Friday, 3 July 2026
POLITICS

ชนะที่ 1 ไม่สู้รวมเสียงได้!! ความจริงของระบบรัฐสภาที่คนไทยต้องรู้ รัฐบาลเกิดจากทีมที่รวมเสียงได้ ชี้ ในระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องแปลก "นิวซีแลนด์-เดนมาร์ก -เยอรมนี" เคยมีมาแล้ว

“แกนนำจัดตั้งรัฐบาล” ไม่ได้แปลว่า “พรรคอันดับ 1 เท่านั้น” เพราะระบบรัฐสภาวัดกันที่ “รวมเสียงได้” และ “ทำงานเป็นทีม”

วาทะกรรมที่ได้ยินบ่อยในสังคมไทยคือ “พรรคอันดับ 1 ต้องได้ตั้งรัฐบาล” หรือ “ที่หนึ่งคือเจ้าของประเทศ” ฟังดูง่าย จำง่าย แต่ไม่ตรงกับหลักการของระบบรัฐสภาแบบชัดเจน
หัวใจของระบบรัฐสภาไม่ได้อยู่ที่ “ใครได้ที่นั่งมากสุด” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ใครสามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนในสภาได้มากพอ” เพื่อให้สภาไว้วางใจและให้รัฐบาลทำงานได้จริง
แปลไทยเป็นไทย: ในระบบรัฐสภา รัฐบาลเกิดจาก “ทีม” ที่รวมเสียงได้ ไม่ใช่ “พรรคเดียว/คนเดียว” ที่ประกาศว่าเป็นผู้ชนะแล้วทุกอย่างต้องเป็นของตน
หลักการสั้น ๆ ที่ต้องจำให้ขึ้นใจ
• ประชาชนเลือก “สส.” ก่อน แล้วรัฐบาลเกิดจากการรวมเสียงในสภา
• รัฐบาลต้อง “คุมเสียง” ให้ได้อย่างน้อยสำหรับการโหวตไว้วางใจ (confidence) และการผ่านงบประมาณ (supply)
• การเจรจาจัดตั้งรัฐบาล/ข้อตกลงร่วม (coalition หรือ confidence-and-supply) คือเรื่องปกติของรัฐสภา ไม่ใช่เรื่องแปลก
• ดังนั้น “อันดับ 1” อาจไม่ได้เป็นแกนนำรัฐบาล ถ้ารวมเสียงไม่ได้หรือสร้างข้อตกลงร่วมไม่สำเร็จ

ตัวอย่างต่างประเทศ: ไม่ใช่ที่หนึ่ง แต่ตั้งรัฐบาลได้ เพราะรวมเสียงได้สำเร็จ
นิวซีแลนด์ (2017): National ได้ที่นั่งมากสุด แต่ Labour ได้เป็นรัฐบาล
ผลเลือกตั้งทำให้ไม่มีพรรคใดครองเสียงข้างมาก พรรค New Zealand First ถือ “ดุลอำนาจ” และเลือกจับมือ Labour พร้อมมีข้อตกลงสนับสนุนจาก Greens ทำให้ Jacinda Ardern ได้เป็นนายกรัฐมนตรี — สะท้อนว่าเกมจริงอยู่ที่การรวมเสียงหลังเลือกตั้ง

เดนมาร์ก (2011): Venstre ยังเป็นพรรคใหญ่สุด แต่ฝ่ายตรงข้ามรวมเสียงได้จึงเปลี่ยนรัฐบาล
แม้พรรค Venstre จะเป็นพรรคเดี่ยวที่ใหญ่ที่สุด แต่กลุ่มพรรคฝ่ายค้านรวมเสียงได้มากกว่า จึงเกิดรัฐบาลใหม่ที่นำโดย Social Democrats และ Helle Thorning-Schmidt ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

สหราชอาณาจักร (ก.พ. 1974): Conservatives ได้ที่นั่งมากกว่า แต่ตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ สุดท้าย Labour เป็นรัฐบาล
เกิด ‘hung parliament’ นายกฯ Edward Heath (Conservative) พยายามเจรจาจัดตั้งรัฐบาลแต่ไม่สำเร็จ จึงเปิดทางให้ Harold Wilson (Labour) จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย

เยอรมนีตะวันตก (1969): CDU/CSU ใหญ่สุด แต่ SPD จับมือ FDP ตั้งรัฐบาล Brandt
แม้ CDU/CSU จะเป็นกลุ่มใหญ่สุด แต่ SPD รวมเสียงกับ FDP ตั้งรัฐบาล และ Willy Brandt ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี (Chancellor) — เป็นการเปลี่ยนรัฐบาลครั้งสำคัญหลัง CDU/CSU ครองอำนาจยาวนาน

ทำไมต้องย้ำเรื่องนี้? เพราะความเข้าใจผิดทำให้สังคมโกรธผิดเป้า
เมื่อสังคมถูกป้อนความคิดว่า “ที่หนึ่งเท่านั้นที่มีสิทธิ์ตั้งรัฐบาล” ผลคือประชาชนจำนวนมากจะตีความกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล (ซึ่งเป็นเรื่องปกติของรัฐสภา) ว่าเป็น “ดีลลับ” ทั้งที่หลายประเทศทำเป็นข้อตกลงเปิดเผยและตรวจสอบได้
ความจริงคือ เราควรถามคำถามที่สำคัญกว่า: ใครตั้ง “ทีม” แล้วทำให้นโยบายผ่านสภาได้? ใครทำให้งบประมาณผ่านได้? ใครรับผิดชอบร่วมกันได้เมื่อทำไม่ได้ตามสัญญา?

ระบบรัฐสภาคือ “ระบบทีมเวิร์ก”
แกนนำจัดตั้งรัฐบาลคือคน/พรรค/ขั้วการเมืองที่ “รวมเสียงได้มากพอ” และ “รักษาความไว้วางใจของสภาได้” ไม่ใช่ตำแหน่งที่แจกให้พรรคอันดับ 1 แบบอัตโนมัติ
ถ้าอยากให้ประชาธิปไตยเดินได้จริง เราต้องเลิกเชื่อวาทะกรรมที่ทำให้สังคมเข้าใจระบบผิด แล้วหันมาอ่านเกมรัฐสภาให้เป็น: ชนะเลือกตั้งคือหนึ่งขั้น แต่ตั้งรัฐบาลได้ต้องชนะสมการรวมเสียง และทำงานร่วมกันเป็นทีม

อ้างอิง
• UK Parliament: What is a hung Parliament? https://www.parliament.uk/about/how/elections-and-voting/general/hung-parliament/
• UK House of Commons Library: How is a Prime Minister appointed? https://commonslibrary.parliament.uk/how-is-a-prime-minister-appointed-2/
• UK Cabinet Office: The Cabinet Manual (PDF) https://assets.publishing.service.gov.uk/media/5a79d5d7e5274a18ba50f2b6/cabinet-manual.pdf
• House of Commons (Canada) Procedure and Practice: Majority supporting the Government https://www.ourcommons.ca/procedure/procedure-and-practice-4/ch02-3-e.html
• 2017 New Zealand general election (government formation summary) https://en.wikipedia.org/wiki/2017_New_Zealand_general_election
• 2011 Danish general election (government formation summary) https://en.wikipedia.org/wiki/2011_Danish_general_election
• February 1974 UK general election (hung parliament summary) https://en.wikipedia.org/wiki/February_1974_United_Kingdom_general_election_in_England
• 1969 West German federal election (coalition formation summary) https://en.wikipedia.org/wiki/1969_West_German_federal_election
• Encyclopaedia Britannica: Germany – Ostpolitik and reconciliation (1969–89) https://www.britannica.com/place/Germany/Ostpolitik-and-reconciliation-1969-89

เป็นสะพานให้คนรุ่นใหม่ เปิดประวัติ 'อ.เจษฏ์-ชัยวุฒิ' คู่แคนดิเดตนายกฯ 'พรรครักชาติ' "ไม่โกง ไม่เทา ไม่เกาหลัง" อีกทางเลือกคนรุ่นใหม่ ที่รักชาติ

เปิดประวัติ “อ.เจษฎ์–ชัยวุฒิ” คู่แคนดิเดตนายกฯ พรรครักชาติ จัดเต็ม! DNA ไม่โกง ไม่เทา ไม่เกาหลัง อีกทางเลือกคนรุ่นใหม่ รักชาติ

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568 พรรครักชาติยื่นชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 2 คน ได้แก่ รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก เป็นลำดับที่ 1 (เป็น “แคนดิเดตคนนอก” และไม่ได้ลงปาร์ตี้ลิสต์) และ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรค เป็นลำดับที่ 2 (พร้อมลงปาร์ตี้ลิสต์ลำดับ 1) โดยเปิดความคิดชัดว่า “รักชาติ...ไม่ใช่แค่คำพูด“ พร้อมวลีชุดใหญ่ “ไม่โกง ไม่เทา ไม่เกาหลัง” และพูดถึงโจทย์ “การเมืองโฉด–ข้าราชการชั่ว–ทุนสามานย์” ที่ต้องจัดการให้ได้ 

“อ.เจษฎ์–ชัยวุฒิ” จับคู่เพื่อความลงตัวในความหมายของคำว่า ‘รักชาติ’ ประกอบเป็น “พรรครุ่นใหม่” แบบที่มีทั้ง หลักคิด (ideology) และ เครื่องมือ (operating system) อยู่ในพรรคไปพร้อมๆ กัน

รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก : รักชาติแบบ “ยึดกติกา–คุมเกมด้วยนิติรัฐ”

ประวัติการศึกษา (รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก) 
- นิติศาสตร์บัณฑิต (LL.B.) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- Juridical Science Master (JSM), Stanford University
- Juridical Science Doctor (JSD), Stanford University
- หลักสูตรผู้บริหาร/ธรรมาภิบาล: Director Certification Program (DCP) รุ่น 127 และ Director Accreditation Program (DAP)

อ.เจษฎ์ คือ “นักวิชาการกฎหมายระดับประเทศ” และ “ผู้เชี่ยวชาญรัฐธรรมนูญ/ทรัพย์สินทางปัญญา”  

แต่แก่นที่น่าสนใจคือ อ.เจษฎ์ถูกวางให้เป็น ‘ผู้คุมมาตรฐานความชอบธรรม’ ของพรรค มากกว่าคนหาเสียงแบบนักการเมือง

สายรัฐธรรมนูญ/ปฏิรูป/ต่อต้านทุจริต: มีบทบาทเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และเกี่ยวข้องงานปฏิรูปด้านปราบปรามทุจริต—นี่ทำให้ “รักชาติ” ในแบบเขา ถูกผูกกับคำว่า “กติกา” ไม่ใช่แค่อารมณ์ร่วม

สายทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่ไม่ค่อยถูกหยิบมาเล่า: ถ้าพรรคจะ “รักชาติของคนรุ่นใหม่” จริง ๆ IP คือสนามที่เข้ากับยุคครีเอเตอร์–สตาร์ทอัพ–ซอฟต์พาวเวอร์ที่สุด เพราะมันคือ “การคุ้มครองมูลค่าที่คนไทยสร้าง” ตั้งแต่แบรนด์ เพลง ดีไซน์ นวัตกรรม ไปถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น

รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก เป็นแคนดิเดตลำดับ 1 แบบไม่สังกัดพรรค โดยพรรครักชาติ “ดูที่ความเหมาะสม ไม่ใช่สายสัมพันธ์” พรรคอยากให้ “รักชาติ” ถูกตีความเป็น มาตรฐานคุณธรรม+ความสามารถ มากกว่า โควตาพรรค/บ้านใหญ่/นายทุน

ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รักชาติแบบ “โครงสร้างพื้นฐาน–อธิปไตยดิจิทัล” และทักษะการสร้าง “ระบบ” มากกว่า “สโลแกน”

ประวัติการศึกษา (นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์)

- ระดับมัธยม: โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
- ปริญญาตรี: วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (วิศวกรรมอุตสาหการ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- ปริญญาโท: วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต (วิศวกรรมอุตสาหการ) University of Southern California (USC)
- ปริญญาโท: ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (เศรษฐศาสตร์) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ชัยวุฒิในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล เศรษฐกิจ และสังคม เส้นทางการเมืองหลายพรรค เข้าสู่การเมืองตั้งแต่ปี 2544 แต่สิ่งที่ทำให้ชัยวุฒิ กลายเป็น “แกนสร้างพรรค” คือ เขาเป็นนักการเมืองสายระบบ—คุ้นกับเครื่องมือรัฐ, งบประมาณ, โครงสร้างพื้นฐาน และงานที่ต้องใช้การจัดการจริง

มุมที่มักไม่ถูกเล่า: ถ้า “รักชาติ” จะเป็นของคนรุ่นใหม่ มันต้องลงไปอยู่ในเรื่อง ข้อมูล–ไซเบอร์–แพลตฟอร์ม–การหลอกลวงออนไลน์–การคุ้มครองผู้บริโภคดิจิทัล–อุตสาหกรรมเทค ซึ่งเป็นสนามที่ “รัฐต้องทำเป็น” ไม่ใช่แค่พูดเก่ง และนี่คือพื้นที่ที่ชัยวุฒิถูกวางให้เป็นคน “ทำให้เกิดระบบ” มากกว่าคน “ทำให้เกิดอารมณ์ร่วม”

สูตรผสม 2 แคนดิเดตนายกฯ พรรครักชาติ คือ หลักคิดเข้ม + ระบบทำงานจริง = อีกทางเลือกคนรุ่นใหม่ รักชาติ

นี่คือ “พรรครุ่นใหม่” แบบที่ไม่ยึดติดกับสูตรการเมืองไทยดั้งเดิมที่มักเริ่มจาก “ทุน–บ้านใหญ่–เครือข่ายหัวคะแนน” โดยวาทกรรม “ไม่ง้อนายทุน” เน้นย้ำ ไม่โกง ไม่เทา ไม่เกาหลัง และมี จุดยืนต่อ “การเปลี่ยนแปลง แก้ไขปัญหาให้ประเทศไทย” ในแนวทางที่มาจากคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง

'ดร.โจ้' แจงปม 'ดร.เอ้' ปลื้มพิธา ยันแค่ชอบสไตล์ทำงานทันสมัย แต่หัวใจยืดมั่นปกป้อง 3 เสาหลัก ลั่น "ถ้า ดร.เอ้ คิดล้มล้าง...ผมจะไปคนแรก"

เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.68 นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล รองโฆษกพรรคไทยก้าวใหม่ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า มีหลายท่านสอบถามผมเรื่อง ดร.เอ้ แคนดิเดตนายกฯ คลิปโหวตนักการเมือง ผมขอเรียนในมุมมองของผมที่ได้ใกล้ชิดกับ ดร.เอ้ ตามนี้นะครับ

เรื่องแรก ดร.เอ้ เป็นคนรุ่นใหม่ เรียนจบต่างประเทศ จบสถาบันหลายแห่ง ดังนั้นจะมีแนวในเรื่องสไตล์การทำงานที่มุ่งเน้นไปในเรื่องความทันสมัย ปรับตัว ตามเทรนด์โลกผมจึงเข้าใจว่าพิธาจึงเป็นคำตอบในมุมมองของ ดร.เอ้ ถ้าเปรียบเทียบท่านอื่นๆ ที่เห็นว่ามันเป็นเรื่องของสไตล์การทำงาน หรือวิธีการทำงาน

เรื่องที่ 2 ความแตกต่างในเรื่องอุดมการณ์ ดร.เอ้ ไม่ได้มีแนวความคิดล้มล้างสถาบัน หรือเป็นภัยต่อความมั่นคง
ถ้าจะล้ม หรือเป็นภัย ก็เป็นต่อเหล่าสแกมเมอร์ การคอร์รัปชัน และปัญหาที่ซ้ำซาก เช่น น้ำท่วม การศึกษาที่ล้มเหลว ปากท้องฝืดเคือง เป็นต้น มากกว่าที่มัวไปมุ่งแก้ ม.112 ที่พยายามทำมาตลอด 9 ปี โดยละเลยเรื่องสำคัญๆ ที่ควรทำก่อนในหลายครั้ง

เรื่องที่ 3 สไตล์ของ ดร.เอ้ เป็นคนไม่ชอบความไม่ถูกต้อง ไม่ชอบการบิดเบือน หรือสร้าง “เฟคนิวส์” ข่าวลวง ข่าวปลอม เพื่อให้ประเทศชาติเสียหาย สร้างความสับสนให้กับประชาชน รวมไปถึงการโจมตีโดยไร้เหตุผล จึงพูดตามความคิดในแง่มาจากตัวตนที่บริสุทธิ์ จากใจ ไม่ได้เป็นปลาไหลเหมือนนักการเมืองทั่วไป
และด้วยเพราะบุคลิกของนักวิชาการ ผสมวิศวกร  ทำให้ ดร.เอ้ เป็นคนคล่องแคล่ว ว่องไว ฉะฉาน มั่นใจ เลยทำให้ดูโผงผางไปบ้าง แต่จะแฝงด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจเต็มเปี่ยม

เรื่องที่ 4 ตามที่ผมเคยเขียนไปก่อนหน้านี้แล้วว่า ดร.เอ้ อยู่ข้างทหารมาตลอด รวมไปถึงพูดเรื่องการเจรจานั้น หมายถึงนับจากนี้ต่อไปต้องมีการเจรจาที่ชัดเจน รัดกุม ในเมื่อเจรจาแล้วไม่เป็นไปตามข้อตกลง ก็ดำเนินการด้วยวิธีทหารเท่านั้น
อย่างเช่นที่เกิดขึ้นกับเขมร ดร.เอ้ เห็นแล้วว่าการเจรจาไม่เป็นผล ละเมิดทุกข้อตกลง จึงควรใช้มาตรการรุนแรงเพื่อยุติสงครามโดยเร็วที่สุด แล้วรีบกลับมาฟื้นฟูประเทศไทย พร้อมผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงที่อยู่ชายแดน
และอีกหลายประเด็น อยากให้ลองไปฟังคลิปเต็มๆ หรือดูในเพจ ดร.เอ้ เพจพรรค โดยตรง เพราะบางท่านอาจจะฟัง หรืออ่านท่อนใดท่อนนึง แล้วตีความโดยไม่ได้ฟัง อ่าน ที่เหลือทั้งหมด

“ผมบอกกับทุกท่านตรงนี้ได้เลยครับว่า ถ้า ดร.เอ้ แคนดิเดตนายกฯ พรรคไทยก้าวใหม่ มีแนวโน้มที่จะบั่นทอน 3 เสาหลักของประเทศ ผมคนนึงที่จะไม่อยู่ตรงนี้”

จึงขอเรียนอธิบายมาเพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน และขอขอบคุณทุกท่านจำนวนมาก ที่ส่งความห่วงใยในเรื่องนี้มาถึงผมด้วยครับ

 

‘อนุทิน’ แจงไม่ร่วมดีเบต เหตุประเทศมีปัญหาเยอะ เอาเรื่องอธิปไตยก่อน บอกพูดไม่เก่ง -ไม่ชอบตอบโต้ เดี๋ยวชวนทะเลาะ

26 ธ.ค. 68) เมื่อเวลา 12.30 น. ที่สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ไม่ไปออกรายการดีเบตหาเสียงว่า ตนยังทำหน้าที่นายกฯ ซึ่งไม่ใช่รักษาการ และไม่มีคำว่ารัฐบาลรักษาการ มันกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่าประเทศต้องมีรัฐบาลตลอดเวลา วันนี้ประเทศไทยมีปัญหาเยอะแยะ เดี๋ยวตนต้องกลับไปสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ตนเอาเรื่องอธิปไตยก่อนดีกว่าไหมตรงนี้สำคัญกับตนมากกว่าที่ทำอย่างไรก็ได้ให้ความเสี่ยง ความหวาดกลัว ความหวาดระแวง การสูญเสียของพี่น้องทหารและประชาชน เอาเรื่องนี้ให้จบไปก่อน 

นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องการหาเสียงเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ตนก็ใช้เวลากับประชาชนเกือบ 4 ชั่วโมง ในการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. เปิดนโยบายของพรรคภูมิใจไทยให้รับทราบเพื่อไปพิจารณา และจากนี้ไปก็มีเวลาอีก 40 กว่าวันที่ผู้สมัครแต่ละคนไปหาเสียงในพื้นที่ โดยสไตล์การทำงานของตนทำงานเป็นทีม ถ้าตนเก่งทุกอย่าง ตนก็คงประสบความสำเร็จเร็วกว่านี้ มากกว่านี้ แต่ตนก็ใช้ทีมของตนใครมีความรู้ความสามารถด้านไหนก็เอาไป 

เมื่อถามว่า จะไม่ไปดีเบตกับเขา นายอนุทินกล่าวว่า ตนพูดไม่เก่ง ตนไม่ชอบตอบโต้ พอตอบโต้ เดี๋ยวทะเลาะกัน ตนหลีกเลี่ยงการทะเลาะกัน ตนก็มีสไตล์การใช้ชีวิตองตน ซึ่งตนไม่อยากไปว่ากล่าวใคร ไม่อยากไปกล่าวหาใคร ตนไม่อยากไปแก้ตัวในสิ่งที่ถูกกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริง เพราะไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร สมมุติมีการดีเบตกัน วันนี้ตนเป็นนายกฯ จะพูดอะไรก็ต้องระวังหมดทุกฝีก้าว บางทีก็สับสวิตซ์ไม่ทัน ตนก็มีความชัดเจนว่า นโยบายของพรรคภูมิใจไทย ไทยแลนด์พลัส คนละครึ่งพลัส การศึกษาพลัส การค้าพลัส ขายข้าวพลัส และเรื่องสแกมเมอร์ที่ต้องเอาให้อยู่ แสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และความตั้งใจเจตนารมณ์แผนการทำงานที่จะทำ ถ้ามีโอกาสได้กลับมาได้เป็นผู้บริหารประเทศอีกรอบ ตนมีความชัดเจนในตรงนี้อยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ที่มีการพูดว่ากลัวที่จะพลาดพลั้ง ไม่เกี่ยวกันใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนพูดไม่เก่ง พูดไปแล้วก็ไม่ได้ผลบวกอะไรขึ้นมา มีแต่ลบ เพราะต้องไปทะเลาะกับเขา ต้องไปดีเฟน ต้องไปชี้แจง ไม่ได้ทันได้พูดคุยกัน ไปดีเบต 5 คน 7 คน หรือบางครั้ง 10 คน พูดกันคนละ 2 นาที ตนพูดไม่ได้ ตรงนี้อาจจะเป็นจุดอ่อนของตนให้ตนพูด 3 ชั่วโมงพูดได้ แต่ให้พูด 2 นาทีพูดไม่ได้ ถ้าไปแล้วต้องไปนั่งตอบโต้ข้อกล่าวหาต่างๆไม่ได้พูดเรื่องตัวเอง มันเสียเวลาคนฟัง ซึ่งตนมีความชัดเจนในเรื่องนโยบายของพรรคภูมิใจไทยอยู่แล้ว ซึ่งตนก็หาทางสื่อสารกับประชาชนในรูปแบบที่สื่อสารได้ชัดเจน และไม่ถูกจำกัดด้วยเวลา  ตนมีเวลา 40 กว่าวัน อย่างวันที่ 27 ธ.ค. ตนก็ไปเปิดตัวผู้สมัครสส. และเดินสาย 3-4 จังหวัดไปหาประชาชนเลย ไม่ต้องผ่านการดีเบตหรืออะไรต่างๆ ตนก็มีแนวทางการทำงาน ไปรับฟังสิ่งที่ประชาชนอยากให้เกิด อยากเห็นและคาดหวังจากตนได้ในอีกรูปแบบหนึ่ง

เมื่อถามว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน จะไม่มีการโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ และรัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นจะเป็นการต่อสู้กันระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินกล่าวว่า “ทำไมถึงไม่โหวต ที่ไม่โหวตเพราะ โกรธที่ผมยุบสภาหรือ ผมทำชั่วทำอะไร ผมทำเลวอะไรกับประเทศชาติหรือเปล่าถึงไม่มาร่วมงาน ถ้าพวกท่านบอกว่าตัวเองเป็นคนดี มีความสามารถ รักชาติรักบ้านเมืองเหมือนกัน ผมก็รักชาติรักบ้านเมืองไม่แพ้กัน ทำไมถึงทำงานร่วมกันไม่ได้ ยังทันเลือกตั้งเลย พี่น้องประชาชนยังไม่ทันตัดสินเลย แล้วมาบอกว่าไม่ทำงานร่วมกันแล้ว ถึงเวลาลุยต้องลุย ถ้าจะต้องถอยแล้วบ้านเมืองเดินหน้าไปได้ก็ต้องถอย ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะร่วมกับใครไม่ได้ อย่างที่ผมพูดไม่ร่วมกับพรรคไหนที่ไปแต่มาตรา 112 ซึ่งเป็นแนวทางของพรรคภูมิใจไทย

เมื่อถามว่า หากไม่มีเรื่องนี้เข้ามาเกี่ยว สามารถคุยกันได้กับทุกพรรค นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ติดมาตั้งแต่เป็นหัวหน้าพรรคว่า ตนต้องฟังการตัดสินใจของประชาชน หากประชาชนเลือกพรรคนี้มาเท่านี้ เลือกอีกพรรคนึงมาเท่านี้ เราก็สามารถแปลความต้องการของประชาชนออกมาได้ว่าเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่า หากผ่านการเลือกตั้งไปแล้ว ต้องมีการจับขั้วกับพรรคกล้าธรรมและพรรคประชาธิปัตย์ แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์บอกว่าไม่เอาพรรคกล้าธรรม จนทำให้ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ควันออกหู นายอนุทิน กล่าวว่า แล้วมันดีไหม พี่น้องประชาชนควรรับรู้ไหมว่า ร.อ.ธรรมนัสควันออกหู พี่น้องประชาชนได้อะไรจากการโกรธของ ร.อ.ธรรมนัส ฉะนั้นเราต้องมีกระบวนการยุติธรรม อย่างเรื่องสแกมเมอร์ วาทกรรมที่ไม่บอกคนนี้ชั่ว คนนี้เลว ไปกล่าวหาก่อน โดยที่กระบวนการยุติธรรม ยังไม่มีศาลไหนที่ตัดสินเลย ถ้าอย่างนี่ใครก็ให้ทีมงานไปกล่าวหา ก็คงไม่มีใครมาทำหน้าที่รับใช้บ้านเมืองกันพอดี

เมื่อถามว่า ที่นายอภิสิทธิ์ระบุจะไม่ร่วมกับพรรคกล้าธรรม แสดงว่าเขายังไม่ได้ตัดพรรคภูมิใจไทยออกจากสมการใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า รอวันที่ประชาชนตัดสินใจ เพราะไม่ได้มีข้อกฎหมายกำหนดอะไรที่หัวหน้าพรรคต้องมาบอกว่าจะร่วมกับคนนั้นไม่ร่วมกับคนนี้ ที่ผ่านมามีคนพูดแบบนี้เยอะแยะ ไม่มีวัน ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้ ตายดีกว่า แล้วเป็นอย่างไรตนไม่เคยพูดเลย มีแต่คนอื่นพูดว่าไม่ร่วมกับตน ซึ่งตนเพิ่งพูดว่าถ้าพรรคไหนที่แตะมาตรา 112 ตนไม่ร่วม ตั้งแต่เล่นการเมืองมาจำได้ว่าก็พูดแค่นี้ ถ้าร่วมกันต้องมานั่งหาเหตุผลอธิบาย ซึ่งฟังไม่ได้เรื่องซักอย่าง

เมื่อถามว่า หมายตาไว้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราอยู่ในการเมืองมา จะใช้คำว่าเก๋าก็ไม่ได้เพราะเดี๋ยวจะชมตัวเอง ต้องใช้คำว่า เข้าใจทำใจได้ว่า เมื่อถึงเวลาหลังเลือกตั้งแล้ว ไม่เกินเที่ยงคืนของวันเลือกตั้งก็จะเห็นรัฐบาลทันที ไม่ว่าจะรับรองหรือไม่รับรองนี่คือสิ่งที่ตนเชื่อ และที่ผ่านการเลือกตั้งมา 3-4 ครั้ง ก็เห็นอย่างนี้ตลอดไม่ต้องรอนาน หลังการเลือกตั้งปี 62 พรรคภูมิใจไทยได้ 51 เสียง มีโทรศัพท์มาหา 500 สาย ตนก็คิดว่าถึงเวลาคุยหรือยัง เพราะเราไม่ใช่แกนนำ แต่ตนก็ไม่เคยพูดว่า ตนจะไม่ร่วมกับใคร เพราะว่าถ้าประชาชนเลือกแล้ว ตนว่าตนมีเกราะป้องกัน ส่งเข้ามา 51 คน คนเข้ามา 71 คนเที่ยวหน้าหวังว่าจะเข้ามา 100 กว่าคน 

เมื่อถามย้ำว่า ต้องมี 100 กว่าใช่ไหม นายอนุทินกล่าวว่า ก็หวัง ต้องทำให้ดีประชาชนสั่ง ประชาชนเป็นคนเลือกกำหนดเองไม่ได้ ถ้ากำหนดเองได้ก็มี 500 คนไปเลยให้หมดเรื่องหมดราว แต่มันทำไม่ได้ ตอนที่พรรคภูมิใจไทยมา 71 คน พวกตนอ่านความต้องการของพี่น้องประชาชนได้ เมื่อเสียงส่วนใหญ่ว่ามาแบบนี้ตนก็ไป เพราะตนมาทำงานให้กับประเทศและประชาชน ตนก็ทำอย่างนี้มาตลอด คนการเมืองถ้าเข้าใจหลักการทำงานของตน ที่ผ่านมาตอนทำงานเป็นรองนายกฯ เป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านเข้าใจตน ท่านเห็นว่ามาทำงานร่วมกันแล้วดี สามัคคีคือพลัง ตรงไหนเข้าท่าสนับสนุน ตรงไหนไม่เข้าท่าก็ดุด่าว่ากล่าว ก็จบ4 ปี สวยงามระบบสาธารณสุขประเทศไทยก็เป็นอันดับ 6 ของโลก ประเทศไทยมีความเป็นปึกแผ่น ไม่มีความแตกแยก

“พอหลังเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้เป็นนายกฯ แล้ว ผมก็มีนายกฯ ใหม่อีก 2 คนก็ทำงาน ก็สนับสนุนยืนเคียงข้างนายกฯ ตลอดเวลา ไม่เคยคิดจะไปไปทาบเงา เป็นรองนายกฯ เป็น รมว.มหาดไทย ทำงานสนับสนุนรัฐบาลเต็มที่ แต่อีกฝั่งไม่ได้คิดอย่างผม มันก็เลยมีวันนี้ ไม่อย่างนั้นวันนี้ผมก็ยังเป็นรองนายกฯ เป็นรมว. มหาดไทย และก็ช่วยกันทำงานอีก 2 ปีก็จะมีการเลือกตั้ง” นายอนุทินกล่าว

เมื่อถามว่า ตอนนั้นน้อยใจหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า  ผมเสียใจ ไม่ได้น้อยใจหัวยังไม่ได้ล้าน แต่เสียใจที่ทำไมแปลเจตนารมณ์ผมผิด และข้อกล่าวหาที่บอกว่า ผมทำงานไม่ดี ทำงานช้า ทำงานไม่ทันใจทำงานไม่เข้าเป้า แต่ผลโพลผมตามหลังนายกฯ เรื่องยาเสพติดก็มีคนมาร่วมกับผมเยอะแยะไปหมด แต่ก็ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดี ถ้าเขาไม่ไล่เราออกมา เราก็คงไม่ได้เป็นนายกฯ ก็ต้องขอบคุณที่เขาไล่ออกมา ส่วนตัวผมไม่มีโกรธ

เมื่อถามว่า สรุปว่าออกเองหรือเขาไล่ออกมา นายอนุทิน กล่าวว่า ได้รับข้อเสนอที่รับไม่ได้ เหมือนได้รับเงิน 3 แสนบาท แต่บอกให้ไปรับ 1.8 แสนบาท แล้วจะเปลี่ยนไหม ฉันใดก็ฉันเพล (ฉันใดก็ฉันนั้น) 

เมื่อถามว่า ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนฟาดกลับนายอนุทินหยุดสร้างนิทานหลอกเด็กกรณีมาตรา 112 แจงชัดยกมือดีเบตแค่ดันนิรโทษกรรมคดีการเมือง พรรคประชาชน(ปชน.)ไม่หวั่นพรรคน้ำเงินขู่ไม่จับมือพร้อมสู้เลือกตั้ง

โดยนายอนุทิน กล่าวว่า น้ำเงินน่าจะหมายถึงพรรคภูมิใจไทย ก็ไม่ได้ขู่ใคร แต่เรื่องของมาตรา 112 จะปรับเปลี่ยนให้มันไม่มีการบังคับที่เข้มงวดแบบนี้พรรคภูมิใจไทยไม่เอาด้วยอยู่แล้วพูดง่ายๆมาตรา 112 มีความสมบูรณ์อยู่แล้ว เราต้องปกป้องสถาบันหลักของชาติเอาไว้ เรื่องการผลักดันนิรโทษกรรมผู้ที่ทำผิดมาตรา 112 ตนว่าแทนที่จะไปผลักดันการนิรโทษกรรมผู้กระทำผิดมาตรา 112 ผลักดันให้คนไม่ลบหลู่สถาบันพระมหากษัตริย์ดีกว่าไหม จะได้ไม่ทำผิดกฎหมาย เราเป็นคนไทยเราก็ต้องหวงแหนสถาบันหลักของเราเหมือนกัน และถ้าใครมาพูดว่ากล่าวให้ร้าย ตนและพรรคภูมิใจไทยไม่ยอม โดยเฉพาะตัวของตนมีความชัดเจนไม่ได้สร้างนิทานหลอกเด็ก เกิดมาก็หลอกคนเดียวคือคนที่นอนติดกันทุกคืน เวลาทำอะไรผิด คนอื่นไม่เคยหลอก เด็กผู้ใหญ่ คนสูงอายุ ไม่มี 

พิธีกรถามต่อว่านายกฯดีเบตออกรายการไปถึงนายณัฐพงษ์ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่กล้าหรอกครับ ตนถึงบอกเอามา ก็เอามานั่งเถียงกันแล้วประชาชนได้อะไร ถ้าเกิดเป็นแบบนี้ร่วมกันไปประเทศก็น่าจะเสียหาย ไปฟาดฟันกันในคณะรัฐบาลมันยิ่งหนัก ชัดเจนกันแบบนี้มันก็ดีอยู่แล้วให้ประชาชนตัดสิน

พิธีกรถามอีกว่าสุดท้ายนายกฯอยากบอกอะไรกับประชาชน นายอนุทิน กล่าวว่า ขอบคุณประชาชนในโอกาสที่ให้ตนปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและได้รับกำลังใจ เสียงสนับสนุนที่เห็นด้วยกับสิ่งที่ตนได้ดำเนินการวางเป็นกรอบนโยบายให้กับประเทศไทยในช่วงระยะเวลาที่ตนทำหน้าที่นายก ฯ อยากขอความเข้าใจและการสนับสนุนจากประชาชนอีกครั้งในการเลือกตั้งที่จะมาถึงในวันที่8 ก.พ. 2569 คิดว่าน่าจะได้เลือกตั้งแน่รัฐบาลพร้อมที่จะให้การสนับสนุนคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ในการเลือกตั้งอยู่แล้วและกกต.ได้ออกมาตรการสำหรับการเลือกตั้ง ต่อให้ยังมีสถานการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นก็ยังสามารถที่จะเลือกตั้งได้ ก็ขอให้ประชาชนได้เชื่อมั่นว่าตนจะทำงานรับใช้ท่านและประเทศไทยอย่างเต็มที่

'เท้ง' ฟาดกลับ 'อนุทิน' หยุดสร้างนิทานหลอกเด็ก ปม ม.112 แจงชัดยกมือดีเบต แค่ดันนิรโทษกรรมคดีการเมือง

(26 ธ.ค. 68) - นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวตอบโต้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่า ต้องบอกว่าการยกมือในวันนั้น ไม่ใช่การเห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 112 แต่เป็นการผลักดันเรื่องนิรโทษกรรมของนักโทษที่โดนคดีทางการเมือง การให้สัมภาษณ์ของนายอนุทินมีความน่าเป็นห่วง เนื่องจากเอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้าง และสร้างเงื่อนไขทางการเมือง พร้อมตั้งคำถามว่าเอาเรื่องนี้มาเรียกกระแสอะไรหรือไม่ ทั้งๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับการแก้ไขมาตรา 112

ดังนั้น ตนไม่อยากให้นายอนุทินเอาเรื่องนี้มาเป็นวาทกรรม สร้างนิทานหลอกเด็ก ในกรอบการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ไม่มีพรรคการเมืองใดสามารถผลักดันเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 ได้อีกแล้ว

ส่วนกระแสข่าวที่พรรคน้ำเงินจะไม่จับมือกับพรรคส้ม นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่มีความกังวลใดๆ เพราะการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ ประชาชนจะต้องเลือกระหว่างรัฐบาลของพรรคประชาชน หรือรัฐบาลของนายอนุทิน

ศักดิ์ศรีซื้อไม่ได้!! 'สรรเพชญ' เปิดใจครั้งแรก หลังซบภูมิใจไทยเป็นทางการ เหตุพรรคเดิมไร้ความชัดเจนทางการเมือง ย้ำจุดยืน "ไม่แลกศักดิ์ศรีกับอำนาจ"

‘สรรเพชญ’ เปิดใจครั้งแรกหลังย้ายซบภูมิใจไทย ประกาศศึกการเมืองเขต 1 ย้ำไม่แลกศักดิ์ศรีกับอำนาจ มวลชนแห่ให้กำลังใจแน่น

เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2568 ที่อำเภอเมืองสงขลา บรรยากาศการเมืองคึกคัก เมื่อมวลชนชาวสงขลาจำนวนมากร่วมให้กำลังใจ นายสรรเพชญ บุญญามณี อดีต ส.ส.สงขลา เขต 1 ในโอกาสเปิดศูนย์ประสานงานพรรคภูมิใจไทย เขต 1 พร้อมเปิดใจเป็นครั้งแรก หลังตัดสินใจย้ายสังกัดทางการเมืองและประกาศเสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้งอีกสมัย ในนามพรรคภูมิใจไทย

นายสรรเพชญ ระบุว่า ตลอดเกือบ 3 ปีในสภาผู้แทนราษฎร ตนได้นำปัญหาของจังหวัดสงขลาเข้าสู่เวทีสภาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในช่วงที่ทำหน้าที่ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล พร้อมย้ำจุดยืนทางการเมืองชัดเจนว่า การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมา เป็นไปตามความเห็นและอุดมการณ์ของตน ซึ่งสอดคล้องกับการกระทำตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

อดีต ส.ส.สงขลา เขต 1 ยอมรับว่า ก่อนหน้านี้มีกระแสความไม่ชัดเจนทางการเมืองภายในพรรคเดิม จนทำให้ตัดสินใจเปิดการพูดคุยกับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้ให้โอกาสและเปิดพื้นที่ในการทำงานอย่างจริงใจ โดยเป้าหมายหลักคือการผลักดันการพัฒนาจังหวัดสงขลาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนในพื้นที่ภาคใต้

ช่วงท้าย นายสรรเพชญ ประกาศจุดยืนบนเวทีอย่างหนักแน่นว่า จะไม่แลกศักดิ์ศรีกับอำนาจทางการเมือง และไม่ยึดติดกับการเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมรัฐบาล แต่จะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน พร้อมยืนยันว่า การย้ายมาพรรคภูมิใจไทยคือก้าวใหม่ทางการเมืองที่ยังยึดมั่นในอุดมการณ์เดิม และพร้อมพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งในสนามเลือกตั้งเขต 1 สงขลาที่กำลังจะมาถึง

เสริมทัพไทยก้าวใหม่!! ไทยก้าวใหม่ 'สุกฤษฎิ์ชัย' นักวิชาการสิ่งแวดล้อม ผนึกกำลัง 'ดร.เอ้-คุณหญิงกัลยา' เปิดตัวชิง สส.กทม. เขต 3 พรรคไทยก้าวใหม่ ชูธงดันนโยบายสิ่งแวดล้อมให้เป็นจริง

‘สุกฤษฏิ์ชัย’ นักวิชาการสิ่งแวดล้อม เปิดตัวชิง สส.กทม. เขต 3 พรรคไทยก้าวใหม่ ผนึกกำลัง ‘ดร.เอ้-คุณหญิงกัลยา’ ลุยเลือกตั้ง 2569

นายสุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์ รองผู้อำนวยการมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ ได้เปิดเผยผ่านเพจเฟซบุ๊ก “สุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์ - Sukritchai Teeraroengrit" ความว่า “เพื่อให้ได้ผลักดันนโยบาย ความรู้ และความคิดเพื่อบ้านเมือง กับคนที่ใช่และพรรคที่ชอบ รวมถึงการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ผมทำงานมาอย่างต่อเนื่อง

ผมพร้อมและอาสาลง สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 3 (เขตยานนาวาและบางคอแหลม) พรรคไทยก้าวใหม่ ที่นำโดย ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคฯ และ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานพรรคฯ ซึ่งเป็นผู้นำทางการเมืองที่มีความเชี่ยวชาญและพร้อมเข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศของเราให้ดีขึ้น ให้เป็นประเทศที่”ใช่“ของพวกเราทุกคน”

ก้าวใหม่ให้ไทยสตรอง ไปด้วยกัน

โดยนายสุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์นั้น เป็นนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ที่ทำงานด้านนี้มาอย่างยาวนาน รวมถึงเคยดำรงตำแหน่ง กรรมาธิการ พรบ.การรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม (PRTR Act.) และที่ปรึกษากรรมาธิการ พรบ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด (Clean Air Act.) ตลอดจนทำกิจกรรมและผลักดันงานด้านสิ่งแวดล้อม ด้วย

อุดมการณ์ไม่ใช่คำสวยหรู แต่คือสัญญาระยะยาวของประเทศ เซ็ก 5 สัญญาณของพรรคที่มี "อุดมการณ์จริง" จุดความหวังพาไทยจะพ้นวนลูปเดิม อย่าให้พรรคไร้แก่น "ใช้เป็นเครื่องมือชนะเลือกตั้ง"

พรรครัก “อำนาจ” หรือพรรครัก “อุดมการณ์”? ถ้าอยากให้ไทยเจริญจริง เราต้องเริ่มจากการเมืองที่มีแก่น

การเมืองที่ทำให้ประเทศเจริญ ไม่ได้เริ่มจากคำขวัญแรง ๆ หรือแจกสิทธิประโยชน์รายรอบ แต่เริ่มจาก “เข็มทิศ” ว่าพรรคการเมืองเชื่ออะไร เห็นประเทศแบบไหน และจะพาไปทางไหน
แม้ในเชิงหลักการ พรรคการเมืองถูกออกแบบให้เป็นการรวมตัวของคนที่มีแนวคิด/อุดมการณ์ร่วมกัน และทำหน้าที่ “ชี้ทิศทาง” ให้สังคมผ่านอุดมการณ์และแนวนโยบาย
แต่ปัญหาคือ ในโลกความจริง พรรคจำนวนไม่น้อยทำงานเหมือน “ทีมเลือกตั้ง” มากกว่า “สถาบันทางการเมือง”
ลักษณะที่เห็นบ่อย
• วันนี้พูดอย่าง พรุ่งนี้กลับอย่าง เพราะเป้าคือชนะรอบหน้า ไม่ใช่ชนะอนาคต
• นโยบายกลายเป็นเมนูบุฟเฟต์ ไม่ใช่แผนประเทศ
• คนย้ายพรรคง่ายกว่าย้ายค่ายมือถือ เพราะไม่มีแก่นให้ยึด
ผลลัพธ์คือประเทศเสียต้นทุนมหาศาล: นโยบายสะดุดทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาล โครงการดี ๆ ไม่ต่อเนื่อง ระบบราชการไม่รู้จะยึด “ทิศทาง” ไหน ประชาชนหมดศรัทธา แล้วการเมืองก็วนกลับไปที่การ “เอาชนะ” มากกว่าการ “แก้ปัญหา”

“พรรคที่มีอุดมการณ์จริง” หน้าตาเป็นอย่างไร
อุดมการณ์ไม่ใช่การติดป้ายว่า “ฝ่ายนี้-ฝ่ายนั้น” แต่อยู่ที่ความสม่ำเสมอ + ความรับผิดชอบ + ความโปร่งใส และทำให้ประชาชนตรวจสอบได้
พรรคที่มีอุดมการณ์จริง ควรมี 5 อย่างนี้
1. ประกาศคุณค่า (Values) ชัด: พรรคยืนบนอะไร เช่น เสรีภาพ โอกาสเท่าเทียม ประสิทธิภาพรัฐ สวัสดิการถ้วนหน้า การกระจายอำนาจ ฯลฯ
2. แปลงคุณค่าเป็นนโยบายที่ “เข้าชุด”: นโยบายไม่ขัดกันเอง และไม่เปลี่ยนไปตามกระแสทุกสัปดาห์
3. มีวินัยทางการเมือง: ส.ส./ผู้สมัครยึดแนวทางเดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างพูด
4. ประชาธิปไตยภายในพรรคจริง: ไม่ใช่พรรคเจ้าของคนเดียว
5. พร้อมให้ตรวจสอบด้วยตัวเลข: มีเป้าหมายระยะ 1–4–10 ปี พร้อมตัวชี้วัด ไม่ใช่แค่คำสัญญา

ทำไมไทย “ติดหล่ม” เมื่อพรรคไม่ยึดอุดมการณ์
เมื่อพรรคไม่ยึดอุดมการณ์ การเมืองจะถูกดันไปสู่ “ดีล” และ “ผลประโยชน์เฉพาะหน้า” มากกว่าแข่งขันกันด้วยแนวทางแก้ปัญหา

ระบบพรรคที่ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคกับประชาชน “ผูกกันด้วยนโยบาย/อุดมการณ์” มักทำให้การเมืองมีเสถียรภาพและคาดการณ์ได้มากขึ้น ตรงข้ามกับระบบที่พึ่งเครือข่าย-การอุปถัมภ์ ซึ่งพาประเทศวนกับเกมเดิมและทำให้ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ถูกแก้

ทางออก: ถ้าอยากให้ไทยเจริญจริง ต้อง “อัปเกรดพรรค” ไม่ใช่แค่ “เปลี่ยนหน้า”
ข้อเสนอแบบจับต้องได้
พรรคการเมืองควรทำ
• ออก “รัฐธรรมนูญพรรค” ฉบับอ่านง่าย 10 หน้า: เราเชื่ออะไร ทำไม และจะทำอย่างไร
• ทำ “งบประมาณเงา (shadow budget)” ของนโยบายใหญ่ ๆ ให้ประชาชนเห็นที่มาที่ไป
• ตั้งสถาบันนโยบาย/การศึกษาในแนวทางพรรคอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการพัฒนาคน
• เปิดกระบวนการคัดผู้สมัครแบบโปร่งใส วัดจากความสามารถและความสอดคล้องกับแนวทาง ไม่ใช่แค่ “มีทุน-มีทีม”
ประชาชนควรถามพรรคให้ชัด (ก่อนกากบาท)
• ถ้าพรุ่งนี้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ/น้ำท่วม/ภัยพิบัติ พรรคจะตัดสินใจบน “หลัก” อะไร
• นโยบายที่หาเสียง ขัดกับแนวทางเดิมของพรรคไหม
• ถ้าไม่ได้เป็นรัฐบาล พรรคจะผลักดันอะไรต่อ และยอมโหวตอะไรไม่ได้ (เส้นแดงของพรรคคืออะไร)

ประเทศไทยจะเดินหน้าได้จริง เมื่อพรรคการเมืองเลิกเป็น “เครื่องมือชนะเลือกตั้ง” แล้วกลับมาเป็น “สถาบันที่มีแก่น” เพราะอุดมการณ์ที่แท้จริงคือสิ่งเดียวที่ทำให้นโยบายต่อเนื่อง การเมืองคาดการณ์ได้ ประชาชนตรวจสอบได้ และประเทศวางแผนระยะยาวได้

เพราะท้ายที่สุดแล้ว หากไม่มีอุดมการณ์ ก็ไม่มีทิศทาง—และประเทศที่ไม่มีทิศทาง ต่อให้วิ่งเร็วแค่ไหนก็หลงทางอยู่ดี

ย้ำจุดยืนความถูกต้องมาก่อนความได้เปรียบ ยัน "ปชป." ปักหมุดจริยธรรมการเมือง ลั่นชัดเจน ไม่ร่วม "กล้าธรรม"

(24 ธ.ค.2568) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จากกรณีที่สังคมให้ความสนใจต่อเวทีดีเบตของไทยรัฐเมื่อวานโดยเฉพาะประเด็นเรื่อง ความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล ว่าพรรคใดสามารถร่วมได้ และพรรคใดไม่สามารถร่วมได้จึงขอใช้พื้นที่นี้อธิบายเจตนาและจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์อย่างตรงไปตรงมา

ขอท้าวความไปถึงจุดเริ่มต้นของการกลับมาอีกครั้งของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป้าหมายสำคัญของการกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อตำแหน่งหรืออำนาจ แต่เพื่อกอบกู้ความศรัทธาของพี่น้องประชาชนที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์และทำให้พรรคกลับมาเป็นทางเลือกที่ดีอีกครั้งท่ามกลางสภาพการเมืองที่ประชาชนจำนวนมากรู้สึกอึดอัดและหมดหวัง

สิ่งที่เป็นที่ประจักษ์เกี่ยวกับคุณอภิสิทธิ์มาโดยตลอดคือการยึดมั่นในสัจจะวาจา หลักการ ความซื่อสัตย์และมาตรฐานด้านจริยธรรมซึ่งเป็นคุณค่าที่คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งเพราะเราเชื่อว่าการเมืองที่ดีต้องเริ่มจากความถูกต้องก่อนความได้เปรียบ

ด้วยเหตุนี้การประกาศจุดยืนในเวทีดีเบตว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรมได้จึงเป็นการแสดงความชัดเจนต่อประชาชนไม่ใช่การเมืองแบบกั๊ก หรือการพูดเผื่อทางถอย

และขอเรียนให้เข้าใจตรงกันว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ประกาศตัวว่าจะเป็นฝ่ายค้านแต่เป็นการประกาศเงื่อนไขอย่างตรงไปตรงมาเพื่อให้ประชาชน “เลือกอย่างชัดเจน” ว่าต้องการการเมืองที่ยืนอยู่บนหลักจริยธรรมแบบใด

คำถามสำคัญที่อยากชวนคิดร่วมกันคือประชาชนต้องการนักการเมืองที่พูดคลุมเครือเพื่อรักษาพื้นที่ทางการเมืองหรือผู้นำที่กล้าแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนแม้จะไม่ถูกใจทุกคน

เพราะการเมืองที่ดีควรตั้งอยู่บนความชัดเจน ความรับผิดชอบและการเปิดพื้นที่ให้ถกเถียงกันอย่างมีเหตุผล มากกว่าการหลบเลี่ยงเพื่อประโยชน์ระยะสั้น

พรรคประชาธิปัตย์ เลือกยืนบนหลักการและขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าการเมืองแบบใด คือการเมืองที่ประเทศควรเดินไปข้างหน้าอย่างแท้จริง
 

โฆษกกล้าธรรม โต้เดือด ‘อภิสิทธิ์’ ปมประกาศไม่รวมงานพรรคกล้าธรรม หลังเลือกตั้งปี 2569

(24 ธ.ค. 2568) นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ โฆษกพรรคกล้าธรรม กล่าวตอบโต้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศบนเวทีดีเบตว่าจะไม่ร่วมงานกับ พรรคกล้าธรรม ภายหลังการเลือกตั้งปี 2569 ว่า ท่าทีดังกล่าวสะท้อนแนวคิดทางการเมืองที่มุ่งสร้างความแตกแยก มากกว่าการแสวงหาความสามัคคีเพื่อร่วมกันทำงานให้ประเทศเดินหน้า

รุกฆาตเขมร!! 'อาจารย์อุ๋ย' งัดมาตรา 20 กฎบัตรอาเซียน แนะ กต. กดดันขับกัมพูชาพ้นสมาชิกอาเซียน หลังพบพฤติกรรมรุกรานอธิปไตยชัด ใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์-หนุนสแกมเมอร์

อาจารย์อุ๋ย จี้! ‘สีหศักดิ์’ เปิดเกมเดือด! กดดัน ‘อาเซียน’ ขับ ‘เขมร’ พ้นสมาชิก ไม่งั้นไทยเดินออกเอง 

(23 ธ.ค. 2568) - นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรือ อาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสเฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า “เรียนท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 

เนื่องจากในสถากรณ์ปัจจุบัน กัมพูชายังคงมุ่งโจมตีเป้าหมายพลเรือนไทย ใช้ทุ่นระเบิดสังหารส่วนบุคคล ใช้ประชาชนของไทยและตนเองเป็นโล่มนุษย์ ซึ่งละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ รวมทั้งมีส่วนเชื่อมโยมกับขบวนการสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ ที่ทั่วโลกต้องการปราบปรามกวาดล้าง ไทยต้องดําเนินตามขั้นตอนดังนี้ เพื่อรุกไล่และเพิ่มแรงกดดันบนเวทีโลกกับกัมพูชา โดยใช้อาเซียนเป็นเวที ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

1. ไทยต้องยื่นคำขาดให้อาเซียนลงมติขับกัมพูชาออกจากการเป็นสมาชิก!

ตามหลักของกฎบัตรอาเซียน ในส่วนอารัมภบท ให้ความสําคัญกับการเคารพในสิทธิมนุษยชน อธิปไตย หลักนิติธรรม สันติภาพ ความเอื้ออาทร และการไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน แต่ทว่า นับแต่วันที่กัมพูชาได้รุกลํ้าดินแดนไทย และโจมตีเป้าหมายพลเรือนของไทย ใช้ทุ่นระเบิดสังหารส่วนบุคคล และใช้ประชาชนของตนเองเป็นโล่มนุษย์ ซึ่งเป็นการละเมิดทั้งหลักการพื้นฐานของอาเซียนและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ไทยจึงจําเป็นต้องใช้สิทธิในการป้องกันตนเองตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ ตามหลักความได้สัดส่วน และจนถึงปัจจุบัน กัมพูชาก็ยังไม่มีท่าทีที่จะหยุดคุกคามไทย นอกจากนี้ กัมพูชายังเป็นภัยคุกคามของประชาคมโลกเนื่องจากรัฐบาลไม่ได้แสดงความจริงจังในการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ซึ่งเป็นอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติที่สร้างความเสียหายกับคนทั่วโลกนับล้านล้านบาทต่อปี 

ดังนั้น ไทยจึงต้องอาศัยอํานาจตาม ข้อ 20 (4) แห่งกฎบัตรอาเซียน เรื่องการละเมิดพันธกรณีอย่างร้ายแรง โดยไทยต้องเสนอต่อที่ประชุมผู้นำอาเซียนให้ลงมติ "ขับกัมพูชาออกจากสมาชิกภาพ" เพราะกัมพูชาละเมิดหลักการพื้นฐานของอาเซียนอย่างรุนแรง คือการไม่เคารพอธิปไตย ใช้กำลังอาวุธรุกรานสมาชิกด้วยกันเอง และละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ละเลยการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ ที่สร้างความเสียหายต่อมนุษยชาติ หากอาเซียนยังเก็บรัฐที่ละเมิดกฎหมายไว้ ก็เท่ากับอาเซียนกำลังฆ่าตัวตายในเชิงหลักการ!

2. หากเสียงส่วนใหญ่ในอาเซียนยังคง "แทงกั๊ก" หรือไม่กล้าลงมติขับกัมพูชาออกเพียงเพราะเห็นแก่ความเป็นพี่น้องจอมปลอม วินาทีนั้น ไทยจะใช้สิทธิ ถอนตัว (Withdrawal) อย่างเป็นทางการ
โดยเราจะแจ้งต่อชาวโลกว่า ‘ไทยไม่สามารถร่วมสังฆกรรมกับองค์กรที่โอบอุ้มผู้รุกรานได้’ เพื่อสร้างความชอบธรรม (Legitimacy) บนเวทีโลก ว่าที่ไทยออก ไม่ใช่เพราะยอมแพ้ แต่เพราะองค์กรนี้ ‘หมดความศักดิ์สิทธิ์’ ในการรักษาสันติภาพไปแล้ว

3. เมื่อไทยออกมาแล้ว เราก็ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว เพราะเราจะใช้วิธี Bilateral Bypass กล่าวคือเราเดินหน้าทำ Bilateral FTA และข้อตกลงความมั่นคงทวิภาคีกับเพื่อนสมาชิกรายประเทศที่ยังเห็นความสำคัญของไทย ซึ่งต้องไม่มีกัมพูชา! เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไว้และเมื่อไหร่ที่อาเซียนปฏิรูปตัวเองจนเดินไปในทิศทางที่ไทยต้องการ หรือเมื่อมีการกำจัด ‘เนื้อร้าย’ ที่ละเมิดกฎหมายออกไปแล้ว ไทยก็สามารถกลับเข้าสู่สมาชิกภาพได้อีกครั้งในฐานะ ‘ผู้กอบกู้หลักการอาเซียน’ ได้อย่างสง่างาม และทําให้โลกมองไทยเป็นตัวอย่างของ ‘ผู้กอบกู้หลักการของระบบพหุพาคีประชาคมโลก’ ด้วยความปรารถนาดี

ประเทศไม่ใช่ห้องแล็บ!! วัดกึ๋น 3 แคนดิเดตนายกฯ วิศวะ ‘เท้ง-หนู-เชน’ สแกนจุดเด่น-จุดเสี่ยง ในสมรภูมิเลือกตั้ง 2569 พร้อมวิธีคิดแบบ Engineer แก้แผลเรื้อรังคนไทย ในห้วงประเทศ ‘ไม่ต้องนับหนึ่งใหม่’ ทุกครั้งที่การเมืองสะดุด

3 แคนดิเดตนายกฯ สายวิศวะกับ 5 แผลเรื้อรังของคนไทย ‘ณัฐพงษ์–อนุทิน–ยศชนัน’ ใครเป็น “หัวหน้าช่าง” ใครเป็น “สถาปนิกประเทศ”?

การเมืองไทยกำลังเข้าสู่โหมดตัดสินจริง หลังการยุบสภาและกำหนดวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 สนามครั้งนี้ไม่ใช่แค่เลือกพรรค แต่คือการเลือก “วิธีคิด” ของคนคุมระบบประเทศ—และน่าสนใจตรงที่ตัวละครที่ถูกจับตา เป็น “สายวิศวะ” ถึง 3 คน ซึ่งแต่ละคนมาจากคนละสาย คนละวัฒนธรรมการแก้ปัญหา คำถามคือ คนไทยได้อะไรจากวิธีคิดแบบวิศวกร และอะไรคือกับดักที่ทำให้ประเทศวนซ่อมซ้ำ?

1) 3 วิศวะ 3 สูตรผู้นำ: ระบบ–หน้างาน–นวัตกรรม
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (เท้ง) — วิศวกรรมคอมพิวเตอร์: “แก้บั๊กทั้งระบบ”
• จุดเด่นคือคิดแบบ “รัฐเป็นแพลตฟอร์ม” เน้นข้อมูล โปร่งใส ลดขั้นตอน ลดดุลพินิจที่เปิดช่องทุจริต
• เหมาะกับโจทย์ราชการซ้ำซ้อน บริการรัฐที่ประชาชนต้องวิ่งหลายหน่วยงาน และการตรวจสอบงบประมาณแบบติดตามได้
• ความเสี่ยง: ระบบดีบนกระดาษ แต่ชนกำแพงผลประโยชน์แล้ว “ทำไม่ผ่านการเมือง” ถ้าสื่อสารไม่โดนใจคนฐานรากก็ยากจะสร้างแรงหนุน

อนุทิน ชาญวีรกูล (หนู) — วิศวกรรมอุตสาหการ: “หัวหน้าไซต์งาน–คุมคอขวด”
• วิธีคิดแบบอุตสาหการเน้นโฟลว์งาน ทรัพยากร การตัดสินใจหน้างาน—เหมาะกับงานบริหารวิกฤตและการทำให้เครื่องจักรรัฐเดิน
• ถนัดงานที่ต้องการ command & control ชัด เช่นภัยพิบัติ โครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ หรือการบริหารรัฐบาลผสมให้ระบบทำงานได้
• ความเสี่ยง: บริหารให้ “เดินได้” อาจกลายเป็นแค่การซ่อมเฉพาะหน้า หากไม่แตะรากปัญหาเรื่องกติกา ความโปร่งใส และการกระจายอำนาจ

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ — วิศวะไฟฟ้า/ชีวการแพทย์: “นักวิจัย–นวัตกรรม–รัฐดิจิทัลเชิงโครงสร้าง”
• พื้นฐานสายวิจัยทำให้เด่นเรื่องนโยบายที่ต้องใช้หลักฐานและเทคโนโลยี โดยเฉพาะสุขภาพ สังคมสูงวัย และการยกเครื่องการศึกษาเชิงระบบ
• มีภาพของ “สถาปนิกเชิงวิทยาศาสตร์” ที่คิดโครงสร้างมากกว่ามาตรการระยะสั้น
• ความเสี่ยง: ประเทศไทยไม่ใช่ห้องแล็บ—การเมืองไม่ให้เวลาทดลอง และแรงต้านจากระบบเดิมอาจทำให้สูตรที่ดี “ไม่ได้รับอนุมัติให้ใช้จริง”

2) 5 แผลเรื้อรังของคนไทย: ใครถนัดแก้อะไร (และต้องวัดผลยังไง)
• รัฐราชการช้า–ซ้ำซ้อน: ณัฐพงษ์ได้เปรียบเชิงแนวคิด (ลดขั้นตอน/ลดดุลพินิจ) แต่ต้องทำให้ผ่านด่านผลประโยชน์จริง
• เศรษฐกิจฐานรากตึง–SME ฟื้นช้า: อนุทินถนัดการจัดทรัพยากรและการคุมโฟลว์ แต่ต้องพิสูจน์ว่าโตแบบกระจาย ไม่ใช่กระจุก
• น้ำท่วม–ภัยพิบัติ–ความเสี่ยงทับซ้อน: สายบริหารหน้างานได้เปรียบ แต่ประเทศต้องขยับจาก “แก้หลังพัง” ไปสู่ “ป้องกันก่อนพัง”
• สังคมสูงวัย–ระบบสุขภาพ: ยศชนันน่าจะถูกคาดหวังสูงสุด แต่ต้องทำให้เทคโนโลยีลงถึงบริการปฐมภูมิ ไม่ค้างบนเวทีสัมมนา
• เสถียรภาพการเมือง–กติกาที่ทำให้ประเทศชะงัก: ณัฐพงษ์พูดเรื่องแก้กติกา, อนุทินพูดเรื่องทำให้เดินก่อน, ยศชนันพูดเรื่องออกแบบเชิงโครงสร้าง—ประชาชนต้องการ ‘ทำได้จริง’ ไม่ใช่เลือกคำที่ถูกใจ

3) นายกฯคือ “หัวหน้าช่าง” หรือ “สถาปนิกประเทศ”? คนไทยเบื่อซ่อมแล้ว
ประเทศเหมือนบ้านที่ไฟตก น้ำรั่ว ฝ้าพัง—เรามีคนเก่งซ่อม แต่ซ่อมแล้วพังซ้ำเพราะโครงสร้างเดิมยังอยู่ นี่คือคำถามที่ต้องโยนกลับไปยังผู้นำทั้งสาม:
1. จะซ่อมให้เดินต่อ (หัวหน้าช่าง) หรือจะรื้อกติกาเพื่อไม่ให้พังซ้ำ (สถาปนิกประเทศ)?
2. จะชนะเชิงระบบได้อย่างไร เมื่อผู้ได้ประโยชน์จากระบบเดิมไม่อยากให้เปลี่ยน?
3. จะทำให้ประชาชนเห็นผลในชีวิตจริงภายใน 6–12 เดือนแรก ด้วยตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้หรือไม่?

4) กับดักของนายกฯสายวิศวะ: เหตุผลไม่ชนะผลประโยชน์ด้วยตัวมันเอง
วิศวกรชอบคิดว่า “ออกแบบถูกต้อง ระบบจะทำงานเอง” แต่การเมืองไทยคือสนามที่คนใช้ระบบมีแรงจูงใจให้ระบบพัง แล้วค่อยขายบริการซ่อม 4 กับดักใหญ่ที่ทุกคนต้องผ่านคือ:
• ข้อมูลจริง แพ้ ความกลัว/ความเชื่อ: ต่อให้ตัวเลขถูก ถ้าสื่อสารไม่โดน ความจริงก็แพ้เรื่องเล่าในไม่กี่นาที
• แผนดี ไม่เท่ากับ ทำได้: สภาคือสนามต่อรอง—ต้องคุมเสียง คุมดีล และคุมผลกระทบ ไม่ใช่แค่คุมสไลด์
• ประโยชน์ส่วนรวม ไม่ได้ทำให้ระบบยอมเปลี่ยน: ระบบเดิมกลัวเสียอำนาจต่อรอง จึงยื้อจนหมดวาระเป็นปกติ
• เทคโนโลยีไม่ใช่คำตอบสุดท้าย: ถ้ากฎหมาย งบ คน และวัฒนธรรมไม่เปลี่ยน เทคจะกลายเป็นของโชว์

ประโยคเดียวที่ประชาชนควรย้ำใส่ผู้สมัครทุกคน: ประเทศไทยไม่ต้องการนายกฯที่ “วิศวกรเก่งที่สุด” แต่ต้องการนายกฯที่ทำให้ประเทศ ‘ไม่ต้องวนกลับมาเริ่มใหม่’ ทุกครั้งที่การเมืองสะดุด — และต้องกล้ายอมถูกวัดผลจริง

อ้างอิง 
Reuters (15 ธ.ค. 2025): กกต.ประกาศวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2026 หลังยุบสภา
AP (12 ธ.ค. 2025): รายงานการยุบสภาและเงื่อนไขเลือกตั้งภายใน 45–60 วัน
Reuters (17 ธ.ค. 2025): เพื่อไทยดัน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เป็นผู้ท้าชิงหลัก
เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล (thaigov.go.th): ประวัติและการศึกษา นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล
Khaosod English / Wikipedia: โปรไฟล์และการศึกษา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

‘สีหศักดิ์’ เผยผลประชุม รมว.การต่างประเทศ อาเซียนไร้ข้อตกลงหยุดยิง โยนใช้เวที GBC รมว.กลาโหมไทย-กัมพูชา คุยกันที่จันทบุรี 24 ธ.ค.นี้

(22 ธ.ค. 2568) ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงภายหลังการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียน สมัยพิเศษ ซึ่งรัฐบาลมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนปี 2025 เป็นเจ้าภาพจัดขึ้น เพื่อหารือสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยไทยขอขอบคุณมาเลเซียที่เปิดเวทีการประชุมในกรอบภูมิภาค เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและแสวงหาทางออกอย่างสร้างสรรค์

นายสีหศักดิ์ ระบุว่า ไทยมีจุดยืนที่ชัดเจนในการยึดมั่นสันติภาพ และมีความปรารถนาดีต่อประเทศเพื่อนบ้าน ดังเช่นที่ไทยเคยมีบทบาทช่วยฟื้นฟูสันติภาพในภูมิภาคมาแล้ว พร้อมย้ำว่าไทยต้องการเห็นสันติภาพที่แท้จริงและยั่งยืน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวต่อว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุปะทะในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา ไทยพยายามแก้ไขปัญหาผ่านกรอบทวิภาคีมาโดยตลอด แต่ฝ่ายกัมพูชากลับพยายามนำประเด็นเข้าสู่กรอบสหประชาชาติ แทนการเจรจาระหว่างสองประเทศ รวมถึงการเผยแพร่เทปเสียงจากการหารือ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศความไว้วางใจ อันเป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ไขปัญหา

นายสีหศักดิ์ กล่าวย้ำว่า การลงนามข้อตกลงหยุดยิงที่เมืองปุตราจายา เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม และข้อตกลงสันติภาพที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา สะท้อนความตั้งใจจริงของไทยในการเดินหน้าไปสู่สันติภาพ พร้อมยืนยันว่าข้อตกลงร่วมกับกัมพูชาเป็นเส้นทางสู่สันติภาพ แต่ฝ่ายกัมพูชาจำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างครบถ้วน ทั้งการลดอาวุธ ลดกำลังทหาร การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามอาชญากรรมข้ามแดนและแก๊งสแกมเมอร์ รวมถึงการจัดการปัญหาการรุกล้ำพื้นที่ ซึ่งทั้ง 4 ประเด็นถือเป็นสาระสำคัญ

โดยเฉพาะประเด็นการเก็บกู้ทุ่นระเบิด นายสีหศักดิ์ ระบุว่า เป็นเรื่องที่ประเทศไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่ง หลังเกิดเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดจนขาขาดมาแล้ว 6 ครั้ง และหลังการลงนามข้อตกลงยังเกิดเหตุซ้ำเป็นครั้งที่ 7 ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนไทยต้องการคำอธิบายที่ชัดเจน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับคำตอบที่เป็นรูปธรรมจากฝ่ายกัมพูชา

นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ ไทยไม่ได้มีเจตนาจะกล่าวโทษฝ่ายใด แต่ต้องการให้เกิดกระบวนการหยุดยิงที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงการประกาศฝ่ายเดียว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า แม้กัมพูชาจะพูดถึงการหยุดยิงในเวทีต่าง ๆ แต่กลับไม่เคยหารือกับไทยโดยตรง ซึ่งทำให้การเดินหน้าสู่สันติภาพเป็นไปได้ยาก

ทั้งนี้ ไทยเสนอให้มีการหารือระหว่างทหารของทั้งสองฝ่าย โดยใช้กรอบคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ซึ่งฝ่ายกัมพูชายอมรับข้อเสนอ และเห็นชอบให้มีการประชุม GBC ในวันที่ 24 ธันวาคมนี้ เพื่อหารือขั้นตอนต่าง ๆ ในการนำไปสู่การหยุดยิงอย่างเป็นรูปธรรม

นายสีหศักดิ์ ยืนยันว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อตกลงหยุดยิงอย่างเป็นทางการ และต้องรอผลการหารือในระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 24 ธันวาคม ที่จังหวัดจันทบุรี ต่อไป

ที่มา : https://mgronline.com/politics/detail/9680000123279

'พีระพันธุ์ – อรรถวิชช์ - นราพัฒน์' 3 แคนดิเดตนายกฯ ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ประกาศความพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง ชูสโลแกน 'เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ' ดันนโยบาย มั่นคง - ศก. – ปากท้อง ครบทุกมิต

'รทสช.' เปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ 'พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์' ชูสโลแกน 'เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ' ดันนโยบาย มั่นคง- ศก.-ปากท้อง พร้อมส่งกทม. ครบ 33 เขต

เมื่อเวลา 13.20 น.วันที่ 22 ธ.ค. ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค และนายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค แถลงนโยบายพรรค พร้อมเปิดสโลแกนพรรค “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” และเปิดแคนดิเดตนายกฯ 3 คน ได้แก่ นายพีระพันธุ์ นายอรรถวิชช์ และนายนราพัฒน์

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ที่ตนยืนอยู่ตรงนี้ในฐานะผู้นำพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อมาประกาศให้ประชาชนรู้ว่าเรารวมไทยสร้างชาติจะแก้ไขปัญหาของประเทศอย่างไรบ้าง ทั้งปัญหาเรื่องความมั่นคง การปะทะกันที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ปัญหาค่าครองชีพ ปัญหาการทุจริต การโกงชาติ สแกมเมอร์ และปัญหาเศรษฐกิจฐานราก คนรากหญ้าจะตายอยู่แล้ว ปัญหาเหล่านี้เกิดมานานแล้ว ประเด็นคือเราปล่อยให้ปัญหาเหล่านี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นวิกฤตของประเทศ และปล่อยให้เป็นอย่างนี้เพราะไม่เคยมีการแก้ไขปัญหาด้วยความเอาจริงเอาจังและเด็ดขาด ปัญหาธรรมดาเลยเป็นวิกฤต และจากวิกฤตคือความเดือดร้อนของคนไทยทั้งชาติ พรรครวมไทยสร้างชาติตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้ ที่ผ่านมาตนประกาศมาตลอดว่ารวมไทยสร้างชาติไม่ได้เล่นการเมือง แต่เรามาทำงานการเมืองให้กับพี่น้องประชาชน ปัญหาทั้งหมดที่ตนมองวันนี้รวมไทยสร้างชาติไม่ได้มาแค่ทำงาน จากนี้ไปเราล้างบางความเสียหาย ความชั่ว ความที่ไม่มีการเอาจริงเอาจัง ทำให้ประเทศไทยเกิดวิกฤต เราจะมาล้างบางความชั่วเหล่านี้ให้หมดแผ่นดินไทย

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ภารกิจหลักของเราประการหนึ่งเรื่องความมั่นคงประเทศ หลักๆ เรื่องของอธิปไตยประเทศ เราจะทำอย่างไรกำจัดคนโกงให้หมดจากแผ่นดิน ทำอย่างไรจะให้ค่าครองชีพ ค่าพลังงานถูกลงไปอีก ทำอย่างไรจะฟื้นเศรษฐกิจฐานราก นโยบายหลักที่สำคัญของเราทั้งหมดนี้ รวมไทยสร้างชาติจะเข้าสู่สนามเลือกตั้งในปี 2569 เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ อันดับแรกต้องรักษาอธิปไตยของชาติ หนึ่งตารางนิ้วของประเทศไทยเสียไม่ได้เด็ดขาด เรายกเลิกเอ็มโอยู 43-44 ซึ่งประเทศไทยไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ทำตัวเป็นคนดีแต่ถูกรังแกมาตลอด ศักดิ์ศรีถูกเหยียบย่ำถูกรังแก เราจะไม่ยอมอีกต่อไป แผ่นดินไทยทุกตารางนิ้วต้องกลับคืน เส้นเขตแดนทางทะเลต้องเป็นของเราที่ถูกต้องตามกฎหมายสากลทั้งหมด ปัญหาพลังงานใต้ท้องทะเลประเทศไทยต้องนำกลับขึ้นมา เราไม่ได้ไปโกงใคร แต่เราต้องทำเด็ดขาด เราต้องสร้างรั้วชายแดน ซึ่งที่ผ่านมาเข้า-ออกทั้งผู้ค้ายาเสพติด สแกมเมอร์ ทุนเทา ค้ามนุษย์ แต่ที่แย่ที่สุดมีการเข้ามาฝังทุ่นระเบิด เราจะไม่ปล่อยให้ใครทำแบบนี้กับแผ่นดินไทยและทหารไทยเด็ดขาด เราจะสร้างรั้วใช้งานอย่างจริงจัง จะป้องกันอธิปไตยของชาติจากการรุกรานทุกรูปแบบและการเข้ามาของคนชั่วที่มาทำมาหากินในประเทศไทย แต่ทั้งหมดนี้ขวัญกำลังใจของชาติคือทหาร รั้วของจริงสร้างด้วยเหล็ก รั้วของชาติสร้างด้วยจิตวิญญาณเลือดเนื้อ ขาขาดกี่ขา บาดเจ็บกี่คน เราต้องดูแล เพราะฉะนั้นทุกคนที่ออกรบจะได้เบี้ย 200,000 บาท ในการดูแล และทหารใหม่ที่สมัครใจเกณฑ์ทหารรับไปเลยคนละ 30,000 บาท ทั้งนี้ทหารเกณฑ์ส่วนใหญ่รายได้น้อยและต้องดูแลครอบครัว ก็รับไปเลยเงินเดือนบวกเงินค่าครองชีพเดือนละ 15,000 บาท

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ประการที่สอง เราต้องกำจัดพิฆาตคนชั่ว คนโกงชาติ โกงแผ่นดินต้องประหารให้หมด พวกสแกมเมอร์ต้องโทษหนักประหารชีวิตสูงสุด รวมไทยสร้างชาติจะแก้กฎหมายทันทีที่เราเป็นรัฐบาลออกพระราชกำหนดประหารคนชั่วเหล่านี้ให้ออกจากแผ่นดิน และคนชั่วที่โกงเงินชาติ นอกจากประหารชีวิตแล้ว ลูกหลานต้องชดใช้เงินแผ่นดินด้วย

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า และวันนี้ภาระของทุกคนคือค่าครองชีพที่รัฐบาลสามารถช่วยได้คือทุบค่าพลังงาน ถ้าตนเป็นรัฐมนตรี น้ำมันเบนซิน ดีเซล 30 บาทเท่านั้น และได้เตรียมการไว้แล้วสามารถทำได้ทันที ยืนยันว่าเราจะไม่ยอมอ่อนข้อให้กับนายทุน ไม่ว่าทุนเทาหรือทุนพลังงาน ส่วนค่าไฟถูกลงได้อีก 3.3 บาท/หน่วย

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า อีกเรื่องคือนโยบายปฏิรูปการศึกษา ที่พ่อแม่เครียดเรื่องอนาคตลูก เด็กเครียดในการสอบเข้า เราจะปฏิรูปการศึกษา เด็กอยากเรียนอะไรต้องได้เรียนทุกคน ยุติการสอบเข้า ขอให้สอบจบให้ได้ก็แล้วกัน เด็กทุกคนมีความสามารถอะไรก็ได้เรียนทุกคนไม่ต้องเครียดกับการสอบเข้าและการติวอีกต่อไป และให้ใช้หนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ด้วยการทำงาน จะไม่มีการฟ้องคดีอีกต่อไป

นายพีระพันธุ์ กล่าวด้วยว่า รวมไทยสร้างชาติเข้าสนามรบเลือกตั้งเพื่อเอาชนะวิกฤตชาติด้วยความเด็ดขาด เพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของพรรค ทั้งนี้ รวมไทยสร้างชาติ จะส่งตัวแทนของผู้สมัครกรุงเทพมหานคร ครบทั้ง 33 เขตเลือกตั้ง

ด้านนายอรรถวิชช์ กล่าวถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจว่า เศรษฐกิจไทยย่ำอยู่กับที่มา 20 กว่าปี เพราะประเทศไทยไม่สามารถมีธุรกิจรูปแบบใหม่เกิดขึ้นได้ และถูกย้ำด้วยการผูกขาดทางธุรกิจอยู่สองอย่าง คือ ธุรกิจพลังงาน กับ ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ดังนั้น พรรครวมไทยสร้างชาติจึงเสนอสองนโยบาย เพื่อให้เกิดการสร้างงาน คือ

1.การปล่อยเสรีโซลาร์เซลล์ ให้ประชาชนสามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ โดยไม่ต้องขออนุญาต ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ประชาชนประหยัดค่าไฟแล้ว ก็จะตอบสนองต่อธุรกิจใหม่ๆ ที่ต้องการพลังงานสะอาด 100 เปอร์เซ็นต์ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ ธุรกิจเหล่านี้ต้องการพลังงานมหาศาล แต่รัฐส่งไฟให้เขาไม่ได้ เพราะมัวแต่เกรงใจทุนพลังงาน ซึ่งนโยบายนี้จะเปิดให้ประชาชนสามารถขายได้เลย

2.ลบประวัติเครดิตบูโร จ่ายจบกู้ใหม่ได้ทันที เพราะคนที่ติดเครดิตบูโรในประเทศนี้มี 5 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นคนวัยทำงาน กล่าวคือ หนี้ครัวเรือนสูง แต่ไม่เกิดการแข่งขันของธนาคารพาณิชย์ วันนี้เรากำลังเอาคนชั้นกลางไปเจอดอกเบี้ยแพง เพราะปล่อยให้ธนาคารผูกขาด ดังนั้น นโยบายนี้ออกมาเพื่อไม่ให้เกิดการแช่แข็งลูกหนี้ และเป็นการชนกับทุนธนาคารที่ต้องใช้ความเด็ดขาด

3.นโยบายราชการงานไว หลายใบอนุญาต จบที่หนึ่งคำขอ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ และป้องกันไม่ให้ข้าราชการเกิดการโกงกิน

ส่วนนายนราพัฒน์ กล่าวว่า ไม่ว่าจะกี่ยุค กี่สมัยเราจะเห็นภาพของน้ำมหาศาลที่ท่วมและไม่สามารถกักเก็บได้ ถึงเวลาแล้งน้ำก็หมดประเทศ ซึ่งในการบริหารจัดการน้ำจะมีกรมชลประทานดูแล แต่ไม่สามารถครอบคลุมทั้งประเทศ ทำให้มีพื้นที่นอกเขตชลประทานต้องอาศัยกรมทรัพยากรน้ำหรือประชาชนต้องดูแลตัวเอง อย่างจังหวัดพิจิตรมีโครงการบางระกำเพื่อกักเก็บน้ำ รัฐบาลทำได้หรือไม่ที่จะทุ่มงบประมาณให้ทุกจังหวัดทำแก้มลิงเพื่อกักเก็บน้ำ โดยให้ทุกจังหวัดขยายพื้นที่ที่เป็นพื้นที่สาธารณะไปทำพื้นที่แก้มลิงที่สามารถกระจายน้ำไปยังเกษตรกรในทุกพื้นที่ได้ ซึ่งจะใช้งบประมาณไม่เยอะ เพราะกรมชลทานมีงบประมาณมหาศาล และถ้าเสรีโซลาร์สำเร็จการสูบน้ำและการดึงน้ำไปยังทุกพื้นที่ให้เกษตรกรก็สามารถทำได้โดยมีต้นทุนต่ำ

นายนราพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับเรื่องปุ๋ยที่เรามีทรัพยากรโพแทสเซียม แต่ไม่สามารถเอามาทำเป็นแม่ปุ๋ยใช้ได้ ตนเชื่อว่าพรรครวมไทยสร้างชาติ จะดึงโพแทสเซียมมาทำปุ๋ย และทำให้ราคาปุ๋ยไม่เกินกระสอบละ 500 บาท นี่คือสิ่งที่เราบอกว่าน้ำและปุ๋ยคือต้นทุนชีวิตของเกษตรกร

"วันนี้เราจะไม่มีการทะเลาะกันระหว่างรัฐกับประชาชนในเรื่องที่ดินทำกิน ตรงไหนคือที่ดินของรัฐ ตรงไหนคือที่ดินของประชาชน รวมถึงการออกโฉนดที่ดิน ที่ใช้เวลายาวนาน โดยเราจะมีการตั้งศาลที่ดินดูแลประชาชนในเรื่องที่ดินทำกินโดยเฉพาะ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม"

นายนราพัฒน์ กล่าวว่า ส่วนการตั้งราคากลางพืชผลทางการเกษตร เรื่องการต่อยอดขายผลผลิตจะต้องได้กำไรจากการขายด้วย โดยจะมีกฎหมายต่างๆ สินค้าเกษตรไม่จำเป็นจะต้องขายแค่ผลผลิตเราต้องต่อยอดเอากำไรจากผลิตภัณฑ์มาคืนให้กับเกษตรกร รวมถึงให้สหกรณ์การเกษตรจัดหาเครื่องจักร ให้เกษตรกรเช่าเครื่องจักรได้ในราคาถูกมีโรงสี มีโรงอบ มีตู้แช่แข็งต่างๆ เพื่อให้เกษตรกรมีสถานที่ในการแปรรูปพืชผลทางการเกษตรทำให้พืชผลทางการเกษตรมีราคาที่เป็นธรรมขึ้น

นายนราพัฒน์ กล่าวว่า สิ่งที่เราทำคือการลดต้นทุนชีวิต ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้น รวมถึงลดต้นทุนทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดแข่งขันและประเทศไทยเห็นทางออก ถ้าเรามีผู้นำที่เด็ดขาด นั่นหมายความว่า ปัญหาทุกปัญหาจะได้รับการแก้ไข ก่อนที่จะไปสู่วิกฤติ เรามาร่วมกันต่อสู้อุปสรรคต่างๆ ต่อสู้กับทุนเทาที่ไม่เป็นธรรมกับประเทศและประชาชน

‘สลิ่ม’ เทใจให้ใคร? คำตอบไม่ใช่พรรคเดียว แต่คือ ‘สูตรรอด’ ของกลุ่มการเมืองเดิม จาก “กันส้ม” ถึง “ขอคุมเกม” โค้งสุดท้าย สลิ่มจะไหลไปพรรคไหน

“สลิ่ม” เทใจให้ใคร? คำตอบไม่ใช่พรรคเดียว—แต่คือ ‘สูตรรอด’ ของกลุ่มการเมืองเดิม

คำว่า “สลิ่ม” เป็นสแลงการเมืองที่คนใช้เรียก “กลุ่มคิดแบบการเมืองเดิม” (เน้นเสถียรภาพ/ความมั่นคง/ไม่อยากเปลี่ยนเร็ว) บางคนรับคำนี้ บางคนไม่รับ—แต่ “พฤติกรรมทางการเมือง” ของกลุ่มนี้พอจับสัญญาณได้: เขาเลือกแบบคำนวณมากกว่าเลือกด้วยอุดมการณ์ล้วน

และการคำนวณรอบนี้เกิดในบริบทที่เกมใหญ่ถูกรีเซ็ตไปแล้ว: นายกฯอนุทินยุบสภา 12 ธ.ค. 2568 และ กกต.กำหนดเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 (สมัครรับเลือกตั้งเริ่ม 27 ธ.ค.)

สัญญาณสำคัญ: “ฝ่ายเดิม” ไม่มีเจ้าของตลาดคนเดียวแล้ว
นิด้าโพล (4–12 ธ.ค. 2568) ถามว่า “วันนี้จะสนับสนุนใครเป็นนายกฯ” อันดับ 1 คือ “ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้” 40.60% แล้วค่อยตามด้วย ณัฐพงษ์ 17.20%, อนุทิน 12.32%, อภิสิทธิ์ 10.76%, จุลพันธ์ 6.28% ขณะที่ชื่อสายเดิม/ทหารบางส่วนอยู่ระดับต่ำกว่านี้และกระจาย

อ่านเป็นตรรกะ: กลุ่มที่เคยเทใจให้ “การเมืองเดิม” ตอนนี้ไม่ได้รวมศูนย์แล้ว มันแตกเป็น 3 ก๊ก—และจะไหลไปตาม “ประโยชน์ที่คิดว่าได้จริงในระบบเลือกตั้ง”

3 ทางที่ “สลิ่ม/กลุ่มการเมืองเดิม” มีแนวโน้มไหลไป
ทางที่ 1: “ขอคนคุมเกม–คุมวิกฤต” → ไหลไปฝั่งภูมิใจไทย/อนุทิน
ช่วงนี้สังคมอยู่ในโหมดความมั่นคงและความขัดแย้งชายแดน ซึ่งเป็นฉากหลังสำคัญของการยุบสภา และทำให้ผู้นำรัฐบาลวางท่าชาตินิยมได้แต้มทางการเมือง
ถ้าคนกลุ่มนี้คิดแบบ “อย่าเสี่ยง—เอาคนคุมสถานการณ์ก่อน” เขาจะเทไปหาพรรคที่ดูตั้งรัฐบาลได้/คุมอำนาจได้จริง
ฟาดแบบตรง: คนกลุ่มนี้ไม่ได้ถามว่า “ใครดีที่สุด” แต่ถามว่า “ใครคุมเกมได้พรุ่งนี้”

ทางที่ 2: “ขอภาพมือเก๋า–เป็นสถาบัน–ชนชั้นกลางเมือง” → ไหลไปฝั่งประชาธิปัตย์/อภิสิทธิ์
ชื่ออภิสิทธิ์ยังถูกเลือกเป็นนายกฯในระดับบนของโพล นี่คือฐานคนที่อาจเบื่อทั้งเกมดีลและเกมปฏิรูปเร็ว แต่ยังอยากได้ “ความเป็นทางการ” และ “ความเป็นระบบ” มากกว่า “ความมันส์ทางการเมือง”
ฟาดแบบตรง: ไม่ได้อยากได้ “นายกฯสายไฟแรง” แต่อยากได้ “นายกฯที่ไม่ทำบ้านล้มทั้งหลัง”

ทางที่ 3: “สายแข็งกันส้ม–ชาตินิยมจัด–คิดถึงยุคเดิม” → กระจายไป รทสช./พปชร./พรรคเล็กสายเดิม
กลุ่มนี้ยังมีอยู่แน่ แต่ปัญหาคือ “กระจาย” และ “แย่งฐานกันเอง” ทำให้ไม่รวมเป็นก้อนใหญ่ในคูหา
ฟาดแบบตรง: เสียงดังได้ แต่ถ้าแตกเป็นเสี่ยง ๆ ก็ได้แค่ “แค้น” ไม่ได้ “อำนาจ”

จุดชี้ขาดจริง: “สลิ่ม” จะเลือกด้วยหลักอะไรในวันจริง?
ถ้าดูจากโพลสเปกผู้นำ คนไทยอยากได้ ก้าวหน้า/วิสัยทัศน์, ไม่เล่นเกม, ไม่โกงไม่เทา แต่นี่แหละคือบททดสอบของกลุ่มการเมืองเดิม:
- ถ้าอยากได้ “เสถียรภาพ” แต่ยังเลือกพรรคที่ทำให้การเมืองต้องรีเซ็ตบ่อย ๆ → คุณกำลังเลือกความวุ่นวายแบบเดิมในชื่อใหม่
- ถ้าเกลียดเกมการเมือง แต่ยังเลือกจาก “ความกลัว” มากกว่า “การบ้านผลงาน” → เกมเดิมก็ชนะอีกครั้ง
- ถ้าบอกว่ารักชาติ แต่ยอมให้ชาตินิยมกลบปัญหาปากท้อง → ประเทศถูกปั่นง่ายเหมือนเดิม

โค้งสุดท้าย “สลิ่ม” ไม่ได้เทใจให้พรรคเดียว แต่จะเทไปหา “พรรคที่คิดว่ามีลุ้นคุมอำนาจ” และ “กันฝ่ายที่กลัว” ได้จริง—และนี่ทำให้คะแนนไหลแบบยุทธศาสตร์ในช่วงสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top