Friday, 10 July 2026
POLITICS

‘นิด้าโพล’ เผยผลสำรวจ ‘6 พรรคกับโอกาสได้เป็น รบ.’ ชี้!! ‘เพื่อไทย’ พุ่งอันดับ 1 ส่วน ‘ก้าวไกล’ ครองอันดับ 2

(11 ธ.ค. 65) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง ‘6 พรรคกับโอกาส ได้เป็นรัฐบาล’ ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 7-9 ธันวาคม 2565 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับ 6 พรรคกับโอกาสได้เป็นรัฐบาล การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ ‘นิด้าโพล’ สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูล ด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อให้ประชาชนวิเคราะห์ถึงโอกาสที่พรรคการเมือง ทั้ง 6 พรรค ซึ่งกำลังมีกระแสข่าวการไหลเข้า-ออก ของนักการเมือง จะได้เป็นรัฐบาล ภายหลังการเลือกตั้งสมัยหน้า พบว่า

1. พรรคเพื่อไทย (นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว/น.ส.แพทองธาร ชินวัตร) 

ร้อยละ 40.38 ระบุว่า โอกาสได้เป็นรัฐบาลค่อนข้างมาก 

ร้อยละ 32.44 ระบุว่า ได้เป็นรัฐบาลแน่นอน

ร้อยละ 16.88 ระบุว่า โอกาสได้เป็นรัฐบาลค่อนข้างน้อย

ร้อยละ 8.24 ระบุว่า ไม่ได้เป็นรัฐบาลแน่นอน 

ร้อยละ 2.06 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

2. พรรคก้าวไกล (นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์) 

ร้อยละ 31.45 ระบุว่า โอกาสได้เป็นรัฐบาลค่อนข้างน้อย 

ร้อยละ 30.23 ระบุว่า โอกาสได้เป็นรัฐบาลค่อนข้างมาก

ร้อยละ 23.66 ระบุว่า ไม่ได้เป็นรัฐบาลแน่นอน

ร้อยละ 11.00 ระบุว่า ได้เป็นรัฐบาลแน่นอน 

ร้อยละ 3.66 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

3. พรรคพลังประชารัฐ (พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ) 

ร้อยละ 33.51 ระบุว่า ไม่ได้เป็นรัฐบาลแน่นอน 

ร้อยละ 32.60 ระบุว่า โอกาสได้เป็นรัฐบาลค่อนข้างน้อย

ร้อยละ 20.38 ระบุว่า โอกาสได้เป็นรัฐบาลค่อนข้างมาก 

ร้อยละ 10.76 ระบุว่า ได้เป็นรัฐบาลแน่นอน 

ร้อยละ 2.75 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

4. พรรครวมไทยสร้างชาติ (นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค/พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) 

ร้อยละ 43.12 ระบุว่า ไม่ได้เป็นรัฐบาลแน่นอน 

ร้อยละ 31.45 ระบุว่า โอกาสได้เป็นรัฐบาลค่อนข้างน้อย

ร้อยละ 15.73 ระบุว่า โอกาสได้เป็นรัฐบาลค่อนข้างมาก

ร้อยละ 5.73 ระบุว่า ได้เป็นรัฐบาลแน่นอน 

ร้อยละ 3.97 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

5. พรรคภูมิใจไทย (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) 

ร้อยละ 39.16 ระบุว่า โอกาสได้เป็นรัฐบาลค่อนข้างน้อย 

ร้อยละ 30.84 ระบุว่า ไม่ได้เป็นรัฐบาลแน่นอน

ร้อยละ 21.60 ระบุว่า โอกาสได้เป็นรัฐบาลค่อนข้างมาก

ร้อยละ 4.96 ระบุว่า ได้เป็นรัฐบาลแน่นอน

ร้อยละ 3.44 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

6. พรรคประชาธิปัตย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) 

ร้อยละ 40.69 ระบุว่า โอกาสได้เป็นรัฐบาลค่อนข้างน้อย 

ร้อยละ 38.93 ระบุว่า ไม่ได้เป็นรัฐบาลแน่นอน

ร้อยละ 13.20 ระบุว่า โอกาสได้เป็นรัฐบาลค่อนข้างมาก

ร้อยละ 4.58 ระบุว่า ได้เป็นรัฐบาลแน่นอน 

ร้อยละ 2.60 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อกระแสข่าวข้อตกลงการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันระหว่างพรรคพลังประชารัฐกับพรรคเพื่อไทย ภายหลังการเลือกตั้งสมัยหน้า พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 45.65 ระบุว่า ไม่เชื่อเลย เพราะ เป็นเพียงแค่กระแสข่าวลือ โอกาสเป็นไปได้ยาก เนื่องจากอุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างกัน

รองลงมา ร้อยละ 29.24 ระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อ เพราะ ทั้งสองพรรคต่างต้องการจัดตั้งรัฐบาลภายใต้ การนำของตนเองจึงไม่น่าจะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลได้

ร้อยละ 16.64 ระบุว่า ค่อนข้างเชื่อ เพราะ การเมืองเป็นเรื่องของการหาผลประโยชน์ จึงมีความเป็นไปได้ที่ทั้งสองพรรคจะตกลงจัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน

ร้อยละ 5.19 ระบุว่า เชื่อมาก เพราะ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐกับพรรคเพื่อไทยเคยมีความสัมพันธ์กันในอดีต จึงอาจมีการหารือเพื่อตกลงเรื่องผลประโยชน์หากได้เป็นรัฐบาลร่วมกัน และร้อยละ 3.28 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ

‘พิธา’ ชี้!! กอ.รมน. เบิกงบซ้ำซ้อนหน่วยงานอื่น กร้าว!! หากเป็น รบ. จะโยกงบหนุน ศก. - ศิลปะ

‘พิธา’ ประกาศ ถ้าก้าวไกลเป็นรัฐบาล พร้อมตัดงบ กอ.รมน. โยกไปทำเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ชี้ซอฟต์พาวเวอร์ไทยจะรุ่ง ต้องมีรัฐสวัสดิการให้คนทำงานกล้าลอง-บ้านเมืองมีเสรีภาพ-เป็นประชาธิปไตย

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2565 ที่จังหวัดเชียงใหม่ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ร่วมเวทีและนิทรรศการ ‘เทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ 2022 - Chiang Mai Design Week 2022’ โดยได้ร่วมเสวนาพูดคุยกับศิลปินอิสระ พร้อมชูนโยบายพรรคก้าวไกลในการส่งเสริมวงการศิลปะสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ในประเทศไทย

พิธากล่าวในการเสวนาช่วงหนึ่งว่า แม้ที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องจะพยายามยกคำว่า ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ และคำว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาใช้มากมาย แต่ในความเป็นจริง วงการศิลปวัฒนธรรมในประเทศไทยกลับเป็นวงการหนึ่งที่ได้รับการส่งเสริมน้อยที่สุด เห็นได้จากงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่อยู่กับหน่วยงานอย่างสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ สศส. กลับได้รับงบประมาณต่อปีเพียง 300 ล้านบาทเท่านั้น หรือกระทรวงวัฒนธรรมเอง งบประมาณกว่า 4 พันล้านบาทจากกว่า 6.7 พันล้านบาท ได้ถูกใช้ไปกับการส่งเสริมวัฒนธรรมแบบแช่แข็ง ตายตัว และรับใช้การเมืองของฝ่ายอนุรักษ์นิยม เช่น เรื่องค่านิยม 12 ประการ ขณะที่งบประมาณเกี่ยวกับซอฟต์พาวเวอร์มีเพียง 60 ล้านบาท และงบเกี่ยวกับการส่งเสริมวัฒนธรรมร่วมสมัยมีเพียง 180 ล้านบาท

พิธากล่าวว่า ที่ผ่านมาวัฒนธรรมที่ได้รับการส่งเสริมจากรัฐ มักเป็นวัฒนธรรมเพื่อการควบคุมประชาชน มีมุมมองต่อวัฒนธรรมไทยว่าเป็นสิ่งตายตัว เปลี่ยนแปลงไม่ได้ และยังใช้โครงสร้างทางสังคมการเมืองมาปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายอย่าง พ.ร.บ.ภาพยนตร์, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์, พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ รวมถึงกฎหมายที่ถูกใช้เล่นงานคนเห็นต่างทางการเมือง เช่น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในทางกลับกัน หน่วยงานที่อยู่ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรีอย่างกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กลับได้รับงบประมาณปีหนึ่งๆ ถึง 8 พันล้านบาท หรือศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ที่มีภารกิจและงบประมาณส่วนใหญ่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น ๆ ได้รับงบประมาณถึง 1,400 ล้านบาท สะท้อนการไม่ให้ความสำคัญกับซอฟต์พาวเวอร์และเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างจริงจังของผู้มีอำนาจในปัจจุบัน เมื่อเทียบกับต่างประเทศ เช่น เกาหลีใต้ที่ทุ่มงบประมาณมากกว่าไทยอย่างมหาศาล หน่วยงาน KOCCA (Korean Creative Content Agency) ได้รับงบประมาณปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท กระทรวงวัฒนธรรมของเกาหลีใต้ได้งบประมาณปีละ 2 แสนล้านบาท ครั้งหนึ่งเกาหลีใต้เคยมาดูงานที่บริษัทชั้นนำของวงการเพลงไทย แต่วันนี้วงการเพลงป็อปของเกาหลีใต้ไปไกลกว่าไทยมากแล้ว

พิธายังระบุต่อไปว่า การผลักดันซอฟต์พาวเวอร์และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในประเทศไทย ต้องเริ่มต้นที่วิธีคิดของผู้มีอำนาจ ที่ต้องไม่ใช่แค่การอนุรักษ์ของเดิม แต่เป็นการปรับตัวตามยุคสมัย สร้างรัฐสวัสดิการเพื่อให้คนทำงานสร้างสรรค์กล้าลองผิดลองถูก และทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ที่ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

‘เพื่อไทย’ แฉกระจุย ปมบีทีเอสทวงหนี้ 4 หมื่นล้าน เผย!! เตรียมยื่นหนังสือถึงผู้ว่าฯ ชัชชาติ สะสางปัญหา

เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 65 ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่รถไฟฟ้าสายสีเขียวที่มีการทวงหนี้ 4 หมื่นล้านบาท ว่า บีทีเอส ได้ปล่อยคลิปที่มีภาพนายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บมจ. บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) นำทีมผู้บริหารและพนักงาน อธิฐานขอพรท้าวมหาพรหม ให้ช่วยแก้ไขปัญหาภาระหนี้สินโดยเร็ว ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ตลอดที่ตนเล่นการเมืองมา 20 ปี ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ ส่วนหนี้สิน 4 หมื่นล้านนั้น ทำไมกรุงเทพมหานคร (กทม.) จ่ายไม่ได้ เป็นเพราะผู้ว่าฯกทม.ในอดีตก่อนนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เจาะใจทำผิดสัญญา สร้างหนี้ขึ้นมา 4 หมื่นล้านบาทเอื้อประโยชน์ให้บีทีเอส 

นายยุทธพงศ์ กล่าวว่า กทม.ให้กรุงเทพธนาคม จ้างบีทีเอส ติดตั้งระบบรถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือและสายเขียวใต้ โดยไม่มีการประมูล ทำให้เกิดหนี้ก้อนแรก จำนวน 2.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งกทม. ปล่อยให้ประชาชนนั่งฟรี โดยไม่มีการเก็บค่าโดยสารส่วนต่อขยายที่ 2 มาตั้งแต่ปี 61 แต่มีค่าวิ่งรถเกิดเป็นหนี้ส่วนที่ 2 จำนวน 1.4 หมื่นล้านบาท และกทม.หยุดจ่ายค่าจ้างเดินรถส่วนต่อขยายที่ 1 มาตั้งแต่ปี 62 ทำให้เกิดหนี้ส่วนที่ 3 จำนวน 4 พันล้านบาท เนื่องจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ออกคำสั่ง คสช.มาตรา 44 ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างเดินรถส่วนต่อขยายที่ 1 ที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ นี่จึงเป็นที่มาของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ปล่อยเหลวปล่อยให้เกิดหนี้ 

‘ก้าวไกล’ รับฟังปัญหาชุมชนแออัดในเชียงใหม่ พร้อมชงปลดล็อกท้องถิ่น กระจายที่ดินสู่ปชช.

‘พิธา’ พร้อมว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ก้าวไกล สำรวจชุมชนแออัดเชียงใหม่ ชี้ปัญหาประชาชนไม่มีที่อยู่มั่นคง ที่ดินถูกทิ้งร้าง-กระจุกในมือเอกชนรายใหญ่ ชงแก้ปัญหาระยะยาว สร้างรัฐสวัสดิการ-ปลดล็อกท้องถิ่น-กระจายที่ดินให้ประชาชน

วันที่ 10 ธันวาคม 2565 ที่จังหวัดเชียงใหม่ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วยว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เชียงใหม่ ของพรรคก้าวไกล ประกอบด้วย เขต 1 เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู, เขต 3 ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล และ เขต 4 พุธิตา ชัยอนันต์ ร่วมสำรวจและรับฟังปัญหาชาวชุมชนริมคลองแม่ข่า หลังวัดโลกโมฬี อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในชุมชนแออัดที่อยู่ในพื้นที่ของเทศบาลนครเชียงใหม่ และกำลังได้รับผลกระทบจากแผนพัฒนาแม่บทคลองแม่ข่า รวมถึงการไล่รื้อชุมชนออกจากพื้นที่ด้วย

.จากการรับฟังปัญหา พบว่าชุมชนแออัดในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ มีจำนวนกว่า 21 ชุมชน รวม 2,169 หลังคาเรือน คิดเป็น 3% ของประชากรในเขตเทศบาล โดยที่ดินที่อาศัยอยู่ทั้งหมดเป็นที่ดินของรัฐ ส่วนใหญ่เป็นที่ดินราชพัสดุและเทศบาลนครเชียงใหม่ และหน่วยงานอื่น ๆ รวมกันกว่า 9 หน่วยงาน ชาวชุมชนมีทั้งที่อยู่อาศัยโดยมีสัญญาเช่าและไม่มีสัญญาเช่า ซึ่งตามแผนพัฒนาแม่บทคลองแม่ข่าไม่ได้มีแผนในการจัดการที่อยู่อาศัยหรือการชดเชยที่ชัดเจนหากการไล่รื้อเกิดขึ้น

.เพชรรัตน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาตัวแทนชุมชนมีข้อเสนอในการจัดการ โดยขอให้ทางจังหวัดหยุดการไล่รื้อหรือย้ายประชาชนออกจากชุมชนจนกว่าจะมีแผนแม่บทการจัดการที่อยู่อาศัยที่ชัดเจน โดยชุมชนพร้อมจะปรับปรุงในที่ดินเดิมผ่านคณะทํางานที่อยู่อาศัยระดับชุมชน ในการร่วมกำหนดระยะร่นของอาคารและการปรับปรุงที่เหมาะสม ส่วนประชาชนที่ไม่สามารถอยู่ที่เดิมได้ จะขอเช่าอยู่ในพื้นที่ของรัฐใกล้เคียงที่เดิมและขอมีส่วนร่วมในการกําหนดเกณฑ์การพิจารณาสิทธิในการอยู่อาศัยร่วมกับคณะทํางาน

นิพนธ์ มั่นใจ เลือกตั้งส.ส.ปี 66 ภาคใต้ ปชป.ได้ 35-40 ที่นั่ง โว มีหลายเขตคนแย่งกันลง จนต้องมีการทำโพลหาคนที่แข็งแกร่งที่สุด ซัด บางคนพอไม่ผ่านการทำโพลก็หันมาทำลายพรรค

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2565 ที่สำนักงานสาขาพรรคประชาธิปัตย์ เขต 1 สงขลา นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวเปิดการประชุมใหญ่สามัญสาขาพรรคประชาธิปัตย์ ประจำจังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ 1 โดยมี นายถนอมศักดิ์ แป๊ะเส้ง ประธานสาขาพรรค พร้อมด้วย นายสรรเพชญ บุญญามณี ผู้สมัคร ส.ส.พรรคปชป.เขตเลือกตั้งที่ 1 สงขลา กรรมการบริหารพรรค สมาชิกสภา อบจ.สงขลา สมาชิกสภาเทศบาลเมืองเขารูปช้าง สมาขิกพรรค และผู้เข้าร่วมสังเกตการณ์ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมสาขาพรรคปชป.เขตเลือกตั้งที่ 1 สงขลา  

ทั้งนี้เพื่อให้สมาขิกพรรคทุกคนได้รับทราบถึงกิจกรรมต่างๆของทางสาขาพรรคที่ได้ดำเนินการตลอดเวลาที่ผ่านมา และเลือกตั้งกรรมการบริหารสาขาพรรคแทนชุดเก่าที่ครบวาระ โดยมีพนักงานการเลือกตั้งชำนาญการ ตัวแทนผู้สังเกตุการณ์จากสำนักงาน กกต.ประจำจังหวัดสงขลา ร่วมสังเกตการณ์ และกล่าวทักทายผู้เข้าร่วมประชุมพร้อมทั้งชี้แจงข้อกฏหมายที่สำคัญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และบรรยายถึงบทบาทหน้าที่ของสมาชิกพรรค มีต่อสาขาพรรค 

นายนิพนธ์กล่าวช่วงหนึ่งว่า ในฐานะที่เป็นรองหัวหน้าพรรคดูแลสาขาพรรคประจำเขตเลือกตั้งสาขาพรรคปชป. ต้องขอขอบคุณกรรมการสาขา และสมาชิกพรรค ในรอบปีที่ผ่านมาที่ได้ข่วยทำกิจกรรมของสาขาพรรคด้วยดีตลอดมา ในนามตัวแทนพรรคปชป.จึงต้องขอขอบคุณ เพราะพรรคอยู่ได้ด้วยความเข้มแข็งเพราะสาขาพรรค  ผู้แทนพรรค สมาชิกพรรค เราจึงอยู่ได้ตลอด 76 ปี เข้าปีที่ 77 ซึ่งพรรคปชป.เป็นการเมืองเดียวที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เป็นพรรคของมวลสมาชิกทุกคน นี่คือความต่าง ความไม่เหมือนจากพรรคการเมืองอื่นๆ จึงขอให้มั่นใจในพรรคปชป. ตั้งแต่นี้ไปจะเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง การเลือกตั้งที่จะ ซึ่งกกต.ประกาศแล้วว่าถ้าครบวาระ ในวันที่ 7 พ.ค. 66 จะเป็นวันเลือกตั้ง คืออยู่ครบวาระ 23 มี.ค. ซึ่งตนขอยืนยันว่าภาคใต้คราวที่ แล้ว ส.ส. 50 คนเราได้ 22 คน ถือว่าเราเสียหายมาก โดยการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่จะถึงนี้ ในฐานะที่เป็นผอ.เตรียมการเลือกตั้งของพรรคคาดว่าพรรคจะได้ 35 - 40 ที่นั่ง  เพราะครั้งนี้ปชป.ประกาศสู้เต็มที่ ในทุกเขตเลือกตั้งโดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนใต้ คนไทยในมาเลเซีย ที่ตนได้เดินทางไปพบปะกับพี่น้องในมาเลเซียเครือข่ายต้มยำกุ้งที่มีพื้นเพอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้  ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ปัญหาในจชต. นั่นคือแก้ความยากจนในพื้นที่ให้มีอาชีพ มีรายได้ และ มีงานทำ เพราะ ปชป.เข้าใจและเข้าถึงในเรื่องนี้ตนจึงได้นำคณะเดินทางไปพบเครือข่ายต้มยำกุ้งที่ประเทศมาเลเซียและพบกลุ่มที่มีความคิดเห็นที่ต่างกันในหลายเรื่อง เพื่อนำไปสู่การร่วมกันแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนในพื้นที่ และได้รับการต้อนรับอย่างดียิ่ง 

‘ยุทธพงศ์’ ชี้!! ปชช. มีรายรับไม่พอกับรายจ่าย เชื่อ!! นโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ช่วยแก้ปัญหาถูกจุด

เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2565 ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงนโยบายพรรคเพื่อไทยค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท และมีการวิจารณ์อาจทำให้นักลงทุนไปต่อไม่ไหว ว่า ปัจจุบันทานอาหารหนึ่งมื้อแค่ในพื้นที่ต่างจังหวัด อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม เฉลี่ย 50 บาทต่อจาน ยังไม่รวมค่าใช้ค่าอื่น ๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าน้ำมัน และค่าส่งเสียบุตรหลาน สะท้อนให้เห็นว่าหากไม่มีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำชาวบ้านจะอยู่ไม่ได้ จึงเป็นที่มาของนโยบายพรรคเพื่อไทย​ ว่า ภายในปี 70 ค่าแรงขั้นต่ำต้องไปถึง 600 บาท

นายยุทธพงศ์ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ​รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม บริหารประเทศ 8 ปี ชาวบ้านมีแต่หนี้สิน 

ส่วนที่พล.อ.ประยุทธ์ ถามว่า ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะเอาเงินมาจากไหนนั้น พร้อมขอถามกลับว่า แค่จะช่วยชาวบ้านบอกไม่มีเงิน แต่มีเงินไปซื้อเรือดำน้ำจีน 3 ลำ แถมเรือดำน้ำลำแรกมีปัญหาเรื่องเครื่องยนต์ที่จีนไม่มีเครื่องยนต์ MTU ของประเทศเยอรมันมาติดตั้งให้ ก็ยังไม่ยอมยกเลิกสัญญาเลย ล่าสุด​ จะมีการซื้อเครื่องบินรบ F-35 A ลำละ 5 พันล้านบาทมาอีกฝูง แบบนี้ทำไมถึงมีเงินแล้วเงินช่วยชาวบ้านทำไมไม่มี

‘อลงกรณ์’ เตือนอย่าปรามาส ‘เพื่อไทย’ กรณีเสนอค่าจ้างขั้นต่ำ 600 บาท

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคและประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์ เขียนในไลน์ส่วนตัวแสดงความเห็นอย่างน่าสนใจเกี่ยวกับนโยบายค่าจ้าง 600 บาทของพรรคเพื่อไทยวันนี้ (10 ธันวาคม) ว่า…

“..อย่าปรามาส เพื่อไทยกรณีค่าจ้าง 600 บาท !!!

กรณีพรรคเพื่อไทยประกาศนโยบายขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 600 บาทต่อวัน จบปริญญาตรี 25,000 บาทต่อเดือนในอีก 5 ปีข้างหน้าคือปี 2570 เป็นส่วนหนึ่งของ 10 นโยบายพลิกฟื้นประเทศ นั้นเป็นการนำเสนอนโยบายที่น่าสนใจและไม่ควรปรามาสก่อนศึกษาอย่างรอบด้านเสียก่อน ไม่ใช่ค้านกันดิสเครดิตกันเพียงเพราะคนเสนอเป็นคู่แข่งทางการเมือง 

โดยส่วนตัว ชอบคิดนโยบายใหม่ๆ และนวัตกรรมการบริหารนโยบายด้วยกลไกและวิธีการใหม่ๆ 

'เพื่อไทย' เสนอเพิ่มโทษ 'รัฐประหาร' ถือเป็นกบฏ คดีไม่มีอายุความและนิรโทษกรรมไม่ได้

เพื่อไทย อ่านแถลงการณ์ เนื่องในโอกาสวันรัฐธรรมนูญ 10 ธ.ค. ระบุ ชัดในกฎหมาย 'รัฐประหาร' ถือเป็นกบฏ พร้อมมุ่งแก้รธน.มาตรา 272 เลือกนายกฯ ต้องเป็นธรรม

(10 ธ.ค. 65) ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) คณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พรรค นำโดยนายชัยเกษม นิติสิริ, นายชูศักดิ์ ศิรินิล, นายจาตุรนต์ ฉายแสง และน.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ อ่านแถลงการณ์พรรคเพื่อไทย เนื่องในโอกาสวันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม ว่า...

พรรคเพื่อไทย ให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นรากฐานของประเทศชาติ ซึ่งต้องยอมรับว่า ในประเทศเสรีประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศมีความสำคัญ ทั้งในเชิงการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจและสังคม หากบ้านเมืองมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ก็จะส่งเสริมให้ระบบการเมือง มีความเข้มแข็ง ระบบเศรษฐกิจของประเทศมีความเจริญเติบโตและพัฒนาการ ประชาชนในฐานะที่เป็นเจ้าของประเทศก็ย่อมได้รับประโยชน์ โดยทั่วถึง แต่หากได้รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และขาดการยอมรับจากประชาชนที่นอกจากจะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ ยังเป็นผู้ได้รับผลกระทบด้วย 

ดังนั้น รัฐธรรมนูญที่ดีต้องมีความเป็นประชาธิปไตยสูงมีหลักนิติรัฐนิติธรรม ต้องได้รับการเคารพและปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ จะต้องได้รับการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม และการจัดสรรอำนาจองค์กรต่าง ๆ ต้องเป็นไปอย่างเหมาะสม ไม่มีองค์กรใดอยู่เหนือองค์กรอื่นจนขาดการตรวจสอบการใช้อำนาจ

'กุนซือสมองเพชร' ยก 'อุ๊งอิ๊ง' เทียบชั้นลูกสาวหัวเว่ย

(10 ธ.ค. 65) นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมายโพสต์รูปภาพและข้อความในเฟซบุ๊ก มีรายละเอียดดังนี้

ใครเปิดไพ่โง่ เรื่องค่าแรงขั้นต่ำ?

1. ดูหน้าค่าตานรลักษณ์คุณอุ๊งอิ๊งวันนี้ ช่างละม้ายคุณเมิ่ง หว่านโจ๋วผู้บริหารรุ่นใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 2 ของหัวเว่ยมากขึ้นคุณเมิ่งถูกสหรัฐจับเป็นตัวประกันอยู่ 2 ปี เธอก็ต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยวไม่ยอมจำนน และประกาศว่า

เธอเป็นลูกของประเทศจีน พร้อมพลีชีวิตเพื่อมาตุภูมิ ขอรัฐบาลจีนอย่าเกรงผลกระทบใด ๆ ต่อเธอ ขอให้ตัดสินใจทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของประเทศจีน เธอจึงกลายเป็นวีรสตรีรุ่นใหม่ของจีนไปแล้ว

2. คุณอุ๊งอิ๊งเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ของพรรคเพื่อไทย ได้เปิดนโยบายปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 600 บาท ฮือฮากันทั้งบ้านทั้งเมือง เพราะสอดคล้องกับผลประโยชน์และความต้องการของผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศ รวมไปถึงครอบครัวด้วย เพราะไม่มีผู้ใช้แรงงานคนใดที่ไม่ต้องการค่าแรงงานขั้นต่ำดังกล่าว คะแนนเสียงผู้ใช้แรงงานเชื่อมโยงถึงพี่น้องชาวนาซึ่งเป็นเครือญาติด้วย จึงเป็นมวลชนกลุ่มใหญ่เป็นกลุ่มเป็นก้อน พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคก็เคยใช้เรื่องนี้หาเสียงในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว แต่ไม่ได้ทำ เพราะเมื่อท่านสมคิด พ้นหน้าที่ไปแล้วก็ไม่มีใครทำเป็น

แค่ไม่เสนอนโยบายแบบนี้ก็ยับเยินมากพอแล้ว ยิ่งไปต่อต้านนโยบายนี้ก็มีแต่พังกับพัง ที่สำคัญคือต้องเข้าใจให้ดีว่าเรื่องค่าแรงขั้นต่ำนั้นรัฐบาลไม่ได้จ่ายเป็นเรื่องของผู้ประกอบการที่ต้องปรับตัวตามค่าครองชีพ

หากคิดว่าเป็นภาระของรัฐบาลก็ยิ่งเป้นการปล่อยไก่ให้เขาฮากันทั้งเมือง

‘บิ๊กตู่’ ประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริต-คอร์รัปชัน ย้ำชัด!! ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความไม่ยุติธรรม

‘บิ๊กตู่’ ประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริต ในวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล ยอมรับจุดอ่อนประเทศไทยคือการซื้อขายตำแหน่ง-โยกย้ายข้าราชการระดับสูง-เรียกรับสินบน-จัดซื้อจัดจ้าง ลั่นไม่ยอมให้การทุจริตเป็นมรดกบาป ขอให้เชื่อมั่นตัวผู้นำ บอกความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความไม่ยุติธรรม ย้ำถูกสอนมาไม่ให้ทุจริต ไม่งั้นจะเอาหน้าไปเสนอให้คนมองไม่ได้

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริต ในงานวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) ที่สำนักงาน ป.ป.ช. จ.นนทบุรี 

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในวันนี้ทางองค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้วันที่ 9 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล เพื่อให้ประชาคมโลกตระหนักถึงภัยร้ายแรงจากการทุจริต และเพื่อร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ในการรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชันอย่างจริงจัง

สำหรับประเทศไทย ในฐานะประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ ได้ให้ความสำคัญกับการต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบตลอดมา รัฐบาลได้ร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงาน ป.ป.ท. องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ภาคประชาสังคม และภาคีเครือข่าย จัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชันสากลขึ้น เพื่อร่วมกันแสดงจุดยืนพร้อม ๆ กับคนไทยทุกภาคส่วน ที่จะ ‘ไม่ทำ ไม่ทน และไม่เพิกเฉย’ ต่อการทุจริตอีกต่อไป ซึ่งไม่ใช่เฉพาะในวันนี้ แต่จะต้องอยู่ในจิตใต้สำนึกของคนไทย ทุก ๆ คน ในทุก ๆ วัน

ทุกคนทราบดีว่าปัญหาคอร์รัปชันส่งผลเสียหายต่อประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ หรือ TI (ที-ไอ) ได้สะท้อนว่าปัญหาการทุจริตที่เป็นจุดอ่อนของประเทศไทยที่สำคัญ คือปัญหาการซื้อขายตำแหน่ง การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การเรียกรับสินบนตลอดจนการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายที่เอื้อประโยชน์ต่อกัน การไม่สามารถแยกแยะผลประโยชน์ส่วนรวม กับประโยชน์ส่วนตน และความไม่โปร่งใสในการใช้งบประมาณ การทุจริตจึงเป็นภัยต่อชาติบ้านเมือง ทั้งในการบริหารจัดการภาครัฐ การพัฒนาเศรษฐกิจ การค้าการลงทุน และการพัฒนาประเทศ ที่สำคัญคือการทำลายภาพลักษณ์ ทำลายความเชื่อมมั่น ในสายตาประชาชนชาวไทย และชาวโลก ซึ่งเราจะต้องไม่ยอมให้การทุจริตเป็นมรดกบาป ตกทอดสู่รุ่นลูก รุ่นหลานอีกต่อไป

'สมเกียรติ' ฉะ 'พรรคก้าวไกล' หูเบา เชื่อคำใส่ร้ายรับเงิน จนไม่ส่งลงสมัครส.ส.กทม.

'สมเกียรติ' ฉะ 'ก้าวไกล' หูเบา เชื่อคำใส่ร้ายรับเงิน จนไม่ส่งสมัครส.ส.กทม. อ้อน 'เพื่อไทย' คิดใหม่ หากส่งลงสมัคร มั่นใจจะชนะเลือกตั้งแน่นอน

(9 ธ.ค. 65) ที่รัฐสภา นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ ส.ส.กทม. พรรคก้าวไกล (ก.ก.) กล่าวว่า กรณีที่ตนได้ฟ้องร้องบุคคลที่กล่าวหาว่าตนรับผลประโยชน์หรือเงิน จนเป็นเหตุที่พรรค ก.ก. ไม่ส่งตนเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม. ทั้งนี้ ตนเห็นด้วยที่ส.ส.ควรเคารพการวิพากษ์วิจารณ์ แต่สิ่งที่บุคคลผู้นี้กระทำไม่ได้อยู่ในขอบข่ายที่ควรจะเป็น ตนไม่รู้ว่าบุคคลนี้ได้รับข้อมูลมากจากไหน ทั้งที่ไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว ตนเป็นคนตั้งใจทำงาน และตั้งใจจะลงเลือกตั้งในครั้งหน้าด้วย จึงจำเป็นต้องฟ้อง เพื่อปกป้องเกียรติ เพราะเป็นฝ่ายถูกกล่าวหา และไม่ได้รับอะไรมาตามที่พูด

‘ศิริโชค’ เย้ย ‘นักการเมือง’ ขยันอวยตัวเอง ทั้งที่คะแนนนิยมรูด ลือ! ขอซบพรรคคู่แข่ง

นายศิริโชค โสภา ว่าที่ผู้สมัครส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสงขลา โพสตข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ผมรู้สึกตลกกับนักการเมืองบางคน ที่ชอบโพสต์เชียร์ตัวเอง หรือจ้างให้นักข่าวเขียนเชียร์ตัวเอง และส่งไปตามกลุ่มต่าง ๆ แต่ก็เข้าใจได้ครับ เพราะตอนนี้คะแนนเสียงตกมาก อย่าว่าแต่อันดับ 2 เลย ตกไปถึงอันดับ 3 อันดับ 4 โน่น หัวคะแนนที่เคยสนับสนุน ตอนนี้ถอยออกไปเกือบหมดแล้ว เพราะแกสร้างวีรกรรมไว้เยอะ  

พวกประเภทปากกล้า ขาสั่น นี่ผมชอบจังครับ สร้างภาพว่าคะแนนเสียงดี แต่ดันไปขอลงสมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ทำไมครับความลับไม่มีในโลกนี้ 

‘อรรถวิชช์’ ชู Govtech ปราบส่วยรถบรรทุก กางข้อมูลผู้เกี่ยวข้อง ไล่เช็กทุจริตได้ทุกเวลา

‘อรรถวิชช์’ ชู Govtech ปราบส่วยรถบรรทุก เปิดเผยเส้นทางเดินรถ เปิดเผยชื่อเจ้าหน้าที่เข้าเวร มีบันทึกทางดิจิทัล ตามเช็กบิลได้ทุกเวลา

(9 ธ.ค. 65) ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน เนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากล ผ่านเวทีเสวนา ‘อิทธิพลส่วยรถบรรทุกกับการคอร์รัปชัน’ ที่จัดโดยสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยว่า ปัญหาส่วยรถบรรทุกน้ำหนักเกิน ปราบปรามได้เป็นครั้งคราว แต่ก็มีปัญหามาตลอด เพราะการสมยอม ทั้งผู้ทำผิดกฎหมายและเจ้าหน้าที่รัฐ มีทั้งรูปแบบส่วยสติกเกอร์ เป็นป้ายเคลียร์ไม่ให้ถูกจับ แปะชื่อย่อบริษัท หรือแบบพวงกุญแจสัญลักษณ์ต่าง ๆ ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการทุจริตคอร์รัปชันที่พบเห็นกันทั่วไป

ดร.อรรถวิชช์ ย้ำว่า การแก้ไขคอร์รัปชันรูปแบบนี้ สามารถใช้ Govtech หรือ Government Technology บูรณาการกระทรวงที่เกี่ยวข้องมาแก้ปัญหา ซึ่งตอนนี้ก็มีเทคโนโลยีภาครัฐแล้ว แต่กลับไม่เชื่อมโยงหน่วยงาน

‘ก้าวไกล’ เปิดนโยบายปฏิรูปราชการทั้งระบบ ต้องชนะทุจริตด้วยระบบที่โปร่งใส ไม่ใช่พึ่งคนดี

(9 ธ.ค. 65) ที่อาคารอนาคตใหม่ ชั้น 7 พรรคก้าวไกลแถลงนโยบาย ‘ราชการไทยก้าวหน้า’ ครอบคลุมทั้ง นโยบายต้านโกง เพิ่มประสิทธิภาพราชการ และ ปฏิรูปตำรวจ ซึ่งนับเป็นชุดนโยบายที่ 4 จากทั้งหมด 9 ชุด ต่อจาก ‘การเมืองไทยก้าวหน้า - สวัสดิการไทยก้าวหน้า - ทุกจังหวัดไทยก้าวหน้า’

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า วันนี้ตรงกับวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล พรรคก้าวไกลจึงถือโอกาสเปิดนโยบาย ‘ราชการไทยก้าวหน้า’ ที่มีหัวใจสำคัญคือ ‘ราชการเพื่อราษฎร’ ซึ่งรวมถึงนโยบายต่อต้านการทุจริตทั้งระบบ โดยพรรคก้าวไกลไม่ได้มองปัญหาคอร์รัปชันอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับเรื่องอื่น ๆ โดยเฉพาะประสิทธิภาพของระบบราชการ และการปฏิรูปตำรวจ เพราะหากบริการภาครัฐมีความล่าช้าและเต็มไปด้วยกฎระเบียบ-ใบอนุญาต จะเป็นการเปิดช่องให้มีการเรียกสินบนจากประชาชนและภาคธุรกิจ เพื่อแลกมาซึ่งความสะดวก รวมถึงต้องปฏิรูปตำรวจ เพื่อขจัดระบบตั๋วและระบบอุปถัมภ์ที่ทำให้ตำรวจต้องมารีดไถประชาชน เอาเงินส่งนาย

พิธา กล่าวว่า ในเรื่องความโปร่งใส ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันของไทย แย่ลงอย่างต่อเนื่องตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ตกลงจากอันดับที่ 85 มาอยู่ที่ 110 ซึ่งทำให้ต้นทุนชีวิตของคนไทยจำนวนมาก ตั้งแต่เกิดจนแก่ วนเวียนอยู่กับการทุจริตคอร์รัปชัน เช่น ในวัยเด็ก พ่อแม่อาจต้องจ่ายเงินแป๊ะเจี๊ยะเพื่อให้ลูกได้เข้าโรงเรียน ในวัยทำงาน จะเปิดร้านอาหารก็ต้องขอใบอนุญาตหลายสิบใบ งบที่จะนำมาสร้างสวัสดิการก็รั่วไหลไปกับการทุจริตงบประมาณ ดังนั้น ขอยืนยันว่าการทุจริตคอร์รัปชันเป็นเรื่องใหญ่

พิธา กล่าวต่อว่า การแก้ไขปัญหาการทุจริตที่มีประสิทธิภาพ ต้องไม่ใช่การหวังพึ่งแค่การปลูกฝังจิตสำนึก-จริยธรรมในการต่อต้านการโกง หรือ การมอบศรัทธาทั้งหมดไว้ให้กับ ‘คนดี’ มาปกครองบ้านเมืองเหมือนที่ผ่านมา แต่ต้องเป็นการทำให้รัฐโปร่งใสกว่าที่เคยเป็นมา ทุกคนตรวจสอบทุกคนได้ด้วยอาวุธใหม่ ๆ ที่ประเทศไม่เคยมี เพื่อวางระบบที่ดีในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

ถ้าพรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาล ตนจะไม่ยอมให้คนไทยถูกโกง โดยสิ่งที่ทำได้ทันทีในฐานะนายกรัฐมนตรี คือการเปิดเผยข้อมูลรัฐทันที เปิดเผยงบประมาณทุกบาทให้ละเอียดในรูปแบบที่วิเคราะห์ต่อได้ (machine readable) รวมถึงเปิดข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ทุกคนถูกตรวจสอบโดยทั้งประชาชนและระบบจับโกงอัจฉริยะที่จะแจ้งเตือนเมื่อมีโครงการส่อทุจริต ‘เราเชื่อว่าประชาชนพร้อมตรวจสอบเรา และพวกเรานักการเมือง-ข้าราชการ ก็ต้องพร้อมถูกตรวจสอบเช่นกัน’

นอกจากนั้น รัฐบาลก้าวไกลจะนำเสนออีก 2 โครงการต้านโกง คือ…

(1) โครงการ ‘คนโกงวงแตก’ หรือ leniency programme เพื่อจูงใจให้คนที่คิดจะโกง เกิดความระแวงกันเองจนไม่มีใครกล้าโกง เพราะมีการออกกฎผ่อนผันโทษ ให้ใครที่มอบตัวและแฉกันเองก่อน
(2) โครงการ ‘แฉโกง ปลอดภัย ได้เงิน’ เพื่อสร้างสังคมต้านโกง ด้วยกฎหมายคุ้มครองความปลอดภัยและความก้าวหน้าทางอาชีพให้กับเจ้าหน้าที่ที่แฉการทุจริตในหน่วยงาน (whistleblower protection) รวมถึงการเพิ่มเงินรางวัลให้ประชาชนที่แจ้งเบาะแส

สำหรับเรื่องประสิทธิภาพภาครัฐ ข้อมูลของธนาคารโลกแสดงให้เห็นว่าตลอด 8 ปี ในช่วงที่ภาครัฐมีขนาดใหญ่ขึ้น ประสิทธิภาพภาครัฐกลับลดลง บริการภาครัฐหลายส่วนล่าช้า-ยุ่งยาก ทำให้ภาระตกอยู่กับประชาชน ดังนั้น ถ้าก้าวไกลได้เป็นรัฐบาลและพิธาเป็นนายกฯ เรื่องแรกที่จะทำคือการทำให้บริการภาครัฐอย่างน้อย 99% ทำได้ผ่านมือถือ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและประหยัดเวลาประชาชน และจะช่วยให้ข้อร้องเรียนไม่เงียบหาย มีการอัปเดตความคืบหน้าทุกขั้นตอน และมีฐานข้อมูลที่ช่วยให้โอนสวัสดิการให้ประชาชนได้โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องรอ ไม่ต้องลงทะเบียน 

นอกจากนั้น ก้าวไกลจะเดินหน้ายกเลิกทุกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อประชาชน ยกเลิกใบอนุญาตที่ซ้ำซ้อน 50% และปรับกระบวนการทำงานให้ประชาชนรู้ผลใบอนุญาตใน 15 วัน โดยหากหน่วยงานของรัฐ พิจารณาใบอนุญาตเกินกำหนด ให้ถือว่าคำขออนุญาตนั้น มีผลบังคับใช้เหมือนใบอนุญาตทันที

ในส่วนของการปฏิรูปตำรวจ รังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวถึงนโยบายปฏิรูปตำรวจว่า ปัจจุบันมีการสร้างระบบเส้นสาย ตั๋วตำรวจ ตั๋วช้าง ทำให้ตำรวจไม่สนใจการสืบสวนคดีหรือทำงานที่เป็นของตำรวจจริง ๆ แต่กลับไปรีดไถ รับสินบน ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด บ่อนการพนัน และการค้ามนุษย์ แม้ว่ารัฐสภาเพิ่งจะผ่าน พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฉบับใหม่ แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งระบบเดิม ๆ ที่เอื้อให้กลับสู่การทุจริตอีกครั้ง

พรรคก้าวไกลจึงเสนอนโยบายตำรวจของประชาชน โดยปรับโครงสร้างให้ยึดโยงกับประชาชน ทั้งใน ‘ระดับประเทศ’ ที่จะมีคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ที่ส่วนใหญ่มีที่มาผ่านผู้แทนทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล คอยป้องกันการใช้เส้นสาย ทำให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ต้องทำงานอยู่ในสายตาประชาชนตลอดเวลา และใน ‘ระดับจังหวัด’ จะมี ‘คณะกรรมการนโยบายความปลอดภัยสาธารณะจังหวัด’ ซึ่งองค์กรท้องถิ่นและภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม สามารถลงมติว่าจะเห็นชอบนายตำรวจที่ ก.ตร. ตั้งขึ้นมาเป็นผู้บังคับการจังหวัดนั้น ๆ หรือไม่ และช่วยประเมินคุณภาพการทำงานของตำรวจในจังหวัด ส่วนเรื่องการตรวจสอบ พรรคก้าวไกลเสนอให้มีคณะกรรมการรับเรื่องร้องเรียนที่เป็นอิสระแยกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) อย่างเด็ดขาด ทำงานไต่สวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตำรวจโดยขึ้นตรงต่อรัฐสภาและมีกระบวนการคัดเลือกที่โปร่งใส ยึดโยงกับประชาชน เพื่อขจัดปัญหาประโยชน์ทับซ้อนของตำรวจที่อาจช่วยเหลือกันเอง และเปิดให้ตำรวจน้ำดีภายใน สตช. ให้ความร่วมมือแจ้งเบาะแสการทุจริตได้อย่างปลอดภัย

‘เพื่อไทย’ ชี้!! ขึ้นค่าแรงเป็นการร่วมมือของ ‘รัฐ-เอกชน’ ยัน!! หากได้เป็นรัฐบาล มีแผนหารายได้เข้าประเทศคู่กันไป

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 65 นายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวกรณีที่ผู้ประกอบการมีข้อกังวลเรื่องนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท และเงินเดือนปริญญาตรี 25,000 บาท ในขณะที่เศรษฐกิจประเทศไทยมีแนวโน้มยังไม่ฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิดว่า หากพิจารณาเพียงมุมต้นทุนค่าแรงที่สูงขึ้นเพียงด้านเดียว โดยรายได้ไม่ได้สูงขึ้นตามไปด้วย ในหมวกของผู้ประกอบการเองก็คงต้องกังวลและสามารถเข้าใจได้ว่า พรรคเพื่อไทยกำลังจะหาเสียงแบบผลักภาระให้กับภาคเอกชน ในข้อเท็จจริงแล้วหากพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล สิ่งที่จะดำเนินการควบคู่กันไปคือการหารายได้ให้กับประเทศ ดังนี้

1. การปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเป็นการปรับตามค่าครองชีพ และการขยายตัวของเศรษฐกิจ หากเพื่อไทยเป็นรัฐบาลจะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SME มีรายได้มากขึ้น เมื่อมีรายได้มากขึ้น ผู้ประกอบการก็สามารถจ่ายค่าแรงที่เพิ่มขึ้นได้ ประกอบกับการปรับค่าแรงไม่ได้ขึ้นทีเดียว จะปรับขึ้นตามเพดานสูงสุดในปี 2570 คืออีก 5 ปีข้างหน้า ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการจึงจะมีเวลาปรับตัว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top