Friday, 3 July 2026
POLITICS

จัดเต็มทีมทนาย ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ช่วยเหลือลูกบ้านคอนโด 5 โครงการดัง ปมปัญหาได้สินค้าไม่ตรงปกตามโฆษณา หลังยื่นสคบ. แต่ไม่เรื่องไม่คืบ อ้างหลักฐานไม่พอ

“ช่วงที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกฯ ซึ่งยาวนานเกือบ 10 ปี ไม่มีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ทวิภาคีของทั้งสองประเทศเลย” — ฮุนเซน
ปลายเดือนมิถุนายน 2568 ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาที่ตึงเครียดและเสียงวิจารณ์รัฐบาลไทยชุดปัจจุบัน สมเด็จฮุนเซน ในบทบาทประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาในอดีต โดยหยิบช่วงเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีขึ้นมาเปรียบเทียบอย่างชัดเจน

ฮุนเซนระบุในเวทีปราศรัยว่า
“ช่วงที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกฯ ซึ่งยาวนานเกือบ 10 ปี ไม่มีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นเลยในความสัมพันธ์ทวิภาคีของทั้งสองประเทศ”

พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทย–กัมพูชามีเสถียรภาพมากที่สุดในสายตาของเขาเอง

คำพูดสั้น ๆ ประโยคเดี๋ยวนี้ จึงกลายเป็นจุดตั้งต้นให้หลายคนหันกลับไปมองยุคประยุทธ์ใหม่อีกครั้ง ผ่านมุมของ “คู่สนทนา” ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามชายแดน

1. คำพูดของฮุนเซน ถูกพูดในจังหวะไหน?

คำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวของฮุนเซนเกิดขึ้นวันที่ 26 มิถุนายน 2568 ในช่วงที่ชายแดนไทย–กัมพูชากำลังเผชิญความตึงเครียดต่อเนื่อง
•    ฮุนเซนพูดถึง “สถานการณ์ยากลำบาก” ในความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาปัจจุบัน
•    ชี้ว่า ความสัมพันธ์เริ่ม “แย่ลง” หลังการเปลี่ยนผู้นำรัฐบาลไทย
•    และใช้ยุคประยุทธ์เป็น “จุดอ้างอิง” ว่าเป็นช่วงที่ไม่มีเหตุการณ์เลวร้ายในเชิงทวิภาคี ตามมุมมองของเขาเอง

กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ คำพูดนี้ไม่ได้ลอย ๆ แต่มาในจังหวะที่ฮุนเซนกำลัง วิจารณ์เส้นทางที่ความสัมพันธ์เดินมาถึงปัจจุบัน และหยิบอดีตบางช่วงมาใช้เป็น “ตัวเปรียบเทียบ”

2. ภาพรวมความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาในยุคประยุทธ์: เงียบกว่าช่วงก่อนหน้า

หากเทียบกับช่วงปี 2551–2554 ที่เกิดการปะทะหนักรอบกรณีปราสาทพระวิหาร ยิงปืนใหญ่–จรวด มีผู้เสียชีวิตและต้องอพยพประชาชนจำนวนมาก ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาในทศวรรษถัดมาโดยรวมถือว่า “เงียบลงอย่างเห็นได้ชัด”
.
หลังรัฐประหารปี 2557 นักวิชาการอย่าง ฐิตินันท์ พงศ์สุทธิรักษ์ วิเคราะห์ไว้ในบทความ All quiet on the Thai-Cambodian front ว่า
•    ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาหลังรัฐประหาร 2014 กลับมีเสถียรภาพและสงบ
•    ซึ่ง “ขัดสามัญสำนึก” เมื่อเทียบกับรูปแบบในอดีต ที่ช่วงรัฐบาลสายตรงข้ามทางการเมืองมักจะมีปัญหามากกว่า

ในช่วงปี 2557–2566
•    ไม่มีการปะทะทางทหารขนาดใหญ่รอบพื้นที่พิพาทแบบปี 2551–2554
•    ชายแดนใช้กลไกคณะกรรมการชายแดน (GBC) และช่องทางการทูต–ทหารในการจัดการความตึงเครียด
•    ทั้งสองประเทศเน้นความร่วมมือด้านแรงงาน การค้า และเขตเศรษฐกิจชายแดนเพิ่มขึ้น แม้จะยังมีปัญหาหลายเรื่องที่คาราคาซัง เช่น การลักลอบ การโยกย้ายแรงงาน และคดีผู้ลี้ภัยทางการเมือง

ดังนั้น เมื่อมองจากกรอบ “ความรุนแรงเชิงทหารและวิกฤตทวิภาคี” ยุคประยุทธ์จึงถูกจดจำได้ว่าเป็นช่วงที่ชายแดนไทย–กัมพูชาไม่ปะทุเป็นสงครามย่อยใหญ่อย่างในอดีต

3. ทำไมถึง “เงียบ”: ปัจจัยโครงสร้างที่ทำให้สองฝั่งเลือกไม่ปะทะ

นักวิชาการและบทวิเคราะห์หลายแหล่งชี้ว่า ความเงียบในช่วงนั้นไม่ได้เกิดจาก “ไม่มีปัญหา” แต่เกิดจากวิธีจัดการปัญหาของผู้นำทั้งสองฝั่ง

ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
1.    1) ผู้นำทั้งสองฝั่งมีอำนาจเด็ดขาดในประเทศตัวเอง
•    ฝั่งไทยอยู่ภายใต้รัฐบาลที่มีฐานจากกองทัพ
•    ฝั่งกัมพูชาอยู่ภายใต้ฮุนเซนที่ครองอำนาจยาวนาน
→ ทั้งสองไม่จำเป็นต้องใช้ “ดราม่าชายแดน” เป็นเครื่องมือหาเสียงภายในประเทศมากนัก

2.    2) มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันเพิ่มขึ้น
•    การค้าชายแดน การลงทุน และแรงงานกัมพูชาในไทย เป็นฐานผลประโยชน์ที่ทั้งสองฝ่ายไม่อยากเสี่ยงทำเสียหาย
•    งานวิจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศชี้ว่า ทั้งสองประเทศมีแรงจูงใจร่วมกันในการรักษาชายแดนให้ “นิ่งพอที่จะทำมาหากิน”

3.    3) ประสบการณ์จากวิกฤตพระวิหาร
•    เหตุปะทะช่วงปี 2551–2554 แสดงให้เห็นต้นทุนของความขัดแย้ง ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์อาเซียน
•    หลังปี 2557 เป็นต้นมา การจัดการปัญหาถูกหันกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาและกลไกระดับทหาร–การทูตมากขึ้น แทนการปล่อยให้บานปลายบนสนามข่าว

จากปัจจัยทั้งหมดนี้ ทำให้ยุคประยุทธ์ถูกมองว่าเป็นช่วงที่ ปัญหาไม่ได้หายไป แต่ถูก “ล็อก” ไว้ในระดับที่ไม่ลุกลามเป็นวิกฤตใหญ่ในเชิงทวิภาคี

4. คำพูดของฮุนเซน สะท้อนอะไรในวันนี้?

เมื่อนำคำพูดของฮุนเซนมาวางบนฉากหลังของปี 2568 ที่
•    มีการปะทะทางทหารตามแนวชายแดนอีกครั้ง
•    มีผู้เสียชีวิตและประชาชนจำนวนมากต้องอพยพหนีความรุนแรง
•    ฮุนเซนในฐานะประธานวุฒิสภาออกมาให้ภาพรัฐบาลไทยปัจจุบันว่าเป็น “ฝ่ายรุก” และโยนความรับผิดชอบเรื่องความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ไปฝั่งไทย

คำกล่าวถึงยุคประยุทธ์ในเชิง “ไม่มีเรื่องเลวร้าย” จึงทำหน้าที่อย่างน้อยสองอย่างพร้อมกันคือ
4.    1) ใช้เป็นกรอบเปรียบเทียบ ว่าความสัมพันธ์วันนี้ต่างจากช่วงก่อนหน้าอย่างไร และช่วงเวลาไหนที่ในมุมของฮุนเซนเห็นว่า “นิ่ง” กว่านี้
5.    2) เป็นเครื่องมือทางการเมืองของฮุนเซนเอง ในการวิจารณ์ผู้นำไทยชุดปัจจุบัน และส่งสารไปยังสังคมไทยว่า “ปัญหาไม่ได้อยู่ที่กัมพูชาอย่างเดียว”

5. มองข้ามอารมณ์: จากคำพูดหนึ่งประโยค สู่คำถามเรื่องเสถียรภาพในภูมิภาค

การหยิบประโยคว่า “ไม่มีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นเลยในความสัมพันธ์ทวิภาคีของทั้งสองประเทศ” มาเป็นจุดตั้งต้น ชวนให้ตั้งคำถามต่อว่า
•    เสถียรภาพที่เกิดขึ้นในสิบปีที่ผ่านมา ถูกสร้างขึ้นจากอะไร?
•    มีต้นทุนด้านประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน หรือความโปร่งใสทางการเมืองแอบซ่อนอยู่หรือไม่?
•    และเมื่อผู้นำเปลี่ยน เสถียรภาพแบบเดิมยังจำเป็นสำหรับสองประเทศหรือไม่ ในสายตาของประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดน

ท้ายที่สุด คำพูดของฮุนเซนอาจไม่ได้เป็นแค่ “คำชมอดีต” หรือ “คำตำหนิปัจจุบัน” แต่เป็นกระจกเงาให้ทั้งไทย–กัมพูชามองย้อนกลับไปว่า
เราจะออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างไร ให้ไม่ต้องรอให้ผู้นำคนใดคนหนึ่งขึ้นพูดก่อน จึงค่อยรู้สึกว่าชายแดน “ปลอดภัย” หรือ “เสี่ยง”

ซึ่งอาจเป็นคำถามที่ใหญ่กว่าตัวบุคคล และยังต้องการคำตอบจากทั้งสองสังคมในระยะยาวมากกว่าการยกใครขึ้นหิ้งหรือดึงใครลงเวที

จัดเต็มทีมทนาย ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ช่วยเหลือลูกบ้านคอนโด 5 โครงการดัง ปมปัญหาได้สินค้าไม่ตรงปกตามโฆษณา หลังยื่นสคบ. แต่ไม่เรื่องไม่คืบ อ้างหลักฐานไม่พอ

(11 ธ.ค.68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วยนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค และนายชณทัต ปัทะมะภูวดล สมาชิกพรรค

รับเรื่องและเตรียมคดีช่วยผู้เสียหายจากการซื้ออาคารชุดในย่านจตุจักร ห้วยขวาง ลาดพร้าวกรุงเทพมหานคร จำนวน 5 โครงการของกลุ่มคอนโดแห่งหนึ่ง

นายพีระพันธุ์ ชี้แจงว่า จากการพูดคุยทราบว่ากลุ่มผู้เสียหายเคยยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) มาก่อน แต่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ และมีการอ้างว่าหลักฐานไม่เพียงพอ ซึ่งขัดแย้งกับข้อคิดเห็นที่ได้รับฟังจากทางผู้เสียหาย

ทั้งนี้ กลุ่มผู้เสียหายได้เปิดเผยปัญหาหลายอย่างที่ไม่เป็นตามข้อตกลงหรือการโฆษณาเชิญชวน เช่น การเสนอวงเงินกู้ยืมที่สูงกว่าราคาขายจริงโดยอ้างว่าเป็นค่าตกแต่ง แต่ลูกค้ากลับไม่ได้รับเงินค่าตกแต่ง การส่งมอบห้องชุดไม่เป็นไปตามสัญญา  การเก็บเงินดาวน์เรียบร้อยแล้วแต่โครงการยังไม่เริ่มก่อสร้างและเมื่อขอยกเลิกสัญญาก็ไม่ได้รับเงินคืน   รวมถึงปัญหาพื้นที่ส่วนกลางที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลง

นายพีระพันธุ์กล่าวย้ำว่า ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องที่อยู่อาศัยและอาคารชุดในลักษณะนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง จึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือประชาชนในส่วนนี้โดยตรง และร่วมกันพิจารณาปรับปรุง พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อาคารชุด เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหานี้เกิดขึ้นซ้ำอีก อย่างไรก็ตาม พรรคได้จัดทีมทนายเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและขอให้กลุ่มผู้เสียหายมั่นใจว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะประสานงานดูแลให้ถึงที่สุด โดยมอบหมายให้นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค จัดทีมทนายความเข้าดำเนินคดีเพื่อช่วยเหลือและคืนความเป็นธรรมให้แก่กลุ่มลูกบ้านผู้เสียหายต่อไป

ยังไม่ติดต่อมา พร้อมอธิบายเหตุการณ์อย่างละเอียดให้เข้าใจ ย้ำไทยจุดยืนเดิม รับคุย ‘อันวาร์’ แล้ว

(11 ธ.ค. 2568) ที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศว่าจะโทรศัพท์หานายกรัฐมนตรีไทยและนายกฯกัมพูชา ในวันเดียวกันนี้ ขณะนี้ได้รับสัญญาณแจ้งมาแล้วหรือยัง ว่า ยัง แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ไม่เป็นปกติแต่อย่างใด เพราะผู้นำของแต่ละประเทศก็ต้องมีการสื่อสารกันตลอดเวลาอยู่แล้ว และทุกคนก็ต้องพยายามที่จะช่วยกัน เพื่อหาทางออกในการแก้ไขปัญหา

เมื่อถามว่า ดูเหมือนประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้ความมั่นใจกับสื่อทั่วโลก ว่าวันนี้จะได้ข้อยุติจากการคุยกับผู้นำทั้งสองประเทศ นายกฯ กล่าวว่า เป็นอย่างที่ตนให้สัมภาษณ์ไปเมื่อวันที่ 10 ธ.ค.ที่ผ่านมา ถ้า นายโดนัลด์ ทรัมป์ โทรศัพท์มาหาประเทศไทย ในฐานะที่ตนเป็นหัวหน้ารัฐบาล ตนก็จะอธิบายและชี้แจงให้ท่านทราบถึงเหตุการณ์และพัฒนาการของสถานการณ์ ซึ่งท่านก็คงต้องได้รับฟังอย่างละเอียดจากตน ถ้าท่านจะติดต่อเข้ามา พร้อมเชื่อว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ คงมีการชี้แจงข้อมูลในระดับทางการทูตอยู่แล้ว

เมื่อถามต่อว่า ไทยจะยืนยันในจุดยืน ไม่คล้อยตามใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เราต้องยืนยันว่าเราต้องรักษาอธิปไตย รักษาประชาชน และบูรณภาพแห่งดินแดนของเรา รวมถึงรักษาศักดิ์ศรีของคนไทย

เมื่อถามอีกว่า จะมีเงื่อนไขอะไร ที่ไทยวางไว้ในการกลับไปสู่โต๊ะเจรจาหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตอนนี้ไม่มีใครต้องการที่จะมีความขัดแย้ง โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ประเทศไทยเรามีความมั่นใจเป็นอย่างมากว่าเราเป็นฝ่ายถูกรุกราน เพราะฉะนั้นเรามีความจำเป็นที่จะต้องรักษาเอกราช และอธิปไตยของประเทศ ทั้งนี้ ตนได้พูดคุยและได้อธิบายเหตุการณ์ให้ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ฟังแล้ว
 

วิเคราะห์ท่าที ‘พิธา’ ในวิกฤตชายแดน เลิกเถียงเรื่อง “ทหารมีไว้ทำไม” มุ่งสู่บริบทปฏิรูปบทบาทกองทัพยุคใหม่ แยก "ทหารตัวเล็ก" ออกจาก "การเมืองของนายพล"

จาก “ทหารมีไว้ทำไม” ถึง “ทหารมีไว้ปกป้องประเทศ ไม่ใช่ปกครองประเทศ” — พิธากำลังรีเซ็ตบทสนทนาเรื่องกองทัพไทยยังไง

ช่วงแรกที่คลิปคำพูดสั้น ๆ ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่ว่า “ทหารมีไว้ทำไม” ถูกตัดวนในโซเชียล มันถูกใช้เป็นอาวุธทางการเมืองง่าย ๆ ว่าเขา “เกลียดทหาร – จะรื้อกองทัพ – ไม่เห็นความสำคัญความมั่นคง”

แต่ช่วงวิกฤตชายแดนไทย–กัมพูชา ระลอกล่าสุด พิธากลับออกมาพูดชัดเจนว่า

“ทหารมีไว้ปกป้องประเทศ ไม่ใช่ปกครองประเทศ”

ฟังเผิน ๆ เหมือนแค่แก้ตัวจากคลิปเก่า แต่ถ้าขยายดูดี ๆ นี่คือการรีเฟรมทั้งบทสนทนาเรื่องกองทัพไทย ให้กลับมาอยู่บนคำถามว่า เราต้องการ “ทหารแบบไหน” มากกว่าจะทะเลาะกันว่า “เอาทหารหรือไม่เอาทหาร”

1. จุดเริ่ม: คลิปสั้น “ทหารมีไว้ทำไม” กับการถูกตีความแบบขาว–ดำ

คำถาม “ทหารมีไว้ทำไม” ไม่ใช่ประโยคแยกเดี่ยวในสุญญากาศ มันถูกพูดในบริบทของการหาเสียง ที่วิจารณ์เรื่อง
• งบประมาณกองทัพที่สูง แต่คุณภาพชีวิตทหารชั้นผู้น้อย–เกณฑ์ทหารกลับไม่ได้ดีตาม
• การเมืองไทยที่ถูกยึดอำนาจโดยทหารมาหลายครั้ง
• โครงสร้างที่ทำให้กองทัพมีอิทธิพลทางการเมืองเกินกว่าหน้าที่ป้องกันประเทศ

แต่เมื่อคลิปถูก “ตัดสั้น” เหลือแค่ประโยคเดียว มันก็ถูกตีความง่ายมากว่าเป็นการตั้งคำถามถึง “ความจำเป็นของทหารทั้งหมด”

ในสนามการเมืองที่แบ่งขั้วชัด การโจมตีในแนว “คนนี้ไม่เห็นความสำคัญของกองทัพ / ไม่รักทหาร / จะทำให้ประเทศอ่อนแอ” จึงขายง่าย และหมุนซ้ำได้เรื่อย ๆ

2. รีเฟรมด้วยประโยคใหม่: “ทหารมีไว้ปกป้อง ไม่ใช่ปกครอง”

เมื่อกระแสดราม่ากลับมาอีกครั้งในช่วงชายแดนเดือด พิธาเลือกไม่ตอบโต้ด้วยการเถียงเรื่องคลิปเก่า แต่โยน “กรอบคิดใหม่” เข้าสู่สาธารณะว่า

ทหารมีไว้ปกป้องประเทศ ไม่ใช่ปกครองประเทศ

ประโยคนี้ทำหน้าที่สองอย่างพร้อมกัน
1. 1) ยืนยันความจำเป็นของทหาร
• เขาไม่ได้บอกว่าต้องลดบทบาททหารจนหายไป
• แต่บอกว่าทหารจำเป็นต่อการป้องกันชาติ ความมั่นคง และความปลอดภัยของประชาชน

2. 2) ขีดเส้นแดงให้ชัดว่าทหารไม่ควรทำอะไร
• ไม่ควรเป็นผู้เล่นในเกมแย่งอำนาจทางการเมือง
• ไม่ควรเป็นผู้กำหนดทิศทางของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
• ไม่ควรใช้ความมั่นคงเป็นข้ออ้างให้ตัวเองอยู่เหนือการตรวจสอบ

พูดในเชิง framing ก็คือ เขา “ตัดคำว่า ทหาร ออกจากคำว่า รัฐประหาร” แล้วแทนที่ด้วยคำว่า ทหารอาชีพ ที่ยืนอยู่ข้างประชาชน

3. แยก “ทหารปกป้องประเทศ” ออกจาก “ทหารปกครองประเทศ”

เมื่อพิธาอธิบายต่อ เขามักแยกภาพ “ทหาร” ออกเป็นสองแบบ

3.1 ทหารที่ควรถูกปกป้อง

คือทหารในความหมายของ
• คนที่ยอมเสี่ยงชีวิตปกป้องประเทศ
• ทหารเกณฑ์–ทหารชั้นผู้น้อยที่อยู่ในระบบคำสั่ง แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมตัดสินใจทางการเมือง
• คนที่ควรได้สวัสดิการดี มีอุปกรณ์พร้อม มีระบบฝึก–ระบบบังคับบัญชาที่เป็นธรรม

กลุ่มนี้คือทหารที่เขาบอกว่าต้องยกระดับคุณภาพชีวิต และทำให้เป็น “อาชีพที่มีเกียรติ” จริง ๆ

3.2 ทหารที่ไม่ควรปกครองประเทศ

คือภาพของ
• นายพล–กลุ่มอำนาจที่ทำรัฐประหาร
• การใช้กองทัพเป็นเครื่องมือทางการเมือง
• การใช้งบประมาณ ความลับ หรือ IO เพื่อรักษาอำนาจทางการเมือง มากกว่าปกป้องประชาชน

กลุ่มนี้คือ “บทบาท” ที่เขาต้องการจำกัด/ยุติ มากกว่าการไปปฏิเสธตัวบุคคลที่เป็นทหารทั้งหมด

ตรงนี้สำคัญ เพราะทำให้การถกเถียงเรื่อง “ทหาร” ขยับจากความขัดแย้งแบบ “รัก–ไม่รัก” ไปเป็นการถกเรื่อง “บทบาท–โครงสร้าง” แทน

4. ผูกเข้ากับวิกฤตชายแดน: ต้องมีทั้งทหาร–การทูต–ข้อมูล–มนุษยธรรม

สิ่งที่น่าสนใจคือ พิธาไม่พูดเรื่องทหารในเชิง “ทฤษฎีลอย ๆ” แต่ผูกเข้ากับเหตุการณ์จริงอย่างวิกฤตชายแดนไทย–กัมพูชา

ในสารที่เขาส่งออกมา มีใจความประมาณว่า
• ไม่ต้องการเป็นปัจจัยเพิ่มความตึงเครียด
• แต่ประชาชนมีสิทธิถามรัฐบาลว่า แผนรับมือคืออะไร เป้าหมายสุดท้ายคืออะไร มีทางออกทางการทูต กฎหมายระหว่างประเทศ หรือเวทีพหุภาคีอะไรบ้าง
• มาตรการทางทหารควรใช้เท่าที่จำเป็น ได้สัดส่วนกับภัยคุกคาม และไม่ละเลยชีวิตพลเรือน–ผู้ลี้ภัย–คนไทยในพื้นที่

พูดง่าย ๆ คือในวิธีคิดของพิธา ทหารจำเป็นในสมรภูมิ แต่ “การรบ” ต้องมาพร้อม “การทูต–ข้อมูล–กฎหมาย–มนุษยธรรม” ไปพร้อมกัน

นี่ไม่ใช่การลดค่าทหาร แต่เป็นการบอกว่ากองทัพคือ “หนึ่งในเครื่องมือ” ไม่ใช่ “คำตอบเดียว” ของความมั่นคง

5. มิติภาพลักษณ์: จาก “คนรุ่นใหม่ต้านรัฐประหาร” สู่ “นักการเมืองที่คุยเรื่องกองทัพได้เป็นเรื่องเป็นราว”

ในทางการเมือง ภาพของพิธาในช่วงแรกถูกผูกกับ
• คนรุ่นใหม่
• ฝ่ายประชาธิปไตย
• กระแสต้านรัฐประหารและโครงสร้างเก่า

จุดแข็งคือจับใจคนที่ไม่เอาอำนาจนอกระบบ แต่จุดเสี่ยงคือถูกตีง่ายว่า “สุดโต่ง – ล้มทุกอย่าง – ไม่เคารพสถาบันกองทัพ”

การออกมาพูดว่า “ทหารมีไว้ปกป้อง ไม่ใช่ปกครองประเทศ” พร้อมอธิบายเชิงรายละเอียด จึงมีผลทางภาพลักษณ์อย่างน้อยสองด้าน

3. 1) ลดช่องให้ถูกตีว่าเป็น ‘ศัตรูทหาร’
• เขาแยกชัดว่าปกป้อง “ทหารตัวเล็ก” แต่คัดค้าน “การเมืองของนายพล”
• ทำให้ทหาร–ครอบครัวทหารบางส่วนอาจเริ่มมองเห็นว่า สิ่งที่ถูกวิจารณ์คือระบบ ไม่ใช่การมีอยู่ของพวกเขา

4. 2) ยกระดับบทสนทนา จากสโลแกนสั้น ๆ ไปสู่การออกแบบนโยบาย
• จากคำถามว่า “ทหารมีไว้ทำไม”
• สู่คำตอบว่า “เราอยากเห็นกองทัพแบบไหน งบประมาณเท่าไร อยู่ภายใต้การตรวจสอบแบบใด”

ในมุมหนึ่ง นี่คือการขยับจากการเมืองแบบวาทกรรม ไปสู่การเมืองแบบดีเบตเรื่องโครงสร้างกองทัพจริง ๆ

6. บทสนทนาเรื่องกองทัพไทย ยังไม่จบแค่ประโยคเดียว

ท้ายที่สุด ประโยคของพิธาเป็นเพียง “หนึ่งเสียง” ในบทสนทนาใหญ่ที่สังคมไทยคุยกันมานานแล้วว่า
• กองทัพควรมีขนาดเท่าไร
• เกณฑ์ทหารยังจำเป็นหรือไม่
• งบประมาณกองทัพควรกระจายไปด้านไหนมากขึ้น
• เส้นแบ่งระหว่าง “ปกป้องประเทศ” กับ “ปกครองประเทศ” ควรชัดตรงไหน

คำถามเหล่านี้ไม่ได้มีคำตอบง่าย ๆ และไม่ได้ขึ้นกับนักการเมืองคนเดียว

แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ การถามว่า “ทหารมีไว้ทำไม” ในวันนี้ ไม่ได้หมายถึงการ “ลบทหารออกจากประเทศ” แต่อาจเป็นจุดเริ่มของการออกแบบใหม่ว่า

ในศตวรรษที่ 21 ประเทศไทยควรมี “กองทัพแบบไหน” ที่ทั้งปกป้องได้จริง และไม่กลายเป็นผู้ปกครองประชาชนอีกต่อไป

#THESTATESTIMES
#POLITICS
#พิธา_ลิ้มเจริญรัตน์
#ทหารมีไว้ทำไม

ผนึกอินฟลูฯ - คนดังเปิดตัว “พรรครักชาติ” ย้ำจุดยืนทำการเมืองยุคใหม่ “ไร้เจ้าของ” ปราศจากกลุ่มทุน "ไม่ต้องเอื้อประโยชน์ใคร" หวังพลังคนรุ่นใหม่เปลี่ยนประเทศ

เปิดตัวพรรครักชาติ ‘ชัยวุฒิ’ นั่งหัวหน้าพรรค ย้ำ เป็นพรรคไร้กลุ่มทุน “ไม่ต้องเอื้อประโยชน์ให้ใคร” ลั่น พร้อมเป็นสะพานให้คนรุ่นใหม่เข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศ ชี้ที่ผ่านมาการเมืองวนเวียนอยู่กับกลุ่มคนไม่กี่ตระกูล จวกอดีตรัฐบาลทำให้เกิดสงครามกับกัมพูชา ซัด “หัวหน้าพรรคขายฝัน” ไม่กล้าแตะ แต่บอกให้กองทัพรบเบา ๆ ลั่นแรง “ไม่รู้เรื่องอย่าเสือก ปล่อยเขาทำหน้าที่ไป”

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ที่ศูนย์การค้าสามย่าน มิตรทาวน์ พรรครักชาติ นำโดย นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จัดงานเปิดตัวพรรคและกรรมการบริหารพรรค ภายใต้สโลแกน “เพราะรักชาติ ไม่ใช่แค่คำพูด” โดยมีเหล่าบรรดาศิลปินและอินฟลูเอนเซอร์มาร่วมงาน เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่เข้ามาเพื่อเปลี่ยนแปลงการเมืองแบบใหม่ ๆ โดยภายในงานมีการปล่อยขบวนรถตุ๊กตุ๊ก วิ่งบนถนนพญาไทไปจนถึงแยกปทุมวัน และวนกลับมาที่สามย่าน มิตรทาวน์ โปรโมตพรรคและสมาชิกของพรรค

นายชัยวุฒิ ขึ้นเวที โดยหยิบไข่ต้มขึ้นมา พร้อมระบุว่า ไข่ต้มเป็นอาหารที่ไม่มีชนชั้น ประชาชนจะรวยจะจนกินได้หมด มีโปรตีนรสชาติอร่อย และที่สำคัญเป็นสัญลักษณ์ของความพอเพียง ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการเมืองควรจะมีคือความพอเพียง

นายชัยวุฒิ กล่าวต่อว่า ปัญหาของเมืองไทยคือการเมือง พร้อมถามว่าเบื่อการเมืองหรือไม่ ที่วนอยู่แต่ในอ่าง วนเวียนไปกับคนเดิม ๆ แต่ประเทศไทยย่ำอยู่กับที่ โดยเศรษฐกิจถดถอยและพี่น้องประชาชนก็เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ซึ่งตนลงเล่นการเมือง เลือกตั้งครั้งแรก เป็น สส. สิงห์บุรี เมื่อปี 2544 เป็นเด็กคนรุ่นใหม่ มีความฝัน และมีความคิดที่อยากเป็นน้ำดี เข้ามาทำงานการเมือง มาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน และทำงานการเมืองมา 24 ปี มีทั้งสอบตกบ้าง สอบได้บ้าง โดนตัดสิทธิทางการเมืองก็เคย ซึ่ง 24 ปีก่อน บางพรรคเอาพ่อมาเป็นนายกฯ เมื่อพ่อไปไม่ได้ ก็เอาน้องสาวมาเป็นนายกฯ และวันนี้ 24 ปีผ่านไป ก็เอาลูกสาวมาเป็นนายกฯ และก็ไปไม่ได้แล้ว ปีต่อไปคงเอาหลานมา การเมืองก็จะวนเวียนอยู่กับตระกูลการเมืองแบบนี้

นายชัยวุฒิ ระบุอีกว่า ไม่ใช่แค่ตระกูลนี้ ซึ่งทุกพรรคมีเจ้าของ มีกลุ่มทุนทุกตระกูล และดูแลกันเป็นอย่างดีมาตลอด 24 ปี วนเวียนอยู่กับคนเดิม ๆ แต่ไม่มีโอกาสให้คนใหม่ ๆ หรือคนเก่ง ๆ เข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศนี้เลย หนำซ้ำมีการตั้งพรรคการเมืองใหม่มาอีก แต่ก็มาจากคนนามสกุลเดิม อาอยู่อีกพรรคหนึ่ง หลานทำพรรคใหม่ และโดนยุบไปแล้ว 2 รอบ หากถามว่านโยบายที่มีทำได้หรือไม่ เป็นเพียงแค่พรรคขายฝัน อยากเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ แต่ด่าทุกสิ่ง โจมตีทุกอย่าง สร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในแผ่นดิน

“มองฟ้าก็ด่าฟ้า มองแผ่นดินก็ด่าแผ่นดิน มองทหารก็ด่าทหาร ไอ้คนที่พูดว่า ทหารมีไว้ทำไม รบไปก็แพ้ ตอนนี้ไปอยู่ไหน มันเคยช่วยอะไรบ้างหรือไม่” นายชัยวุฒิ กล่าว

นายชัยวุฒิ กล่าวต่อว่า ตนพูดแล้วเลือดรักชาติมันขึ้น เพราะที่หนักกว่า คือทุกวันนี้เขารบกันอยู่ แต่หัวหน้าพรรคขายฝันก็มาพูดว่าให้รบกันเบา ๆ หน่อย เกรงใจเขมร ซึ่งหาก “ไม่รู้เรื่องก็อย่าเสือก ให้ทหารเขาทำหน้าที่ไป”

อีกทั้งการเมืองในทุกวันนี้ก็วนเวียนอยู่แต่เดิม ๆ ผลัดกันเกาหลัง รัฐบาลที่แล้วนายกฯ พ่อ นายกฯ ลูกมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับฮุน เซน ทำให้ประเทศพังพินาศเข้าสู่สงครามกับกัมพูชา ซึ่งพรรคขายฝัน เคยโจมตีหรือเคยพูดเรื่องนี้หรือไม่ ก็ไม่เคย ด่าทุกคน แต่ไม่เคยด่าพ่อลูกคู่นี้ และวันนี้บอก “มีเราไม่มีเทา” แล้วจะทำยังไงให้ไม่มีเทา เพราะคุณเพิ่งโหวตให้คนที่เป็นสีเทามาเป็นรัฐบาล ซึ่งจริง ๆ คุณไม่พูดความจริง เพราะคุณก็รู้ว่า เทาเข้ามาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว เข้ามาพร้อมพ่อลูกที่จะเปิดกาสิโนเพื่อเอาทุนเทาเข้ามา แต่ก็ไม่เคยโจมตีหรือไม่เคยพูดถึง เพราะสุดท้ายก็เป็นกลุ่มการเมืองนามสกุลเดียวกัน ตระกูลก็ผูกพันกันวนเวียนอยู่ในกลุ่มการเมืองไม่กี่กลุ่ม

นายชัยวุฒิ ระบุอีกว่า ตอนนี้ได้รัฐบาลใหม่แล้ว ดูหน้าไปก็คือคนเก่าที่อยู่กับนักการเมืองคนที่ติดคุก ก็อยู่ด้วยกันมาก่อนทั้งนั้น เมื่อทะเลาะกันก็แยกออกมา วนเวียนอยู่ไม่กี่ตระกูล สุดท้ายประเทศก็ถอยหลัง ประชาชนก็สิ้นหวัง หากอยากมีพรรคการเมืองดี ๆ ทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนจริง ๆ แต่พวกเราไม่สิ้นหวัง พวกเราเชื่อมั่นในพลังคนรุ่นใหม่ ที่มีความรักชาติอยากเห็นบ้านเมืองเจริญก้าวหน้า ที่มีความรักชาติ อยากเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้า อยากเห็นพี่น้องอยู่กินดีกว่าทุกวันนี้ และตนก็เชื่อมั่นในพลังคนรุ่นใหม่ เพราะหลาย ๆ คนก็อยากให้เข้ามาทำงานการเมือง โดยให้ตนเข้ามาเป็นสะพาน เพื่อเปลี่ยนแปลงการเมืองประเทศนี้ ให้โอกาสที่ดีกับพี่น้องคนไทยในอนาคต

วันนี้พวกเราจึงรวมกันเป็นพรรครักชาติขึ้นมา ซึ่งตนได้คุยกับ สส. และผู้ใหญ่หลายคน ก็ค่อนข้างที่จะปรามาสพวกเรา เจอแต่คำถามว่าทำงานการเมืองมีทุนหรือไม่ หรือมีกลุ่มทุนหนุนหลังหรือไม่ ตนก็บอกว่าถ้ามีก็ต้องเกรงใจกลุ่มทุนหนุนหลัง เราก็ต้องเกรงใจ และเราจะทำเพื่อประชาชนได้อย่างไร

มีคนมาถามว่าพรรครักชาติจะได้ สส. กี่คน หรือมี สส. เก่ามาอยู่ด้วยหรือไม่ เมื่อชวนมา ก็จะถามว่าจะให้เท่าไหร่ หากทำแบบนี้ก็จะทำการเมืองทุจริตคอร์รัปชัน เอาเงินมาซื้อประเทศไทย ซึ่งการเมืองแบบนี้มันไปไม่ได้ รวมทั้งมีมาถามว่าหรือมีบ้านใหญ่หรือไม่ หากกลุ่มการเมืองมารวมกลุ่มกันต่อรองผลประโยชน์ ทำธุรกิจสีเทา ไม่คำนึงประชาชน ตนก็ไม่เอา

“เราอยากมีพรรคการเมืองที่เป็นของคนรุ่นใหม่จริง ๆ คนที่ไม่คิดถึงประโยชน์ส่วนตัว คนที่เงินซื้อไม่ได้ วันนี้เราจึงมารวมกัน และก้าวไปด้วยกัน เป็นพลังของคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ มีความตั้งใจที่จะมาทำการเมืองร่วมกัน ผมเชื่อว่าพลังของคนรุ่นใหม่จะเปลี่ยนแปลงการเมืองนี้ให้ดีขึ้น เปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้เจริญก้าวหน้า เจริญรุ่งเรืองต่อไปได้อย่างแน่นอน” นายชัยวุฒิ กล่าว

จากนั้น พรรครักชาติ ได้มีการเปิดตัว The New Political Start-up โดยให้สมาชิกพรรค ได้พูดถึงแนวคิดการทำงานการเมืองแบบใหม่ ไร้คอร์รัปชัน ที่จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศในอนาคต

พูดหล่อบอกทำสงครามสู้รบแค่เดินอ้อมปัญหา ย้ำชีวิตทหาร-ประชาชน ไม่ควรมาสูญเสียกับสงคราม เตือนรัฐบาลต้องใช้กำลังทหารควบคู่การทูต อย่าให้เกินขอบเขตการป้องกันตัวเอง

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 - ที่อาคารอนาคตใหม่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แถลงข่าวสืบเนื่องจากสถานการณ์ปะทะกันระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ดำเนินต่อเนื่องมาถึงวันที่ 3 ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านฯ ได้ติดตามสถานการณ์ด้วยความเป็นห่วงต่อประชาชนทั้ง 6 จังหวัด ที่ประชาชนต้องอพยพมาเป็นแสนคน โรงเรียนและโรงพยาบาลต้องปิดทำการเป็นจำนวนมาก ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของทหารทั้ง 4 นายที่เสียชีวิตระหว่างการปะทะ และส่งกำลังใจให้กับทหารอีกจำนวนมากที่ได้รับบาดเจ็บ

นายณัฐพงษ์ ยืนยันว่า ความเดือดร้อนของประชาชนและชีวิตของทหารของไทยนั้นไม่ควรต้องมาสูญเสียกับสงครามที่ไม่มีความจำเป็น เช่นเดียวกับพลเรือนอีก 17 นาย และทหารอีก 18 นาย ที่ได้เสียชีวิตในการสู้รบระลอกแรกเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ประชาชนไม่ควรได้รับผลกระทบจากการที่เราอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ หากรัฐบาลได้จัดการอย่างเด็ดขาดต่อปัญหาซึ่งเป็นหัวใจของเรื่องนี้ คือขบวนการสแกมเมอร์ที่หล่อเลี้ยงระบอบฮุน เซน

การจบปัญหานี้อย่างถาวร หรือ End game เป็นไปตามที่ตนเองได้สื่อสารไปเมื่อวาน เรามองเห็นฉากจบของเรื่องนี้ตรงกันหรือไม่ การรบให้จบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เป็นไปไม่ได้ในยุคปัจจุบัน เพราะจะทำให้เกิดความสูญเสียมหาศาลต่อทหารฝั่งเราเอง และไทยเอกจะถูกโจมตีจากนานาชาติในฐานะประเทศคู่รุกราน การจบปัญหาที่แท้จริงคือการคืนชีวิตปกติสุขให้กับประชาชน ให้สามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องระแวง กลับมาค้าขายได้อย่างเป็นปกติ

“ผมเห็นด้วยกับคำพูดของรองแม่ทัพภาค 2 พล.ต.ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ ที่แสดงความคิดเห็นก่อนหน้านี้ว่า ไม่มีการรบใดไม่จบด้วยการเจรจา” นายณัฐพงษ์กล่าว

นายณัฐพงษ์ ชี้ว่า เพื่อนำไปสู่ฉากจบที่จบด้วยการเจรจา จึงต้องดำเนินการด้วย 3 ประการที่สำคัญดังต่อไปนี้ 1. การใช้กำลังทางการทหาร ต้องมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตย และเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ กฎการใช้กำลัง และการตอบโต้อย่างได้สัดส่วน เพื่อหยุดยั้งการคุกคามของกัมพูชา

2. การดำเนินการทุกอย่างจะต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง ไม่ปฏิบัติเกินหลักสากล จนไทยเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำไปตกหลุมพรางของฮุนเซนว่า เราเป็นฝ่ายรุกรานก่อน

3. การใช้การทูตกดดันกัมพูชาให้กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา โดยร่วมมือกับนานาชาติการ ใช้กลไกระหว่างประเทศเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทยมากที่สุด เช่น การใช้เรื่องสแกมเมอร์เป็นธงนำ ดึงความร่วมมือจากนานาชาติและทุกประเทศทั่วโลกให้อยู่ข้างประเทศไทยในการปราบปรามสแกมเมอร์และการฟอกเงิน

นายณัฐพงษ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า จุดเริ่มต้นปัญหา ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาตั้งแต่ครั้งที่แล้วถึงครั้งนี้ ล้วนเกิดจากสาเหตุเดียวกัน คือความพยายามปกป้องเครือข่ายสแกมเมอร์ที่หล่อเลี้ยงระบอบฮุน เซน การปะทะสาครั้งล่าสุด ก็เกิดขึ้นหลังจากอายัดทรัพย์สินของ เบน สมิธ, ยิม เลียก, ก๊ก อาน, เฉินจื้อ ที่ปรึกษาคนสนิทของ ฮุน เซน ที่ดูแลอาณาจักรสแกมเมอร์

“ด้วยเหตุนี้ ผมจึงขอให้รัฐบาลพิจารณาดูให้ดีว่า การปะทะกันในครั้งนี้ เป็นเพียงแผนการเบี่ยงประเด็นของ ฮุน เซน หรือไม่ และเหตุที่รัฐบาลทุ่มเทกับการสู้รบอย่างเต็มที่ กำลังกลายเป็นการเดินตามแผนการของฮุน เซน หรือเปล่า ที่ต้องการพลิกสถานการณ์จากการที่โลกล้มกัมพูชาจากเรื่องสแกมเมอร์ กลับกลายให้โลกมาล้อมไทยแทน ด้วยข้อหารุกรานประเทศที่อ่อนแอกว่า” นายณัฐพงษ์กล่าว
.
หากรัฐบาลต้องการเพียงคะแนนนิยม หรือเดินตามกระแสชาตินิยม การรบด้วยกำลังทหารแบบสุดซอยที่กำลังทำอยู่ก็คงจะตอบโจทย์ แต่หากเรามีเป้าหมายร่วมกันว่า จุดจบแท้จริงของเรื่องนี้คือการทำทุกวิถีทางเพื่อเดินไปสู่สันติภาพและความมั่นคงถาวร เพื่อปกป้องประชาชนตลอดแนวชายแดน รวมถึงปกป้องชีวิตทหารทุกนายไม่ให้สูญเสียมากกว่านี้

วิธีออกจากปัญหาจึงไม่ใช่แค่การปฏิบัติการทางทหารอย่างเดียว แต่รัฐบาลต้องเปิดทั้ง 3 แนวรบ ดังที่ตนเองได้สื่อสารไปก่อนหน้านี้ 1. แนวรบทางการทหาร ขอยืนยันว่าการใช้กำลังทหารต้องเป็นวิธีการสุดท้าย ใช้เท่าที่จำเป็น เมื่อเครื่องมืออื่นๆ ถูกใช้ไปจนหมดแล้วและไม่ได้ผล และหากมีเหตุให้เกิดขึ้น รัฐบาลก็ต้องดำเนินการภายใต้กฎกติกาสากล เป็นที่ยอมรับตามกฎระหว่างประเทศ เพื่อปกป้องให้ไทยไม่ตกอยู่ในสถานะผู้รุกรานรังแกประเทศที่อ่อนแอกว่า ซึ่งเป็นประเด็นที่กัมพูชาใช้โจมตีไทยมาโดยตลอด

จากสถานการณ์ขณะนี้กัมพูชาใช้อาวุธหนักโจมตีตอบโต้ ไทยควรยึดหลักปกป้องตนเองตอบโต้อย่างได้สัดส่วน เป็นไปตามหลักสากลว่าเราใช้กำลังทหารอย่างเข้มแข็งเพื่อการจัดการภัยคุกคามเฉพาะหน้ าไม่ใช่เพื่อการรุกรานแต่อย่างใด ขอให้รัฐบาลคำนึงถึงการจัดขอบเขตการรบ มุ่งเน้นการลดระดับความตึงเครียดทางการทหารผ่านการใช้แนวรบที่ 2 คือแนวรบทางการทูตไปพร้อมกันด้วย

2. แนวรบด้านข่าวสารและการพูด ท่าทีของนายกรัฐมนตรีเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศไทย คือการบอกว่าจะไม่มีการเจรจาสันติภาพอีกต่อไป ในทางกลับกัน การรบเป็นอีกทางหนึ่งเพื่อบังคับให้กัมพูชาที่ไม่ยอมร่วมมือ ต้องกลับมายอมร่วมเจรจาในข้อตกลงสันติภาพที่ได้ร่วมลงนามไปก่อนหน้านี้

“แต่คุณอนุทินกลับเป็นฝ่ายปฏิเสธการเจรจาเสียเอง และจะทำให้ประเทศไทยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เป็นผู้กระทำความผิดในสายตาประชาคมโลก ผู้ที่ได้ประโยชน์ที่สุดก็คือระบอบฮุน เซน นั่นเอง” นายณัฐพงษ์ ระบุ

นายณัฐพงษ์ เสนอด้วยว่า ครั้งนี้ต้องมีการปรับการทำงานของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ให้ทำงานอย่างเต็มที่และมีความหมาย เป็นคนกลางตรวจสอบการฝ่าฝืนข้อตกลง เพื่อเป็นกลไกป้องกันการปะปะทะกันซ้ำอีกครั้งในอนาคต รวมถึงไทยควรกดดันกัมพูชาในเวที ออตตาวา คอนเวนชัน เช่นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเพิ่งดำเนินการไป

3. รัฐบาลต้องเปิดแนวรบปราบปรามสแกมเมอร์ ด้วยการเดินหน้าอย่างสุดซอยในการขุดรากถอนโคนขบวนการสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นหัวใจของระบอบฮุน เซน กระทรวงการต่างประเทศต้องประสานความร่วมมือกันแต่ละประเทศในการจัดการสแกมเมอร์ให้สิ้นซาก โดยใช้การประชุมนานาชาติว่าด้วยการปราบสแกมเมอร์ที่จะมีขึ้นในวันที่ 17-18 ธันวาคมนี้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผลักดันให้ไทยเป็นเจ้าภาพหลักในเรื่องนี้ ดังที่พรรคประชาชนและภาคประชาสังคมได้เคยนำเสนอแนวทางในเรื่องนี้ไว้

นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องสั่งการให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เดินหน้าอายัดทรัพย์บุคคลไทยที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ ไม่ใช่ตัดตอนแค่ชาวต่างชาติ เพราะหากรัฐบาลไม่จริงจังในเรื่องนี้ การให้กระทรวงการต่างประเทศประสานความร่วมมือกับนานาชาติ ก็จะกลายเป็นเพียงละครปาหี่ตบตาชาวโลก ประเทศไทยก็จะกลายเป็นตัวตลกในสายตานานาชาติ

นายณัฐพงษ์ มองว่า รัฐบาลไทยต้องตั้งหลักให้มั่นว่า แนวรบที่สำคัญตอนนี้ คือการใช้แนวรบทางการทูตควบคู่กับการทหาร โดยพุ่งเป้าไปสู่การกดดันกัมพูชาให้กลับสู่โต๊ะเจรจา โดยใช้การปราบสแกมเมอร์เป็นหัวใจในการดำเนินการ

“หยุดเดินอ้อม ต้องพุ่งเป้าสู่แกนกลางของปัญหา เราต้องพลิกวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ เป็นโอกาสในการกวาดล้างกลุ่มชนชั้นไหนที่หากินบนความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน หยุดสร้างสงครามเพื่อกลบเกลื่อนอาชญากรรมที่ตนเองเป็นคนก่อ โดยใช้เลือดเนื้อของทหารและชีวิตประชาชนของตนเป็นตัวประกัน” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่เคยระบุ สนับสนุนกองทัพดำเนินการรบอย่างเต็มกำลัง โดยมุ่งทำลายเป้าหมายทางทหาร เพื่อขจัดขีดความสามารถในการรบของกัมพูชา จนนําไปสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์เข้าข้างกองทัพ หรือโหนกระแสชาตินิยม นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า ตามแถลงการณ์ที่ได้มีการลงรายละเอียดมากขึ้นเมื่อสักครู่นี้ การใช้กําลังทหารต้องมีขึ้นเพื่อป้องกันตัวเอง และปกป้องอธิปไตย เป็นไปตามหลักสากล และเป็นไปตามหลักความได้สัดส่วน พุ่งเป้าเพื่อขจัดภัยคุกคามเฉพาะหน้า ถ้าการดําเนินการทางการทหารเป็นไปตามหลักทั้งหมดที่ตนได้กล่าวไปนั้น ก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ที่กองทัพควรจะต้องดําเนินการ

เมื่อถามถึงท่าทีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งชัดเจนว่าอาจจะไม่ถอยกลับไปสู่โต๊ะเจรจา ในฐานะฝ่ายค้านมีโอกาสใช้กลไกของสภาในการเสนอแนะ หรือจะมีกลไกใดบังคับให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยทำตามบ้าง นายณัฐพงษ์กล่าวว่า คงใช้ในทุกเวที อย่างการแถลงข่าวในวันนี้ ก็อยากแนะนำนายกรัฐมนตรีให้กลับไปพูดคุยกับทางรองแม่ทัพภาคที่ 2 และฝ่ายความมั่นคง ซึ่งเคยให้ความเห็นว่า ไม่มีการรบใดไม่จบที่การเจรจา

นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า เข้าใจความรู้สึกในความสูญเสียของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามแนวจังหวัดชายแดน รวมถึงประชาชนทั่วประเทศ ที่ติดตามสถานการณ์ในตอนนี้ ว่าทุกคนอยากจบปัญหา แต่ปัญหาที่สำคัญที่ต้องพูดคุยกันตกผลึกให้ได้ คือรัฐบาลต้องชี้ให้เห็นแนวทางชัดเจนว่า จุดจบสถานการณ์ไทย-กัมพูชาอยู่ที่ตรงไหน

“สําหรับพวกเรา เรายืนยันว่า จุดจบของเรื่องนี้ที่แท้จริง คือการคืนความมั่นคง คืนสันติภาพ ชีวิตที่เป็นปกติสุข สู่ประชาชนตามแนวชายแดน ซึ่งการจะทําเรื่องนี้ได้ ต้องใช้ทุกวิถีทั้ง 3 แนวรบ กดดันให้กัมพูชายอมเข้าสู่การเจรจากับประเทศไทย การรบในแบบการใช้กําลังทหารแบบสุดซอย เพื่อรุกรานหรือครองประเทศ เป็นไปไม่ได้แล้วในโลกยุคปัจจุบัน และทําให้ประเทศไทยขาดความชอบธรรมในเวทีโลก” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามถึงปัญหาที่กัมพูชาไม่จริงใจในการปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนเองไม่ได้ออกมาแสดงจุดยืนเรื่องนี้ เพราะไม่เชื่อว่ารัฐบาลกัมพูชาเองมีความจริงใจที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ แต่ที่สำคัญคือ เราจะกดดันเพื่อให้กัมพูชายอมเดินเข้าสู่โต๊ะเจรจาได้อย่างไร

ดังนั้น การดำเนินการทางการทหาร ถ้าต้องการที่จะขจัดภัยคุกคามเฉพาะหน้า เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินประชาชน ให้เขาไม่ได้มีขีดความสามารถในการทำร้ายประชาชนคนไทย เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ ตราบใดที่เป็นไปตามหลักสากล ปกป้องตนเอง ปกป้องอธิปไตย และเป็นไปตามหลักความได้สัดส่วน

ส่วนประเมินท่าทีของนายกรัฐมนตรีว่า รัฐบาลเดินตามกองทัพหรือไม่ แทนที่จะประสานงาน หรือสั่งการกองทัพ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า เรื่องนี้จริงๆ สื่อสารไปก่อนหน้านี้หลายรอบแล้ว และขออนุญาตยืนยันว่า รัฐบาลพลเรือนควรอยู่เหนือกองทัพ การที่นายกรัฐมนตรีอาจจะตีเช็คเปล่าให้กองทัพจัดการได้ทุกเรื่อง เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และไม่สามารถปฏิเสธการดําเนินการใดๆ ของฝ่ายความมั่นคงได้ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ที่มีความผิดรับผิดรับชอบต่อการบริหารสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาโดยตรง

 

วิเคราะห์การจัดทัพ "พรรครักชาติ" ภายใต้การนำของ ‘ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์’ สัญญาณถึงการแตกตัวครั้งใหญ่ ขั้วอนุรักษ์นิยมวางหมาก สู้ศึกเลือกตั้ง

จับตา 'พรรครักชาติ' ของ 'ชัยวุฒิ' กับกลยุทธ์ 'อินฟลูเอนเซอร์-ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1' สัญญาณชัดการแตกตัวของขั้ว พปชร. และการจัดทัพใหม่ของกลุ่มอนุรักษ์นิยม เพื่อวางหมากยึดพื้นที่คะแนนเสียงในเมือง

การก่อตั้งพรรคใหม่: การปรับภูมิทัศน์ของกลุ่มอนุรักษ์นิยม

การประกาศเปิดตัว "พรรครักชาติ" อย่างเป็นทางการในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568 โดยมี นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีตแกนนำคนสำคัญและรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นั่งตำแหน่งหัวหน้าพรรคและลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 ด้วยตนเองนั้น ถือเป็น สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดของการจัดทัพทางการเมืองครั้งใหม่ ในฝั่งของกลุ่มอนุรักษ์นิยมและขั้วอำนาจเก่า

เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงการแยกตัวของบุคคล แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึง ภาวะความไม่ลงรอยและทางตันในการบริหารจัดการอำนาจ ภายในพรรค พปชร. หรือกลุ่มการเมืองเดียวกัน ที่อาจมีมุมมองที่แตกต่างกันเกี่ยวกับทิศทางการนำพรรคและโอกาสในการช่วงชิงอำนาจในการเลือกตั้งครั้งถัดไป การที่นายชัยวุฒิ ซึ่งถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญทั้งในมิติของการสื่อสารและการประสานงานอำนาจ ตัดสินใจออกมาตั้งพรรคใหม่ด้วยตนเอง บ่งชี้ว่าทางเดินในโครงสร้างเดิมอาจไม่ตอบโจทย์เป้าหมายทางการเมืองสูงสุดของเขาอีกต่อไป

ยุทธศาสตร์ "อินฟลูเอนเซอร์" กับการเข้าถึงฐานเสียงใหม่

สิ่งที่ทำให้ "พรรครักชาติ" แตกต่างอย่างชัดเจนคือ ยุทธศาสตร์การดึงดูดบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีอิทธิพลทางความคิด (Influencer) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพรรคอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การวางตัวนายทัศนัย ทองมี ผู้ประกาศข่าวเป็นรองหัวหน้าพรรค และนายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เป็นเลขาธิการพรรค ไปจนถึงการรวมกลุ่มคนดังในวงการบันเทิงและความงาม เช่น นัท นิสามณี และ ชุติกาญจน์ สุวรรณโคตร

การใช้กลยุทธ์นี้มีความหมายในเชิงการตลาดการเมืองสูง:

1.  ขยายการเข้าถึงอย่างรวดเร็ว (Mass Reach): อินฟลูเอนเซอร์เหล่านี้มีฐานผู้ติดตามจำนวนมหาศาลบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งช่วยให้พรรคสามารถสร้างการรับรู้และส่งสารทางการเมืองไปถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่และคนชั้นกลางในเมืองได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องพึ่งพากลไกการเมืองแบบเดิม
2.  การลดกำแพงการเมือง: การนำบุคคลที่ไม่ได้มีภาพลักษณ์ทางการเมืองจ๋าเข้ามาเป็นแกนนำ ช่วยลดทัศนคติเชิงลบและความรู้สึกแปลกแยกของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อการเมืองแบบเก่า ทำให้พรรครักชาติสามารถปรากฏตัวในฐานะ "พรรคทางเลือกที่มีสีสัน"
3.  การหาเสียงต้นทุนต่ำ: การใช้อินฟลูเอนเซอร์ที่มีทักษะในการสร้างคอนเทนต์และการสื่อสารแบบใหม่ ทำให้การหาเสียงมีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำกว่าการใช้สื่อดั้งเดิมหรือการจัดเวทีปราศรัยขนาดใหญ่

นัยยะต่อสมการทางการเมือง: การแย่งชิงฐานคะแนน

การถือกำเนิดของพรรครักชาติไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพรรคพลังประชารัฐโดยตรงเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาพรวมของกลุ่มอนุรักษ์นิยมทั้งหมด:

- แย่งชิงฐานเสียง พปชร./รทสช.: พรรครักชาติจะกลายเป็นคู่แข่งโดยตรงในการแย่งชิงคะแนนเสียงจากกลุ่มที่เคยสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐหรือรวมไทยสร้างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเมืองและกลุ่มคนชั้นกลางที่มีทัศนคติอนุรักษ์นิยมปานกลางถึงอ่อน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พรรคเดิมเริ่มอ่อนแรงลง

- การกระจายคะแนนเสียง (Fragmentation): การแตกตัวของพรรคในขั้วเดียวกันนี้จะทำให้คะแนนเสียงถูกแบ่งออกไปหลายพรรคมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดสถานการณ์ที่ ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากเด็ดขาด (Hung Parliament) และส่งผลให้การจัดตั้งรัฐบาลผสมในอนาคตมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น

- การทดสอบอำนาจของนายชัยวุฒิ: การลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 ถือเป็นการรับประกันที่นั่งในสภาของนายชัยวุฒิเอง และเป็นการประกาศความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างชัดเจนว่าสามารถนำพาพรรคใหม่เข้าสภาได้สำเร็จ

ความท้าทายที่พรรครักชาติและกลุ่มอนุรักษ์นิยมต้องเผชิญ

แม้จะมีกลยุทธ์ที่น่าสนใจ แต่พรรครักชาติก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ:

1.  ความคงเส้นคงวาของอุดมการณ์: พรรคจะต้องแสดงให้เห็นถึงความชัดเจนของ อุดมการณ์หลัก ว่าแตกต่างจากพรรคในขั้วอำนาจเก่าอย่างไร และจะบริหารจัดการความคาดหวังของเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ที่เข้ามาร่วมงานอย่างไร

2.  การสร้างเครือข่ายระดับพื้นที่: แม้จะมีพลังในโลกออนไลน์ แต่พรรคการเมืองจะประสบความสำเร็จได้ต้องมี เครือข่าย ส.ส.เขต ที่แข็งแกร่ง ซึ่งพรรคใหม่ต้องใช้เวลาและทรัพยากรในการสร้างความเชื่อมั่นในระดับพื้นที่

3.  การสร้างความน่าเชื่อถือ: นายชัยวุฒิและคณะกรรมการบริหารพรรคต้องพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่าพรรคนี้เป็นมากกว่าการรวมตัวกันของผู้มีชื่อเสียง แต่มี นโยบายที่จับต้องได้ และสามารถแก้ปัญหาของประเทศได้อย่างแท้จริง

การปรากฏตัวของพรรครักชาติจึงถือเป็น จิ๊กซอว์ตัวใหม่ ที่ถูกนำมาใส่ในสมการการเมืองไทย ซึ่งไม่เพียงแต่จะเพิ่มความซับซ้อนของการแข่งขัน แต่ยังเป็นภาพสะท้อนของการปรับตัวของขั้วอนุรักษ์นิยมที่พยายามจะหาช่องทางใหม่เพื่อรักษาอิทธิพลทางการเมืองในยุคดิจิทัลไว้ให้ได้

เตรียมเปิดตัว "พรรครักชาติ" 10 ธ.ค. ประกาศนั่งหัวหน้าพรรค-ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 พร้อมดึงทัพอินฟลูเอนเซอร์ – คนดัง วางเกมสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า

ใกล้วันยุบสภา สมรภูมิการเมืองเริ่มคึกคักอีกครั้ง ล่าสุด นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เตรียมแถลงข่าวเปิดตัวพรรคการเมืองใหม่ในชื่อ "พรรครักชาติ" อย่างเป็นทางการ ในวันพุธที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เวลา 13.00 น. ณ บริเวณลานด้านหน้า ทิม ฮอร์ตันส์ สามย่าน มิตรทาวน์ ซึ่งเป็นทำเลที่มีกลุ่มคนรุ่นใหม่และประชาชนทั่วไปพลุกพล่าน

 

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการกลับเข้าสู่สนามการเมืองในฐานะผู้นำพรรคอย่างเต็มตัวของนายชัยวุฒิ หลังจากที่เคยเป็นแกนนำคนสำคัญและรัฐมนตรีในโควตาของพรรคพลังประชารัฐ โดยมีรายงานยืนยันว่า นายชัยวุฒิจะดำรงตำแหน่ง หัวหน้าพรรครักชาติ และจะลงสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ลำดับที่ 1 ซึ่งสะท้อนความมั่นใจในการนำทัพพรรคใหม่เข้าสู่การเลือกตั้ง

 

กลยุทธ์ดึงคนดัง-อินฟลูเอนเซอร์

 

ความน่าสนใจของการเปิดตัวพรรครักชาติในครั้งนี้ อยู่ที่กลยุทธ์การดึงดูดบุคคลที่มีชื่อเสียงจากหลากหลายวงการ ทั้งผู้ที่อยู่ในแวดวงบันเทิง สื่อสารมวลชน และอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) เข้าร่วมทีมอย่างคึกคัก ซึ่งบ่งชี้ถึงความพยายามในการสร้างความเชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่และใช้ศักยภาพของสื่อสังคมออนไลน์ในการขับเคลื่อนงานการเมือง

รายชื่อบุคคลสำคัญที่เตรียมเข้าร่วมงานและรับตำแหน่งในพรรค อาทิ:

 

นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ (ลูกกอล์ฟ) เตรียมเข้าดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค

นายทัศนัย ทองมี (กอล์ฟ) ผู้ประกาศข่าว จะเข้ารับตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค

น.ส.ชุติกาญจน์ สุวรรณโคตร (ขิง) Miss Fabulous Thailand 2022 และอดีตผู้ประกวดมิสยูนิเวอร์ส

นายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว (โฟล์ค) นักแสดง

นัท นิสามณี บิวตี้บล็อกเกอร์ชื่อดังและเจ้าของเพจ "สะบัดแปรง" ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก จะมาร่วมสร้างสีสันในงานเปิดตัว

 

การผนึกกำลังระหว่างนักการเมืองผู้มีประสบการณ์อย่างนายชัยวุฒิ กับเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ที่มีฐานเสียงบนโลกออนไลน์ แสดงให้เห็นถึงทิศทางที่พรรครักชาติพยายามจะก้าวข้ามวิธีการหาเสียงแบบดั้งเดิม โดยเน้นการสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมกับประชาชนผ่านช่องทางดิจิทัลและบุคคลที่มีอิทธิพลต่อความคิดของคนรุ่นใหม่ในสังคม

 

การเปิดตัวพรรคในครั้งนี้ จึงเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาในวงการการเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวางตำแหน่งของพรรคที่จะเข้ามามีบทบาทในการเลือกตั้งครั้งถัดไป ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางของขั้วอำนาจและสมการการเมืองหลังการเลือกตั้งในอนาคต

บุกยึดพื้นที่ให้จบ เจรจาทีหลัง พร้อมเตรียมยุทธการทางทะเล ขวางกัมพูชาขยับ "หลักเขต 73" ฮุบทรัพยากรไทย

(8 ธ.ค. 2568) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ แถลงการณ์แสดงจุดยืนชัดเจนสนับสนุนการปฏิบัติการทางการทหารทุกรูปแบบของกองทัพไทยในการปกป้องอธิปไตยและดินแดนของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งการด้วยตัวเองเพื่อยุติวิกฤตชาติด้วยความเด็ดขาด

นายพีระพันธุ์กล่าวว่า สิ่งที่กัมพูชาต้องการมากที่สุดนอกจากช่องอานม้า ช่องบก ก็คือทรัพยากรธรรมชาติทางด้านพลังงานใต้ท้องทะเลในอ่าวไทย เพราะฉะนั้นหลักหมุดเขตแดนที่สำคัญที่สุด ก็คือ หลักเขตที่ 73

"เราจะเห็นว่าเขาพยายามเปลี่ยนแปลงหลักเขต 73 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการแบ่งเส้นเขตแดนในทะเลหลายวิธีการ หลังสุดที่เขาทำตั้งแต่ปี 2540 คือการถมทะเล อ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของการบังคลื่น แต่ว่ามันมีสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่า อะไรที่ติดตรึงกับแผ่นดินยื่นไปในทะเลจะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน ผมมั่นใจและเชื่อว่านี่คือยุทธวิธีที่เขาต้องการจะเปลี่ยนหมุด 73 จากปัจจุบันไปอยู่ที่ไปปลายของเขื่อนกันคลื่น ซึ่งจะเป็นจุดที่ทำให้เกิดปัญหาการอ้างสิทธิ์ในทะเลในอนาคต เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมเป็นห่วงและกองทัพไทย รัฐบาลไทยต้องเตรียมการคือวันนี้ต้องเตรียมการกองทัพเรือให้พร้อมครับ ถ้าเราไม่เตรียมกองทัพเรือให้พร้อม เราไม่ป้องกันหลัก 73 และเส้นเขตแดนในทะเลให้พร้อม เราจะเกิดปัญหาตรงนั้น ขึ้นมาอีกปัญหานึงครับ และนั่นคือเป้าหมายสำคัญของกัมพูชา"นายพีระพันธุ์กล่าว

นายพีระพันธุ์ เสนอแนะว่า สิ่งที่ต้องทำในวันนี้ นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำประเทศต้องเป็นผู้สั่งการด้วยตัวเองอย่างเด็ดขาด ไม่ใช่ให้กองทัพดำเนินการลำพังเพียงฝ่ายเดียว

"จากการปะทะครั้งนี้ เราต้องได้อยู่ในจุดที่ได้เปรียบ 1. ต้องให้กองทัพเดินหน้าเต็มที่ 2. ถ้าสามารถเข้าไปยึดดินแดนของเขาได้ ยึดเลยครับ เราไม่ได้ตั้งใจจะยึดเพื่อเอาเป็นของเรา แต่ยึดเพื่อให้ได้เปรียบทางการทหารและการเจรจาว่า ถ้าคุณไม่ทำความตกลงกับเรา เราก็ยึดอยู่แบบนั้น กี่สิบปีแล้วครับที่เขายึดแผ่นดินไทยมา แล้วทำไมเราจะยึดชั่วคราวเพื่อเรียกร้องความชอบธรรมให้กับประเทศไทยและคนไทยและกองทัพไทยทหารไทยที่ต้องสูญเสียชีวิต สูญเสียร่างกายไม่ได้ครับ สิ่งที่เราต้องทำวันนี้คือเราต้องหายุทธวิธี ยุทธการที่เราจะต้องได้เปรียบในการเจรจาต่อรอง เขาทำแบบไหน ทำแบบเดียวกันครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ต้องเป็นแม่ทัพใหญ่เองครับ ต้องเป็นคนสั่งการที่ผมพูดทั้งหมดวันนี้ด้วยตัวท่านเอง"นายพีระพันธุ์กล่าว

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า พรรครวมไทยสร้างชาติสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อปฏิบัติการทางการทหารทุกรูปแบบของกองทัพไทยในการปกป้องอธิปไตยและดินแดนของประเทศ และขอเป็นกำลังใจให้แก่กองทัพอากาศและผู้ปฏิบัติหน้าที่ทุกท่านในการปกป้องอธิปไตยของชาติในครั้งนี้

"ปัญหาเหล่านี้ ผมอยากให้จบลงได้สักที ทหารไทยและประชาชนคนไทยต้องสังเวยชีวิต ร่างกาย และอนาคตของตนเอง รวมถึงครอบครัว ต่อการโจมตีของประเทศกัมพูชาหลายครั้ง แต่มันไม่จบ เพราะไม่มีความเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหา จากปัญหาเริ่มต้นเล็ก ๆ กลายเป็นวิกฤตประเทศ"

นายพีระพันธุ์ ยืนยันว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะยึดมั่นในอธิปไตยของชาติ และดำเนินการแก้ไขปัญหาไทย-กัมพูชา ด้วยยุทธวิธีที่เด็ดขาดและหลากหลาย พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงกลาโหม เปิดปฏิบัติการทางด้านข่าวสารและสร้างความเข้าใจกับนานาชาติให้มากกว่านี้

"เราจะไม่อนุญาตให้ปัญหานี้เกิดขึ้นต่อไปอีก เราต้องยุติปัญหานี้เพื่อคนไทย ประเทศไทย และอนาคตของลูกหลานไทยอย่างแท้จริงตลอดไป"

 

 

'อนุทิน' เผชิญสงครามสองแนวรบ อุทกภัยใต้ทำลายภาพลักษณ์ ผนวกกับแรงกดดันงบประมาณเยียวยา ท้าทายความอยู่รอดของรัฐบาลเสียงข้างน้อย

อุทกภัยครั้งใหญ่ที่ถล่มภาคใต้ในปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยเฉพาะพื้นที่หาดใหญ่และจังหวัดใกล้เคียง ไม่ได้เป็นเพียงภัยพิบัติทางธรรมชาติธรรมดา แต่กลายเป็น "วิกฤตการเมือง-เศรษฐกิจ" ที่ซ้ำเติมรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งกำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดอยู่แล้ว ภาระคู่จากการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยและการเผชิญหน้ากับภัยพิบัติครั้งใหญ่ทำให้รัฐบาลต้องสู้กับสงครามสองแนวรบพร้อมกัน ทั้งการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองและการจัดการวิกฤตเศรษฐกิจ-สังคมจากอุทกภัย

ความเสียหายที่หนักกว่าที่คิด: แรงกดดันทางการคลังที่ไม่คาดคิด

การประเมินเบื้องต้นจากหน่วยงานต่างๆ ระบุว่า ความเสียหายจากอุทกภัยภาคใต้อยู่ที่ประมาณ 20,000-30,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งความเสียหายทางการเกษตร โครงสร้างพื้นฐาน ที่อยู่อาศัย และภาคธุรกิจ สำหรับภาคเกษตรเพียงอย่างเดียว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประเมินความเสียหายเกิน 5,000 ล้านบาท โดยเฉพาะสวนยางพาราและสวนผลไม้ที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของภาคใต้

ตัวเลขนี้ยังไม่รวมผลกระทบทางอ้อม เช่น การหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยว และต้นทุนทางสังคมจากการสูญเสียชีวิตและความเจ็บป่วย หากรวมทั้งหมด ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจสูงถึง 40,000-50,000 ล้านบาท

สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้นคือ รัฐบาลต้องเร่งอัดฉีดงบประมาณเยียวยาและฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน การช่วยเหลือเบื้องต้นครัวเรือนละ 9,000 บาทสำหรับผู้ประสบภัยหลายแสนครัวเรือนต้องใช้งบประมาณหลายพันล้านบาท การซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน ถนน สะพาน ระบบไฟฟ้า และระบบน้ำประปาอาจต้องใช้งบอีก 10,000-15,000 ล้านบาท

ปัญหาคือ งบประมาณเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในแผนการใช้จ่ายประจำปี รัฐบาลต้องหาแหล่งเงินใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนงบประมาณ การกู้เงินเพิ่มเติม หรือการใช้เงินสำรองฉุกเฉิน ทั้งหมดนี้จะส่งผลกระทบต่อวินัยการคลังและอาจเพิ่มภาระหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว

เสถียรภาพการคลัง: ความกังวลที่เพิ่มขึ้น

ก่อนเกิดอุทกภัย รัฐบาลอนุทินกำลังเผชิญกับความท้าทายทางการคลังอยู่แล้วจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ โครงการ "คนละครึ่งพลัส" ที่ใช้งบประมาณกว่า 60,000-70,000 ล้านบาท และมาตรการอื่นๆ ที่ออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้การขาดดุลงบประมาณเพิ่มสูงขึ้น

หนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 60-61% ของ GDP ใกล้เคียงกับเพดานที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 70% การที่ต้องกู้เงินเพิ่มเติมหลักหมื่นล้านบาทเพื่อรับมือกับอุทกภัยจะทำให้อัตราส่วนนี้เพิ่มสูงขึ้นอีก

นักวิเคราะห์เศรษฐกิจหลายรายแสดงความกังวลว่า หากรัฐบาลไม่สามารถควบคุมการใช้จ่ายและหารายได้เพิ่มเติมได้ ความยั่งยืนทางการคลังอาจเป็นปัญหาในระยะยาว สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออาจปรับลดมุมมองต่อเศรษฐกิจไทย ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมและความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ที่สำคัญกว่านั้นคือ ในฐานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย การผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณเพิ่มเติมหรือการกู้เงินผ่านสภาผู้แทนราษฎรจะยากลำบากมาก รัฐบาลต้องต่อรองกับฝ่ายค้านและพรรคร่วมที่ไม่มั่นคง ซึ่งอาจนำไปสู่การล่าช้าในการช่วยเหลือหรือต้องยอมรับเงื่อนไขที่ไม่เอื้ออำนวย

การบริหารจัดการวิกฤต: ทดสอบความสามารถจริง

นอกจากเรื่องเงินแล้ว ความสามารถในการบริหารจัดการวิกฤตของรัฐบาลก็ถูกจับจ้องอย่างใกล้ชิด ประชาชนและฝ่ายค้านกำลังประเมินว่า รัฐบาลอนุทินมีความพร้อมและประสิทธิภาพในการจัดการภัยพิบัติมากน้อยแค่ไหน

ในช่วงแรกของอุทกภัย มีคำวิจารณ์ว่า การเตือนภัยล่วงหน้าและการอพยพประชาชนไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร การประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ยังมีปัญหา และการกระจายความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ห่างไกลล่าช้า

แม้ว่าในภายหลังรัฐบาลจะพยายามแก้ไขและเร่งการช่วยเหลือ แต่ความประทับใจแรกที่ไม่ดีก็สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์แล้ว นี่คือโอกาสที่ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย จะใช้โจมตีความสามารถในการบริหารประเทศของรัฐบาล

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยปรับลดลงครั้งแรกในหลายเดือน ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากปัญหาน้ำท่วมใต้ นี่สะท้อนให้เห็นว่า ภาคธุรกิจเริ่มสูญเสียความเชื่อมั่นในความสามารถของรัฐบาลในการรับมือกับวิกฤต

ผลกระทบทางการเมือง: เพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลที่อ่อนแอ

อุทกภัยกลายเป็นอาวุธทางการเมืองที่ฝ่ายค้านใช้โจมตีรัฐบาล การที่พรรคเพื่อไทยและฝ่ายค้านอื่นๆ กำลังเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ประเด็นการจัดการอุทกภัยจะเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญที่ใช้วิพากษ์วิจารณ์

ฝ่ายค้านจะตั้งคำถามว่า ทำไมรัฐบาลไม่สามารถป้องกันหรือลดผลกระทบได้ แม้จะรู้ล่วงหน้าว่าจะมีฝนตกหนัก ทำไมการอพยพและช่วยเหลือช้า ทำไมไม่มีแผนรองรับที่ชัดเจน และที่สำคัญ รัฐบาลจะหาเงินมาช่วยเหลือและฟื้นฟูได้อย่างไร โดยไม่ทำให้การคลังแย่ลง

สำหรับประชาชนในพื้นที่ประสบภัย ความไม่พอใจต่อการช่วยเหลือที่ล่าช้าหรือไม่เพียงพออาจแปลงเป็นคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งหน้า ภาคใต้ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของหลายพรรคการเมือง การสูญเสียความเชื่อมั่นในพื้นที่นี้อาจส่งผลกระทบต่อสมดุลอำนาจทางการเมืองในอนาคต

แนวทางฝ่าวิกฤต: ต้องการมากกว่าเงิน

เพื่อให้รอดพ้นวิกฤตนี้ รัฐบาลอนุทินต้องดำเนินการหลายด้านพร้อมกัน หนึ่ง เร่งความช่วยเหลือเยียวยาให้ถึงผู้ประสบภัยอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและลดความทุกข์ของประชาชน

สอง จัดหางบประมาณอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ โดยอาจต้องจัดลำดับความสำคัญของโครงการอื่นๆ และหาแหล่งเงินที่ไม่กระทบเสถียรภาพการคลังมากเกินไป การเจรจากับฝ่ายค้านเพื่อผ่านงบประมาณเพิ่มเติมอย่างสร้างสรรค์เป็นสิ่งจำเป็น

สาม สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพเกี่ยวกับแผนการฟื้นฟูระยะยาวและมาตรการป้องกันในอนาคต เพื่อสร้างความมั่นใจว่ารัฐบาลมีวิสัยทัศน์และความสามารถในการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

สี่ เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสในการแสดงความเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง หากรัฐบาลสามารถจัดการวิกฤตนี้ได้ดี อาจฟื้นฟูความเชื่อมั่นที่สูญเสียไปได้บ้าง

อุทกภัยภาคใต้เป็นมากกว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติ มันคือจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่อาจกำหนดชะตากรรมของรัฐบาลอนุทิน การจัดการที่ล้มเหลวจะเป็นหลักฐานยืนยันว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่สามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอาจเป็นตะปูตัวสุดท้ายที่ตอกโลงศพทางการเมือง

ในทางกลับกัน หากรัฐบาลสามารถจัดการได้ดี รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ฟื้นฟูความเชื่อมั่นและสร้างความชอบธรรมใหม่ให้กับรัฐบาลที่กำลังโซเซ

เวลาไม่เป็นฝ่ายรัฐบาล น้ำลดแล้ว แต่ภูเขาของปัญหายังคงตระหง่านอยู่ ทั้งการฟื้นฟู การเยียวยา และการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต ทุกการตัดสินใจ ทุกการกระทำในช่วงนี้จะถูกจับตาอย่างใกล้ชิดและจะส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นี่คือช่วงเวลาที่รัฐบาลอนุทินไม่มีสิทธิ์ผิดพลาด เพราะความผิดพลาดครั้งต่อไปอาจเป็นครั้งสุดท้าย
 

“กองทัพไทยชี้ปฏิบัติการทางอากาศ มุ่งเป้าเฉพาะกำลังทหารกัมพูชา”

กองทัพบก​ แถลง​ สรุป​ ทหารเสียชีวิตเพิ่ม​รวม​ 2 นาย เจ็บ​ 8 นาย​ เฝ้าระวังสนาม​บิน​ ใช้ F-16 เร่งทำลายฐานยิงอาวุธไกล​ -​ ตึกกาสิโน​ กัมพูชา ลดความเสี่ยง​ ยังไม่ชัดมีBM 21 กี่พื้นที่​ เผย​ ผบ.ทบ.กำชับ​ ความปลอดภัยประชาชน​ -​ กำลังพล​
 
8 ธ.ค.2568-ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงสถานการณ์​ชายแดน​ไทย-​ กัมพูชาว่า​ การใช้อาวุธตอบโต้ยังคงเป็นไปตามแผนการเผชิญเหตุเฉพาะพื้นที่ตามกฎการใช้กำลัง และมุ่งโจมตีพื้นที่เป้าหมาย​ ที่มีเจตนาคุกคามหรือกระทำต่อฝ่ายไทย​ นอกจากนี้ยังพบว่ากัมพูชามีการเตรียมความพร้อมของกำลังพลยุทโธปกรณ์และอาวุธยิงสนับสนุนเพิ่มเติม รวมไปถึงมีแนวโน้มว่ากัมพูชามีการระบุพิกัดการใช้อาวุธระยะไกลในเขตพื้นที่ตอนใน​ ครอบคลุมพื้นที่ใกล้สนามบินบุรีรัมย์ และบริเวณพื้นที่ใกล้โรงพยาบาล​ ในอำเภอปราสาทซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนถึง 30 กิโลเมตร

สำหรับบรรยากาศและท่าทีของกัมพูชาก่อนหน้านี้​ มักจะละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และแอบใช้ทุ่นระเบิด ในพื้นที่ปฏิบัติงานของฝ่ายไทย รวมถึงการปรับปรุงเส้นทางของฝ่ายไทย ทั้งนี้เป็นเครื่องบ่งชี้วัดทางกัมพูชาอาจจะต้องการให้กำลังพลทหารฝ่ายไทย ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิดเหล่านั้น
 
ขณะที่การปฏิบัติที่สำคัญในห้วงเย็นวานนี้ ทางกองทัพภาคที่ 2 คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน มีการเร่งอพยพซึ่งการดำเนินการเป็นการปฏิบัติในพื้นที่ส่วนหลัง ทางกองทัพภาคที่ 2 ได้มีการประสานกับฝ่ายปกครองและฝ่ายท้องถิ่นรวมไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการที่จะดำเนินการอพยพซึ่งปัจจุบันมีความสมบูรณ์แล้ว

ขณะที่เหตุการณ์ในช่วงกลางดึกวานนี้จนกระทั่ง​วันนี้ มีการยิงและเกิดการปะทะในหลายพื้นที่​ จนกระทั่งรุ่งเช้า​ และเริ่มมีการปะทะหนักขึ้นตั้งแต่เวลา 05.00 น. โดยทางฝ่ายกัมพูชามีการใช้ปืนเล็ก ปืนใหญ่​ อาวุธยิงสนับสนุนต่างๆเข้ามา​จนเป็นเหตุให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต​ในพื้นที่ช่องบก​ อ.น้ำยืน​ จ.อุบล​ราชธานี​ และยังพบหลักฐานว่าทางฝ่ายกัมพูชา ได้เปิดพื้นที่การปะทะเพิ่มเช่น ช่องอานม้า​ ปราสาทคนา​ ​​ ปราสาทตาควาย​ และปราสาทตาเมือนธม​ จ.สุรินทร์​ และห้วยตะมาเรีย​ จ.ศรีสะเกษ​ โดยฝ่ายไทยตอบโต้​ตามแผนเผชิญเหตุเน้นเป้าหมายทางทหารเป็นหลัก เช่นฐานทหาร​ ที่ตั้งอาวุธจริงสนับสนุน​ พร้อมประสานขอรับการสนับสนุนการใช้อากาศยานของกองทัพอากาศ ในการปล่อยอาวุธ เพื่อยับยั้งการโจมตีของทหารกัมพูชา​ ซึ่งถือเป็นความจำเป็นในการป้องกันตนเองหลังพบว่าฝ่ายกัมพูชามีการใช้อาวุธยิงสนับสนุนต่อฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง

“ขอเน้นย้ำว่าการใช้กำลังทางอากาศของฝ่ายไทยเป็นการปฏิบัติต่อเป้าหมายทางทหารของฝ่ายกัมพูชาเท่านั้น​ กำจัดวงและขอบเขตความเสียหาย​ พร้อมยับยั้งการโจมตีอาวุธยิงสนับสนุนของกัมพูชาที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิตแก่กำลังพลของฝ่ายไทย สำหรับการโจมตีการปล่อยอาวุธจากอากาศยานเป็นการโจมตีที่ค่อนข้างมีความแม่นยำสูง บริเวณแนวปะทะไม่กระทบต่อพลเรือน​ และที่สำคัญฝ่ายไทยจำเป็นจะต้องสกัดกั่นอาวุธยิงสนับสนุนของฝ่ายกัมพูชา​ ที่กำลังคุกคามคนไทย​ เนื่องจากการปะทะครั้งที่ผ่านมาเคยยิงใส่ในพื้นที่เป้าหมายทางพลเรือนของฝ่ายไทย​ ทำให้ประชาชนและที่อยู่อาศัยมีความเสียหาย เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก”

ถามว่า กรณีที่​ F- 16โจมตีพื้นที่กาสิโน​ เป็นที่ตั้งของอาวุธ​ชนิดใด​ โฆษกกองทัพบกระบุว่า​ เป็นทั้งสถานที่บังคับการและศูนย์การบังคับบัญชา​ของอากาศยานไร้คนขับ(โดรน)​ พร้อมย้ำว่า​ เป็นที่ตั้งของทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับอากาศยานไร้คนขับ

พลตรีวินธัย​ กล่าวถึงยอดผู้เสียชีวิตในเบื้องต้นขอยืนยันมีข้อมูล​อย่างเป็นทางการเสียชีวิต​ 1 นาย และไม่เป็นทางการอีก1 นาย ขณะที่ผู้ได้รับบาดเจ็บขณะนี้มีจำนวน 8 นาย

ส่วนจะมีการขยายแนวไปที่กองทัพภาคที่ 1 หรือไม่​พลตรีวิธัย​ ปัจจุบันเป็นการตอบโต้เผชิญเหตุตามสถานการณ์มีเพียงข้อมูลตามที่ได้รายงานไปให้ทราบเท่านั้น

เมื่อถามว่าพลเอกพนา​ แคล้ว​ปลอด​ทุกข์​ ผู้บัญชาการทหารบก​ หรือ​ ผบ. ทบ. ได้สั่งการกำชับอะไรหรือไม่​ พลตรีวินธัย​ กล่าวว่า​ สถานการณ์พื้นที่ชายแดนไทยกัมพูชาตลอดห้วงเวลาที่ผ่านมา​ ไม่ได้อยู่ในขั้นที่ไว้วางใจดังนั้นผบ.ทบ.ได้สั่งการให้หน่วยนั้นมีการเตรียมความพร้อม​ไว้ล่วงหน้าแล้ว​ พร้อมเตรียมการทางยุทธวิธีที่จะตอบโต้ภัยคุกคามที่ทางกัมพูชาทำ​ โดยเฉพาะการใช้อาวุธ รวมทั้งเป็นห่วงในเรื่องการบาดเจ็บและสูญเสียของกำลังพลฝ่ายไทย และคำนึงสูงสุดถึงการที่จะส่งผลกระทบต่อการบาดเจ็บและสูญเสียของประชาชน จนเป็นที่มาให้ทำลายเป้าหมายที่สำคัญสุดสุดคือต้องทำลายระบบอาวุธยิงสนับสนุนของฝ่ายกัมพูชา เพราะสิ่งนั้นไม่เพียงแต่กระทบต่อกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ของทหาร แต่มีโอกาสสูงที่จะกระทบต่อประชาชนของไทย

ถามถึงการป้องกันสถานที่สำคัญ​ เช่นสนามบิน​ โรงพยาบาล​ คลังอาวุธของไทย มีความพร้อมเพียงใด​ พลตรีวินธัย​ ยอมรับว่ามีการเตรียมการไว้ เครื่องมือแอนตี้โดรนสามารถสกัดกั้นได้อยู่อย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานที่สำคัญจริงๆในทางทหาร มีการเตรียมการอยู่ในระบบปกติของราชการอยู่แล้ว

ส่วนประเมินความเสี่ยงของสนามบินอย่างไร พลตรีวินธัย​ กล่าวว่า​ หลักการใช้อาวุธจะต้องจำกัดขอบเขตในพื้นที่ชายแดน หากเกินพื้นที่ชายแดนสังคมโลกยอมรับไม่ได้ และเคยมีเหตุการณ์ลักษณะแบบนี้มาแล้ว เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่ในพื้นที่สนามบินค่อนข้างมีความห่างไกลพื้นที่การรบพอสมควร แต่ตามมาตรการทางทหารไม่ได้ประมาทมีมาตรการที่จะดูแลและป้องกันอยู่แล้ว

เมื่อถามว่าสถานการณ์ย้อนกลับไปเหมือนการสู้รบครั้งแรก​ เมื่อ 24-28 กรกฎาคม​ 2568​ใช่หรือไม่ พลตรีวินธัย​ กล่าวว่า​ ตอนนี้ตอบยาก การใช้กำลังของฝ่ายไทยยังเป็นไปตามการเผชิญเหตุ ยังอยู่ในกรอบและกติกาที่เป็นสากล การตอบโต้เป็นไปตามเหตุและผลอยู่ในระดับที่เหมาะสม

สำหรับการดูแลพื้นที่สวนหลังหรือการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เพิ่มเติมนั้นพลตรีวิธัยระบุว่า หน่วยทหารและฝ่ายปกครองได้ทำอย่างสมบูรณ์แล้วก่อนหน้านี้ ในช่วงเวลาฉะนั้นจะเห็นว่าในช่วงเย็นช่วงค่ำเมื่อวานนี้ สามารถอพยพได้เป็นไปตามเป้าหมาย​ และข้อกังวลในเรื่องนั้นจะน้อยกว่าคราวที่แล้ว

พลตรีวิน​ธัย​ กล่าวว่า​ การยิงBM 21 นั้น ในเชิงรุกจะต้องทำลายที่ตั้งยิงเหล่านั้นให้ได้มากที่สุด ส่วนมาตรการเชิงรับจะใช้วิธีการอพยพคน พยายามที่จะทำให้ผลกระทบที่เกิดจากการใช้อาวุธนั้น​ ไม่เกิดกับความบาดเจ็บและความสูญเสียของประชาชน​ สำหรับเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมามีการยิง BM 21 ตกในพื้นที่เกษตรกรรม​ ไม่มีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและสูญเสีย แต่ต้องติดตามเป็นระยะ เนื่องจากมีการใช้อาวุธประเภทจรวด​กี่จุดกี่พื้นที่​
 

รัฐบาลส่งเรือผลักดันน้ำ 5 ลำ ลงคลองปากแตระ อ.ระโนด จังหวัดสงขลา เร่งดันมวลน้ำทะเลสาบสงขลาออกอ่าวไทย 'เจือ ราชสีห์' ขอบคุณภาครัฐทำตามข้อเรียกร้อง

‘เจือ ราชสีห์’ ขอบคุณภาครัฐ หลังทำตามข้อเสนอใช้เรือผลักดันน้ำดันมวลน้ำออกสู่อ่าวไทย ลดผลกระทบวงกว้างรอบทะเลสาบสงขลาทั้งหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และจังหวัดใกล้เคียง ไม่ต้องทรมานเพราะน้ำท่วมบ้านไปอีกหลายเดือน

จากกรณีที่เกิดมหาอุทกภัยถล่มพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก่อนหน้านี้ ซึ่งทางนายเจือ ราชสีห์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา ได้เรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้เป็นการด่วน โดยเฉพาะในจังหวัดสงขลาและอำเภอหาดใหญ่ โดยเสนอให้รัฐบาลสั่งการกองทัพเรือ นำเรือผลักดันน้ำกว่า 100 ลำ มาช่วยดันน้ำออกจากคลอง ร.1 ลงสู่ทะเลสาบสงขลาโดยเร็ว เพื่อให้ระดับน้ำในเขตเมืองหาดใหญ่ลดลงโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ ต้องจัดเรือผลักดันน้ำอีกชุดเพื่อดันน้ำจากทะเลสาบสงขลาออกสู่ปากอ่าวไทยอย่างเร่งด่วน ซึ่งจะช่วยลดปริมาณน้ำที่เอ่อท่วมบ้านเรือนประชาชนรอบทะเลสาบสงขลา ทั้งในพื้นที่อำเภอเมืองสงขลา (ตำบลพะวง ตำบลเขารูปช้าง ตำบลเกาะยอ ตำบลทุ่งหวัง ตำบลเกาะแต้ว) รวมถึงอำเภอสิงหนคร อำเภอสทิงพระ อำเภอกระแสสินธุ์ และอำเภอระโนด ไม่ให้ต้องเผชิญปัญหาน้ำท่วมนานเกินความจำเป็น
.
ล่าสุด รัฐบาลได้ดำเนินการตามที่นายเจือ ราชสีห์ เรียกร้อง โดยมอบหมายให้ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัยส่วนหน้า (ศป.กฉ.ส่วนหน้า) โดย ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย สำนักงานสนับสนุน หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (ศบภ.สสน.นทพ.) จัดกำลังพลพร้อมเรือผลักดันน้ำจำนวน 5 ลำ ลงพื้นที่อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา เพื่อร่วมกับผู้นำชุมชนและส่วนราชการในพื้นที่ ติดตั้งเรือผลักดันน้ำบริเวณปากคลองปากแตระ ตำบลปากแตระ อำเภอระโนด เพื่อเร่งอัตราการระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยให้เร็วที่สุด

โดยเรือผลักดันน้ำทั้ง 5 ลำ จะ สามารถเพิ่มการระบายน้ำได้ประมาณ 342,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำอย่างมีนัยสำคัญ

คลองปากแตระถือเป็นหนึ่งใน “ช่องระบายหลักออกทะเล” ของทะเลสาบสงขลา ทำหน้าที่รองรับมวลน้ำจากหลายพื้นที่ ได้แก่ จังหวัดพัทลุง จังหวัดนครศรีธรรมราช และอำเภอหาดใหญ่ ก่อนระบายออกสู่อ่าวไทยโดยตรง การเร่งระบายน้ำบริเวณนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากจะช่วยดึงระดับน้ำในทะเลสาบสงขลาให้ลดลงได้เร็วขึ้น

มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดผลกระทบในหลายพื้นที่ลุ่มรอบทะเลสาบสงขลาอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในเขตอำเภอระโนด ,อำเภอกระแสสินธุ์,บางส่วนของอำเภอสทิงพระรวมถึงบางพื้นที่ในอำเภอหาดใหญ่ ที่ยังคงมีน้ำท่วมขังอยู่ในขณะนี้

การปฏิบัติการเร่งด่วนของศป.กฉ.ส่วนหน้าครั้งนี้ ถือเป็นส่วนสำคัญในการบริหารจัดการมวลน้ำขนาดใหญ่ และเป็นมาตรการเชิงรุกเพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ นายเจือ ราชสีห์ ได้แสดงความขอบคุณ ที่ภาครัฐเห็นพ้องตามข้อเสนอ และได้ดำเนินการให้หน่วยบัญชาการ ทหารพัฒนา นำเรือผลักดันน้ำมาเพื่อเร่งระบายน้ำจากทะเลเสสาปที่อำเภอระโนดลงอ่าวไทย ทำให้ชาวบ้านที่มีบ้านเรือนอยู่ ต.เกาะยอ ต.พะวง อ.เมือง อ.สิงหนคร อ.สทิงพระ อ.ระโนด อ.กระแสสินธ์ จังหวัดสงขล รวมถึงจังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดพัทลุง ไม่ต้องทรมานเพราะน้ำท่วมบ้านไปอีกหลายเดือนหลังจากนี้

 

You know me little go รู้หรือเปล่าแปลว่าอะไร คุณรู้จักผมน้อยไป

‘อนุทิน’ ลั่น "You know me little go รู้จักผมน้อยไป" หลังมีภาพร่วมเฟรม ‘เบน สมิธ’ เชื่อเป็นมูลเหตุให้โดนออกจาก มท. สมัยรัฐบาลที่แล้ว บอกรู้หมดใครเป็นคนปล่อยภาพ แจงเคยเจอกัน 5-6 ครั้ง เป็นเพื่อนของเพื่อนแต่ไม่สนิท

เมื่อเวลา 10.40 น.วันที่ 4 ธ.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีภาพหลุดร่วมเฟรมกับนายเบนจมิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือเบน สมิธ ว่า ทุกคนก็เห็นอยู่แล้วว่าภาพถ่ายเมื่อไหร่ ที่สำคัญที่สุดคือเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา ตนไปแถลงข่าวมาแล้วเรื่องสแกมเมอร์ สื่อก็ถามว่าใครมีเส้น ใครมีสาย ตนก็พูดชัดเจนว่า หากไปถึงใคร ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายทั้งหมด

เมื่อถามว่า รู้จักกับนายเบน สมิธ เป็นการส่วนตัวหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า รู้จักแต่ไม่สนิท พร้อมย้อนถามสื่อว่า “ปีนั้นปีอะไร นั่นแหละแค่เจอครั้งแรก”

เมื่อถามต่อว่า เป็นเกมการเมืองหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า แล้วแต่จะคิด โดยปกติ ตนไม่ได้ติดต่อมีธุรกิจมีธุรกรรมอะไรด้วยอยู่แล้ว พร้อมย้อนถามสื่ออีกว่า “จำไม่ได้หรือว่าทำไมเขาถึงไม่ได้สัญชาติ”

เมื่อถามย้ำว่า การโพสต์ภาพครั้งนี้ ถือเป็นการโจมตีรัฐบาลหรือไม่ที่ไม่ให้สัญชาติไทย นายกฯ กล่าวว่า เขาว่าเป็นมูลเหตุ พร้อมหัวเราะ

เมื่อถามต่อว่า เป็นมูลเหตุที่ทำให้โดนปลดจากตำแหน่ง รมว.มหาดไทย(ในรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร) ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ใช่ หนึ่งในข้อหาหนึ่ง ที่ผมโดนออกจาก รมว.มหาดไทย แต่ไม่ใช่การปลดออกจากรัฐบาล แต่ให้ไปเป็นรมว.สาธารณสุขแทน แต่ผมไม่เอา และขอถอนตัวออกจากรัฐบาล ต้องพูดกันให้แฟร์ๆ”
พร้อมกล่าวย้ำว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้โดนปลดจากรัฐบาลสมัยที่แล้ว ขอให้สื่อนำเสนอให้ชัดเจน เพียงแต่ได้รับการขอให้ออกจากตำแหน่ง รมว.มหาดไทยไปเป็น รมว.สาธารณสุข ซึ่งพรรคภูมิใจไทยก็ปฏิเสธ

เมื่อถามอีกว่า เป็นเกมการเมืองพากันดึงให้ลงเหวกันทั้งหมดหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เราต้องคิดวิเคราะห์ และแยกเรื่องให้ถูก

เมื่อถามย้ำว่า รู้หรือไม่ว่าใครเป็นคนปล่อยภาพ นายกฯ กล่าวว่า “รู้หมดแหละ นักข่าวก็รู้ ใครก็รู้ทั้งนั้น”

เมื่อถามถึง เรื่องการขยายผลแล้วออกหมายจับสแกมเมอร์ นายกฯ กล่าวว่า เรื่องหมายจับต้องไปถามตำรวจ แต่ในแนวทางการสืบสวน เส้นเงินถึงใครก็ต้องดำเนินการไปตามนั้น ตนถึงบอกว่าปิดชื่อ ถือพฤติกรรม

เมื่อถามด้วยว่า ตอนที่นายเบน สมิธ มานั้น ได้มาทำธุรกิจอะไร นายกฯ กล่าวว่า ตอนที่ตนคุยกับเขา ก็เป็นความสัมพันธ์ที่รู้จักกันในฐานะเพื่อนของเพื่อนหากถามว่ารู้จักหรือไม่ ตนรู้จัก เจอกันตามงานก็ทักทาย

ผู้สื่อข่าวถามย้ำอีกว่า เจอกันกี่ครั้ง นายกฯ หัวเราะ พร้อมตอบว่า “โห ถามอะไรกันขนาดนั้น”

เมื่อถามด้วยว่า เคยเจอนายเบน สมิธกี่ครั้ง นายกฯ ถามกลับว่า “เจอกี่ครั้งหมายความว่าอย่างไร เขาก็มีแวดวงมีอะไรอยู่ เจอในงานประมาณ 5-6 ครั้ง”

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า นายเบน สมิธ รู้จักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเราดีใช่หรือไม่ นายกฯ หัวเราะ ก่อนบอกต่อว่า “พวกคุณก็เห็นรูปแล้ว จะมาเอาเรื่องอะไรจากรูปที่ถ่าย 7 ปีที่แล้ว”

ผู้สื่อข่าวถามย้ำอีกว่า นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้รัฐบาลไม่กล้าปราบปรามพวกของนายเบน สมิธ อย่างจริงจังใช่หรือไม่ นายกฯ ตอบกลับว่า “ผมหรือไม่กล้าแตะ You know me little go รู้หรือเปล่าแปลว่าอะไร คุณรู้จักผมน้อยไป” ก่อนเดินเข้าประชุมทันที

อันต่ำเตี้ยของพรรคการเมืองไทย ศาลตัดสินแล้วว่าผิด แต่ก็ยังใช้เอกสิทธิ์ ทำงานกินเงินเดือนต่อ

ถึงวันนี้ เด็กวัยรุ่น วัยเรียน รวมถึงผู้ใหญ่ “คิดน้อย” จำนวนหนึ่งที่อยากมีที่ยืนในสังคมและเคยออกไปร่วม “ชูสามนิ้ว” จาบจ้าง ล่วงละเมิด ดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ตามท้องถนน คดีถึงที่สุดแล้วหลายคน โดนกันไปคนละหลายปี กรรมไล่ล่าทันในชาตินี้ ต่างเดินคอตกเข้าคุกรายวัน ชีวิตดับมืดเพราะหลงเชื่อคำปลุกปั่น ยกยอ แผนร้ายหลอกใช้ให้มาทำผิด 112  

เมื่อเลือกจะเป็นเหยื่อ ก็อย่าร้องคร่ำครวญเวลาต้องนอนในตะราง

เหยื่อผู้หลงผิด บ้างมาขอโอกาส ก็รีบเอาตัวออกห่าง “พรรคการเมืองปีศาจ” และก็มีไม่น้อยก่อนที่คดีจะสิ้นสุด ศาลเห็นใจให้ประกันตัวออกมาโดยหวังว่าจะสำนึก กลับใจเป็น “พลเมืองที่คิดเป็น” ของประเทศชาติ แต่เปล่าเลย ไปกระทำผิดซ้ำ ๆ เพิ่มโทษเพิ่มคดีอีกไม่รู้เท่าไหร่

เมื่อศาลหมดความเห็นใจยกเลิกการให้ประกันตัวเหยื่อไร้สำนึก ฝ่าย “ลัทธิตี๋เกลียดกษัตริย์” ก็รีบไปปลุกปั่นให้ “สามกีบสมองกลวง” กล่าวหาว่าศาลนั้นเป็นอันตราย และพุ่งโจมตีว่ามาตรา 112 เป็นปัญหาต่อสังคมไทย สมควรต้องยกเลิก หรือช่วยกันกระทืบให้อ่อนปวกเปียกเหมือนมะเขือเผา เพื่อที่ “สามกีบสมุนตะวันตก” จะได้เคี้ยวและกลืนสถาบันลงคอไปได้ง่าย ๆ

เหยื่อ ที่เป็นสามัญชนคนธรรมดา ติดคุกรายวัน เพราะไม่มี “เอกสิทธิ์” คุ้มครอง ผิดกับ “นักการเมืองสามกีบ” ขนาดศาลตัดสินว่าผิดจริง ต้องโทษจำคุกหลายปี แต่ก็ยังแสดงออกถึงการเป็นคนไร้ศักดิ์ศรี ไร้จริยธรรม ไร้ความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างน่าละอาย หน้าด้านใช้ “เอกสิทธิ์ สส.” คุ้มครองตนเองให้ทำงานกินเงินเดือนจากภาษีของประชาชนต่อไปหน้าตาเฉย เปลือยธาตุแท้ให้เห็นว่าไม่ได้แคร์ประชาชน ไม่ได้แคร์สังคม ไม่ได้แคร์เกียรติยศของตนเอง

คดีเดียวกัน แสดงพฤติกรรมเลว ๆ เหมือนกัน แต่การเป็น สส. ทำให้ไม่ต้องติดคุก จึงรีบฉวยใช้โอกาสของการอยู่นอก “กรงขังกีบ” เร่งหาวิธีแก้กฎหมาย หวังให้พวกพ้องที่โดนคดี 112 พ้นผิดแบบเท่ ๆ 

ประเทศไทยถ้าอยากเจริญ ควรยกเลิก “เอกสิทธิ์บาป” นี้ก่อนโดยเร็ว มิเช่นนั้น “สส. โจร” จะไม่มีทางเข็ดหลาบ แต่ใครล่ะจะจริงใจมาแก้กฎหมายให้สังคมไทยได้ประโยชน์ ประเทศไทยจะมีนักการเมืองที่คิดดีเช่นนี้สักคนจริง ๆ หรือ?

คงจะเป็นไปได้ยากสำหรับประเทศไทย


โดย : แจ็ค รัสเซล

ค้างค่านมโรงเรียน ทำเอกชนเดือดร้อนหนัก ขาดสภาพคล่อง จี้ ‘ดร.นฤมล’ รีบแก้ปัญหา_TEST

(3 ธ.ค. 68) นายเฉลียว คงตุก หรือ “นายหัวแมน” หรือที่รู้จักกันในนาม “นายหัวไทร” โพสต์เฟซบุ๊กว่า รายงานข่าวจากผู้ประกอบการโรงงานผลิตนมโรงเรียนเปิดเผยว่า จนถึงขณะสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานการศึกษาเอกชน (สช.) ยังไม่จ่ายเงินเพื่อชำระค่านมโรงเรียนให้กับผู้ประกอบการ สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการเป็นอย่างยิ่ง

“การที่ สพฐ. และ สช.ไม่จ่ายค่านมโรงเรียนให้กับผู้ประกอบการ ทำให้ผู้ประกอบการเดือดร้อนอย่างหนัก ขาดสภาพคล่อง และบางรายที่กู้เงินมาก็ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยอีกต่างหาก”

ผู้ประกอบการโรงนมโรงเรียนรายหนึ่ง กล่าววิงวอนไปยังนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล และ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึึกษาธิการสั่งการ เร่งรัดให้หน่วยงานรับผิดชอบจ่ายเงินค่านมโรงเรียนเป็นการด่วน

“ค้างค่านมโรงเรียน” สำหรับโรงเรียนเอกชน (สังกัด สํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน — สช. และโรงเรียนรัฐสังกัด สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน — สพฐ.) มีข้อกำหนดตามระเบียบของ โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน (school-milk) ค่อนข้างชัดเจน แต่ “ยอดค้าง” ที่เป็นตัวเลขแน่นอนอาจขึ้นกับแต่ละโรงเรียน/จังหวัด

ทั้งนี้โรงเรียน ไม่ว่าของรัฐ (สพฐ.) หรือเอกชน (สช.) ที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับงบอุดหนุนเพื่อให้เด็กนักเรียนได้รับนมตามสิทธิ 260 วันต่อปีการศึกษา (200 วันเรียน + 60 วันช่วงปิดภาค) ตามเกณฑ์ของโครงการ

งบประมาณเพื่อจ่ายค่านมจะถูก “โอน” ไปยังบัญชีเงินอุดหนุนของโรงเรียน โดยโรงเรียนต้องเปิดบัญชีเฉพาะ และเมื่อได้รับโอนแล้ว ภายใน 5 วันทำการ โรงเรียนต้องออก “ใบสำคัญรับเงินในนามโรงเรียน” และเก็บเป็นหลักฐานการรับงบอุดหนุนไว้

โรงเรียนจึงใช้เงินนั้นซื้อ “ผลิตภัณฑ์นมโรงเรียน”และแจกจ่ายให้เด็กตามจำนวนนักเรียนที่มีสิทธิตามเงื่อนไขของโครงการ

การที่มีข่าว “โรงเรียนเอกชน/รัฐ ค้างค่านม” มักมาจากปัญหาการเบิกจ่ายงบ, การโอนงบที่ล่าช้า, หรือความยุ่งยากด้านเอกสาร มากกว่าปัญหาเชิงมาตรฐานของโครงการเอง

สาเหตุอาจรวมถึง:
-งบอุดหนุนยังไม่ถูกโอนเข้าบัญชีโรงเรียน ทำให้โรงเรียนไม่สามารถซื้อและแจกจ่ายนมได้ตามกำหนด
-โรงเรียน อาจไม่ยื่นเอกสารตามแบบฟอร์ม (เช่น แบบ นม.1 / นม.2 / นม.5) หรือยื่นล่าช้า ทำให้เงิน “ค้าง” จนกว่าจะดำเนินการครบถ้วนตามระเบียบ

เพราะฉะนั้น “ค้างค่านมโรงเรียน” ต่าง ๆ มักเป็นประเด็นเฉพาะโรง ไม่ได้มีฐานข้อมูลกลางที่รวบรวมว่า “ค้างรวมกี่บาททั่วประเทศ”

ช่วงเวลาที่ปกติต้องจ่าย / โอนเงินอุดหนุน

สำหรับโรงเรียนเอกชนที่ได้รับการอุดหนุนจาก สช.:
-การขอรับงบอุดหนุนปีละ 2 ครั้ง — โดยขอครั้งที่ 1 ภายใน 10 กรกฎาคม และครั้งที่ 2 ภายใน 10 กุมภาพันธ์ของแต่ละปีการศึกษา
-หลังจากหน่วยงานโอนงบมาให้โรงเรียน โรงเรียนต้องออกใบสำคัญรับเงินภายใน 5 วัน

นำเรียนไปยัง ดร.นฤมล ช่วยตอบคำถามผู้ประกอบการโรงนมด้วยว่า ทำไมเบิกจ่ายล่าช้า และเมื่อไหร่จะได้ เพราะยิ่งนานวันเข้าผู้ประกอบการก็ยิ่งเดือดร้อน ขาดสภาพคล่อง ผู้ประกอบการก็ต้องใช้เงินสดหมุนเวียน เพื่อซื้อน้ำนมดิบเช่นเดียวกัน

#THESTATESTIMES
#NewsFeed
#นายหัวไทร
#ทำเฒ่าเรื่องเพื่อน
#นมโรงเรียน
#นฤมลภิญโญสินวัฒน์
#กระทรวงศึกษาธิการ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top