Friday, 3 July 2026
POLITICS

“ส้มสามกีบ” พรรคฝ่ายค้าน พรรคเดียวในโลก ที่ก้มหน้าก้มตาทำงานรับใช้ฝ่ายรัฐบาล

คนไทย และประเทศไทยมีวิบากกรรมที่ต้องเผชิญมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการที่ทุกยุคสมัย เรามักจะได้แต่นักการเมืองเลว ๆ เข้ามามีอำนาจ คอยทุจริต โกงกิน ยุคนี้ก็หนักถึงขั้นขายชาติ และล้มล้างสถาบันกษัตริย์ตรง ๆ ส่วนนักการเมืองน้ำดีที่มีอยู่น้อยนิดเดียวก็แทบไร้ปากเสียง ไร้ที่ยืน ถ้าที่สุดไม่โอนเอนเข้าไปเป็นพวกเดียวกับ “โจรห้าร้อย” ก็ต้องถอยมาอยู่ในมุมอับเงียบ ๆ อยู่อย่างไร้ปากเสียง ไร้พลัง ยากที่จะนำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

รัฐบาลไทยทุกยุคสมัย ไม่เคยไม่มีข่าวเรื่องการ “คอร์รัปชัน” แต่มักจะโดนฝ่ายค้านหยิบมาตีแผ่จนจำนนต่อหลักฐาน และทำให้ประชาชนหูตาสว่างรับรู้ถึงความชั่วของรัฐบาล นับครั้งไม่ถ้วน

เมื่อมีรัฐบาลเลว เรามักจะมีฝ่ายค้านที่ดี คอยเป็นหูเป็นตา คอยตรวจตราการทำงานของฝ่ายรัฐบาล ไม่ให้เหิมเกริม กินนอกกินใน หรือรับประเทศชาติเป็นอาหารโดยไร้การเฝ้ามอง

แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าภาคภูมิใจ แม้ที่ผ่านมาการที่ประเทศไทยจะมี “ฝ่ายค้านที่ดี” คอยทำหน้าที่ตรวจสอบ “รัฐบาลเลว” แต่การที่ประเทศไทยมีแต่ “รัฐบาลเลว” ไม่ได้หยุด ต่อให้มี “ฝ่ายค้านที่ดี” ประเทศชาติก็ใช่ว่าจะดูดีในความรู้สึกของคนไทย หรือชาวโลก

คำว่า “ประเทศแห่งการคอร์รัปชัน” จึงไม่ไกลเกินจริง

ปัจจุบันยิ่งเลวร้ายหนักกว่าเก่า นอกจากเราจะมีรัฐบาลขายชาติ จนผ่านมาถึงรัฐบาลจ้องจะล้างผิดให้กับคดีความตัวเอง กะล่อนเป็นลิงหลอกเจ้าไปวัน ๆ แถมยังยื้อเวลาเพื่อ “ผลประโยชน์ลับ” ของใครบางคนบรรลุเป้า จึงไม่กล้าตัดสินใจยุติเรื่องที่จะทำให้ประเทศไทยไม่ต้องเสียดินแดน ความผิดปกติในระดับนี้สมควรต้องถูก “พรรคฝ่ายค้าน” นำมาพูดถึง ติติง ตักเตือน หรือโจมตีตรง ๆ แต่เสียงจากฝ่ายค้านก็เงียบสนิท ราวกับอยู่ฝั่งเดียวกับฟากรัฐบาลไม่ต่างจากการเป็นฝ่ายค้านสมัย “รัฐบาลชั้น 14” เรืองอำนาจ ครั้งนั้นทำตัวราวกับ “รองเท้าของนักโทษ”

น่าสมเพชเวทนาคน 14 ล้านกว่า ๆ ที่เลือก “พรรคส้มเน่า” เพราะไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านในยุครัฐบาลใด ก็ไม่เคยทำสิ่งที่ดีงามเพื่อประชาชนเลยแม้แต่น้อย “สามกีบที่เน่า” ตื่นเช้ามาก็คิดแก้แต่รัฐธรรมนูญ สาย บ่าย เย็นก็หาประเด็นเล่นข่าวช่วยกลบความชั่วของรัฐบาลเสียทุกที

ไร้สมอง ไร้ฝีมือ ไร้ความเป็นคน ช่างเปลืองเงินภาษีประชาชนเสียจริง ๆ

อธิบายให้ชัด! ทำไมพรรคการเมือง ต้องตอบสังคมจุดยืน "แก้-ไม่แก้" รัฐธรรมนูญปี 60 หมวด 1-2 หัวใจสำคัญของการเมืองการปกครองไทย

บทความฉบับนี้อธิบายอย่างเป็นกลาง เพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าใจประเด็นว่า เหตุใดหลายฝ่ายจึงต้องการให้ “พรรคการเมือง” อธิบายจุดยืนให้ชัดเจนต่อการแก้ไข หรือไม่แก้ไข หมวด 1 และ หมวด 2 ของรัฐธรรมนูญ โดยยึดเหตุผลด้านกฎหมาย สังคม และธรรมาภิบาลการเมือง พร้อมเช็กลิสต์การอ่านคำประกาศของพรรคอย่างรู้เท่าทัน

1) หมวด 1–2 คืออะไร และสำคัญอย่างไร
• หมวด 1 'บททั่วไป' วางรากฐานของรัฐไทย เช่น ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว แบ่งแยกมิได้ และใช้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมถึงหลักการใช้อำนาจอธิปไตยผ่านรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล

• หมวด 2 'พระมหากษัตริย์' ว่าด้วยสถานะ บทบาท และพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ เช่น ฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ การแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ องคมนตรี และพระราชอำนาจอื่น ๆ ที่ใช้ผ่านกลไกตามรัฐธรรมนูญ

หมายเหตุ: รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันประกาศใช้เมื่อ 6 เมษายน 2560 (พ.ศ. 2560)

2) กรอบกฎหมายการ “แก้ไขรัฐธรรมนูญ” ที่เกี่ยวข้อง
• มาตรา 255 กำหนดข้อห้ามโดยหลักว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะกระทำมิได้

• มาตรา 256 วางกระบวนการแก้ไข (ผู้มีสิทธิเสนอ เกณฑ์เสียง ขั้นตอน และในบางกรณีอาจต้องทำประชามติ) ซึ่งสะท้อนว่ากฎหมายไทยเปิดทางให้ปฏิรูปได้ แต่เป็นไปภายใต้ขั้นตอนและเงื่อนไขที่เข้มงวด

สรุป: กฎหมายไทยเปิดช่องให้ “แก้ไขรัฐธรรมนูญ” ได้ในหลายหมวด แต่ “ห้าม” แก้ในลักษณะที่ทำให้รูปแบบรัฐหรือระบอบการปกครองเปลี่ยนไป

3) เหตุผลที่หลายฝ่ายอยากให้พรรคอธิบายจุดยืนให้ชัด
1) ความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อสาธารณะ — ผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรได้รับข้อมูลล่วงหน้าเพื่อการตัดสินใจอย่างรู้เท่าทัน (informed choice)

2) ลดความหวาดระแวงและความเปราะบางทางสังคม — ประเด็นหมวด 1–2 กระทบความเชื่อ/อารมณ์ร่วมของคนจำนวนมาก การประกาศชัดเจนช่วยลดการตีความคลาดเคลื่อน

3) สอดคล้องกับกรอบกฎหมาย — การยืนยันทำงานภายใต้กรอบที่ห้ามเปลี่ยนรูปแบบรัฐ/ระบอบ สะท้อนวุฒิภาวะทางการเมืองและความเคารพกติกา

4) เสถียรภาพเชิงนโยบายและเศรษฐกิจ — ความชัดเจนของหลักการพื้นฐานช่วยสร้างความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

4) ข้อท้วงติง/ความเสี่ยงของการประกาศ “ไม่แก้” อย่างแข็งทื่อ
• ความยืดหยุ่นเชิงนโยบาย — อาจทำให้สังคมเข้าใจผิดว่าการปรับปรุงเชิงเทคนิค/ถ้อยคำ (ที่ไม่แตะรูปแบบรัฐหรือระบอบ) ก็ทำไม่ได้ ทั้งที่ข้อห้ามครอบคลุมเฉพาะการเปลี่ยนรูปแบบรัฐหรือระบอบ

• คุณภาพของการถกเถียงสาธารณะ — หากใช้คำประกาศเป็น “โล่การเมือง” โดยไม่ลงรายละเอียด อาจปิดกั้นบทสนทนาที่มีเหตุผล

• ความคาดหวังหลังเลือกตั้ง — ถ้าถ้อยคำไม่ชัด อาจเกิดข้อพิพาทเมื่อลงมือปฏิรูปหมวดอื่น ๆ ตามขั้นตอนมาตรา 256

5) แล้วประชาชนควร “อ่าน” คำประกาศของพรรคอย่างไร (เช็กลิสต์เป็นกลาง)
• นิยามให้ชัด — พรรคอธิบายหรือไม่ว่าอะไรคือสิ่งที่ “ทำไม่ได้ตามมาตรา 255” เทียบกับ “สิ่งที่ยังปฏิรูปได้” ตามมาตรา 256

• ระบุขอบเขต — หากประกาศ “ไม่แก้หมวด 1–2” ได้บอกหรือไม่ว่าหมายถึงส่วนไหนบ้าง พร้อมยกตัวอย่างปฏิรูปที่ยังทำได้

• ขั้นตอนตามกฎหมาย — พรรคสื่อสารขั้นตอนและเกณฑ์เสียงในการแก้อย่างตรงไปตรงมาหรือไม่

• ความสม่ำเสมอ — จุดยืนก่อนเลือกตั้งสอดคล้องกับพฤติกรรมการลงมติ/ยื่นญัตติที่ผ่านมา (ถ้ามี) หรือไม่

• การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ — แม้ไม่เปลี่ยนรูปแบบรัฐ พรรคเสนอการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และการถ่วงดุลในหมวดอื่น ๆ อย่างไร

6) สรุปเข้ม ๆ
• หมวด 1–2 เป็นแกนของรัฐธรรมนูญไทย (รูปแบบรัฐและสถานะสถาบันพระมหากษัตริย์)

• กฎหมายห้ามแก้ในทางที่เปลี่ยนรูปแบบของรัฐหรือระบอบการปกครอง แต่ยังมีช่องทางปฏิรูปด้านอื่น ๆ ได้ตามขั้นตอนมาตรา 256

• ด้วยเหตุนี้ หลายฝ่ายจึงต้องการให้พรรคการเมืองอธิบายจุดยืนให้ชัดเจน — เพื่อความโปร่งใส ลดความสับสน และยืนยันการทำงานภายใต้กรอบกฎหมาย โดยหลีกเลี่ยงถ้อยคำแข็งทื่อที่ทำให้สังคมเข้าใจผิด

เอกสารนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการอธิบายเชิงข้อมูลอย่างเป็นกลาง มิใช่การชี้นำให้ลงคะแนนหรือสนับสนุนพรรคการเมืองใดเป็นการเฉพาะ

‘ธีระชัย’ ค้านใช้เงินกองทุนฟื้นฟูฯ ตั้ง AMC แก้หนี้นอนแบงก์ ชี้ อาจฝ่าฝืนกฎหมาย-รอนสิทธิแบงก์พาณิชย์ - เพิ่มภาระคลัง

โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร รับยื่นหนังสือจากอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอแนะกระบวนการแก้ปัญหาลูกหนี้ด้อยคุณภาพที่อาจจะฝ่าฝืนกฎหมาย

(15 ต.ค. 68) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร มอบหมายให้นายคัมภีร์ ดิษฐากรณ์ โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร รับยื่นหนังสือจากนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เรื่องกระบวนการแก้ปัญหาลูกหนี้ด้อยคุณภาพที่อาจจะฝ่าฝืนกฎหมายตามที่รัฐบาลมีนโยบายจะแก้ปัญหาลูกหนี้รายย่อยด้อยคุณภาพที่ไม่เกิน 1 แสนบาทโดยจะจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อซื้อหนี้มาบริหารจัดการในเชิงผ่อนปรน โดยในข่าวที่อ้างถึง โครงการจะซื้อหนี้ทั้งสิ้น 1.23 แสนล้านบาท เป็นลูกหนี้จากธนาคารพาณิชย์ 1.6 หมื่นล้านบาท จากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 1.8 หมื่นล้านบาท และส่วนใหญ่ที่สุดคือจากผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) 8.5 หมื่นล้านบาท โดยเงินทุนที่จะใช้จัดตั้งบรรษัทฯ (AMC) และที่จะใช้ซื้อหนี้ จะมาจากการปรับลดอัตรานำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินของสถาบันการเงินชั่วคราวจากร้อยละ 0.46 ลงเหลือร้อยละ 0.23 โดยรัฐบาลมีแนวคิดที่จะใช้เงินจากวงเงินดังกล่าวจำนวน 1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นเพื่อรับซื้อลูกหนี้ 7 พันล้านบาท และ 3 พันล้านบาทเป็นค่าบริหารจัดการบรรษัทฯ (AMC) รวมทั้งเป็นทุนหมุนเวียนสำหรับปล่อยสินเชื่อใหม่ให้แก่ผู้ที่ต้องการต่อยอดธุรกิจหรือประกอบอาชีพ นั้น

จึงเห็นว่าโครงการเช่นนี้อาจจะเข้าข่ายรัฐไม่รักษาผลประโยชน์ของชาติอันฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 52 จึงขอให้สิทธิตาม 50 (2) ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ โดยมีข้อมูล ดังนี้

1. การโอนภาระสะสางหนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯ
สืบเนื่องจากเกิดวิกฤตระบบสถาบันการเงินครั้งใหญ่ในปี 2540 รัฐบาลในขณะนั้นต้องรับภาระในการช่วยเหลือมิให้ผู้ฝากเงินในสถาบันการเงินที่ปิดตัวลงต้องสูญเสียเงินฝาก เป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 1.4 ล้านล้านบาท อันเป็นหนี้สาธารณะที่กระทรวงการคลังต้องจัดงบประมาณมาชำระดอกเบี้ยทุกปี

ต่อมาเมื่อตนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในปี 2554 พบว่าถึงแม้เวลาผ่านไปถึง 14 ปี ได้มีการชำระคืนเงินต้นหนี้ดังกล่าวเพียงเล็กน้อย ยอดหนี้ยังค้างอยู่มากถึง 1.1 ล้านล้านบาท ทำให้เป็นภาระต้องจัดงบประมาณมาชำระดอกเบี้ยแต่ละปีกว่า 4 หมื่นล้านบาท จึงเป็นอุปสรรคต่อการจัดงบประมาณด้านอื่นเพื่อบริหารประเทศ ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาหนี้ 1.1 ล้านล้านบาทดังกล่าว จึงได้เสนอให้รัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2555 เพื่อโอนหนี้ 1.1 ล้านล้านบาท ดังกล่าวไปที่กองทุนฟื้นฟูฯ โดยกำหนดให้เป็นภาระที่กองทุนฟื้นฟูฯ จะเรียกเงินนำส่งจากบรรดาสถาบันการเงินเพื่อนำมาทยอยชำระคืนหนี้เงินต้นและชำระดอกเบี้ยในแต่ละปี ในหลักการว่า ยามวิกฤตรัฐช่วยสถาบันการเงิน ยามปกติสถาบันการเงินต้องกลับมาช่วยรัฐ จนกระทั่งในปี 2567 ยอดหนี้ดังกล่าวลดลงเหลือประมาณ 5 แสนล้านบาท และปลดภาระประจำปีของกระทรวงการคลังในการจัดงบประมาณมาชำระดอกเบี้ยไปอย่างสิ้นเชิง

2. การปรับลดอัตรานำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินของสถาบันการเงินอาจส่งผลกระทบต่อหนี้สาธารณะ เนื่องจากการบริหารประเทศที่ผ่านมาสิบปี หลายรัฐบาลใช้นโยบายที่มีการกระจายรายได้น้อยเกินไป จึงก่อให้เกิดภาระหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อยที่ด้อยคุณภาพจำนวนมาก ซึ่งจะฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในปี 2567 ตนจึงได้เสนอแนวคิดแก้ปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพต่อสาธารณะ โดยเสนอให้รัฐบาลยินยอมปรับลดอัตรานำส่งกองทุนฟื้นฟูฯ ของสถาบันการเงินเป็นการชั่วคราว เพื่อให้สถาบันการเงินประหยัดเงินเก็บไว้ในมือได้จำนวนหนึ่งสำหรับเอามาใช้เพื่อแก้ปัญหาลูกหนี้ด้อยคุณภาพ 

ทั้งนี้ การลดอัตราดังกล่าว กรณีที่หนึ่ง ถ้าหากกระทรวงการคลังมิได้ยกเลิกภาระที่สถาบันการเงินจะต้องทยอยชำระคืนหนี้สาธารณะที่ยังเหลืออยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาท ย่อมไม่มีผลกระทบต่อหนี้สาธารณะ เพราะสถาบันการเงินยังมีภาระต้องเป็นผู้ชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย แต่กรณีที่สอง ถ้าหากกระทรวงการคลังยกเลิกภาระที่สถาบันการเงินจะต้องทยอยชำระคืนหนี้สาธารณะที่ยังเหลืออยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาท ในส่วนที่ลดอัตรานำส่งชั่วคราว ย่อมมีผลกระทบต่อหนี้สาธารณะโดยตรง เพราะสถาบันการเงินจะไม่มีภาระต้องเป็นผู้ชำระหนี้เงินต้นสำหรับเงินจำนวนนี้

ต่อมาในปี 2568 กระทรวงการคลังได้นำแนวคิดดังกล่าวมาใช้ แต่เมื่อสืบค้นไม่พบข้อมูลสาธารณะว่า กระทรวงการคลังใช้หลักการกรณีที่หนึ่งหรือกรณีที่สอง ถ้าหากกระทรวงการคลังใช้หลักการกรณีที่สอง ก็มีหน้าที่จะต้องนำเสนอรัฐสภาตามขั้นตอนในกฎหมาย เพราะกำหนดการชำระคืนหนี้สาธารณะที่ยังเหลืออยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาท ที่เดิมเป็นภาระที่มอบไปให้สถาบันการเงินจะเป็นผู้ชำระคืนนั้น บางส่วนจะกลับเป็นภาระที่กระทรวงการคลังจะต้องชำระคืนเอง หนี้สาธารณะจะมิได้ลดลงตามเจตนารมณ์ของพระราชกำหนดฯ

3. การนำเงินที่ประหยัดไปใช้เพื่อประโยชน์ของผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) เป็นการรอนสิทธิ เนื่องจากหนี้ที่จะนำมาเข้าโครงการส่วนใหญ่ที่สุดคือจากผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) 8.5 หมื่นล้านบาท เป็นลูกหนี้จากธนาคารพาณิชย์เพียง 1.6 หมื่นล้านบาท และจากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 1.8 หมื่นล้านบาท ดังนั้น กรณีที่รัฐบาลจะนำเอาเงินที่สถาบันการเงินประหยัดจากการปรับลดอัตรานำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินของสถาบันการเงินชั่วคราวจากร้อยละ 0.46 ลงเหลือร้อยละ 0.23 ไปช่วยแก้ปัญหาลูกหนี้จากผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) นั้น จะมีปัญหาเป็นการรอนสิทธิ

ถ้าหากกระทรวงการคลังใช้หลักการกรณีที่หนึ่งข้างต้น จะเป็นการรอนสิทธิของสถาบันการเงินไปให้ประโยชน์แก่ผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) ซึ่งกระทรวงการคลังจะต้องได้รับคำยินยอมจากสถาบันการเงินเสียก่อน ถ้าหากกระทรวงการคลังใช้หลักการกรณีที่สองข้างต้น จะเป็นการรอนสิทธิของกระทรวงการคลังเองไปให้ประโยชน์แก่ผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) กระทรวงการคลังจะเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายหลายประการ

นอกจากนี้ สำหรับการที่กระทรวงการคลังจะใช้โครงการนี้แก้ปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 1.8 หมื่นล้านบาทนั้น ก็อาจเป็นการกวาดฝุ่นลงใต้พรม (white wash) วิธีถูกต้องคือจะต้องสอบสวนเสียก่อนว่ามีการละเลยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือการฉ้อฉลอันทำให้เกิดหนี้ด้อยคุณภาพในธนาคารเฉพาะกิจของรัฐหรือไม่ อย่างไร เพื่อทำการแก้ไขปรับปรุงและลงโทษตัดคะแนนผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ยกเว้นแม้แต่กรณีสมมุติถ้าหากปัญหาเกิดขึ้นในธนาคารเฉพาะกิจของรัฐที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่เคยดำรงตำแหน่ง อีกทั้งการชดเชยเงินเพื่อแก้ปัญหาในธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ภายหลังจากกระทำการสอบสวนจนครบถ้วนแล้ว กระทรวงการคลังควรจัดงบประมาณเพิ่มทุนในธนาคารเฉพาะกิจของรัฐดังกล่าวโดยตรงโปร่งใส เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาได้รับรู้และช่วยกันเสนอแนะวิธีป้องกันปัญหาในอนาคต จึงขอให้พิจารณาเพื่อแจ้งให้ข้อมูลให้เป็นประโยชน์แก่รัฐบาลต่อไป

โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า ประเด็นดังกล่าวถือว่าเป็นปัญหาที่สำคัญ โดยเฉพาะในเรื่องของหนี้ หากเป็นหนี้ในรูปของ ธนาคารกับธนาคารจะไม่เป็นปัญหา แต่หากเป็นธนาคารกับหน่วยงานอื่นจะพบปัญหาตามประเด็นข้างต้น ทั้งนี้ จะนำเรื่องดังกล่าวกราบเรียนต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งไปให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และนำไปสู่การพิจารณาของสภาต่อไป

‘นริศ-ร่มธรรม’ แพ็คคู่กอดคอลุยเขต 3 พัทลุง แต่ยังรอประเมินก่อนตัดสินใจเข้าพรรคไหน

“ผม และร่มธรรม ยังไม่ตัดสินใจว่าจะไปอยู่พรรคไหน ต้องรอประเมินสถานการณ์สักระยะ แต่ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง” นริศ ขำนุรักษ์ อดีต สส. เขต 3 พัทลุง กล่าว

นริศ ได้ตัดสินใจไม่ลงเลือกตั้งในการเลือกตั้งปี 2566 เพื่อเปิดทางให้ 'ร่มธรรม ขำนุรักษ์' น้องหวาย ลูกชายลงสมัครแทน และเมื่อไม่นานมานี้นริศ ได้ตัดสินใจลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคและทุกตำแหน่งในพรรคประชาธิปัตย์ด้วยเหตุผลทางการเมืองบางประการ

เมื่อปี่กลองทางการเมืองรัวขึ้น น่าจับตามองสำหรับสนามการเมืองพัทลุงว่านริศ ขำนุรักษ์ อดีตสส.พัทลุงหลายสมัย และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ลงพื้นที่ในพัทลุงอย่างถี่ยิบ คาดกันว่าในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้คงมาเพื่อประเมินสถานการณ์ในทางการเมือง และทำพื้นที่แน่นอนจะเป็นอื่นไปไม่ได้เพียงแต่อาจจะต้องตอบคำถามมากหน่อยว่า ตกลงจะอยู่พรรคไหน ในขณะที่คู่ต่อสู้ทยอยเปิดตัวกันต่อเนื่อง ทั้งจากพรรคประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทย รวมถึงพรรคกล้าธรรม

กล่าวสำหรับนริศคนนี้ไม่ธรรมดาแม้ในวันที่พรรคประชาธิปัตย์พ่ายแพ้ให้กับภูมิใจไทยทั้งจังหวัดก็ยังเหลือเขาที่แข็งแกร่งอยู่ในเขตเลือกตั้งที่ 3 แม้ในวันที่เขาหยุดการเมืองในพัทลุงและพรรคประชาธิปัตย์ เลือกให้ร่มธรรม ลงแทนเขาก็ชนะคู่แข่งห่างกันมาก

นริศไม่ใช่นักเลงหรือผู้ยิ่งใหญ่ที่คนอื่นต้องกลัว และไม่ใช่คนเล็กตัวน้อยที่ใครจะเหยียบย่ำได้

เขาอยู่แบบถูกใจถูกจริตคนพัทลุง เขาจึงอยู่ยงคงกระพันอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ แม้ต้นทุนทางเศรษฐกิจของเขามีไม่มาก แต่ทุนทางสมองเขามีมากมาย เขาเฉลียวฉลาดที่หาตัวจับยากคนหนึ่งในสังคมการเมือง

แม้เขาจะลาออกจากทุกตำแหน่งในพรรคประชาธิปัตย์ แต่เขายังไม่สมัครเป็นสมาชิกหรือปรากฏตัวในพรรคการเมืองใด การเฝ้ารอและการประเมินสถานการณ์ของเขาเป็นที่น่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง ในสถานการณ์ที่พรรคใหญ่เริ่มขยับกันหมดแล้ว

ส่วนลูกชาย สส.ร่มธรรม ก็ไม่น้อยกว่าคุณพ่อทั้งงานในสภาที่มีการอภิปรายสม่ำเสมอ และงานพื้นที่ที่ไม่เคยขาด เป็นดาวรุ่งในทางการเมืองที่น่าจับตาอีกคนหนึ่ง หลังโหวตนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมา ภายในหนึ่งชั่วโมงเขาโพสต์ว่า ที่เขาโหวตสนับสนุนอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเขาไม่อยากให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล แต่อยากให้เป็นฝ่ายค้านจึงโหวตเหมือนพรรคประชาชน 

ทุกโพลและทุกวงวิจารณ์ในพัทลุงยังให้เป็นตัวเต็งในเขต 3 พัทลุง แม้จะมีคู่แข่งที่แข็งแกร่งก็ตาม แน่นอนว่า ร่มธรรมจะต้องชนกับผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย กล้าธรรม

หรือร่มธรรมอาจจะยังอยู่ประชาธิปัตย์ช่วยอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ฟื้นฟูพรรคในฐานะคนรุ่นใหม่ ก็เป็นไปได้

‘เท้ง’ จี้ ‘อนุทิน-สีหศักดิ์’ เคลียร์ปม ‘กัน จอมพลัง’ เปิดเสียงผี แม้มีเจตนาดี แต่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่

เท้ง จี้ 'อนุทิน-สีหศักดิ์' ตอบให้ชัด 'กัน จอมพลัง' ขนเครื่องเสียงเปิดซาวด์ผี-เครื่องบินรบ ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ หวั่นไทยเพลี่ยงพล้ำเวทีโลก

(14 ต.ค.68) ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กรณีที่ กัน จอมพลัง อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง นำเครื่องเสียงไปเปิดเสียงผีและเครื่องบินรบ รวมถึงฉายหนังกลางแปลงยุคที่ชาวกัมพูชาเข้ามาลี้ภัยในประเทศไทยว่า ตนเชื่อว่าประชาชนทุกคนที่เป็นคนไทยอยากจะช่วยเหลือการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

ส่วนเรื่องเสียงสะท้อนที่ออกมาว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ ตนคิดว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีโดยตรงที่จะทำอย่างไรให้ประชาชนทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นใคร หรือนายกัน จอมพลัง ก็ตาม ที่อยากจะช่วยเหลือคนไทย ให้ประเทศไทยมีความได้เปรียบจากประเทศกัมพูชา หรือช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้ เป็นหน้าที่ของนายกฯ และรัฐบาล ในการบริหารจัดการทำให้ทุกการช่วยเหลือมีแต่การยกระดับทำให้ประเทศไทยเข้มแข็งขึ้น ไม่ได้ทำให้ไทยเพลี่ยงพล้ำหรือเสียเปรียบในเวทีโลก

เมื่อถามว่าการปล่อยคลิปเสียงผีจะปลุกกระแสชาตินิยม จนทำให้ควบคุมไม่ได้มากขึ้นหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวยืนยันว่า ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของนายกฯ และรัฐบาล ปฏิเสธไม่ได้ว่าบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว เป็นพื้นที่ประกาศกฎอัยการศึก

การที่มีภาคประชาชนเข้าไปดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งก็มีบางส่วนมีข้อห่วงใยว่าจะเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ เพราะส่งผลกระทบทางด้านจิตวิทยาต่อพลเรือนฝั่งตรงข้ามโดยตรง หน่วยงานความมั่นคงและรัฐบาลจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง เพราะเป็นพื้นที่ควบคุม

เมื่อถามว่าจะทำให้การต่างประเทศของไทยเดินหน้ายากขึ้นหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ต้องถามไปยังนายกฯ หรือนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ เพราะพื้นที่บริเวณนั้นเป็นพื้นที่อัยการศึก การที่รัฐบาลปล่อยให้มีการดำเนินการแบบนี้

ถึงแม้จะเป็นการดำเนินการที่มีเจตนาดี จะถือว่าหน่วยงานภาครัฐประเทศไทยให้การสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าวที่อาจจะละเมิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ และจะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีการต่างประเทศหรือไม่ ซึ่งคำถามนี้นายกฯ และรมว.ต่างประเทศต้องตอบให้ชัด

‘ปานเทพ’ ยื่นหนังสือ ‘อนุทิน’ จี้ยกเลิก MOU43-44 เหตุเขมรละเมิดข้อตกลงร้ายแรง ให้มีผล 8 เดือนข้างหน้า

‘ปานเทพ’ ยื่นหนังสือให้ยายกฯ ที่รัฐสภา เรียกร้อง ยกเลิก MOU43 และ MOU44 เนื่องจากกัมพูชาละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรง โดยให้มีผลใน 8 เดือนข้างหน้า ระหว่างนี้ให้ระงับการประชุม JBC, GBC และ RBC ไว้ก่อน

เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ (14 ต.ค.68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เดินทางถึงอาคารรัฐสภา เพื่อเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเวลา 10.00 น. ก่อนที่จะเข้าร่วมประชุมรัฐสภา โดยเมื่อมาถึง นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ได้ยื่นหนังสือถึงนายกฯเพื่อเรียกร้องให้ยกเลิก MOU43 และ MOU44 เนื่องจากกัมพูชาละเมิดข้อตกลงร้ายแรง โดยให้มีผลบังคับใช้ในอีก 8 เดือนข้างหน้า และระหว่างนี้ให้ระงับการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย-กัมพูชา การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ไว้ก่อน จนกว่าจะมีมติยกเลิก MOU43 และ MOU44 ด้านนายกฯรับหนังสือ พร้อมระบุว่าขอไปอ่านเอกสารก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันนี้นายกฯได้เปลี่ยนมาใช้รถยนต์ประจำตำแหน่งเป็นวันแรก จากเดิมใช้รถยนต์ส่วนตัวโรลส์รอยซ์ ทะเบียน วอ3333 กรุงเทพมหานคร มาเป็นรถยนต์ Mercedes-Benz S600 Guard Sedan Long สีดำ ทะเบียน 4 กค 29 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถยนต์กันกระสุน ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยใช้เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกฯ

สำหรับหนังสือขอให้ยกเลิก MOU2543 และ MOU2544 มีรายละเอียดดังนี้

ด่วนที่สุด
๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๘

เรื่อง ขอให้ยกเลิก MOU2543 เนื่องจากประเทศกัมพูชาละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรง ตาม มาตรา ๖๐ และให้ยกเลิก MOU2544 เนื่องจากเป็นข้อตกลงชั่วคราวที่ไม่สามารถปฏิบัติ ได้จริงตามมาตรา ๕๖ ของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๙

กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี

สิ่งที่ส่งมาด้วย (๑) บทความเรื่องไทยควรยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 โดย ดร. ธเนศ สุจารีกุล

(๒) ข้อดี ข้อเสีย และวิธีจัดการ MOU 2543 และ MOU 2544 โดย ดร. ธเนศ สุจารีกุล

(๓) บทความเรื่อง การเลิกสนธิสัญญาหนึ่งใดที่ไม่มีบทบัญญัติให้เลิกได้ โดย ดร. ธเนศ สุจารีกุล

(๔) บทความเรื่องเขตแดนทางบกไทย- กัมพูชา ตอนที่ ๑ : สิ่งที่เป็นปัญหาของ MOU 2543 โดย ดร.สุวันชัย แสงสุขเอี่ยม

(๕) บทความเรื่อง MOU 2544 กับดักกินบ้านกินเมืองด้วยบันไดสามขั้น โดยพลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์

ตามที่ประเทศกัมพูชาได้กระทำการละเมิดบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำเขตหลักเขตแดนทางบก MOU 2543 อย่างร้ายแรง ทำการรุกรานโดยการใช้อาวุธสงครามและใช้กำลังทหารเข้าล่วงล้ำดินแดนไทย มีเจตนาใช้อาวุธปืนใหญ่และจรวด BM.21 ยิงใส่ในพื้นที่ของพลเรือนผู้บริสุทธิ์ ทำให้โรงพยาบาล ปั๊มน้ำมัน และบ้านเรือนเสียหาย มีประชาชนได้รับบาดเจ็บและล้มตาย ทรัพย์สินของทางราชการและประชาชนเสียหายทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่พื้นที่บริเวณแนวชายแดน มีการวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลจนทหารและประชาชนเหยียบจนได้รับบาดเจ็บ พิการ และล้มตาย ในระหว่างวันที่ ๒๔-๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ด้วยเหตุที่กองทัพกัมพูชาได้กระทำการละเมิดรุกรานประเทศไทย จนเป็นที่ประจักษ์ จึงเป็นการละเมิดข้อ ๘ และ ๓ ของข้อ ๓ และข้อ ๕ ของ MOU 2543 อย่างร้ายแรง ประเทศไทยจึงมีสิทธิยกเลิกได้ตามอนุสัญญากรุงเวียนนา ว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๙ มาตรา ๖๐ ได้กำหนดเหตุแห่งการยกเลิกสนธิสัญญาไว้ว่า “...การฝ่าฝืนสนธิสัญญาอย่างร้ายแรงโดยรัฐภาคีฝ่ายหนึ่ง หรือรัฐใดรัฐหนึ่ง (material breach) เป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งหรือรัฐภาคีอื่นยกเป็นเหตุเพื่อเลิกหรือระงับการใช้บังคับของสนธิสัญญาได้ เมื่อปรากฏการณ์ละเมิด...”

อย่างไรก็ตาม การยกเลิก MOU 2543 โดยอาศัยมาตรา ๖๐ ของอนุสัญญากรุงเวียนนา ว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๙ จะต้องแสดงความตระหนักเพื่อรักษาสิทธิในนามรัฐบาลไทยโดยทันที มิใช่การแสดงความลังเลสงสัยด้วยการออกเสียงประชามติหรือความสัมพันธ์ดีขึ้น หรือกลับไปประชุมใดๆ ที่เป็นการแสดงออกเสมือนว่าไม่ได้มีการละเมิดร้ายแรง หรือเสมือนว่ายอมรับ MOU 2543 เหมือนเดิม อันอาจจะทำให้ประเทศไทยเสียสิทธิการใช้มาตรา ๖๐ ตามข้อจำกัดในมาตรา ๔๕ ของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๙

ดังนั้น จึงขอให้ท่านประกาศยกเลิก MOU 2543 โดยทันที และ แจ้งให้รัฐบาลกัมพูชาได้ทราบตามมาตรา ๖๕ และให้มีผลการยกเลิกในอีก ๘ เดือนข้างหน้า อันเป็นการรักษาสิทธิในการยกเลิกเพื่อรอการออกเสียงประชามติอีกครั้งหนึ่ง โดยในระหว่างนี้จะทำให้การเจรจาใดๆ ภายใต้กลไกของ JBC GBC และ RBC ต้องไม่กระทบสิทธิของไทยในการยกเลิก MOU 2543 รายละเอียดปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วย (๑) และ (๒) ทั้งนี้ได้ส่งวิธีการยกเลิกมาแล้วตามสิ่งที่ส่งมาด้วย (๓) ซึ่งหากยกเลิกแล้วย่อมเป็นการแก้ไขปัญหาข้อกำหนดในข้อ ๑(ค) และข้อ ๕ ประกอบข้อ ๘ ใน MOU2543 ที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศไทย ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย (๔)

ส่วน MOU 2544 การเจรจาไม่สามารถคืบหน้าได้ตลอดระยะเวลา ๒๔ ปีที่ผ่านมา อันเป็นผลส่วนหนึ่งของการจัดทำเขตแดนทางบกตาม MOU 2543 ไม่แล้วเสร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักเขตที่ ๗๓ ซึ่งเป็นหลักจุดเริ่มต้นการแบ่งเขตทางทะเลยังไม่แล้วเสร็จ โดยประเทศกัมพูชายึดเส้นไหล่ทวีปที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายทะเลสากลและกฎหมายระหว่างประเทศทำให้พื้นที่อ้างสิทธิไหล่ทวีปใหญ่เกินจริง ละเมิดอธิปไตยของประเทศไทยและเกินสิทธิของประเทศกัมพูชา ประกอบกับพื้นที่ที่อ้างว่าจะไปพัฒนาร่วมนั้น ยังเป็นพื้นที่อ้างเกินสิทธิของประเทศกัมพูชาและยังเป็นพื้นที่ตายตัวไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ อีกทั้งยังเป็นการกระทำที่ขัดประกาศพระบรมราชโองการกำหนดเขตไหล่ทวีปของประเทศไทยด้านอ่าวไทย ลงวันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ และขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพราะผู้ไปเจรจาไม่มีอำนาจในการเจรจากำหนดเขตพัฒนาร่วมตายตัวได้เช่นนี้ ดังนั้น MOU2544 ซึ่งเป็นข้อตกลงชั่วคราวที่ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง ประเทศไทยจึงมีสิทธิยกเลิก MOU2544 ตามมาตรา ๕๖ ของอนุสัญญากรุงเวียนนา ว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๙ รายละเอียดปรากฏตามส่งที่ส่งมาด้วย (๕)

จึงเรียนมาเพื่อให้ท่านนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไม่ให้ประเทศไทยเสียสิทธิและความชอบธรรมในการยกเลิกสนธิสัญญาตามอนุสัญญากรุงเวียนนา ว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๙ ในระหว่างนี้ให้สั่งการระงับการประชุม JBC GBC และ RBC ไว้ก่อนจนกว่าคณะรัฐมนตรีจะมีมติดังต่อไปนี้

(๑) ยกเลิก MOU 2543 ทันที โดยอ้างเหตุแห่งการที่ประเทศกัมพูชาละเมิดร้ายแรงตามมาตรา ๖๐ ของอนุสัญญากรุงเวียนนา ว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๙ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิตามมาตรา ๔๕ โดยให้มีผลบังคับใช้ในอีก ๘ เดือนข้างหน้า ตามมาตรา ๖๕ ของอนุสัญญาเดียวกัน และ

(๒) ยกเลิก MOU 2544 ทันที โดยอ้างเหตุข้อตกลงชั่วคราวที่ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง และให้มีผลบังคับใช้ในอีก ๑๒ เดือนข้างหน้า ตามหลักการของมาตรา ๕๖ ของอนุสัญญากรุงเวียนนา ว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๙
ขอแสดงความนับถือ

ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานกรรมการมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน

ดร.ธเนศ สุจารีกุล, นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม, ดร.สุวันชัย แสฃสุขเอี่ยม, ดร.มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี, มล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ บุรุษรัตนพันธุ์, นายวีรพันธุ์ มาไลยพันธุ์, นางสาวรสนา โตสิตระกูล, คมสัน โพธิ์คง, นายนิติธร ล้ำเหลือ และพี่น้องประชาชนอีกหลายคน

‘นิพนธ์’ ไม่หันหลังกลับไป ‘ประชาธิปัตย์’ เปิดดีลย้ายซบ ‘ภูมิใจไทย’ ลุย!! ดูแล 3 จังหวัดชายแดนใต้ ไม่แคร์ข่าวลือช่วย ‘อภิสิทธิ์’ ฟื้นพรรค

(13 ต.ค. 68) แม้จะยังมีคนพยายามปล่อยข่าวว่า ‘นิพนธ์ บุญญามณี’ จะยังอยู่ประชาธิปัตย์ เพื่อช่วย ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ ที่จะกลับมาเป็นหัวหน้าพรรค

แต่ยืนยันว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ “ผมเดินทางมาไกลแล้ว” นิพนธ์ กล่าวย้ำ

คำว่าเดินทางมาไกลแล้ว หมายถึงการติดต่อพูดคุยกับแกนนำพรรคภูมิใจไทยในรายละเอียดมันลึก และยาวนานมาแล้ว ยากที่จะทบทวนเพื่อกลับไปประชาธิปัตย์

ค่ำของวันที่ 10 ตุลาคม ก่อนฟุตบอลการกุศลระหว่างทีมบุรีรัมย์ยูไนเตท กับทีม BG ปทุมธานี ยูไนเตท จะเริ่มขึ้นที่สนามติณสูลานนท์ ในวันที่ 11 ตุลาคม

เนวิน ชิดชอบ ผู้ขนทีมบุรีรัมย์ไปสงขลา พิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม เดินทางเข้าบ้านเขารูปช้างทานอาหารมื้อเย็น โดยมีจุรี นุ่มแก้ว ร่วมวงสนทนาด้วย

ในแง่ของจำนวนผู้เข้าชมฟุตบอล อาจจะผิดหวังกับตัวเลข 5000 คน ซึ่งจริงๆควรจะไม่ต่ำกว่า 20000-30000 คน น่าจะเกิดจากความผิดพลาดในการประชาสัมพันธ์ และการประสานงาน

แต่ในเงินการเมืองถือว่าประสบความสำเร็จ 
1.ยืนยันว่า นิพนธ์ไปอยู่ภูมิใจไทย 
2.ตกลงกันได้ว่า ไม่ทิ้งจุรี แต่ให้จุรีไปลงในระบบบัญชีรายชื่อ ไม่ได้ลงเขต 2 ส่วนลำดับก็ไม่เกิน 20 หรือดีกว่านั้น 
3 นิพนธ์ รับผิดชอบสงขลา ปัตตานี ยะลา

เช้าขึ้นมา 12 ตุลาคม นิพนธ์ปฏิบัติหน้าที่ทันที เดินทางเข้าพื้นที่ยะลา แวะปัตตานี เพื่อสานต่อภารกิจ

ศาลยกฟ้อง!! ‘ณวัฒน์’ คดีหมิ่น ‘อนุทิน’ ปมวิจารณ์โควิด ฝ่ายนายกฯ ยังไม่จบ!! เดินหน้ายื่นอุทธรณ์ ขอสู้ต่อ!!

เมื่อวานนี้ (12 ต.ค. 68) นายณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และ Executive Director องค์กรมิสยูนิเวิร์ส ได้ออกมาเปิดเผยผ่านสื่อสังคมออนไลน์กรณีถูก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี (อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข) ยื่นฟ้องในคดีหมิ่นประมาทจากการวิจารณ์สถานการณ์และมาตรการรับมือโรคระบาดโควิด-19 โดยระบุว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกฟ้อง แต่ฝ่ายโจทก์ได้ใช้สิทธิ์ยื่น อุทธรณ์ต่อ

ทั้งนี้คดีหมิ่นประมาทดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม 2564 ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างหนัก นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น ได้มอบหมายทนายความยื่นฟ้อง ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา

มูลเหตุของการฟ้องร้องมาจากการที่ นายณวัฒน์ได้ไลฟ์สดผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นที่ นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับร่าง พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) จำกัดความรับผิดสำหรับบุคลากรสาธารณสุขในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโควิด-19 โดยฝ่ายโจทก์ระบุว่า การแสดงความคิดเห็นและการสอดแทรกถ้อยคำตำหนิให้ร้ายของคุณณวัฒน์ มีเจตนาทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดว่า นายอนุทิน เป็นผู้เสนอ พ.ร.ก. ดังกล่าวเพื่อประโยชน์ส่วนตัว หรือเป็นการนิรโทษกรรมตนเองและพวกพ้อง ซึ่งไม่เป็นความจริง และทำให้เสียชื่อเสียง

ล่าสุด!! นายณวัฒน์ได้เปิดเผยความคืบหน้าของคดี โดยระบุว่า ศาลชั้นต้นได้พิจารณาและมีคำสั่ง ยกฟ้อง ไปแล้ว เนื่องจากเห็นว่าคำวิจารณ์เหล่านั้นเป็นไปตามสิทธิ์ของพลเมืองในการตรวจสอบและวิจารณ์การทำงานของบุคคลสาธารณะและรัฐบาลโดยสุจริต ซึ่งมูลเหตุแห่งการฟ้องร้องไม่เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม นายณวัฒน์ได้ระบุในโพสต์ว่า "ศาลยกฟ้องแต่นายกอุทธรณ์ต่อ" พร้อมแสดงความคิดเห็นในเชิงตำหนิว่า "คนสาธารณะวิจารณ์ก็ไม่ได้ศาลบอกมูลเหตุไม่เพียงพอท่านนายกก็สั่งให้ทีมอุทธรณ์ จนศาลรับเข้าสู่ขบวนการสืบสวน เรื่องแค่นี้เองอยากให้ท่านเอาเวลาไปช่วยประชาชนให้มากที่สุดดีกว่าครับ"

‘ศุภณัฐ’ เทียบเคส!! 'อุโมงค์รถไฟฟ้า' VS 'ตึก สตง.' คกก.สอบสวนตั้งช้า คนนอกน้อยลง ชี้!! มีพิรุธ

(11 ต.ค. 68) นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพฯ จตุจักร-บางเขน-หลักสี่ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า …

[เทียบชัดๆ คกก.สอบสวน ตึกสตง. vs อุโมงค์รถไฟฟ้า – มีพิรุธหรือไม่?]

ตึก สตง.
-คกก. 22 คน // คนนอก 8 คน (36%)
-ตั้งคกก.ภายใน 2 วัน

อุโมงค์รถไฟฟ้า
-คกก. 11 คน // คนนอก 2 คน (18%)
-ใช้เวลาตั้งคกก.นาน 9 วัน
-คกก.พึ่งจะประชุมวันนี้วันแรก (หลังเกิดเหตุ 15 วัน)

ทำไมเคสอุโมงค์รถไฟฟ้า มีสัดส่วนคนนอกน้อยลง และใช้เวลาแต่งตั้ง คกก.นานขึ้น??

‘อนุทิน’ ลั่น!! ใครพูด ก็พูดไป ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ชี้!! ไม่ได้ทำอะไร!! เป็นประโยชน์กับบ้านเมือง แต่วิจารณ์ไปทั่ว

(11 ต.ค. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ที่บ้านหนองจาน หนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูงจังหวัดสระแก้ว ว่า ได้รับรายงานแล้ว ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย และเป็นไปตามกระบวนการที่ฝ่ายกองทัพได้ร่วมมือกับฝ่ายปฏิบัติการที่จะดำเนินการรักษาดินแดน

และรักษาอธิปไตยของเราอย่างเต็มที่ ซึ่งตอนนี้ทราบว่าเริ่มมีการเก็บกู้ทุนวัตถุระเบิดที่ส่งผลอันตรายต่อคนไทยและชาวกัมพูชา ซึ่งทุ่นระเบิดจะมีในพื้นที่ที่คนสัญจรไปมาไม่ได้

ส่วนกรณีที่ นายวีระ สมความคิด ระบุว่านายกรัฐมนตรีปัดความรับผิดชอบโยนเรื่องดังกล่าว ที่ขีดเส้นตายผลักดันชาวกัมพูชาออกในวันที่ 10 ตุลาคม ให้ทหารและผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วเป็นคนดูแลนั้น นายกฯ กล่าวว่า “ก็เขาไม่เข้าใจ ปากก็พูดไป ไม่ได้ทำอะไรเป็นประโยชน์กับบ้านเมือง วิจารณ์ไปได้ทั่วไปหมด แสงก็ริบหรี่ๆไม่ต้องไปหาหรอก ให้คนทำงานได้ทำงานดีกว่า

ซึ่งตอนนี้ต้องการกำลังใจ ไม่ใช่ผมต้องการนะ แต่เป็นคนที่ทำงาน หากคุณวีระจะส่งกำลังใจมาที่ผม ผมไม่ต้องการหรอก แต่ประชาชนทุกคนต้องให้กำลังใจ ไปยังผู้ปฏิบัติหน้าที่ เพราะทุกคนอยู่ในความกดดันหมด ต้องทำอย่างไรให้ละมุนละม่อมที่สุด

และทำอย่างไรไม่ให้เขาสร้างสถานการณ์ เพื่อนำไปฟ้องประชาคมโลก ว่าเราทำรุนแรงเกินกว่าเหตุ นี่คือสิ่งที่ผู้ปฏิบัติการทั้งหมด ต้องมีการวางแผน และมีการเตรียมความพร้อมเป็นอย่างดี”

‘กรมราชทัณฑ์’ เตรียมดัน!! ‘ทักษิณ’ สอนภาษาอังกฤษให้นักโทษ ดูแลความปลอดภัย!! แยกแดนให้ใหม่ ป้องกันวิวาทการเมือง

เมื่อวานนี้ (10 ต.ค. 68) ที่กรมราชทัณฑ์ พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เป็นประธานพิธีเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมราชทัณฑ์ ประจำปี 2568 ครบรอบ 110 ปี พร้อมมอบนโยบายเน้นย้ำการควบคุม และแก้ไขพัฒนาพฤตินิสัย ยกระดับงานราชทัณฑ์สู่การควบคุมดูแลผู้ต้องราชทัณฑ์ ให้เป็นไปตามหลักมาตรฐานสากล เพื่อคืนคนดี มีคุณค่าสู่สังคม และไม่หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำอีก โดยน้อมนำโครงการพระราชดำริเสริมสร้างอาชีพให้ผู้ต้องขังมีงานทำ เมื่อออกจากเรือนจำไปแล้วจะสามารถอยู่ในสังคมได้ ดำเนินชีวิตไม่กระทำผิดซ้ำอีก

ทั้งนี้เมื่อถามถึงกรณีการคุมขัง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าจะมีแผนฝึกอบรมหรือให้ออกไปบำเพ็ญประโยชน์ ตามที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวของนายทักษิณ เคยให้สัมภาษณ์ว่าคุณพ่ออยากช่วยคุมการลอกท่อหรือไม่ พ.ต.ท.ประวุธ กล่าวว่า นายทักษิณเป็นผู้ต้องขังสูงอายุ การจะให้ไปทำงานต้องคำนึงถึงสุขภาพ จึงอยากให้นายทักษิณไปช่วยเหลือด้านการศึกษา เช่น เป็นอาจารย์ภาษาอังกฤษ ให้ผู้ต้องขังในเรือนจำมากกว่า แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะเริ่มเมื่อใด ต้องเป็นไปตามระเบียบหลักเกณฑ์เรือนจำ

เมื่อถามถึงการยื่นขอพระราชทานอภัยโทษของนายทักษิณนั้น พ.ต.ท.ประวุธ กล่าวปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ บอกเพียงว่าเป็นไปตามขั้นตอน

สำหรับกรณีการขอพักโทษ แหล่งข่าวในกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า ตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ ผู้ต้องขังทั่วไปจะต้องรับโทษมาไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 แต่หากเป็นผู้ต้องขังอายุเกิน 70 ปีขึ้นไป ระเบียบกำหนดต้องรับโทษมาไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือไม่น้อยกว่า 6 เดือนขึ้นไป ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อคำนวณโทษออกมาแล้วเงื่อนใดมีโทษมากกว่ากัน โดยให้ยึดตามโทษที่มากกว่า ผู้เข้าหลักเกณฑ์จึงจะสามารถยื่นขอรับการพักโทษได้ จากนั้นกรมราชทัณฑ์ก็จะนำเรื่องเข้าคณะกรรมการเพื่อพิจารณาที่จะมีการประชุมเดือนละ 1 ครั้ง โดยหลักเกณฑ์นี้เป็นระเบียบที่ใช้กับผู้ต้องขังทุกคน

ส่วนกรณีของนายทักษิณนั้น กรมราชทัณฑ์เน้นดูแลใน 2 เรื่อง คือการดูแลสุขภาพ ยารักษาโรค และประวัติความเจ็บป่วย ส่วนอีกเรื่อง คือ เรื่องความปลอดภัย และการป้องกันความขัดแย้งทางการเมืองภายในเรือนจำ เนื่องจากภายในเรือนจำคลองเปรมมีผู้ต้องขังที่มีความเห็นทางการเมืองหลากหลาย จึงต้องมีการแยกแดนเพื่อลดการเผชิญหน้าของผู้ต้องขังแต่ละกลุ่ม ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แทรกซ้อนในเรือนจำ ขณะที่ประเด็นการให้ไปบำเพ็ญประโยชน์นั้น ก็ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของผู้ต้องขัง หากทำได้เรือนจำก็พร้อมสนับสนุน

ส่วนการขอพระราชทานอภัยโทษ ครั้งที่ 2 ต้องเป็นนักโทษประหารชีวิตนั้นไม่จำเป็น ซึ่งการขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะรายบุคคลเป็นสิทธิของผู้ต้องขังทุกคน โดยในชั้นเรือนจำฯ และ กรมราชทัณฑ์ ทำหน้าที่ตรวจสอบเอกสารว่าครบถ้วนหรือไม่ โดยเป็นพระราชอำนาจวินิจฉัยต้องส่งไปตามขั้นตอน ยกตัวอย่างกรณี นายบรรยิน ตั้งภากรณ์ เคยถูกตัดสินประหารชีวิตก็ยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ แต่หากฎีกาถูกยกคือไม่ลดโทษให้ และอีก 2 ปีจึงขอยื่นได้ใหม่อีกครั้ง

‘พีระพันธุ์’ ลั่น!! ไม่เล่นเกมการเมือง เดินหน้าปฏิรูปพลังงาน กำจัดคอร์รัปชัน ชู!! นโยบาย ปราบทุจริตคอร์รัปชัน ‘ประหารชีวิต - ลูกหลานต้องชดใช้’

(11 ต.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ THE STANDARD NOW ถึงสถานการณ์และความท้าทายที่พรรคเผชิญอยู่ พร้อมยืนยันว่าพรรคจะเดินหน้าต่อไปในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยมุ่งเน้นการทำงานเพื่อประชาชนและการแก้ไขปัญหาของประเทศ 

ในส่วนที่เกี่ยวกับอนาคตของพรรครวมไทยสร้างชาติและการเปลี่ยนแปลงภายในพรรคนั้น นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ตนรู้สึก "สบายใจขึ้น" ที่ปัจจุบันพรรคไม่มีกลุ่มก๊วน และยืนยันว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะยังคงลงสนามเลือกตั้งในครั้งหน้า ซึ่งตนกำลังคัดเลือกผู้สมัครใหม่ที่มุ่งมั่นตั้งใจทำงานเพื่อประเทศชาติ มีความซื่อสัตย์สุจริต และจงรักภักดีต่อสถาบันหลักของประเทศ โดยไม่หวังผลประโยชน์ส่วนตัวหรือตำแหน่ง

“สําหรับผม ผมไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านหรือเดือดร้อนเลย เพราะว่าการเมืองก็เป็นเรื่องแบบนี้ แล้วสาเหตุลึกๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงนี่ ผมพูดไม่ได้หรอก และผมคิดว่าสังคมก็รับไม่ได้ถ้ารู้เบื้องหลังนะ แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะว่าผมมีความตั้งใจที่จะทําพรรคการเมืองพรรคนี้ให้เป็นพรรคที่ให้ประชาชนเห็นว่า ผมมาทํางาน ผมไม่ได้มาเล่นเกมการเมือง และไม่ได้มาเล่นเกมธุรกิจการเมืองเพื่อหาเงิน” นายพีระพันธุ์กล่าว

นายพีระพันธุ์ยังได้กล่าวย้ำถึงอุดมการณ์พรรคว่า ตนไม่ต้องการให้พรรครวมไทยสร้างชาติถูกจัดอยู่ในกรอบอนุรักษ์นิยมหรือฝ่ายใด แต่ต้องการให้เป็นพรรคที่มาทำงานและแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างแท้จริง ไม่เห็นด้วยกับการแบ่งสีแบ่งฝ่ายทางการเมือง และต้องการให้ทุกคนรวมพลังกันเพื่อพัฒนาประเทศ พร้อมย้ำว่าเรื่องสถาบันหลักของประเทศเป็นสิ่งที่ตนยึดมั่นและไม่อาจประนีประนอมได้

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังได้กล่าวถึงผลงานและความท้าทายในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่ผ่านมาว่า ตนได้ดำเนินการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้ประชาชนมาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา และสามารถลดค่าไฟฟ้าลงมาต่ำได้กว่า 4 บาทต่อหน่วย โดยปัจจุบันค่าไฟอยู่ที่ 3.94 บาท และตั้งเป้าไว้ก่อนพ้นตำแหน่งว่าจะลดให้เหลือประมาณ 3.70 บาทในปี 2569 อีกทั้งยังได้ตรึงราคาก๊าซหุงต้มไว้ที่ 423 บาทต่อ 15 กิโลกรัมมาตลอด ซึ่งในการรับหน้าที่กำกับดูแลด้านพลังงานนี้ ตนได้เผชิญกับปัญหาอุปสรรคมาตลอดทาง ทั้งการปิดบังข้อมูล การไม่ได้รับความร่วมมือ และการต่อต้านจากผู้มีผลประโยชน์มหาศาล ซึ่งเป็นเหตุผลที่ไม่มีใครเคยแก้ไขปัญหาพลังงานของประเทศได้สำเร็จ แต่ตนมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงาน ทั้งเรื่องน้ำมัน ไฟฟ้า และก๊าซ โดยจะผลักดันกฎหมายที่สำคัญ เช่น พ.ร.บ. กำกับกิจการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อควบคุมราคาน้ำมันไม่ให้ผันผวนรายวัน พ.ร.บ. การสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้ประเทศมีน้ำมันสำรองของตนเอง ไม่ใช่อิงจากการสำรองน้ำมันของผู้ค้าเอกชน และร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ซึ่งจะช่วยปลดล็อกให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ง่ายขึ้น แต่ร่างกฎหมายฉบับหลังสุดนี้กลับโดนตีตกจากคณะกรรมการกฤษฎีกา ทั้ง ๆ ที่ ครม.ได้มีมติเห็นชอบไปแล้ว ซึ่งตนมองว่าเป็นการกระทำที่เกินอำนาจหน้าที่ของกฤษฎีกา โดยเชื่อว่ามีการขัดขวางจากผู้ได้รับผลประโยชน์เช่นเดิม

นายพีระพันธุ์ยังเปิดเผยอีกว่า นอกจากเรื่องพลังงานแล้ว นโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติจะเน้นการแก้ไขปัญหาความไม่ยุติธรรม การบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะการกำจัดเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน โดยเสนอโทษประหารชีวิตและให้ลูกหลานญาติพี่น้องชดใช้เงินคืนแผ่นดิน

“อีกอย่างนึงที่ผมคิดว่าต้องแก้ปัญหาโดยเร่งด่วนคือเรื่องของความไม่ยุติธรรมในสังคม และการบังคับใช้กฎหมายปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ผมกําลังคิดว่า นโยบายหลักอีกเรื่องของรวมไทยสร้างชาติ คือ พวกที่ทุจริตงบประมาณแผ่นดินต้องประหารให้หมด ญาติพี่น้องต้องชดใช้เงินคืนแผ่นดินทุกคน เราขโมยเงินคนตามกฎหมายอาญามีโทษอยู่แล้ว แต่นี่งบประมาณแผ่นดินเงินของคนทั้งประเทศ โทษเท่ากับขโมยเงินคนคนเดียวได้อย่างไร ประเทศนี้ต้องแก้ไข นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าผมจะเสนอทุกอย่างที่ควรจะต้องแก้ไขในประเทศนี้” นายพีระพันธุ์กล่าว

ต่อข้อซักถามในประเด็นข้อกล่าวหากรณีคลิปเสียงอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งพรรคถูกโจมตีมาตลอดว่าเหตุใดจึงไม่ถอนตัวนั้น นายพีระพันธุ์ชี้แจงว่า ช่วงแรกเสียงส่วนใหญ่ในพรรคเห็นว่า นายกฯ ควรต้องลาออก และได้มีมติให้ตนไปแจ้งให้นายกฯ ทราบ ซึ่งทาง นายกฯ ได้ขอเวลาทบทวนพิจารณา ต่อมา สมาชิกส่วนหนึ่งของพรรคก็มีความกังวลว่า ถ้าพรรคถอนตัวก็อาจจะเกิดการยุบสภา ซึ่งพวกเขายังไม่พร้อม จากนั้น ก็มีผู้ไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยคดีคลิปเสียงดังกล่าว ผู้บริหารพรรคจึงเห็นตรงกันว่า ควรรอฟังคำตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าหากพรรคไปชี้ว่าผิด แต่ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าไม่ผิด ก็จะเป็นเรื่องที่ไม่สมควร ดังนั้นจึงให้รอฟังคำตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญก่อนดีกว่า 

ประเด็นถัดมาเกี่ยวกับกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบตนเรื่องข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการแจกถุงยังชีพนั้น นายพีระพันธุ์กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นอีกความพยายามที่ตั้งใจจะทำให้ตนเสียหาย พร้อมอธิบายว่า การจะกระทำผิดเรื่องใดได้ต้องมีเจตนามาเป็นองค์ประกอบหลัก โดยในวันนั้น ตนได้ไปปฏิบัติภารกิจเยียวยาน้ำท่วม 9 จุด ใน 3 จังหวัด คือ จ.ชุมพร จ.สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช แต่ทำไมจึงมีปัญหาเกิดขึ้นเฉพาะใน จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเมื่อสืบหาข้อมูลก็พบว่า ก่อนหน้านั้น สส.ในพื้นที่ดังกล่าวซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบจัดการเรื่องของบริจาค ได้มาขอสนับสนุนสิ่งของจากพรรคไปร่วมบริจาค ตนจึงส่งข้าวสารถุงละ 5 กิโลกรัมจำนวนหนึ่ง ไปร่วมแจกจ่ายให้ประชาชนด้วย ในวันเกิดเหตุนั้น ทางทีมงานของ สส.ในพื้นที่ ก็ได้นำเอาข้าวสารที่ตนร่วมบริจาคไปรวมไว้ในถุงเดียวกับสิ่งของที่ได้รับมาบริจาคมาจาก ปตท. โดยได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ของ ปตท. แล้ว ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการขนส่งและแจกจ่ายให้แก่พี่น้องประชาชน พร้อมกับแปะสติกเกอร์รูปของตนที่ทำกันไว้เองก่อนหน้านั้นบนด้านหน้าถุงเหมือนที่เคยทำด้วยความเคยชิน ซึ่งตนไม่ได้สังเกตเห็นในจุดนี้ตั้งแต่แรก เพราะคนที่ส่งถุงยังชีพมาให้หันด้านหลังถุงให้ตนส่งต่อแก่ชาวบ้าน แต่เมื่อตนสังเกตเห็น ก็บอกให้นำสติกเกอร์ดังกล่าวออกและหยุดแจกถุงยังชีพทันที และมีพยานรู้เห็นในเรื่องนี้ แต่กลับไม่อยู่ในสำนวน ตนจึงไปแจ้งความให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไปสอบสวนและบันทึกข้อมูลไว้แล้ว

“กรณีนี้ผมถูกวางยาแน่นอน ผมจะไปลงพื้นที่พรุ่งนี้เช้า ตารางกำหนดการของผมเสร็จคืนนี้ 4 ทุ่ม แล้วผมจะเอาของ เอาสติ๊กเกอร์จากไหนมาเตรียมการ แล้วถ้าผมจะทํา ทําไมผมไม่ทําทุกจังหวัด แล้วที่เห็นในภาพก็มีรูปของท่านอดีตรัฐมนตรีด้วย แต่บอกว่าท่านไม่ผิด ผมผิดคนเดียว” นายพีระพันธุ์ตั้งข้อสังเกต 

สุดท้าย นายพีระพันธุ์ได้กล่าวขอบคุณประชาชนที่ให้กำลังใจ และยืนยันว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติให้ดียิ่งขึ้นไปกว่าเดิม

‘สุรวิชช์’ มือขวาสนธิ วิจารณ์ ‘กวีเหลวไหว’ ชี้! ผู้สร้างความขัดแย้ง - เปลี่ยนกลอนเสียดสีให้เป็นเงิน

นายสุรวิชช์ วีรวรรณ คอลัมนิสต์ประจำเครือผู้จัดการ มือขวานายสนธิ ลิ้มทอง โพสต์เฟซบุ๊ก Surawich Verawan ว่า กวีเหลวไหลผู้สร้างฐานะจากความขัดแย้ง

ในสังคมที่ความขัดแย้งกลายเป็นสินค้าทางอารมณ์ มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้อยู่รอดด้วยอุดมการณ์ แต่ด้วยการอ่าน “รสนิยมแห่งความเกลียด” ของผู้คนอย่างแม่นยำ หนึ่งในนั้นคือ ชาติชาย ผาสุก หรือที่โลกออนไลน์รู้จักกันในชื่อ “กวีเหลวไหล” ชายใต้ผู้เริ่มต้นจากปากกาและสำนวนกลอน จนกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ทางการเมืองที่สามารถเปลี่ยนคำเสียดสีให้กลายเป็นเงินสดได้จริงในโลกแห่งความแตกแยก

ชาติชาย ผาสุก เกิดวันที่ 5 กันยายน 2508 ที่ระโนด จังหวัดสงขลา จบคณะทรัพยากรธรรมชาติ ม.อ.หาดใหญ่ เขาเป็นคนชอบศิลปะ ดนตรี และวรรณกรรม เคยเป็นเซลล์ขายอาหารกุ้งก่อนจะหันมาจับปากกา เขียนกวีและเรื่องสั้นในสำนวนใต้ที่ประชดและเสียดสีได้เจ็บแต่ขำ เขาไม่สังกัดกลุ่มวรรณกรรมใด แต่มีฝีมือที่ได้รับการยอมรับในระดับหนึ่ง ทว่าโลกของวรรณศิลป์ไม่อาจเลี้ยงชีพได้ดีเท่าการเมืองในยุคที่ทุกคนแบ่งข้าง และเมื่อปี 2549 มาถึง เขาเลือกข้างอย่างชัดเจน

ชาติชายเข้าร่วมขบวนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และต่อมากับ กปปส. ของสุเทพ เทือกสุบรรณ เขาไม่ได้อยู่แถวหน้า แต่กลายเป็น “กวีปลุกใจ” ของฝ่ายขวา ผู้ใช้คำพูดกวนๆ ล้อเลียนแรงๆ แต่ตรงใจมวลชน เมื่อ คสช. เข้าครองอำนาจ เขากลายเป็นผู้สนับสนุน “ลุงตู่” อย่างชัดเจน และใช้เฟซบุ๊กเป็นสนามการสื่อสารหลัก จนเกิดเพจ “กวีเหลวไหลแท้” ที่มีผู้ติดตามเกือบหนึ่งแสนคน กลายเป็นนักสื่อสารที่พูดแทนความรู้สึกของฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลด้วยภาษาที่สะใจมากกว่าชี้แจง

เขาไม่เพียงใช้ถ้อยคำเพื่อแสดงความคิดเห็น แต่ใช้มันสร้างรายได้จริง เขารวบรวมบทกวีและโพสต์เสียดสี “ทักษิณ ชินวัตร” และ “ระบอบทักษิณ” มาพิมพ์เป็นพ็อกเก็ตบุ๊กขายตรงให้กลุ่มแฟนคลับ “มือตบ” และผู้ศรัทธาในลุงตู่ มีรายงานว่าหนังสือชุดนั้นทำรายได้แตะหลักล้านบาทในเวลาไม่นาน จากนั้นเขาแต่งเพลง ร้องเพลง และอัปโหลดลงแพลตฟอร์มต่าง ๆ จนมียอดวิวหลักแสน ทำให้มีรายได้จากค่าโฆษณาและการสมัครสมาชิกเพจทางเฟซบุ๊ก เขาเปลี่ยนจาก “นักกวีสมัครเล่น” กลายเป็น “ผู้ประกอบการทางอารมณ์” ที่เข้าใจว่าความขัดแย้งคือทรัพย์สิน

ทุกโพสต์ของเขาคือสินค้าชิ้นหนึ่ง ทุกคำเสียดสีคือเนื้อหาที่ขายได้ และทุกยอดวิวคือเงิน เขาไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองเท่ากับการเข้าใจตลาดของอารมณ์ผู้บริโภค ในฐานะเคยเป็นเซลล์แมนขายอาหารกุ้งมาก่อน ความขัดแย้งคือพื้นที่สร้างรายได้ และเขาเรียนรู้ที่จะรักษากระแสของตัวเองอย่างมืออาชีพ เมื่อกระแส “ด่าทักษิณ” เริ่มอิ่มตัว เขาก็ปรับแนวทางใหม่ ขยับไปเสียดสี “บ้านพระอาทิตย์” และกลุ่มอนุรักษ์นิยมอีกฝั่ง เพื่อเรียกยอดวิวชุดใหม่ ไม่ใช่การเปลี่ยนขั้ว แต่เป็นการเปลี่ยนตลาด เปลี่ยนลูกค้า และขยายช่องทางทำเงินในโลกที่ “ความคิดเห็น” กลายเป็นสินทรัพย์

ชาติชาย ผาสุก หรือ “กวีเหลวไหล” จึงไม่ใช่แค่กวีธรรมดา แต่เป็นภาพแทนของยุคที่ การเมืองกลายเป็นตลาด และตลาดกลายเป็นการเมือง เขาไม่ได้ขายความจริง แต่ขายความสะใจ เขาไม่ต้องพูดถูก แค่พูดโดน และในประเทศที่คนแบ่งข้างจนความรู้สึกมีราคามากกว่าความจริง ใครเข้าใจจังหวะของความเกลียด คนนั้นก็อยู่รอด และรวยกว่าคนที่พูดด้วยเหตุผล

ในโลกที่ทุกความเห็นมีมูลค่า “กวีเหลวไหล” คือผู้ที่เข้าใจสมการนั้นดีที่สุด เขาเปลี่ยนกลอนให้เป็นเงิน เปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นอาชีพ และเปลี่ยนสนามการเมืองให้เป็นเวทีธุรกิจส่วนตัว เขาอาจไม่ถืออำนาจในรัฐ แต่ถืออำนาจในใจของคนที่อยากได้ใครสักคนมาพูดแทนสิ่งที่พวกเขาอยากจะพูด และนั่นคือกวีเหลวไหล ผู้สร้างฐานะจากความขัดแย้งอย่างแนบเนียนที่สุดคนหนึ่งในยุคนี้

‘นพ.วีระพันธ์’ จี้ สปสช. เร่งแก้ปัญหาจ่ายเงินล่าช้า หวั่นระบบล่ม รพ.ขาดเงินหมุน - คลินิกทยอยปิดกิจการ

นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา โพสต์เฟซบุ๊กว่า ทำไมประชาชนเดือดร้อน เมื่อ สปสช. ยังไม่จ่ายเงินให้โรงพยาบาล?

หลายคนอาจคิดว่าเรื่องนี้เป็นแค่ปัญหาทางบัญชีระหว่าง “โรงพยาบาลกับ สปสช.” แต่จริง ๆ แล้วคนที่เดือดร้อนที่สุดคือ “ประชาชนผู้ป่วย” ครับ

โรงพยาบาลรัฐส่วนใหญ่มีรายได้หลักจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เงินก้อนนี้ถูกนำไปซื้อยา ซ่อมเครื่องมือแพทย์ จ่ายค่าเวร และดูแลระบบต่าง ๆ ภายในโรงพยาบาล

เมื่อโรงพยาบาลรักษาคนไข้ไปแล้ว แต่เงินจาก สปสช. ยังไม่ถูกจ่ายคืนตามจำนวนจริง
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ “ไม่มีเงินหมุน”
บริษัทไม่ปล่อยยามาให้ เพราะค้างชำระ
ห้องผ่าตัด ห้องพิเศษ เครื่องมือแพทย์ขาดงบซ่อม
เงินจ่ายบุคลากรล่าช้า
ยาที่เคยใช้ดีต้องเปลี่ยนเป็นยาราคาถูกแทน
และที่ร้ายกว่านั้น คือหลายแห่ง “ต้องหยุดให้บริการ”

อย่าง โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ซึ่งเคยรับคนไข้สิทธิ์ 30 บาท ก็ต้อง “หยุดรับรักษาชั่วคราว” เพราะขาดสภาพคล่อง
คลินิกในกรุงเทพฯ อีกหลายแห่ง ก็ทยอย “ปิดตัวลง” ด้วยเหตุผลเดียวกัน — ไม่มีเงินหมุนจากกองทุน

ผลที่ตามมาชัดเจนมากครับ
คนไข้จำนวนมากต้องเดินทางไกลขึ้น รอคิวนานขึ้น ได้ยาน้อยลง หรือบางคนไม่มีที่รักษาเลย
นี่ไม่ใช่ปัญหาของโรงพยาบาลฝ่ายเดียว

แต่เป็น “ปัญหาของประชาชนทั้งประเทศ”
เมื่อผู้ให้บริการไม่มีเงิน ระบบสาธารณสุขทั้งระบบก็สั่นคลอน
และคนที่เจ็บป่วยคือคนที่ต้อง “จ่ายด้วยความเดือดร้อนของตัวเอง”

อยากให้ทุกคนเข้าใจและช่วยกันจับตา งบ 8,000 ล้านบาทที่ สปสช. จะได้มา ควรมาช่วย รพ. ที่ขาดสภาพคล่องก่อน อย่าเพิ่งไปเริ่มโครงการใหม่ๆ อวดคนไม่รู้อยู่อีกเลย

เพราะสุขภาพของคนไทยทุกคน ไม่ควรต้องขึ้นอยู่กับการจ่ายช้าของใครเลยครับ 

‘อรรถพล’ ติดเบรก พ.ร.บ.โซลาร์เสรี ฉบับ ‘พีระพันธุ์’ อ้างความเห็นกฤษฎีกา ชี้ซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่มีอยู่เดิม

‘อรรถพล’ ไม่เดินหน้าต่อ 'ร่าง พ.ร.บ. โซลาร์เสรี' ของกระทรวงพลังงานยุค ‘พีระพันธุ์’ หลังกฤษฎีกาตีตก ด้วยเหตุผลมีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่มีอยู่เดิม ที่เปิดให้ประชาชนสามารถติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าได้อยู่แล้ว

ประเด็น “ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์” ที่ผลักดันในสมัยที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติหลักการ ไปเมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2568 แต่ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) เห็นว่ายังไม่มีความจําเป็นถึงขนาดที่จะต้องตราร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขึ้นมาใหม่ เพราะมีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายเดิมที่มีอยู่ รวมทั้งมาตรการหรือกลไกตามร่างกฎหมายที่เสนอก็มีความคลุมเครือ มีการใช้ดุลยพินิจอย่างกว้างขวาง ซึ่งอาจกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนเกินสมควร จึงเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาทบทวนหลักการให้ชัดเจน นั้น 

ล่าสุด นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าว เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ว่า ความเห็นของทาง คณะกรรมการกฤษฎีกา ถือว่ามีเหตุผล ซึ่งกระทรวงพลังงานคงจะไม่เดินหน้าต่อในการผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ดังกล่าว แต่จะใช้วิธีการเจรจากับกระทรวงที่เกี่ยวข้องในการปรับปรุงระเบียบขั้นตอนการดำเนินการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้นแทน โดยจะมีการนำเสนอเรื่องให้ คณะรัฐมนตรีพิจารณาทบทวนในหลักการตามความเห็นของ คณะกรรมการกฤษฎีกา 

ทั้งนี้การไม่เดินหน้าต่อ ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์  จะไม่กระทบต่อการผลักดันโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน และ โซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร ภายใต้นโยบายการสร้างรายได้ลดรายจ่ายด้านพลังงาน Quick Big Win ของรัฐบาล 

สำหรับ “ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์” ที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติหลักการนั้น เป็นร่างกฎหมาย ที่กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือ โซลาร์รูฟท็อป สำหรับใช้เองในที่อยู่อาศัยและในสถานประกอบกิจการ โดย มีเนื้อหาสำคัญ 5 เรื่อง ได้แก่ 1. กำหนดให้มีการแจ้งการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อใช้เองในที่อยู่อาศัยหรือสถานประกอบการ ต่ออธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน โดยไม่ต้องขออนุญาตการติดตั้งจากหน่วยงานของรัฐหลายๆ แห่งอีก

2. มีการกำกับให้ใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโซลาร์รูฟท็อปเฉพาะในสถานที่ติดตั้งเท่านั้น 3. กำหนดหลักเกณฑ์การติดตามการจัดการซากอุปกรณ์และห้ามถอดแยกชิ้นส่วนซากอุปกรณ์ของโซลาร์รูฟท็อปหลังหมดอายุการใช้งานแล้ว ให้เป็นไปอย่างถูกต้องและปลอดภัย

4.กำหนดอำนาจและหน้าที่ของเจ้าพนักงานเพื่อตรวจสอบและติดตามการติดตั้งอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ และ

5.มีบทลงโทษสำหรับการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ. ฉบับนี้

ในขณะที่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งเป็นผู้ผลักดันร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ได้เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจของพรรครวมไทยสร้างชาติ แสดงความไม่เห็นด้วยต่อความเห็นของ คณะกรรมการกฤษฎีกา เพราะการยกร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว จะช่วยให้การติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้า ดำเนินการได้ภายใต้กฎหมายฉบับเดียวจากเดิมที่ต้องไปขออนุญาตกับหลายหน่วยงาน โดยยืนยันว่าเป็นกฎหมายที่ไม่ซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่มีอยู่เดิม เพราะปัจจุบันประเทศไทย ยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นการเฉพาะ

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ ยังเห็นว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ไม่ได้เป็นการเพิ่มภาระให้กับประชาชน อย่างที่คณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็น แต่กลับให้สิทธิและโอกาส ประชาชนเข้าถึงการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้มากขึ้น สะดวก และรวดเร็วขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top