Friday, 3 July 2026
POLITICS

สมัครช้า เสียสิทธิ์โหวต!! กกต. ปชป. ตัดสิทธิ์ ‘โหวตเตอร์’ แบบแปลก ๆ ล็อกเกม!! ปัด!! สมาชิกใหม่ ให้พ้นวงโหวต ด้วยคำประกาศก่อนเที่ยงคืน

(4 ต.ค. 68) คำประกาศของ กกต.ประชาธิปัตย์ น่าสงสัย ผู้ที่ประสงค์จะเป็น ‘องค์ประชุมใหญ่’ ตามข้อบังคับพรรค (คือผู้ที่จะมีสิทธิลงคะแนนเลือกหัวหน้าพรรค) ต้อง สมัครสมาชิกพรรคภายในวันที่ 3 ตุลาคม (ก่อนเวลา 00.00 น.) 

หากเลยกำหนดไปแล้ว แม้จะเป็นสมาชิกพรรคอยู่ ก็อาจจะไม่มีสถานะเป็นองค์ประชุมใหญ่ ในการประชุมใหญ่พรรคที่จะจัดในวันที่ 18 ตุลาคม ซึ่งหมายความว่าไม่มีสิทธิร่วมโหวตเลือกหัวหน้าพรรค

คำประกาศนี้มีอยู่จริง แต่ชอบด้วยข้อบังคับพรรคหรือไม่ อดีตสมาชิกส่วนใหญ่ที่ประสงค์จะใช้สิทธิ์เป็นโหวตเตอร์เลือกหัวหน้าพรรคยังไม่สมัครสมาชิกพรรค

ประเด็นนี้ต้องไขข้อข้องใจให้กระจ่าง เพราะ ‘นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ’ ยืนยันว่า ยังมีสิทธิ์ และยังเตรียมจะไปเชิญผู้อาวุโสอีกหลายคนให้กลับพรรคประชาธิปัตย์

ใครมีความรู้ช่วยอธิบายให้กระจ่างหน่อยว่าระเบียบพรรคเขียนไว้อย่างไร อย่าปล่อยให้เกิดความสับสน ประธาน กกต.ประชาธิปัตย์ ก็เป็นนักกฎหมาย เป็นอดีต สส.หลายสมัยนะ

‘วัชระ เพชรทอง’ เปิดเกมเขย่าเก้าอี้ประธานสภาฯ ปม!! ยืมข้าราชการสาว ลั่น!! ผิดจริยธรรมร้ายแรง ความผิดสำเร็จแล้ว แม้ต้นสังกัดปฏิเสธ

เมื่อวานนี้ (3 ต.ค. 68) ที่รัฐสภา นายวัชระ เพชรทอง อดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือถึงนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เรื่องขอให้ไต่สวนกรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกระทำการฝ่าฝืนมาตรการทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

โดยนายวัชระ กล่าวว่า จากกรณีที่นายวันมูหะมัดนอร์ ได้ให้นายธงชาติ รัตนวิชา เลขานุการประธานรัฐสภา ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมการปกครองเพื่อขอยืมตัว ร้อยตำรวจเอกหญิง อาทิติยา เบ็ญจะปัก นักประชาสัมพันธ์ปฏิบัติการ สังกัดสำนักงานเลขานุการ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย มาช่วยราชการที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในส่วนงานของประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นกรณีพิเศษ เฉพาะรายอีกหน้าที่หนึ่ง โดยไม่ขาดจากตำแหน่งเดิม ตนเห็นว่าการกระทำดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสส. และกรรมาธิการ พ.ศ.2563 และมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมถึงผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 ซึ่งได้นำมาบังคับใช้กับสส.ด้วยนั้น

"ซึ่งประธานสภาฯ และประธานรัฐสภา เป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ถือเป็นสถาบันการเมืองที่สำคัญสูงสุดของการปกครองแบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ต้องดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดีและธำรงไว้ซึ่งระบบคุณธรรมในการบริหารงานบุคคลภาครัฐ ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาผลประโยชน์โดยไม่ชอบเพื่อตนเองหรือผู้อื่น หรือมีพฤติการณ์ที่รู้เห็นยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตน หาประโยชน์อันมิชอบ ตามข้อ 8 ในประมวลจริยธรรม ของสส.และกรรมาธิการ พ.ศ.2563"

นายวัชระ กล่าวต่อว่า ต้องไม่กระทำการใดที่ทำให้เสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ ของการดำรงตำแหน่งตามข้อ 17 แห่งมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังเห็นว่าการกระทำของประธานสภาฯและประธานรัฐสภา ยังเป็นการฝ่าฝืนทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมถึงผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 ข้อ 13 ที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรม เป็นอิสระ เป็นกลาง และปราศจากความอคติ ไม่หวั่นไหวต่ออิทธิพลกระแสสังคม หรือ แรงกดดันอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่การที่นายวันมูหะมัดนอร์ กระทำการดังกล่าว ย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าได้รับการร้องขอความช่วยเหลือ จากบุคคลที่มีอำนาจและมีอิทธิพลเหนือตน ซึ่งยังรู้เห็นเป็นใจให้กระทำ แสดงให้เห็นถึงการไม่ยึดมั่นในหลักนิติธรรม

“หากการยืมตัวข้าราชการดังกล่าว ปฏิบัติหน้าที่ได้จริง ก็ย่อมทำให้การใช้ทรัพยากรและงบประมาณแผ่นดินในการให้ประโยชน์ตอบแทนแก่บุคคลดังกล่าว เช่น การเดินทางไปราชการทั้งในและต่างประเทศ ย่อมมีการฝ่าฝืนที่ต้องยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติมากกว่าส่วนตน การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าว ให้ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง ซึ่งบุคคลดังกล่าวต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และต้องให้พ้นจากตำแหน่ง ฉะนั้น ผมจึงได้มายื่นหนังสือถึงคณะกรรมการจริยธรรม สภาฯ และส่งหนังสือถึงประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ไต่สวนความจริงเป็นที่ประจักษ์ และปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่เพื่อไม่ให้บุคคลดังกล่าวอยู่ในตำแหน่งและอำนาจรัฐ ในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องต่อไป รวมถึงขอให้ไต่สวนให้แล้วเสร็จใน 15 วัน ”นายวัชระ กล่าว

เมื่อถามว่า มั่นใจได้อย่างไรว่านายวันมูหะมัดนอร์จะตรวจสอบเรื่องนี้ นายวัชระ กล่าวว่า มั่นใจ เพราะสภาฯ มีจริยธรรมและมีมาตรฐานทางจริยธรรม ไม่ว่าประธานในการตรวจสอบเรื่องจริยธรรม โดยตำแหน่งจะเป็นนายวันมูหะมัดนอร์ ก็ตามแต่ เมื่อท่านถูกสอบสวน ท่านก็ต้องลุกจากตำแหน่ง ให้บุคคลอื่นดำเนินการสอบสวนแทน และนอกจากนี้ย้ำว่าเพื่อป้องกันการช่วยเหลือกัน ตนจึงได้ส่งหนังสือถึงประธานป.ป.ช. ให้สอบสวนจริยธรรมนายวันมูหะมัดนอร์ ด้วย

“ประธานรัฐสภาย่อมมีศีลธรรม ย่อมรู้ว่าการยืมตัวข้าราชการดังกล่าวนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและผิดจริยธรรม รวมถึงตัวท่านก็ยังดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภาอยู่ ท่านควรที่จะตรวจสอบจริยธรรมของท่าน เพราะตามหลักการประชาธิปไตย ประธานรัฐสภาต้องมาจากพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาล แต่เมื่อพรรคที่ท่านสังกัดไม่ได้เป็นรัฐบาล ท่านควรที่จะพิจารณาตัวเองด้วยการลาออกจากตำแหน่ง อย่าโฉบฉวยโอกาสในการเป็นประธานรัฐสภา หรือประธานสภาฯอีกต่อไป แม้แต่วันเดียว” นายวัชระ กล่าว

เมื่อถามว่า การมายื่นวันนี้ ไม่ใช่เป็นเกมที่จะดึงนายวันมูหะมัดนอร์ออกจากตำแหน่งหรือไม่ นายวัชระ กล่าวว่า ไม่ใช่เกมนั้น เพราะเกมนั้นเป็นเรื่องของสามัญสำนึก ส่วนบุคคลของท่านเองอยู่แล้ว แต่เกมนี้คือเกมที่ให้ตรวจสอบจริยธรรมเรื่องดังกล่าว และท่านต้องรู้อยู่แก่ใจว่าควรจะกระทำหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องที่ผิดจริยธรรม อย่างไรก็ตามแม้ว่าต้นสังกัดที่ทำหนังสือขอไปจะปฏิเสธแล้ว ก็ถือว่าความผิดสำเร็จแล้ว

‘สจ.หมอ’ เปิดเกมล้มช้าง ตรัง เขต 2 เดิมพันสูง!! ใครอยู่ ใครไป ยังไม่แน่

(4 ต.ค. 68) กิตติเดช วรรณบวร หรือ สจ.หมอ สมัครสมาชิกพรรคไทยก้าวใหม่แล้ว เตรียมลงชิง สส.เขต 2 ตรัง ชนกับ 'ทวี สุรบาล' และสาทิตย์ วงศ์หนองเตย

หมายเหตุ ทวี น่าจะลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทย ส่วนสาทิตย์ น่าจะลงสมัครในนามประชาธิปัตย์

กล่าวสำหรับสาทิตย์ยังต้องรอดูผลการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ และยังต้องดูท่าทีของโกหน่อ สมชาย โล่สถาพรพิพิธ บ้านใหญ่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร ไปอยู่ภูมิใจไทย หรือยังอยู่ประชาธิปัตย์ ภายใต้เงื่อนไข มีสาทิตย์ ต้องไม่มีสมชาย มีสมชายต้องไม่มีสาทิตย์

ให้จำไว้นะครับว่า ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งใหญ่ จะมี สส.เก่าสอบตก 30-50% และบางเขตเลือกตั้ง เป็นการล้มช้าง ซึ่งก็ไม่แน่ตรังช้างอาจจะล้มก็ได้

‘คนภาคตะวันออก’ เบื่อเต็มกลืน!! กระแสนิยมพรรคส้ม ดิ่งลงเหว เล่นแต่วาทกรรม!! ละครน้ำเน่า พอแล้ว!! การเมืองคอนเทนต์

(4 ต.ค. 68) ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์ ผอ.นิด้าโพล เผยผลสำรวจสุดละเอียดยิบ ปรากฏว่า กระแสนิยม พรรคส้ม ตกยับ!!

ในส่วนของความนิยมหัวหน้าพรรค อย่างคุณเท้ง พบว่ากระแสนิยมตกลงทุกภาค โดยเฉพาะภาคตะวันออกตกลงถึง 10%

ส่วนกระแสในตัวพรรคการเมือง ยิ่งไปใหญ่ ลดลงทุกภาคเช่นกัน แต่ที่ลดลงสูงที่สุดจนถึงขั้นน่าเป็นห่วงก็คือภาคตะวันออก ลดถึง 21 % ! เรียกได้ว่าลงสูงสุดจากทุกภูมิภาคเลยทีเดียว

และจากผลสำรวจยังพบอีกว่า ผู้ประสงค์ที่ยังไม่เลือกพรรคการเมืองใดเลยในภาคตะวันออก มีอัตราสูงสุดในประเทศถึง 35% ทีเดียว แสดงให้เห็นว่าคนภาคตะวันออกเบื่อการเมืองแบบเก่าน้ำเน่า ที่โจมตีกันด้วยวาทกรรมเรียบร้อยแล้ว ถ้าหาเสียงแบบเดิมอีกก็เตรียมรับชะตากรรมได้เลย!!

ทั้งหมดนี้แสดงว่าชาวภาคตะวันออกบ้านเรา นับว่าคายส้มได้สูงสุดในประเทศไทยเลยทีเดียวครับ. อาจจะเพราะได้เห็นการทำงานของ สส. ส้ม ที่ยังวนเวียนอยู่กับรูปแบบเดิมๆ โพสต์แต่ภาพที่สภามาทำคอนเทนต์ อธิบายยกตัวเองได้สวยงามแต่ผลสัมฤทธิ์ และการแก้ไขปัญหาที่สำเร็จได้จริงยังไม่มีให้เห็น หรือเฝ้าแต่โจมตีคู่แข่งทางการเมืองซ้ำๆ เรื่องเดิมๆ โดยไม่ทำอะไรอย่างอื่นบ้าง แถมพื้นที่ก็ลงน้อยแต่ข้ออ้างเยอะซะเหลือเกิน ระวังตัวไว้นะครับ ชาวบ้านเขาตื่นรู้กันแล้ว!!

อดีต สส.อรอนงค์ โพสต์เฟซบุ๊กดีใจ ได้คัมแบ็ก ‘พรรคประชาธิปัตย์’ อีกครั้ง

(3 ต.ค. 68) น.ส.อรอนงค์ กาญจนชูศักดิ์ อดีต สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “อยากตะโกนดังๆ ดีใจโว๊ยยย! ได้กลับบ้านแล้ว” พร้อมภาพยืนถือใบสมัครที่หน้าป้ายพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากที่ได้ลาออกจากสมาชิกพรรคไปตั้งแต่ปลายปี 2566

โดย น.ส.อรอนงค์ ลาออกจากพรรคเพียง 2 วันหลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลาออกจากสมาชิกพรรค ขณะที่การกลับมาครั้งนี้ถือเป็นการกลับเข้าสู่พรรคเดิมเพื่อร่วมสนับสนุนภารกิจและการทำงานของพรรคอีกครั้ง

ด้าน น.ส.ผ่องศรี ธาราภูมิ อดีต สส. ลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความยินดีต่อการกลับมาของอดีต สส. และอดีตรัฐมนตรี พร้อมเชิญชวนผู้มีคุณสมบัติสมัครเป็นสมาชิกพรรคและโหวตเตอร์ เพื่อร่วมเป็นพลังสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ และร่วมผลักดันพรรคประชาธิปัตย์ให้กลับมาเป็นพลังต่อบ้านเมือง

‘บก.ลายจุด’ ตั้งคำถาม?? ‘ลุงป้อม’ ยังเล่นการเมืองไปเพื่ออะไร หรือเพราะแค่เหงา

เมื่อวันที่ (30 ก.ย. 68) ‘บก.ลายจุด’ สมบัติ บุญงามอนงค์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ตั้งคำถามถึงสาเหตุที่ทำให้ 'ลุงป้อม' พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ยังคงอยู่ในวงการการเมือง แม้อายุมากขึ้น โดยระบุว่าไม่เข้าใจแรงจูงใจที่แท้จริงว่าเป็นเพราะหวังเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ต้องการตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ ก็ตาม หรืออย่างน้อยเพื่อคงสถานะหัวหน้าพรรคและ สส.

เจ้าตัวยังแซะด้วยว่า อีกเหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพียงเพราะ ‘เหงา’ จึงยังโลดแล่นอยู่ในแวดวงการเมืองเพื่อหากิจกรรมฆ่าเวลา

‘ดร.เอ้ สุชัชวีร์’ นัดเปิดตัว 'พรรคไทยก้าวใหม่' 3 ต.ค.นี้ ปักธงนโยบายด้านการศึกษาเดินหน้าสู่การเมืองยุคใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ (1 ต.ค.68) ทีมสื่อสารของพรรคไทยก้าวใหม่ ได้ออกหนังสือเชิญเปิดตัวพรรคไทยก้าวใหม่อย่างเป็นทางการ ในวันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม 2568

โดยหนังสือเชิญ ระบุช่วงหนึ่งว่า “ถึงเวลาประเทศไทยก้าวใหม่” ขอเชิญร่วมงานแถลงการณ์วิสัยทัศน์พรรคไทยก้าวใหม่อย่างเป็นทางการ" ภายใต้การนำของ ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

เพื่อก้าวสู่การเมือง ยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้ ความสามารถ ความเป็นมืออาชีพ และพลังของคนไทยทุกคน เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคง ยั่งยืน และเป็นธรรมสำหรับคนไทย

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอนาคตใหม่ไปด้วยกัน วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 – 12.00 น. ณ ทรูดิจิทัล พาร์ค (ฝั่งตะวันตก) ห้องแกรนด์ฮอลล์ (ฮอลล์ 2,3) ชั้น 3 

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือที่รู้จักในนาม ดร.เอ้ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และอดีตอธิการบดี สจล. หลังจากประกาศลาออกจากพรรคเก่าแก่อย่างเป็นทางการท่ามกลางกระแส "เลือดไหลไม่หยุด" ในพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมเปิดตัวเดินหน้าก่อตั้ง "พรรคไทยก้าวใหม่"

โดยชูอุดมการณ์หลักคือการปฏิรูปประเทศผ่านนโยบาย "การศึกษานำการพัฒนา" ดร.เอ้ ยืนยันว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องนำนโยบายเข้าสู้ และพร้อมดึงบุคลากรระดับ "ปูชนียบุคคลด้านการศึกษา" เข้าร่วมทีม  

การลาออกของ ดร.สุชัชวีร์ เป็นข่าวใหญ่ในแวดวงการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เขาเคยเป็นผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. คนสำคัญที่เคยทำให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมาอยู่ใน “สปอตไลต์การเมือง”  

ดร.เอ้ ได้เปิดใจถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ โดยยืนยันว่าการลาออกไม่ได้เกิดจากความขัดแย้งส่วนตัวกับบุคคลในพรรค และจบกันด้วยดี แต่แรงจูงใจที่แท้จริงคือความต้องการที่จะผลักดันการเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างเต็มที่

"ประชาธิปัตย์เป็นโรงเรียนที่ดี แต่วันนี้ผมอยากลงมือเปลี่ยนประเทศจริงๆ" 

ดร.เอ้ ชี้ว่าสถานการณ์ของประเทศในขณะนี้มีวิกฤตหลายด้าน ทั้งการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคง ซึ่ง "รอไม่ได้จริงๆ" และปัญหาทั้งหมดมีต้นตอมาจากโครงสร้างการพัฒนาคนและโครงสร้างเศรษฐกิจที่บิดเบี้ยว  

ชู ‘การศึกษานำการพัฒนา’ และ AI เป็นธงนำพรรคไทยก้าวใหม่ซึ่งก่อตั้งขึ้นจากการเปลี่ยนชื่อและโครงสร้างของพรรคการเมืองเดิม ได้ประกาศวิสัยทัศน์ที่เน้นการใช้ความเชี่ยวชาญทางวิชาชีพในการแก้ปัญหาระดับประเทศ

แกนหลักของอุดมการณ์คือ 'การศึกษานำการพัฒนา' ดร.เอ้ ระบุว่า หากต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน จุดเริ่มต้นคือการพัฒนาคนและการสร้างการศึกษา  

พลเมืองชั้น 1 ของโลก: ดร.เอ้ ตั้งเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างประเทศไทยสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว และให้คนไทยเป็น 'พลเมืองชั้น 1 ของโลก' โดยการปฏิรูปการศึกษาคือ 'ธนูดอกแรก' ที่จะนำการเมืองเพื่อสร้างประเทศ

เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่: นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการสร้าง "เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ด้วย AI" โดย ดร.เอ้ ชี้ว่าไทยไม่สามารถพึ่งพาเพียงภาคการท่องเที่ยวได้ และต้องมองหาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาขับเคลื่อนอุตสาหกรรมขั้นสูง เพื่อให้ไทยเป็นต้นน้ำของสินค้ามูลค่าสูง

โมเดลการหาเสียงแบบไร้เงินทุน: ดร.เอ้ ยังได้ท้าทายขนบธรรมเนียมทางการเมืองแบบเก่า ด้วยการลั่นว่าพรรค 'ไร้เงินทุน' แต่พร้อมที่จะนำนโยบายเข้าแข่งขัน เพื่อท้าทายความคิดที่ว่า "เงินไม่มากาไม่เป็น"

ไร้สัญญาณตอบรับ ‘อภิสิทธิ์’ กลับประชาธิปัตย์ คำตอบสุดท้ายอยู่ที่ ‘นายกฯชาย’ ยังขวางลำหรือไม่

(2 ต.ค. 68) การตัดสินใจของนายกฯชาย-เดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ คือคำตอบว่า “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” จะกลับเข้ามายังพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่

ถ้านายกฯชายยังอยู่ อภิสิทธิ์ก็ไม่มา ถ้านายกฯชายไปอภิสิทธิ์ก็มา โจทย์ก็มีอยู่แค่นั้น แต่การที่นายกฯชายบอกว่า จะมีคำตอบ หลังเลือกหัวหน้าพรรคยังขวางลำอยู่ จึงทำให้อภิสิทธิ์ยังเงียบ

ไม่พบหลักฐานที่ “ยืนยันชัดเจน” ว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แต่มีหลายข่าวที่อ้างถึงท่าที สนับสนุน และการทาบทาม 

Bangkok Post รายงานว่า “อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตอบรับที่จะกลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” หลังจากเฉลิมชัย ศรีอ่อนลาออก

สำนักข่าว Thaiger รายงานว่า สาทิตย์ วงศ์หนองเคย ยืนยันว่า อภิสิทธิ์จะกลับเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง   
สำนักข่าว Pattaya Mail รายงานว่า พรรคประชาธิปัตย์วางแผนจัดเลือกหัวหน้าพรรคใหม่ ในวันที่ 18 ตุลาคม และ “อภิสิทธิ์ได้รับการยืนยันว่าจะกลับมา”

มีข่าวว่า “ชัยชนะ เดชเดโช” ส.ส. ประชาธิปัตย์ รองหัวหน้าพรรค ได้เข้าพบอภิสิทธิ์ เพื่อเสนอให้การสนับสนุนให้กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค แต่ในข่าวระบุว่า “อภิสิทธิ์รับฟังและขอบใจ แต่ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ” ในขณะนั้น

มีข่าวว่า “ถาวร เสนเนียม” และนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ต่างประกาศเชียร์อภิสิทธิ์กลับมาชิงหัวหน้าพรรค รวมถึงแฟนพันธุ์แท้ประชาธิปัตย์อีกจำนวนมากต่างสนับสนุนอภิสิทธิ์ให้กลับมา และเชื่อว่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในเวลานี้ในการฟื้นฟูพรรค และเรียกศรัทธากลับคืนมา

การประเมินยังไม่ถือว่ามีการ “ยืนยันแน่นอน”

แม้จะมีข่าวอ้างว่าอภิสิทธิ์ตอบรับหรือมีการทาบทามจริง แต่ข้อมูลเหล่านี้ยังอยู่ในลักษณะ คำกล่าวอ้าง หรือรายงานภายนอก ไม่มีเอกสารหรือแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากเจ้าตัวเอง หรือจากแหล่งข่าวหลักในพรรคที่ได้รับการตรวจสอบชัดเจน

ส่วนหนึ่งเพราะกระบวนการภายในพรรค เช่น การส่งชื่อเข้าแข่ง การประชุมพรรคใหญ่ หรือการประชุมเลือกหัวหน้าพรรค มีอิสระและต้องผ่านขั้นตอนหลายชั้น ดังนั้น “การตอบรับ” หรือ “ถูกทาบทาม” มิได้หมายความว่า “ตอบรับแล้ว” จนกว่าเจ้าตัวจะออกมาพูด

เข้าใจว่าเป็นยุทธวิธีอย่างหนึ่งในการต่อสู้ “ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว แต่เชื่อว่า ผู้อาวุโสทั้งหลาย มีการล็อบบี้โหวตเตอร์ เช็คเสียงกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็น”ชวน หลีกภัย บัญญัติ บรรทัดฐาน จุรินทร์ ลักษณะวิศิฏฐ์ เฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็นต้น

วันที่ 18 ตุลาคม เราก็จะรู้กันแล้วว่า ใครจะเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ใครจะเป็นเลขาธิการ และกรรมการบริหารอื่นๆ

‘เท้ง ณัฐพงษ์’ ติดโผ Time100 Next 2025 หมวดผู้นำ ยก เป็นผู้นำขบวนการประชาธิปไตยไทยรุ่นใหม่

เมื่อวันที่ (1 ต.ค. 68) เว็บไซต์นิตยสาร ไทม์ (Time) ได้ประกาศรายชื่อ Time100 Next บุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งปีในหลากหลายสาขา ทั้งศิลปิน ผู้มีความสามารถพิเศษ นักนวัตกรรม ผู้นำ และนักเคลื่อนไหวทั่วโลกประจำปี 2025

ในปีนี้ ชื่อของ ‘เท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ’ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ถูกเสนอชื่อในหมวด “ดาวรุ่งที่ทรงอิทธิพลที่สุด” (Rising Leaders)

นิตยสารไทม์ระบุว่า การเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยของเยาวชนไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้จะต้องเผชิญความท้าทายและการถอยหลังบางช่วง แต่ก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะทวงคืนอำนาจจากชนชั้นนำฝ่ายทหาร แม้พรรคการเมืองที่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงถูกยุบไปถึงสองพรรคในช่วงหกปีที่ผ่านมา

ไทม์ ระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน การเคลื่อนไหวดังกล่าวมีผู้นำคนใหม่คือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ผู้สืบทอดเจตนารมณ์จากพรรคก้าวไกล และผลักดันการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยให้เดินหน้าต่อไป หลังการเลือกตั้งทั่วไปปี 2566 ที่พรรคก้าวไกลได้คะแนนเสียงข้างมาก แต่ถูกศาลมีคำสั่งยุบพรรคในปี 2567 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 143 คนได้เข้าร่วมพรรคประชาชน ส่งผลให้ณัฐพงษ์ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน

รายงานของ ไทม์ ยังระบุว่า หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยปลดนายกรัฐมนตรีในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้การเลือกตั้งครั้งใหม่กำลังใกล้เข้ามา และเยาวชนไทยจำนวนมากต่างฝากความหวังไว้กับณัฐพงษ์ ว่าเขาจะเป็นผู้ที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

“วิสัยทัศน์ของเราคือการปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ และลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กล่าวกับนิตยสารไทม์ พร้อมย้ำว่า “เราต้องนำประชาธิปไตยแบบเต็มรูปแบบกลับคืนสู่ประเทศของเรา”

‘ชูวิทย์’ เปิดเอกสารลับ ‘ฮั้ว สว.’ ชี้สุดอันตราย อาจกินรวบทั้งประเทศ!! ซับซ้อนกว่าประเด็นเขากระโดง

(1 ต.ค. 68) ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง ออกมาโพสต์เปิดเอกสารอ้างการทำงานเชิงเครือข่ายที่เรียกว่า 'ฮั้ว สว.' ระบุเป็นการวางแผนกินรวบอำนาจรัฐผ่านการสั่งการ สว. เพื่อควบคุมการแต่งตั้งองค์กรตรวจสอบและองค์กรอำนาจสูงทั้งหลาย เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. และ กกต. ซึ่งหากเป็นจริงจะทำให้การตรวจสอบและการแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกบิดเบือนไปได้ง่าย

ชูวิทย์ชี้ชัดว่านี่สำคัญกว่าประเด็น 'เขากระโดง' เพราะมีผลกระทบเป็นวงกว้างต่อโครงสร้างอำนาจประเทศ — ถ้า สว. ถูกสั่งได้ การแก้รัฐธรรมนูญที่ต้องพึ่งกลไกเหล่านี้อาจเป็นเรื่องฝันลม ๆ แล้ง ๆ นอกจากนี้ ชูวิทย์ยังเรียกร้องให้ฝ่ายค้านและฝ่ายการเมืองทุกสีรู้เท่าทัน ไม่ใช่ปล่อยให้เรื่องกลายเป็นการ “แลกเปลี่ยนผลประโยชน์” ในสภา ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มออกหมายเรียกและตรวจสอบหลายรายที่ถูกเชื่อมโยงกับกรณีฮั้วเลือก สว. แล้ว

สำหรับข้อเรียกร้องของชูวิทย์คือความเร่งด่วนในการตรวจสอบข้อมูลและตั้งกรรมการอิสระ เพื่อนำพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใสและรวดเร็ว ไม่ให้เป็นเพียงข่าวทางโซเชียลที่ผ่านไป พร้อมเตือนว่าสังคมควรรู้ว่าใครจะรับผิดชอบอนาคตประเทศจริง ๆ — การเมืองภาคประชาชนควรจับตาและกดดันให้มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างครบถ้วน

‘อรรถวิชช์’ ฝากรัฐบาลใหม่ดัน “พรบ. เสรีโซลาร์” ต่อ หลัง 'พีระพันธุ์' เริ่มต้นไว้แล้วแต่ถูกกฤษฎีกาติตก

‘อรรถวิชช์’ เสียดาย! กฤษฎีกาตีตกทันที 'พรบ.เสรีโซลาร์' หลัง ‘พีระพันธุ์’ พ้นตำแหน่งรมว.พลังงาน เพียงไม่กี่วัน หวังรัฐบาลใหม่สานต่องาน

เมื่อวันที่ (30 ก.ย. 68) ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ผู้ยกร่างกฎหมายส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เปิดเผยว่า หลังจากนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีพลังงาน เพียงไม่กี่วันมีหนังสือจากเลขาธิการกฤษฎีกาถึงคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 ก.ย.68 ซึ่งมีสาระสำคัญไม่เห็นชอบในการออกกฎหมายเสรีโซลาร์ โดยอ้างว่าหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสามารถมีนโยบายออกเป็นประกาศได้อยู่แล้ว ไม่ต้องยกร่างเป็นพระราชบัญญัติ  ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้ผ่านอนุมัติหลักการจาก ครม.ชุดก่อนมาแล้วและไม่เคยมีกฎหมายลักษณะส่งเสริมมาก่อน มีแต่กฎหมายให้อำนาจรัฐยืนบังแดดประชาชนเท่านั้น

ดร.อรรถวิชช์ กล่าวว่า ผมในฐานะผู้ร่างกฎหมายฉบับนี้  ได้อ่านจดหมายของเลขาธิการกฤษฎีกาแล้ว 'เสียดาย' กฤษฎีกาน่าจะทราบดีว่าการเปิดเสรีโซลาร์ได้ ต้องตั้งเรื่องจากหลายหน่วยงานต่างสังกัดกันและมีกฎหมายเกี่ยวข้องกว่า 6 ฉบับ

1. พ.ร.บ.โรงงาน โดย กรมโรงงานอุตสาหกรรม
2. พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน โดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน
3. พ.ร.บ.ผังเมือง โดย กรมโยธาธิการและผังเมือง
4. พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร โดย สำนักงานเขต/องค์การบริหารส่วนตำบล
5. พ.ร.บ.พัฒนาและส่งเสริมพลังงาน โดย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน
6. ระเบียบของการไฟฟ้านครหลวง, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 

กฤษฎีกามีข้อเสนอแนะให้แต่ละหน่วยไปออกกฎหมายลูกปลดล็อกเปิดเสรีโซลาร์โดยที่ไม่ต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ ผมถามจริงๆ ทำได้จริงเหรอ กี่ปีครับ หน่วยงานจะยอมหรือไม่ ประชาชนสามารถแปลงแสงอาทิตย์มาเป็นไฟฟ้าได้ฟรี รายได้และค่าธรรมเนียมต่างๆ ลดหายไป หน่วยงานต่างๆ จึงดึงเรื่องมาถึงวันนี้ เขาตั้งใจขวางทางครับ ถ้าเขาอยากทำ เขาทำได้ไปนานแล้ว พ.ร.บ.เสรีโซลาร์ที่ผมร่างมีแค่ 32 มาตรา หากได้เข้าสภากฎหมายจะมีผลทันก่อนยุบสภา ส่วนอุปกรณ์โซลาร์ราคาประหยัดฝีมือคนไทยโดยกระทรวงพลังงานก็ผ่านการทดสอบด้านคุณภาพแล้วพร้อมผลิตได้ เสียดายมากถ้าไม่ได้ทำต่อ 

"ผมอยากเห็นนายกฯอนุทินสานต่อนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเรื่องนี้พรรคภูมิใจไทยก็เคยหาเสียงไว้และให้ความสำคัญไว้เช่นกัน"

‘ตั้ม จิรวัฒน์’ นักวาดการ์ตูน โดนคดี 112 โพสต์เริ่มงานใหม่ หลังเผชิญชีวิตไร้งาน – ไร้เงิน – ไร้โอกาสมาหลายปี

เมื่อวันที่ (30 ก.ย. 68) ตั้ม จิรวัฒน์ นักวาดการ์ตูนล้อการเมือง แอดมินเพจ 'คนกลมคนเหลี่ยม' ซึ่งถูกดำเนินคดี มาตรา 112 ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า พรุ่งนี้ผมจะได้เริ่มงานใหม่แล้วนะครับ หลังจากไม่ได้ทำงานอยู่ในระบบมาหลายปี

มีประวัติคดี 112 การหางานทำ ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย

สมัครเป็นไรเดอร์วิ่งส่งอาหาร ส่งผู้โดยสารก็ไม่ได้

ทั้งสมัคร ทั้งสัมภาษณ์ ไปหลายที่กว่าจะได้

แม้จะมีอาการซึมเศร้าอยู่บ้าง แต่ก็ต้องทำครับ เพราะไม่มีเงินติดตัวแล้ว

เริ่มต้นชีวิตการทำงานใหม่อีกครั้งครับ

สำหรับ ตั้ม จิรวัฒน์ ถูกดำเนินคดี มาตรา 112 กรณีวาดภาพเสียดสีสถาบันรวม 4 โพสต์ โดยแบ่งเป็นรัชกาลที่ 10 รวม 2 โพสต์ และรัชกาลที่ 9 อีก 2 โพสต์ ในช่วงเดือนมีนาคม-มิถุนายน 2565

และเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ศาลอาญา ได้พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง ลงโทษตามมาตรา 112 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 4 กระทง รวมโทษจำคุก 12 ปี คดีนี้ จำเลยรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือกระทงละ 1 ปี 6 เดือน คงจำคุกรวม 4 ปี 24 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปีและให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 1 ครั้ง ใน 3 เดือน เป็นเวลา 2 ปี และให้ทำงานบริการสังคม 48 ชั่วโมง พร้อมริบโทรศัพท์ของกลาง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาจำคุก ‘ลูกเกด ชลธิชา’ 2 ปี ในคดีดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ไม่รอลงอาญา

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา "ลูกเกด-ชลธิชา " สส.พรรคประขาชน จ.ปทุมธานี ดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง

(30 ก.ย. 68) ศาลจังหวัดธัญบุรีอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในคดีหมิ่นสถาบัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว หรือ ลูกเกด สส.ปทุมธานี พรรคประชาชน(ปชน.)เป็นจำเลยในความผินฐานดูหมิ่นสถาบันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กรณีเมื่อวันที่เมื่อวันที่ 11 กันยายน 256 จำเลยได้ปราศรัยและชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ต้องขังคดีการเมือง หน้าศาลจังหวัดธัญบุรี #คาร์ม็อบ11กันยา64 โดยมีเนื้อหาดูหมิ่น ในหลวง รัชกาล ที่10 จำเลยให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา

คดีนี้ศาลจังหวัดธัญบุรี พิพากษาจำคุกน.ส.ชลธิชา จำเลย 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ซึ่งทางจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์

โดยวันนี้ น.ส.ชลธิชา เดินทางมาศาล พร้อมกับ นายปิยรัฐ จงเทพ หรือโตโต้ส.ส.กทม. พรรคประชาชน นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประขาชน

ทั้งนี้ ศาลอุทธรณ์ ภาค 1 พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้น พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ จำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

ต่อมาจำเลย ยื่นคำร้อง พร้อมหลักทรัพย์ ขอปล่อยชั่วคราว

ศาลจังหวัดธัญบุรี พิจารณาแล้ว มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยระหว่างฎีกา โดยตีราคาประกัน 150,000 บาท

‘เจี้ยบ อมรัตน์’ ประณาม ‘จุลพงศ์’ สส. พรรคส้ม ขี้ขลาดตาขาว ปมทำหนังสือขอโทษ ‘เนวิน’ อภิปรายเขากระโดงด้วยข้อมูลเท็จ

เมื่อวานนี้ (29 ก.ย. 68) นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล อดีต สส.พรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า ขอประณามความขี้ขลาดตาขาว ของนายจุลพงศ์ อยู่เกษ สส. บัญชีรายชื่อผู้สร้างความน่าอับอายให้กับพรรคประชาชน ในเหตุการณ์นี้

นายจุลพงศ์ ได้เคยอภิปรายเรื่องเขากระโดงเอาไว้ประมาณต้นปี 68 ทางพรรคไม่มีใครทราบว่าต่อมาถูกนายเนวินฟ้องหมิ่นประมาท

ความหวาดกลัว หรือจะความรู้สึกอื่นใดอีกไม่ทราบได้ ทำให้นายจุลพงศ์ตัดสินใจแอบไปทำหนังสือขออภัยต่อนายเนวินเงียบๆ ไม่บอกกล่าวใคร พร้อมทั้งบริจาคเงินให้ รพ.บุรีรัมย์ 1 หมื่นบาท

สิ่งเลวร้ายที่รับไม่ได้คือ ในหนังสือขอโทษมีเนื้อหาโยนความผิดให้ทีมงานพรรค อ้างว่าตัวเองเป็นสส.ใหม่ไม่รู้เรื่อง ประมาณไร้เดียงสา ตนเพียงแสดงไปตามบทที่ทางพรรคจัดสรรมาให้เท่านั้น 

ซึ่งข้อเท็จจริงคือ เนื้อหาต่าง ๆ ที่ทีมงานช่วยเตรียมให้กับสส.เป็นเพียงส่วนสนับสนุนข้อมูล เพื่อทุ่นแรงให้กับผู้อภิปราย เช่น ลำดับเหตุการณ์ วันเวลาวันที่ ความคืบหน้าของประเด็นที่อภิปรายเท่านั้น (เป็น fact) คือทำหน้าที่เป็นฝ่ายสนับสนุนในประเด็นที่สส.ต้องการนำไปใช้ประกอบการอภิปรายของตนเองเท่านั้น 

ผู้อภิปรายเลือกประเด็นที่สนใจจะตรวจสอบเองไม่มีใครบังคับ นำข้อมูลต่างๆ ไปประมวลผลเพื่ออภิปรายด้วยความคิดและดุลยพินิจส่วนตัว ใส่ความถูก/ผิดเอาเองตามจริต อารมณ์และความเชื่อ เลือกใช้ลีลาถ้อยความหนักเบาในการอภิปรายเองทั้งสิ้น 

แย่ไปกว่านั้นคือทำหนังสือขอโทษเงียบๆ ไม่แจ้งกับพรรค แล้วยังมากล้าอภิปรายซ้ำด้วยข้อมูลเดิมอีก ให้ถูกฉีกหน้ากลางสภา เสียศักดิ์ศรีและทุเรศมากมาย

‘ลีน่าจัง’ ประกาศเป็นปาร์ตี้ลิสต์แทน ‘เฉลิม อยู่บำรุง’ ลั่น!! เลือกตั้งครั้งหน้า ‘เพื่อไทย’ พรรคเดียวแลนด์สไลด์

นางลีนา จังจรรจา นักเคลื่อนไหวทางสังคมชื่อดัง ร่วมกิจกรรมให้กำลังใจนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรม เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2568 โดยมวลชนคนเสื้อแดงจากทั่วประเทศรวมตัวส่งเสียงให้กำลังใจ เปิดเพลงเก่าที่นายทักษิณเคยขับร้อง และร่วมรับประทานอาหารพร้อมกัน ทั้งต้มยำไก่น้ำใส แกงส้มชะอมกุ้ง หนูนาย่าง และบวชเผือกมัน 

นอกจากนี้ ‘ลีนาจัง’ นำยำวุ้นเส้นและยำมาม่า 40 ชุดมามอบให้พี่น้องคนเสื้อแดง พร้อมยกย่องผลงานของนายทักษิณและพรรคเพื่อไทย ระบุว่า กฎหมายเกี่ยวกับ LGBTQ ถูกผลักดันขึ้นในช่วงที่พรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นรัฐบาล แตกต่างจากสมัยที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่ง พร้อมทำนายผลเลือกตั้งว่า พรรคเพื่อไทยจะแลนด์สไลด์ได้ 280 ที่นั่ง และประกาศว่าจะขึ้นเป็นปาร์ตี้ลิสต์อันดับ 10 แทนนายเฉลิม อยู่บำรุง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top