Saturday, 7 November 2026
POLITICS

โจทย์สุดหินในมือ ‘อภิสิทธิ์’ ภารกิจฟื้นศรัทธาที่ดูแล้วไม่น่าง่าย แม้เลือดเก่าไหลกลับ แต่บางส่วนไม่ไปต่อ สุดท้ายต้องเร่งสร้างทีมใหม่ให้ทันเลือกตั้ง

การกลับมานั่งหัวหน้าพรรคของ ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ เกิดในช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) คะแนนเสียงตกต่อเนื่องและที่ผ่านมาเปลี่ยนหัวหน้ามาหลายรอบ ทำให้ “ทางขึ้น” ชันทั้งด้านภาพลักษณ์และเอกภาพภายในพรรคเอง 

โจทย์ของอภิสิทธิ์ ซึ่งถือเป็นภารกิจเร่งด่วนในขณะนี้ คือฟื้นศรัทธาและรีเซ็ตดุลอำนาจในพรรคให้ทันก่อนเลือกตั้งหน้า ซึ่งใกล้ตัวกว่าที่คิดมาก ๆ 

แต่ทว่า ภารกิจนี้ ดูเหมือนจะยากลำบากขึ้นเรื่อย เพราะพอเปลี่ยนหัวหน้า พรรคก็สั่นสะเทือน 2 แกนหลักคือ

แกนภาคใต้ ซึ่งอยู่ภายใต้โครงข่ายอดีตผู้บริหารยุค ‘เฉลิมชัย ศรีอ่อน–เดชอิศม์ ขาวทอง’ เป็นฐานกำลังภาคใต้ที่ทรงอิทธิพลในเชิงพื้นที่และตัวผู้สมัคร หลายคนถูกโยงข่าวย้ายขั้วหรือเจรจากับพรรคอื่น เมื่อพรรคแกว่ง ซึ่งอภิสิทธิ์เองยอมรับต่อหน้าสื่อว่า “มี สส.บางส่วนอาจไม่ร่วมงานต่อ” 

แกน “เลือดเก่า–ทีมอดีตผู้นำพรรค” หลังข่าวคัมแบ็ก ปรากฏการณ์ “เลือดเก่าไหลกลับ” เกิดขึ้นจริง ระดับอดีต สส./แกนนำบางส่วนกลับมายืนยันสมาชิกเพื่อโหวต/ร่วมทีมใหม่ แต่การไหลกลับก็ปะทะกับเงื่อนไขระเบียบสมาชิกภาพและชนกับโควตาพื้นที่เดิมอีกเช่นกัน

ผลลัพธ์คือ “คนเข้า–คนออก พร้อมกัน” จึงเห็นข่าวสมาชิกและ สส.บางรายลาออก ขณะที่อีกด้านก็มีอดีตแกนนำกลับมา สะท้อนให้เห็นถึงการจัดวางอำนาจใหม่ที่ยังไม่นิ่ง) และนี่คือที่มาของภาพ “พรรคกำลังคัดกรองพันธมิตรภายในตัวเอง” มากพอ ๆ กับเตรียมเลือกตั้งนอกพรรค 

ทำไมคนทยอยลาออกหลังหัวหน้าใหม่?

กองเชียร์พรรคประชาธิปัตย์จำนวนไม่น้อย คงมีคำถามในใจ ในเมื่ออภิสิทธิ์ กลับมาเพื่อร่วมกอบกู้พรรคเหตุใดยังมีคนสำคัญของพรรคทยอยลาออกอยู่เกือบทุกวัน ล่าสุด ดร.รัชดา ธนาดิเรก อดีตกรรมการบริหารพรรค ได้โบกมือลาไปร่วมพรรคภูมิใจไทยเรียบร้อย 

และหากจะมองหาสาเหตุหลัก ก็น่าจะมีทั้งเชิงโครงสร้างและยุทธศาสตร์เลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็น

ดีลพื้นที่–ตัวผู้สมัคร : เขตที่พรรคแพ้ติดกันหลายสมัย ถูกทบทวนใหม่ ใครไม่ได้ไปต่อหรือถูก “ชน” ด้วยชื่อใหม่ย่อมมองหาช่องทางอื่น ซึ่งก็มีบางคนที่ได้ไปคุยกับพรรคอื่นไว้แล้ว

ดุลอำนาจในพรรค : จากยุคเฉลิมชัย -เดชอิศม์ สู่ยุคอภิสิทธิ์ การย้ายศูนย์ถ่วงทำให้บางกลุ่มประเมินว่าผลประโยชน์ทางการเมือง–โอกาสเลือกตั้งไม่เหมือนเดิม จึงเคลื่อนตัวตีจากพรรค

ปัจจัยภาพรวมการเมืองระดับชาติ : ความผันผวนของรัฐบาลกลาง–แนวโน้มยุบสภา/เลือกตั้งเร็ว ทำให้พรรคคู่แข่งเปิดรับตัวผู้สมัครที่มีฐานเสียงดีในพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคใต้ที่กำลังแย่งชิง “บ้านใหญ่” กันอย่างดุเดือด

พรรคแก้เกมอย่างไร? 

สัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ที่ประกาศต่อสาธารณะแล้ว มีทั้ง “คน–นโยบาย–เครื่องจักรเลือกตั้ง” โดยเริ่มจากงานนโยบาย ซึ่งอภิสิทธิ์ ได้ตั้ง ‘กรณ์ จาติกวณิช’ คุมด้านนโยบายเศรษฐกิจ พร้อมกับเร่งคลอดนโยบาย เพื่อรีบมี “ของ” ไปขายในสนามเลือกตั้ง และสกัดภาพพรรคเก่าไม่มีข้อเสนอใหม่ 

ตามมาด้วยคัดสรรผู้สมัครแบบเร่งด่วน ตั้งคณะกรรมการสรรหาฯ ทำงานกับรองหัวหน้าพรรคประจำภาค/สาขาจังหวัดทันที เป้าหมายคือ “ลงให้มากที่สุด เท่าที่เวลาจำกัดอนุญาต” พร้อมยอมรับความจริงว่าบางเขตต้องหา “หน้าใหม่” แทนผู้ที่ย้ายพรรค

ล่าสุด อภิสิทธิ์ ได้เปิดตัวโครงการ “สส. ที่ดี คุณเองก็เป็นได้” เป้าหมายคือการเปิดรับสมัครผู้ประสงค์เสนอตัวสมัครเป็นผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่วันที่ 5พ.ย. จนถึง 30 พ.ย. นี้ พร้อมย้ำว่าปัจจุบันบ้านเมืองมีปัญหาสะสมเรื้อรัง ยืดเยื้อยาวนาน ส่วนหนึ่งมาจากการเมืองไม่สุจริต เงินทุนสีเทา การกระทำผิดกฎหมาย คอร์รัปชัน อาชญากรรมข้ามชาติ หากปล่อยให้เป็นต่อไป ตนมองไม่เห็นว่าบ้านเมืองจะเดินไปข้างหน้าได้อย่างไร

“สถานการณ์ตอนนี้มีแต่ว่าใครจะอยู่พรรคไหนอีกนานเท่าไร นโยบายมีเรื่องตัวเลข 2 หลักต่อด้วยจำนวนล้านต่อเขต ทั้งนี้หากใครเชื่อเรื่องการเมืองสุจริต มีดีในตัว มีแนวทางพัฒนาประเทศ ผมขอเชิญชวนให้มาร่วมงาน พรรคประชาธิปัตย์พร้อมสร้างคน คนสร้างพรรค และพรรคสร้างประเทศ” 

อย่างไรก็ตาม อภิสิทธิ์ ยืนยันว่า ขณะนี้พรรคยังไม่ได้อนุมัติผู้สมัคร สส. แม้แต่เขตเดียว หากโครงการดังกล่าวมีการตอบรับทั่วประเทศ ทางพรรคพร้อมส่งสส.ครบทุกเขตแน่นอน เพราะตนอยากตั้งต้นสร้างการเมืองใหม่ ที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของพื้นที่หรือเจ้าของประชาชน ส่วนกรณีที่มี สส. แสดงเจตจำนงลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์นั้น ตนเคารพการตัดสินใจ และเคยมีคนที่มาบอกกับตนว่าด้วยความผูกพันจะอยู่เลือก แต่จะไม่อยู่ร่วมงาน เพราะได้คุยกันเชิงลึกแล้ว ตัดสินใจแล้ว รับปากไปแล้ว ส่วนที่ไม่ลาออกวันนี้เพราะเข้าใจในข้อกฎหมายที่จะสูญเสียสถานภาพสส.

“ใครจะตัดสินใจอย่างไร ไม่ว่ากัน เคารพการตัดสินใจ หากจะอยู่ที่นี่ต้องเป็นแนวทางนี้ หากใครมีแนวทางอื่น หรือ มีพรรคอื่นที่ดีกว่า การตัดสินใจไปอยู่กับพรรคอื่นเป็นสิทธิของแต่ละคน ซึ่งผมเชื่อว่าจะมีคนมาร่วมแนวทางนี้เพียงพอให้พรรคเดินต่อได้” อภิสิทธิ์ ย้ำ

ดังนั้น หากมองในภาพรวม จะเห็นว่า การลาออกของ ส.ส./สมาชิกหลังอภิสิทธิ์กลับมา ไม่ใช่ “แรงต้านส่วนตัว” เพียว ๆ แต่คือผลพวงจากการจัดเรียงผลประโยชน์–พื้นที่–บทบาทใหม่ นั่นเอง

‘ไอซ์ รักชนก’ โพสต์ตอบ ‘ไผ่ ลิกค์’ ยอมรับระดมเพื่อนปั่นกระแส อ้างเปิดโปงทุจริตเงินนักกีฬา – งบซีเกมส์ที่น่าสงสัยมันไม่ดีตรงไหน?

เมื่อวันที่ (4 พ.ย.68) หลังจากที่นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร เลขาธิการพรรคกล้าธรรม ได้โพสต์ภาพในเฟซบุ๊กเป็นแชตหลุด ที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือไอซ์ สส.พรรคประชาชน ระดมเพื่อน สส.ในพรรคเพื่อปั่นข่าวปัญหาการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ เพื่อโจมตีไปถึง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ พร้อมกับแท็กหา น.ส.รักชนก ศรีนอก - Rukchanok Srinork และระบุข้อความว่า "ปั่นไม่ปั่นครับ มันเป็นกระบวนการทำเพื่อคะแนนเสียงของพรรคหรือสู้เพื่อพ่อแม่พี่น้องประชาชนกันแน่"

ทำให้ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม.พรรคประชาชน ได้โพสต์ตอบกลับนายไผ่ ลิกค์ ว่า อันนี้คุณไผ่แหกใคร แหกดิฉันหรือแหกรัฐมนตรีกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อนร่วมพรรค ? 

ทีแรกดิฉันกะว่าจะยังไม่รับ เพราะอยากเก็บไว้ดำเนินคดีกับคนที่เผยแพร่ แต่โพสต์มาแล้วก็เอาค่ะ การเปิดโปงข้อสงสัย เรื่องการทุจริตเงินนักกีฬาที่รู้กันทั่วว่าได้ไม่ครบ ประเด็นงบประมาณที่น่าสงสัยในซีเกมส์ที่กำลังจะมาถึง โดยร่วมกับเพื่อนๆที่เชี่ยวชาญด้านกีฬา มันไม่ดียังไงนะคะ ?

ดิฉันยอมรับว่าต้องการจะปั่น 
เพราะยิ่งประชาชนหูตาสว่างมากขึ้น ยิ่งประชาชนรู้ว่าใครทำอะไรกับเงินภาษี แล้วจับตาดูว่ามีหน้าใครหน้าไหนที่เป็นเห็บหมัดกัดกินภาษีของพวกเค้า มันไม่ดีตรงไหน ? ทำไมกันนะคุณไผ่ถึงเป็นเดือดเป็นร้อนกับการเปิดโปงการทุจริตนักหนา ?

ท่านใดเห็นว่าการปั่นของดิฉันมีประโยชน์ อยากเอาด้วย มาช่วยกันปั่นนะค้าาา 

ทำเพื่อคะแนนเสียงหรือสู้เพื่อพ่อแม่พี่น้องประชาชน ? อ่านดูแล้วคิดไม่ออกด้วยตัวเองไม่ออกจริงๆหรือคะ ว่าพ่อแม่พี่น้องประชาชนจะได้ประโยชน์ยังไง ถ้าการ โ ก ง เปิดโปง แล้วถ้าประชาชนจะสนับสนุนดิฉันเพิ่มขึ้น เพราะการทำงานที่เอาจริง นั่นก็เป็นสิ่งที่ดิฉันใฝ่ฝันเลยล่ะ

เป็นนักการเมือง จะเขินอายทำไมว่าอยากได้รับการสนับสนุน ดิฉันอยากได้จริงๆค่ะ ได้โปรดขอการสนับสนุนให้พวกเราเถอะ ขอเวลาแค่ 4 ปี พรรคประชาชนจะทำให้เห็นว่าประเทศที่ไม่มีทุจริตคอร์รัปชันมันน่าอยู่ขึ้นขนาดไหน ลูกหลานเราจะมีอนาคตที่ดีขึ้นกว่านี้ได้อย่างไร แล้วประเทศเราจะเหลือเงินไปทำประโยชน์ให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนได้อีกมหาศาล

มีพรรคประชาชน ไม่มีสแกมเมอร์
มีพรรคประชาชน ไม่มีทุนสีเทากินรวบประเทศ
มีพรรคประชาชน ไม่มีทุจริตนมโรงเรียน/อาหารกลางวันลูกหลานเรา
มีพรรคประชาชน ไม่มีใครหน้าไหนโยกงบลงพื้นที่ได้อีก
มีพรรคประชาชน ไม่มีหมูเถื่อน ปลาหมอคางดำ
มีพรรคประชาชน ไม่มีโกงโควตาหวยคนพิการ
มีพรรคประชาชน ไม่มีโกงเงินนักกีฬาทีมชาติ

มีพรรคประชาชน มีการศึกษาที่ดีให้ลูกหลาน
มีพรรคประชาชน มีสวัสดิการให้เด็กเล็กและผู้สูงอายุ
มีพรรคประชาชน ทุกที่มีแต่ความโปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน
มีพรรคประชาชน เราจะแก้ปัญหาที่ต้นตอ ถอนรากถอนโคนพวกโกงกิน
มีพรรคประชาชน แล้วเรามาสร้างประเทศแบบที่เราฝันกันเถอะค่ะ

ยังไงก็ขอขอบคุณที่โปรโมทผลงาน โฆษณาให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจัง และการทำงานเป็นทีมของพรรคประชาชน

ปล. เผื่อไม่รู้ว่าย่อมาจากอะไร ธมน = ธรรม มะย่อมชนะอธรรม นะ

‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ จากโต๊ะเจรจาปี 53 ถึงเวทีรัฐศาสตร์ จุฬาฯ 2568 กล้าเผชิญหน้าด้วยสติและความนิ่ง พร้อมรับฟัง–พร้อมตอบ–พร้อมถูกตรวจ ทุกข้อครหา

เด็กถามแรง–ผู้ใหญ่ตอบตรง: เวทีรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
2 พ.ย. 2568 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เชิญ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” บรรยาย ก่อนเริ่มงานมีนิสิต 5–6 คนชูป้ายทวงถามคดีปี 2553 เจ้าตัวไม่หลบ–เดินเข้าหา อธิบายข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรมต่อหน้า พร้อมตอบคำถามยาว ๆ แบบใจเย็น เหตุการณ์ถูกสื่อหลายสำนักรายงานต่อเนื่องและกลายเป็นไวรัลทางการเมืองในวันถัดมา

เสียงสะท้อนก็แรงทั้งสองขั้ว แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นร่วมกันคือ “สติและความนิ่ง” ระหว่างเผชิญหน้า สะท้อนทักษะการสื่อสารและความมั่นใจในข้อเท็จจริงของตนเอง แม้ท่ามกลางบรรยากาศกดดันในรั้วมหาวิทยาลัยก็ตาม

ย้อนเฟรมประวัติศาสตร์: เจรจาสดกับแกนนำ นปช. ปี 2553
ก่อนหน้านี้กว่า 15 ปี ประเทศไทยเคยเห็น “ผู้นำรัฐบาล” นั่งโต๊ะดีเบตกับแกนนำผู้ชุมนุม ออกอากาศสดทั่วประเทศ 2 วันติด (28–29 มี.ค. 2553) ที่สถาบันพระปกเกล้า—ภาพจำสามฟ้าปะทะสามแดง โต้แย้งด้วยเหตุผลและเงื่อนไขยุบสภาแบบเปิดหน้า ไม่มีสคริปต์ ไม่มีตัดต่อ นี่คือมาตรฐาน “การเมืองในที่แจ้ง” ที่หาได้ยากในวิกฤตการเมืองไทยยุคนั้น

สาระสำคัญของโต๊ะเจรจาในวันนั้นคือการต่อรอง “เส้นตาย” ยุบสภา ซึ่งสุดท้ายไปต่อกันไม่ได้ แต่ชี้ให้เห็นชัดว่า “อภิสิทธิ์” เลือกสู้ด้วยข้อมูลและกระบวนการต่อหน้า ไม่ใช่หลังไมค์ เป็นภาพสะท้อนสไตล์การเมืองแบบรับผิดชอบต่อสาธารณะ มากกว่าการส่งตัวแทนหรือเลี่ยงเผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้าม

นิสัยการเมืองที่โผล่ชัดจาก 2 เหตุการณ์
• ฟังเป็น–ตอบเป็นระบบ: เหตุการณ์จุฬาฯ แสดง “สกิลอธิบาย” ยาว ๆ โดยไม่หลุดอารมณ์ ทั้งที่ถูกขึงคำถามย้ำ ๆ—ภาพนี้สอดคล้องกับยุคเป็นนายกฯ ที่มักขึ้นเวทีนโยบาย/ดีเบตด้วยโทนเยือกเย็น เนื้อหาแน่น

• ไม่หนีดีเบตในเรื่องยาก: ทั้งการขึ้นโต๊ะเจรจากับแกนนำเสื้อแดงแบบสด และการเผชิญหน้ากับนิสิตในรั้วจุฬาฯ คือการ “ยืนในแสง” ให้ตรวจสอบต่อหน้า มากกว่าหลบหลังโพเดียม

• เชื่อกระบวนการ–ยอมถูกตรวจ: เจ้าตัวย้ำว่าคดีปี 2553 ผ่านการตรวจสอบหลายชั้น และข้อกล่าวหาต่อเขาถูกยุติในปี 2558 ตามมติ ป.ป.ช. นี่อธิบายได้ว่าทำไมเขาจึงกล้าพูดเรื่องนี้ในที่สาธารณะซ้ำ ๆ

เสี้ยวคำบอกเล่าจากวงในยุคนั้นยังสะท้อน “แนวคิดลดการปะทะ” เช่น การผลักดันให้ “นั่งโต๊ะเจรจา อย่าเอาชีวิตคนมาเสี่ยง” ก่อนปมการเมืองจะบานปลายในเดือนต่อมา—นี่คือ mindset แบบผู้นำสายสถาบันนิยมที่มองหาทางออกด้วยกติกา มากกว่าทางลัด

ทำไมจึงเรียกว่า “คนจริง”
เพราะ “ความจริงใจทางการเมือง” ต้องวัดในสถานการณ์ยาก ไม่ใช่บนเวทีที่มีแต่เสียงเชียร์—การยอมดีเบตสดกับคู่ขัดแย้งในปี 2553 และยอมยืนตอบคำถามนิสิตในปี 2568 สะท้อน 3 คุณสมบัติหลัก: (1) กล้ารับผิดชอบต่อสาธารณะ, (2) มั่นใจในข้อเท็จจริง/กระบวนการ, และ (3) ให้เกียรติคนเห็นต่างด้วยเหตุผล ซึ่งทั้งหมดคือทุนทางศรัทธาที่นักการเมืองยุคใหม่ควรมี หากอยากยกระดับการเมืองไทยจากการป้ายสี สู่การโต้แย้งบนข้อมูล

เช็คพอยต์ข้อเท็จจริงที่ควรแนบทุกครั้งที่อ้างอิง
• เวทีรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เกิดขึ้นเช้า 2 พ.ย. 2568 มีการชูป้าย–ตั้งคำถาม และเจ้าตัวเข้าไปชี้แจงเองต่อหน้า (มีคลิปและรายงานข่าวหลายสำนัก)
• โต๊ะเจรจารัฐบาล–นปช. ถ่ายทอดสด 28–29 มี.ค. 2553 ที่สถาบันพระปกเกล้า เป็นรูปแบบ “สามต่อสาม” บนจอทีวีทั้งประเทศ
• สถานะคดีปี 2553: ป.ป.ช.มีมติให้ข้อกล่าวหาต่อนายอภิสิทธิ์ตกไป เมื่อ 29 ธ.ค. 2558

สรุป
สองฉากในสองยุค—เจรจาสดกับแกนนำเสื้อแดง และเผชิญหน้าคำถามในรั้วจุฬาฯ—ชี้ไปทางเดียวกันว่า “อภิสิทธิ์” เล่นการเมืองแบบคนจริงในที่แจ้ง: พร้อมรับฟัง–พร้อมตอบ–พร้อมถูกตรวจ โดยถือธง เหตุผลและกติกาเป็นเครื่องมือหลัก ไม่ใช่เสียงโห่หรือกองเชียร์ มาตรฐาน “ยืนตอบต่อหน้า” แบบนี้ คือสิ่งที่การเมืองไทยควรรักษาและส่งต่อ

เลือกตั้งครั้งหน้า เขต 4 สงขลา ระอุแน่ ‘ประชาธิปัตย์’ ส่ง ‘สิทธิพัฒน์ เสนเนียม’ หวังล้มแชมป์เก่า ‘สส.กฤต’ จากกล้าธรรม แม้ชื่อชั้นเป็นรองแต่เชื่อแบรนด์ “เสนเนียม” ยังขายได้

‘น้องภู สิทธิพัฒน์’ ทายาทเสนเนียม คนหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง ผู้หาญกล้าอาสาลง สส. เขต 4 สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ชน ‘สส. กฤต ชนนพัฒฐ์’

แทน-ชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ภาคใต้)นำตัว “น้องภู – สิทธิพัฒน์ เสนเนียม” ลูกชายของวินัย เสนเนียม อดีต สส.สงขลา และเป็นหลานของถาวร เสนเนียม อดีต สส.สงขลาเช่นกัน เข้าเสนอตัวเข้ารับการคัดสรรเป็นผู้สมัคร สส.เขต 4 สงขลา เดิมเขตนี้จะมี “ชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว” เป็น สส.ในนามประชาธิปัตย์ แต่แพ้มาสองสมัย และชัยวุฒิยังมีคดีเสียบบัตรแทนกันติดตัวอยู่

เขต 4 สงขลา อันประกอบด้วยอำเภอระโนด กระแสสินธุ์ สทิงพระ และสิงหนคร บางตำบลถือว่าเป็นหมากสำคัญของพรรคเก่าแก่นี้ ที่พยายาม “ชุบชีวิต” ตัวเองในฐานะพรรคหลักของภาคใต้ หลังจากเสียที่นั่งให้พรรคใหม่ๆ มาหลายสมัย

ชัยวุฒิแพ้ให้กับ ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี พรรคพลังประชารัฐ และมาแพ้ให้กับ “กฤต ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” พรรคพลังประชารัฐ แล้วย้ายมาอยู่พรรคกล้าธรรม

“น้องภู – สิทธิพัฒน์ เสนเนียม” สายเลือดการเมืองเข้มข้นเป็นบุตรของ “วินัย เสนเนียม” และหลานของ “ถาวร เสนเนียม” ซึ่งทั้งคู่มีบทบาททางการเมืองระดับชาติและท้องถิ่นมายาวนาน โดยเฉพาะ “ถาวร” ที่มีชื่อเสียงดี ได้รับการยอมรับในสงขลา

แบรนด์ “เสนเนียม” ยังมีน้ำหนัก ในพื้นที่ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นเก่าของประชาธิปัตย์ ที่ยังผูกพันกับชื่อ “ถาวร”และคำว่า ประชาธิปัตย์

ภาพลักษณ์ความเป็นคนรุ่นใหม่ในตระกูลการเมืองเก่า อาจช่วยรีแบรนด์พรรคประชาธิปัตย์ให้ดูทันสมัยขึ้นได้บ้าง ถ้าสื่อสารดี ก็มีโอกาสกลับมาแจ้งเกิดได้

คู่แข่งหลัก “ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” (พรรคกล้าธรรม)ถือว่าเป็น “ตัวแข็ง” เป็นแชมป์ในสนามนี้เพราะมีฐานเสียงจริงในพื้นที่ และมีบทบาทต่อเนื่องกับชุมชน เป็นที่ยอมรับของชาวบ้าน

แต่ตอนนี้ชื่อของเขา ถูกโยงถูกเปิดโปงกับประเด็นด้านลบ เช่น การพนันออนไลน์และสแกมเมอร์ ซึ่งหากกระแสข่าวนี้แรงและมีหลักฐานชัด อาจกระทบความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างรุนแรง และอาจทำให้พรรคเสียหายได้

พรรคกล้าธรรมยังถือว่าเป็น “พรรคเกิดใหม่” ที่พึ่งบารมีผู้นำเป็นด้านหลัก รวมถึงปัจจัยที่มากพอ ดังนั้นหากตัวบุคคลถูกโจมตีจนเสียภาพลักษณ์ อาจไม่มีพลังพรรคมาช่วยพยุงได้มาก

ผู้เล่นที่สาม “โยธิน ทองเนื้อแข็ง” เปิดตัวลงสมัครในนามภูมิใจไทย ที่กำลังอู้ฟู่อยู่ทางภาคใต้ โยธินปัจจุบันเป็น สจ.กระแสสินธุ์ ทำให้มีเครือข่ายท้องถิ่นที่แน่นในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในกลุ่มอบจ.และผู้ใหญ่บ้าน ยิ่งถ้าได้รับแรงหนุนจาก “นิพนธ์ บุญญามณี” ที่เข้าไปมีบทบาทสูงในพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคใต้ จะทำให้โยธินแข็งขึ้น

จุดแข็งคือ พรรคภูมิใจไทยยังคงมีงบลงพื้นที่ต่อเนื่อง และมีภาพลักษณ์ “พรรคทำงาน ไม่พูดเยอะพูดแล้วทำ“ อย่างล่าสุดเตรียมลงนามสร้างสะพานมโนราห์ เชื่อมระหว่าง กระแสสินธุ์ของสงขลา ข้ามทะเลสาบสงขลาไปควนขนุน ของพัทลุง ถือว่าถ้านำไปใช้หาเสียงจะมีคะแนนมากทีเดียว

จุดอ่อนคือ ชื่อเสียงส่วนตัวของโยธินยังไม่กว้างเท่าคู่แข่งและหากประชาธิปัตย์กับกล้าธรรมเปิดศึกหนัก อาจได้ประโยชน์ทางอ้อมจากการ “แย่งคะแนนกันเอง”

น่าจะเป็นผลดีต่อโยธิน

แนวโน้มโดยรวมตอนนี้สนาม เขต 4 สงขลา กำลังกลายเป็น “ศึกสามเส้า” แต่แกนกลางอยู่ที่ “เสนเนียม vs นาคสั้ว”

หากข่าวเรื่องพนันออนไลน์ของฝ่ายชนนพัฒฐ์พัฒนาไปถึงระดับที่กระทบความน่าเชื่อถือจริงประชาธิปัตย์อาจพลิกกลับมาคืนชีพได้ในเขตนี้

แต่น้องภูยังขาดประสบการณ์การเมืองภาคสนาม และพรรคไม่ส่งทีมลงช่วยเต็มที่ก็อาจถูกมองว่า “เด็กเสนเนียมที่พ่ออุ้มมา” ได้เช่นกัน

แต่เชื่อว่าถาวร เสนเนียม คงไม่ปล่อยให้หลานต้องสู้อย่างโดดเดี่ยว จะต้องกระโดดเข้าไปช่วยอย่างเต็มกำลังแน่นอน เพราะเดิมบ้านของถาวรอยู่ที่แดนสงวน อ.ระโนด จ.สงขลา ซึ่งอยู่ในเขตเลือกตั้งที่ 4 

ถึงที่สุดแล้ว เชื่อว่า ทีมประชาธิปัตย์ จะต้องสู้เต็มประตู ยังมีแรงหนุนจาก “จุรี นุ่มแก้ว” ที่เป็นคนอำเภอระโนดอีกคนหนึ่ง ก็จะเป็นแรงบวกให้น้องภูได้เป็นอย่างดี

คนไทย ‘เจ็บแล้วไม่จำ’ วงจรอุบาทว์ทางการเมือง ไม่สิ้นสุด เพราะประชาชน ยังเลือก!! นักการเมืองในคราบโจร

เมื่อวันที่ (2 พ.ย. 68) คนไทยมีความโดดเด่นในเรื่อง “เจ็บแล้วไม่จำ” ซ้ำยังเป็นชาติพันธุ์ที่ให้อภัยพร่ำเพรื่อ ผสมกับการลืมง่าย และเห่อของใหม่ นิสัยทั้งหมดเหล่านี้จึงทำให้ได้นักการเมืองขายชาติ, โกงที่ดิน, ฮั้ว สว., เอี่ยวสแกมเมอร์, หนีการเกณฑ์ทหาร และนัการเมืองล้มล้างสถาบันกษัตริย์ เข้ามาอยู่ในสภา

สภาอันทรงเกียรติ กลายเป็น “สภาที่น่ารังเกียจ” ดูหมอง ไร้ราคา และไร้ความน่าเชื่อถือ กลายเป็นพื้นที่ของกลุ่มคนที่เป็นอันตรายต่อประเทศชาติในความรู้สึกของประชาชนคนไทยที่ “คิดเป็น” 

ทั้งหมดล้วนมาจากน้ำมือของ “คนที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง” ไม่น้อยกว่า 30 ล้านเสียง ที่ผลักดัน สนับสนุนด้วยการกาเลือก “นักการเมืองในคราบโจร” ให้มาทำร้ายแผ่นดินไทย 

นักการเมืองที่กระทำชั่วกับชาติ และประชาชน กี่ยุคสมัยก็ไม่ได้ฉลาดล้ำ แถมยังอ่านออกได้ง่าย ๆ เพราะถ้ามองดี ๆ ก็จะเห็นคำว่า “นักการเมืองเลว” แปะติดอยู่ที่หน้าผากทุกคน แต่ขนาดว่าดูง่าย แค่ไหน ก็ยังมี “คนไทยบ้องตื้น” หลงวนอยู่กับความมืดบอด ออกไปกาเลือกในสิ่งที่เข้าใจเพียงผิวเผิน ผลจึงออกมาอย่างที่เห็น เป็น “ลูปนรก” หมุนวนอยู่กับที่ ไร้ทางออก ไร้ความรุ่งเรือง

คำกล่าวที่ว่า ถ้าประเทศใดมีประชาชนไม่ฉลาด ประเทศชาตินั้นก็จะได้ “นักการเมืองเลว” นั้นจริงที่สุด 

สำหรับประเทศไทย นอกจากมี “ประชาชนฉลาดน้อย” ที่มีอยู่ในจำนวนไม่น้อยในสังคม ก็ยังถือดี อวดดี ไม่อ่านหนังสือ ไม่ติดตามข่าว ไม่สนเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ไม่แยแสเรื่องบ้านเรื่องเมือง ดูแต่ข่าวซุบซิบดารา สนแต่เรื่องราวบันเทิงน้ำเน่า ตามติดแต่ “คนดัง” ที่ผลัดเปลี่ยนกันมา “หลอกต้มสังคม” เมื่อถึงเวลาต้องเลือกตั้ง ก็ออกไปเลือกตามกระแส หรือสิ่งที่เคยเห็นผ่าน ๆ ทางหน้าจอมือถือ เรื่องที่จะใช้ “สติปัญญาตรองคิด” ยากที่จะมี กรรมจึงต้องตกอยู่กับคนไทยทั้งประเทศ

“คนไทยคิดน้อย” เหล่านี้ ก็ไม่เคยรู้สึกรู้สา หรือสำนึกถึงการกระทำของตัวเอง ส่วนใหญ่ ๆ เลือกคนเลวเข้ามาเสร็จก็หันไปสายลมแสงแดดกับชีวิตตนเอง ปล่อยความเน่าเหม็นให้คนไทยทั้งชาติร่วมรับกรรมกันไป 

คิดเหมือนผมไหมครับ โคตรจะไม่แฟร์ ไม่แฟร์เลยจริง ๆ

ตรวจหลักฐานคดี ‘สุชาติ’ ฟ้องหมิ่นประมาท 50 ล้าน ปมกล่าวหาซื้อตึก Skyy9 นัดสืบพยานนัดแรก 17 พ.ย. 6

(3 พ.ย. 68) ที่ศาลอาญารัชดา ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานคดีที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทรัพยากรธรรมชาติฯ เป็นโจทก์ ฟ้อง น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือ “ไอซ์” สส.กทม. และนายสหัสวัส คุ้มคม สส.ชลบุรี ของพรรคประชาชน ร่วมกันเป็นจำเลย ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เรียกค่าเสียหายรวม 50 ล้านบาท

คดีนี้สืบเนื่องจากการแถลงข่าวของทั้งสอง ที่กล่าวหานายสุชาติในช่วงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน ว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่สำนักงานประกันสังคมเข้าซื้อตึก “Skyy9” โดยทั้งคู่ได้รับการประกันตัว และเดินทางมาศาลตามนัดโดยไม่ให้สัมภาษณ์สื่อ

ขณะเดียวกัน ทนายความโจทก์ได้ยื่นขอแก้ไขคำฟ้อง ขอให้นับโทษ น.ส.รักชนก ต่อจากคดีหมายเลขดำ อ.683/2565 ซึ่งเป็นคดีความผิดตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

ทั้งนี้ ศาลได้อ่านคำฟ้องให้จำเลยทั้งสองฟัง และสอบถามคำให้การ โดยทั้ง น.ส.รักชนก และนายสหัสวัสให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมยืนยันต่อสู้คดีเต็มที่ ฝ่ายโจทก์แถลงจะนำพยาน 4 ปากขึ้นสืบ ส่วนฝ่ายจำเลยเตรียมนำพยาน 11 ปาก โดยศาลกำหนดนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรกวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ และฝ่ายจำเลยระหว่างวันที่ 18–20 พฤศจิกายน เวลา 09.00 น.

ไร้มารยาททางการเมือง เปิดตัวผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย  หน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ แต่งสีกากีหาเสียง อาจผิดกฎหมาย

(3 พ.ย. 68) นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.ประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กตำหนิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย หลังเดินทางไปเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย ที่จังหวัดตรัง บริเวณหน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ โดยมองว่าเป็นการกระทำที่ “ไร้มารยาททางการเมือง” และไม่ให้เกียรติพรรคการเมืองอื่น

 

นอกจากนี้ อดีต สส.ประชาธิปัตย์ยังตั้งข้อสังเกตว่า การที่นายอนุทินสวมเครื่องแบบสีกากี ขึ้นเวทีหาเสียงให้พรรคภูมิใจไทย ที่จังหวัดกระบี่ อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายและผิดจริยธรรม พร้อมฝากถึงนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ให้ช่วยแนะนำว่า “อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ” เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำ

 

ทั้งนี้ นายนิพิฏฐ์ทิ้งท้ายว่า นายกรัฐมนตรีควรระมัดระวังมากกว่านี้ โดยเฉพาะการแสดงออกในจังหวัดที่มีความหมายทางการเมืองอย่างตรัง พร้อมเหน็บแรงว่า “ยุคการเมืองไร้มารยาท ผมก็บังอาจไร้มารยาทกับนายกรัฐมนตรีอย่างนี้แหละครับ”

‘เนเน่’ เล่าบรรยากาศตึงเครียด เหตุการณ์ ‘อภิสิทธิ์’ นั่งเคลียร์นิสิตจุฬาฯ หลังชูป้ายป่วนถามกรณีสลายชุมนุมปี 53 สุดท้ายจบสวยด้วยเหตุผลบนข้อเท็จจริง

'เนเน่ รัดเกล้า' เล่าเหตุระทึก 'อภิสิทธิ์' นั่งเคลียร์นิสิตจุฬาฯ ประท้วงเหตุสลายชุมนุมปี 53 ก่อนเข้าบรรยายในหัวข้อ “นโยบายสาธารณะ: ทฤษฎีและการปฏิบัติ”

นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ด้านสตรี เยาวชน ความยั่งยืน) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เนเน่ รัดเกล้า สุวรรณคีรี เมื่อวันที่ 2 พ.ค. ที่ผ่านมา ระบุว่า "เพราะอยู่ในเหตุการณ์จริง #อภิสิทธิ์นิสิตจุฬา …เลยอยากเล่าให้ฟังค่ะ 

วันนี้เนเน่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ที่ด้านล่างคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ก่อนที่การบรรยายในห้องจะเริ่มขึ้นไม่นานค่ะ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนที่กลุ่มน้องๆนิสิตจุฬาฯ ประมาณ 5–6 คน เข้ามาถือป้ายแสดงออกและขอคำชี้แจงกับ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เกี่ยวกับกรณี #สลายการชุมนุมปี53 ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายคนยังคงมีคำถาม และอยากฟังจากเจ้าตัวโดยตรง

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ สื่อประชาไท ที่บันทึกเหตุการณ์ไว้อย่างครบถ้วน และเผยแพร่คลิปให้ประชาชนได้เห็นข้อเท็จจริงด้วยตนเองค่ะ

เหตุการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม Policy Talk หัวข้อ “นโยบายสาธารณะ: ทฤษฎีและการปฏิบัติ” จัดโดย ศาสตราจารย์ ไชยันต์ ไชยพรในหลักสูตรรัฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต สาขานโยบายสาธารณะ (CU-DriPP) ซึ่งเนเน่เองก็กำลังศึกษาอยู่พอดีค่ะ

อาจารย์ไชยันต์ ได้เชิญ คุณอภิสิทธิ์ มาเป็นผู้บรรยายคนแรกของซีรีส์ Policy Talk (จากทั้งหมด 4 ครั้ง ซึ่งการคัดเลือกผู้มาบรรยายเป็นการหารือร่วมกันระหว่างคณะนักศึกษา ปริญญาเอกในหลักสูตรและอาจารย์ไชยันต์) เนื่องจากท่านเป็นหนึ่งในอดีตนายกรัฐมนตรีที่มีความอิสระในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะอย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากในผู้นำทางการเมืองของไทยยุคหลัง ในความเห็นของอาจารย์ ไชยันต์

เหตุการณ์ในวันนี้... ทั้งคณะอาจารย์ และคณะนักศึกษาปริญญาเอก ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าเลย ว่าน้อง ๆ นิสิตประมาณ 5–6 คน จะเข้ามาถือป้ายใส่แขกรับเชิญของพวกเราเช่นนี้ ทั้งนี้ (ดูได้จากในคลิป) พี่ๆ ทีม รปภ. พยายามทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสุดความสามารถ พยายามเข้าดูแลสถานการณ์ แต่คุณอภิสิทธิ์กลับพูดกับเจ้าหน้าที่อย่างสุภาพ (พร้อมแตะที่แขน รปภ. เบาๆ) ว่า...

“ไม่เป็นไรครับ ให้เขาแสดงออกเถอะ อย่าไปกีดกัน”

จากนั้นท่านได้ชวนน้อง ๆ มานั่งพูดคุยกันที่ม้านั่งบริเวณใกล้ ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ถาม-ตอบกันตรงไปตรงมา การสนทนานั้นกินเวลาประมาณ 20 กว่านาที โดยหนึ่งในน้องนิสิตได้ขออนุญาตบันทึกเสียงและวิดีโอไว้ คุณอภิสิทธิ์ไม่ติดขัดใดๆ ซึ่งเราก็พึ่งมารู้กันภายหลังว่า มีสื่อประชาไทมารวมอยู่ในกล้องของน้อง ๆ นิสิตด้วย

สำหรับเนเน่ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ตรงนั้นตั้งแต่เริ่มจนจบ อยากให้ทุกคนได้ดูคลิปเต็มจากประชาไทด้วยตาของตัวเอง เพื่อรับรู้บรรยากาศและข้อเท็จจริงทั้งหมดในแบบที่มันเป็นจริง ๆ เพราะบางครั้ง… “สิ่งที่เราเห็นผ่านบางมุม อาจไม่ใช่เรื่องทั้งหมด” การได้ฟังจากต้นเหตุการณ์ ย่อมดีที่สุดเสมอค่ะ เนเน่ขอแชร์คลิปฉบับเต็มไว้ตรงนี้ค่ะ

คลิปเต็มจากประชาไท – เหตุการณ์นิสิตจุฬาฯ ขอคำชี้แจงคุณอภิสิทธิ์
https://youtu.be/EjHzPh95PyM?si=gG1UqEZJSHpVw2YO

ไม่ว่าคุณจะคิดเห็นอย่างไร… สิ่งสำคัญคือการฟังกันด้วยเหตุผล และใช้วิจารณญาณบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง

 

‘อรรถวิชช์’ ขอบคุณสมาชิก รทสช. รับตำแหน่ง!! ‘รองหัวหน้าพรรค’ ลั่น!! เดินหน้า ‘เสรีโซลาร์–ปฏิรูปเครดิตบูโร’ เชื่อมั่น!! ‘พีระพันธุ์’ นำพรรคสู้วิกฤตประเทศ

เมื่อวานนี้ (2 พ.ย. 68) นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ขอบคุณสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยมีใจความว่า ...

ผมขอขอบคุณสมาชิกพรรค #รวมไทยสร้างชาติ ที่มอบหมายให้ทำหน้าที่รองหัวหน้าพรรค ในภารกิจงานนโยบายพรรค ผมจะทำให้ดีที่สุด 

นโยบายพลังงาน "เสรีโซลาร์" จะชนกี่ตอ เราจะทำให้สำเร็จ! นโยบายเศรษฐกิจฐานราก "ปฏิรูปเครดิตบูโร" ยุติการแช่แข็งลูกหนี้ให้คนมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อแก้หนี้ครัวเรือน เราจะลุยต่อจนสำเร็จ!!

ผมเชื่อ "ความเด็ดขาดและการทำงานที่จริงจัง" ของคุณพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่สู้กับวิกฤตของประเทศ ถ้าพรรคมีคนแบบเดียวกัน มาสู้ด้วยกัน การเมืองจะเปลี่ยนไป…. เชื่อในสิ่งที่ทำ ทำในสิ่งที่เชื่อ!!
 

‘พีระพันธุ์ – ชัชวาลล์’ จับมือ ขับเคลื่อน!! ‘รวมไทยสร้างชาติ’ เดินหน้า สู้ศึกเลือกตั้ง ย้ำ!! ทำให้ทุกคน ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ พร้อมแก้ปัญหาความมั่นคง ‘ชายแดน - พลังงาน’

(2 พ.ย. 68) พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้จัดประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2568 เพื่อเลือกตั้งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค กรรมการบริหารพรรค และตำแหน่งอื่นของพรรค แทนตำแหน่งที่ว่างลง โดยมีผู้บริหารพรรค พร้อมด้วย สส. และสมาชิกพรรคเข้าร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง ณ สโมสรราชพฤกษ์ กรุงเทพฯ  ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเลือกบุคคลดำรงตำแหน่งดังต่อไปนี้

1.นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
2.นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
3.นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
4.นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
5.นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
6.นายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
7.นายสามารถ มะลูลีม รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
8.นายโกวิทย์ ธารณา รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
9.พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
10.นายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ
11.นายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ
12.นาวาอากาศตรี ดร.ปุญณัฐส์ นำพา รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ
13.ว่าที่ ร.ต.อ.หญิง อัยรดา บำรุงรักษ์ รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ
14.นายปรากรมศักดิ์ ชุณหะวัณ เหรัญญิกพรรครวมไทยสร้างชาติ
15.นายสยาม บางกุลธรรม นายทะเบียนสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ

ในโอกาสนี้ นายพีระพันธุ์ ได้กล่าวขอบคุณสมาชิกพรรคทุกคนที่ให้ความไว้วางใจเลือกตนให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติต่อไป พร้อมระบุว่า ตลอด 2 ปีเศษที่ผ่านมา ตนได้มีโอกาสเข้าไปปฏิบัติภารกิจให้กับประเทศในการกำกับดูแลพลังงาน ทำให้ได้ทราบข้อเท็จจริงและปัญหาต่าง ๆ ในด้านพลังงาน จึงได้เร่งแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติและประชาชน จนทำให้พรรครวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกที่สามารถบริหารจัดการโครงสร้างพลังงานของประเทศให้เกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการตรึงราคาก๊าซหุงต้มให้อยู่ที่ 423 บาท/ถัง ขนาด 15 กิโลกรัม  และการลดค่าไฟฟ้าลงอย่างต่อเนื่องจนมาอยู่ที่หน่วยละ 3.94 บาท ในปัจจุบัน ซึ่งตนมั่นใจว่าหากได้ทำงานกำกับดูแลกระทรวงพลังงานต่อก็จะสามารถลดค่าไฟให้ลงมาเหลือหน่วยละ 3.70 บาท ได้แน่นอน ทั้งนี้จากการตรึงค่าไฟในปี 2567 สามารถทำให้ประชาชนประหยัดเงินค่าไฟรวมกันได้ถึง 270,000 กว่าล้านบาท ส่งผลให้ประชาชนมีเงินคืนสู่กระเป๋าเพื่อนำไปจับจ่ายซื้อสิ่งของและกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง

“ผมอาจจะช่วยให้ทุกคนรวยขึ้นไม่ได้ แต่ผมทำให้ทุกคนประหยัดค่าใช้จ่ายได้ ประเทศไทยในวันนี้ต้องการคนทำงาน คนที่ตั้งใจแก้ปัญหาให้ประเทศ ผมจึงขอให้คำมั่นกับสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติว่า พรรคจะเดินหน้าทำงานต่อไปอย่างเต็มที่ และหากได้เข้าไปบริหารประเทศ ผมจะแก้ทุกปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ในทันที ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความมั่นคงทางชายแดน  ความมั่นคงทางพลังงาน และปัญหาความมั่นคงด้านอื่น ๆ” นายพีระพันธุ์ กล่าว

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปว่า วันนี้ยังเป็นนิมิตหมายที่ดีที่พรรคได้คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ โดยเฉพาะในตำแหน่งเลขาธิการพรรคที่ได้นายชัชวาลล์ คงอุดม เข้ามารับตำแหน่ง ซึ่งตนมั่นใจว่า ด้วยผลงานที่ผ่านมาของนายชัชวาลล์ ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานและการช่วยเหลือผู้อื่นมาเสมอ จะช่วยขับเคลื่อนพรรคให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างแน่นอน

ด้านนายชัชวาลล์ กล่าวว่า ตนรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงานกับนายพีระพันธุ์และพรรครวมไทยสร้างชาติ เพราะนายพีระพันธุ์ เป็นคนดี มีความซื่อสัตย์ เสียสละ ทำงานให้ประเทศเต็มที่ และมุ่งมั่นตั้งใจทำงานแก้ไขปัญหาให้ประเทศเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ตนตัดสินใจอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติต่อไป 

นอกจากนี้  ในคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ยังมี นายนราพัฒน์ แก้วทอง เข้ามารับตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค เพื่อร่วมขับเคลื่อนพรรครวมไทยสร้างชาติด้วย

นิสิตรัฐศาสตร์จุฬาฯ ชูป้ายต้อนรับ!! อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เรียกร้อง!! ทวงความยุติธรรม เหตุสลายชุมนุมปี 53 เจ้าตัวยัน!! ไม่เคยแทรกแซงคดี ยกฟ้องแล้วทั้ง 3 ศาล ศ.ไชยันต์ แจง!! อธิบาย เหตุใดถึงเชิญมา ก่อนนิสิตแยกย้าย

(2 พ.ย. 68) ประชาไท Prachatai.com ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ นิสิตรัฐศาสตร์จุฬาฯ ถือป้ายต้อนรับนายอภิสิทธิ์ โดยในป้ายนั้นเขียนว่า "สลายการชุมนุม 53 คนสั่งฆ่าอยู่นี่"

นิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือป้ายข้อความ "สลายการชุมนุม 53 คนสั่งฆ่าอยู่นี่" ต้อนรับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกเชิญมาเป็นวิทยากรพิเศษในเสวนาเชิงนโยบาย (Policy Talk) หัวข้อ "นโยบายสาธารณะ: ทฤษฎีและการปฏิบัติ" ของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ หลักสูตรปริญญาเอก สาขานโยบายสาธารณะ

กลุ่มนิสิตทวงถามความยุติธรรมกรณีสลายการชุมนุมเสื้อแดง 2553 ต่ออภิสิทธิ์ และความเหมาะสมในการเชิญอภิสิทธิ์มาบรรยายต่อคณะรัฐศาสตร์

โดยอภิสิทธิ์ได้นั่งพูดคุยกับนิสิตกลุ่มนี้หน้าตึกเกษม อุทยานิน เป็นเวลากว่า 20 นาที ชี้แจงว่าก่อนหน้านี้ก็มีการดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยที่ตนไม่เคยแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เขายกข้อสรุปของ ปปช. มายืนยันว่าคำสั่งของตนในขณะนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่ถูกกล่าวหา รวมถึงกรณีที่ธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดี DSI เคยส่งฟ้องตนในข้อหาสั่งฆ่าประชาชน แต่ยกฟ้องทั้งสามศาล และธาริตเองถูกศาลฎีกาสั่งจำคุก เพราะมีเจตนากลั่นแกล้ง

รวมถึงศาสตราจารย์ไชยันต์ ไชยพร ที่อธิบายให้นิสิตฟังว่าเหตุใดจึงเชิญมา โดยไชยันต์ตั้งคำถามกลับว่านับตั้งแต่ทักษิณ ชินวัตร เป็นต้นมา ใครบ้างเป็นนายกฯ ที่ตัดสินใจโดยอิสระ ไม่อยู่ภายใต้คนอื่น เขามองว่าอดีตนายกฯ คนอื่น ๆ เช่น สมัคร สุนทรเวช, สมชาย วงศ์สวัสดิ์, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คือนายกฯ ที่ไม่เป็นอิสระ

เมื่อนิสิตถามว่าพวกเขาอยู่ใต้ใคร ทักษิณใช่หรือไม่ ไชยันต์ตอบว่า "ใช่ ทักษิณครับ"
 

บทบาท คณะกรรมาธิการรัฐสภาไทย มีหน้าที่ทำอะไร มีอำนาจแค่ไหน ประชาชนได้ประโยชน์ หรือแค่เขียนรายงาน

(2 พ.ย. 68) กมธ.รัฐสภา ทำอะไรได้จริงแค่ไหน หน้าที่ ผลงานเด่นที่คนได้ประโยชน์จริง  และจุดที่ ‘ยังไม่เห็นผล’

1) หน้าที่ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.)—สรุปสั้น
•    พิจารณาร่างกฎหมายเชิงลึก รับฟังความเห็น แก้ไขถ้อยคำ ก่อนส่งกลับที่ประชุมใหญ่ลงมติ
•    ศึกษา/สอบหาข้อเท็จจริง และติดตามการบริหารราชการแผ่นดิน
•    มีอำนาจเชิญบุคคลและเรียกเอกสารตามกฎหมาย เพื่อประกอบการพิจารณา
•    จัดทำรายงาน/ข้อเสนอแนะ เสนอให้ที่ประชุมใหญ่ และเผยแพร่ต่อสาธารณะเมื่อเหมาะสม

2) “ผลงานเด่น” ที่ประชาชนได้ประโยชน์ชัด ๆ
2.1) พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 — ยกระดับการคุ้มครองผู้ถูกควบคุมตัว กำหนดสิทธิผู้เสียหายและความรับผิดผู้บังคับบัญชา (ผ่านชั้นกมธ.ก่อนไปสู่การประกาศใช้)
2.2) พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2565 — บังคับ “คาร์ซีท/อุปกรณ์นิรภัยสำหรับเด็ก” มีผลใช้ 5 กันยายน 2565 ช่วยลดความรุนแรงเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
2.3) ระบบตัดแต้มใบขับขี่ (12 แต้ม) — เริ่มใช้ทั่วประเทศ 9 มกราคม 2566 กลไกปรับพฤติกรรมและยกระดับวินัยจราจร
2.4) ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 — รวมกฎหมายกระจัดกระจายเป็นฉบับเดียว เน้นมาตรการบำบัด ลดความซ้ำซ้อนในกระบวนการยุติธรรม
2.5) พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) พ.ศ. 2562 — สิทธิของประชาชนในการเข้าถึง/คัดค้าน/ลบข้อมูลส่วนบุคคล เป็นกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับแรกของไทย
2.6) พ.ร.บ.การแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 — ตั้งสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (NIEMS) และกำหนดสิทธิการเข้าถึงบริการฉุกเฉินมาตรฐานทั่วประเทศ
2.7) พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 — กฎหมายคุ้มครองสัตว์ฉบับแรกของไทย กำหนดมาตรฐานสวัสดิภาพและบทลงโทษ
2.8) กมธ.งบประมาณ ปี 2563 — ตัด-ปรับลดงบประมาณรวมประมาณ 16,200 ล้านบาท สะท้อนบทบาทในการตรวจสอบการใช้เงินภาษีในชั้นกมธ.

3) เคสที่ถูกวิจารณ์ว่า “ยังไม่เห็นผลกับประชาชน” มากพอ
•    ทริปดูงานต่างประเทศของ ส.ส./ส.ว./กมธ. — ถูกตั้งคำถามความคุ้มค่า (เช่น ยุคล่าสุดมีการวิจารณ์วงกว้าง และในอดีตสภาเคยตัดงบเดินทาง-สัมมนาหลายร้อยล้านบาท)
•    บุหรี่ไฟฟ้า — มีการตั้งกมธ.ศึกษาและทำรายงานเสนอหลายทางเลือก แต่ข้อยุติระดับกฎหมายยังล่าช้า ทำให้ผลลัพธ์ต่อประชาชนยังไม่ชัด
•    กมธ.งบประมาณ — แม้มีการตัด-ปรับ แต่เมื่อเทียบกับงบทั้งก้อนบางปีคิดเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก จึงถูกตั้งคำถามเรื่องผลกระทบเชิงโครงสร้าง
•    องค์ประชุมสภาล่ม/สะดุด — ตารางประชุมกมธ.กับห้องประชุมใหญ่ชนกันในบางจังหวะ ทำให้การออกกฎหมายล่าช้า สูญเสียเวลาและโอกาสของประชาชน

4) บทสรุปสำหรับประชาชน
•    เมื่อกมธ.ทำงานได้ผล เราได้กฎหมาย/มาตรการที่ดีขึ้น เช่น คาร์ซีทเด็ก ระบบตัดแต้มใบขับขี่ สิทธิข้อมูลส่วนบุคคล และระบบแพทย์ฉุกเฉิน
•    เมื่อกมธ.ทำงานไม่เกิดผล เราจะเห็นค่าเสียโอกาส เช่น งบประมาณที่ไม่คุ้มค่า รายงานที่ไม่ถูกนำไปสู่การตัดสินใจ หรือกระบวนการที่ล่าช้า
.
เช็กลิสต์ “กมธ.เพื่อประชาชน”
กำหนดเป้าหมาย/ตัวชี้วัด (KPI) ที่วัดผลได้ เช่น จำนวนข้อเสนอเชิงนโยบายที่หน่วยงานนำไปใช้จริง
เปิดข้อมูล—ถ่ายทอดสด และเผยแพร่รายงานให้ตรวจสอบได้
ไทม์บ็อกซ์งานศึกษา ไม่ปล่อยยืดเยื้อ
บริหารตารางประชุม ไม่ให้ชนกับการพิจารณากฎหมายในห้องใหญ่
ใช้อำนาจเรียกเอกสาร/บุคคลอย่างมีวินัยและจำเป็นจริง ตามกรอบกฎหมายที่กำหนด

สส. มีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ภาครัฐ อย่าง สปสช ที่ชักดาบโรงพยาบาล ประชาชนเดือดร้อน แต่ ‘รักชนก’ ไม่ทำหน้าที่ มาตรวจสอบ ประชาชน อย่าง ‘กัน จอมพลัง’ ใช่หน้าที่ สส. ตรวจสอบ ประชาชนหรือ

(2 พ.ย. 68) ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Arnond Sakworawich’ โดยมีใจความว่า ...

สส. มีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ภาครัฐ อย่าง สปสช ที่ชักดาบโรงพยาบาล ประชาชนเดือดร้อน แต่รักชนก ไม่ทำหน้าที่ มาตรวจสอบ ประชาชน อย่างกัน จอมพลัง ใช่หน้าที่ สส. ตรวจสอบประชาชนหรือ

'สาธิต ปิตุเตชะ' โพสต์เตือนคนอยากลงสนามการเมือง อย่ามาเอาผลประโยชน์ ถ้าไม่พร้อมเสียสละเพื่อประชาชน

(1 พ.ย. 68) นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า …

ผมพูดเสมอ มีหน้าที่ตรงไหน ทำให้สุด

ตอนนี้มีหน้าที่ พนักงานต้อนรับคนเข้ามาทำหน้าที่ ผู้แทนของประชาชน ที่ ต้องเข้าใจแต่แรกว่า เข้ามาต้องเสียสละ อุทิศให้สังคม ในการทำงาน และเวลาส่วนตัว ความสามารถประสบการณ์ของตัวเอง เพื่อสังคม และคนส่วนใหญ่ อย่าคิดมาเอาอะไรจากการเมือง นอกจากความนับถือ เกียรติ ในการทำหน้าที่ที่ ซื่อสัตย์ โปร่งใสเพื่อประชาชน ถ้าเข้าใจตามนี้ก็เชิญชวนครับ

ถ้ามาเพราะ แบบอื่น หรือ ถ้าเป็น สีเทา ก็อย่ามาเพราะเดี๋ยวนี้ สังคมรู้หมดว่าใครเป็นอย่างไร

‘เทพไท’ ชี้!! ‘บ้านจันทร์ส่องหล้า’ ไฟเขียว!! ‘จุลพันธ์’ นั่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นคนรุ่นกลาง ประสานงานได้ทุกฝ่าย พร้อม!! ปลอบใจ ‘สมพงษ์’

(1 พ.ย. 68) นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมเนื้อหาบนเฟซบุ๊ก 'เทพไท - คุยการเมือง' ระบุว่า …

ล็อกสเปค จุลพันธ์ เป็นหัวหน้าเพื่อไทย

ผมขอแสดงความยินดีกับคุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ในฐานะที่เป็นนักการเมืองร่วมสมัย และเป็นนักการเมืองรุ่นเดียวกัน เมื่อได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกให้เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งตรงตามความคาดหมาย และผลการวิเคราะห์ ซึ่งผมได้วิเคราะห์ก่อนหน้านี้แล้วว่า คุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ จะได้รับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ด้วยเหตุผลเป็นคนรุ่นกลาง เป็นคนรุ่นไม่ใหม่ไม่เก่าเกินไป ประสานงานได้กับทุกฝ่าย มีความอาวุโสทางการเมืองพอสมควร เป็นส.ส.5สมัย มีความรู้ด้านเศรษฐกิจตามความต้องการของคนพรรคเพื่อไทย เป็นการปลอบใจนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ บิดาของคุณจุลพันธ์ ที่น้อยใจพรรคลาออกจากสมาชิกพรรคไป เมื่อลูกชายได้รับการเลือกตั้งให้เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ผู้ที่เป็นพ่อก็คงจะคลายความน้อยอกน้อยใจลงไปบ้าง และที่สำคัญที่สุดคุณจุลพันธ์ได้รับไฟเขียวจากบ้านจันทร์ส่องหล้า เจ้าของพรรคเพื่อไทย จึงทำให้คู่แข่งที่เป็นแคนดิเดตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อย่างนายจาตุรนต์ ฉายแสง นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้วและนายสุทิน คลังแสง ต้องหลีกทางไป

ถ้าพูดอย่างตรงไปตรงมา หากไม่มีการล็อกสเปคหรือบล็อคโหวตกัน หรือกดดันส่งสัญญาณว่า คนที่เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ต้องเป็นใครนั้น ถ้าเปิดฟรีโหวต เชื่อว่านายจาตุรนต์ ฉายแสง คงจะได้รับเลือกตั้งให้เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ แต่เมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่มีเจ้าของ เปรียบเสมือนบริษัทในครอบครัวสกุลชินวัตร เมื่อเจ้าของพรรค ชี้ชัดว่าควรเป็นนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ มติก็โหวตให้คุณจุลพันธ์อย่างท่วมท้น แบบไม่ต้องสงสัย

แต่การที่คุณจุลพันธ์เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย เพราะในอดีตที่ผ่านมา หัวหน้าพรรคเพื่อไทยจะแยกออกจากกันอย่างชัดเจนกับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ไม่เคยมีหัวหน้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเลย นับตั้งแต่นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ พลตำรวจเอกวิโรจน์ เปาอินทร์ นายสมพงษ์อมรวิวัฒน์ นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว จนมาถึงนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ก็เพิ่งได้มาเป็นหัวหน้าพรรค หลังจากที่มีการเลือกตั้งผ่านพ้นแล้ว

กรณีของนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ก็เช่นเดียวกัน เชื่อว่าน่าจะมีบทบาทสำคัญในการบริหารพรรค นำพาพรรคไปสู่การเลือกตั้งพร้อมกับเลขาธิการพรรค คือนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ซึ่งเปรียบเสมือนยาสามัญประจำบ้านของบ้านจันทร์ส่องหล้า เคยเป็นเลขาธิการพรรคสมัยนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว เป็นหัวหน้าพรรคมาแล้ว จึงจำเป็นต้องให้มารับหน้าที่เป็นแม่บ้านอีกครั้งหนึ่ง หลังจากชุดผู้บริหารพรรคชุดคุณหนู คือหัวหน้าพรรคเป็นนางสาวแพทองธารลูกสาวนายทักษิณ ชินวัตร กับเลขาธิการพรรค นายสรวงศ์ เทียนทองลูกชายนายเสนาะ เทียนทอง ผู้บริหารพรรคชุดคุณหนูทั้งสองคน เมื่อผ่านยุคนี้ไป ก็ใช้บริการผู้อาวุโสอย่างนายประเสริฐ จันทรรวงทอง

ส่วนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ซึ่งจะต้องพิจารณากันต่อไปในพรรคเพื่อไทย ในฐานะที่ผมเป็นผู้สังเกตการณ์ทางการเมือง และนักวิเคราะห์ทางการเมือง ผมเชื่อว่า1ใน3ของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย จะต้องเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวชินวัตร ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ในเบื้องต้นถ้าดูจากกระแสความเคลื่อนไหว และการโยนถามทาง มีความเป็นไปได้สูงมากว่า นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ลูกเขยของนายทักษิณ ชินวัตร จะได้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 1ใน 3 ของพรรคเพื่อไทย ส่วนอีก2คน คงจะรอเวลาสักระยะหนึ่ง เพื่อให้ตกผลึกกันภายในพรรคเพื่อไทยก่อน ซึ่งจะขออนุญาตนำมาวิเคราะห์ในโอกาสต่อไป"


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top