Saturday, 7 November 2026
POLITICS

หลังวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ “นิพนธ์-สมยศ” ต้องกุมขมับคิดหนัก ในการตัดสินใจครั้งใหญ่

มีคำถามมากมายว่าน้ำท่วมใต้ โดยเฉพาะหาดใหญ่ที่โหดร้าย รุนแรง กระทบการเมืองอย่างไร การเมืองในสงขลา / ขั้วนิพนธ์ บุญญามณี ได้ตัดสินใจแล้วย้ายไปภูมิใจไทย จะกลับใจได้ไหม ทันไหม มีสรรเพชญ บุญญามณี / สมยศ พลายด้วง ย้ายตามไปด้วย

เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน น้ำท่วมเป็นเหตุ รัฐบาลภายใต้อนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี ถูกวิจารณ์หนักถึงความล้มเหลวในการบริหารภาวะวิกฤต จะมีผลให้กลุ่มนิพนธ์ /สมยศ ตัดสินใจไม่ย้ายพรรคได้หรือไม่
-จะกลื่นเลือด หรือกลับคำ

สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ โดยเฉพาะ สงขลา ไม่ได้เป็นแค่ภัยพิบัติธรรมชาติ แต่ส่งแรงสะเทือนทางการเมืองเป็น “โดมิโน” โดยเฉพาะ ขั้วนิพนธ์ บุญญามณี ที่ตัดสินใจย้ายไปพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แล้ว

1) การเมืองสงขลาที่กำลังสั่นไหว เดิมมีสัญญาณชัดว่า นิพนธ์ บุญญามณี ตัดสินใจย้ายไปภูมิใจไทย มีสรรเพชญ บุญญามณี และสมยศ พลายด้วง ตามไปด้วย

เตรียม “แพ็กทีม” ย้ายตามไปด้วย ถือเป็น “บล็อกการเมือง” ที่มีฐานคะแนนแข็งในเมืองสงขลา ย่านควนลัง–คอหงส์ และเครือข่าย อบจ./อบต.ที่เข้มแข็ง

การย้ายครั้งนี้เกือบจะลงล็อกอยู่แล้ว แต่…?

2) น้ำท่วมทำให้สถานการณ์เปลี่ยน สิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น น้ำท่วมครั้งนี้กลายเป็น “ตัวแปรใหม่” เพราะประชาชนตั้งคำถามดังๆ ว่า

รัฐบาลภายใต้การนำของอนุทิน บริหารวิกฤตล้มเหลว
 -แจ้งเตือนช้า /ไม่เน้นย้ำ
 -การช่วยเหลือไม่ทัน
 -ภาพรวมการประสานงานดูยุ่งเหยิง
 -ท้องถิ่นต้องแก้ปัญหาเอง
 -ภูมิใจไทยในฐานะพรรคเจ้ากระทรวงหลัก ถูกวิจารณ์หนัก
 -ให้ข้าราชการเป็นแพะรับบาป

เมื่อรัฐบาลเสียภาพลักษณ์ คนที่กำลังจะย้ายเข้าภูมิใจไทย…ย่อมต้อง คิดหนัก คิดใหม่

3) คำถามสำคัญ: กลุ่มนิพนธ์–สมยศ จะ “กลืนเลือด” หรือ “กลับคำ”?

ปัจจัยที่อาจทำให้ “ไม่ย้าย”
1.กลัวถูกมองว่าเลือกพรรคผิดเวลา น้ำท่วมยังไม่ทันแห้ง ประชาชนกำลังโกรธรัฐบาล หากประกาศย้ายตอนนี้ ถูกด่าเละแน่
2.ภาพลักษณ์พื้นที่ในสงขลา ยังเป็นพื้นที่ที่คนให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อปัญหาน้ำท่วม ใครขยับผิดจังหวะ คะแนนหายทันทีแน่นอน
3.คะแนนเสียงฐานเดิมของนิพนธ์คอการเมืองสงขลารู้ดีว่า
ยี้ห้อ “บุญญามณี” การันตีได้ มีน้ำหนักในพื้นที่
แต่เสี่ยงถูกกัดเซาะคะแนน หากไปอยู่พรรคที่เพิ่งถูกวิจารณ์จากภัยพิบัติ
4.สัญญาณภายในภูมิใจไทยเอง ถ้ารัฐบาลไม่สามารถจัดการวิกฤตได้ดี ภูมิใจไทย (ภท.)อาจตกอยู่ในโหมด “ป้องกันความเสียหาย” มากกว่าดึงคนเข้า ภูมิใจไทยจะกู้วิกฤตได้ด้วยมาตรการฟื้นฟู-เยียวยา ที่เร็วและแรงพอ ไม่งั้นตายอย่างเขียด

4)แต่โอกาส “กลืนเลือด แล้วย้ายต่อ” ก็ยังมี มุมกลับคือ กลุ่มนิพนธ์อาจเลือก “เดินหน้าตามดีลเดิม” ด้วยเหตุผลคือ
 -ดีลผลประโยชน์และพื้นที่เลือกตั้งอาจลงตัวไปหมดแล้ว
 -การเมืองระดับชาติยังต้องรอดู “ปีเลือกตั้ง”
 -ภท. อาจแก้วิกฤตได้บางส่วนในช่วงต่อไป
 -กลุ่มนิพนธ์ต้องการพรรคที่ให้โอกาสทางการเมืองมากกว่าพรรคเดิม

สรุปว่า

แนวโน้มที่ 1 — กลับคำ ไม่ย้าย (50%)
น้ำท่วมส่งผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์รัฐบาล–ภูมิใจไทย หากคะแนนเสียงในพื้นที่สะเทือนหนัก  กลุ่มนิพนธ์อาจ “พับดีล” หรือ “ชะลอ” การย้าย

แนวโน้มที่ 2 กลืนเลือด แล้วย้ายต่อ (50%)
ถ้าดีลผลประโยชน์/พื้นที่ได้เปรียบมากกว่า และประเมินว่าคะแนนไม่เสียมากก็อาจเดินหน้าตามแผน แม้สถานการณ์จะไม่เอื้อ

ประโยคสรุปสั้นที่สุด
น้ำท่วมทำให้เกมย้ายพรรคของกลุ่มนิพนธ์–สมยศ “ไม่จบเหมือนเดิม” แต่เปิดโอกาสให้ทุกอย่าง “กลับตาลปัตร” ได้ทันที หากประชาชนโทษรัฐบาลหนักขึ้นเรื่อยๆ

แต่นักการเมืองไม่ควรชักเข้าชักออก ตัดสินใจแล้วเดินหน้า แพ้ชนะไปว่ากันในสนามเลือกตั้ง

เรียนรู้จาก “ลุงตู่ในยุคโควิด” : บทเรียนรัฐรวมศูนย์ ดิจิทัลสวัสดิการ และการเมืองใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ถ้า “สึนามิ 2547” เป็นวิกฤตที่ทำให้ภาพจำของ “ทักษิณในวันภัยพิบัติ” ติดอยู่ในหัวคนไทย

“โควิด-19” ก็เป็นวิกฤตยาว 2–3 ปีที่ผูกชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา – “ลุงตู่” ไว้กับคำว่า  
ศบค. – พ.ร.ก.ฉุกเฉิน – เคอร์ฟิว – คนละครึ่ง – เป๋าตัง  
หลายสื่อเล่าไปแล้วว่า รัฐบาลประยุทธ์ “เอาอยู่ช่วงแรก แต่หลุดหนักตอนเดลต้า”  
แต่ถ้าจะ “เรียนรู้จากลุงตู่ตอนโควิด” แบบที่สื่ออื่นยังไม่ค่อยพูด เราต้องมองให้ลึกกว่าแค่ตัวเลขผู้ติดเชื้อกับดราม่าวัคซีน  

บทความนี้ชวนมอง “โควิดยุคลุงตู่” เป็นห้องทดลองของรัฐไทย ว่าเมื่อเอา  
- รัฐทหาร  
- ระบบราชการ  
- การเมืองแบบรวมศูนย์  
- เทคโนโลยีดิจิทัล  

มาปะทะกับโรคระบาดระดับโลก – เราได้อะไรกลับไปบ้าง (ทั้งด้านดีและด้านที่ควรจำไว้ไม่ให้ซ้ำรอย)
1. จากนายกคุมม็อบ สู่นายกคุมโรค: พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แบบลากยาว 2 ปีครึ่ง
26 มีนาคม 2563 ไทยประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักร เพื่อรับมือโควิด ตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน 2548 โดยอำนาจ

สุดท้ายรวมอยู่ที่นายกฯ ประยุทธ์ ผ่าน “ศบค.” ที่เขาเป็นประธานเอง  
บนหน้ากระดาษ นี่คือเครื่องมือด้านสาธารณสุข  
แต่ในทางปฏิบัติ พ.ร.ก.ฉุกเฉินถูกใช้ต่อเนื่องตั้งแต่มีนาคม 2563 จนถึงกันยายน 2565 – ยาวราว 2 ปีครึ่ง  

องค์กรสิทธิหลายแห่ง ชี้ว่า ในช่วงเดียวกันนั้น  
- มีการใช้ข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินกับผู้ชุมนุมทางการเมืองจำนวนมาก  
- ทำให้กฎหมายที่ตั้งใจไว้เพื่อควบคุมโรค กลายเป็นเครื่องมือควบคุมถนนทางการเมืองไปพร้อมกัน  

สิ่งที่น่าเรียนรู้ (แบบไม่ต้องดราม่า) คือ  
- พ.ร.ก.ฉุกเฉินทำให้ไทย “สั่งการรวดเร็ว” จริง – เคอร์ฟิว ปิดด่าน ห้ามรวมกลุ่ม ทำได้ในคืนเดียว  
- แต่การลากใช้ยาวเกินระยะที่จำเป็น ทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “สาธารณสุข” กับ “การเมือง” เลือนหาย  

นี่คือบทเรียนเชิงโครงสร้างว่า  
ถ้าจะใช้ “กฎหมายฉุกเฉิน” กับโรคระบาด  
ต้องมี “กลไกตรวจสอบ-กำหนดเพดานเวลา” ชัดกว่านี้  
ไม่อย่างนั้น อำนาจที่ได้มาเพื่อคุมโรค จะไหลไปคุมผู้เห็นต่างโดยอัตโนมัติ
2. ผู้นำรีโมตผ่านทีวี: ศบค. กับศิลปะการ “ไม่ถูกเกลียดคนเดียว”
ยุคลุงตู่ เราไม่ได้เห็นภาพนายกฯ ลงเตียงคนไข้ทุกวันแบบสมัยสึนามิ แต่เราเห็นอย่างอื่นแทน คือ  
- โครงสร้างศูนย์กลางอย่าง “ศบค.” ที่นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ  
- แต่ “หน้าแทนรัฐบนจอทีวี” ทุก 11 โมง คือ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แพทย์ผู้ตรวจราชการสธ.  

รายงานด้าน pandemic governance ยกตัวอย่างไทยว่า  
การตั้ง “ศูนย์กลางสื่อสารเดียว” (single communication hub) ผ่านโฆษกแพทย์ ช่วยให้ข้อมูลโควิดช่วงแรก “ฟังดูเป็นวิทยาศาสตร์” มากกว่าเป็นการเมือง  

แต่มุมที่สื่อไม่ค่อยพูดคือ  
ศบค. ถูกออกแบบให้  
- เวลา “ข่าวดี” – เครดิตกลับไปหานายกฯ และรัฐบาล  
- เวลา “ข่าวร้าย” – คนด่าระบายไปลงที่ ศบค. กับหมอในจอทีวี 

นี่คือกลยุทธ์ “การเมืองแบบรีโมต”  
- นายกฯ ถืออำนาจตัดสินใจ บวก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน  
- แต่ “ทัพหน้า” ที่ออกมาพูดกับประชาชน คือข้าราชการสายแพทย์  

ข้อดี: ลดการปะทะตรง ๆ ระหว่างประชาชนที่เครียด กับตัวนายกฯ  
ข้อเสีย: การตัดสินใจเชิงการเมืองซ่อนอยู่หลัง “ภาษาวิชาการ” ของแพทย์  
ทำให้ยากที่สังคมจะถกเรื่อง “ความเสี่ยงด้านสาธารณสุข vs ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ-สิทธิประชาชน” อย่างโปร่งใส 

นี่คือบทเรียนเรื่อง “การจัดวางตัวละครในวิกฤต” ที่รัฐไทยใช้ได้ผลระดับหนึ่ง แต่ก็ควรคุยกันต่อว่ามันแฟร์กับหมอและผู้เชี่ยวชาญแค่ไหน
3. ความสำเร็จรอบแรกที่กลายเป็น “โอเวอร์คอนฟิเดนซ์” รอบสาม
ปี 2563 ไทยถูกยกเป็นตัวอย่างประเทศควบคุมโควิดได้ดี – ผู้ติดเชื้อ-เสียชีวิตต่ำเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ขณะที่โลกตะวันตกติดเชื้อพุ่ง แต่บทวิเคราะห์หลายชิ้นชี้ว่า ความสำเร็จในปีแรก ทำให้รัฐบาล “มั่นใจเกินไป” จนแผนวัคซีนช้าและกระจุกตัว พอเดลต้ามาในกลางปี 2564 ระบบจึงพังยับเยิน  

จุดที่ถูกวิจารณ์หนัก ได้แก่  

1) การพึ่ง AstraZeneca จากโรงงาน Siam Bioscience เป็นหลัก  
  - โรงงานที่ยังไม่เคยผลิตวัคซีนมาก่อน  
  - ทำสัญญาในแบบที่ทำให้ไทยเองก็ยังไม่มั่นใจเรื่องกำลังผลิตและส่งมอบช่วงแรก  

2) การอัด Sinovac จำนวนมากในช่วงต้น 2564  
  - ภายหลังพบว่ามีประสิทธิภาพต่ำกว่าและสู้เดลต้าได้ไม่ดีเท่าวัคซีน mRNA  
  - ก่อให้เกิดแรงกดดันจากบุคลากรแพทย์และประชาชนระดับหน้าด่านให้เปลี่ยนสูตร/เข็มกระตุ้น  

3) การกระจายวัคซีนที่ผูกกับการเมืองระดับพื้นที่  
  - หลายจังหวัดท่องเที่ยว-จังหวัดฐานคะแนนเสียง ถูกจับตาว่าได้วัคซีนเร็วกว่าพื้นที่แรงงานอพยพหรือชุมชนแออัด  

บทเรียนจาก “ลุงตู่ตอนเดลต้า” คือ  
- ความสำเร็จ “ล็อกดาวน์ได้ดี” ปีแรก ไม่ได้แปลว่ารัฐเข้าใจเกมวัคซีน  
- รัฐที่ถนัดการควบคุม-สั่งการ อาจไม่ถนัดการดีล supply chain โลก และเจรจากับบริษัทยาข้ามชาติ  

และที่สำคัญ

เมื่อผู้นำรวมศูนย์การตัดสินใจวัคซีนไว้ที่ตัวเอง ความพลาดเชิงยุทธศาสตร์ ก็กลับมาทับที่ตัวผู้นำเต็ม ๆ เช่นกัน
4. ดิจิทัลสวัสดิการเฉพาะกิจ: “เป๋าตัง–คนละครึ่ง” กับคนที่ถูกทิ้งหน้าร้าน
ด้านที่มักถูกเล่าฝั่งสวยงาม คือแพ็กเกจช่วยเหลือเยียวยา เช่น  
- “เราไม่ทิ้งกัน”  
- “คนละครึ่ง”  
- “เราชนะ”  
- และกองมาตรการผ่านแอป “เป๋าตัง”  

มาตรการเหล่านี้ช่วยพยุงการบริโภคและธุรกิจรายย่อยบางส่วนไว้ได้จริง ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยติดลบหนัก และการท่องเที่ยวหยุดชะงัก แต่รายงานด้านผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจสะท้อนอีกด้านว่า  
- แรงงานนอกระบบจำนวนมากได้รับผลกระทบรุนแรง ทั้งการตกงาน รายได้เหลือน้อยกว่า 40% ของก่อนโควิด  
- กลุ่มนวด มหรสพ บันเทิง รายได้แตะ “0 บาท” ช่วงล็อกดาวน์ยาว ๆ  
- การออกแบบสวัสดิการผ่านดิจิทัลและแอปมือถือ ทำให้คนที่ไม่มีสมาร์ตโฟน ไม่ชำนาญดิจิทัล หรือไม่มีเอกสารทางการ เข้าไม่ถึงหรือเข้าถึงลำบาก  

มุมที่ควรเรียนรู้จากยุคลุงตู่คือ  
- เราได้เห็น “โครงร่างรัฐสวัสดิการดิจิทัลไทย” แบบทดลองจริงเป็นครั้งแรก  
- แต่มันถูกใช้แบบ “เคสฉุกเฉิน” ไม่ใช่ “สิทธิถาวร” 

คำถามที่ยังค้างอยู่หลังโควิดคือ  
ถ้าเรามีระบบลงทะเบียน-จ่ายเงินดิจิทัลระดับชาติได้แล้ว  
ทำไมเรายังไม่กล้าพูดเรื่อง “สวัสดิการถาวร” ที่ไม่ผูกกับวิกฤต และไม่ผูกกับความนิยมรัฐบาล?

5. โควิดในฐานะ “ส่องไฟ” ใส่ความเหลื่อมล้ำ – และข้อจำกัดของรัฐรวมศูนย์
รายงานหลายฉบับชี้ตรงกันว่า โควิดทำให้เห็นชัดว่า  
คนจน แรงงานนอกระบบ ผู้หญิง คนพิการ คือกลุ่มที่รับแรงกระแทกหนักที่สุด ทั้งรายได้หาย หนี้พุ่ง และเสี่ยงความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้น  

ในกรุงเทพฯ งานศึกษาพบว่า  
- กลางปี 2564 แรงงานนอกระบบจำนวนมากมีรายได้เหลือน้อยกว่า 40% ของก่อนโควิด  
- คนในชุมชนแออัด ห้องเช่าเล็ก ๆ ไม่สามารถ “ล็อกดาวน์แบบมีศักดิ์ศรี” ได้จริง

สิ่งที่สะท้อนผ่านยุคลุงตู่คือ  
1) รัฐรวมศูนย์สั่งการเร็ว แต่ลงลึกไม่ถึงทุกซอกหลืบ  
  - นโยบายออกจากส่วนกลางเร็ว  
  - แต่การแปลงเป็น “ความช่วยเหลือแบบรายบ้าน รายตลาด รายห้องแถว” ยังต้องพึ่งเครือข่ายชุมชน อาสาสมัคร และ NGO อย่างหนัก  
2) ความเหลื่อมล้ำด้านที่อยู่อาศัย–การทำงาน ทำให้มาตรการสาธารณสุขไม่เท่าเทียม  
  - คนชนชั้นกลาง WFH ได้ – อยู่คอนโด ห้องกว้าง อินเทอร์เน็ตดี  
  - แต่คนในชุมชนแออัด ห้องเช่าแน่น ๆ ไม่มีทางเว้นระยะห่างได้ตามตำรา  

ตรงนี้ ไม่ใช่เรื่อง “ลุงตู่คนเดียว”  
แต่โควิดทำให้เห็นว่า โครงสร้างรัฐไทยในมือใครก็ตาม ก็จะติดเพดานเดิม ๆ ถ้าไม่แตะประเด็นความเหลื่อมล้ำอย่างจริงจัง
6. เมื่อกฎหมายโรคระบาดถูกใช้ขนาบเสรีภาพ: ผสมโควิดกับการเมืองแล้วเกิดอะไรขึ้น

ปี 2563–2564 ไม่ใช่แค่ปีของโควิด แต่ยังเป็นปีของม็อบการเมือง  
รายงานขององค์กรด้านสิทธิและกฎหมายระบุว่า  
- รัฐใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในการห้ามการชุมนุม  
- มีผู้ชุมนุมจำนวนมากถูกดำเนินคดีจากข้อหาที่เกี่ยวกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในช่วงโควิด  

คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “มาตรการคุมโรคได้ผลไหม”  
แต่คือ “เรายอมให้กฎหมายโรคระบาดไปไกลแค่ไหน ในการจำกัดสิทธิการชุมนุมและการแสดงออก?” 

นี่คือด้านที่สื่อกระแสหลักบางส่วนแตะอย่างจำกัด แต่เป็นบทเรียนใหญ่มากสำหรับอนาคตว่า  
ถ้าวันหนึ่งไทยต้องใช้ “กฎหมายพิเศษ” รับมือภัยพิบัติหรือโรคระบาดอีก  
เราต้องมีหลักประกันชัด ๆ ว่ากฎหมายเหล่านั้นจะไม่ถูกใช้ “ควบรวม” กับการจัดการผู้เห็นต่างทางการเมือง  

ไม่อย่างนั้น ทุกวิกฤตจะกลายเป็นข้ออ้างในการขยายอำนาจรัฐเกินจำเป็น

7. สรุปบทเรียนจาก “ลุงตู่ตอนโควิด”: สิ่งที่ควรเก็บไว้ และสิ่งที่ต้องไม่ให้เกิดซ้ำ
ถ้าแยก “ตัวบุคคล” ออก แล้วมองยุคลุงตู่ในโควิดเป็นเคสศึกษา เราอาจสรุปได้ประมาณนี้

สิ่งที่ควร “เรียนรู้และต่อยอด”
1) โครงสร้างศูนย์บัญชาการเดียว (ศบค.)  

- ทำให้การสื่อสารและสั่งการในวิกฤตมีทิศทางเดียว ชัดเจนกว่าการปล่อยให้ทุกกระทรวงพูดคนละเรื่อง  

2) การใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อสวัสดิการระยะสั้น  
- ระบบลงทะเบียน–จ่ายเงินผ่านแอป เป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” สำคัญ ถ้าอยากต่อยอดสู่สวัสดิการถาวร  

3) บทบาทของผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขในฐานะโฆษกหลัก  

- ถ้าใช้ดี ๆ จะช่วยลดข่าวลวง และเพิ่มความเชื่อมั่นในข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์  
สิ่งที่ควร “จำไว้ไม่ให้ซ้ำรอย”
1) อย่าให้ความสำเร็จระยะสั้น ทำให้ชะล่าใจเรื่องระยะยาว (กรณีวัคซีน)  
 - ต้องกระจายความเสี่ยงในการจัดซื้อวัคซีน ไม่ผูกติดกับแหล่งเดียว และต้องโปร่งใสกว่านี้  
2) อย่าใช้กฎหมายโรคระบาดไปผูกกับการจัดการผู้เห็นต่างทางการเมือง  
- พ.ร.ก.ฉุกเฉินควรถูก “ออกแบบเชิงสิทธิ” มากกว่าที่ผ่านมา  
3) อย่าปล่อยให้ “รัฐรวมศูนย์” บังความจริงว่าการช่วยคนตัวเล็กตัวน้อยต้องพึ่งเครือข่ายชุมชน 
 
 - นโยบายด้านบนต้องเดินคู่กับการเสริมพลังท้องถิ่น เอ็นจีโอ และอาสาสมัคร ไม่ใช่แค่สั่งการลงมาอย่างเดียว  
ถ้า “ทักษิณตอนสึนามิ” เป็นบทเรียนเรื่องผู้นำที่ลงไปอยู่หน้างานและใช้รัฐแบบ CEO  

“ลุงตู่ตอนโควิด” ก็คือบทเรียนเรื่องผู้นำทหารที่กลายเป็นผู้จัดการรัฐรวมศูนย์ในวิกฤตยืดเยื้อ  

คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่า “ใครทำดีกว่าใคร”  
แต่คือ – หลังจากผ่านทั้งสึนามิและโควิดมาแล้ว  
เราพร้อมหรือยังที่จะออกแบบ “รัฐไทยเวอร์ชันใหม่”  
ที่จัดการวิกฤตได้ดี โดยไม่ต้องแลกกับ  

- เสรีภาพเกินจำเป็น  
- คนจนตกหล่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า  
- และผู้นำแบบใดแบบหนึ่งเก่งเฉพาะในวิกฤตบางแบบ แต่พลาดยับในอีกสนามหนึ่ง

‘ทักษิณ’ ชนะขาด!! ย้อนภาวะผู้นำ 'ในวันสึนามิ' กล้าทำลาย 'ไซโลราชการ' พร้อมกล้ายอมรับว่าไม่รู้ แล้วรีบไปอยู่หน้างาน! บทเรียนที่ผู้นำรัฐไทยวันนี้ยังสอบตก ตอกย้ำ ‘ความมีอีโก้-เชื่องช้า - ไม่กล้าตัดสินใจ’

26 ธันวาคม 2547 สึนามิซัดชายฝั่งอันดามัน พังยับ 6 จังหวัด คนตายราว 5,400 คน บาดเจ็บกว่า 8,000 คน หมู่บ้านหายไปทั้งหมู่ ฯลฯ

ชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในวันนั้น - และ 20 ปีให้หลัง - คือ “ทักษิณ ชินวัตร” ในฐานะนายกฯ ที่ลงไปยืนกลางซากปรักหักพังในภูเก็ต-พังงา และคุมเกมเองแทบทุกจังหวะ จนแม้แต่นักวิจารณ์ที่ไม่ชอบทักษิณยังต้องยอมรับเรื่อง “quick response + decisive leadership” ของเขาในวิกฤตครั้งนั้น

แต่ถ้าจะ “เรียนรู้จากทักษิณตอนสึนามิ” แบบที่สื่ออื่นยังไม่ค่อยพูดกันจริง ๆ เราอาจต้องมองให้ลึกกว่าภาพนายกฯ ใส่เสื้อยืดยืนสั่งการกลางซากตึก

1. ผู้นำที่ “กล้ายอมรับว่าไม่รู้” แต่รีบไปอยู่หน้างาน

ทักษิณเล่าว่า ตอนเกิดเหตุเขาอยู่หาเสียงที่ขอนแก่น ได้ข่าวว่ามี “คลื่นประหลาด” ถล่มภูเก็ต แต่ตอนนั้น “ยังไม่รู้แม้กระทั่งคำว่า Tsunami คืออะไร” จนกระทั่งบินลงภูเก็ตแล้วให้ผู้เชี่ยวชาญอธิบายถึงเข้าใจภาพใหญ่ของ tectonic plate และความรุนแรงจริง ๆ ของสถานการณ์

จุดที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ว่าเขา “ไม่รู้” แต่คือ
- เขากล้าพูดตรง ๆ ว่าไม่รู้
- แล้วรีบ “ย้ายศูนย์ตัดสินใจไปที่หน้างาน” ทันที

วัฒนธรรมการเมืองไทยมักคาดหวังให้ผู้นำ “ต้องรู้ทุกเรื่อง” จนไม่มีใครกล้ายอมรับว่าตัวเองไม่รู้ ทั้งที่ในวิกฤตจริง ๆ สิ่งที่สำคัญกว่าคือ
> รู้ว่า “ใคร” รู้มากกว่าเรา แล้วลากเขาเข้าห้องตัดสินใจให้เร็วที่สุด

นี่เป็นบทเรียนเรื่อง “อีโก้ของผู้นำ” ที่รัฐไทยยุคหลัง ๆ ยังสอบตกอยู่บ่อย ๆ

2. ทำลาย “ไซโลราชการ” ด้วยการจับรัฐมนตรีลงจังหวัด

ทักษิณอธิบายว่า จุดอ่อนของไทยคือ “กระทรวงทำงานแยกส่วน” เวลาเกิดวิกฤตจะกลายเป็นคนละมุม คนละระบบ เอกสารแต่ละกองก็ไม่คุยกัน เขาเลยเลือกวิธี “เอารัฐมนตรีไปประจำพื้นที่” - แทนที่จะให้ทุกกระทรวงนั่งอยู่กรุงเทพฯ ส่งแฟกซ์สั่งการลงมา

นี่คือการสร้าง “mini war room รายจังหวัด” ก่อนที่ไทยจะเริ่มพูดคำว่า Incident Command System กันอย่างจริงจังด้วยซ้ำ

บทเรียนคือ
- วิกฤตใหญ่ ๆ แก้ไม่ได้ด้วย “คำสั่งจากส่วนกลางอย่างเดียว”
- ต้องมี “คนที่มีอำนาจตัดสินใจจริง” ไปนั่งอยู่กับผู้ว่าฯ ทีมสาธารณสุข ทหาร ตำรวจ เอกชน ในพื้นที่เดียวกัน

หลายรายงานด้านจัดการภัยพิบัติหลังสึนามิยอมรับว่าการตอบสนองของไทยรวดเร็วและมีประสิทธิภาพระดับหนึ่ง ส่วนหนึ่งเพราะการตัดสินใจรวมศูนย์ที่ชัด แต่กระจายทีมลงพื้นที่แบบนี้

3. “สามลำดับความสำคัญ” ที่ชัดจนทุกคนเข้าใจตรงกัน

ทักษิณเล่าชัดว่า ในห้องบัญชาการ เขากำหนด “สามเป้าหมายหลัก” ไว้แบบเข้าใจง่ายมาก

1) ช่วยคนรอดชีวิตแต่ไม่บาดเจ็บ - ส่งกลับบ้านให้เร็วที่สุด อำนวยความสะดวกเรื่องเอกสาร เที่ยวบิน ให้ฟรี แม้ไม่มีพาสปอร์ต
2) รักษาคนเจ็บ - ถ้ารพ.จังหวัดเอาไม่อยู่ ย้ายเข้า กทม. ทันที
3) ค้นหาและพิสูจน์เอกลักษณ์ศพ - คนหายเป็นพัน แต่เจอศพแค่ประมาณ 1,000 ช่วงแรก ต้องทำให้ครอบครัว “รู้ชะตากรรมจริง ๆ”

สิ่งที่สื่อไม่ค่อยพูดคือ “สามข้อ” นี้สะท้อนวิธีคิดแบบ human-centered มากกว่าวิธีคิดแบบ “ระบบราชการ” คือ
- เริ่มจาก “คน” ก่อน “งบ”
- เริ่มจาก “ความมั่นคงทางใจของญาติผู้สูญเสีย” ไม่ใช่แค่ตัวเลข

การตั้งเป้าเรื่อง “การพิสูจน์เอกลักษณ์ศพ” ให้เป็น priority ทำให้ไทยยอมเปิดประเทศให้ทีม forensic ต่างชาติเข้ามาช่วยจนเกิดระบบพิสูจน์ศพขนาดใหญ่ในภูเก็ต-พังงา ซึ่งถูกยกเป็นเคสศึกษาระดับโลกในเวลาต่อมา

4. “ไม่รับเงิน แต่รับความรู้” - การเมืองของศักดิ์ศรีชาติ

หนึ่งใน decision ที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงคือ ทักษิณประกาศ “ไม่รับเงินบริจาคจากต่างประเทศ” แต่ยินดีรับความช่วยเหลือเชิงเทคนิคและบุคลากร เพราะ “ไม่อยากให้โลกมองไทยเป็นประเทศที่ต้องยืนขอเงินในยามวิกฤต” เขายอมรับแต่ความรู้ เทคโนโลยี และผู้เชี่ยวชาญ

การตัดสินใจแบบนี้มีสองด้าน

- ด้านหนึ่ง มันสร้าง narrative ว่า “ไทยช่วยตัวเองได้” ซึ่งช่วยรักษาศักดิ์ศรีของรัฐ และทำให้ภาพลักษณ์ประเทศในสายตานานาชาติค่อนข้างดี
- แต่อีกด้านก็เปิดคำถามว่า
  - งบประมาณรัฐเพียงพอจริงไหม
  - ถ้ารับเงินอย่างโปร่งใส จะช่วยเยียวยาคนตัวเล็กตัวน้อยได้กว้างกว่านี้หรือไม่

ที่น่าสนใจคือ แหล่งข่าวระบุว่าบางประเทศ เช่น อินเดีย เลือกแนวทางคล้ายกัน คือไม่ขอรับเงินบริจาคโดยตรงเช่นกัน กลายเป็น “การเมืองของการให้ความช่วยเหลือ” ระดับภูมิภาคในยุคนั้น

บทเรียนสำหรับวันนี้ไม่ใช่ว่า “ต้องทำตามทักษิณทุกอย่าง” แต่คือ
ทุกวิกฤตใหญ่ ๆ รัฐต้องกล้าอธิบายต่อสาธารณะว่า
“เราเลือกศักดิ์ศรีแบบไหน แลกกับทรัพยากรเท่าไร และใครได้-เสียอะไรจากการตัดสินใจนั้น”

5. รีบูตเศรษฐกิจหลังสึนามิ: เร็วจนแทบเป็น “นโยบายกระตุ้นเลือกตั้ง”

ให้ธุรกิจ โรงแรม ร้านค้า และอัดงบทางด่วน ระบบไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานให้กลับมา “ภายในหนึ่งปี” แม้จะยอมเสีย high season หนึ่งรอบเต็ม ๆ

รายงานในเวลาต่อมาของหน่วยงานรัฐและอาเซียนบันทึกไว้ว่า รัฐบาลไทยตั้งกองทุนช่วย SMEs หลังสึนามิ มีการลด-ยกเว้นภาษี และอัดงบฟื้นการท่องเที่ยวจำนวนมาก เช่น Tsunami SMEs Fund, Tsunami Recovery Fund ฯลฯ

ผลคือ
- เศรษฐกิจด้านท่องเที่ยวกลับมาเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาด
- แต่ก็เปิดช่องให้มีการวางผังเมืองใหม่ ปรับ zoning ชายหาด ที่บางงานวิจารณ์ว่าทำให้คนจน-ชุมชนดั้งเดิมถูกเบียดออกนอกระบบ เพื่อเปิดทางให้นักลงทุนรายใหญ่และโปรเจ็กต์ท่องเที่ยวใหม่ ๆ

นี่คือ “ด้านมืดของการฟื้นตัวเร็ว” ที่สื่อมักเล่าฝั่งสวยงาม แต่ไม่ค่อยถามว่า
“ใครคือคนที่ยืนอยู่บนชายหาดเดิมในวันที่ทุกอย่างสร้างเสร็จแล้ว?”

6. เมื่อภาพ “ผู้นำในซากปรักหักพัง” ผูกติดกับฤดูกาลเลือกตั้ง

อีกมุมที่แทบไม่มีสื่อไทยยุคนั้นกล้าพูดตรง ๆ คือ
- สึนามิเกิดปลายปี 2547
- ไทยมีเลือกตั้งใหญ่ ก.พ. 2548
- ภาพนายกฯ ลงพื้นที่ทุกวัน ออกทีวีแน่น ๆ จึงกลายเป็น “ทุนทางการเมือง” อย่างเลี่ยงไม่ได้

แม้แต่นักเขียนคอลัมน์ที่ระบุว่าตัวเองไม่ใช่แฟนทักษิณ ยังยอมรับว่าการรับมือสึนามิของรัฐบาลชุดนั้น “เพิ่มแรงส่งทางการเมือง” ให้ทักษิณอย่างเห็นได้ชัด และอาจช่วยปูทางสู่ชัยชนะถล่มทลายในการเลือกตั้ง 2548

คำถามที่ควรถามในวันนี้จึงไม่ใช่แค่
“ทักษิณทำดีไหมในวันสึนามิ”

แต่คือ เราจะออกแบบระบบยังไง ให้ “การช่วยประชาชนในวิกฤต” ไม่ถูกกลืนไปเป็นเพียงฉากหนึ่งของแคมเปญเลือกตั้งทุกยุคทุกสมัย

นี่คือ blind spot ที่สังคมไทยยังไม่ค่อยได้ถกกันอย่างจริงจัง

7. ผู้นำคนเดียวกัน เก่งมากในวิกฤตหนึ่ง – แต่พลาดหนักในอีกวิกฤต

อีกด้านหนึ่งของภาพ “นายกฯ แข็งแรงในวิกฤตสึนามิ” คือข้อเท็จจริงว่า
ในปีเดียวกันนั้นเอง (2547) ไทยเผชิญทั้ง
- วิกฤตความรุนแรงในชายแดนใต้ (เช่น กรณีตากใบ)
- ปัญหาไข้หวัดนก ฯลฯ

ซึ่งหลายเหตุการณ์ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่ารัฐบาลทักษิณรับมือแบบแข็งกร้าว ขาดการรับฟัง และละเมิดสิทธิประชาชนอย่างรุนแรง

บทเรียนสำคัญคือ
ผู้นำคนเดียวกันอาจ “เปล่งประกาย” ในวิกฤตหนึ่ง
แต่ “พลาดหนัก” ในอีกวิกฤตที่ต้องใช้ทักษะคนละแบบ

ดังนั้น เวลาเราบอกว่า “เรียนรู้จากทักษิณตอนสึนามิ” เราควรเรียนเฉพาะ
- วิธีจัดการไซโลราชการ
- วิธีตั้งลำดับความสำคัญชัด ๆ
- วิธีใช้ทรัพยากรการเงินและระบบรัฐให้ฟื้นตัวเร็ว

แต่ไม่ควร copy-paste วิธีคิดเรื่องอำนาจรัฐและการใช้มาตรการแข็งในทุกบริบท

8. จากสึนามิ 2004 ถึง “rain bomb” 2024: โลกเปลี่ยน แต่บทเรียนยังเหมือนเดิม

20 ปีให้หลัง ทักษิณพูดถึง “rain bomb” ฝน 500 มม. ในภาคใต้ และชี้ว่าโลกวันนี้ต้องใช้เทคโนโลยีและ AI มาช่วยคาดการณ์-บริหารจัดการภัยพิบัติ มากกว่าจะหวังพึ่งสัญชาตญาณผู้นำเพียงอย่างเดียว

ในระดับโครงสร้าง ไทยได้เรียนรู้หลายอย่างจากสึนามิ เช่น
- ตั้ง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
- พัฒนาระบบเตือนภัยสึนามิมาตรฐานโลก หอเตือนภัย ทุ่นนอกฝั่ง
- ซ้อมอพยพสึนามิทุกปีในพื้นที่เสี่ยง
- กำหนด 26 ธันวาคมเป็น “วันป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติ”

แต่ในระดับ “ผู้นำการเมือง” คำถามยังเหมือนเดิมทุกยุค:

- ผู้นำของเรากล้ายอมรับไหมว่า “ไม่รู้” แล้วเปิดทางให้ผู้เชี่ยวชาญขึ้นมาอยู่แถวหน้า
- เขามองวิกฤตเป็น “หน้าที่ของรัฐ” หรือเป็น “โอกาสทางการเมือง” เป็นหลัก
- เขามีกรอบคิดเรื่อง “ศักดิ์ศรีของประเทศ” ที่ช่วยคนตัวเล็กตัวน้อยจริง ๆ หรือแค่สวยในสายตาต่างชาติ

สรุป: สิ่งที่ควรเรียนรู้ - และสิ่งที่ต้องระวังไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำ

จาก “ทักษิณในวันสึนามิ” เราอาจสรุปบทเรียนได้แบบไม่ต้องหลงใหลหรือเกลียดชังตัวบุคคลว่า

สิ่งที่น่าเรียนรู้
1) กล้ายอมรับว่าไม่รู้ แล้วรีบไปอยู่หน้างานจริง
2) ทำลายไซโลราชการด้วยการตั้ง war room รายพื้นที่
3) ตั้งลำดับความสำคัญแบบ human-centered (คนรอด - คนเจ็บ - ญาติผู้สูญเสีย)
4) ใช้เครื่องมือการเงิน-งบประมาณฟื้นเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว
5) กล้าคิดเรื่องภาพลักษณ์และศักดิ์ศรีของประเทศในสายตาโลก

สิ่งที่ต้องระวัง
1) อย่าปล่อยให้ “ภาพผู้นำในซากปรักหักพัง” กลืนการอภิปรายเรื่องการเมืองเชิงโครงสร้าง
2) อย่าเอาวิธีคิดแบบ “strongman” ในบางวิกฤต ไปใช้กับปัญหาสิทธิมนุษยชนและความขัดแย้งทางการเมือง
3) อย่าให้การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังภัยพิบัติมาในรูปแบบที่ “ทิ้งคนชายขอบ” ไว้ข้างหลังอีกครั้ง


 

ความภูมิใจจอมปลอม!! ถึงเวลาที่คนไทยต้องเปลี่ยน Mindset ทิ้งความคิด 'คนเก่งเอาตัวรอดคนเดียว' ผลักดันสร้าง 'สังคมที่ไม่ยอมให้รัฐอ่อนแอ' หลังคนส่วนใหญ่มอง ‘รัฐไทยไร้น้ำยา’

เวลาเราบอกกันเล่น ๆ ว่า “อยู่เมืองไทยต้องพึ่งตัวเอง อย่าไปหวังจากรัฐมาก”

ฟังดูเหมือนประโยคปลอบใจ แต่ถ้าซูมออกมาดูดี ๆ มันคือ “คำวินิจฉัย” ว่า
เราอยู่ในประเทศที่รัฐบาลไม่เข้มแข็งมานานแล้ว
จนคนธรรมดาเริ่มเชื่อว่า การเอาตัวรอดคนเดียว คือทางรอดมาตรฐานของชีวิต

คำถามคือ…
ประเทศที่คนเก่งเอาตัวรอด แต่รัฐอ่อนแอแบบเรานี้
สุดท้ายใครจะเป็นคนจ่าย “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” กันแน่?

รัฐที่หายไปจากชีวิตประจำวัน

ลองไล่ดูชีวิตคนไทยธรรมดา ๆ สักคนตั้งแต่เช้าถึงค่ำ

- รถติดจนเสียเวลาชีวิตวันละ 2–3 ชั่วโมง แต่ระบบขนส่งมวลชนก็ยังไม่เชื่อมกันดี
- น้ำท่วมซ้ำ ๆ พื้นที่เดิมทุกปี แต่แผนระยะยาวแก้น้ำท่วมทั้งเมืองไม่คืบ
- รพ.รัฐคนล้นคิวแน่น จนใครที่มีแรง มีเงิน จะพยายามหนีไปเอกชนให้ได้
- การศึกษาลูก ถ้ามีเงินจะหาทางไปเอกชน/อินเตอร์ ถ้าไม่มีต้อง “ลุ้นดวง” กับระบบเดิม

ทั้งหมดนี้มีจุดร่วมอันเดียวกัน คือ
ภาพของรัฐในความรู้สึกคนธรรมดา “จางลงเรื่อย ๆ”

ไม่ใช่ว่ารัฐไม่มี… แต่คือรัฐอยู่ไกลเกินกว่าจะรู้สึกว่า “รัฐนี่แหละคือที่พึ่งหลักในชีวิต”

เมื่อรัฐอ่อน คนเลยเก่ง “เอาตัวรอด” กันทั้งประเทศ

พอรัฐไม่แข็งแรง ไม่ชัดเจน คนไทยเลยพัฒนาทักษะอีกแบบขึ้นมาแทน นั่นคือ…

ศิลปะการเอาตัวรอด ในประเทศที่ระบบไม่ค่อยช่วยเราเท่าไหร่

เราคุ้นเคยกับรูปแบบชีวิตแบบนี้มาก:

- พึ่งเครือญาติและเพื่อนฝูง
  ติดขัดอะไร ขอให้มี “คนรู้จัก” สักคนในหน่วยงาน/องค์กรนั้น เรื่องก็เดินได้

- ใช้ช่องทางลัดแทนช่องทางปกติ
  เอกสารบางอย่าง “ยื่นปกติ” เจอคำว่า รอหลายเดือน
  แต่ถ้ามีคนช่วยกระซิบ “ทางลัด” ทุกอย่างกลับเร็วอย่างน่าแปลกใจ

- ทำงานเสริมหลายอย่าง เผื่ออนาคตจะไม่ปลอดภัย
  เพราะไม่มีใครเชื่อว่าระบบสวัสดิการจะดูแลเราได้จริงตอนแก่
  คนหนุ่มสาวยุคนี้เลยต้องหาเงินให้มากที่สุด เก็บเอง ประกันเอง ลงทุนเอง

ฟังดูแล้วเหมือนเป็นเรื่องน่าภูมิใจ —
คนไทยเก่ง ปรับตัวไว สู้ชีวิต ไม่งอมืองอเท้า

‘สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล’ ให้กำลังใจลูกชาย ไม่ผิดที่ไม่ตอบคำถามที่เคยตอบไปแล้ว แต่อาจไม่ถูกใจสื่อบางคน-คนในสังคมบางคน

จากกรณีที่เมื่อวาน (27 พ.ย.) นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถูกผู้สื่อข่าวถามระหว่างการแถลงข่าวสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ว่า ถึงเวลาที่รัฐบาลจะยอมรับว่าประเมินสถานการณ์ผิดพลาดจนเกิดความสูญเสียจำนวนมากแล้วหรือยัง ซึ่งนายภราดรไม่ยอมตอบคำถาม เพียงแต่บอกว่า ขอบคุณครับ แล้วปิดไมโครโฟนยุติการแถลงข่าว จนทำให้นายภราดรถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักนั้น

ล่าสุดวันนี้(28 พ.ย.) นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล บิดาของนายภราดร ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก “Somsak Pris” ให้กำลังใจลูกชาย โดยระบุว่า “#จับจิต เห็นภาพนี้ของลูกชายแล้ว เห็นใจอย่างจับจิต เข้าใจทั้งความรู้สึกของสื่อ สังคม และของลูก

ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง

“ทุกคนย่อมมีสิทธิที่จะตั้งคำถามเพื่อคลายความข้องใจ ทุกคนที่เป็นแหล่งข่าวมีสิทธิที่จะเลือกตอบหรือไม่ อยู่ที่ช่วงจังหวะของเวลา การเลือกที่จะไม่ตอบบางคำถามที่เคยตอบไปแล้ว ไม่ใช่ความผิดแน่นอน แต่จังหวะช่วงที่สื่อและสังคมอยากได้คำตอบอีก เขาก็มีสิทธิที่จะไม่พึงพอใจได้

“ทำใจ และอดทนกับปรากฎการณ์นี้ให้ได้นะลูก ป๋า ให้กำลังใจ และเห็นใจนะ ป๋า ยืนยันกับลูกว่า ลูกไม่ได้ทำผิดที่ไม่ตอบคำถาม แต่ไม่ถูกใจ สื่อบางคนและไม่ถูกใจคนในสังคมบางคนเท่านั้น

“ก้มหน้า ทุ่มเท ตั้งใจ ทำงานที่รับผิดชอบในหน้าที่ให้ดีที่สุด พิสูจน์ตัวเองให้สังคมเห็น เหมือนที่พิสูจน์มาแล้ว ทองแท้ไม่เคยกลัวไฟ หัวใจที่มุ่งมั่นเพื่อสังคมก็ไม่เคยแพ้ความรู้สึกของสังคมเช่นกัน

“เดี๋ยวก็เช้าแล้ว ฟ้ามืดเมื่อมีได้ ฟ้าใหม่ก็คงมี แสงทองเหนือธรณี จะท้าทายอย่างทรนง”

สัญญาณเตือนสังคมไทย!! เมื่อคนไทยมองจิตอาสาพึ่งพาได้มากกว่ารัฐ สะท้อนภาพวิกฤตความเชื่อมั่นชัดเจน ถ้ารัฐยังอ่อนแอ - ระบบราชการยังเฉื่อย ไม่เป็นผลดีต่อประเทศในระยะยาว

เวลาเกิดวิกฤตในประเทศนี้ – น้ำท่วม ไฟไหม้ชุมชน อุบัติเหตุใหญ่ คนหาย คนเจ็บ คนตกงาน
ภาพที่โผล่ขึ้นมาบนหน้าฟีดของเราแทบทุกครั้ง ไม่ใช่ภาพขบวนรถราชการ แต่มักเป็นภาพแบบนี้มากกว่า:

- รถกระบะติดป้าย “กลุ่มจิตอาสา…” บรรทุกถุงยังชีพแน่นคัน
- วัยรุ่นรวมกลุ่มกัน แพ็กของทั้งคืนในโกดังเล็ก ๆ
- คนธรรมดาไลฟ์สดรับบริจาค แป๊บเดียวเงินไหลเข้าหลักแสนหลักล้าน
- เรือท้องแบนของทีมอาสา ลุยน้ำเข้าซอยลึกก่อนหน่วยงานไหนจะมา

จนเราต้องถามตรง ๆ กับตัวเองว่า  

“ทำไม ‘จิตอาสา’ ในประเทศนี้ถึงดูแข็งแรง คล่องตัว และจับต้องได้  
มากกว่าระบบของรัฐที่ควรจะเป็น ‘ด่านหน้า’ ในวันที่คนเดือดร้อน?”

บทความนี้ไม่ได้เขียนเพื่อด่ารัฐ หรือเอาแต่เชียร์จิตอาสา  
แต่จะลองชวนมองให้ชัดว่า… “ปรากฏการณ์นี้” มันสะท้อนอะไรลึก ๆ เกี่ยวกับโครงสร้างประเทศเรากันแน่

1. เมื่อคนธรรมดาขยับได้เร็วกว่า “ระบบ”
----------------------------------------

ธรรมชาติของ “จิตอาสา” คือ “เห็นแล้วทนไม่ได้” แล้วก็ลงมือเลย

- ไม่ต้องรอคำสั่ง  
- ไม่ต้องทำบันทึกข้อความ  
- ไม่ต้องประชุมคณะกรรมการ

แค่คนไม่กี่คนตั้งกรุ๊ปกัน เล่นไลฟ์สดไม่กี่นาที เงินก็เข้าบัญชีพร้อมไปซื้อของ  
รถก็พร้อมออกจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าไปพื้นที่เดือดร้อนในไม่กี่ชั่วโมง

ขณะที่ฝั่งรัฐ…  
ต้องทำเรื่อง ขออนุมัติ ตรวจสอบขั้นตอน จัดซื้อจัดจ้าง  
เจ้าหน้าที่ระดับล่างจำนวนมาก “อยากช่วย” แต่ช่วยได้ไม่เท่าที่ใจอยาก  
เพราะทุกอย่างถูกผูกไว้กับคำว่า “ถ้าทำผิดระเบียบ เดี๋ยวซวย”

สุดท้าย ภาพที่คนเห็นคือ

- จิตอาสา = คนที่ลงมือก่อน  
- รัฐ = คนที่มาทีหลัง พร้อมกับแผงไมโครโฟนและป้ายชื่อหน่วยงาน

ภาพแบบนี้มันไม่ได้เกิดครั้งเดียวแล้วจบ  
แต่มันถูกฉายซ้ำมาหลายปี จนกลายเป็น “เรื่องปกติ” ในสายตาประชาชน

2. ระเบียบที่ตั้งใจป้องกันโกง แต่กลับทำให้ช้าไปทั้งระบบ

ความจริงอย่างหนึ่งที่ต้องพูดให้แฟร์คือ  
“รัฐไม่ได้ช้าเพราะทุกคนขี้เกียจ”  

แต่รัฐถูกล้อมไว้ด้วย “ระเบียบ” จำนวนมาก  
โดยเฉพาะเรื่องเงิน เรื่องจัดซื้อจัดจ้าง เรื่องการใช้งบช่วยเหลือ

- ทุกขั้นตอนต้องมีหลักฐาน  
- ทุกอย่างต้องตรวจสอบย้อนหลังได้  
- ทุกลายเซ็นมีโอกาสถูกโยงกับคำว่า “ทุจริต” หากใครจะเล่นงาน

เจตนาตั้งต้นของระเบียบ = เพื่อป้องกันการคอร์รัปชัน  
แต่ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจริง คือ

“เจ้าหน้าที่กลัวผิดมากกว่ากล้าช่วย”

เลยกลายเป็นว่า

- ถ้าจะทำให้เร็ว = เสี่ยง  
- ถ้าจะทำให้ปลอดภัย = ช้า

ท้ายที่สุด เจ้าหน้าที่จำนวนมากจึงเลือก “อยู่ในโซนปลอดภัย”  
แม้จะต้องแลกกับสายตาของประชาชนที่มองว่า “ทำไมมาช้า ทำไมนิ่ง”

ในขณะที่จิตอาสาไม่มีกรอบนี้มาล็อก  
เขาเลยกล้าขยับในความเร็วที่ “มนุษย์ปกติ” อยากเห็น

3. ความไม่เชื่อมั่น ทำให้คนฝากความหวังไว้กับจิตอาสาแทนรัฐ

ในโลกอุดมคติ เวลาเราอยากช่วยคนเดือดร้อน  
ช่องทางแรกที่ควรนึกถึงคือ “กองทุน/บัญชีทางการ” ของรัฐ

แต่ในโลกจริง คนจำนวนไม่น้อยเลือกแบบนี้แทน:

- โอนให้เพจจิตอาสาที่ตัวเองติดตาม  
- โอนให้กลุ่มที่เพื่อนแชร์มา  
- ฝากของไปกับกลุ่มที่เราเห็น “หน้าคนทำงานจริง” ผ่านไลฟ์สด/รูปถ่าย

เพราะอะไร?

- เพราะเรารู้สึกว่า “เงินที่โอนไปเห็นผลเร็วกว่า”  
  วันนี้โอน พรุ่งนี้เห็นรูปของถึงมือคนเดือดร้อน  
- เพราะเราเชื่อว่า “จิตอาสาไม่ได้มีผลประโยชน์ทางการเมือง”  
  แค่คนธรรมดาที่อยากช่วยกันจริง ๆ  
- เพราะเรารู้สึกว่า “หากมีปัญหา เราย้อนกลับไปถามหาได้ง่ายกว่า”  
  อินบ็อกซ์ไปหาแอดมินเพจได้โดยตรง

ทั้งหมดนี้สะท้อนความจริงขม ๆ ข้อหนึ่งว่า

ในสายตาประชาชนส่วนหนึ่ง  
“จิตอาสา ‘โปร่งใสกว่า’ รัฐ”

พอความเชื่อมั่นไหลไปอยู่ฝั่งจิตอาสามากขึ้น  
จิตอาสาก็ยิ่งแข็งแรงขึ้น (ทั้งเงิน ทั้งแรงสนับสนุน)  
ในขณะที่รัฐดู “ไกล” ออกไปทุกที

4. โลกโซเชียล: เวทีที่ดันจิตอาสาให้เด่นกว่ารัฐ

ยุคก่อน  
เวลาใครลงพื้นที่ช่วยคนเดือดร้อน คนอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร

แต่ทุกวันนี้  
ไลฟ์สด 1 ครั้ง สตอรี่ 10 อัน หรือโพสต์ 1 รูป  
สามารถทำให้คนทั้งประเทศรับรู้ได้ในไม่กี่ชั่วโมง

“โลกโซเชียลคือเครื่องขยายพลังจิตอาสาอย่างแท้จริง”

- ทำให้ “ทีมเล็ก ๆ” กลายเป็น “ทีมที่ทั้งประเทศรู้จัก”  
- ทำให้คนลงแรงรู้สึกว่า “ความเหนื่อยของเรา มีคนเห็น มีคนรับรู้”  
- ทำให้คนบริจาครู้สึกว่า “เงินของเราไม่ได้หายไปไหน”

ขณะที่การสื่อสารของรัฐส่วนใหญ่  
ยังเป็นแบบ “ข่าวราชการ” ภาษาทางการ ภาพพิธีการ  
หรือข่าวที่ออกมาหลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว

ในสนามโซเชียลที่แข่งกันด้วย “ความเร็ว + ความรู้สึก”  
จึงไม่แปลกที่จิตอาสาจะได้ใจคนดูไปเต็ม ๆ  

และเมื่อได้ใจคน ก็ได้ทั้ง “ทรัพยากร” กับ “อิทธิพลทางสังคม” ตามมาโดยอัตโนมัติ

5. แต่อย่าเพิ่งดีใจกันไป: จิตอาสาแข็งแรงกว่ารัฐ = สัญญาณเตือน

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องดี  
ที่ประเทศนี้ยังมีคนจำนวนมากลุกขึ้นมาช่วยกันเอง

แต่ถ้าเราปล่อยให้ “จิตอาสาแข็งแรงกว่ารัฐ” แบบนี้ไปเรื่อย ๆ  
โดยที่รัฐไม่แข็งแรงขึ้นสักที  
สิ่งที่น่ากลัวมีอยู่หลายข้อ

5.1 รัฐถูกปลดจากหน้าที่โดยไม่เป็นทางการ

คนเริ่มเคยชินว่า

- “เดี๋ยวก็มีจิตอาสามาช่วย”  
- “เดี๋ยวเพจนั้น เพจนี้ ก็เปิดรับบริจาค”

ความกดดันให้รัฐต้องพัฒนาระบบรับมือวิกฤตให้ดีขึ้นจึงน้อยลง  
รัฐสามารถอยู่ในโหมด “ทำเท่าที่ระเบียบอนุญาต” ต่อไปได้เรื่อย ๆ

“จิตอาสาควรเป็น ‘ผู้ช่วยเสริม’ ไม่ใช่ ‘ตัวจริงแทนรัฐ’”

แต่วันนี้ในหลายเคส ภาพมันกลับกัน

5.2 ภาระไปกองอยู่บนบ่าคนกลุ่มเดิม

ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์ใหญ่  
ชื่อกลุ่มจิตอาสาเดิม ๆ จะถูกแท็กขึ้นมาเสมอ

- โทรหาเขา  
- อินบ็อกซ์หาเขา  
- ฝากเคสไปให้เขาดู  

ทั้งประเทศค่อย ๆ เท “ความหวังของตัวเอง” ไปวางไว้บนบ่าคนกลุ่มเล็ก ๆ  
ที่มีทั้งงานประจำ ครอบครัว และชีวิตส่วนตัวต้องรับผิดชอบเหมือนกัน

ไม่มีระบบไหนยั่งยืนได้  
ถ้าทุกอย่างผูกอยู่กับ “คนดีไม่กี่คนที่ยอมเหนื่อย” แบบนี้

5.3 คนดี คนเก่ง ไม่อยากเข้าไป “ซ่อมระบบ”

ยิ่งภาพของจิตอาสาดูสว่าง  
แต่ภาพของระบบรัฐดูมืดและช้า

คนรุ่นใหม่ที่อยากทำเพื่อสังคม  
ก็ยิ่งเลือกไปอยู่ฝั่ง

- จิตอาสา  
- เอ็นจีโอ  
- ภาคประชาสังคม  

มากกว่าเข้าไปทำงานในระบบ  
เพราะรู้สึกว่า

“ในระบบมันอืด สู้เป็นคนนอกแล้วลงมือเองเลยดีกว่า”

คำถามคือ ถ้าวันหนึ่ง  
คนตั้งใจดี คนเก่ง คนที่อยากเปลี่ยนประเทศ  
ไม่มีใครอยากเข้าไปเปลี่ยนระบบจากข้างใน

“ใครจะเป็นคนทำให้รัฐกลับมาแข็งแรง?”

6. คำตอบที่เราอยากได้: ไม่ใช่แค่ “จิตอาสาแข็งแรง” แต่คือ “รัฐต้องแข็งแรงไปด้วย”

การที่จิตอาสาแข็งแรง ไม่ใช่ปัญหา  
“ปัญหาคือทำไมรัฐถึงไม่แข็งแรงตามไปด้วย” ต่างหาก

ประเทศที่น่าอยู่ที่สุด  
ไม่ใช่ประเทศที่มีแต่จิตอาสาเต็มเมือง  
แต่คือประเทศที่

- รัฐมีระบบพร้อม  
  วิกฤตมา → ระบบทำงานอัตโนมัติ → คนเดือดร้อนถูกดูแลอย่างทั่วถึง  
- จิตอาสาเสริมในจุดที่ระบบมองไม่เห็น  
  เก็บคนที่หล่นจากตะแกรงระบบ  
  เติมความละเอียดอ่อนแบบ “มนุษย์ต่อมนุษย์” เข้าไป

คำถามที่เราทุกคนควรเริ่มถาม (และถามซ้ำ ๆ) ไม่ใช่แค่

“วันนี้จะบริจาคให้กลุ่มจิตอาสาไหนดี?”

แต่ควรเพิ่มอีกชั้นว่า

“จากทุกวิกฤตที่เกิดขึ้น  
เราเรียนรู้อะไรเพื่อผลักดันให้ ‘รัฐ’ แข็งแรงขึ้นกว่านี้บ้าง?”

- สื่อจะตั้งคำถามกับหน่วยงานรัฐแบบไหนให้ไปไกลกว่าข่าวพิธีลงพื้นที่  
- ประชาชนจะใช้พลังบนโซเชียล ไม่ใช่แค่แชร์เลขบัญชี  
  แต่แชร์ “ข้อเสนอเชิงนโยบาย” ให้ดังขึ้นได้อย่างไร  
- คนรุ่นใหม่จะไม่หยุดแค่การทำอาสา  
  แต่ยอม “เหนื่อยระยะยาว” เข้าไปเปลี่ยนระบบจากข้างในได้หรือไม่

กรมการปกครอง เปิดสาเหตุเชือด ให้อดีตนายอำเภอหาดใหญ่ ออกจากราชการ ชี้ชัดเหตุผลหลัก “ละเลยปฏิบัติหน้าที่-ทุจริต” ขณะที่เจ้าตัวโต้กลับอยู่พื้นที่ตลอด

เปิดคำชี้แจง “ให้อดีตนายอำเภอหาดใหญ่” ออกจากราชการ “ละเลย-ทุจริต” เจ้าตัวโต้กลับอยู่พื้นที่ตลอด พร้อมโชว์ภาพประกอบ

คำสั่งล่าสุดจากกรมการปกครอง ให้ออก ‘เอก ยังอภัย ณ สงขลา’ อดีตนายอำเภอหาดใหญ่ สังเวยน้ำท่วม-ทุจริต”

จากเอกสารคำชี้แจงถึงการออกคำสั่งทั้งย้ายพ้นนายอำเภอหาดใหญ่ และให้ออกจากราชการ มีเหตุผลที่น่าสนใจ
-กรณีย้ายพ้นนายอำเภอหาดใหญ่ เนื่องจากละเลยต่อการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ติดต่อไม่ได้ตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน ผู้ใต้บังคับบัญชาก็ติดต่อไม่ได้
-ไม่เข้าร่วมประชุมประเมินสถานการณ์ และรับมือแก้ไขปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ ที่ปกติต้องเข้าร่วมประชุมทุกวัน
-กรณีให้ออกจากราชการ เนื่องจาก ปปช. ชี้มูลความผิด เมื่อครั้งเป็นนายอำเภอหนองจิก จ.ปัตตานี ได้สั่งการให้ อส.ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับบัญชานำรถยนต์ราชการไปใช้ส่วนตัว ขนวัสดุก่อสร้างไปสร้างบ้านตัวเองที่สงขลา
-สั่งการให้ อส. ไปสร้างบ้านให้ตัวเองในจังหวัดสงขลา

เอก ยังอภัย ณ สงขลา โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ชี้แจงต่อคำสั่งดังกล่าว ความว่า ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว อยู่ในพื้นที่ทุกวัน ปัญหาคือน้ำท่วมหนักกว่า 3 เมตร ไม่มีไฟ ไม่มีสัญญาณ ไม่มีเน็ต โทรไม่ได้ ออกไม่ได้ แต่ไม่เคยทิ้งประชาชน และช่วยเท่าที่ทำได้

นายเอก ยังอภัย ณ สงขลา นายอำเภอหาดใหญ่ โพสต์โต้ คำสั่งให้ออกจากราชการ

ต่อมา โพสต์ภาพ พร้อมข้อความ ระบุว่า 23 พ.ย.2568 คณะสงฆ์วัดหาดใหญ่ใน วัดสันติวรคุณ นายอำเภอหาดใหญ่ เปิดครัวหน้าบ้านพักนายอำเภอหาดใหญ่ ช่วยกันหุงข้าวด้วยแก๊ส ทอดไข่ แจกชาวบ้าน คนหาดใหญ่ใน ยามค่ำคืน ที่น้ำท่วม ไร้ไฟ ไร้อาหาร

ภาวะผู้นำแตกต่างกัน!! น้ำท่วมหาดใหญ่คือบททดสอบการเมือง สะท้อนคนไทยไม่ได้ต้องการ ‘ซูเปอร์ฮีโร่’ แต่โหยหาผู้นำที่ซื่อสัตย์ - กล้าพูดความจริง ดังเช่น 'มาตรฐานผู้ว่าหมูป่า' ที่เคยทำไว้

น้ำท่วมหาดใหญ่ทั้งเมือง แต่ทำไมคนไทยกลับพูดถึง “ผู้ว่าหมูป่า” มากขึ้นทุกวัน? หรือแท้จริงแล้ว… 
ประเทศนี้กำลังโหยหาผู้นำแบบเขาอยู่เงียบ ๆ

ภาพหอคอยหาดใหญ่ล้อมด้วยทะเลน้ำสีขุ่น
ภาพเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาล
ภาพคนแก่-เด็ก-ครอบครัวทั้งบ้าน นั่งกอดเข่ารอเรือกลางดึก

นี่คือ หาดใหญ่ 2568
น้ำไม่ได้ท่วมแค่ถนน แต่มันท่วม “ความเชื่อมั่นต่อผู้นำ” ไปด้วยทั้งระบบ

แต่ท่ามกลางภาพมวลน้ำที่ภาคใต้
ชื่อหนึ่งที่คนบนโลกออนไลน์เอ่ยถึงมากอย่างเงียบ ๆ คือ
“ผู้ว่าหมูป่า-ณรงศักดิ์ โอสถธนากร”  

คนที่วันนี้จากไปแล้ว
แต่กลับถูกเอามาเทียบ “มาตรฐานผู้นำยามวิกฤต” กับน้ำท่วมหาดใหญ่…แทบทุกโพสต์

คำถามตรง ๆ คือ  
ทำไมในวันที่หาดใหญ่จมน้ำทั้งเมือง  
คนไทยจำนวนมากถึงรู้สึกว่า “ถ้ามีผู้ว่าหมูป่าอยู่ที่นี่… ภาพมันน่าจะไม่เหมือนเดิม”?

ถ้ำหลวง 2561 vs หาดใหญ่ 2568: สองวิกฤตใหญ่ สองความรู้สึกคนละขั้ว

ถ้ำหลวง 2561  
- เด็ก 13 ชีวิตติดถ้ำกลางภูเขา  
- โลกจับตา ไทยทั้งประเทศลุ้นทุกลมหายใจ  
- ผู้นำภาคสนามชื่อ “ณรงศักดิ์ โอสถธนากร” กลายเป็น “หน้า” ของรัฐไทยแบบไม่ต้องจ้างทีม PR  

หาดใหญ่ 2568  
- เมืองเศรษฐกิจภาคใต้จมน้ำ  
- รัฐบาล-กองทัพ-หน่วยกู้ภัยลงเต็มพื้นที่  
- แต่คำถามที่ดังกว่าเสียง ฮ. ในโซเชียลคือ  
“ใครคือคนที่เราวางใจได้จริง ๆ ในวิกฤตนี้?”  

มันไม่ใช่ว่า วันนี้รัฐไม่ทำงาน  
ฮ. ก็มา เรือก็มี ครัวสนามก็ลง ของก็เข้า  
แต่ “ความรู้สึกของคน” กลับแตกต่างจากตอนถ้ำหลวงอย่างชัดเจน

ถ้ำหลวงทำให้คนไทยรู้สึกว่า  
“รัฐไทยก็มีวันที่เป๊ะ มีวันที่มืออาชีพ มีวันที่เราฝากชีวิตไว้ได้จริง ๆ”  

แต่น้ำท่วมหาดใหญ่…  
กลับทำให้คำถามเรื่อง “ผู้นำแบบไหนกันแน่ที่ประเทศนี้ต้องการ” กลับมาดังอีกครั้ง

ผู้ว่าหมูป่า: ผู้นำที่ “พูดบนความจริง” ไม่ใช่ “ขายฝันเอายอดไลก์”

ลองนึกภาพตอนถ้ำหลวง

- นักข่าวรุมล้อม  
- ทั้งประเทศเฝ้าทีวี-ไลฟ์สด  
- แรงกดดันให้ “พูดให้สบายใจ” สูงมาก  

แต่ผู้ว่าหมูป่าทำสิ่งที่นักการเมืองยุคนี้ไม่ค่อยกล้าทำ คือ

- กล้าพูดคำว่า “ยังไม่แน่ใจ” กับเรื่องที่ยังไม่รู้  
- กล้าพูดว่า “ตอบตอนนี้ไม่ได้” ในแผนที่ยังไม่เคาะ  
- ไม่สัญญาว่า “เอาอยู่แน่นอน” เพียงเพื่อให้คนทั้งประเทศสบายใจชั่วคราว  

เขาเลือกวางตัวอยู่ระหว่าง  
“ความหวัง” กับ “ความจริง” ได้อย่างพอดี  
ไม่ขายฝัน… แต่ก็ไม่ทำลายความหวัง

กลับมาดูบางคำพูดในเหตุการณ์น้ำท่วมไทยหลายครั้ง (รวมถึงครั้งนี้ในภาคใต้)  

เราคุ้นกับประโยคว่า  
- “สถานการณ์ยังไม่น่าหนักใจ”  
- “คาดว่าน่าจะรับมือได้”  
- “ไม่น่าท่วมถึงตัวเมือง”  

ซึ่งฟังดูดี…  
แต่พอน้ำมาจริง สูงเกินคาด หนักเกินที่พูด  
คำพูดก่อนหน้า กลายเป็นมีมให้คนแชร์ด่า  
ไม่ต่างอะไรกับการทำการตลาดแบบ “โอเวอร์โปรมิสด์” ที่สุดท้ายทำลายแบรนด์ตัวเอง

ผู้ว่าหมูป่าไม่ได้เก่งเพราะพูดเพราะ  
แต่เก่งเพราะ กล้าพูดเท่าที่ความจริงจะรับได้  
และนี่แหละ…คือมาตรฐานที่คนหาดใหญ่กำลังโหยหา

ถ้ำหลวงมี “แม่ทัพสนาม” ชัดเจน หาดใหญ่วันนี้…เรารู้สึกแบบนั้นไหม?

ในถ้ำหลวง  
แม้มีหน่วยงานนับสิบ ประเทศนับสิบ  
แต่คนทั้งประเทศรู้สึกชัดว่า  

“คนที่คุมเกมภาคสนาม = ผู้ว่าหมูป่า”

ภาพเขาในฐานะ “แม่ทัพ” ชัดมาก

- เป็นคน “สรุปทุกอย่าง” ให้ประชาชนฟัง  
- เป็นคน “ยืนกลางวง” ระหว่างรัฐไทย-ต่างชาติ-ผู้เชี่ยวชาญ  
- เป็นคนที่ทำให้คำว่า “ภารกิจถ้ำหลวง” ดูเป็นเรื่องของ “ทีมประเทศไทย” จริง ๆ  

ตรงกันข้าม  
ในวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่วันนี้  

เรามี  
- รัฐมนตรี  
- ผู้ว่าฯ  
- นายกเทศมนตรี  
- ผู้นำท้องถิ่น  
- กองทัพ  
- หน่วยกู้ภัย  

ทุกคนอยู่ในพื้นที่  
แต่ถามจริง…

ในหัวคุณ มีภาพใครชัด ๆ ไหมว่า “นี่แหละคือแม่ทัพสนามของวิกฤตครั้งนี้”?  

ถ้าคำตอบคือ “ไม่แน่ใจ”  
นั่นแปลว่า เราอาจจะมี “คนลงพื้นที่เยอะ”  
แต่ไม่มี “ภาพผู้นำที่คนทั้งเมืองวางใจได้จริง” เหมือนตอนถ้ำหลวง

สองภาพจำที่ต่างกันสุดขั้ว: ฮ. ลำเลียงผู้ป่วย vs ฮ. ที่มีคนรู้สึกว่า “มาโชว์หรือมาช่วย”

ในหาดใหญ่  
ภาพเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลกลางน้ำท่วม  
คือภาพที่ทั้งประเทศต้องจดจำ  

มันทั้งสะเทือนใจ และสะท้อนว่า  
“ระบบป้องกันล้มเหลวจนเราต้องพาคนไข้หนีน้ำขึ้นฟ้า”

ในถ้ำหลวง  
เฮลิคอปเตอร์ รถกู้ภัย อุปกรณ์จากทั่วโลก  
กลับถูกจดจำในฐานะ “ทีมที่ช่วยทำภารกิจให้สำเร็จ”  

ต่างกันตรงที่  

- ถ้ำหลวง = ภาพของ “ความร่วมมือที่ทำให้เรื่องเป็นไปได้”  
- หาดใหญ่ = ภาพของ “ความล้มเหลวที่ทำให้ต้องหนีให้ไกลที่สุด”  

เครื่องมืออาจคล้ายกัน  
แต่ “ผู้นำที่อยู่หน้าฉาก” และ “บริบทที่เขาสื่อสาร” ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

คนไทยไม่ได้ต้องการผู้นำซูเปอร์ฮีโร่… แค่ต้องการ “ผู้นำที่จริงใจเหมือนผู้ว่าหมูป่า”

สิ่งที่คนทั้งประเทศประทับใจในผู้ว่าหมูป่า  
ไม่ใช่ชุด ไม่ใช่ตำแหน่ง ไม่ใช่ PR  
แต่คือความรู้สึกง่าย ๆ ว่า

- คนนี้ เอางานก่อนเอาหน้า  
- คนนี้ เคารพข้อเท็จจริงมากกว่าเคารพสคริปต์  
- คนนี้ ให้เครดิตทีมมากกว่าให้เครดิตตัวเอง  
- คนนี้ ไม่ขายฝัน แต่ขายความซื่อสัตย์

ในวันที่เราดูภาพน้ำท่วมหาดใหญ่  
แล้วรู้สึก “คิดถึงผู้ว่าหมูป่า” ขึ้นมาดื้อ ๆ  
จริง ๆ แล้วเราอาจไม่ได้แค่ระลึกถึงคนดีคนหนึ่งที่จากไป  

แต่เรากำลังถามกับสังคมไทยทั้งระบบว่า

“ทำไมผู้นำแบบนี้… ถึงยังเป็นของหายากในประเทศนี้?”  

วิกฤตหาดใหญ่วันนี้ คือกระจกถามการเมืองไทยทั้งระบบ

วันหนึ่ง  
น้ำหาดใหญ่จะค่อย ๆ ลด  
ร้านจะค่อย ๆ เปิด  
การเยียวยาจะเริ่มเดิน  

แต่สำหรับคนไทยจำนวนมาก  
ภาพเปรียบเทียบระหว่าง “ผู้นำถ้ำหลวง” กับ “ผู้นำในวิกฤตน้ำท่วม”  
จะไม่หายไปง่าย ๆ

มันจะกลายเป็นคำถามค้างคาใจว่า

- เวลาเลือกผู้ว่าฯ เลือก ส.ส. เลือกนายกฯ เราให้คะแนน “พูดเก่ง” มากกว่า “ยืนหยัดในความจริง” หรือเปล่า?  
- เราเผลอให้รางวัลกับคนที่ “ขายฝันเก่ง” มากกว่าคนที่ “ทำงานเงียบ ๆ แต่หนักแน่น” หรือเปล่า?  
- และเราเอง…ในฐานะประชาชน เคยเรียกร้อง “มาตรฐานผู้ว่าหมูป่า” จากผู้นำคนอื่นบ้างไหม?

เพราะสุดท้ายแล้ว  
น้ำอาจจะลด  
แต่คำถามเรื่อง “ผู้นำแบบไหนที่เรายอมฝากชีวิตในวันที่ทุกอย่างพังหมด”  
จะยังลอยอยู่บนผิวน้ำการเมืองไทยไปอีกนาน

'อิ๊งค์' โพสต์ภาพถ่ายร่วม 'ทักษิณ' ใส่ชุดนักโทษ-ผมเกรียน หลังเรือนจำจัดให้เป็นวันเยี่ยมใกล้ชิดถึงตัว พร้อมฝากความเป็นห่วงถึงทุกคน

(27 แพ.ย. 68) หลังจาก  น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายพานทองแท้ ชินวัตร น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ พร้อมครอบครัว เข้าเยี่ยมนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ภายในเรือนจำกลางคลองเปรม โดยเป็นการเข้าเยี่ยมครั้งที่ 20 นับตั้งแต่ถูกคุมขังภายในเรือนจำ โดยในวันนี้ทางเรือนจำทุกจังหวัดจัดให้เป็นวันให้เยี่ยมแบบใกล้ชิดถึงตัว เนื่องในช่วงของเทศกาลปีใหม่ นั่งกินข้าวโต๊ะเดียวกันได้

ล่าสุด น.ส.แพทองธาร และครอบครัวจะออกมา ได้โพสต์ภาพที่ถ่ายร่วมกับนายทักษิณ ที่อยู่ในชุดผู้ต้องขังและตัดผมเกรียน ผ่านอินสตาแกรม @ingshin21 โดยระบุข้อความว่า เกือบ 2 ชั่วโมงที่เหมือนได้กลับมาอยู่ด้วยกันจริงๆ 

วันนี้ทางเรือนจำ จัดกิจกรรม เยี่ยมญาติใกล้ชิด ให้ญาติๆ ได้เข้ามาเจอกัน กอดกัน ทานข้าวด้วยกัน แบบไม่ต้องคุยโทรศัพท์ผ่านกระจก ได้เดินตลาดย่อมๆ ที่พี่ๆ น้องๆ ในเรือนจำทำอาหาร ทำศิลปะมาขาย ได้มีโอกาสอุดหนุนหลายร้านอยู่ค่ะ 

แว๊บนึง รู้สึกเหมือนกลับไปเป็น ด.ญ. แพทองธาร เดินจับมือคุณพ่อ และพี่ๆ เดินตลาดกันแบบตอนเด็กๆ  (จริงๆพ่อจะชอบตลาดสดมาก เพราะได้เลือกเอง ตามเมนูที่จะทำให้ที่บ้านทานตอนวันอาทิตย์)

ถึงคนที่เป็นห่วงคุณพ่อ ท่านสบายดี รับรู้ถึงความรักความห่วงใย และฝากความเป็นห่วงถึงทุกๆ คนค่ะ

‘เปิ้ล นาคร’ เดือด! สวนโฆษกรัฐบาล หลังยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตน้ำท่วมสงขลา 6-7 ราย ยันสิ่งที่เห็นเกินกว่านี้มาก

จากกรณี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โฟนอินในรายการ กรรมกรข่าวคุยนอกจอ อัปเดตสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ พร้อมระบุตัวเลขผู้เสียชีวิตในจังหวัดสงขลาอยู่ที่ 6-7 ราย และย้ำว่าผู้เสียชีวิตในโรงพยาบาลหาดใหญ่ไม่เกี่ยวข้องกับน้ำท่วม แต่จัดอยู่ในกลุ่มประสบภัยพิบัติ เช่น โคลนถล่ม ไฟดูด และจมน้ำ

ล่าสุด เปิ้ล นาคร ศิลาชัย หนึ่งในทีมกู้ภัยที่ใช้เจ็ตสกีเข้าไปช่วยผู้ประสบภัยใน อ.หาดใหญ่ เปิดใจถึงข้อมูลตัวเลขผู้เสียชีวิตดังกล่าว พร้อมใช้ถ้อยคำรุนแรงว่า

“ถุย! เรื่องผู้ใหญ่ผมไม่ยุ่ง แต่ถ้าบอกว่า 7 ศพ ผมถุยน้ำลายใส่หน้าเลย ใครพูดเนี่ย”

เปิ้ลเล่าถึงภาพจริงที่พบในพื้นที่ว่า หลายบ้านถูกน้ำท่วมจนมีเพียงมือยื่นออกมาขอความช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยจำนวนมากเคาะบ้านร้องตะโกนขอให้ช่วยตลอดเวลา

พร้อมทั้งบอกด้วยว่า เมื่อวานทีมสามารถเก็บร่างออกมาได้ราว 3 ศพ แต่ระหว่างปฏิบัติงานพบบ้านบางหลังมีผู้เสียชีวิตลอยอยู่ถึง 5 ศพ เกินกำลังที่จะนำออกมาได้ ขณะที่บางบ้านมีคนเสียชีวิตมาแล้วกว่า 2 วัน จำเป็นต้องตัดสินใจช่วย “คนเป็น” ก่อน

เปิ้ลยอมรับว่า การช่วยเหลือในสถานการณ์คับขันทำให้ถูกวิจารณ์จำนวนมาก

“ตอนนี้คนรักผมเป็นพัน แต่คนเกลียดผมเป็นหมื่น เพราะช่วยข้างทางไม่ได้ทุกคน แต่คนที่ช่วยได้เขาขอบคุณ”

แกะรอย 7 ท่า 'การตลาดการเมือง' ในวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ จาก 'เอาอยู่' สู่ 'ลุยน้ำโชว์แจกถุงยังชีพ'

คนไทยต้องรู้ทัน 'หน้าที่รัฐ' กับ 'สินทรัพย์หาเสียง'

วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่ครั้งนี้ ไม่ได้ทดสอบแค่ “คันกั้นน้ำ-เครื่องสูบน้ำ”

แต่มันทดสอบไปถึง “การตลาดทางการเมือง” ของนักการเมืองทุกระดับ-ตั้งแต่นายกเทศมนตรี, ผู้ว่าฯ, ส.ส., รัฐมนตรี จนถึงนายกรัฐมนตรี

รายงานจากหน่วยงานรัฐและสื่อต่างประเทศระบุว่า ภาคใต้กำลังเผชิญอุทกภัยครั้งใหญ่ ประชาชนกว่า 2.7 ล้านคนใน 12 จังหวัดได้รับผลกระทบ มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 30 ราย โดยสงขลาและอำเภอหาดใหญ่เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่หนักที่สุด มีทั้งบ้านเรือน ถนน และโรงพยาบาลที่ต้องอพยพผู้ป่วยออกทางเฮลิคอปเตอร์ท่ามกลางมวลน้ำ “ระดับประวัติการณ์”
.
ท่ามกลางวิกฤตจริง ชีวิตจริง ความลำบากจริง – เราเห็น “ภาพ” ของนักการเมืองเต็มหน้าฟีด

คำถามคือ: อะไรคือ “หน้าที่ปกติของรัฐ”
อะไรคือ “การตลาดทางการเมือง”
และคนไทยควร “รู้ทัน” ตรงไหนบ้าง?

บทความนี้ชวนผู้อ่าน TST แกะทีละท่า ว่าในวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ เรากำลังเห็น “7 ท่าการตลาดการเมือง” ที่จะใช้ซ้ำอีกทุกครั้งที่ประเทศเจอภัยพิบัติ

ท่าที่ 1: พูดเอามัน “เอาอยู่ / น้ำไม่ท่วมแน่นอน”

ก่อนที่น้ำจะไหลทะลักเข้าตัวเมืองหาดใหญ่หลายวัน เพจทางการของเทศบาลนครหาดใหญ่และตัวผู้นำท้องถิ่นได้สื่อสารให้ความมั่นใจประชาชนอย่างต่อเนื่อง ว่าได้เฝ้าระวังสถานการณ์ ระดับน้ำในคลองยังควบคุมได้ พร้อมภาพลงตรวจสถานีสูบน้ำ จุดเสี่ยงต่าง ๆ

ท่าที่เราเห็นบ่อยในการเมืองไทยคือ
การให้ “คำมั่นระดับสูงมาก” ว่า

“เอาอยู่”
“ไม่น่าท่วม”
“ไม่หนักอย่างที่กังวล”

ซึ่งในภาวะปกติ ประชาชนอาจฟังแล้วสบายใจ
แต่ในภาวะวิกฤต คำมั่นแบบนี้กลายเป็น “ดาบสองคม” ทันที

เพราะถ้าวันหนึ่งสถานการณ์หนักกว่าที่ประเมินไว้จริง ๆ
คำพูดเก่า จะถูกลากกลับมาฆ่า “ความน่าเชื่อถือ” ของผู้นำทางการเมืองแบบไม่เหลือชิ้นดี

ท่านักการเมือง = “ท่าขายความมั่นใจล่วงหน้า”
เป้าหมาย = ลดความกลัว / คุมกระแส / ทำให้ดูคุมเกมได้
ความเสี่ยง = ทำให้คนตัดสินใจช้า หนีไม่ทัน และรู้สึก “ถูกหลอก” หลังน้ำมา

คนไทยควรรู้ทันอะไร?

ทุกครั้งที่ได้ยินคำว่า “เอาอยู่แน่นอน / ไม่ท่วมแน่นอน”
ให้ถามในใจ 3 ข้อ

1. มีข้อมูลตัวเลข น้ำฝน-ระดับน้ำ-ระบบเตือนภัย รองรับคำพูดไหม?
2. ผู้นำอธิบาย “แผนกรณีเลวร้ายสุด” หรือพูดแต่ “กรณีสวยสุด”?
3. เราสามารถเช็กข้อมูลจากกรมอุตุ กรมชลฯ ได้เอง หรือถูกบังคับให้ “เชื่อปากนักการเมือง” อย่างเดียว?

ท่าที่ 2: ลงลุยน้ำโชว์-เมื่อภาพ “ฮีโร่” สำคัญไม่แพ้ระบบ

เมื่อมวลน้ำทะลักเข้าตัวเมืองหาดใหญ่ ถนนสายหลักกลายเป็นคลอง รถยนต์จมครึ่งคัน หลายชุมชนติดค้างในบ้านและตึกสูง น้ำเข้าถึงพื้นที่โรงพยาบาลจนต้องอพยพผู้ป่วยผ่านเรือและเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพ

เราจึงเริ่มเห็นภาพคุ้นตา:

- นักการเมืองใส่รองเท้าบูท ลุยน้ำเข่า
- ยืนบนเรือ แจกข้าวกล่อง–น้ำดื่ม
- กอดเด็ก–ประคองคนแก่ลงเรือ
- กล้องหลายตัวร้อมล้อม ช่างภาพหลายมุม

นี่คือ “Hero Shot”
ภาพเดียวที่ทำงานทางการเมืองไปได้อีกหลายเดือน

ภาพนี้ไม่ใช่แค่การช่วยเหลือ
แต่มันคือ “สินทรัพย์การตลาดทางการเมือง” ชนิดหนึ่ง

คำถามสำคัญคือ
เรากำลังเห็น “การจัดการระบบช่วยเหลือ”
หรือแค่เห็น “การจัดฉากให้คนคนเดียวดูเป็นฮีโร่”?

รู้ทันท่านี้ได้ยังไง?

ดู 4 อย่างนี้ให้ครบ ไม่ใช่ดูแค่ภาพเดียว

1. ในภาพมี “ทีม-ระบบ” หรือมีแต่ “นักการเมืองเด่นอยู่คนเดียว”
2. โพสต์มีข้อมูลไหม เช่น ช่วยกี่ครอบครัว เขตไหนต่อเขตไหน ไม่ใช่มีแต่คำชมตัวเอง
3. เขากลับมาซ้ำในพื้นที่เดิมไหม หรือมาแค่ครั้งเดียวตอนมีกล้อง
4. หลังน้ำลด ยังเห็นคนเดิมพูดเรื่องฟื้นฟูต่อเนื่องไหม หรือหายไปเหมือนโฆษณา 30 วินาที

ท่าที่ 3: ถุงยังชีพติดหน้า-ติดชื่อ-“Soft Vote Buying 2.0”

ทันทีที่น้ำท่วม เราเห็นของช่วยเหลือหลั่งไหลเข้าพื้นที่:

- ถุงยังชีพ
- ข้าวกล่อง
- น้ำดื่ม
- ผ้าห่ม-เสื้อผ้า

ซึ่งทั้งหมดนี้ จำเป็นและสำคัญมาก
ปัญหาอยู่ที่… “โลโก้กับชื่อบนถุง”

เราเริ่มเห็นรูปแบบเดิมซ้ำทุกวิกฤต:

- ถุงยังชีพที่โลโก้พรรคใหญ่กว่าชื่อหน่วยงานรัฐ
- น้ำดื่มที่ติดสติ๊กเกอร์ชื่อ-หน้าผู้สมัคร
- ป้ายด้านหลังใหญ่จนแทบไม่เห็นผู้ประสบภัย

ในมุมการตลาด นี่คือ

“การสร้างแบรนด์นักการเมืองในช่วงที่คนอ่อนไหวที่สุด”

ช่วงที่คนไม่มีอะไรจะกิน ไม่มีไฟ ไม่มีน้ำสะอาด
ชื่อใครก็ตามที่โผล่มาพร้อมของ-จะถูกบันทึกไว้ในความทรงจำลึกมาก

แล้วคนไทยควรแยกยังไง?

1. ถามให้ชัดว่า “ของชุดนี้ ใช้งบอะไร?”
- ถ้างบหลวง-งบหน่วยงานรัฐ → ทำไมชื่อคนใหญ่กว่าชื่อหน่วยงาน?

2. จำให้ขึ้นใจว่า
- ความช่วยเหลือพื้นฐาน = หน้าที่
- ไม่ใช่ “บุญคุณส่วนตัว” ที่ต้องตอบแทนด้วยคะแนนเสียง

ท่าที่ 4: โทษฟ้า-โทษฝน “ครั้งประวัติการณ์” เพื่อเบี่ยงจากคำถามเรื่องระบบ

รายงานจากกรมอุตุฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบอกตรงกันว่า
มวลฝนที่เทใส่ภาคใต้รอบนี้อยู่ในระดับ “รุนแรงผิดปกติ”

หลายสำนักข่าวระบุว่าเป็นหนึ่งในเหตุน้ำท่วมที่รุนแรงที่สุดของหาดใหญ่ในรอบหลายสิบปี ระดับน้ำสูงและนานกว่าหลายครั้งที่ผ่านมา จนทางการต้องประกาศเขตภัยพิบัติและเตือนภัยต่อเนื่อง

ในเชิงข้อเท็จจริง
ใช่ - ฝนตกหนักจริง
ใช่ - มวลน้ำเร็วและแรงจริง

แต่ในเชิงการตลาดการเมือง
“คำอธิบายว่ามันประวัติการณ์” มักถูกใช้เป็น เกราะกำบัง ด้วย

ท่าที่ใช้บ่อย: “เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เคยเกิดในรอบ xx ปี”
แปลไทยเป็นไทย = “มันแรงเกินกว่าที่ใครจะรับมือไหวอยู่แล้ว”

ข้อดีต่อรัฐ:
ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าปัญหาส่วนใหญ่มาจากธรรมชาติ

ข้อเสียต่อสังคม:
เรามักเลิกตั้งคำถามเรื่อง

- ผังเมืองระบายน้ำถูกหรือไม่
- ถนน–ทางรถไฟ–โครงการใหญ่ไปขวางทางน้ำหรือเปล่า
- ระบบเตือนภัยทำงานทันไหม
- มีการซ้อมอพยพล่วงหน้าหรือไม่

รู้ทันท่านี้ยังไง?

ต่อให้ฝนประวัติการณ์
เราก็ควรถามผู้นำว่า

1. ถ้าย้อนกลับไป 5-10 ปี เคยเตือนเรื่องปรับปรุงระบบระบายน้ำไหม?
2. ก่อนเกิดเหตุ 3-5 วัน มีการสื่อสารเตือนอพยพแบบจริงจังหรือยัง?
3. หลังเหตุแล้ว มี “แพ็กเกจยกเครื่องระบบ” หรือแค่เล่าซ้ำว่ามันแรงแค่ไหน?

ท่าที่ 5: ขบวนเรือรบ-ฮ.-กองทัพลงเมือง-“Spectacle Politics”

ในระดับชาติ เราเห็นรัฐบาลประกาศสถานการณ์ร้ายแรงในภาคใต้

ส่งทั้งเรือหลวง, เฮลิคอปเตอร์, หน่วยกู้ภัย, ทีมแพทย์, ครัวสนาม ลงพื้นที่ช่วยเหลือ จำนวนภาพขบวนรถ เครื่องบิน ลำเลียงของเต็มจอข่าวทั้งวัน

ในทางความช่วยเหลือ
นี่คือสิ่งที่รัฐ “ต้องทำ”
และ เป็นเรื่องดีมาก ที่ทำเร็วและถึง

แต่ในทางการเมือง
นี่คือ “ภาพการแสดงพลังรัฐ” ที่สำคัญไม่แพ้กัน

ภาพขบวนเรือรบ-ฮ.-รถทหาร
= ภาพ “ผู้นำที่ควบคุมกลไกรัฐได้”
= ภาพ “รัฐบาลนี้เอาจริง”

สิ่งที่ถูกกลบไปโดยไม่รู้ตัวคือคำถามว่า

- ก่อนเกิดเหตุ มีการลงทุนระบบป้องกันมากพอไหม?
- แผนแม่บทน้ำท่วม-ผังเมือง-ทางระบายน้ำ ทำถึงไหนแล้ว?
- งบป้องกันน้ำท่วมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ใช้ไปกับอะไร?

มองท่านี้ให้ทะลุ

เวลามองภาพเฮลิคอปเตอร์-เรือหลวง-คอนวอยรถ
ให้มองสองชั้น

- ชั้นที่ 1: ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทำงานด่านหน้า (สิ่งนี้ต้องให้เครดิตเต็มที่)
- ชั้นที่ 2: ถามผู้นำการเมืองว่า “ครั้งหน้าเราจะไม่ต้องใช้ฉากใหญ่แบบนี้ซ้ำอีกได้ยังไง?”

ท่าที่ 6: วอร์รูม-ไลฟ์สด-กราฟิกสวย แต่เนื้อหาบาง

อีกท่าที่เห็นชัดในการบริหารวิกฤตยุคมือถือ คือ

- การตั้ง “วอร์รูม”
- ไลฟ์สดอัปเดตสถานการณ์น้ำ
- ทำกราฟิกสวย ๆ เรื่องระดับน้ำ จุดเสี่ยง ถนนปิด-เปิด

ฝั่งสถาบันวิชาการอย่างจุฬาฯ ใช้ “ดิจิทัลวอร์รูม” เพื่อช่วยเก็บข้อมูลพื้นที่จริง สื่อสารเส้นทางปลอดภัย รับแจ้งขอความช่วยเหลือ และประสานทรัพยากรไปยังผู้ประสบภัยในหาดใหญ่และภาคใต้แบบเรียลไทม์ อันนี้คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อ “จัดการข้อมูล-ช่วยชีวิต” จริง ๆ

แต่ในฝั่งการเมือง
เราเริ่มเห็นรูปแบบ “วอร์รูมที่เน้นภาพมากกว่าข้อมูล” เช่น

- ภาพโต๊ะยาว ๆ มีจอมอนิเตอร์เรียงเต็ม
- ผู้นำเดินชี้จอ ประชุมหน้ากล้อง
- แต่ข้อมูลที่ประชาชนเอาไปใช้จริงมีน้อยมาก

รู้ทันท่านี้ยังไง?
ถามตัวเองง่าย ๆ หลังดูไลฟ์หรือโพสต์จบว่า

“ได้ข้อมูลที่เอาไปใช้ตัดสินใจจริง ๆ แค่ไหน?”

ถ้าเนื้อหามีแค่

- การให้กำลังใจ
- การเล่าภาพรวมแบบกว้างมาก
- การย้ำว่าทุกหน่วยงานทำเต็มที่

แต่ไม่มี

- ระดับน้ำแบบตัวเลข
- พื้นที่เสี่ยงเฉพาะจุด
- เส้นทางอพยพ–เส้นทางที่ควรเลี่ยง
- ช่องทางติดต่อฉุกเฉิน

วอร์รูมนั้นกำลังทำงานเป็น “สตูดิโอ PR ทางการเมือง” มากกว่าศูนย์ข้อมูลประชาชน

ท่าที่ 7: หายตัวหลังน้ำลด - การเมืองแบบโฆษณา 30 วินาที

ท่าสุดท้ายที่คนไทยคุ้นเคยที่สุด
แต่ก็ลืมเร็วที่สุดเหมือนกัน คือ

“พอน้ำลด-นักการเมืองก็ลดบทบาท หายไปพร้อมกัน”

หลังน้ำท่วมใหญ่ผ่านไป 1-3 เดือน
เรามักไม่ค่อยเห็น

- รายงานความคืบหน้าโครงการแก้น้ำท่วม
- การปรับปรุงทางระบายน้ำ-คลอง-ท่อ
- การปรับผังเมืองที่ขวางทางน้ำ
- การประชุมฟังเสียงประชาชนเพื่อเอาบทเรียนมาปรับแผนระยะยาว

ทั้งที่ในทางนโยบาย
“งานจริง” เพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ ควรเริ่มหลังน้ำลดทันที

ท่านี้คืออะไร?

“การตลาดการเมืองแบบสปอตโฆษณา 30 วินาที”
โผล่มาเฉพาะตอนฟีดสนใจ แล้วหายไปตอนต้องทำงานยาว ๆ

รู้ทันท่านี้ยังไง?

เวลาจะเลือกนักการเมืองครั้งต่อไปในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม
อย่าดูแค่รูปตอนน้ำมา
แต่ต้องถามตัวเองว่า

- ครั้งก่อนน้ำท่วม เขาเคยเสนอ-ผลักดันอะไรจริงจังไหม?
- มีการติดตามผลแผนงานปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานไหม?
- เคยเห็นเขากลับมาพูดเรื่องน้ำท่วม “ตอนที่ไม่มีสื่อสนใจแล้ว” หรือไม่?

สรุป: จาก “ผู้ชมโฆษณา” สู่ “ผู้ตรวจการเมือง”

วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งนี้ทำให้เราเห็นชัดว่า
ทุกการเคลื่อนไหวของนักการเมืองในภาวะวิกฤต มีมิติการตลาดทางการเมืองซ้อนอยู่เสมอ

- การให้ความมั่นใจเกินจริง
- การลงพื้นที่โชว์ภาพฮีโร่
- การติดชื่อ-โลโก้บนของช่วยเหลือ
- การโทษธรรมชาติเพื่อเบี่ยงจากปัญหาโครงสร้าง
- การโชว์ขบวนกองทัพ-เรือรบ-ฮ.
- การตั้งวอร์รูม-ไลฟ์สดแบบเน้นภาพ
- การหายตัวหลังน้ำลด

ทั้งหมดนี้คือ “7 ท่า” ที่จะถูกใช้ซ้ำ
ไม่ใช่แค่ที่หาดใหญ่ แต่แทบทุกจังหวัดที่มีวิกฤตใหญ่ในอนาคต

หน้าที่ของประชาชนจึงไม่ใช่แค่
“กดไลก์ให้คนที่ลงน้ำช่วยเรา”
แต่คือ “มองให้ทะลุว่าอะไรคือหน้าที่-อะไรคือการตลาด”

เพราะในวันที่ภัยพิบัติกลายเป็นเรื่องถี่ขึ้นจากสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว
เราไม่สามารถพึ่ง “การตลาดทางการเมือง” ให้พาเราออกจากวิกฤตได้
เราจำเป็นต้องมี “การเมืองที่กล้ายอมรับความจริง–กล้าแก้โครงสร้าง”
และต้องมีประชาชนที่ “ตาสว่าง” พอจะไม่หลงเชื่อเพียงเพราะภาพสวยในวันที่น้ำท่วมถึงอก

สุดท้ายแล้ว น้ำอาจจะลด
แต่คำถามที่คนหาดใหญ่และคนไทยทั้งประเทศควรถามต่อคือ:

“ครั้งหน้า… เราจะปล่อยให้การตลาดนำหน้าความจริงอีกหรือเปล่า?”

‘นิติภูมิ’ ฉะ!! นักการเมืองอภิปรายเอามัน ไร้สมอง ถาม!! พรรคใดค้านงบซื้อเฮลิคอปเตอร์กู้ภัย?

ร.ต.อ.ดร.นิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย หรือ ‘นิติภูมิ นวรัตน์’ อดีตนายตำรวจ และอดีตนักการเมือง ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก นิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย ระบุว่า ใครวะ อภิปรายเอามัน ไร้วิสัยทัศน์ ไม่คิดเตรียมการป้องกันไว้ล่วงหน้า ใครมีคลิปตอนที่ไอ้ สส. ไร้สมองพวกนี้อภิปราย ช่วยเอามาเผยแพร่กันด้วยครับ

พร้อมทั้งได้ระบุด้วยว่า พรรคใดค้านงบประมาณซื้อเฮลิคอปเตอร์กู้ภัย ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในการอภิปรายงบปี 2564

‘เจือ ราชสีห์’ เสนอนายกรัฐมนตรี เร่งแก้ปัญหาน้ำท่วม หาดใหญ่-สงขลา ใช้เรือผลักดันน้ำช่วยระบายน้ำลงทะเลเร็วขึ้น ชี้ ถึงเวลารัฐบาลตั้งใจแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

นายเจือ ราชสีห์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้เป็นการด่วน โดยเฉพาะในจังหวัดสงขลาและอำเภอหาดใหญ่ ซึ่งกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักในขณะนี้

นายเจือระบุว่า อำเภอหาดใหญ่จำเป็นต้องได้รับการเร่งระบายน้ำอย่างเร่งด่วนและเป็นรูปธรรม พร้อมเสนอให้รัฐบาลสั่งการกองทัพเรือ นำเรือผลักดันน้ำกว่า 100 ลำ มาช่วยดันน้ำออกจากคลอง ร.1 ลงสู่ทะเลสาบสงขลาโดยเร็ว เพื่อให้ระดับน้ำในเขตเมืองหาดใหญ่ลดลงโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ ต้องจัดเรือผลักดันน้ำอีกชุดเพื่อดันน้ำจากทะเลสาบสงขลาออกสู่ปากอ่าวไทยอย่างเร่งด่วน ซึ่งจะช่วยลดปริมาณน้ำที่เอ่อท่วมบ้านเรือนประชาชนรอบทะเลสาบสงขลา ทั้งในพื้นที่อำเภอเมืองสงขลา (ตำบลพะวง ตำบลเขารูปช้าง ตำบลเกาะยอ ตำบลทุ่งหวัง ตำบลเกาะแต้ว) รวมถึงอำเภอสิงหนคร อำเภอสทิงพระ อำเภอกระแสสินธุ์ และอำเภอระโนด ไม่ให้ต้องเผชิญปัญหาน้ำท่วมนานเกินความจำเป็น
 

ย้อนรอยเลือกตั้งไทยในรอบ 20 ปี พรรคเปลี่ยนชื่อ โลโก้เปลี่ยนใหม่ แต่เครือข่ายเก่ายังคุมเกมการเมืองเหมือนเดิม สาเหตุหลักการเมืองไทยยังวนในอ่าง

เลือกตั้งไทย 20 ปี: เราเปลี่ยนแต่ชื่อพรรค หรือจริง ๆ ไม่เคยเปลี่ยนคนถือเกม?

เวลาเราเดินเข้าคูหาทุก 4 ปี  
เราคิดว่าเรากำลัง “เลือกพรรคการเมือง”  

แต่ถ้ามองย้อนไป 20 ปีที่ผ่านมา รายชื่อที่โผล่ในสนามเลือกตั้งไทยมันชวนให้ถามกลับว่า…  

หรือจริง ๆ แล้ว เราแค่เลือก “เครือข่ายเดิม”  
ที่เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนโลโก้ ไปตามจังหวะการเมือง?

ลองไล่ชื่อดูช้า ๆ  

- ชาติไทย → ชาติไทยพัฒนา → ภูมิใจไทย  
- อนาคตใหม่ → ก้าวไกล → พรรคประชาชน  

บนหน้ากระดาษ นี่คือ “คนละพรรค”  
แต่ในสนามจริง คนจำนวนมากรู้สึกเหมือนกำลังดูซีรีส์เรื่องเดิม ที่เปลี่ยนแค่ชื่อภาคกับหน้าปก  

ประเทศไทยอาจเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่  

“ยุบพรรคได้ด้วยคำตัดสิน  
แต่ไม่เคยยุบเครือข่ายการเมืองเดิมได้สักครั้ง”

1. ชาติไทย-ชาติไทยพัฒนา: ย้ายบ้านทั้งเครือข่าย ไม่ใช่แค่ตั้งพรรคใหม่

พรรคชาติไทยเคยเป็นหนึ่งใน “พรรคหลักของระบบผสม” ในการเมืองไทย  
ฐานเสียงแน่นในหลายจังหวัดภาคกลาง บ้านใหญ่ ภูมิภาค นักการเมืองท้องถิ่นครบเครื่อง  

จนวันที่ศาลมีคำวินิจฉัย “ยุบพรรคชาติไทย”  
บนหน้าข่าว มันดูเหมือนฉากจบของทั้งพรรค  

แต่ในสนามจริง ภาพที่คนในพื้นที่เห็นคือ  

- ทีมเดิม  
- ผู้สมัครเดิม  
- เครือข่ายเดิม  

เพียงแค่ “ย้ายบ้าน” ไปอยู่ใต้ป้ายใหม่ชื่อ ชาติไทยพัฒนา  

สำหรับคนในจังหวัดฐานเสียง ความรู้สึกไม่ใช่ว่า  
“พรรคเก่าตาย พรรคใหม่มาแทน”  

แต่คือ  

“ทีมเดิม ย้ายจากบ้านเลขที่เก่า ไปอยู่บ้านเลขที่ใหม่ที่กฎหมายแตะไม่ได้ก็เท่านั้น”

2. ภูมิใจไทย: แบรนด์ใหม่ของสไตล์การเมืองแบบเดิม

ฝั่ง ภูมิใจไทย ก็เป็นตัวอย่างชัดเจนของ “เครือข่ายเก่าภายใต้โลโก้ใหม่”  

ภูมิใจไทยไม่ได้ผุดขึ้นมาลอย ๆ จากอากาศ  
แต่เกิดจากการรวมตัวของหลายกลุ่ม–หลายบ้านใหญ่–หลายเครือข่าย ที่เคยอยู่พรรคอื่นมาก่อน  

เมื่อเวลาผ่านไป ภูมิใจไทยขยายฐานจนกลายเป็น “พรรคตัวกลาง” ที่พร้อมจะจับมือกับรัฐบาลเกือบทุกขั้ว  

สไตล์การเมืองชัดมาก:  

- ทำงานหนักในพื้นที่  
- รักษาฐานท้องถิ่น  
- ใช้จำนวน ส.ส. เป็นน้ำหนักต่อรองในสภา  

โลโก้ใหม่ ชื่อใหม่  
แต่สูตรการเมืองแบบ “ฐานเสียงท้องถิ่น + อำนาจต่อรอง” คือชุดเดิมแทบทั้งหมด  

3. อีกฟากหนึ่ง: อนาคตใหม่-ก้าวไกล-พรรคประชาชน  
สามร่างของสายการเมืองเดียวกัน

ฝั่งก้าวหน้าเอง ก็มี “สามร่าง” ที่คนไทยจำได้ขึ้นใจเหมือนกัน  

- ยุค อนาคตใหม่: พรรคใหม่ที่สร้างกระแสคนรุ่นใหม่ทั่วประเทศ  
- โดนยุบ → ส.ส. ส่วนใหญ่ย้ายไปอยู่ ก้าวไกล  
- ก้าวไกลโดนยุบอีก → ส.ส. ส่วนใหญ่ย้ายไปอยู่ พรรคประชาชน  

ชื่อเปลี่ยน โลโก้เปลี่ยน แต่สำหรับคนจำนวนมาก นี่คือการเมืองสายเดียวกันที่เดินต่อในตัวถังใหม่  

บางคนเลยถามกันตรง ๆ ว่า  

การยุบพรรคจริง ๆ ลงโทษใครกันแน่?  
พรรคที่ถูกยุบ  
หรือประชาชนที่ตั้งใจเลือกพรรคนั้นเข้าไปในสภา?

4. ทำไม “ยกพรรค-ย้ายพรรค-รีแบรนด์” ถึงกลายเป็นเรื่องปกติในไทย?

ถ้าไม่ดูแค่เคสดัง ๆ แต่ดูทั้งภาพใหญ่ เราจะเห็นแพตเทิร์นคล้าย ๆ กันซ้ำไปซ้ำมา  

4.1 กติกาทำให้ “ยุบก็ได้ ตั้งใหม่ก็ได้”

เราอยู่ในระบบที่  

- การยุบพรรคกลายเป็นทางเลือกหนึ่งในเกมการเมือง  
- แต่การตั้งพรรคใหม่ก็ไม่ได้ยากเกินไปสำหรับเครือข่ายที่มีเงิน-คน-โครงสร้างพร้อม  

ผลคือ พอพรรคหนึ่งเริ่มมีปัญหาหนัก ๆ  
เครือข่ายเดิมก็แค่ “เตรียมพรรคสำรอง-บ้านสำรอง” ไว้รอล่วงหน้า  

ยุบวันนี้ พรุ่งนี้มีบ้านใหม่ให้สังกัดต่อ  

4.2 คนไทยจำนวนมาก “เลือกคน-เลือกบ้านใหญ่” มากกว่าเลือกพรรค

ในหลายพื้นที่ คนยังเลือกจาก  

- ใครช่วยงานพื้นที่มานาน  
- ใครเป็นคนของบ้านใหญ่ที่เขาเชื่อใจ  
- ใครสามารถพาโครงการ-งบประมาณเข้ามาได้  

ชื่อพรรคจึงกลายเป็นแค่ “ป้ายบนปกเสื้อ” ที่เปลี่ยนได้ตามฤดูกาล  

ถ้าเครือข่ายเดิมย้ายไปพรรคใหม่  
ป้ายโลโก้ใหม่ก็ไม่ได้ทำให้คนเลิกเลือกทันที

4.3 พรรคการเมืองถูกใช้เหมือน “บริษัทโปรเจกต์”

ในประเทศที่พรรคการเมืองเข้มแข็ง พรรคมีชีวิตตัวเองยืนยาวกว่าผู้นำและนักการเมืองแต่ละรุ่น  

แต่ในไทย พรรคจำนวนมากถูกใช้เหมือน “บริษัทโปรเจกต์”:

- ตั้งขึ้นมาเพื่อใช้ลงเลือกตั้งรอบนี้  
- ต่อรองอำนาจรอบนี้  
- จบโปรเจกต์ก็เปลี่ยนชื่อ ยุบ-รวม-ย้ายไปอยู่หลังโลโก้ใหม่  

5. สุดท้ายแล้ว เราเลือกอะไรอยู่กันแน่?

เมื่อมองจากสายตาประชาชน คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า  

“ต่อไปพรรคไหนจะโดนยุบ?”  หรือ  “ปีหน้าเราจะเห็นชื่อพรรคใหม่อะไรอีก?”

แต่ควรเป็นคำถามที่แรงกว่านั้นว่า  

- เวลาเราเลือกพรรค เรากำลังเลือก “นโยบายกับอุดมการณ์”  
  หรือเลือก “เครือข่ายอำนาจที่รีแบรนด์ตัวเองเก่งมาก”?  

- การยุบพรรคช่วยยกระดับมาตรฐานการเมืองจริง  
  หรือแค่เปลี่ยนฉาก แต่ให้คนเดิมถือเกมต่อ?  

- เราเคยลงโทษ “เครือข่ายเดิม” ด้วยคะแนนเสียงจริง ๆ บ้างไหม  
  หรือทุกครั้งที่เขาเปลี่ยนชื่อ เราก็ให้โอกาส 4 ปีใหม่เหมือนเดิม?

ประโยคหนึ่งที่น่าจะสะท้อนยุคนี้ได้ดีที่สุดคือ  

“ประเทศไทยเปลี่ยนชื่อพรรคบ่อยกว่าที่เปลี่ยนคุณภาพชีวิตคนส่วนใหญ่ในประเทศ”

6. ถ้า “ยุบพรรคไม่ได้ยุบเครือข่าย” เราควรเรียกร้องอะไรต่อ?

การยุบพรรคอาจยังจำเป็นในกรณีที่มีการทำผิดกฎหมายร้ายแรงจริง  
แต่ถ้าเราไม่อยากเห็นประเทศวนอยู่กับเกม “ยุบ-ตั้ง-ยุบ-ตั้ง” แบบนี้ไปเรื่อย ๆ  

อย่างน้อยที่สุด สังคมไทยควรเรียกร้อง 3 เรื่องนี้ให้ชัด:

1. ความโปร่งใสของเครือข่าย  
- ใครหนุน ใครจ่าย ใครได้ประโยชน์  
- คนควรเห็นโครงสร้างจริงของอำนาจหลังพรรค ไม่ใช่เห็นแค่โลโก้

2. ระบบลงโทษทางการเมืองที่ไปถึง “คนและเครือข่าย” ไม่ใช่แค่ตัวนิติบุคคลพรรค  
- ถ้าพรรคผิดจนถึงขั้นต้องยุบ  
- คนที่เกี่ยวข้องต้องถูกตรวจสอบจริง และไม่สามารถสร้าง “บริษัทการเมือง” ใหม่มาทำแบบเดิมซ้ำได้ง่าย ๆ

‘พีระพันธุ์’ ลุยน้ำพัทลุง มอบถุงยังชีพ 1,000 ชุดถึงมือชาวบ้าน พร้อมกำชับ ‘สส.นิติศักดิ์’ ช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่

(25 พ.ย. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ลงพื้นที่ตำบลปันแต อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ พร้อมนำถุงยังชีพ 1,000 ชุด มอบให้ชาวบ้านกว่า 500 ครัวเรือน ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะผู้บริหารพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้แก่ นายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรค, นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร รองหัวหน้าพรรค, นายสยาม บางกุลธรรม นายทะเบียนสมาชิกพรรค, นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกพรรค และนายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร สส.พัทลุง เขต 2 ได้ร่วมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

นายพีระพันธุ์กล่าวต่อพี่น้องชาวปันแตและควนขนุน โดยยอมรับว่าสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติในพื้นที่ภาคใต้ปีนี้ หนักกว่าปีที่ผ่านมา โดยระบุว่า ในปีที่แล้ว ตนพร้อมด้วยนายวิสุทธิ์และนายนิติศักดิ์ ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมและดำเนินการผลักดันน้ำลงสู่ทะเลน้อยอย่างเต็มที่ แต่สถานการณ์ในปีนี้กลับรุนแรงยิ่งกว่าเดิม

นายพีระพันธุ์ระบุว่า ภัยธรรมชาติครั้งนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในพื้นที่พัทลุงเท่านั้น แต่เกิดขึ้นหลายพื้นที่ในภาคใต้ โดยเฉพาะที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งได้รับผลกระทบหนักมาก และจังหวัดสตูลที่ประสบปัญหาน้ำท่วมในปีนี้ แม้ว่าจะไม่เคยท่วมมานานหลายปีแล้ว นายพีระพันธุ์ได้กล่าวขอบคุณ ทีมงานในพื้นที่ที่ปฏิบัติงานอย่างเข้มแข็งและให้ความช่วยเหลือประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายก อบจ.พัทลุง และรองหัวหน้าพรรคฯ รวมถึง นายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร สส.พัทลุง เขต 2 ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและในพื้นที่


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top