสู่ทางบรรลุ

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 29 มี.ค. ที่พักสงฆ์ป่าเนื้อนาบุญ ตโพธิ์ศรี อ.ปรางค์กู่ จ.ศรีสะเกษ พล.ต.ต.ส้นติ เหล่าประทาย ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ พร้อมด้วย นายเทเวศน์ มีศรี นายอำเภอปรางค์คู่ พ.ต.อ.พิทักษ์ จันทร์อบ ผกก.สภ.ปรางค์กู่ นางณภัค  เทียนชัย ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดศรีสะเกษ น่ากำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  เข้าทำการจับกุมตัว พระกรันยา ถาวรธมโม สังกัดวัดถ้ำสระพงษ์ ต.ปรือใหญ่ อ. ขุขันธ์  จ.ศรีสะเกษ

หลังคณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษ (ธรรมยุด  โดย พระวินัยเมธี) เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ (ธรรมยุด) ออกแถลงการณ์การสอขอธิกรณ์ เรื่องการระงับอธิกรณ์ พระกวันยา ถาวรธมโม ที่พักสงฆ์เนื้อนาบุญ สอนผิดเพี้ยนจากพระธรรมวินัย ซึ่งค่าสอนที่ได้สั่งสอนอบรมสั่งสอน แก่ศิษยานุศิษย์นั้นเป็นศาสอนหรืออุบายธรรมที่ผิดเพี้ยนไป จากพระธรรมคำสอนที่ทรงตรัสรู้เองโดยชอบแล้ว  ซึ่งพระกรันยา ถาวรธมโม ได้อบรมให้ศิษยานุศิษย์ด้วยการกล่าววาจาเทศนาให้น้อมไปในทางเสพกามคุณและการสอนศิษยานุศิษย์ ให้เชื่อว่าการปฏิบัติธรรมสมาธิด้วยการกลั้นลมหายใจดำน้ำในตุ่ม จะช่วยให้บรรลุมรรคผลได้ และคารใช้วาจาแนะนำบอกล่าวอุบายแก่ศิษยานุศิษย์ที่มาปฏิบัติธรรม ให้เป็นคู่รักกันได้ถ้าตนเองไม่มีคู่รัก

นอกจากนี้ยังสอนให้เชื่อว่าเมื่อบรรลุมรรคผลแล้วมีการร่วมกันจัดงานกิจกรรมการบันเทิ้งรื่นเริง ฟ้อนรำ ขับบรรเลงเพลงดนตรีภายในบริเวณอารามที่ถือว่าเป็นวัค จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของพุทธศาสนิกชนทั่วไป ว่าพระกรันยา แนะนำสั่งสอนอบรมให้ศิษยานุศิษย์ได้เชื่อถือและปฏิบัติธรรมผิดเพี้ยนไปตามวาจาที่ตนได้สอนไว้และยังได้บันที่กลงไปในสื่อออนไลน์ต่าง ๆ ด้วย

ข่าว/ภาพ   บุญทัน  ศรีสะเกษ

จ.อุบลฯ และ กฟผ. ร่วมฟื้นฟูท่องเที่ยว หนุนเศรษฐกิจ ดันโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดเขื่อนสิรินธร เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานหมุนเวียน และเป็น Landmark แห่งใหม่ของจังหวัด

จังหวัดอุบลราชธานี และ กฟผ. ร่วมฟื้นฟูท่องเที่ยว ดันโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดเขื่อนสิรินธร เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานหมุนเวียน และจุดเช็คอินแห่งใหม่ของจังหวัด สร้างรายได้และอาชีพให้ชุมชน หนุนเศรษฐกิจจังหวัดในภาพรวม

วันที่ 29 มีนาคม 2564 นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมด้วย นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร  ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ลงพื้นที่เยี่ยมชมโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิรินธร (Hydro-floating Solar Hybrid) หรือโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดเขื่อนสิรินธร เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานหมุนเวียนและเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของ จ.อุบลราชธานี โดยมีส่วนราชการท้องถิ่น สื่อมวลชน ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. เข้าร่วมงาน ณ เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี

นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า หนึ่งในยุทธศาสตร์ของการพัฒนาจังหวัดอุบลราชธานี คือ ส่งเสริมการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยว เพราะจังหวัดอุบลฯ มีแหล่งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมประเพณีที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ทำให้การท่องเที่ยวถือเป็นรายได้หลักของจังหวัดอุบลราชธานี สำหรับเขื่อนสิรินธรของ กฟผ. นอกจากจะอำนวยประโยชน์ด้านชลประทาน การประปา การคมนาคมทางน้ำและการผลิตกระแสไฟฟ้าให้คนอุบลฯและประเทศไทยมาอย่างยาวนานแล้ว ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมไม่ขาดสาย

โครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดในเขื่อนสิรินธร จึงเป็นการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด จะดึงดูดให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาชมความสวยงามของแผงเซลล์แสงอาทิตย์ลอยน้ำไฮบริดแห่งแรกในไทย สอดรับกับแนวทางการพัฒนาจังหวัดอุบลราชธานี ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และยังทำให้ประชาชนในท้องถิ่นมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีอาชีพและรายได้ มีความสุขอย่างยั่งยืน

นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนมาผลิตไฟฟ้าเนื่องจากเป็นพลังงานสะอาดช่วยลดภาวะโลกร้อน โดยพัฒนาโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดเขื่อนสิรินธร ขนาดกำลังผลิต 45 เมกะวัตต์ เป็นแห่งแรกที่สามารถผลิตไฟฟ้าผสมผสาน (Hybrid) ระหว่างพลังงานแสงอาทิตย์และโรงไฟฟ้าพลังน้ำเข้าด้วยกัน โดยนำนวัตกรรมระบบบริหารจัดการพลังงาน หรือ Energy Management System (EMS) มาช่วยประเมินผลและสั่งการให้โรงไฟฟ้าทั้งสองประเภทผลิตไฟฟ้าสอดคล้องกับช่วงเวลาได้อย่างเหมาะสม ทำให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องยาวนานขึ้น ช่วยลดความไม่แน่นอนของพลังงานหมุนเวียน และช่วยเสริมระบบผลิตไฟฟ้าให้มีความมั่นคงมากขึ้น ถือเป็นการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำแรกของไทยและมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คาดว่าจะจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (Commercial Operation Date: COD) ได้ในเดือนมิถุนายน 2564

นอกจากนี้ กฟผ. ยังได้เตรียมพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานหมุนเวียนให้กับนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป พร้อมสร้างเส้นทางเดินชมธรรมชาติ (Nature Walkway) เพื่อเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว แห่งใหม่ เตรียมเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ประมาณปลายปี 2564 นี้ โดย กฟผ. จัดเตรียมจุดจำหน่ายสินค้าชุมชน ร้านขายของที่ระลึก ร้านเช่าจักรยาน จุดบริการรถรับ-ส่งนักท่องเที่ยว บริเวณจอดแพท่องเที่ยว เป็นต้น คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับชุมชนได้อีกทางหนึ่ง

นักท่องเที่ยว แห่เลือกซื้อผ้าทอโบราณ 200 ปีศรีพิงพวย ย้อมด้วยดินภูเขาไฟ เตรียมผลักดันให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนเชื่อมโยงเส้นทางสายไหมสุรินทร์ - ศรีสะเกษ

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2564 ที่หมู่บ้านทอผ้าโบราณศรีพิงพวย บ้านพิงพวย หมู่ 12 ต.พิงพวย อ.ศรีรัตนะ จ.ศรีสะเกษ  น.ส.ธมลวรรณ เจริญวงศ์พิสิฐ ผอ.ททท.สำนักงานสุรินทร์ และ ดร.กัลยาณี ธรรมจารีย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดศรีสะเกษ ได้นำคณะนักท่องเที่ยวเดินทางไปเยี่ยมชมหมู่บ้านทอผ้าโบราณศรีพิงพวย ซึ่งเป็นหมู่บ้านกลุ่มทอผ้าคุณภาพ แหล่งกำเนิดผ้าทอศรีลาวา ดินภูเขาไฟ เป็นผ้าทออัตลักษณ์ของศรีสะเกษ เพื่อเป็นการต่อยอดการเรียนรู้แพรพรรณที่งดงาม มีการเก็บรักษาผ้าโบราณกว่า 200 ปี การทอผ้าไม่ได้ใช้กระสวย แต่ใช้เชอร์ตรอลพุ่งเส้นไหมขอบเส้นพุ่ง ต่างกับการใช้กระสวย ความพิเศษของมันคือบรรจุเส้นไหมใส่หลอดได้เยอะกว่ากระสวยและชมการย้อมผ้าดินภูเขาไฟด้วย ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาในครั้งนี้เป็นนักธุรกิจและข้าราชการบำนาญ ต่างพากันเลือกซื้อผ้าทอไปไว้ใช้และฝากเป็นที่ระลึกแก่ญาติพี่น้องและผู้ที่รักเคารพนับถือคนละหลายชิ้น สร้างรายได้ให้กับกลุ่มทอผ้าโบราณเป็นอย่างดียิ่ง โดยมี นายพนมกร สังข์แก้ว และเพื่อนพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าอัตลักษณ์ศรีสะเกษ ให้การต้อนรับและนำเยี่ยมชมหมู่บ้านทอผ้าแห่งนี้

ดร.กัลยาณี ธรรมจารีย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า ที่ได้มาที่นี่อีกครั้งเพื่อต่อยอดวาระจังหวัดศรีสะเกษ เรื่องการขับเคลื่อนผ้าทอมือ "ธานี ผ้าศรี...แส่ว" ที่ นายวัฒนา พุฒิชาติ ผวจ.ศรีสะเกษ ได้นำร่องไว้ กลุ่มทอผ้าบ้านพิงพวย ต.พิงพวย อ.ศรีรัตนะ  เป็นสถานที่ธรรมชาติที่ร่มเย็น มีเสน่ห์ ที่ทุกคนสามารถมาศึกษาเรียนรู้การทอผ้าโบราณที่ใช้เชอร์ตรอลพุ่งเส้นไหมขอบเส้นพุ่ง นักท่องเที่ยวได้ชมพิพิธภัณฑ์ผ้า 200 ปีที่หายากที่จัดไว้ในห้องแอร์ ได้พบกับหนุ่มเยาวชนกลุ่มทอผ้าที่มีอนาคตในมิติของผ้าทออัตลักษณ์ที่จะส่งเสริมให้มีการทำกิจกรรม DIY ร่วมกับนักท่องเที่ยวได้   กลุ่มนี้เป็นกลุ่มศิลปินสมัยใหม่ที่ผลิตผ้าแบบมีคุณภาพเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง มีสโลแกนว่าหากจะอยากได้ผ้าทอสวยต้องรอหน่อยอย่าเร่ง  เพราะมีงานจากกรุงเทพสั่งทอตลอดมา 6 ปีแล้ว เป็นลูกค้ากลุ่ม High end ที่ต้องการให้ผลิตผ้าทอให้ดีเยี่ยมไม่เหมือนใคร  ตนได้เสนอให้เพิ่มหมู่บ้านทอผ้านี้ให้เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวชุมชนของ อพท.ด้วยจะได้เชื่อมโยงให้เป็นเส้นทางสายไหม  ใครมาที่หมู่บ้านท่าสว่าง จ.สุรินทร์ก็เชื่อมต่อมาดูผ้าโบราณที่ศรีพิงพวย ศรีสะเกษ  

น.ส.ธมลวรรณ เจริญวงศ์พิสิฐ ผอ.ททท สำนักงานสุรินทร์  กล่าวว่า ตนได้ส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยนำนักท่องเที่ยวกลุ่มรักผ้าไหมจากกรุงเทพฯมาเที่ยวสุรินทร์และศรีสะเกษ โดยในวันนี้ได้นำมาเยี่ยมชมหมู่บ้านผ้าทอโบราณ นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ชอบผ้าไหมและได้อุดหนุนผ้าทอโบราณของศรีรัตนะจำนวนมาก ซึ่ง ททท.สำนักงานสุรินทร์ มีแผนปฏิบัติการส่งเสริมการตลาด ปีงบประมาณ 2564 โดยส่งเสริมการท่องเที่ยวช่วงวันธรรมดา เพื่อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวกระแสหลักที่เดินทางมาท่องเที่ยวในวันธรรมดา ซึ่งได้รับการประสานจากชมรมรักไหมสุรินทร์ (Facebook Group : รักไหมสุรินทร์)กำหนดเดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดสุรินทร์และศรีสะเกษ ระหว่างวันที่ 26-30 มีนาคม 2564 เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยววันธรรมดาอย่างต่อเนื่อง ตามกลยุทธ์ภาพรวม : กระตุ้นการเติบโตของนักท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างสมดุล แผนงาน : ส่งเสริมการท่องเที่ยวสัมผัสคุณค่า วันธรรมดา

ผอ.ททท.สำนักงานสุรินทร์ กล่าวต่อไปว่า เพื่อเป็นการส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยวในพื้นที่ จ.สุรินทร์และศรีสะเกษ ตนจึงได้นำเสนอขายเส้นทางท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวระดับบน เป็นกลุ่มศักยภาพ และผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวจากกรุงเทพ เดินทางสำรวจศักยภาพ และท่องเที่ยวช้อป ชุมชนทอผ้าไหมย้อมสีธรรมชาติเชื่อมโยงบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ เพื่อนำข้อมูลไปเสนอขายให้กับนักท่องเที่ยวกลุ่มสนใจเฉพาะงานทอผ้าไหมพรีเมี่ยม และงานอาร์ต งานคราฟท์ ซึ่ง จ.ศรีสะเกษมีความพร้อมในการรับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นตลาดเขียวสุรินทร์ ถนนวิถีวัฒนธรรมมารีหนองแคน ชุมชนทอผ้าไหมบ้านแขม อ.อุทุมพรพิสัย ชุมชนพิงพวย อ.ศรีรัตนะ และเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว สิมวัดไพรบึง อ.ไพรบึง ศิลปญวน พระพุทธเจดีย์ใหญ่ไพรบึง ศิลปะลาว เหมือนปลี พระโบราณ ศิลปญวน วัดบ้านทุ่งเลน ต.พราน อ.ขุนหาญ  เส้นทางสวนทุเรียนภูเขาไฟ อ.กันทรลักษ์ รับตะวัน 3 แผ่นดินที่อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร กราบไหว้ขอพรสรีระสังขารที่ไม่เน่าเปื่อยของหลวงปู่สรวงที่วัดไพรพัฒนา จุดชมวิวผาพญากูปรี อ.ภูสิงห์ ตนจึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวทั่วประเทศเที่ยวอีสานวันธรรมดาที่สุรินทร์ ศรีสะเกษ  และคิดถึงท่องเที่ยวเมืองรองต้องสุรินทร์ศรีสะเกษ พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกท่านด้วยความยินดียิ่ง

ภาพ / ข่าว ศิริเกษ หมายสุข (ผู้สื่อข่าวประจำ จ.ศรีสะเกษ)


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top