Friday, 3 July 2026
POLITICS

เลขาฯ สมช. เผยยื่นฟ้อง “ฮุนเซน-ฮุน มาเนต” เล็งยึดทรัพย์ - โผล่มาไทยจับทันที พร้อมประสานอินเตอร์โพลรวบตัว

เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 69 นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เปิดเผยว่า เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนพร้อมด้วย อัยการ ได้เดินทางลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดสุรินทร์ เพื่อดำเนินการยื่นฟ้อง นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และ นายฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในฐานะผู้สั่งการเหตุปะทะบริเวณชายแดน ซึ่งส่งผลให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทยในพื้นที่ชายแดนหลายจังหวัด

รายงานจากหน่วยงานด้านความมั่นคง ระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามมติของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่มีมาตั้งแต่ช่วงปลายรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ในยุคที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย ดำรงตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี และได้มีการยืนยันมติดังกล่าวต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ให้ดำเนินคดีเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้องทั้งทางแพ่งและทางอาญา โดยใช้กฎหมายของประเทศไทยเป็นหลัก

ในส่วนของคดีแพ่ง มีเป้าหมายเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทย และหากตรวจสอบพบว่าจำเลยทั้งสองมีทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทย ก็สามารถเข้าสู่กระบวนการยึดทรัพย์เพื่อนำออกขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาชดเชยและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในประเทศไทยได้

‘ชัยวุฒิ’ ฟาดแรง "ชั้นต่ำ!" แกล้ง "น็อต" สับเกรียนคีย์บอร์ด-อวตาร-io-ด้อมส้ม-อินฟลู รุมป่วนโพล ด้อยค่า ปั่นเฟกนิวส์ ลั่น จ่อฟ้องคนด่า ‘อ.เจษฎ์’

(กรุงเทพฯ) 28 มกราคม 2569 เวลา 07.00 น. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายเอกพิทยา เอี่ยมคงเอก ที่ปรึกษานโยบายเศรษฐกิจ และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 2 นำทีมพรรครักชาติ อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4), นายทัศนัย ทองมี รองหัวหน้าพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 7), นายรัฐภูมิ วัลลิกุล เหรัญญิกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 9), นายวาซิม คาน ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 15, นายโมเซนคาน เมฆดารา ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 24, นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค  และนายฟาวาดคาน เที่ยงธรรม ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 18  ร่วมลงพื้นที่หมู่บ้านสหกรณ์เคหะสถาน 4 แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร เพื่อแนะนำตัว นายสัญชัย บัตรตรา ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 15 เบอร์ 1 โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ชาวบ้านให้การต้อนรับทีมพรรครักชาติ แวะทักทาย พูดคุย พร้อมให้กำลังใจคนรุ่นใหม่ ที่มีความตั้งใจมาทำการเมือง

ทั้งนี้ นายชัยวุฒิ ได้ให้สัมภาษณ์เดือดถึงกรณีกลุ่ม เกรียนคีย์บอร์ด-IO-อวตาร รวมไปถึงอินฟลูเอนเซอร์ และ “ด้อมส้ม” โดยเตือนสติให้หยุดพฤติกรรมคุกคามผู้เห็นต่าง ชี้เป็นการเมืองแบบ “ชั้นต่ำ” ไม่ใช่ประชาธิปไตย

นายชัยวุฒิ กล่าวถึงกรณีที่มีกลุ่มคนเข้าไปโหวตในโพลสำรวจต่าง ๆ ว่าจากการตรวจสอบพบว่าเป็น “บอท” (Bot) ไม่ใช่คนจริง 

"แต่อยากทำก็ทำไปครับ เป็นความสุขของพวกคุณ แต่ว่าการที่เอาด้อม เอา IO เอาอวตารเนี่ย ไปถล่มฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง อันนี้มันเป็นการเมืองแบบ 'ชั้นต่ำ' ครับ มันไม่มีประโยชน์หรอกครับ มันไม่ใช่ประชาธิปไตย"

‘เอกสิทธิ์ ปวงชนไทย’ ซัดแรง “แจกเงินล้าน” ประชานิยมสุดโต่ง เตือนคนไทย ระวัง “โรแมนซ์สแกมการเมือง” หลอกให้รัก-ให้เลือก สุดท้ายขายฝัน ยัน “ประชาประโยชน์” ทำประเทศยั่งยืนกว่า

(28 ม.ค. 69) นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรคปวงชนไทย ผู้สมัครสส.แบบบัญชีรายชื่อหมายเลข 23 แสดงความเห็นเกี่ยวกับการออกแคมเปญหาเสียงของบางพรรคที่จะแจกเงินล้านทุกวัน ว่า เป็นนโยบาย ประชานิยมแบบสุดโต่ง ตนไม่เห็นด้วย เพราะการจะให้ประชาชนมีเงินได้นั้น ต้องมีการพัฒนาคนด้วย ไม่ใช่ประชานิยมแจกไปอย่างเดียว ซึ่งการแจกแบบนี้จะคล้ายกับ  “โรแมนซ์สแกมเมอร์” หรือ สแกมเมอร์การเมือง คือการหลอกให้รักหลอกให้หลง หลอกให้เลือกลงคะแนนให้พรรคนั้น แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้อะไรแต่ยิ่งทำให้ประเทศถอยหลังด้วยซ้ำ ในเรื่องนี้พรรคปวงชนไทยไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง  

“เราไม่เห็นด้วยกับประชานิยมแบบนี้ แต่เน้นนโยบายประชาประโยชน์ สร้างประเทศไทยให้ยั่งยืนทำให้ทุกคนมีความรู้ความสามารถ ควบคู่กับการมีรายได้ที่สูงขึ้นทำให้เกิดความยั่งยืน”

หัวหน้าพรรคปวงชนไทย ระบุด้วยว่า การเลือกตั้งทุกครั้ง มีการใช้เงินซื้อเสียง หลายเขตใช้เงินเป็นหลายสิบล้านหรือหลักร้อยล้าน มองได้ว่าเป็นการหลอกลวงประชาชน ต้องการเข้ามาทุจริตคอร์รัปชัน ถ้านักการเมืองคนไหนใช้เงินจำนวนมากแบบนี้ในการเลือกตั้ง แสดงว่ามีเป้าหมายที่จะเข้ามากอบโกยถอนทุนคืนจากประเทศและพี่น้องประชาชนอย่างแน่นอน  

“ขอฝากพ่อแม่พี่น้องประชาชนคนไทย อย่าไปรับเงิน หรือหากรับไปแล้ว ก็อย่าเลือกพรรคนั้นโดยเด็ดขาด การเลือกตั้งทุกคนสำคัญมาก เรามีสิทธิ์คนละหนึ่งเสียงเท่ากัน ปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงมีมานานแล้ว ขอให้ทุกคนร่วมกันหยุดเรื่องนี้ให้ได้ ต้องอย่ารับเงินเหล่านี้ เพื่ออนาคตของประเทศไทยต่อไป”

‘น็อต’ ไม่สนดราม่า ไอโอ (io) พาทัวร์ลง ด้าน ‘ภูมิ’ พรรครักชาติ ดอดให้กำลังใจ ชื่นชมพี่น็อต ที่กล้าออกมาปกป้อง สถาบันหลักของชาติ 

(กรุงเทพฯ) หลังจากที่เคย ออกมา ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นของ น็อต วรฤทธิ์ เฟื่องอารมณ์  ล่าสุด วันนี้ (27 มกราคม 2569) เวลา 13:30 น. นายภูมิ สวัสดี (ไมเคิล) ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 21 เบอร์ 6 พรรครักชาติ เดินทางไปยังร้านลูกโต้งชลวัว ซอย บางนา-ตราด 23 แขวงบางนาเหนือ เขตบางนา กรุงเทพมหานคร  เพื่อให้กำลังใจนายวรฤทธิ์ เฟื่องอารมย์ (น็อต) ดารา และพิธีกรรายการโทรทัศน์ หลังเจอกระแสดราม่าจากกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคการเมืองหนึ่ง ที่เข้ามาคอมเมนต์เสียหายทางหน้าโซเชียลมีเดียส่วนตัว ลุกลามไปจนถึงการรีวิวร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น ”ลูกโต้งชลวัว” ของน็อต-วรฤทธิ์ ในเชิงลบ 

โดยนายภูมิ ย้ำว่า ต้องการเข้ามาให้กำลังใจ และสนับสนุนสิ่งที่ทำ แม้จะต้องเจอกับกระแสเชิงลบในโลกออนไลน์ก็ตาม 

“ผมอยากขอเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่รักชาติ อยากจะบอกพี่ว่า สู้ต่อไปนะครับ มันไม่ค่อยมีคนที่อยู่ในสื่อ แล้วออกมาสื่อสารอย่างมีจุดยืนแบบที่พี่ทำ เพราะทำแล้วจะโดน IO ลงจนเสียงานเสียการแบบนี้ ทำให้คนกลัวกัน และขอสนับสนุนให้พี่ทำต่อไป เพื่อเป็นตัวอย่างให้ทุกคนเห็นว่ามันไม่ส่งผลกระทบอะไรขนาดนั้น และอยากให้พี่ทราบว่า พี่ไม่ได้ยืนคนเดียว ยังมีพวกเราอีกมากที่เห็นด้วย และพร้อมสนับสนุนพี่” นายภูมิ กล่าว

ปชป.กทม. เดินหน้าโค้งสุดท้าย “เนเน่–อีฟ–เกม–โจ” นำทัพสตรีทรัน จารึกเลข 27 กลางกรุง ตอกย้ำจุดยืน “เทาไม่ใช่ทาง…ทางที่เลือกต้องไม่เทา”

กรุงเทพฯ – พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร เดินหน้าโค้งสุดท้ายการเลือกตั้ง จัดกิจกรรมสตรีทรันภายใต้แคมเปญ “เทาไม่ใช่ทาง” พร้อมสโลแกน “ทางที่เลือกต้องไม่เทา” นำโดย เนเน่ รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี  รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกับผู้สมัคร สส.กทม. ได้แก่ เกม พงศ์พล เตมีย์, อีฟ วิเวียน จุลมนต์ และ โจ เจตน์สฤษดิ์ เลิศธนสาร ร่วมกันวิ่งสร้างสัญลักษณ์ เลข “27” บนผืนแผ่นดินไทย  ส่งสารชัดเจนถึงประชาชนว่า การเมืองไทยต้องไม่คลุมเครือ และต้องไม่ยอมจำนนต่อระบบสีเทา

กิจกรรมวิ่งระยะทางกว่า 11 กิโลเมตร เริ่มต้นจาก สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) เชื่อมต่อเส้นทางจากพื้นที่สีเขียวสู่ใจกลางเมือง ผ่านซอยพหลโยธิน 18 ถนนวิภาวดีรังสิต ซอยวิภาวดีรังสิต 16 เข้าสู่ถนนรัชดาภิเษก ผ่านย่านสุทธิสาร ก่อนสิ้นสุดที่ ศาลพระพิฆเนศ ห้วยขวาง เพื่อขอฤกษ์ขอชัย สะท้อนการเดินหน้าทางการเมืองอย่างมุ่งมั่นและไม่ถอย

นางรัดเกล้า กล่าวว่า แคมเปญ “เทาไม่ใช่ทาง” เกิดจากความอัดอั้นของประชาชนจำนวนมากที่ เบื่อการเมืองคลุมเครือ เบื่อระบบสีเทา และเบื่อการถูกบังคับให้เอาตัวรอดแบบประนีประนอมกับความไม่ถูกต้อง พร้อมย้ำว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่เวลาของทางสายกลางที่ไร้จุดยืน แต่เป็นเวลาที่ประชาชนต้องเลือกข้างอย่างชัดเจน ว่าจะยอมรับความเทาต่อไป หรือเลือกการเมืองที่ซื่อสัตย์และตรงไปตรงมา

‘ชัยวุฒิ’ นำทีมรักชาติ หาเสียง กทม. สุดช้ำ! ป้ายหาเสียงถูกมือดีแกล้งพับปิดหน้า ‘อ.เจษฎ์’ เรียบ - ผู้สมัครหน้าใหม่ วอนเห็นใจพรรคเล็ก ทำเองติดเองไร้นายทุน


(กรุงเทพฯ) 26 มกราคม 2569 เวลา 23.00 น. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ (เบอร์ 35) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเอกพิทยา เอี่ยมคงเอก ที่ปรึกษานโยบายเศรษฐกิจ และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 2 นำทีมพรรครักชาติ อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4), นายรวี เลาหพูนรังษี รองหัวหน้าพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 7), นายรัฐภูมิ วัลลิกุล เหรัญญิกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 9), นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค  และนายปิ่น แจ้งชะไว ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 28  ร่วมลงพื้นที่ย่านตลาดคลองเตย ถนนพระราม 4 ต่อเนื่องถึงถนนสุขุมวิท ย่านสวนสาธารณะอุทยานเบญจสิริ ถนนสุขุมวิท เพื่อแนะนำตัว นายสรยุทธ ลิขิตอาภากุล ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 4 เบอร์ 11 

โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากประชาชนในพื้นที่ ซึ่งระหว่างเดินได้ ทีมได้สำรวจความเรียบร้อยของป้ายโฆษณาหาเสียง แต่กลับต้องพบกับภาพที่น่าตกใจ เมื่อป้ายหาเสียงของถูกผู้ไม่หวังดีกลั่นแกล้ง โดยทำการดึงและพับป้ายลงมาปิดเฉพาะบริเวณใบหน้าของ “อ.เจษฎ์” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ซึ่งพบความเสียหายในลักษณะเดียวกันแทบทุกป้าย คาดว่าเป็นการกระทำในช่วงเวลากลางคืน ทำให้เจ้าตัวต้องลงมือซ่อมแซมป้ายด้วยตัวเอง

‘โอ๋ ชัยวุฒิ’ ฟาดเเรง “เท้งด้อยค่าทหาร" ไม่กล้าด่าพรรคอังเคิล ถามกลัวอะไร? จะเป็นนายกฯ ต้องรับใช้ประชาชน ไม่ใช่รับใช้ "ชินวัตร"

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 - นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ (เบอร์ 35) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเอกพิทยา เอี่ยมคงเอก ที่ปรึกษานโยบายเศรษฐกิจ และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 2 นำทีมพรรครักชาติ อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4), นายโมเซนคาน เมฆดารา (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 24) และนาย กิตติพศ ถนอมวรารักษ์ ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 3 ร่วมลงพื้นที่ ตลาดนางเลิ้ง ซอยนครสวรรค์ 6 แขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร เพื่อแนะนำตัว พร้อมขอคะแนนเสียง ให้กับผู้สมัคร สส.กทม. เขต 1 เบอร์ 15 นายอดัม ชินรัตนพิสิทธิ์ 

ซึ่งบรรยากาศค่อนข้างอบอุ่น ได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่ตลาดนางเลิ้ง และซอยนครสวรรค์ 6 เข้ามาทักทาย ถ่ายรูป และให้กำลังใจทีมพรรครักชาติและขอให้พูดเรื่องรักชาติ เยอะ ๆ พร้อมบ่นว่าพรรคเปิดตัวช้าไป ขณะที่ประชาชนหลายคนถามถึง รศ.ดร.เจษฎ์ เพราะเป็นแฟนคลับอาจารย์ ตั้งใจเดินเข้ามาเพื่อขอใบปลิว 

ทั้งนี้ระหว่างการลงพื้นที่ นายชัยวุฒิ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ทางการเมือง โดยแสดงความผิดหวังต่อท่าทีของหัวหน้าพรรคประชาชน หลังจากการปราศรัยเมื่อวานนี้ ที่หัวหน้าพรรค ประชาชน นายณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ กล่าวบนเวที ว่า “ทหารเขามีไว้ปกป้องประเทศ ไม่ได้มีไว้ปกครองประเทศ ” 

‘ภูมิ สวัสดี’ พรรครักชาติ หวิดโดนไล่  ชาวบ้านเห็นเป็นคนรุ่นใหม่ นึกว่า “พรรคส้ม”

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 เวลา 13.00 น. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ (เบอร์ 35) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4)และนายรัฐภูมิ วัลลิกุล เหรัญญิกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 9) ลงพื้นที่ย่านชุมชนประเวศ เขตประเวศ เพื่อช่วยหาเสียงและแนะนำตัว นาย นายภูมิ สวัสดี ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 21 (ประเวศ-สะพานสูง) หมายเลข 6   โดยทีมได้เดินเท้า เคาะประตูบ้าน เพื่อแนะนำตัว เสนอนโยบายและขอโอกาสเข้าไปรับใช้พี่น้องในสภาฯ 

โดยมีชาวชุมชนบางส่วนเห็นทีมพรรครักชาติเป็นเด็กรุ่นใหม่ ที่เดินเท้าเข้ามาเสียง จึงเข้าใจผิดคิดว่า “ผู้สมัครจาก พรรคส้ม” มาหาเสียง

ซึ่งเหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นในช่วงที่ทีมพรรครักชาติ กำลังเดินเข้าหาบ้านเรือนประชาชน มีช่วงหนึ่งที่ชาวบ้านในพื้นที่แสดงท่าทีไม่ตอบรับ และเกือบจะปิดประตูบ้านไม่ยอมออกมาพูดคุยด้วย เพราะเข้าใจผิดจากสัญลักษณ์และสีสันบางอย่างว่า เป็นกลุ่มผู้สนับสนุนหรือผู้สมัครจาก “พรรคประชาชน“หรือ “ด้อมส้ม” ซึ่งชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวอาจมีความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างออกไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อทีมงานได้เข้าไปชี้แจงและแนะนำตัวอย่างเป็นกันเองว่า นี่คือ “ภูมิ สวัสดี” เบอร์ 6 จาก “พรรครักชาติ” ไม่ใช่กลุ่มที่ชาวบ้านเข้าใจผิด ทันทีที่ทราบความจริง บรรยากาศที่เคยตึงเครียดก็กลับกลายเป็นรอยยิ้ม ชาวบ้านคนดังกล่าวได้เปลี่ยนท่าทีทันที พร้อมเปิดประตูบ้านออกมาต้อนรับอย่างเป็นกันเอง มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนปัญหาในชุมชน และให้กำลังใจนายภูมิอย่างอบอุ่น

"ตอนแรกนึกว่าสีส้มมา ผมเกือบปิดประตูหนีแล้ว แต่พอรู้ว่าเป็นพรรครักชาติ เป็นเบอร์ 6 ก็ยินดีเลยครับ เข้ามาคุยกันก่อน ยินดีต้อนรับเต็มที่" เสียงสะท้อนจากชาวบ้านในพื้นที่
.
“ภูมิ สวัสดี” มั่นใจ การลงพื้นที่คือหัวใจ
.
 

จับตา "วาระซ่อนเร้น" เมื่อนักการเมืองอึดอัด อยากเขียนกติกาใหม่ ให้ตัวเองพ้นผิด

ในโลกของการเงิน การ “ตีเช็คเปล่า” คือการลงลายมือชื่อในเช็คโดยไม่ระบุจำนวนเงิน ซึ่งมอบอำนาจให้ผู้ถือเช็คสามารถกรอกตัวเลขเท่าใดก็ได้ตามใจชอบ ความเสี่ยงทั้งหมดจึงตกอยู่กับเจ้าของเช็ค

ในบริบทการเมืองไทยปัจจุบัน ความพยายามที่จะ “รีเซ็ต” หรือ “ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ” โดยการโหวตประชามติเห็นชอบในหลักการล่วงหน้า กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากนักวิชาการและประชาชนบางกลุ่มว่า นี่คือการขอให้ประชาชนตีเช็คเปล่าทางการเมืองหรือไม่?

บทความนี้จะวิเคราะห์ว่าเหตุใดการแก้รัฐธรรมนูญ 2560 แบบล้างไพ่ทั้งใบ ถึงถูกเปรียบเปรยว่าเป็นความเสี่ยงระดับเช็คเปล่า
 
1. "ใครเขียน?" - ผู้ถือปากกาที่ไม่ระบุชื่อ
รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 แม้จะมีที่มาจากการแต่งตั้ง แต่เนื้อหาถูกนำไปทำประชามติให้ประชาชนเห็นชอบถึง 16.82 ล้านเสียง แต่สำหรับการยกร่างใหม่ทั้งฉบับในอนาคต ประชาชนถูกชวนให้ "เห็นชอบ" ก่อนที่จะรู้ว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ใครจะเป็นคนคัดเลือก และคนเหล่านั้นมีวาระซ่อนเร้น (Hidden Agenda) หรือไม่
ความเสี่ยง: หากผู้เขียนเป็นกลุ่มคนที่อิงแอบอยู่กับขั้วอำนาจการเมือง กติกาใหม่ที่ออกมาอาจถูกออกแบบมาเพื่อ "พวกพ้อง" มากกว่า "ประเทศชาติ"

2. "ด่านปราบโกง" - สิ่งที่จะถูกลบออกจากเช็ค
รัฐธรรมนูญ 2560 ถูกขนานนามว่าเป็น “ฉบับปราบโกง” เพราะมีการวางมาตรฐานจริยธรรมนักการเมืองไว้อย่างเข้มงวด และให้อำนาจองค์กรอิสระในการตรวจสอบอย่างเบ็ดเสร็จ
•    มาตรฐานจริยธรรม: ที่ทำให้นักการเมือง "นั่งไม่ติด" เพราะกลัวถูกสอย
•    การตรวจสอบคุณสมบัติ: ที่เข้มข้นจนคัดกรองคนเทาๆ ออกจากการเมือง
การขอแก้ "ทั้งฉบับ" เปรียบเสมือนการขออนุญาตลบด่านตรวจเหล่านี้ทิ้ง โดยไม่มีหลักประกันว่ากติกาใหม่จะมีด่านตรวจที่เข้มแข็งเท่าเดิม หรือจะกลายเป็นกติกาที่ "ปล่อยฟรี" ให้เหล่านักการเมืองทำงานได้สะดวกขึ้นโดยไร้การตรวจสอบ

3. "ค่าใช้จ่ายหมื่นล้าน" - ตัวเลขที่ประชาชนต้องจ่าย
การทำประชามติและการยกร่างใหม่ทั้งฉบับต้องใช้งบประมาณแผ่นดินมหาศาล (คาดการณ์ว่าไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท) หากเทียบกับการแก้ไข "รายมาตรา" ในส่วนที่มีปัญหาจริงๆ การทำใหม่ทั้งฉบับจึงเป็นการลงทุนที่สูงมาก โดยที่ประชาชนยังไม่เห็น "สินค้า" หรือ "ผลลัพธ์" ว่าจะคุ้มค่ากับเงินภาษีหรือไม่

4. "เช็คเปล่าที่แลกด้วยความมั่นคง"
รัฐธรรมนูญ 2560 ใช้งานมาเกือบ 10 ปี ผ่านการเลือกตั้งมาแล้วหลายครั้ง จนเริ่มเห็นร่องรอยของเสถียรภาพทางการเมืองและการวางรากฐานการปฏิรูป การกดปุ่ม "รีเซ็ต" ทั้งหมด อาจนำไปสู่ภาวะสุญญากาศทางการเมือง หรือความขัดแย้งรอบใหม่หากเนื้อหาที่ร่างออกมาไม่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
คำถามสำคัญ: เราจะทิ้งกติกาที่คน 16.8 ล้านคนรับรอง เพื่อไปตายเอาดาบหน้ากับกติกาที่ยังไม่เห็นแม้แต่ร่างแรกจริงหรือ?

5. วาระซ่อนเร้น: แก้เพื่อประชาชน หรือ แก้เพื่อพ้นผิด?
แรงจูงใจของพรรคการเมืองที่เร่งรีบผลักดันเรื่องนี้ ถูกมองว่าอาจไม่ใช่เรื่องของ "ประชาธิปไตย" เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการพยายามลดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ เพื่อให้ฝ่ายการเมืองมีอำนาจล้นพ้นและลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบประเด็นจริยธรรม

แรงจัดชัดเจน! อ.อานนท์ ฟาดเปรี้ยงกลางรายการ เปรียบการทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญเป็น 'ไอ้โง่หมู่มาก จูงไอ้บอด' 

เจ้าตัวเผยเคยถามกลางหอประชุมที่มีแต่ระดับ ป.โท-ป.เอก ยังไม่มีใครกล้ายืนยันว่าเข้าใจรัฐธรรมนูญทุกมาตรา แล้วประชาชนทั่วไปจะเหลืออะไร?

เลือกตั้ง’69 EP#5 นโยบายขายฝัน “พูดได้ แต่ทำไม่ได้”

ตลอดเวลานับแต่ พ.ศ. 2475 ที่มีระบอบประชาธิปไตยและการเลือกตั้งในบ้านเรา มีการเลือกตั้งมาแล้ว  27 ครั้ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยคือ นโยบายขายฝัน “พูดได้ แต่ทำไม่ได้” ของนักการเมืองและพรรคการเมืองส่วนใหญ่มาก ๆ ของไทย ซึ่งเป็นปมประเด็นปัญหาที่สำคัญจนทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองไม่เจริญก้าวหน้าเท่าที่ควรจะเป็น    

นโยบายที่พรรคการเมืองต่าง ๆ ได้ปราศรัยหาเสียงไว้ก่อนการเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นโยบายด้านเศรษฐกิจและสังคมจะพบว่า ส่วนใหญ่ของนโยบายเหล่านั้นเป็นไปได้ยากที่จะนำมาปฏิบัติได้จริงเพื่อให้เกิดผลสำเร็จตามที่ได้เสนอ จึงเป็นการขายฝันให้พี่น้องประชาชนคนไทยเพื่อให้เกิดความหวัง และยินยอมเลือกลงคะแนนให้ 

นโยบายขายฝันมักถูกสร้างให้มีความน่าเชื่อถือ น่าสนใจ และทำให้เชื่อว่า มีความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จ โดยเริ่มจากปัญหาของชาติที่สร้างความเจ็บปวดร่วมกัน โดยการเสนอผลลัพธ์ในฝันที่ไม่มีรายละเอียดของนโยบาย พูดถึงแต่ชีวิตความเป็นอยู่หลังจากนโยบายประสบความสำเร็จ มุ่งเน้นไปที่ศักดิ์ศรี เสรีภาพ ความปลอดภัย และโอกาส แต่ไม่มีการพูดถึงว่า นโยบายขายฝันเหล่านั้นทำทำได้อย่างไร งบประมาณจำนวนมหาศาลที่จะใช้ในการทำโครงการเล่านั้นได้มาอย่างไร จากแหล่งทุนไหน หรือจากการกู้ยืมและกลายเป็นหนี้สาธารณะไปในที่สุด

‘ฮาร์ท’ ได้ที!! แชร์คลิปชาวเน็ตถามกลับจะไปสู้ทำไม ชี้ศัตรูที่แท้จริงคือ ‘คอร์รัปชัน’ ไม่ใช่สงคราม สวน ‘ดร.เจษฎ์’ ปมปลุกใจสู้แบบ ‘ชาวบางระจัน’

กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ เมื่อสุทธิพงศ์ ทัดพิทักษ์กุล หรือ ฮาร์ท อดีตพิธีกรและนักร้องชื่อดัง ได้โพสต์คลิปของชาวเน็ตรายหนึ่งได้ออกมาโพสต์คลิปวิดีโอตอบโต้แนวคิดของ รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก จากเวทีดีเบตเมื่อวันที่ 21 มกราคม ที่ผ่านมา โดยเฉพาะประเด็นการปลุกใจให้ต่อสู้กับมหาอำนาจแบบยอมตายถวายชีวิตเหมือนชาวบ้านบางระจัน

โดยหนุ่มเจ้าของคลิปวิดีโอแสดงความคิดเห็นโต้แย้งในประเด็นดังกล่าว ด้วยการตั้งคำถามกลับแรงๆ ว่า “จะสู้ไปทำไม สู้อะไร และอย่าลากใครไปตาย”

เจ้าของคลิปได้ระบุว่า ในความเป็นจริงมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธยิงถล่มไทย เขามีวิธีอื่นมากมายที่จะทำให้เราศิโรราบโดยไม่ต้องใช้กำลัง พร้อมทั้งงัดข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เรื่อง ‘บางระจัน’ มาแย้งว่า สาเหตุที่ค่ายแตกไม่ใช่เพราะขาดใจสู้ แต่เพราะขาดอาวุธ ปืนใหญ่แตกเพราะเพิ่งหล่อ ทางกรุงศรีอยุธยาก็ไม่ให้ยืมปืน แล้วจะเอาอะไรไปสู้เขา

หนุ่มรายนี้ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่แท้จริงของประเทศว่า ไม่ใช่ศัตรูจากภายนอก แต่คือ “การคอร์รัปชัน” ที่กัดกินประเทศไทยมานานหลายร้อยปี พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่มักหยิบยกประเด็น “สงคราม” และความ “ชาตินิยม” มาใช้เรียกคะแนนเสียง โดยไม่คำนึงถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นจริง ดังเช่นกรณีข้อพิพาทชายแดนที่ผ่านๆ มา ซึ่งสุดท้ายมีแต่ความสูญเสีย

“ไม่ต้องไปตั้งหน้าตั้งตาที่จะรบกับใครหรอก แค่เอาคอร์รัปชัน ออกจากบ้านเมืองเราให้ได้มากที่สุดก่อนก็พอ พอมันไม่มีคอร์รัปชัน บ้านเมืองก็จะเริ่มดีขึ้น ปากท้องประชาชนก็จะดีขึ้น” เจ้าของคลิปกล่าว

นอกจากนี้ ในช่วงท้ายคลิปยังได้ฝากข้อคิดถึงคนไทยทุกคนสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง โดยระบุว่านี่คือหนทางแก้ไขที่ไวที่สุด เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ สว. ไม่สามารถโหวตเลือกนายกฯ ได้แล้ว เสียงของประชาชนจะส่งผลโดยตรง

เจ้าของคลิปทิ้งท้ายด้วยการเตือนสติว่า ขอให้เลือกคนที่ตั้งใจเข้ามาทำงานเพื่อประชาชนจริงๆ ไม่ใช่พวกที่ดีแต่พูดแล้วหายเงียบ เพื่อให้ภาษีถูกนำมาใช้พัฒนาสวัสดิการและปากท้องของคนจน ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่กับกลุ่มทุนหรือผู้มีอำนาจ พร้อมคำแนะนำสั้นๆ ว่า “ใครที่ซื้อเสียง อย่าไปเลือก เพราะมันเลวร้ายตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว”

โดยช่วงท้ายคลิป นายสุทธิพงศ์ ยังได้กล่าวย้ำว่า “ยกลูกสาวให้เลย  แชร์กันให้เยอะๆ นะครับเพื่อน"

ชาวบางระจัน ติง ‘วิโรจน์’ อย่าล้ำเส้น ยัน ‘ดร.เจษฎ์’ รำดาบถวายพระเจ้าตากด้วยทักษะที่ต้องฝึกฝน ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่ใครก็ทำได้

จากกรณีที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้ล้ำเส้นแซะ รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ ที่ได้ทำการรำดาบถวายสมเด็จพระเจ้าตากสิน เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดี ในเวทีดีเบตเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา

ล่าสุด หนึ่งในชาวบ้านบางระจัน จ.สิงห์บุรี ได้ออกมาให้ข้อมูลเรื่องดังกล่าวว่า ในอดีตบรรพบุรุษของเราที่ได้ใช้อาวุธเหล่านี้ หมายถึงว่า ดาบ พลอง ง้าว จอบ มีด เสียม เคียว ในการต่อสู้กับข้าศึกศัตรูที่มารุกรานผืนแผ่นดินไทยของเรา และขอชื่นชมอาจารย์เจษฎ์ ที่ได้นำวิชากระบี่กระบองซึ่งเป็นวิชาการต่อสู้ที่สืบทอดมา ไปรำถวายมือให้กับบูรพมหากษัตริย์ได้ชม ซึ่งต้องยอมรับว่าท่านมีความรู้ความสามารถทางด้านวิชากระบี่กระบองในระดับหนึ่ง เป็นคนที่มีภูมิความรู้ในการรำดาบ ซึ่งต้องขอชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง เพราะในการจับดาบ ถือดาบ และการกวัดแกว่งดาบ ไม่ใช่ว่าใครๆ จะมาจับแล้วมาทำเล่นได้ จะต้องมีทักษะในด้านนี้เป็นอย่างดี

“ต้องขอชื่นชมอาจารย์เจษฎ์ ที่ท่านมีความรู้ มีความตั้งใจ ในการสืบสานศิลปวัฒนธรรมของไทยอันนี้เอาไว้ให้ลูกหลานได้เห็น อันนี้ต้องขอชื่นชมครับ”

อ.เจษฏ์ เดือด!! ตอกกลับ ‘วิโรจน์’ อย่าเเขวะเรื่องรำดาบสักการะพระเจ้าตาก ย้ำชัด ทำเพื่อถวายความจงรักภักดี 

รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ เตือน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อย่าล้ำเส้นเรื่องรำดาบ ระวังจะโดน

‘เจษฎ์’ ฝาก ‘วิโรจน์’ เคลียร์ด้อมส้ม โอดโดนทัวร์ลงหนักโลกออนไลน์ แต่โลกความจริงกำลังใจเพียบ แฉเบื้องหลัง "IO สีเทา-เว็บพนัน" จี้ กกต. เร่งสอบเส้นทางเชื่อมโยงพรรคการเมือง 

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ เปิดใจหลังลงสนามการเมืองเต็มตัว ยอมรับ "งง" เจอถล่มยับทั้งที่เพิ่งเริ่ม แฉข้อมูลเชิงลึก เชื่อมีขบวนการ "สีเทาออนไลน์" ใช้ AI และเครือข่ายเว็บพนันปั่นกระแสโจมตี จี้ กกต. ตรวจสอบด่วน หวั่นเงินสีเทาครอบงำการเลือกตั้ง

แม้ตนจะไม่เคยเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองโดยตรงมาก่อน แต่เมื่อก้าวเข้ามาทำหน้าที่นี้ กลับต้องเผชิญกับปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO (Information Operations) ที่รุนแรงและผิดปกติ ซึ่งตนถูกโจมตีอย่างหนักในโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะขยับตัวไปทางไหน โดยมีการระบุพาดพิงถึงกลุ่มการเมืองสีหนึ่งว่า "สีส้มชอบผมมาก ขยับขวาโดนด่าห้าพันที ขยับซ้ายโดนด่าสองพันที รวมๆ แล้วเป็นหมื่นเป็นแสน" ซึ่งทำให้เกิดความสงสัยว่าเหตุใดจึงมีการระดมโจมตีที่รุนแรงขนาดนี้

 รศ.ดร.เจษฎ์ ยังได้เน้นย้ำถึงข้อมูลที่ได้รับจากผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ที่ชี้ว่าศักยภาพในการระดมโจมตีระดับนี้ คนธรรมดาทั่วไปทำไม่ได้ แต่ต้องใช้เครื่องมือระดับสูงอย่าง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเครือข่ายบอท (Bot)

"ผู้เชี่ยวชาญบอกผมว่า พวกที่มีความสามารถในการทำ IO ผ่านออนไลน์ มักจะเป็นพวกเดียวกับ 'สีเทา' ในโลกออนไลน์ พวกเว็บพนัน หรือพวกที่ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ในการปลุกปั่นยุยง" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

ขณะที่มีข้อสังเกตเชื่อมโยงกับกรณีที่ นายไชยชนก (ชิดชอบ) เคยออกมาเตือนเรื่องกลุ่มทุนสีเทาในโลกออนไลน์ โดย รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุว่า เมื่อตรวจสอบบัญชีผู้ใช้งานที่เข้ามาโจมตีตน พบความผิดปกติที่น่าสงสัยว่าอาจเป็นกลุ่มเดียวกับเครือข่ายธุรกิจสีเทาเหล่านี้

จึงขอเรียกร้องไปยัง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้เข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเตือนว่าหากมีการเชื่อมโยงกันจริงระหว่างพรรคการเมืองและกลุ่มธุรกิจสีเทา เพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการเลือกตั้ง ถือเป็นอันตรายร้ายแรงต่อระบอบประชาธิปไตย

"ถ้ามันเชื่อมโยงกันจริง อันตรายครับ รบกวน กกต. ตรวจสอบให้ดี ถ้าเอาสีเทาสีดำมารวมกันแล้วใช้ในการเลือกตั้ง ต้องจัดการ"


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top